คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

Short Story ถึงเรื่องจะสั้น แต่มันก็หลายเรื่อง

ตอนที่ 2 : [Short II]เงา [แนวระทึกขวัญ]


     อัพเดท 15 พ.ค. 55
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/อื่น ๆ
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : peecee/สกฤณ ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ peecee/สกฤณ
My.iD: https://my.dek-d.com/peecee
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 2 Overall : 714
1 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 4 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
Short Story ถึงเรื่องจะสั้น แต่มันก็หลายเรื่อง ตอนที่ 2 : [Short II]เงา [แนวระทึกขวัญ] , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 84 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


เรื่องสั้นเรื่องนี้ยาวมากพอสมควร ตอนแรกตั้งใจไว้จะส่งประกวด ตะวันส่องอวอร์ด ครั้งที่ 5 แต่ก็ไม่ได้ส่งไป ก็หวังว่าจะมีคนมาอ่านเรื่องนี้นะ (ถ้าทนอ่านยาวๆไหว) ผมแบ่งช่วงของเรื่องเป็นทั้งหมด 7 ช่วง เพื่อความสะดวก เผื่อบางท่านท้อที่จะอ่าน  เป็นเรื่องแนวระทึกขวัญที่ไม่ใช่แนวปกติที่ผมจะแต่งนัก แต่คิดว่าน่าจะสนุกไม่หยอกเหมือนกัน
___________________________________________

เงา

 

I

เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนที่ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงปกติ มันก็เป็นวันธรรมดาๆวันหนึ่งเหมือนอย่างเช่นวันอื่นในฤดูใบไม้ร่วงนี้ แม้ว่าบรรยากาศอึมครึมดูเศร้าหมองจะปกคลุมไปทั่วหมู่บ้านก็ตาม แต่อเล็กซ์ อินแดแรนท์ เสมียนร้านหนังสือก็ยังคงนั่งเอื่อยเฉื่อยอยู่หลังเคาน์เตอร์ในร้านหนังสือซอมซ่อที่ดูไม่มีอะไรดี เว้นแต่คุณสามารถหาหนังสือทุกเล่มได้ที่นี่

ความเย็นจากอากาศภายนอกร้านที่ซึมซาบเข้ามาภายในก่อให้เกิดอาการง่วงนอนได้ทุกขณะจิต ผมเฝ้ามองดูอเล็กซ์จากภายนอกร้าน ดูเขาหาววอดเหมือนชีวิตไม่มีอะไรน่าเบื่อได้กว่างานที่เขาทำอีกแล้ว ผมยืนสังเกตอยู่ข้างนอกสักพักหนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจผลักประตูร้านหนังสือเข้าไป

กรุ๊ง กริ๊ง

กระดิ่งหน้าประตูส่งเสียง แต่เสมียนร้านหนังสือก็ยังไม่คิดจะหันหน้ามามอง

“หาหนังสือเอาเองนะ ตอนนี้ยังไม่ว่าง” นั่นเป็นคำพูดแรกที่คนขายเอ่ยกับลูกค้าคนแรกของวันงั้นหรือ

เห็นได้ชัด อเล็กซ์นั้นไม่ใช่บุคคลที่คุณอยากจะคบหาสมาคมเป็นเพื่อนด้วยเท่าไหร่นัก เขาไม่เคยให้เกียรติใครเหมือนกับที่ใครก็ไม่เคยให้เกียรติเขา อเล็กซ์ไม่ใช่คนประเภทที่พร้อมจะเคียงบ่าเคียงไหล่กับคุณไปทำสวน หรืออยู่เป็นเพื่อนคุยในยามที่ทุกข์ใจ และแม้จะมีนิสัยที่แลดูไม่เป็นมิตรนัก แต่อเล็กซ์ก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะสามารถสร้างปัญหาให้กับใคร...มากสักเท่าไหร่

“นั่นเป็นคำพูดที่คุณใช้กับลูกค้าอย่างนั้นหรือ” ผมว่า ขณะที่เดินไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งในชั้นมาดู

“ฉันไม่ถือนายเป็นลูกค้าหรอกนะ นายก็แค่เด็กตัวกะเปี๊ยกที่ไม่รู้จักโตสักที อีกไม่กี่วันนายก็จะอายุครบสิบสองแล้วนะ...เบน”

ใช่ ผมชื่อ เบน...คริสโตเฟอร์ เบน แอชย์ลีย์ แม้ว่าความจริงแล้วชื่อตั้งแต่เกิดที่แม่ตั้งให้ผมก็คือ คริสโตเฟอร์ แต่ไม่รู้ทำไมผู้คนถึงชอบเรียกชื่อปู่ของผม ซึ่งเป็นชื่อกลางมากกว่า ผมมองชายหนุ่มวัยสามสิบที่เท้าคางกับเคาน์เตอร์ด้วยความระอาใจ “ก็เพราะคุณรู้สินะว่า ผมจะไม่ไปบอกคุณโรเบิร์ตเรื่องที่คุณเอาแต่อู้งาน ด้วยการนอนหลับน่ะ”

“วันนี้ขอล่ะ ฉันขี้เกียจต่อปากต่อคำกับนาย พอดีรู้สึกไม่ค่อยสบาย นายอยากได้หนังสือเรื่องอะไรล่ะ หรือมีข่าวอะไรจะมาบอก”

จริงอยู่ว่า อเล็กซ์ไม่ใช่คนที่ใครอยากคบ แต่เขากลับกลายเป็นคู่สนทนาที่ดีเยี่ยมสำหรับผม ในทุกข่าวคราวที่เกิดขึ้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นข่าวจริงหรือข่าวลือที่ได้ยินพวกผู้ใหญ่พูดกัน การมาคุยกับอเล็กซ์จะทำให้คุณได้ประเด็นคำถามใหม่ๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้นเลยล่ะ

“คุณริชาร์ดเจออย่างเดิมอีกแล้ว เขามาเอาแต่พูดอยู่เรื่องเดียวตอนไปร้านขนมปัง เรื่องที่เขาเห็นเงาลึกลับ เขาคิดว่ามีคนตามเขาอยู่”

“ตลกสิ้นดีล่ะ” อเล็กซ์ว่าด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “ใครๆก็รู้ว่าคุณริชาร์ดเป็นพวกขี้เหล้าเมาแอ๋ มีวันไหนบ้างล่ะที่ไม่เห็นเขาถือขวดเหล้า ก่อนจะมาพร้อมกับเรื่องเล่าเพ้อเจ้อน่ะ”

“เฮ้ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆนะ เมื่อสัปดาห์ก่อนก็มีคนบอกเหมือนกันว่าเห็นเงาลึกลับตามแจตลอดทั้งวัน”

“โธ่เอ้ย เจ้าเด็กบ๊อง นายโดนเป่าหูมาแล้วล่ะ ฉันทำงานเสมียนมาสิบกว่าปี ยังไม่เคยเจอเงาอะไรอย่างว่าเลยสักครั้ง อืม เอาเป็นว่า คุณริชาร์ดเจอเงาไร้สาระนั่นที่ไหนเมื่อไหร่ล่ะ”

ผมขยับตัวเข้าไปประชิดที่เคาน์เตอร์ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบาราวกับเสียงกระซิบ “อย่าเอ็ดไปล่ะ เขาไปเจอที่สุสาน”

ไม่มีใครพูดอะไรอยู่นาทีหนึ่งเต็มๆ อเล็กซ์ทำใบหน้าเหยเก ก่อนที่จะหัวเราะออกมาราวกับคนบ้า

“นี่ผมไม่ได้พูดเล่นนะ” ผมพูดออกไป และรู้สึกหัวเสียเป็นอย่างยิ่ง

“ฮ่าๆๆ ฉัน...ฉันก็ไม่...ไม่ได้บอกนี่ว่า ล้อเล่น น่ะ ฮ่าๆๆๆ” เสียงหัวเราะนั้นดังต่อไปอีกราวครึ่งนาทีได้ และกว่าอเล็กซ์จะสงบสติอารมณ์ให้เป็นปกติก็ใช้เวลานานพอสมควร “หรือนายจะบอกว่า คุณริชาร์ดโดนผีอำกันล่ะ”

