คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

Short Story ถึงเรื่องจะสั้น แต่มันก็หลายเรื่อง

ตอนที่ 3 : [Short III]เรื่องราวของชายบ้าใบ้ [แนวระทึกขวัญ]


     อัพเดท 16 มี.ค. 56
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/อื่น ๆ
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : peecee/สกฤณ ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ peecee/สกฤณ
My.iD: https://my.dek-d.com/peecee
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 2 Overall : 714
1 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 4 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
Short Story ถึงเรื่องจะสั้น แต่มันก็หลายเรื่อง ตอนที่ 3 : [Short III]เรื่องราวของชายบ้าใบ้ [แนวระทึกขวัญ] , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 107 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


เรื่องสั้นที่ผิดหวังจากตะวันส่องอวอร์ดครั้งที่ 5 เสียงของความเงียบ เชิญชมกันได้ครับ

_________________________________________

เรื่องราวของชายบ้าใบ้

 

คุณอยากที่จะสมปรารถนาไหม...ไม่ยากเลยที่คุณจะสมปรารถนา

เพียงแค่บั่นทอนชีวิตคุณไปครึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง

 

ครั้งหนึ่งเคยมีคนกล่าวไว้ว่า การกระทำสำคัญกว่าคำพูด และ ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ

สองวลีนี้อาจจะเป็นเพียงวลีธรรมดาๆ วลีหนึ่ง แต่เชื่อเถอะว่ามันมีความสำคัญกับผมมาก

วลีแรก...ผมสัมผัสมันมาตั้งแต่จำความได้ จะว่าไปแล้ว...ผมก็ทำทุกอย่างด้วยสองมือและสองเท้ามาตลอด ทั้งการทำกิจวัตรประจำวันและการสื่อสาร ใช่ ผมเป็นใบ้และอาจจะเป็นไอ้บ้าคนนึงที่ทำได้แค่แกว่งไม้แกว่งมือไปมา ถึงกระนั้น ผมก็ยังได้ยินถ้อยคำและทุกสรรพเสียง ผมแค่เพียงพูดไม่ได้เท่านั้น

ส่วนวลีที่สอง...นี่เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในชีวิตผม มันสำคัญกว่าการที่ผมเป็นไอ้ใบ้ที่หูไม่หนวกเสียอีก

ผมชื่อ เตมีย์ พวกคุณคงจะเคยได้ยินเรื่อง เตมีย์ใบ้ กันมาบ้าง เรื่องนั้นล่ะคือที่มาของชื่อผม แต่ปกติแล้ว ผู้คนทั่วไปที่สัญจรไปมาบนถนนแห่งนี้ ชอบที่จะเรียกผมว่า ชายบ้าใบ้ เสียมากกว่า

ถ้าคุณได้ลองเดินเล่นแถวๆ ชานเมืองเวลาบ่ายแก่ๆ ตามย่านที่มีผู้คนไม่พลุกพล่านนัก (แต่ก็มี) คุณอาจจะได้เจอผู้ชายร่างผอมสูง เนื้อตัวดูสกปรกเล็กน้อย สวมเสื้อคลุมกำมะหยี่ราคาแพงที่พนักงานร้านซักรีดทำตก แล้วลืมทิ้งไว้เมื่อหลายเดือนก่อน ใส่หมวกปีกกว้างสีเทาหม่นลงมาจนคลุมไปครึ่งหน้า เงาของมันทำให้เห็นใบหน้าภายใต้หมวกดูไม่ชัดเจน ชายคนนี้มักจะยืนสีไวโอลินไร้สายอยู่หน้าร้านฟาสฟู้ดที่ดูเสื่อมโทรม และ...อ่อ ผมลืมบอกไปว่าผมชอบฟังเพลงของบีโธเฟนมาก

และ...ชายคนนั้นล่ะคือ ผม

I

สิ่งที่ผมกำลังจะเล่านี้เป็นเสี้ยวหนึ่งของบันทึกทางความคิดของชายบ้าใบ้ที่ไม่มีใครรู้จัก แต่เรื่องราวเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันของผม ผู้คนอาจจะคุ้นเคยดี

ถึงตอนนี้ ผมกำลังจะกล่าวถึงวลีบทที่สอง ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ

วันนี้เป็นวันหนึ่งที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม บรรยากาศแถบชานเมืองไม่เคยดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ผมก็รู้สึกชอบมันมากกว่าวันที่อากาศสดชื่น เพราะผมคิดว่าวันที่อากาศแบบนี้ เหมาะสมกว่ากับการเริ่มงานของผม

ผมก้าวเข้าไปในร้านเหล้าโทรมๆ แห่งหนึ่ง ป้ายหน้าร้านเอียงกะเท่เร่ไร้การซ่อมแซม อักษรสีจางบนป้ายนั้นซีดจนแทบจะเลือนหายไปแต่ก็ยังอ่านออกว่า ร้านเหล้าสุขาวดี (ที่มักมีคำสร้อยต่อท้ายว่า สำหรับคนที่มีที่มา แต่ไม่มีที่ไป) เสียงกระดิ่งสนิมเขรอะดังก๊องแก๊ง เมื่อผมผลักประตูเข้าไปในร้าน พร้อมกับความเงียบที่แผ่ซ่าน พร้อมร่องรอยที่บ่งบอกว่า เมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้ว ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวาย

ทุกสายตาจับจ้องมายังที่ผม อย่างที่กล่าวเอาไว้แล้วว่า ไม่มีใครรู้จักผม...หรือก็คือไม่มีใครรู้จริงๆ หรอกว่าผมคือใคร แต่พวกเขามักจะรู้ว่าผมมาทำไม มาเพื่ออะไร

ผมเดินผ่ากลางร้านไปยังบันไดวนข้างหลัง ผมได้ยินเสียงฝีเท้าของตนเองกระทบกับพื้นไม้ชัดเจน โดยเฉพาะเสียงก้องที่เกิดขึ้นเมื่อผมก้าวขึ้นบันไดไปทีละขั้น และเมื่อผมเดินลับหายไปจากสายตาของคนในร้านเหล้าแล้ว เสียงโหวกเหวกโวยวายก็กลับคืนมาอีกครั้ง

จุดหมายของผมอยู่ที่ห้องเล็กแคบสุดทางเดินชั้นสองของร้านเหล้า งานของผมเป็นเพียงงานสั้นๆ ง่ายๆ นั่นก็คือการนำมาความสงบและว่างเปล่ามาสู่ผู้ที่กำลังทนทุกข์ด้วยเสียงของผม...เสียงที่มีแต่ผมเท่านั้นที่ได้ยิน

หญิงชราวัยเจ็ดสิบคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงไม้เก่าๆ ในห้องที่ว่า ที่ข้างเตียงมีเก้าอี้อยู่ตัวหนึ่ง เหมือนมันถูกจัดมาเตรียมพร้อมอย่างดี ผมเดินเข้าไปหา ขณะที่มือกำลังหยิบไวโอลินออกมา ก่อนที่จะนั่งลงบนเก้าอี้ที่ถูกเตรียมไว้สำหรับชายบ้าใบ้คนนี้

ผมจับมือเหี่ยวย่นอย่างระมัดระวัง เธอกำลังนอนหายใจรวยริน แต่ก็ยังคงพยายามเอ่ยปากพูดกับผม ถึงแม้ว่าจะไม่มีเสียงใดๆดังออกมาจากลำคอ แต่ผมก็รู้ว่า ลูกค้า (ผมขอเรียกคนที่ต้องการการบริการจากผมว่าเช่นนี้ก็แล้วกัน) ต้องการกล่าวว่า...

