เรื่องเล่า๐ใน๐เงาสะท้อน [The Story in The Mirror]

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 10 ความรู้ ความทรงจำ และการหลงลืม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ก.พ. 59

ตอนที่ 10 ความรู้ ความทรงจำ และการหลงลืม

 


เด็กๆ ทั้งสี่คนออกมาจากหอสมุดแล้วในตอนนี้ ด้วยเกรงว่า บรรณารักษ์วัยกลางคนจะสังเกตเห็นถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น ถึงกระนั้น พวกเขาก็ไม่ได้เดินออกมาไกลเท่าไหร่นัก เพื่อการหลีกเลี่ยงการปะทะผู้คนโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะกับผู้คนในโลกนี้ที่พวกเขาไม่รู้ว่านิสัยกลายเป็นยังไง


“เอาล่ะ เมื่อเราได้กระจกมาแล้ว เราจะต้องทำยังไงต่อ” แอชเชอร์เอ่ยขึ้นมาเป็นคนแรก เมื่อพวกเขาเดินมาหยุดอยู่ที่ม้านั่งหินใกล้ลานกลางชุมชน


“ไงต่องั้นหรอ” ลิคทำท่าครุ่นคิด เพราะเขาก็ไม่ได้นึกถึงแผนการต่อจากนี้เช่นกัน “ก็คงต้องส่องมันอยู่แล้วล่ะ ใช่ไหม” ลิคยิ้มเล็กน้อย เขาใช้ชายเสื้อเช็ดกระจกเงาที่ขุ่นมัวนี้ ถึงกระนั้นความคมชัดของมันก็ไม่ได้ชัดขึ้นสักเท่าไหร่ ลิคจับกระจกไว้สองมือในตอนนั้นเอง ก่อนจะยื่นมันไปข้างหน้า ทอดมองภาพสะท้อนอันจืดจางของตัวเองในกระจกนั้นด้วยสายตาแน่วแน่ เพื่อนอีกสามคนไม่มีใครส่งเสียงอะไรระหว่างนั้น พวกเขาต่างจ้องมองลิคนิ่งราวกับว่าการกระทำเช่นนี้ เขาจะต้องกลายร่างเป็นอะไรสักอย่าง


สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ดำเนินอยู่นานร่วมสองนาทีเห็นจะได้ ซึ่งนั่นก็นานพอที่จะทำให้สมาธิของแอชเชอร์ขาดผึ่ง “สุดท้ายมันก็เป็นแค่ขยะ ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้นเลย” แอชเชอร์บ่นอุบ แต่ลิคก็ยังคงจ้องกระจกเงาไม่เลิก แถมยังเพิ่มความจริงจังมากกว่าเดิมเสียด้วย


“ก็ไม่ขยะเสมอไปหรอก ดูที่ด้านหลังกระจกนั่นสิ พวกนายเห็นนั่นไหม” เจนาสพูดขึ้นมา คำพูดนั้นหยุดทุกอย่างได้ชะงัด แม้แต่ลิคที่จ้องกระจกอยู่ก็เบิกตากว้าง ก่อนที่จะพลิกกระจกดูด้านหลังตามที่เพื่อนบอก


ด้านหลังกระจกเงาบานเก่านั้นถูกปิดผิวด้วยไม้วีเนียร์ปิดผิวบางๆ และบริเวณตรงกลางนั้นเองปรากฏรอยสลักเหมือนตัวอักษรเขียนด้วยตัวบรรจง ทำไมก่อนหน้านี้ถึงมองไม่เห็นนะ ลิคคิดด้วยความหงุดหงิดใจ


“ขอฉันดูหน่อยสิลิค” เจนาสขอกระจกมาจากลิค “ฉันคิดว่า...มันเหมือน...เอ่อ...บทกวี”


ทุกคนมองหน้าทายาทมหาเศรษฐีด้วยความไม่เข้าใจ เขาเลยอฺบายต่อฟังนะ “คือเจ็ดนั้นเกลือกกลั้วตัวเป็นหนอน...”