“ไม่แน่นอน ผมไม่เชื่อเรื่องผีหรอก เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เมื่อวานแดดดีจะตายไป”

“แต่ปัญหาอยู่ที่ใครๆก็รู้ว่าแสงอาทิตย์ไม่เคยส่องมายังที่นี่นานเกินกว่าหนึ่งชั่วโมง”

“แต่อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ อาจจะมีคนตามคุณริชาร์ดอยู่จริงๆ”

“แต่ฉันไม่เคยคิดจะสนใจคำพูดของคนเมาหรอก แม้จะมีพยานยืนยัน นั่นก็แค่เพื่อนร่วมวงเหล้าเดียวกันนั่นล่ะ”

“แต่ถ้ามันเป็นความจริง แล้วไม่ได้คิดไปเอง หมู่บ้านเราอาจจะอยู่ในอันตรายก็ได้นะ”

“เลิกขึ้นต้นด้วยคำว่า...แต่...สักทีเถอะ” ผมรู้สึกตกใจ เมื่ออเล็กซ์ว่าออกมาอย่างเหลืออด “ถึงหมู่บ้านตกอยู่ในอันตราย ฉันคนหนึ่งล่ะที่จะไม่ไปร่วมอันตรายเหล่านั้นด้วย”

“คุณมันก็แค่พวกขี้เกียจและเอาแต่ขวางโลก”

“ถ้านายเจอเงานั่นเองกับตัวเมื่อไหร่ ค่อยมาบอกฉันอีกทีก็แล้วกัน” คำพูดสิ้นสุดเพียงแค่นั้น มันเป็นการตัดบทอย่างที่ไม่มีใครชอบแน่นอน ผมมองเขาหลุบหายเข้าไปใต้เคาน์เตอร์ด้วยความเอือมระอา ทุกครั้งที่มีการสนทนา มันมักจะลงเอยเช่นนี้ประจำ ไม่เคยมีบทสรุปใดๆเกิดขึ้นในบทสนทนาของผมกับอเล็กซ์ ผมถอนหายใจเบาๆ และตัดสินใจเดินออกจากร้านหนังสือไป

ผมนึกแค้นใจลึกๆว่า สุดท้าย...ตนเองก็ไม่เคยนำความไปฟ้องกับคุณโรเบิร์ตว่า เสมียนร้านหนังสือของเขาแอบงีบหลับขณะทำงานอีกแล้ว

II

ในเย็นวันนั้น ผมเดินอยู่แถวๆสนามเด็กเล็นในหมู่บ้าน เวลานี้ไม่ค่อยมีเด็กที่ไหนมาเล่นมากนัก ด้วยหมอกที่ลงต่ำและความชื้นจากไอน้ำ นั่นอาจทำให้เสื้อผ้าเปียกชุ่มได้ และอาจจะทำให้พรุ่งนี้เช้าตื่นมาพร้อมกับอาการหวัดที่ไม่น่าพิสมัย เด็กพวกนั้นอาจจะกลัว แต่ผมไม่หวั่นหรอก อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไป

ผมนั่งลงบนชิงช้าตัวหนึ่ง พื้นไม้ของมันมีละอองจากน้ำค้างเกาะติดเล็กน้อย จึงทำให้ก้นผมเปียกอย่างช่วยไม่ได้ ตลอดทั้งวันมานี้ผมเฝ้าแต่คิดถึงเรื่องของคุณริชาร์ดตลอดเวลา เงาลึกลับนั่นปรากฏตัวขึ้นถึงสองครั้งสองหน และนั่นจะต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่

ชั่วขณะนั้นผมไม่รู้หรอกว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมามองไปยังอีกฟากหนึ่งของสนามเด็กเล่น หมอกหนาเหลือเกิน แต่มันก็เป็นเช่นนี้ทุกวันนั่นแหละ ครั้งแรกผมนึกว่าผมตาฝาดไป แต่เมื่อลองเพ่งมองดีๆ ผมเห็นเงาบางอย่างหลังม่านหมอก มันดูทะมึนๆ และที่สำคัญเหมือนเงาคน

หรือจะเป็นเงาลึกลับนั่น ผมคิดด้วยความตระหนก

“น่ะ...นั่นใครน่ะ”

คุณริชาร์ด ความรู้สึกในใจกลายเป็นความโล่งใจ เมื่อเห็นว่านั่นเป็นเงาของคุณริชาร์ด เขาเดินมาพร้อมขวดวิสกี้ราคาแพงในมือมา แต่ไม่มีของเหลวใดๆภายในนั้นเลย สีหน้าของคุณริชาร์ดนั้นดูเครียดจนน่ากังวล

“ผมเองครับ คุณริชาร์ด” ผมตอบออกไปพลางสงสัย คุณริชาร์ดมาทำอะไรที่นี่กันนะ

“เบนเหรอ โอ้ พระเจ้าช่วย เธอเห็นเจ้าพวกนั้นไหม พวกนั้น...” น้ำเสียงของคุณริชาร์ดฟังดูสับสน

“พวกไหนครับ”

“พวกนั้นไง พวกที่ตามฉันมาน่ะ เธอไม่เห็นหรือ ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันหายไปไหน แต่ฉันเห็นมันอีกแล้ว”

ผมมองเขา และพยายามตีความถึงสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อออกมา เงา เงางั้นหรือ ต้องใช่แน่ๆ

คุณริชาร์ดพูดรัวเร็วขึ้นเรื่อยๆพลางหันมองหลังเป็นระยะๆ “เบน...เบน เธอต้องเชื่อฉันนะ ฉันเห็นมันจริงๆ ฉันไม่ได้เมา เมื่อวานฉันไม่ได้แตะเหล้าแม้แต่หยดเดียว”

“เอาล่ะครับคุณริชาร์ด เอ่อ ผมว่าคุณลองสงบสติอารมณ์หน่อยก็ดีนะครับ รอให้ใจเย็นลงก่อน แล้วค่อยพูดดีไหม ที่นี่ไม่มีอะไรหรอก”

หลังจากหยุดพูด คุณริชาร์ดก็แสดงอาการหอบออกมา เขานั่งลงบนชิงช้าอีกตัวหนึ่ง และทำท่าจะใจเย็นลงบ้างเล็กน้อย หากความว้าวุ่นใจกลับมีมากกว่า

“ฉันทนไม่ไหวแล้ว” คุณริชาร์ดร้องออกมา “เธอไม่รู้หรอกว่ามันน่าหวั่นวิตกแค่ไหน ฉันไม่สามารถไปไหนมาไหนโดยไม่ระแวงหลังได้เลย เงานั่นเหมือนวิญญาณ ใช่แล้ว มันต้องเป็นวิญญาณแน่ๆ”

ผมไม่รู้ว่าจะกล่าวปลอบใจคุณริชาร์ดอย่างไร “คุณแน่ใจนะครับว่าไม่ได้คิดไปเองน่ะ”

“ไม่...ไม่แน่นอน ถึงฉันจะเป็นพวกเมาหัวราน้ำ แต่ก็มองโลกตามความเป็นจริงนะ”

“จะเป็นไปได้หรือเปล่าครับว่า กำลังมีใครบางคนตามคุณอยู่น่ะ”

คุณริชาร์ดไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ความจริงคือ เขานิ่งเงียบไปโดยปริยาย นั่นทำให้ผมนึกสงสัย เมื่อเงยหน้าขึ้นมามองคุณริชาร์ดที่เบิกตากว้างมองอะไรบางอย่างอยู่ “นั่น...ไง เงา” ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย คุณริชาร์ดพูดถึงเงา

“อะ...อะไรนะครับ”

“นั่นไง งะ...เงา เธอก็เห็นใช่ไหม”

ตาของคุณริชาร์ดยังคงเบิกกว้างและจ้องมองไปข้างหน้า สีหน้าของเขาดูราวกับจะร้องไห้ ใจหนึ่งผมก็อยากจะหันไปมองตามสายตาของคุณริชาร์ด แต่อีกใจก็ไม่กล้า ทำไมล่ะคริสโตเฟอร์ นี่คือสิ่งที่นายต้องการรู้ความจริงมาตลอดไม่ใช่หรือ คำพูดนี้ก้องไปมาอยู่ในหัว และแล้วความอยากก็ชนะความกลัว

ผมหันหน้าไปอย่างช้า...ช้า...