ฉันรอคุณมานานแล้วชายบ้าใบ้

เชื่อเถอะ ลูกค้าทุกคนกล่าวเช่นนี้กับผมเหมือนกันหมด

น้ำเสียงหยาบกร้านเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ ตัวผมเองฟังไม่ถนัดนัก แต่ถึงอย่างไร ผมก็ไม่ต้องการให้เกิดความซาบซึ้งใดๆ มากไปกว่านี้ งานของผมต้องจบลงอย่างเร็วและสงบ

ไวโอลินไร้สายถูกสีขึ้นอย่างราบเรียบ ผมจินตนาการถึงเสียงของมัน และหากคุณเป็นหญิงชราที่นอนอยู่บนเตียงในตอนนี้ สายตาฝ้าฟางที่มองมาที่ผม คุณจะเห็นชายคนหนึ่งที่ราวกับคนบ้า แต่ถึงจะเหมือนคนบ้า ก็ไม่มีใครรู้ว่าใบหน้าของผมเป็นเช่นไร สิ่งที่หญิงชราเห็นอาจมีเพียงแววตาของผมเท่านั้น ผมได้ยินเขาเล่ากันมาเกี่ยวกับแววตาที่เจืออยู่ในดวงตาของผม ผมรู้ว่ามันคืออะไร แม้ว่าผมจะเป็นคนเดียวที่ไม่เคยสัมผัสได้ถึงมันก็ตามที

ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ

และนี่แหละคือสิ่งที่ผมกำลังจะบอก

ผมกำลังคิด

ผมกำลังฝัน

ทุ่งหญ้า หน้าต่าง และใบหญ้า ท้องฟ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ผมกำลังยืนสีไวโอลินอยู่ท่ามกลางลำน้ำใส ซิมโฟนีหมายเลขเก้าคลอบรรยากาศ สิ่งเดียวที่ขัดกันคงมีเพียงภูเขารูปทรงบิดเบี้ยวเด่นชัดอยู่บนเส้นขอบฟ้า เมื่อเสียงเพลงลอยไปถึงที่นั่น เสียงเพลงแห่งความเงียบ หมอกหนาก็ก่อตัวหลังเขา หมอกหนาจู่โจมรวดเร็ว หมอกหนาเข้ามาปกคลุม ก่อนที่จะตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ บดบังทุกสิ่งทุกอย่าง

และแล้วผมก็ไม่เห็นอะไร

และไม่ได้ยินเสียงอะไร

ไม่ได้ยินเสียงลมหายใจของหญิงชรา

II

ผมก้าวลงมาตามบันไดเวียนของร้านเหล้า เสียงโหวกเหวกหายไปเป็นรอบที่สอง ผมพยายามหลุบหน้าลงต่ำ ในขณะเดียวกันสายตาก็ทอดมองไปยังคนเมาเคล้าสาเก

พอถึงจุดนี้ คุณกับใครอีกหลายคนน่าจะเข้าใจแล้วว่า วลีสองวลีที่ผมว่านั้นหมายถึงอะไร

ผมสีไวโอลิน (ถึงแม้จะไม่มีสายก็เถอะ) แทนคำพูด

ผมถ่ายทอดความคิดทางสายตา

และน่าแปลกที่...ทุกคนดูเหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อออกมา หรือความจริงแล้ว ทุกคนเพียงทำในสิ่งที่ผมคิดและปรารถนาจะให้ทำกันนะ

กรุ๊ง กริ๊ง

กระดิ่งหน้าร้านเหล้าดังขึ้นอีกครั้ง บางคนอาจจะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับหญิงชราคนนั้น ผมคงบอกได้เพียงว่า สิ่งที่เธอปรารถนาตั้งแต่ล้มป่วยได้สัมฤทธิ์ผลแล้ว

และสิ่งที่เธอปรารถนาก็คือ...การหนีพ้นจากความเจ็บปวด

III

ชายบ้าใบ้อย่างผมคนนี้เป็นนักเดินทางตัวยงคนหนึ่งเลยทีเดียว และการเดินทางของผมก็เกิดจากการต้องเดินทางไปตามชานเมืองนู้นชานเมืองนี้ หรือบางทีอาจจะเป็นสถานที่ปลีกวิเวกกลางหุบเขา

ผมเป็นนักดลความปรารถนา และการทำให้ชีวิตคนสมปรารถนา ก็คืองานของผม อย่างที่หญิงชราต้องการที่จะหลุดพ้นจากความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน แต่เรื่องราวต่อจากนี้ คุณจะได้ลิ้มรสความปรารถนาทุกรูปแบบ ถ้าคุณอยากสมปรารถนา ก็แค่หาผมให้เจอ แต่ก็อย่างที่ผมบอกไป คุณอาจจะเจอผมได้โดยบังเอิญ หากเดินอยู่ตามชานเมือง...แค่ชานเมือง ผมไม่เคยล่วงก้าวเข้าไปในตัวเมืองใดๆ มาก่อน นั่นอาจเป็นเพราะคนในเมืองไม่มีสิ่งใดไม่สมปรารถนา

อยากรวย...ทำธุรกิจ อยากสวย...ศัลยกรรม หายเจ็บป่วย...ไปหาหมอ อยากเก่ง...ไปโรงเรียนหรือกวดวิชา หรืออีกนานาความปรารถนา ไม่ว่าสิ่งใด เมืองก็สามารถดลบันดาลให้คุณได้

ขณะที่ผมกำลังเดินไปตามถนนแคบมุ่งตรงสู่ทางออกจากเมืองก็เป็นยามโพล้เพล้แล้ว ชีวิตผมไม่ค่อยหวือหวาอะไรเท่าไหร่นัก ในทุกวันผมก็จะยังคงทำแบบเดิม...แบบเดียวกับที่ผมเคยทำกับหญิงชรา หลังจากนั้นก็เดินทางไปหาลูกค้ารายต่อไป

เพียงแต่วันนี้ ชีวิตของผมคงจะดูมีสีสันขึ้นบ้าง

มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อครู่นี้แล้ว ผมสัมผัสได้ตั้งแต่ก่อนเดินออกจากร้านมา สิ่งที่ผมรู้สึกนี้คุณอาจจะเดาได้ไม่ยาก ใช่แล้ว มีคนกำลังเดินตามผมมา ผมรู้สึกถึงเงาที่ทอดบนพื้นถนนมิได้มีเพียงหนึ่ง หรือร่างที่รับแสงแดดก็มิได้มีเพียงแค่ผม และผมก็ไม่ชอบให้มีใครมาเดินตามหลัง

ผมจึงตัดสินใจกันกลับไป

หญิงสาว ผมนึกพลางมองบุคคลตรงหน้าไม่กระพริบตา และรู้สึกแปลกใจอยู่หน่อยๆ เมื่อคนที่ตามผมมาเป็นผู้หญิง เธอเป็นผู้หญิงที่มีเอวคอดที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น เสื้อผ้าสไตล์ฮิปปี้หลงยุคที่เธอใส่อยู่ ดูตรงข้ามกันกับลิปสติกสีแดงฉ่ำบนริมฝีปากและขอบตาดำเข้ม ซ้ำยังสวมต่างหูรูปห่วงขนาดใหญ่ ไม่มีอะไรเข้ากันเลยสักนิดในตัวเธอ ถึงกระนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดหาใช่ว่าเธอเป็นใครหรือชอบแต่งกายแบบไหน แต่มันคือ...เธอมีจุดประสงค์อะไร...ต่างหาก

เธอเดินเข้ามาหาผมช้าๆ แววตาดูอาฆาตมุ่งร้ายอย่างเห็นได้ชัดนั่นทำให้ผมรู้ทันทีว่าเธอต้องการอะไร โดยเฉพาะเมื่อมีดพกถูกหยิบออกมาจากกระเป๋ากางเกง ใบมีดบางเฉียบหมุนออกมาตามแรงเหวี่ยงของข้อมือ แล้วเธอก็วิ่ง เงื้อมมือขึ้นเหนือศีรษะในขณะที่ผม...