“มันคือบทกวีวรรคที่สอง” ลิคเสริม ซึ่งไม่จำเป็นต้องบอก ทุกคนก็รู้ว่ามันคือบทกวีวรรคไหน


“โอเค ฉันจะอธิบายให้ฟังนะ ดูเหมือนวรรคที่ว่า คือเจ็ดนั้นเกลือกกลั้วตัวเป็นหนอน นั้น มันจะมีบทกวีอีกบทที่ต่อท้าย คือ...ฉันหมายถึง บทกวีบทอื่นที่ไม่ใช่บทกวีของอเล็กซ์น่ะ”


“นายหมายความว่ายังไงกันแน่ เจนาส” ริก้าเริ่มขมวดคิ้วเป็นปม


“เอาล่ะ ฟังนะ นี่คือสิ่งที่สลักอยู่บนกระจกเงาแผ่นนี้” แล้วเจนาสก็เริ่มอ่าน

 

คือเจ็ดนั้นเกลือกกลั้วตัวเป็นหนอน

เพรียกคำสอนคืนความรู้สู่เจ้า

ความทรงจำจดจำจิตอดีตเงา

นึกคำเค้าถึงสิ่งที่คนหลงลืม

 

ทุกคนชะงักงันเล็กน้อยเมื่อได้ฟังบทกวีดังกล่าว พร้อมคำถามที่เกิดขึ้นในหัวว่า มันหมายความว่าไง หรือบทกวีบทนี้มันคืออะไรกันแน่


“นายจะบอกว่าในบทกวียังมีบทกวีอีกอันซ่อนอยู่อย่างนั้นหรือ” ริก้าถาม


“ไม่ใช่อีกอัน แต่มันมีอีกเจ็ดที่ถูกซ่อนไว้ และอันนี้คืออันแรก” คำพูดนี้จะมาจากใครไม่ได้นอกจากเด็กชายจอมเพี้ยนอย่างลิค เลซิก มีรอยยิ้มเกิดขึ้นที่มุมปากของเด็กชายอย่างที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อเขาไขปริศนาอะไรบางอย่างได้ ลิคมองหน้าเพื่อนๆ ของเขาที่แสดงสีหน้างุนงง “อะไรกัน นี่พวกนายไม่เข้าใจมันเลยอย่างนั้นหรอ มันหมายความนี่คือคำใบ้ที่เรากำลังค้นหายังไงล่ะ”


“คำใบ้” แอชเชอร์ทวนคำ เพราะเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี


“ฉันเพิ่งนึกได้ว่าเคยอ่านเจออะไรทำนองนี้ในหนังสือนิยายสืบสวนสักเล่ม ทุกปริศนาจะถูกส่งทอดคำต่อคำเหมือนโดมิโน เราจะไม่สามารถลัดขั้นตอนได้ และนี่คือโดมิโนชิ้นแรกที่เราต้องผลักมันให้ล้ม”


“นายเสียสติไปแล้วอย่างนั้นเหรอ” แอชเชอร์ว่าอีกครั้ง แต่กลับมีผู้ที่เริ่มคล้อยตาม


“นายหมายถึง บทกวีปริศนานี่คือสิ่งที่จะนำพาเราไปสู่ที่ซ่อนของกระจกอีกหกบานใช่ไหม” ริก้าเอ่ย


“ใช่แล้ว”


“งั้นนายก็น่าจะรู้ความหมายของบทกวีนี้แล้วสิ”


ลิคยิ้มแหยๆ ก่อนตอบกลัไปว่า “ยังหรอก”


นี่อาจจะเป็นสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับคำว่า มืดแปดด้าน ก็เป็นได้ เพราะพวกเขาไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป พวกเขารู้ว่าจะต้องแปลบทกวี แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะนำพาไปสู่สิ่งใดเช่นกัน