สิ่งที่คุณริชาร์ดมองอยู่นั้นเป็นเพียงพุ่มไม้ริมสนามเด็กเล่น สิ่งที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของมันดูสลัวจนน่ากลัวในที ม้าโยกเยกที่พังแล้วนอนคว่ำอยู่ใกล้ๆกัน แต่ผมกลับไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ ไม่เลย เว้นแต่พุ่มไม้ที่สั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะมีกระรอกตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากในนั้น

“ผมไม่เห็นอะไรเลย” ในความรู้สึก ผมค่อนข้างรู้สึกผิดหวัง อดไม่ได้ที่จะนึกถึงสิ่งที่อเล็กซ์พูดไว้ว่า มันเป็นเพียงคำพูดเพ้อเจ้อของคนเมา “ไม่มีอะไรเลยครับ”

“มันหายไปแล้ว เมื่อกี้นี้ฉันยังเห็นมันอยู่เลย ฉันไม่ได้โกหกนะ เธอน่าจะรู้จักฉันดีนี่นา”

“ครับๆ แต่ผมคิดว่า คุณคงจะเมามากไป ให้ผมพาคุณกลับบ้านจะดีไหมครับ”

“ฉันไม่ได้เมา” คุณริชาร์ดตอบปฏิเสธ แต่ก็ยอมให้ผมช่วยพยุงตัวให้ลุกขึ้นอย่างอ่อนแรง ตอนนั้น คุณริชาร์ดได้เผลอทำขวดวิสกี้ในมือตกลงไป ก่อนที่มันจะกลิ้งหลุนๆไปบนพื้น และกระทบกับขาม้านั่งยาวตัวหนึ่ง ในเวลานั้น ผมอดที่จะคิดไม่ได้ว่า เรื่องเงาลึกลับอาจจะเป็นเพียงคำพูดเพ้อเจ้อของคนขี้เมาก็เป็นได้

เมื่อผมไปส่งคุณริชาร์ดและฝากให้ภรรยาของเขาดูแลต่อแล้ว ผมก็เดินกลับมายังบ้านของผม แม่ไม่อยู่อีกเช่นเคย บนโต๊ะอาหารมีกับข้าวมื้อเย็นเตรียมพร้อม นี่ล่ะคือชีวิตของผม ผมใช้ชีวิตอยู่คนเดียวแทบทั้งชีวิต และแม่ผู้ซึ่งเป็นคนในครอบครัวคนเดียวแทบจะไม่มีเวลาอยู่กับลูกของตัวเองเลย ดังนั้นเมื่อกินข้าวมื้อเย็นและล้างจานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็รีบวิ่งขึ้นไปยังห้องนอนโดยทันที

ผมทิ้งตัวลงบนที่นอน ไม่มีอารมณ์จะเปิดทีวีดูหรือเล่นเกมใดๆทั้งสิ้น ความคิดหนึ่งเดียวที่เวียนวนอยู่ในหัวคือเรื่องของคุณริชาร์ด ผมคิดเรื่องนี้มาหลายคืนแล้วนั่นล่ะ และความคาดหวังเรื่องเงาลึกลับว่ามันจะเป็นเรื่องจริงนั้นมีความเป็นไปได้แค่ไหน ผมเบื่อกับสังคมที่ไร้ชีวิตชีวาเต็มทนแล้ว แต่หลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ มันก็เหมือนสิ่งที่ดับความหวังของผมให้หายไปโดยพลัน

มันคือเรื่องจริงใช่ไหมนะ มันเป็นเรื่องจริงใช่ไหม

คำถามที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ค้างคาอยู่ในใจ แต่ก่อนจะได้คิดอะไร ความคิดของผมก็ถูกนิทรากลืนกิน

III

อะไรบางอย่างต้องเข้ามาในจมูกของผม เป็นกลิ่นดิน เรียกสติสัมปชัญญะให้กลับมาทำงานอีกครั้ง ผมลืมตาตื่นขึ้นมา มองไปโดยรอบ ผมยังคงนอนอยู่บนเตียงตัวเดิมในห้องนอน แต่ทำไมผมถึงมองเห็นอะไรไม่ค่อยชัดเจนนัก ผมพยายามหาต้นตอ ก่อนจะพบว่ามีหมอกบางอย่างกระจายไปทั่วห้อง หมอกพวกนี้มาได้ยังไง มาจากไหนกัน

ความประหลาดนี้ได้ปลุกสัญชาตญาณในการระวังตัวของผมโดยอัตโนมัติ ผมขยับตัวไปชิดกับพนักเตียง และพยายามหาที่มาของหมอกที่แผ่คลุมอยู่รอบห้อง ก่อนจะเห็นว่าประตูห้องเปิดออกกว้าง เรื่องนี้มันเหนือธรรมชาติเกินไป เหตุแบบนี้มีแต่ในนิยายไม่ก็นิทานเท่านั้นล่ะ จะมีหมอกเข้ามาในบ้านได้อย่างไร

ความคิดของผมเหมือนจะถูกหยุดโดยทันที เมื่อมีเสียง...

ตึก...ตึก...ตึก...

เป็นเสียงบันได กำลังมีคนขึ้นบันไดมา ผมรู้สึกได้ว่าใจกำลังเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ ความกลัวเข้ากัดกินภายใน และความรู้สึกตื่นตระหนกนั้นก็มากเกินกว่าจะทำให้ผมกล้าขยับตัวไปไหน

ตึก...ตึก...ตึก...

มันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และผมก็เห็นแล้ว หลังม่านหมอกที่บดบังทัศนียภาพโดยรอบนี้ มีเงาอยู่ นั่นต้องเป็นเงาประหลาดที่คุณริชาร์ดเห็นแน่ๆเลย เงานั้นแลดูเหมือนคน และมันกำลังก้าวเข้ามาภายในห้อง ร่างสูงทะมึนทะลุผ่านม่านหมอกมาใกล้ จากเงาสลัวกลายเป็นรายละเอียดทุกอย่างที่ชัดเจน ผมยุ่งเหยิงสีดำยาวลงมาปรกหน้า เสื้อคลุมตัวยาวที่คนคนนี้ใส่ (ถ้าเพียงเขาจะเป็นคน) มีรอยขาดแหว่งเต็มไปหมด และที่สำคัญ รอยเปื้อนสีดำกระจายไปทั่ว

ผมได้แต่ตัวแข็งทื่ออยู่กับเตียง เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมา เผยให้เห็นใบหน้าขาวซีดราวกับกระดาษ เบ้าตาลึกโบ๋ และดวงตาที่กรอกไปมา ผมสัมผัสได้ว่ามือของผมนั้นชื้นไปด้วยเหงื่อ รวมถึงใบหน้าที่เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเอง หรือบางที ผมคิดว่า ผมกำลังจะร้องไห้

ใบหน้านั้นดูสยองมากกว่าคำว่าน่ากลัวมากนัก และเมื่อเขายิ้มเผยให้เห็นฟันซี่เล็กที่เรียงห่างอย่างไม่เป็นระเบียบ นึกขอบคุณหมอกประหลาดที่ทำให้ผมเห็นมันไม่ชัดนัก

“ชะ...ช่วย...ด้วย...” ผมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หยดน้ำตาเริ่มไหลอาบสองข้างแก้ม คนๆนั้นหรือร่างนั้นหรือมันค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ใกล้จนผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นสาบรุนแรง มันเอื้อมมือหยาบกร้านมาหาผม น้ำตาที่คลออยู่นั้นบดบังสายตา แต่ผมรู้สึกเหมือนข้อมือโดนบีบ

“คริสโตเฟอร์ ตื่นได้แล้ว เช้าแล้วนะลูก”

เฮือก!