ยืนนิ่ง

ใบเหล็กที่บางเฉียบ คราใดที่ขึ้นสนิม ครานั้นใบเหล็กก็สะบั้น ผมนึกในใจ สายตาคมปลาบมองไปยังร่างที่กำลังพุ่งมาตรงหน้า

หญิงสาวเหวี่ยงมือลง

ฟลุบ

มีดพกทำได้เพียงฟันอากาศไป และถ้าสังเกตดีๆล่ะก็ สาเหตุนั้นมาจากใบมีดของมันหักครึ่งร่วงไปอยู่ที่พื้นตอนไหนไม่ทราบ ทำให้ใบมีดที่เหลืออยู่อยู่ห่างจากใบหน้าผมไปเพียงไม่กี่นิ้วเท่านั้น

ผมรู้ว่าเธอจะเคลื่อนไหวยังไงต่อไป เธอจะต้องใช้ศิลปะการต่อสู้ที่เคยร่ำเรียนมาตอบโต้ผมใบทันที ซึ่งผมไม่เคยฝึกศิลปะป้องกันตัวใดๆมาก่อน และทำได้แต่คิด การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ในขณะที่กำลังตระหนกหรือประมาท อาจทำให้เราล้มลงกับพื้นได้โดยง่าย

ผมจะไม่ขอสาธยายเหตุการณ์ใดๆที่เกิดขึ้นต่อไป หลังจากที่หญิงสาวขาพันกันจนล้มคะมำกับพื้น ทุกสิ่งกลับมาดูสงบดังเดิม ผมเดินบนถนนที่มุ่งสู่ประตูเมืองต่อไป

หญิงสาวคนนั้น...เธอก็เป็นเพียงแค่นักฆ่าคนหนึ่งในหลายสิบคนที่ผมเคยเจอ ความปรารถนาเดียวของพวกเขาคือ การปลิดชีวิตของชายบ้าใบ้ ผมไม่เคยรู้ว่าพวกเขาทำไปเพื่อนอะไรหรือทำเพื่อใคร และไม่เคยคิดจะหาคำตอบ เพราะสุดท้ายแล้วทุกคนก็มีบทลงเอยที่เหมือนกัน

ผมเพียงแค่คิด ส่งแววตาให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความในใจของผมเอง และทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้น

ไม่เคยมีใครอยู่นอกเหนือความคิดของผมหรอก

IV

คนเรามีอยู่สามประเภทสำหรับการสนองความต้องการในชีวิตคน (ในความคิดผมนะ)

ประเภทที่หนึ่ง...คือคนจำพวกที่พรั่งพร้อมทุกอย่าง และพร้อมที่จะเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป ไม่ว่ามันจะยากสักเพียงใด พวกเขาก็ต้องไขว่คว้ามันมาให้ได้ คนประเภทนี้มักทนไม่ได้ ถ้าจะมีใครที่มีอะไรบางอย่างดีกว่าตน และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าเวทนาสำหรับคนเหล่านี้ก็คือ พวกเขาไร้ซึ่งความฝัน

ประเภทที่สอง...คือคนที่ไม่เคยมีอะไรเลยตั้งแต่เกิด และเติบโตมากับการจินตนาการ การตามล่าความฝันและทำมันให้สำเร็จคือความต้องการสูงสุดในชีวิต ได้ก็ดี ไม่ได้ก็เท่าทุน แต่ถ้าความคิดของพวกเขาถูกครอบงำโดยความคิดของบุคคลแรกแล้วล่ะก็ ความฝันของพวกเขาก็จะหายไป และจะจมปลักกับสิ่งที่ผู้อื่นสรรหามาให้

และคนประเภทสุดท้าย...คือคนที่ไม่ต้องการอะไรเลยในชีวิต พวกเขาเหมือนจะมีความฝัน แต่ก็ไม่ได้ตามหา ไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะดีหรือแย่ เขาก็จะทำเพียงใช้ชีวิตต่อไป ทว่าพวกเขาเหล่านี้ล้วนมีจุดหมายปลายทางของชีวิต การกระทำทุกอย่างล้วนมีไว้เพื่อเดินทางไปตามเส้นทางสู่จุดหมาย และการกระทำทุกอย่างล้วนคือสิ่งที่พวกเขาทำได้ดีที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างจะดำเนินต่อไป จนกระทั่งร่างดับสลายไปกับนทีกาล

คนเรามักมีคุณลักษณะในแต่ละประเภทผสมปนเปกัน บางคนอาจจะมีส่วนนู้นมากส่วนนั้นน้อยคละเคล้ากันไป ราวกับส่วนผสมของวอดก้า ส่วนตัวผมนั้น...

ผมคิดว่า ผมไม่ใช่คนในประเภทใดเลย ถ้าจะให้ใกล้เคียงก็คงเป็นบุคคลประเภทที่สามล่ะมั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมีไม่เหมือนใคร ก็คือ จุดหมายปลายทางที่แตกต่างออกไป

ผมสามารถพูดได้ว่า ผมเป็นหนึ่งในคนบนโลกที่อาจจะนับได้ว่ามีประสบการณ์ทางชีวิตสูงสุด เนื่องจากผมพบเจอคนมาแล้วทุกประเภท และนาทีนี้ ผมกำลังจะพบกับบุคคลที่มีคุณลักษณะประเภทที่หนึ่งจ๋า

บุคคลเดียว...บุคลิกเดียว

คฤหาสน์หลังโตตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของผม ถ้าใครเดินผ่านไปผ่านมา ณ เวลานี้ก็คงคิดว่า ผมเป็นพวกเรี่ยไรหาเงินบริจาคเป็นแน่ หรือไม่ก็คงเป็นขอทานเหลือเดนคหนึ่ง หากชายบ้าใบ้ไม่เคยทำให้ใครต้องมองตนแบบนั้น ผมเลือกช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการมาเยือนคฤหาสน์แห่งนี้

ยามที่ไม่มีผู้คนสัญจรเดินผ่าน

ยามที่ดอกไม้โรยรา

ยามที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการพบเจอลูกค้าคนต่อไป

ประตูเปิดออกในเวลาไม่นานนัก คนรับใช้ของที่นี่มองผมด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม เปรียบได้ดังเสียงตะโกนด่าเชิงดูหมิ่นก็ไม่ปาน แต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจ แววตาเช่นนั้นไม่เคยประทับอยู่ในตาของผม และผมก็ไม่เคยคิดที่จะดูแคลนใคร

เศรษฐีวัยกลางคน เจ้าของธุรกิจส่งออกอะไรสักอย่างผมก็จำไม่ได้วิ่งออกมาต้อนรับผมอย่างเช่นตอนที่มาติดต่อผม ลูกค้ารายต่อไปคือลูกสาวของเศรษฐีคนนี้ ผมได้รับข้อมูลมาว่า เธอเกิดความริษยา อันเป็นต้นเหตุแห่งความปรารถนาอันไม่สิ้นสุด เธอต้องการดวงตาคู่ใหม่ เพียงเพราะพบเจอแววตาที่สวยงามที่สุดจากเพื่อนเธอเอง

เป็นความปรารถนาที่ไร้สาระสิ้นดีเลยใช่ไหมล่ะ...แต่นี่ล่ะคือคนประเภทที่หนึ่ง และถ้าความปรารถนานั้นบ้าคลั่งขึ้นมาเมื่อไหร่ เธอคนนั้นอาจถึงขั้นเข้าไปควักลูกตาของเพื่อนตัวเอง และผมก็ไม่ต้องการที่จะให้เกิดคดีอาชญากรรมขึ้น แววตาหดหู่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมขยะแขยงที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงสัจธรรมชีวิตที่ผมสัมผัสได้จากคฤหาสน์หลังนี้ เบื้องหลังชีวิตที่เลิศหรูฟู่ฟ่าอลังการ กลับเต็มไปด้วยควาทุกข์ หาใช่สุขอย่างที่ใครหวังเมื่อมีเงินทองมหาศาล สีหน้าของสองสามีภรรยาเศรษฐีและเศรษฐินีดูเป็นการปั้นสีหน้ามากกว่าออกมาจากใจจริง

ความสุขอยู่ที่ใจตน หาใช่เงินตราไม่

ผมเดินตามเศรษฐีวัยกลางคนไปตามบันไดโค้งขนาดใหญ่ พรมแดงปูทอดยาว หัวบันไดถูกแกะสลักเป็นรูปหัวสัตว์ต่างชนิด เพียงไม่นานผมก็มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูโอ๊คบานใหญ่