“ฉันพอจะนึกอะไรออก” และแล้วก็เป็นเจนาสที่เอ่ยขึ้นเป็นคนแรกหลังจากเงียบกันมานาน “ฉันว่ามีความเป็นไปได้ที่บทกวีบทนี้จะบอกวิธีการใช้ของกระจกบานนี้”


“ฉันเห็นด้วย” ลิคดีดนิ้ว “ทีนี้เราลองมาถอดความหมายที่ซ่อนอยู่ในบทกวีนี้กันเถอะ”


ความกระตือรือร้นของลิคนั้นมักจะอยู่ในระดับที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจเสมอ และเมื่อเขาตั้งปณิธานไว้แล้วว่าจะทำอะไรก็ไม่อาจมีสิ่งใดมาขวางได้ เด็กๆ ทั้งสี่คนพากันนั่งสุมหัวคิดกันอย่างขะมักเขม้น และถึงแม้พวกเขาจะไม่มีกระดาษหรือดินสอ แต่ก็ยังสามารถหากิ่งไม้วาดความคิดของตนลงบนพื้นดิน


“คำหลักๆ ของบทกวีมีคำว่า...ความรู้ ความทรงจำ และหลงลืม พวกนายพอจะนึกอะไรออกไหม” เด็กชายจอมเพี้ยนเอ่ยถาม


“มันเหมือนการบอกว่า เราลืมอะไรบางอย่าง แต่เรานึกไม่ออก มีอะไรที่พวกนายหลงลืมบ้างหรือเปล่า” เจนาสวิเคราะห์ ความรู้สึกของเขาตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร


“ฉันมักจะลืมเป็นประจำว่าวางรองเท้าไว้ที่ไหน ก่อนออกจากบ้าน” ลิคว่า


“ฉันว่าเรื่องพวกนี้อาจจะต้องเป็นเรื่องพื้นฐานที่เกิดขึ้นกับคนส่วนมาก อย่างเช่นการลืมไปว่า วันนี้วันที่เท่าไหร่ เป็นวันอะไร” ริก้าว่าตาม “แอชเชอร์นายล่ะว่าไง”


“ฉันว่า...” แอชเชอร์ทำทีคิดอยู่ครู่หนึ่งสายลมที่พัดผ่านมาในยามเย็นของวันนั้นเอื่อยเฉื่อยพอๆ กับความคิดของเขา “ฉันจำไม่ได้หรอกว่าฉันลืมอะไร แต่ถ้ามันเป็นอย่างที่นายว่านะ...เจนาส ถ้านี่เป็นวิธีใช้องกระจกเงาบานนี้ล่ะก็ ฉันว่ามันสามารถฟื้นความจำ ทำให้เรานึกเรื่องที่เราหลงลืมไปได้ล่ะ”


ทุกคนมีท่าทีอึ้งเล็กน้อยกับคำตอบของแอชเชอร์ เด็กชายผู้มีนิสัยขวางโลก โดยเฉพาะลิค ไม่มีใครนึกออกเลยว่าความคิดเช่นนี้จะมาจากเขา


“อะไรกัน ทำไมมองฉันแปลกๆ ล่ะ ฉันแค่ลองคิดอะไรให้มันสุดโต่งดูแบบที่พวกนายเป็นไง”


“ฉันเกือบจะนึกว่า นายคือลิคคนที่สองเสียแล้วสิ” ริก้าเอ่ย พร้อมเสียงหัวเราะเล็กๆ


“ให้ตายเถอะ! ฉันไม่มีทางเป็นเด็กเพี้ยนแบบหมอนี่หรอก”


แต่ทว่า ลิคคนที่หนึ่งมิได้สนใจกับคำถากถางที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย นี่อาจจะเป็นครั้งแรกเลยก็ได้ที่ลิค เลซิกเห็นพ้องกับคำพูดของแอชเชอร์ คอนวอร์ล “และการใช้กระจกเงานี่ก็คือ เราจะต้องนึกถึงเรื่องที่เราอยากจำ ที่เราลืมไป แล้วมองกระจก ใช่ไหม แอชเชอร์”