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าเป็นแม่ผมที่ยืนอยู่ข้างเตียงและจับข้อมือผมอยู่ อีกสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกก็คือ ตัวทั้งตัวนั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อ เช้าแล้วงั้นหรือ

“เป็นอะไรมากหรือเปล่า ตัวร้อนนิดๆนะ ไปหาหมอหน่อยไหม” แม่ของผมถาม

“ไม่ล่ะครับ ไม่เป็นไร”

“งั้นก็โอเค อาบน้ำเสร็จแล้ว ลงไปข้างล่างนะ แม่เตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้ว แม่ต้องไปทำงานล่ะ ดูแลตัวเองด้วยนะ” แม่ของผมปล่อยมือ ก่อนจะก้มลงมาจูบ แล้วเดินออกจากห้องนอนไป แค่เพียงมื้อเช้า แม่ก็ยังไม่เคยมีเวลาให้

แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องปกติในชีวิตผมมานานแล้วล่ะ

ผมกลับมาคิดถึงเรื่องที่เจอ และพบว่ามันเป็นเพียงแค่ฝัน ฝันที่เหมือนจริงเสียจน แม้จะตื่นขึ้นมาแล้วก็ยังรู้สึกหวั่นวิตก ผมก้มลงมองตัวเอง และวิตกหนักยิ่งกว่าเดิม เมื่อเห็นรอยสีแดงรอบข้อมือเหมือนใครมากำไว้ จะว่าแม่กำแน่นขนาดนั้นก็ไม่ใช่

แล้วรอยนี้มันมาจากไหนกัน

ผมเกลียดนักล่ะเวลามีอะไรที่ไร้ที่มาที่ไปเกิดขึ้นกับตัวผม และไม่สามารถหาเหตุผลหรือคำตอบมาอธิบายมันได้ วันนั้น ผมคิดเรื่องนี้ทั้งวัน หลังจากที่อาบน้ำ กินข้าว และทำกิจวัตรช่วงเช้าทุกอย่างเสร็จสรรพ ผมก็ออกจากบ้านมา ในหมู่บ้านไม่ค่อยมีเรื่องอะไรให้ผมทำมากนัก ผมไม่ต้องไปโรงเรียนอย่างเช่นเด็กคนอื่นๆ เพราะผมมักจะมีปัญหากับเพื่อนที่โรงเรียนเป็นประจำ แม่เลยลงความเห็นว่าจ้างครูสอนตัวต่อตัวให้ น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

บรรยากาศยามเช้ายังคงเป็นเช่นเดิม เงียบเหงา วังเวง และเย็นเหยียบ หากผมไม่ได้สังเกตหรอกว่าวันนั้นมันดูเหงาเงียบมากกว่าทุกวัน เนื่องด้วยผมไม่ค่อยชอบบรรยากาศของที่นี่สักเท่าไหร่นัก หมู่บ้านของผมตั้งอยู่ริมทะเลสาบทางตอนเหนือของประเทศ แถมยังอยู่ริมชายป่า ซึ่งทำให้อากาศบริเวณนี้ดิบชื้นและหมอกลงจัดทุกเมื่อเชื่อวัน และมันก็พร้อมจะทำให้ใครก็ตามที่อาศัยอยู่ที่นี่หรือแวะเวียนผ่านมาหดหู่ได้ทุกตลอดเวลา

และผมกำลังรู้สึกเช่นนั้น

กิจวัตรหนึ่งเดียวของคริสโตเฟอร์ เบน แอชย์ลีย์ ที่ใครๆก็รู้จักดี คือ การสอดรู้สอดเห็นเรื่องราวภายในหมู่บ้านนี้ ไม่เคยมีข่าวคราวใดรอดหูและสายตาของผมไปได้ เมื่อผมเดินมาถึงลานกลางหมู่บ้าน และได้เห็นผู้ใหญ่หลายคนยืนมุงดูอะไรบางอย่าง นั่นแปลว่า ต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่นอน

“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”

“คุณริชาร์ดน่ะ คือ เขา...เขาตายแล้ว” เป็นคุณนายโซเฟีย เจ้าของร้านขายของชำที่หันมาตอบผม เป็นข่าวใหม่ที่นำพาความตื่นตระหนกมามากไม่น้อย

“ขอโทษนะครับ ขอทางหน่อยครับ” ผมเบียดเสียดฝูงชนเพื่อเข้าไปยังวงใน โดยหวังว่าคำพูดเมื่อกี้จะเป็นแค่คำพูดล้อเล่นเท่านั้น แม้จะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าไม่ใช่ ภาพของคุณริชาร์ดนอนคว่ำอยู่กับพื้นนั้นสร้างความตระหนกให้ยิ่งขึ้นไปอีก ใบหน้าของเขาซีดเผือดและยังคงอยู่ในอารมณ์ตกใจเหมือนเจออะไรบางอย่างมา

“เขาเป็นอะไรหรือครับ” เมื่อเห็นว่าคุณหมอนอริชอยู่ที่นี่ด้วย ผมจึงถามออกไป

“อืม ฉันคาดว่า เขาน่าจะเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ไม่ก็เหล้าที่เขาดื่มมีสารพิษเจือปนอยู่น่ะ กระแสโลหิตของเขาไม่ขึ้นไปเลี้ยงสมองเลย” แพทย์หนุ่มประจำหมู่บ้านว่า “เขาน่าเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อคืนวานแล้วล่ะ”

เมื่อคืนวานอย่างนั้นเหรอ ผมคิด มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ในเมื่อผมเป็นคนไปส่งคุณริชาร์ดถึงที่บ้านกับตัวแท้ๆ “ภรรยาคุณริชาร์ดอยู่ที่ไหนน่ะครับ”

ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครขานตอบ พวกเขามองหน้ากันราวกับไม่เคยนึกถึงสิ่งนี้ จนกระทั่งคุณโซเฟียพูดขึ้นมาว่า “ฉันคิดว่า น่าจะกำลังหลับอยู่นะ เห็นเธอเคยมาบ่นเรื่องต้องกินยานอนหลับก่อนนอนทุกครั้ง”

“มุงอะไรกันอยู่น่ะ”

เป็นอเล็กซ์ที่เดินฝ่าวงคนมุงเข้ามา ผมรู้สึกแปลกใจที่เห็นเขาออกมาเดินข้างนอกร้านหนังสือ “คุณริชาร์ด...งั้นหรือ เขาเป็นอะไรน่ะ” อเล็กซ์พูด สีหน้าของเขาแสดงให้เห็นว่า การที่มีคนมายืนออเต็มไปหมดนั้นเป็นเรื่องตลก “หรือเขาเห็นเงานั่นอีกแล้ว”

“นี่ไม่ใช่เรื่องตลกนะอเล็กซ์ คุณริชาร์ดตายแล้ว” คุณหมอนอริชว่า

“โอ้ ชีวิตก็เป็นอย่างนี้นี่แหละ”

ความไม่ยี่ระของอเล็กซ์เพราะไม่ใช่เรื่องของเขา เป็นสิ่งที่ผมไม่แปลกใจเท่าใดนัก แต่เหตุการณ์การเสียชีวิตของคุณริชาร์ดนั้นทำให้ผมคิดอะไรบางอย่าง บางอย่างที่ต่อให้มันเกิดขึ้นครั้งเดียว...แค่ครั้งเดียว