ผมทำท่าภาษาใบ้ว่า ผมต้องเข้าไปในห้องเพียงคนเดียวเท่านั้น และเมื่อเศรษฐีพยักหน้า ผมก็เข้าไปข้างในนั้น

ห้องนอนใหญ่โต เตียงคู่ขนาดคนสี่คนนอนด้วยกันได้อย่างสบายๆ ห้องแต่งตัวส่วนตัว โต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ไม่น่าจะมีอะไรที่ผู้อยู่อาศัยที่นี่จะไม่พอใจ แต่ก็ยังมีสำหรับคนที่ไม่เคยพอ ลูกสาวเศรษฐีนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง บนโต๊ะเครื่องแป้งมีผลิตภัณฑ์เสริมความงามทุกรูปแบบ แต่ผู้ที่อยู่ตรงนั้นกลับเศร้าสร้อย เธอมองตัวเองในกระจกด้วยความนิ่งงัน

 ทันทีที่ประตูปิดลง เธอก็หันหน้ามาหาผม ผมพยายามหลุบตาลงต่ำ หากเธอคลั่งไคล้อยากที่จะได้ดวงตาคู่ที่สวยงามที่สุดแล้วล่ะก็ แววตาของผมก็คงจะสร้างอันตรายให้กับตัวของผมเอง

คำพูดที่ว่า ฉันรอคุณมานานแล้วชายบ้าใบ้ เอื้อนเอ่ยขึ้นเช่นเดิมก่อนเริ่มงาน ลูกสาวของเศรษฐีได้อธิบายให้ผมฟังว่า เธอต้องการที่จะสวยที่สุด เด่นที่สุด เพียงแต่ในชั้นเรียนของเธอมีเพื่อนที่ใครๆ ก็ต่างชมว่าสวยที่สุด และเธอก็อยากจะได้มันบ้าง ผมก็ไม่แปลกใจนักหรอกที่เด็กสาววัยรุ่นต้องการความสวยความงาม

ผมหยิบไวโอลินตัวโปรดขึ้นมา สบตากับเด็กสาว

ท้องทะเล ผมมองเห็น คลื่นโหมกระหน่ำสาดซัดชายฝั่ง นกนางนวลบินว่อน เหม่อมองลงไปที่ผืนน้ำ หากคลื่นนิ่ง ลมสงบ มันคงจะเป็นน้ำที่ใสมาก แล้วน้ำก็นิ่ง ลมก็สงบ นกนางนวลร่อนถลาเกาะโขดหิน น้ำทะเลใสเสียจนเห็นท้องน้ำชัดเจน แสงแดดต้องกระทบผิวของมัน สะท้อนให้เห็นตัวตนของผู้ที่มองลงไป มันงดงาม

ทุกความคิดของผมถูกถ่ายทอดออกไปผ่านสายตาที่ประสานกัน เมื่อคิดจบ ผมก็เบนหน้าหนีออกไป ผมลุกขึ้นและมุ่งเดินออกจากห้อง สองสิ่งที่ผมหวังก็คือ หนึ่ง...เธอจะพึ่งพอใจกับดวงตาคู่ใหม่ สอง...เธอคงจะไม่ทันสังเกตแววตาของผม

ให้เธอแค่รับรู้ ไม่ใช่ได้เห็น

ถ้าหากเธอเห็นดวงตาและแววตาของผมอย่างชัดเจนแล้วล่ะก็ ความปรารถนาที่ไม่สิ้นสุดก็จะเกิดขึ้น เธอจะอยากได้ดวงตาของผม เฉกเช่นทุกคนที่เคยเห็น ก็มักจะเกิดความบ้าคลั่ง และหวังจะเอาชีวิตชายบ้าใบ้ผู้นี้

บางครั้งผมก็คิด ถ้ามันอันตรายมากขนาดนี้ล่ะก็ แล้วผมจะทำงานเหล่านี้ไปทำไม และเพื่ออะไร

V

โรงพยาบาลบ้า...ที่นี่คงเป็นสถานที่หนึ่งในหลายสถานที่ที่คนปกติคงไม่อยากย่างกรายเข้ามาใกล้ แม้แต่ตัวผมเอง

ถึงกระนั้นผมก็เลือกไม่ได้หรอกว่าจะไปที่ไหนหรือไม่ไปที่ไหน ผมเพียงแต่ต้องไปทุกที่ที่ลูกค้าของผมอยู่ และโรงพยาบาลบ้าก็เป็นสถานที่แห่งนั้น

วิกลจริต คิดไม่ตก หลงงมงาย ตาบอดทางความคิด เพ้อฝันละเมอ พบเจอภูตผี อาจจะเรียกได้ว่านี่คือลักษณะของคนที่อยู่ที่นี่ (หรือก็คือบุคคลประเภทที่สองที่ผมเคยกล่าวถึง) และลูกค้าคนสุดท้ายของวันนี้ก็เป็นคนวิกลจริต พอๆ กับที่โรงพยาบาลนี้ทำให้ผมรู้สึกวิตกจริตมากขึ้นในทุกๆย่างก้าว

แพทย์ พยาบาล อยู่ที่นี่กันได้ยังไงนะ ผมเคยสงสัยเช่นนี้เมื่อนานมาแล้ว

อาคารสีขาวสะอาดพร้อมเก็บกวาดจิตใจคนตระหง่านตาอยู่เบื้องหน้า มันเป็นอาคารยาวสามชั้นที่โค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม เปรียบได้กับรั้วของโรงพยาบาล ที่ลานว่างมีคนไข้มากมาย ผมเลือกที่จะเดินผ่านไปโดยไม่มอง ถึงกระนั้นก็ยังมีคนไข้ประมาณสองสามคนเข้ามาหาผม

คุณกำลังจะได้พบกับบุคคลประเภทที่สองที่ผมเคยกล่าวถึง ลูกค้าของผมรายนี้เป็นคนที่เรียกได้ว่าอันตรายมากที่สุดคนหนึ่ง เหมือนเขาจะมีสติดีก็ไม่ใช่ จะเรียกว่าเสียสติก็ไม่เชิง เพราะเขาเป็นคนขอให้โรงพยาบาลติดต่อผมเข้ามาเอง

ความอันตรายของคนไข้รายนี้ มีอยู่ว่า ในทุกวันเขาพยายามหาวิธีที่จะฆ่าตัวตาย และดูเหมือนต้องการที่จะให้มันสำเร็จด้วย หรือถ้าเบื่อๆ เขาก็จะเปลี่ยนใจไปหาวิธีฆ่าคนอื่นแทน ซึ่งผมไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยของตัวเองได้เลยสำหรับงานนี้ ถึงกระนั้นผมก็ไม่มีนโยบายที่จะไม่ปฏิเสธงานเช่นกัน

จากข้อมูลที่ผมได้รับรู้ประกอบกับข้อสันนิษฐานของตัวผมเอง คนไข้คนนี้อดีตเขาเคยเป็นนักฆ่ามาก่อน ผมคงต้องเล่าย้อนไปแต่เมื่อเขายังเด็ก

ชุมชนที่เขาอาศัยนั้นเรียกได้ว่า แหล่งอโคจรเต็มรูปแบบ แม่ของเขาเป็นโสเภณี และพ่อของเขาก็เป็นมือปืนอันดับหนึ่งที่หาตัวจับยากของแก๊งค้ายา ชีวิตของเขาวนเวียน ปะปน และคุ้นชินอยู่กับเรื่องพวกนี้ การเติบโตขึ้นมาในสถานบริการ เขามีแม่ก็เหมือนไม่มี เขาจึงดูเหมือนเติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว เพื่อนคุยในวัยเด็กของเขาก็คือ เหล่านักฆ่า มือปืน ผู้ก่อการร้าย และสมาคมใต้ดินที่แวะเวียนมาใช้บริการแม่ของเขานั่นล่ะ

มันเป็นความจริงที่โหดร้าย ผมคิด

บุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจของเขาก็คือผู้คนเหล่านั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมพออายุย่างเข้าสิบห้า เขาก็เริ่มอยากจะทำตาม แต่การเป็นนักฆ่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ใครก็เป็นได้ และเรื่องน่าเศร้าหนึ่งเดียวในชีวิตเขาก็คือ เขาไม่เคยฆ่าใครสำเร็จเลยสักครั้ง