แอชเชอร์ไม่ตอบ เขาเพียงแต่พูดว่า “ประตูแห่งโลกจินตนาการได้เปิดออกแล้ว”


ลิคลองทำแบบเดิมอีกรอบ เขายื่นกระจกไปด้านหน้า และจ้องมองดูมัน ระหว่างนั้น เขาก็พยายามคิดถึงเรื่องที่ตนเองหลงลืม (ซึ่งคงไม่มีวันนึกออก) และนึกย้อนกลับไปเรื่อยๆ ถึงช่วงเวลาชีวิตต่างๆ และแล้วบางอย่างเกิดขึ้นในตอนนั้นเอง และคงเป็นลิคคนเดียวที่รู้สึกได้ มันมีแสงสว่างวาบหรือภาหลอนอันใด แต่ราวกับเป็นความจำบางอย่างที่ถูกขุดขึ้นมาจากผืนดิน ความทรงจำบางอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ อย่างเช่น ความทรงจำเมื่อครั้งได้รับของเล่นตุ๊กตาหมีเมื่อตอนอายุสองขวบ


“ลิค ลิค...นายเป็นยังไงบ้าง” ริก้าเรียกสติเพื่อน เมื่อเห็นเด็กชายเหม่อลอยไปกับอะไรบางอย่างที่พวกเขามองไม่เห็น “เกิดอะไรขึ้น”


“ฉัน...ไม่รู้”


“นายต้องบอกพวกเรา ไม่อย่างนั้น เราก็ไม่รู้เรื่อง” เจนาสว่า


“เอ่อ...มันเหมือนกับว่าฉันจำได้ทุกอย่าง เรื่องที่ลืมไปแล้ว นายลองเอาไปดูเองดีกว่า” ลิคยื่นกระจกให้เจนาส เมื่อเจนาสส่องมัน เขาก็เกิดอากัปกิริยาเช่นเดียวกับลิคนี้เอง “ไม่จริง” เด็กชายพึมพำออกมาเบาๆ แต่ว่าไม่มีใครได้ยิน และถึงได้ยินก็ไม่มีใครรู้ว่านั่นหมายถึงอะไร


“พวกนายเป็นไงกันบ้าง” ริก้าถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง


“ก็อย่างที่ลิคบอก ดูเหมือนมันจะทำให้ฉันได้เห็นสารคดีชีวิตของตัวเอง และจำได้ถึงเรื่องไม่น่าจดจำบางเรื่อง” เจนาสแผ่วเสียงเบาในตอนท้าย


“แล้วมันเป็นไงล่ะ มันบอกไหมว่ากระจกบานต่อไปอยู่ที่ไหน” เด็กหญิงเร่งรัด เธอมองกระจกเงาด้วยสายตาหวาดระแวง เมื่อลิคและเจนาสส่ายหน้าพร้อมกัน เธอก็รู้สึกหมดหวัง “แปลว่าเราต้องแปลบทกวีบทต่อไปใช่ไหม”


หกในเจ็ด ผู้เป็นเจ้าว่ากล่าวก่อน ใครล่ะคือผู้เป็นเจ้า หรือเราต้องไปบุกพระราชวัง พวกนายคิดไหมว่า ทำไมเราต้องมาเสียเวลาทั้งวันกับพวกนี้ด้วย” แอชเชอร์บ่นอุบ เขาเริ่มอารมณ์เสียขึ้นมาเล็กน้อย


“ก็นี่เป็นทางเดียวที่เราจะหาทางกลับบ้านได้” ลิคโต้กลับ


“ทางกลับบ้านอย่างนั้นหรือ นายไม่มีหลักฐานอะไรเลยเสียด้วยซ้ำว่า ถ้าเราหากระจกพวกนี้ครบทั้งเจ็ดชิ้นแล้วจะสามารถกลับบ้านได้”