ก็เกินพอ

IV

นั่นคือเหตุการณ์แรกที่เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนว่า ทุกคนจะลืมมันไปเสียสิ้น เมื่อวันเวลาผ่านไปเพียงสองสามวันเท่านั้น และการสรุปเหตุง่ายๆว่า คุณริชาร์ดตายเพราะโรคพิษสุราเรื้อรังก็ไม่มีใครคนใดข้องใจอะไรอีกต่อไป แม้แต่ภรรยาของเขาเองที่ยังคงเศร้าโศกไม่หาย ก็ดูเหมือนจะทำใจได้บ้างแล้ว

ตอนนี้ผมนั่งอยู่หน้าร้านกาแฟของคุณสเตฟาน เหตุผลหนึ่งเดียวที่ผมมานั่งอยู่ที่นี่ ท่ามกลางผู้ใหญ่ที่ใช้เวลาว่างยามเช้ามาสุมหัวพูดคุยกันก่อนไปทำงาน ก็เพื่อหาข่าวใหม่ๆที่เกิดขึ้นในวันวานที่ผ่านมา แต่วันนี้หรือจะพูดให้ถูกก็คือตั้งแต่วันที่คุณริชาร์ดเสียชีวิต ผมก็ไม่สามารถทำใจให้สงบนิ่งได้เลย ด้วยสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ เรื่องราวจบไป แต่มันยังอยู่

รอยแดงที่ข้อมือ

มันยังคงปรากฏชัดเหมือนกับวันที่มันเกิดขึ้น และไม่มีทีท่าว่าจะจางหายไปเลย

“ฉันล่ะเบื่อเจ้าอเล็กซ์จริงๆ” เสียงบ่นของคุณโรเบิร์ตแว่วเข้ามาในหู “หมอนั่นไม่เคยสนใจอะไรในโลกเลย แม้แต่กับตัวเอง แถมชอบทำตัวแปลกๆ”

“ฉันก็เคยบอกนายแล้วโรเบิร์ต” คุณสเตฟานพูดขึ้นขณะนำกาแฟเอสเปรซโซมาเสิร์ฟ “นายจะไปหวังอะไรกับอเล็กซ์กัน ฉันไม่เข้าใจจริงๆเลยว่า ทำไมนายถึงทนให้หมอนั่นเป็นเสมียนร้านหนังสือของนายอยู่ได้ เพียงเพราะเป็นญาติห่างๆกันเท่านั้นหรือ”

“ก็คงงั้น”

ผมละความสนใจจากรอยแดงนั่น ทำเป็นลืมมันชั่วคราว และเงี่ยหูฟังบทสนทนาในร้านกาแฟที่กำลังดำเนินไป

“เฮ้ จะว่าไป ทำไมวันนี้คุณเงียบจังล่ะ คุณเฟอร์กัส” คุณโรเบิร์ตพูดขึ้นต่อ

คุณเฟอร์กัส คนดูแลหอประภาคารริมทะเลสาบ ผมก็เพิ่งสังเกตเมื่อเดี๋ยวนั้นเองว่า คุณเฟอร์กัสนั่งเงียบคนเดียวมานานแล้ว มันเป็นความผิดปกติที่ชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุด นั่นเพราะว่าคุณเฟอร์กัสเป็นคนขี้จ้อที่พูดตลอดเวลาไม่หยุดน่ะสิ จะเป็นไปได้หรือที่คนเช่นนี้จะยอมนั่งอยู่นิ่งๆฟังคนอื่นสนทนา

“คุณเฟอร์กัสมีอะไรจะมาเล่าให้พวกเราฟังหรือเปล่า” คุณหมอนอริชเป็นฝ่ายเริ่มถาม “ดูคุณไม่ค่อยดีเลยนะ ไม่สบายดีเปล่า”

“ไม่มีอะไร” คุณเฟอร์กัสเอ่ยตอบคำสั้นๆ สีหน้าของเขาดูอิดโรยและซีดเผือดเหมือนคนใกล้จะเป็นลม

“มันต้องมีอะไรแน่ๆ” คุณโรเบิร์ตและคุณสเตฟานลงความเห็นพร้อมๆกัน

“ไม่...ไม่มีอะไรจริงๆ ฉันก็ดูปกติดีนี่”

นี่เป็นคำโกหกที่แย่ที่สุดที่ผมเคยได้ยินเลยล่ะ ผมคิดว่าคุณเฟอร์กัสต้องไปเจออะไรสักอย่างมาเป็นแน่ ผมก้มลงมองรอยแดงที่ข้อมืออีกครั้ง ถ้ามันจะเป็นไปตามสิ่งที่ผมคิดอยู่ในใจ “คุณเฟอร์กัสเห็นเงาใช่ไหมครับ” คำพูดของผมที่โพล่งออกไปเรียกสายตาทุกคู่ในร้านกาแฟให้หันมามอง ผมได้แต่เพียงทำหน้าแหยๆ แต่ก็สังเกตเห็นตาที่เบิกกว้างของคนดูแลประภาคารได้

เป็นคุณนายโซเฟียอีกคนที่หันมาเข้าร่วมบทสนทนานี้ และเธอเป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้น “เงา...งั้นหรือ เบน เธอพูดเรื่องอะไรกันน่ะ”

“เงา...เงา...หรือจะหมายถึงเงาประหลาดที่คุณริชาร์ดเจอก่อนตาย” และตามมาด้วยคุณโรเบิร์ต

“ชะ...ใช่ครับ”

“เงาประหลาด...ลึกลับ...ไร้สาระ...เหลวไหลทั้งเพ”

นี่ไม่ใช่คำพูดจากใครที่อยู่ในร้านกาแฟ หากเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอีกครั้งที่เกิดขึ้น เมื่ออเล็กซ์เดินเข้ามาภายในร้านอย่างที่ไม่มีใครคาดหมายไว้ เขาพูดต่อว่า “ใครจะเป็นอะไรฉันไม่สนหรอกนะ แต่เรื่องเงาเนี่ยขอล่ะ ฉันล่ะเกลียดเรื่องงมงายพวกนี้เป็นที่สุด”

“ทำไมนายไม่อยู่ที่ร้าน คิดอู้งานหรือไง” คุณโรเบิร์ตถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์

“อย่ามองฉันเป็นคนแบบนั้นสิ คุณโรเบิร์ต คิดว่าฉันพิสมัยอากาศข้างนอกนี้มากหรือไง ก็แค่ออกมาหาของกินนิดหน่อยเท่านั้นเอง แล้วบังเอิญได้ยินพวกคุณคุยกัน”

“ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ”

เหมือนบทสนทนาจะถูกหยุดลงชั่วคราว ทุกคนต่างมองอเล็กซ์ตาค้าง การที่เขามาอยู่ในที่นี้หรือข้างนอกนี่ ย่อมเป็นสิ่งผิดปกติ มันคือเรื่องประหลาดใจเรื่องที่สองของวัน ใครๆก็รู้ว่าอเล็กซ์นิสัยยังไง เขาไม่มีวันออกมาเดินข้างนอกในสภาพภูมิอากาศอย่างนี้แน่

เมื่ออเล็กซ์สั่งกาแฟกับพายสตอร์เบอร์รี่เสร็จสรรพ เขาก็สังเกตเห็นสายตาที่จ้องมองมา “ทำไมทุกคนมองฉันราวกับฉันเป็นตัวประหลาดอะไรอย่างนั้นน่ะ ฉันก็คนนะ หิวเป็นเหมือนกัน” อเล็กซ์ว่า และทุกคนยังคงมองเขาไม่วางตา แม้แต่ผม อเล็กซ์ยิ้มออกมานิดๆ เหมือนจะชอบที่ตนเองสามารถสร้างความรู้สึกเหล่านี้แก่ทุกคนได้ และทันทีที่อาหารว่างยามเช้าหมดลง “อืม คุณเฟอร์กัสเป็นอะไรไปน่ะครับ เห็นเงียบๆซึมๆมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว หรือเป็นคุณกันที่เห็นเงานั่น”