คนที่ไล่ล่าความฝันนั้นมีมากมาย แต่เมื่อผิดหวังและพลาดพลั้งไป...บางคนอาจทนได้ ถ้าผิดหวังเพียงครั้งเดียว แต่การประสบกับความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดสิบปีนั้น น้อยคนนักจะทนไว้

และกลายเป็นคนบ้าไปในที่สุด

เมื่อผมได้พบกับคุณหมอประจำตัวคนไข้คนนั้น เขาก็เดินนำผมไปยังห้องพัก ไม่มีบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง (เพราะผมพูดไม่ได้) และไม่มีคำกล่าวแนะนำอันใด เมื่อผมมาถึงห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีขนาดกว้างพอสมควร คุณหมอเดินออกจากห้องไป และทิ้งผมไว้เพียง...ลำพัง

ห้องนี้ดูโล่งไปหมด พื้นสีขาว ผนังกับเพดานก็ยังทาสีขาว แทบจะไร้ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งใดๆ โดยสิ้นเชิง นอกจากเก้าอี้มีพนักสองตัวที่ตั้งอยู่กลางห้อง

ตัวหนึ่งนั้นว่าง

อีกตัวมีคนนั่ง

ชายนักฆ่ามองผม ขณะที่ผมย่างก้าวเข้าไปนั่งยังเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่ ผมหวาดระแวงทุกวินาทีว่าจะถูกกระโจนเข้ามาบีบคอใส่ แต่ก็ต้องโล่งใจเมื่อสังเกตเห็นกุญแจมือสีเงินวาววับที่ล็อกข้อมือและข้อเท้าของเขาไว้กับเก้าอี้ นี่คงเป็นวิธีการป้องกันไม่ใส่เขาพยายามคิดฆ่าตัวตายแน่ๆ

ผมค่อยๆ ทิ้งน้ำหนักตัวลงไปบนเก้าอี้อย่างช้าๆ แต่ไม่ทันที่ก้นกบจะสัมผัสแม้แต่เบาะเก้าอี้ ก็มีเหตุให้ผมต้องชะงัก ผมชะงักด้วยความ...แปลกใจ

อย่างเช่นเรื่องราวครั้งที่ผ่านๆ มากับการทำงานแต่ละครั้งของผม ลูกค้าทุกคนของผมมักจะเริ่มทักทายผมว่า ชายบ้าใบ้ เป็นอันดับแรก มันเป็นเช่นนั้นทุกครั้ง ทุกคนที่ผมพบเจอ เว้นแต่ครั้งนี้กับชายผู้นี้

เขาเรียกผมว่า...

เตมีย์

น้อยครั้งเต็มทนที่ใครจะเรียกผมด้วยชื่อตรงๆ หากมิใช่ญาติสนิทมิตรสหาย (ซึ่งลาลับจากจรโลกไปเสียแล้วแทบสิ้น) การได้ยินคนชื่อนี้อีกครั้งสร้างความแปลกใจให้กับผมไม่น้อย และไม่ต้องสงสัยหรือตั้งสมมติฐานใดๆ เลยว่า เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน

ผมนั่งลงไปในที่สุด ไม่รู้เป็นเช่นไรที่คราวนี้ ผมถึงอยากจะสายตาไปจากลูกค้าตรงหน้านัก จะเป็นเพราะแววตาดำสนิทลึกล้ำเกินจะคาดเดานั้นหรือ ไม่หรอก ผมไม่เคยกลัวที่จะปะสายตากับใคร

ผมพยายามทำสมองของตนให้โล่ง ก่อนที่การบริการจะเริ่ม ไวโอลินไร้สายถูกหยิบออกมาจากกระเป๋า แต่ก็มีเหตุให้ผมต้องชะงักอีกครั้ง ไวโอลินคาอยู่ครึ่งกระเป๋า ขณะคำถามที่ของชายตรงหน้าจบลงพอดี

ไม่เคยมีลูกค้าคนใดพูดกับผมมากไปกว่าคำทักทาย แค่ทักทาย...สวัสดี...และก็จากลา ไม่เคยเอ่ยอะไรมากกว่านั้น หนำซ้ำการยิงคำถามของเขาคนนี้ทำเอาผมคิดอะไรไม่ออกไปเสี้ยววินาทีหนึ่งเลยทีเดียว

คุณเล่นเป็นด้วยเหรอ นี่คือคำถาม ซึ่งผมไม่สามารถตอบกลับไปได้

ไวโอลินไม่มีสาย คุณจะเล่นยังไง สองคำถาม...แค่สองก็มากเกินทน

ผมจ้องลงไปในดวงตาสีดำสนิทตรงหน้า พยายามเดาความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่าย ผมคิดว่า เขาต้องกำลังเล่นเกมอะไรอยู่แน่ มันแปลกตั้งแต่แรกแล้วที่จู่ๆ ผู้ป่วยทางจิตจะขอโรงพยาบาลให้ติดต่อเพื่อที่จะมาเจอผม ทั้งยังมิได้แจ้งความปรารถนาใด

มันดูเหมือนว่า ผมกำลังถูกทำให้สับสนในความคิดและรบกวนสมาธิ หรือจะเป็นการเล่นตลกร้ายของหนุ่มวิกลจริตคนหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร ก็ไม่มีใครสามารถที่จะหยุดไม่ให้ผมยกไวโอลินคู่ใจขึ้นมาประดับบ่า และบรรเลงคันสีบนสายอากาศสี่เส้นของมันได้

ท่วงทำนองแห่งความเงียบ จะได้ยินเมื่อสองตาสบมอง

ท้องฟ้าสีเลือดทอดออกไปสุดสายตาดูพรั่นพรึง ทะเลสาบสีครามที่สงบนิ่งถูกชโลมเป็นทะเลสีชาดจากเงาสะท้อนของมัน มีเรือลำหนึ่งลอยละล่องอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้าง เรือโทรมมากแล้ว ไร้ฝีพายจะมาใช้มัน พลันเมฆฝนสีทะมึนก็เกาะกลุ่มรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว เสียงฟ้าร้องก้องคำรามดูน่ากลัว หยาดฝนโลหิตโปรยปรายไปทั่วบริเวณ กลิ่นคาวของเลือดคละคลุ้ง บรรยากาศเช่นนี้ มีเพียงคนตายเท่านั้นแลที่จะอยู่ได้

ภาพเบื้องหน้าเคลื่อนเข้ามาใกล้ ร่างกายถลำลึกลงไปในทะเลสาบ ดำลึกลงไป ท่วมตาตุ่ม...สะโพก...หน้าอก...ลำคอ...จนกระทั่งมิดศีรษะ จากนั้นก็ไม่เห็นอะไรอีกเลย

ผมเบิกตากว้าง ความคิดที่ผมควรจะถ่ายทอดออกไปหาควรเป็นเช่นนี้ไม่ ไร้ซึ่งความสดใส งดงาม และจรรโลงใจ ราวกับถูกใครสักคนมาบงการ

ผมดึงตัวเองกลับมาสู่ความเป็นจริง กลับมาสู่ห้องสีขาวโล่งโปร่งอันน่าอึดอัด หากผมไม่ได้กำลังถือไวโอลิน และกลับยืนอยู่หน้าลูกค้าของตน พร้อมสองมือที่กำลังกุมรอบคอของอีกฝ่าย ผมสัมผัสได้ถึงแรงที่ได้ออกไป เมื่อปล่อยมือ รอยจ้ำสีแดงก็ปรากฏบนลำคอ เพียงแต่เขาได้ตายไปแล้ว...ตายไปแล้ว

ด้วยน้ำมือของชายบ้าใบ้

บ้าที่สุด ผมคิด

ความโรคจิตคือความหมกมุ่น แรงปรารถนา และปมชีวิตที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ และทุกคนล้วนมีความโรคจิตที่ว่านี้ด้วยกันทั้งนั้น...ไม่มากก็น้อย จะมีคนโรคจิตสักกี่คนกันที่ปรารถนาที่จะทำให้ตนเองตาย