“ฉันเห็นด้วยกับแอชเชอร์นะ บางทีอาจจะมีวิธีกลับไปโลกแห่งความจริงวิธีอื่น” ริก้าสำทับ


“พวกนายจะลองกลับไปแตะกระจกเงานั้นอีกครั้งไหมล่ะ” ลิคยังไม่ยอมแพ้และเริ่มรู้สึกเลือดร้อนขึ้นมาหน่อยๆ เขาหันไปทางเพื่อนชายอีกคน “ใช่ไหม เจนาส”


เจนาสที่นั่งนิ่งมานานดูมีท่าทีตกใจเมื่อลิคเรียก เขาไม่ได้ออกดรงโต้เถียงกับเพื่อนๆ เลย และนั่งเงียบเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเขาตอบกลับมาว่า “ฉัน...ไม่รู้สิ” ก็ทำให้เด็กชายจอมเพี้ยนเกิดสงสัยขึ้นมา


“นายเป็นอะไรหรือเปล่า”


“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”


“นายคิดอะไรอยู่งั้นหรือ เจนาส” ดูเหมือนจะเป็นริก้าที่จับสังเกตความผิดปกตินี้ขึ้นมาได้


“ฉันกำลังคิดว่า เรากลับไปที่บ้านของฉันกันก่อนดีกว่าไหม แล้วค่อยมานั่งคิดกันอีกที”


ข้อเสนอแนะของเจนาสนั้นน่าสนใจอย่างปฏิเสธไม่ได้ แม้ว่าลิคจะอยากค้นหากระจกบานต่อไปก็ตาม แต่คงไม่มีเพื่อนคนใดเห็นด้วย


พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงมากแล้ว ขณะที่พวกเขาทั้งสี่สาวเท้าเดินกลับไปยังคฤหาสน์เคอร์เรนซ์ พวกเขาเดินผ่านผู้คนในชุมชนบ้างสี่ห้าคน แต่ก็ไม่ได้ทักทายใคร มีผู้ใหญ่อยู่สองคนที่หันกลับมามองด้วยสายตาแปลกๆ นั่นทำให้พวกเขารีบสาวเท้าไปยังคฤหาสน์ ก่อนจะมีใครเอ่ยทักขึ้นมาเพราะเกิดความสงสัย


เมื่อพวกเขามาถึงที่หมายก็พบว่า รถเบนท์ลีย์สุดคลาสสิคของเศรษฐีวอร์เรนไม่ได้จอดอยู่ที่นั่น แม้จะพากันสงสัยว่าเศรษฐีวัยกลางคนนั้นไปไหน แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมา เจนาสพาเพื่อนแก๊งสามซ่าของเขาเข้าไปข้างใน ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ฉันคิดมาตลอดทาง ฉันคิดว่าตลอดคืนนี้พวกนายควรอยู่ที่ห้องของฉัน พ่อของฉันหรือคนรับใช้ที่นี่อาจจะผุดคำถามขึ้นมาก็ได้ว่า ทำไมพวกนายไม่กลับบ้าน”


“แต่ตอนนี้ ขอฉันหาอะไรทานหน่อยเถอะ ในครัวบ้านนายมีอะไรทานมั่งล่ะ” แอชเชอร์แทรกขึ้นมา เขาลูบท้องเบาๆ และทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย ความจริง คำถามของแอชเชอร์นั้นนับได้ว่า เป็นคำถามที่งี่เง่าที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะคฤหาสน์หลังใหญ่นี้คงจะมีทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาต้องการ ดังนั้น เมื่อเด็กทั้งสี่เดินมาถึงห้องครัว จึงไม่ต้องเสียเวลาค้นหาของกินเลยแม้แต่นิดเดียว