ผมหันไปมองคุณเฟอร์กัส และเห็นเขาพยักหน้าเล็กน้อย ดูเหมือนคนอื่นจะสังเกตเห็นการกระทำนั้นเช่นกัน

“แปลว่าคุณเฟอร์กัส...เห็นมันจริงๆอย่างนั้นหรือครับ” ผมเผลอพูดออกไป คุณเฟอร์กัสหันมามองผม ก่อนจะกวาดสายตาไปมองทุกคน แล้วขมวดคิ้วขณะพูด

“ชะ...ใช่ ฉันเห็นมัน เมื่อวานตอนเย็น คือ ฉันอธิบายไม่ถูก ตอนแรกฉันรู้สึกเหมือนว่ามีคนเดินตามหลังมาตลอดเวลา และพอฉันหันกลับไปก็ไม่มีใคร แต่พอฉันกลับไปถึงประภาคาร ฉันเห็นใครบางคนมองขึ้นมาจากข้างนอก รู้สึกตัวอีกที ก็เหมือนมีใครอยู่ภายในประภาคารกับฉันแล้ว...คือ มันเป็นเงา ฉันไม่เห็นร่างหรอก แต่นั่นทำให้ฉันกังวล”

ทุกคนเงียบกริบกับความที่ได้ฟังนั้น มีเพียงเสียงลมหายใจที่ดังถี่ แม้แต่อเล็กซ์ที่น่าจะพูดจาหยามเหยียดโต้กลับก็ไม่ได้พูดอะไร

“คุณ...คุณกังวลว่าจะพบชะตากรรมเดียวกับริชาร์ดใช่ไหม คุณเฟอร์กัส” คุณโรเบิร์ตเอ่ยเสียงแผ่ว พร้อมกับการพยักหน้าตอบรับช้าๆของคนดูแลประภาคาร

“คนในหมู่บ้านนี้ชักจะเพี้ยนไปกันใหญ่แล้วสิ” อเล็กซ์พูดขึ้น “เงาลึกลับ...สัญญาณบอกเหตุการณ์ก่อนตาย บ้าไปแล้ว เพ้อเจ้อกันหมดทุกคน”

ผมมองอเล็กซ์ มันเป็นนิสัยปกติของเขาอยู่แล้วสำหรับความคิดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ผมก้มลงมองรอยแดงที่ข้อมืออีกครั้ง เรื่องนี้ยังคงไม่มีใครรู้ ผมกลับไปมองอเล็กซ์อีกครั้ง และเห็นเขากำลังเดินออกจากร้านไป พลางเฝ้าคิด หรือเราจะคิดไปเองกันนะ มันคือความไม่แน่ใจสักเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่า เสมียนหนุ่มดูแปลกๆ

อเล็กซ์เกลียดอากาศข้างนอกร้านหนังสือจะตายไป

V

ความกดอากาศสูงที่สูง ทำให้อุณหภูมิต่ำตลอดทั้งวันในฤดูใบไม้ร่วงเรื่อยไปจนถึงฤดูหนาว แม้กระทั่งตอนกลางวันก็ไม่ได้ดีไปกว่าตอนเช้ามากสักเท่าไหร่ โชคดีที่ช่วงบ่ายผมมีเรียนกับครูไบรอันที่บ้าน จึงไม่ต้องเผชิญอาการเย็นชื้นข้างนอก

ครูไบรอันนั้นเป็นอาจารย์ที่แม่ของผมจ้างมาจากในตัวเมือง เขาเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี และเป็นครูที่ดีมาก เพียงแต่มีรสนิยมที่แปลกประหลาดไปเสียหน่อย ครึ่งหนึ่งเขาเคยพูดกับผมว่า เขาจะย้ายบ้านมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ เพราะเขาชอบอากาศของที่นี่มาก เขาเกลียดเครื่องทำความร้อนทุกรูปแบบ

จนถึงตอนนี้ ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า หมู่บ้านของผมมีอะไรให้น่าพิสมัยนัก

“คริสโตเฟอร์ วันนี้เราจะมาเรียนเรื่องอิทธิพลของวรรณกรรมต่อสังคมกัน” ครูไบรอันกล่าวในคาบเรียนวันนั้น “วรรณกรรมที่ฉันอยากจะแนะนำแก่เธอวันนี้เป็นวรรณกรรมเรื่องสั้น นั่นคือเรื่อง ราโชม่อน วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นวรรณกรรมญี่ปุ่นที่ เธอน่าจะรู้จักดี”

“ผมไม่ชอบเรื่องนี้ มันมีแต่...เรื่องโกหก”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันก็แสดงให้เห็นว่า เธอพอจะเข้าใจเรื่องนี้แล้วว่า สังคมในปัจจุบันนั้นมีทั้งเรื่องจริงและเรื่องโกหก ดังนั้นเธอจึงต้องเรียนรู้วิธีที่จะ...” ครูไบรอันเริ่มร่ายยาวตามแบบฉบับการสอนของเขา นั่นทำให้ผมรู้สึกเบื่อหน่ายมากไม่น้อย คำพูดต่างๆของเขาไม่เข้าหูผมเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งเขาถามขึ้นมาว่า “...เอาล่ะ ฉันจะขอทบทวนความจำเธอเสียหน่อย บอกฉันมาสิว่า ริวโนะซุเกะต้องการจะสื่ออะไรให้คนอ่านได้รับรู้”

ผมบอกได้ว่า ผมไม่รู้ และไม่คิดอยากจะรู้ด้วย ในหัวผมตอนนี้ไม่ได้จดจ่ออยู่ที่เนื้อหาของบทเรียนเลย กลับมีแต่เรื่องเงาและเรื่องของอเล็กซ์ให้คิดไม่ตกมากกว่า

“ว่าไงล่ะ” ครูไบรอันกระทุ้งถาม

ผมตอบกลับไปว่า “ผมไม่รู้ครับ”

“ไม่เป็นไร ถ้างั้นจำให้ได้ล่ะ ริวโนะซุเกะได้แฝงข้อคิดไว้ในเรื่องราโชม่อน เขาต้องการบอกว่า เวลาจะตัดสินอะไร อย่ามองความด้านเดียว แต่ให้ศึกษาจากหลักฐาน และพยานแวดล้อม มากกว่าการตัดสินความแต่ฝ่ายเดียว พอจะจำได้ไหม”

เป็นอีกครั้งที่ผมไม่ได้ยินว่าครูไบรอันพูดอะไร ผมหันกลบมาหาเขา “เมื่อครู่นี้ ครูว่ายังไงนะครับ”

“ฉันว่า...วันนี้เราพอแค่นี้กันก่อนดีกว่า เห็นด้วยไหม คริสโตเฟอร์” ครูไบรอันเอ่ย สีหน้าและน้ำเสียงของเขาแลเป็นห่วงผม จนผมรู้สึกผิดที่ไม่ได้ตั้งใจฟังในสิ่งที่เขาสอนให้ดี แล้วครูไบรอันก็พูดกับผมต่อว่า “สีหน้าของเธอดูไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่นะ ไม่สบายงั้นหรือ”

“ปะ...เปล่าครับ ไม่เป็นไร ผมสบายดี” ผมยกมือขึ้นมาเป็นเชิงว่า ไม่เป็นอะไรจริงๆ

“เอ๋ ข้อมือเธอแดงนี่ ไปโดนอะไรมาน่ะ”

ผมรีบเก็บมือขวาลง ผมไม่แน่ใจนักว่า หากเล่าถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังกังวลใจอยู่นั้น ครูไบรอันจะเชื่อหรือเปล่า เขาอาจจะไม่เชื่อ และว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระอีกคนก็เป็นได้ “ก็...ก็แค่ รอย...รอยช้ำน่ะครับ สงสัยผมคงนอนทับแขนตัวเอง” ผมตอบออกไป และเพิ่งรู้สึกตัวว่า มันช่างเป็นคำโกหกที่ไม่เนียนเอาซะเลย