ผมพยายามหาเหตุผลมาอธิบายเหตุการณ์ตรงหน้า ถ้าเพียงคนไข้คนนี้จะต้องการฆ่าตัวตาย แต่เขาทำไม่ได้เพราะถูกพันธนาการไว้กับเก้าอี้อยู่ การใช้ชายบ้าใบ้มาดลความปรารถนาให้ ใช้ให้ชายบ้าใบ้ลงมือฆ่าตัวเอง เป็นวิธีการฉลาดไม่น้อย

ไวโอลินไร้สายและคันสีวางอยู่อย่างสงบที่พื้น ผมก้มลงหยิบมัน และเก็บใส่กระเป๋า

งานครั้งนี้ของผมเสร็จสิ้นแล้ว ซ้ำยังไม่ได้รับค่าบริการอีกต่างหาก

VI

สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนว่า ผมยังคงไม่ได้กล่าวถึงก็คือ เรื่องค่าบริการ ในการดลความปรารถนาแต่ละครั้งคืออะไร ถ้าเป็นตามความคิดคนทั่วไป อาจจะเป็นเงินทองมากมายมหาศาล ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นคงจะมีคนไม่กี่คนหรอกที่มีปัญญาจ่ายผม

มีคนคนหนึ่งเคยว่าไว้...คุณอยากที่จะสมปรารถนาไหม...ไม่ยากเลยที่คุณจะสมปรารถนา เพียงแค่บั่นทอนชีวิตคุณไปครึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง

ค่าจ้างของผมนั้นจะว่าถูกก็ถูก จะว่าแพงก็แพง เพียงแค่ครึ่งอายุขัยที่เหลืออยู่ของคุณ ใครๆ ก็จ่ายได้ เพียงไม่มีใครในโลกสามารถรู้ได้หรอกว่า เรามีอายุขัยเท่าไหร่ ต้นทุนชีวิตของคนเรานั้นไม่เท่ากันอยู่แล้ว

ผมจะพาคุณไปพบบุคคลประเภทสุดท้าย ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องไปหาที่ไหนไกล เพราะนั่นคือผมเอง

ผมมีชีวิตอยู่มานานด้วยอายุขัยของคนอื่น คุณอาจจะคิดว่านี่คือความปรารถนาสูงสุดของผม ความเป็นอมตะมีชีวิตยืนยาวอาจจะฟังดูน่ายั่วยวนกว่าทรัพย์ศฤงคารใดๆ ในโลกนี้ แต่ไม่ใช่ ผมนั้นเป็นคนที่ไม่มีอะไร และไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการมีชีวิตอยู่นานพอเพื่อที่จะไปถึงจุดหมายที่ไม่มีวันไปถึง

แต่ผมไม่รู้ว่า ผมอยู่มานานเท่าไหร่แล้ว

และผมก็ลืมเลือนจุดหมายนั้นไปเรียบร้อยแล้วด้วย

ผมก้าวออกมาจากโรงพยาบาลบ้าด้วยจิตใจที่ไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก ในหัวยังคงหวนนึกไปถึงชายคนไข้คนเดิม และเป็นกังวล ตามสถิติแล้ว ถ้ามีเรื่องไม่ธรรมดาเกิดขึ้นหลังจากไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเลย ก็มักจะมีเรื่องที่ไม่ธรรมดายิ่งกว่าเกิดขึ้นตามมา

ขณะที่ผมกำลังจะก้าวสู่สถานที่แห่งต่อไป ลางสังหรณ์ของผมก็บอก...

จะต้องมีเรื่องไม่ธรรมดาเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน

VII

ผมอยากจะเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ฟัง ก่อนจะพาไปสู่จุดหมายในชีวิตของผม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...ยังมีหญิงชายคู่หนึ่งได้เดินทางมาเจอกันบริเวณที่เรียกว่าชานเมืองร้างรัก เขาทั้งคู่ตกลงแต่งงานและอาศัยอยู่ด้วยกันที่ชานเมืองนั้น ชีวิตคู่ของพวกเขาราบรื่นและมีความสุขดี แม้ฝ่ายหญิงจะไม่สามารถมีลูกได้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทุกข์ใจอะไร กลับรักกันเสียยิ่งกว่าเดิมจนเป็นที่อิจฉาของทุกคน

ก็นะ...ถ้ามันเป็นเรื่องราวที่จบอย่างมีความสุขผมก็คงไม่เล่าหรอก

มันคงจะเป็นเรื่องร้ายที่จะบอกว่า สองคนนี้มิได้ครอบคู่รักกันจนแก่เฒ่าอย่างที่ควรจะเป็น

แต่ก่อนอื่นผมจะขอกล่าวไปถึงหญิงชายอีกคู่หนึ่งอาศัยอยู่ที่ชานเมืองร้างรัก พวกเขาไม่ได้รักกัน แต่ก็แต่งงานกันเพราะครอบครัวเห็นว่าเหมาะสม น่าเสียดายที่ชีวิตคู่ไม่ได้ราบรื่นและมีความสุขเลย แม้ฝ่ายหญิงจะให้กำเนิดลูก แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีความสุข นับวันยิ่งร้าวรานและเป็นที่อิหลักอิเหลื่อใจของทุกคน

สองสามีภรรยาคู่นี้อิจฉาสามีภรรยาคู่แรกเป็นอย่างมาก ทำไมจะไม่อิจฉาล่ะ คนมีทุกข์เห็นคนอื่นสุขก็รู้สึกริษยากันทั้งนั่นแหละ ที่นี้ก็เข้าสู่เหตุผลที่ว่า ทำไมสามีภรรยาคู่แรกถึงไม่ได้อยู่ร่วมกันจนแก่เฒ่า

มันเริ่มจากคืนหนึ่งในฤดูเก็บเกี่ยว เพียงแค่กระเช้าผลไม้เล็กๆ ที่หญิงชราเพื่อนบ้านนำมาฝาก สองสามีภรรยาคู่แรกไว้ใจเธอ พวกเขารับมันมา ทุกอย่างคงจะดีกว่านี้ ถ้าผลไม้เหล่านั้นไม่ได้มาจากผลไม้ที่สามีภรรยาผู้ระทมนำมาฝากหญิงชราก่อนหน้า แต่เพราะมันเยอะมาก เธอจึงนำมาฝากให้พวกเขาด้วยความเผื่อแผ่

ว่ากันว่า มียาพิษบางชนิดที่สามารถทำลายโสตประสาทบางส่วนของคนเราได้ หรือบางทีก็อาจจะถึงชีวิต เฉกเช่นหญิงสาวผู้กำลังมีความสุขกับชีวิตคู่ได้กัดผลไม้ลูกหนึ่งเข้าไป ความตายไม่เคยปรานีใคร ยมทูตไม่เคยเมตตาผู้ใด น่าเศร้านักที่พิษนั้นไม่สามารถทำอะไรชายผู้เป็นสามีได้ เพียงเพราะเขาเป็นผู้ไร้ซึ่งโสตประสาทบางส่วนแต่ต้นแล้ว

ชายผู้ไร้โสตเสียงในการพูดจากับดวงตาคู่งาม

เรื่องราวทั้งหมดก็ได้จบลงในคืนนั้น การสูญเสียภรรยาผู้เป็นที่รักมิได้ทำให้ชีวิตเขาสิ้นหวังไปเสียทีเดียว เขากลับพยายามที่จะดลความปรารถนาให้ผู้อื่นที่สิ้นหวังได้สมหวัง...แต่นั่นก็นานมาแล้ว

คุณอาจจะคิดว่าจุดหมายในชีวิตของผมคือการทำให้คนรักของผมฟื้นคืนมา อาจจะด้วยพลังแห่งการดลปรารถนาของผม ซึ่งพลังนี้อาจจะทำเช่นนั้นได้ แต่ผมไม่สามารถใช้มันกับตัวเอง และที่สำคัญ นั่นไม่ใช่จุดหมายจริงๆของผมหรอก