“นายคิดว่า จะมีใครในชุมชนนี้นอกจากคุณย่าที่รู้เรื่องโลกแห่งเงาสะท้อนหรือเปล่า” ริก้าถามเจนาส ขณะที่มองลิคกับแอชเชอร์ยืนทำแซนวิชอยู่บนโต๊ะ


“ฉันไม่แน่ใจเท่าไหร่ และฉันคงตอบเธอไม่ได้ด้วยว่า ย่าของเธอที่เป็นย่าจริงๆ น่ะ อยู่ที่ไหนในตอนนี้” เจนาสดักคำถามต่อไปของเด็กหญิงเสร็จสรรพ


“พวกนายสองคนเอาซักชิ้นไหม” ลิคยื่นแซนวิชที่เพิ่งทำเสร็จมาให้


ขอบใจ” เด็กทั้งสองเอ่ยขณะรับแซนวิชมาจากเด็กชายจอมเพี้ยน  การรับประทานอาหารดำเนินไปสักพักใหญ่ๆ ระหว่างนั้นลิคก็เอาแต่เล่าเรื่องสองปีในโลกแห่งความจริงที่เจนาสหายไป “...นายพลาดไปหลายอย่างเลยลิค โดยเฉพาะเรื่องที่เราค้นพบอุโมงค์หลบภัย”


“อุโมงค์หลบภัยงั้นหรือ” เจนาสทวนคำ


“ใช่ ไหนนายลองเล่าเรื่องของโลกนี้ให้พวกเราฟังอีกทีสิ”


ในตอนนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์ดีเซลของรถเบนท์ลีย์ก็แว่วดังมาจากข้างนอก เป็นสัญญาณว่าเจ้าของคฤหาสน์ได้กลับมาแล้ว เสียงเปิดประตูคฤหาสน์ดังขึ้นไม่นานหลังจากนั้น และสองสามนาทีต่อมา วอร์เรนก็ปรากฏตัวอยู่บริเวณทางเข้าครัว


“สวัสดีตอนเย็นนะเด็กๆ” สีหน้าและน้ำเสียงของเศรษฐีใจบุญ (ในโลกเงาสะท้อน) น้ำเสียงดูแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นพวกเขา “วันนี้เป็นยังไงกันบ้างล่ะ”


“ก็ดีครับ คุณพ่อไปไหนมาครับเนี่ย” เจนาสถามกลับ เมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบปะกับพ่อของตัวเองได้


“ฉันก็ไปติดต่อมูลนิธิมาน่ะ ฉันคิดว่า ชุมชนเราควรจะมีระบบสหกรณ์ซะที แต่ก็นะ...เฮ้อ” วอร์เรนถอนหายใจเฮือกใหญ่ เด็กทั้งสี่ไม่เข้าใจหรอกว่า สหกรณ์ นั้นคืออะไร แต่มันต้องเป็นอะไรที่ดีแน่ๆ ทว่าน้ำเสียงของเศรษฐีวัยกลางคนกลับดูไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก


“ท่านหัวหน้าใช่ไหมครับ” คราวนี้เป็นลิคที่ตอบ เรียกสายตาของริก้าและแอชเชอร์ให้หันมามองขวับ


เรื่องอะไรกันน่ะ” ทั้งสองคนประสานเสียงถามเด็กชายจอมเพี้ยนอย่างพร้อมเพียง


“ก็ท่านหัวหน้าไม่ยอมให้มูลนิธิอะไรนั่นเข้ามาช่วยเหลือชุมชนน่ะสิ” ลิคอธิบาย “ใช่ไหมครับคุณวอร์เรน”


“เธอพูดอีกก็ถูกอีก” วอร์เรนเดินมาหยิบน้ำดื่มเทใส่แก้ว ก่อนจะดับกระหายไปอึกนึง แล้วค่อยพูดต่อ “แล้วพวกเธอสามคนไม่กลับบ้านกันงั้นเหรอ”