“งั้นหรือ...” ครูไบรอันลุกขึ้นยืนจากโต๊ะ “...ถ้าเธอไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยล่ะ” เขายีหัวผมเล็กน้อยด้วยความเอ็นดู “ฉันไปล่ะ”

“ขอให้เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพนะครับ” ผมตะโกนไล่หลังไป เมื่อครูไบรอันกำลังออกจากบ้าน และแล้วบ้านก็ตกอยู่ในภาวะเงียบสงบอีกครั้ง ผมก้มลงมองดูที่ข้อมือ และผมก็คิดอะไรบางอย่างออก

บางที...การอยู่เงียบเอาไว้ก็ไม่ช่วยอะไร

บางที...การพูดคุยกับใครสักคน อาจจะดีกว่า

ในบ่ายแก่ๆวันนั้น ผมตัดสินใจออกจากบ้านไป เมื่อเห็นว่าแม่ยังไม่กลับมาสักที ผมตัดสินใจที่จะไปพูดเรื่องรอยมือที่ข้อมือของผมกับใครสักคน คุณอาจจะคิดว่า คนคนนั้นอาจจะเป็นครูไบรอัน หรืออาจจะเป็นคุณหมอนาริช แต่ทิศทางการเดินของผมนั้นมุ่งตรงไปทางทะเลสาบ มุ่งตรงไปยังภัตตาคาร ผมว่า ณ เวลานี้ คุณเฟอร์กัสคงต้องการเพื่อนคุย

 ประภาคารหลังเก่าตั้งสูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า การที่ไม่ค่อยได้รับความดูแลมากนัก ทำให้มันดูเก่าและน่ากลัว นอกจากนี้ยังมีเถาไม้เลื้อยมันเต็มไปหมด หน้าต่างที่ล้อมรอบตัวประภาคารดูราวกับดวงตา ทุกครั้งที่ผมมาที่นี่มักรู้สึกเหมือนกำลังถูกใครจ้องมองทุกครั้งไป ผมเคาะประตูไม้สีแดง ทว่าไม่มีใครออกมาเปิดหรือเสียงตอบรับอันใด

ผมตัดสินใจเคาะประตูอีกรอบ เป็นที่น่าสงสัย กิจวัตรประจำวันของคุณเฟอร์กัสก็แทบไม่มีอะไรเลยนอกจากเฝ้าประภาคารและสำรวจทะเลสาบ และเห็นได้ชัด ประภาคารไม่ได้ล็อก นั่นแปลว่า ต้องมีคนอยู่ข้างใน

ผมเปิดประตูเข้าไป กลิ่นฉุนของสาหร่ายและปลาพุ่งทะลวงออกมาก่อนเป็นอย่างแรก “ขออนุญาตนะครับ” ผมร้องพูดออกไปท่ามกลางความมืดสลัวๆภายในตัวประภาคาร (แสงจากข้างนอกแทบไม่ได้ช่วยให้ที่นี่สว่างขึ้นเลย) ทำไมคุณเฟอร์กัสไม่เปิดไฟหรือจุดตะเกียงกันนะ ผมสงสัย ก่อนจะควานหาสวิตซ์ไฟตามผนัง แล้วเปิดมัน

ต้องใช้เวลาอยู่หลายวินาทีเลยทีเดียว กว่าหลอดไฟเพียงดวงเดียวในประภาคารจะติด มันกระพริบและติดๆดับไปมา เสียงไฟฟ้ากระตุกดังแทรกเข้ามาบ้างเล็กน้อย แสงสว่างที่เกิดขึ้นไม่ได้ช่วยให้การมองเห็นทัศนียภาพดูดีขึ้นสักเท่าไหร่ แต่ก็พอจะมองเห็นว่า ที่ชั้นหนึ่งนี้ไม่มีใครอยู่เลย คุณเฟอร์กัสมิได้อยู่ที่โต๊ะทำงาน ผมเงยหน้ามองขึ้นไปข้างบน บันไดเวียนหมุนวันอยู่ประมาณสามสี่รอบแนบชิดตัวประภาคาร และที่ชั้นบนสุดก็มืดมากเสียจนมองไม่เห็นอะไร ต้องขอยอมรับเลยว่า ผมไม่เคยขึ้นบันไดนี้เลยแม้สักครั้งในชีวิต แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้ ผมถึงคิดที่จะเดินขึ้นไป

แต่ละก้าวที่เหยียบลงบันไดแต่ละขั้นจะเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดขึ้นเสมอ ขณะที่กำลังเดินขึ้นไปนั้น ผมก็เดินผ่านหน้าต่างประภาคาร กระจกบางบานที่ขุ่นมัวทำให้มองออกไปเห็นข้างนอกได้ไม่ชัดสักเท่าไหร่นัก แต่บางบานก็ยังดูใหม่ ผมมองเห็นอีกฝั่งหนึ่งของทะเลสาบ และมองเห็นตัวเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน เมื่อใกล้มาถึงชั้นบนสุดของประภาคาร

ชั้นบนสุดของประภาคารเป็นเพียงเพิงไม้เล็กๆที่มีข้าวของวางระเกะระกะ ความจริงแล้ว มันยังมีบันไดลิงให้เราปีนต่อเพื่อขึ้นไปยังดาดฟ้า ผมก็ปีนขึ้นไป และเปิดประตูหนักอึ้งเหนือหัว

เคยมีคนพูดไว้ว่า ‘จงเสียใจเพราะสิ่งที่ได้ทำลงไป ดีกว่ามาเสียใจเพราะเราไม่ได้ทำมัน’ ในตอนนี้ ผมคิดว่า คำพูดนั้นออกจะผิดเพี้ยนไปอยู่เสียหน่อย บางครั้ง...ผมก็อยากจะเสียใจถ้าไม่ได้ทำอะไรเลย ผมมองดูสปอร์ตไลท์ที่ถูกเปิดทิ้งไว้ ลำแสงของมันตกลงกระทบกับพื้นดาดฟ้า

บางครั้ง...ผมไม่น่าขึ้นมาบนดาดฟ้าประภาคารแห่งนี้เลย

แสงไฟส่องต้องกระทบกับใครคนหนึ่งที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นดาดฟ้า ทว่าไม่ต้องบอกก็รู้ว่านั่นคือ คุณเฟอร์กัสเป็นแน่ ผมเดินเข้าไปหาเขา สังหรณ์ใจแปลกๆว่าจะต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ใบหน้าของผู้ดูแลประภาคารเบิกกว้าง กว่าที่ผมจะทันได้คิดอะไร ก็พบว่า คุณเฟอร์กันได้จากเราไปแล้ว

“คุณเฟอร์กัสครับ” ผมเรียกชื่อเขาเบาๆอย่างไร้ความหมาย ผมรู้สึกอยากจะอาเจียนขึ้นมาอยู่รอมร่อ

ผมใช้เวลานานอยู่หลายนาทีกว่าจะตั้งสติได้ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ มีคนตายอีกแล้ว และสองคนที่ตายไปล้วนบอกว่าเคยเห็นเงามาด้วยกันทั้งสิ้น! มันไม่ใช่เรื่องปกติอย่างแน่นอน

“หลับให้สบายนะครับ” ผมใช้มือปิดเปลือกตาให้คุณเฟอร์กัสเบาๆ และไม่รู้เพราะอะไร ผมตัดสินใจที่จะพลิกตัวคุณเฟอร์กัสหงายหน้าขึ้นมา ก่อนที่ผมจะสังเกตเห็นว่า มือขวาของเขานั้นกุมอยู่ที่หน้าอกแน่น แต่ที่ผมรู้สึกตกตะลึงมากก็คือ ข้อมือขวาของเขามีรอยแดงอยู่ เป็นรอยที่เกิดจากการถูกกำข้อมือแบบเดียวกับผม และมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ขณะที่กำลังตกตะลึงอยู่นั้นเอง สายตาของผมเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง พูดให้ถูกก็คือ แสงจากสปอร์ตไลท์ส่องไปลงตรงนั้นพอดี

มันเป็นรอยเท้า รอยเท้าที่เกิดจากรองเท้าบู๊ต และแต่คุณเฟอร์กัสไม่ได้สวมรองเท้าบู๊ต!