คุณรู้อะไรไหม...ผมนั้นมีแค้นอย่างหนึ่งอยู่ในใจ ผมเกลียดความอิจฉาริษยาใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นในโลกนี้ มันเป็นสิ่งชั่วร้าย ก่อกำเนิดความต้องการที่ไม่สิ้นสุด และพรากชีวิตของภรรยาผมไปสู่ปรโลก ด้วยเหตุนั้น ผมจึงเริ่มที่จะทำให้คนทุกคนได้สมปรารถนา...สมทุกความต้องการของตน เพื่อที่ความริษยาหรือโลภเหล่านั้นจะได้ไม่ไปทำร้ายใครให้เดือดร้อน

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่จุดหมายในชีวิตของผม

ผมเดินทางมาถึงร้านเหล้าสุขาวดีในเย็นย่ำของวันต่อมา ตามปกติแล้ว ผมมักจะไม่ย้อนกลับมายังสถานที่แห่งเดิมเป็นครั้งที่สอง ผมยังคงจำหญิงชราเมื่อวันนั้นได้เหมือนกับที่ผมจำลูกค้าของผมทุกคนได้ ขณะที่ผมกำลังผลักประตูและก้าวเข้าไปภายในร้าน ผมก็จับได้ถึงความผิดปกติ

เงียบ

ร้านเหล้าที่ไร้เสียงโหวกเหวกไม่ต่างอะไรกับโรงพยาบาลที่ไร้คนไข้ ไม่มีใครอยู่ในร้านเลย แทบจะไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะไม่มีใครมาดื่มเหล้าหลังเลิกงาน โดยเฉพาะคอสุราที่มีมากในแถบชานเมืองนี้

ผมกวาดสายตาไปทั่วร้าน รู้สึกราวกับว่าความสงัดที่ล่องลอยในอากาศกำลังรอคอยการมาของผม โต๊ะเก้าอี้สงบนิ่งรอคนที่จะมานั่งมัน แม้แต่หลังเคาน์เตอร์บาร์ก็ยังไม่มีพนักงานอยู่ ผมเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า ถึงแม้ทุกอย่างจะดูเหมือนถูกทิ้งร้าง แต่ตะเกียงน้ำมันที่แขวนไว้บนเสาแต่ละต้นกลับถูกจุดไว้

แปลก

จู่ๆ ก็มีลมแรงพัดผ่านเข้ามาทางประตู มันแรงพอที่จะทำให้ประตูที่ปิดอยู่เปิดออก  ทว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกตระหนกเท่าไหร่นัก ความจริงแล้ว สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกตระหนกก็คือ กระดาษแผ่นหนึ่งที่ปลิวมากับลม และนอนแผ่อยู่ข้างเท้า ผมก้มลงไปหยิบมัน

ประกาศจับ

เตมีย์ (ชายบ้าใบ้)

ค่าหัว ประเมินค่าไม่ได้ แล้วแต่จะเรียกร้อง

สาเหตุ ความลับ

 

บ้าไปแล้ว นี่มันเรื่องอะไรกันนะ ผมรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เห็นในกระดาษแผ่นนี้มาก มันทำให้ผมรู้สึกกังวล ประกาศจับไม่ใช่สิ่งที่จะออกมาได้ง่ายๆ นอกจากนี้ การตั้งค่าหัวที่ดูแปลกประหลาดผิดหลักการ และสาเหตุของประกาศจับที่ถูกปกปิดอีก ซึ่งผมไม่สามารถเดาที่มาของประกาศจับฉบับนี้ได้เลยว่า อะไรที่ทำให้ผมกลายเป็นคนนอกกฎหมายได้ ในเมื่อผมไม่เคยทำผิดกฎหมาย

สิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกกังวล ก็คือ จะมีคนมากมายที่เห็นประกาศนี้แล้วจะออกตามหาผม ในขณะที่ปกติก็มีคนต้องการชีวิต (หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ดวงตา) ของผม แม้ในประกาศจับนี้จะไม่ปรากฏรูปภาพของผมก็ตาม แต่ทุกคนก็สามารถสัมผัสได้ว่าใครคือ...ชายบ้าใบ้

และการรับงานของผมอาจจะต้องหยุดชะงักลง

และผมก็นึกอะไรบางอย่างออก

เคยมีคนว่ากันว่า ชายบ้าใบ้สามารถดลบันดาลใจให้ได้ทุกอย่าง คนทั่วไปที่มีความทุกข์ กิเลสตัณหา และความอยากมักจะพูดกันเช่นนี้ทุกครั้งที่รวมกลุ่มสนทนากัน นี่คือสาเหตุที่มีคนต้องการดวงตาของผมมากมาย เพียงแต่คนส่วนใหญ่มักเลือกที่จะให้ผมดลบันดาลให้มากกว่าการเข้ามาทำร้ายผม เพราะเขารู้ดีว่า ไม่เคยมีใครทำอะไรผมได้

แต่การที่ทางการกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจนัก ผมนึกไม่ออกว่า ถ้าทางการหมายใช้มันหรือตัวผมในการปกครองผู้คน และทำให้ผู้นำประเทศนี้สามารถดลบันดาลและควบคุมได้ทุกอย่างตามที่ใจปรารถนาจะเป็นเช่นไร

ผมไม่รู้ว่า ทำไมคนคนหนึ่งถึงจะมีความต้องการในอำนาจและเงินทองได้มากมายขนาดนั้น มันดลความสุขหรือ มันทำให้ชีวิตสมบูรณ์ขึ้นหรือ ไร้สาระทั้งเพ ผมไม่เคยเห็นลูกค้าของผมคนใดมีความสุขจริงๆ สักที แทบจะทุกคนที่ผมพบปะ เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ก็ยิ่งต้องการมากขึ้นอีก

ผมหาคำตอบของเรื่องนี้มาเนิ่นนานแล้ว

เสียงแหวกลมและการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเบื้องหลังทำให้ผมหลุดออกมาจากภวังค์ แล้วก้มลงหลบไม้หน้าสามที่เหวี่ยงมาได้อย่างทันท่วงที ไม้หน้าสามถูกฟาดลงมาอีกครั้ง แต่ผมก็สามารถเบี่ยงตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด

คนที่ลอบทำร้ายผมนั้นคือ ชายหนุ่มที่เป็นคอสุราประจำร้านเหล้าแห่งนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะประกาศจับที่อยู่ในมือผม รวมถึงศรหน้าไม้ที่พุ่งเฉี่ยวหน้าผมไปด้วย ผมมองไปยังหน้าร้านเหล้า ผู้คนมากมายที่ผมตั้งข้อสงสัยว่าหายไปไหนกันหมดต่างยืนกันอยู่ที่นั่นหมด ทุกคนต่างมีอาวุธในมือ แม้แต่พนักงานร้านเหล้าที่กำลังจะเขวี้ยงขวดเหล้ามาทางผมก็เช่นกัน

ผมกะจังหวะและก้มหลบขวดเหล้า เสียงขวดแก้วแตกดังขึ้น ขวดเหล้าเข้าปะทับชายขี้เมาที่ลอบโจมตีพบตอนแรกอย่างพอดิบพอดี ส่งผลให้เขาต้องนอนลงไปกองกับพื้น

ทางการเกลี้ยกล่อมคนพวกนี้ด้วยวิธีไหนกันนะ ผมคิดพลางคิดหาทางออก ผมไม่สามารถใช้ความคิดและดวงตาของตนต่อการกับคนจำนวนขนาดนี้เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นกับหญิงนักฆ่าได้ วินาทีนี้ดูเหมือนดวงตาผมจะไม่มีอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น ความจริง...นี่คือสิ่งที่ทุกคนเข้าใจผิด ถึงใครจะได้ดวงตาของผมไป ก็ไม่ทำให้ใครคนนั้นดลความปรารถนาได้เหมือนเฉกเช่นที่ผมสามารถดลได้หรอก