นี่เป็นคำถามที่เจนาสคิดอยู่แล้วว่าจะต้องโดนถามจึงพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่เจอกับพ่อยังไงล่ะ “พอดีลิคมีของเล่นชิ้นใหม่มานำเสนอน่ะครับ พวกเราเลยว่าจะลองเล่นดู” เจนาสว่าพลางชี้ไปที่กระจกเงาเจ้าปัญหา โชคดีที่อีกฝ่ายไม่มีทีท่าสงสัยหรือเคลือบแคลงอันใด


“นึกว่าพวกเธอเล่นกันเรียบร้อยที่สนามเด็กเล่นแล้วซะอีก เชิญพวกเธอสามคนตามสบายเลยนะ” แล้ววอร์เรนก็เดินออกจากห้องครัวไป หากว่าคำพูดทิ้งท้ายของเขา ทำให้พวกเด็กหันมาสบตากัน ไม่มีใครรู้ว่าพ่อของเจนาสพูดถึงอะไร และพวกเขายังคงเก็บงำความสงสัยนี้จนกระทั่งขึ้นไปอยู่บนห้อง


“สนามเด็กเล่น...มันหมายความไง” ลิคเอ่ยปากขึ้นทันที่ประตูห้องปิดลง “เราไม่ได้ไปสนามเด็กเล่นกันซักหน่อย”


“ฉันก็ไม่เข้าใจที่พ่อพูด” เจนาสยอมรับ


“แต่ฉันว่าฉันเข้าใจนะ” เป็นแอชเชอร์ที่พูดต่อมา ทุกคนในห้องหันไปมองเขา นั่นเป็นการส่งสัญญาณบอกว่า นายอธิบายมาซิ แอชเชอร์ “คนที่เศรษฐีนั่น...เอ่อ...ฉันหมายถึงพ่อของนายน่ะเจนาส คนที่เขาเห็นไม่ใช่พวกเรา จะว่าไม่ใช่ก็ไม่เชิง แต่มันน่าจะเป็นพวกเราในฉบับโลกแห่งเงาสะท้อน”


คำอธิบายของแอชเชอร์นั้นมีน้ำหนักและสมเหตุสมผลเลยทีเดียว ริก้าพูดว่า “อืม ฉันเห็นด้วย และนั่นคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเราแล้วล่ะ เราคงไม่สามารถออกตามหากระจกบานต่อไปได้แล้ว”


“ทำไมล่ะ” ลิคโวยวายขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำนั้น


“ก็เพราะว่า ถ้าเกิดมีใครพบเจอพวกเราอยู่ในสองที่พร้อมกันจะเป็นเรื่องน่ะสิ”


คิ้วของลิคขมวดเป็นปม เขาไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดกับเหตุผลดังกล่าง เขากระแทกก้นลงบนเตียงนอนหลังใหญ่ของเจนาส มือก็พลางกอดอกแน่น


“แล้วเราจะต้องทำยังไง” แอชเชอร์ถาม


“เจนาส สองปีที่ผ่านมานายอยู่ยังไง” ริก้าหันไปถามต่อกับเจ้าของห้อง ผู้ซึ่งดูจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับโลกนี้มากที่สุด


“ฉันก็แค่...ไม่ออกจากบ้าน” เจนาสตอบ ริก้าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาจึงพูดต่อ “ฉันคิดว่า ฉันเคยเขียนลงไปในจดหมายแล้วนะว่า ฉันไม่เคยเจอตัวฉันอีกคนนึงที่อยู่ในโลกนี้เลย”


เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่นำพาความสงสัยมาแก่ทุกคนในแก๊งสามซ่า เด็กทั้งสี่ขณะนี้ขึ้นมานั่งจับเข่าคุยกันบนเตียง “แล้วทีนี้ เราต้องทำยังไงกันต่อ ถ้าเราออกไปข้างนอกไม่ได้” แอชเชอร์พูดขึ้น เมื่อห้องตกอยู่ท่ามกลางความเงียบมาพักใหญ่