ทีนี้ก็คงมาถึงจุดที่ว่า...อะไรคือจุดหมายที่แท้จริงในชีวิตของผมกันแน่

ในขณะที่คนจำนวนหลายสิบคนกำลังวิ่งกรูเข้ามาหาผมนั้น ทำให้ผมนึกได้ถึงคำพูดหนึ่งที่เคยมีคนพูดกับผมเมื่อนานแล้ว คนใบ้ก็ควรที่จะหูหนวก ถึงจะเรียกว่าใบ้ ผมนั้นเกิดมาหูได้ยิน แต่โชคร้ายที่พูดไม่ได้ ไม่แน่ว่า วันนี้ผมอาจจะกลายเป็นชายบ้าใบ้ที่สมบูรณ์แบบก็เป็นได้

ผมวิ่งหนีเข้าไปในร้านเหล้า กระโดดข้ามชายขี้เมาที่นอนสลบอยู่บนพื้น ร้านเหล้านี้แทบจะไม่มีทางหนีทีไล่ใดๆ เลย ประตูหลังก็ไม่มี ผมตัดสินใจวิ่งขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง ซึ่งเป็นโรงเตี๊ยม ผมรู้ดีว่าถึงผมจะขึ้นไปชั้นสามชั้นสี่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะเช่นไร พวกเขาก็ต้องหาตัวผมเจออยู่ดี

ผมรวบรวมสติและจิตใจให้สงบ ก้าวเดินย่างสุขุมไปยังห้องพักห้องหนึ่ง เมื่อไม่กี่วันก่อนนั้น ห้องนี้เคยมีหญิงชรานอนป่วยไข้อยู่ เธอจากโลกนี้ไปอย่างสงบ ในอีกแง่หนึ่ง ความตายก็มิได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถึงจะมีอายุยืนยาวเพียงใด สักวันก็ต้องตายอยู่ดี

ถึงผมจะตายในตอนนี้ก็ไม่เสียใจหรอก ผมใช้ชีวิตมาเนิ่นนานพอแล้ว นานพอที่จะค้นพบว่า ยากนักที่ผมจะไปถึงจุดหมายของตน

จุดหมายของผมนั้นง่ายแสนง่าย เพียงแค่การตามหาบุคคลผู้ไร้ซึ่งกิเลสและความอยากอย่างแท้จริง บุคคลที่พอใจในสิ่งที่ตนมี บุคคลที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากชายบ้าใบ้ และกันไม่ให้ยมทูตนำวิญญาณใครไปก่อนเวลาอันควร

แต่จนถึงตอนนี้...ผมก็ยังไม่พบใครที่ว่านั่นเลย

เมื่อผมผลักประตูห้องพักเข้าไปก็ต้องหยุดชะงัก ในจังหวะที่เสียงตะโกนเซ็งแซ่ประกอบกับฝีเท้ากำลังดังเรื่อยขึ้นมาตามบันได ผมพบหญิงสาวคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้วด้วยโรคที่ไม่สามารถพิสูจน์นอนอยู่บนเตียง ในอ้อมแขนของเธอมีเด็กทารกไร้เดียงสา ซึ่งไม่รู้เรื่องราวใดๆ ในโลกนี้ เด็กคนนั้นมองตาผมด้วยดวงตากรุ้มกริ่ม

เป็นครั้งแรกที่เหมือนกับว่าผมกำลังโดนสะกดด้วยสายตา แทนที่ผมจะเป็นคนสะกดซะเอง นี่ล่ะมั้ง สิ่งที่เรากำลังตามหา ผมคิดว่า ผมใกล้เดินทางมาถึงจุดหมายของชีวิตแล้วล่ะ

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในบรรดามวลชนที่ต้องการตัวผมไปส่งให้ทางการที่กำลังวิ่งมายังห้องพักห้องนี้แล้วล่ะก็ คุณจะเห็นผมนั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างเตียงพร้อมกับเด็กทารกบนตัก ในมือกำลังถือไวโอลินกับคันสี พร้อมบรรเลงบทเพลงไร้เสียงในความสงัด

ผมไม่คิดที่จะตอบโต้ผู้คนที่เข้ามาทำร้ายผม แม้จะถูกของแข็งบางอย่างฟาดเข้าที่หูทั้งสองข้าง จนทำให้หูตึงไปชั่วขณะ และผมจะไม่ขอพูดถึงความเจ็บปวดอันใดขณะที่สิ่งที่ผมเห็นกลายเป็นความมืดโดยพลันหลังจากนั้น เมื่อดวงตาของผมถูกควักไปแล้ว และทุกคนจะได้รู้ว่า มันช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี

มันก็เป็นอะไรที่น่าตลก ถ้าความอยากเหมือนดั่งไฟ ผมก็ไม่ต่างอะไรจากคนสุมมัน

ผมนึกถึงคนคนหนึ่ง ซึ่งก็คือ ชายป่วยจิตในโรงพยาบาลบ้านั้น ที่เขาพยายามที่จะฆ่าตัวตายอาจจะเป็นเพราะอยากหนีไปให้พ้นจากโลกที่โสมมนี้ก็เป็นได้

ผมโอบกอดเด็กทารกคนนั้นเอาไว้ตลอดเวลาที่เกิดเรื่องขึ้น ในที่สุด ผมก็พบกับจุดหมายของชีวิตแล้ว เด็กทารกนี่ล่ะคือที่ไร้ซึ่งกิเลสตัณหา แต่ก็คงจะมีเพียงเท่านั้น เมื่อเขาโตขึ้น ใครจะรับประกันเล่าว่า เด็กคนนี้จะไม่กลายเป็นขอทานข้างถนน เด็กใจแตก หรือนักเลงอันธพาล

แล้วเด็กคนนั้นก็ถูกอุ้มออกไปจากผม ผมพยายามควานหาไปในอากาศ แต่ก็มองไม่เห็นอะไร มีเพียงความมืดที่ล้อมรอบกาย ต่อมา ผมก็รู้สึกแต่ว่ามีใครบางคนจับมือผมไขว้หลังไว้ หรือจะเรียกให้ถูกก็คือ พวกเขาพยายามยื้อแย่งตัวผมไปเรียกร้องรางวัลจากทางการกันเสียมากกว่า

ผมไม่แน่ใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับผมบ้างหลังจากนั้น แต่ถึงจะถูกกระชากลากถูไปยังไง ผมก็พยายามที่จะไม่ให้มีอะไรเกิดขึ้นกับไวโอลิน เสียงของความเงียบจากมันจะต้องส่งเสียงต่อไป...ไม่ว่ายังไง

สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลที่คุณได้รับรู้ เป็นเพียงเรื่องราวน่าเบื่อและเข้าใจยากของชายบ้าใบ้คนหนึ่งเท่านั้น ถ้าคุณเข้าใจถึงชีวิตของผม นั่นอาจเป็นเพราะว่า คุณยังคงมีความปรารถนาอะไรบางอย่างในชีวิตอยู่ เรื่องราวนี้ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ และความว่า ผมไม่สามารถดลบันดาลได้ทุกสิ่ง ก็เป็นความจริง

เป็นเรื่องตลกร้ายที่ผมยังไม่ตาย แต่ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้เช่นกัน

ถึงกระนั้น หากคุณกำลังเดินเล่นอยู่แถบชานเมืองที่ไหนสักแห่ง คุณก็อาจจะได้เจอชายหนุ่มที่มีร่างสูงผอม เนื้อตัวดูมอมแมม ในมือของเขาถือไวโอลินไร้สายคันหนึ่ง และเล่นเพลงที่ได้ยินแค่ในจินตนาการของตน ผมก็อยากจะให้คุณฝากบอกเขาด้วยว่า

บางครั้งความปรารถนาใดๆ ก็ไม่สามารถเป็นจริงได้ในชีวิตคนคนหนึ่ง

ถ้าหากไม่ทุ่มชีวิตของตนเพื่อคว้ามันมา...ด้วยตัวเอง



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
Short Story ถึงเรื่องจะสั้น แต่มันก็หลายเรื่อง ตอนที่ 3 : [Short III]เรื่องราวของชายบ้าใบ้ [แนวระทึกขวัญ] , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 107 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android