“อุโมงค์หลบภัย” คำพูดนี้จะเป็นของใครไม่ได้นอกจากลิค เด็กชายจอมเพี้ยนยิ้มเยาะให้กับความคิดอันแสนฉลาดของตน “อุโมงค์หลบภัยยังไงล่ะ เราสามารถเดินทางไปทั่วเมืองได้โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะเห็น”


“แต่สุดท้ายเราก็ต้องขึ้นมาข้างบนอยู่ดี นายคงไม่คิดหรอกนะว่าจะกระจกอยู่ในอุโมงค์” แอชเชอร์เหน็บแหนมลิคกลับไปอย่างเคย


“แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่เราจะหากระจกชิ้นส่วนอื่นๆ เจอล่ะ” ลิคเริ่มหยิบกระจกเงาชิ้นแรกขึ้นมา ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “เธอยังไม่เคยลองส่องมันเลยนะ ริก้า”


ริก้าเบิกตากว้างเล็กน้อย ในความคิดเธอนั้น เธอไม่ได้มีความรู้สึกอะไรต่อกระจกชิ้นนี้เป็นพิเศษ รูปลักษณ์ภายนอกก็แค่เพียงกระจกเงาธรรมดาเท่านั้น แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะต่อต้านมันหน่อยๆ อาจเป็นเพราะเธอไม่ค่อยชอบสิ่งของอะไรก็ตามที่มีประวัติหรือเรื่องราวลึกลับ


“เผื่อเธอจะคิดอะไรออก”


เด็กหญิงรับมันมา สายตามองวัตถุในมืออย่างระแวง ระหว่างที่เธอกำลังยกมันขึ้นมาส่องหน้านั้น เธอกำลังคิดว่า เธอจะพบอะไรนอกจากเงาสะท้อนใบหน้าของตนเอง และนึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งอดีตว่าเธอเคยใช้กระจกเงาทำอะไรอย่างอื่นนอกจากทาแป้งกับหวีผมหรือเปล่า แต่ก็นั่นแหละ เมื่อริก้าได้ส่องมันนั้นเอง เธอก็เข้าใจได้ถึงสิ่งที่เจนาสกับลิครู้สึก ความรู้สึกที่เหมือนความทรงจำบางอย่างถูกขุดขึ้นมาในหัว เรื่องราวใหม่ๆ แต่เธอรู้ดีว่า มันเป็นเพียงสิ่งที่เธอหลงลืมเพียงแค่นั้น


“เป็นยังไงบ้าง” ลิคถามด้วยความอยากรู้


“ฉันเพิ่งจำอะไรบางอย่างได้” ริก้าเริ่มเล่า “มันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเช้านี้เอง ก่อนที่คุณย่าจะหายไป ฉันนั่งทานข้าวกับคุณย่าอยู่ที่บ้าน ราวกับว่าเธอได้พูดอะไรบางอย่างเอาไว้ ซึ่งฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจมันเท่าไหร่”


แววตาของลิคในเวลานี้ดูเป็นประกาย ราวกับนี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่สุดในชีวิต แม้แต่เจนาสหรือแอชเชอร์เองก็ขยับตัวเข้ามาใกล้กว่าเดิมเพียงเพื่อให้ได้ยินคำพูดชัดขึ้นเท่านั้น


“คุณย่าจู่ๆ คุณย่าก็พูดว่า ฉันว่าฉันคงต้องไปคุยกับตัวเอง ฉันไม่เข้าใจว่า มันหมายความว่ายังไง”


“มันหมายความว่า คุณโรซ่าเดินทางไปหาตัวเองอีกคนที่อยู่ในโลกนี้ยังไงล่ะ” เจนาสตอบ


“โรซ่ากับโรซ่า งั้นหรือ” “ลิคทวน

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น