และแล้วสิ่งที่ครูไบรอันสอนก็แวบเข้ามาในหัวของผม

เวลาจะตัดสินอะไร อย่ามองความด้านเดียว แต่ให้ศึกษาจากหลักฐาน และพยานแวดล้อม มากกว่าการตัดสินความแต่ฝ่ายเดียว

ผมกวาดสายตาไปโดยรอบ เผื่อจะพบเบาะแสอะไรเพิ่มมากขึ้น ที่ผมเห็นก็คือ ขวดเหล้าสาเกที่วางอยู่ข้างๆสปอร์ตไลท์ และใกล้ตัวคุณเฟอร์กัส ผมเห็นแก้วที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยบนพื้น ของเหลวที่ยังเหลืออยู่ปริ่มนองบริเวณนั้น

ผมออกจากประภาคารไปเมื่อเข้าสู่ช่วงเย็นแล้ว หมอกเริ่มลงจัด อาการเริ่มเย็นขึ้น แต่ใจยังคงร้อนรุ่ม ข่าวการเสียชีวิตของผู้ดูแลประภาคารยังไม่มีใครทราบ

จุดหมายคราวนี้ของผมอยู่ที่ร้านกาแฟของคุณสเตฟาน หากมีวงสนทนายามเช้า วงสนทนายามเย็นก็คงจะไม่มีไม่ได้ เมื่อผมไปถึงที่นั่นก็พบว่า ร้านแน่นขนัดไปด้วยลูกค้าทั้งหมดแล้ว ด้วยความแปลกใจยิ่งกว่า ผมพบแม่ของผมอยู่ที่ร้านนี้ด้วย

“ว่าไงเบน”

“สวัสดียามเย็น เบน”

“ใกล้ค่ำแล้ว ยังไม่กลับบ้านอีกหรือ”

เกือบทุกคนทักผมขึ้น เมื่อเห็นผม ผมยิ้มรับนิดๆ แต่ไม่ตอบความอันใด

“คริสโตเฟอร์...ลูกมาทำอะไรที่นี่” แม่ของผมพูดขึ้นทันทีที่ผมเดินไปหา “ลูกน่าจะอยู่ที่บ้านนะ เดี๋ยวก็ไม่สบายกันพอดี”

“ผมไม่เป็นไรหรอกครับ ผมมีบางเรื่องที่ต้องบอกทุกคน”

“ถ้าอย่างนั้น ลูกจะกลับเมื่อไหร่ก็บอกนะ เดี๋ยวแม่ไปส่ง คืนนี้แม่ไม่มีงาน ลูกทานอะไรมาหรือยังล่ะ”

“ผมไม่หิวครับ” ผมตอบกลับไป การที่แม่ไม่มีงานกะกลางคืน มันก็ดีอยู่หรอก แต่ตอนนี้ ผมมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องคิดถึง ผมเลือกที่จะแยกนั่งอีกโต๊ะแทนที่จะไปนั่งโต๊ะเดียวกับแม่และเพื่อนของเธอ ก่อนที่ผมจะได้ยินคุณโรเบิร์ตพูดขึ้นมาว่า “น่าแปลกนะ เย็นนี้ไม่เห็นคุณเฟอร์กัสมาที่ร้านเลย”

และเป็นคุณสเตฟานที่ตอบ “เมื่อตอนกลางวันเห็นเขาพูดว่าไม่ค่อยสบายเท่าไหร่น่ะ”

ผมขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่าบอกทุกคนเรื่องคุณเฟอร์กัสด้วยวิธีไหนดี

“งั้นหรือ เขายังกังวลเรื่องเงานั่นอีกหรือเนี่ย” คุณโรเบิร์ตว่า แล้วผมก็ตัดสินใจ การพูดตรงๆคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

“ทุกคนครับ!” ผมลุกขึ้นยืนและตะโกนออกมา บทสนทนาทุกบทชะงักลงในทันที ทุกคนหันมามองที่ผมเป็นสายตาเดียวกัน นั่นทำให้ใจผมเต็มโครมไม่เป็นจังหวะ “ผมมีข่าวร้ายบางอย่างจะมาบอก...” ความเงียบกลืนกินไปทั่วร้านกาแฟ “...เกี่ยวกับคุณเฟอร์กัส ทุกคนอาจจะไม่เชื่อ แต่เขา...ตายแล้ว” น้ำเสียงท่อนหลังแผ่วลง ผมเกือบจะกลืนคำพูดนั้นลงคอไป คำพูดของเด็กอย่างผมจะมีน้ำหนักสักแค่ไหนกันนะ

ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักใหญ่ และแม่ของผมก็เป็นคนแรกที่พูดขึ้น “ลูกพูดเพ้อเจ้ออะไรกันน่ะ”

“อย่าไปว่าเด็กเลย...คุณนายแอชย์ลีย์ บางที่สิ่งที่ลูกคุณพูดอาจจะเป็นความจริง” คุณโรเบิร์ตแย้งขึ้นมา “อาการของคุณเฟอร์กัสน่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงไม่ ผมว่าพวกเราน่าจะไปดูเขาหน่อย”

และเป็นคุณสเตฟานที่ออกมาพูดสนับสนุน “ใช่ อีกอย่าง เด็กโกหกไม่เป็นหรอก ใช่ไหม”

ผมทำได้แต่ยิ้มแหยๆให้แม่และขอโทษขอโพย แต่ผมก็ยังคงยืนยันกับเธอว่าเป็นเรื่องจริง และผมเห็นมากับตา เธอไม่พูดอะไร ทุกคนในร้านกาแฟได้ตกลงกันเดี๋ยวนั้นว่าจะไปประภาคารที่ทะเลสาบกันทั้งหมด เมื่อพวกเราเดินทางไปถึง ผมก็พบว่าตนเองลืมปิดไฟก่อนออกมา แต่นั่นคงไม่ใช่ปัญหา ปัญหาเดียวที่ทุกคน (นอกจากผม) เห็นในขณะนี้ก็คือ การไม่มีไฟส่องลงมาจากประภาคาร ทั้งที่เวลานี้ก็เรียกได้ว่าโพล้เพล้แล้ว

“เดี๋ยวผมจะไปดูให้เอง” คุณหมอนาริชเสนอตัวขึ้นมาในขณะนั้น

“ถ้างั้นผมขออาสาไปกับคุณหมอเอง” ไม่ใช่คุณโรเบิร์ต ไม่ใช่คุณสเตฟาน หากแต่เป็นอเล็กซ์ ถึงแม้ว่าร้านหนังสือจะปิดแล้ว แต่ก็ยังเป็นที่น่าแปลกใจอยู่ดีที่เขามาอยู่ที่นี่ และการแสดงความมีน้ำใจที่หาได้ยากของเขา ก็เป็นอะไรที่ผมไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง อเล็กซ์ยิ้มด้วยความพึงพอใจกับอารามนิ่งงันของทุกคนที่เกิดขึ้น

พวกเขาทั้งสองเข้าไปในประภาคาร พวกเราได้แต่ลุ้นรอด้วยใจระทึก ไม่นานนัก ผมก็ได้ยินเสียงอุทานของคุณหมอนอริชดังลงมาจากดาดฟ้า เวลาผ่านไปสิบนาทีได้ ประตูประภาคารจึงเปิดออกมาอีกครั้ง อเล็กซ์เป็นคนออกมาคนแรก ตามด้วยคุณหมอนอริช และคุณเฟอร์กัสที่อยู่บนหลัง

คุณหมอนอริชวางร่างของคุณเฟอร์กัสนอนลงกับพื้น พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า “ผมต้องขอแสดงความเสียใจกับทุกคนด้วยครับ คุณเฟอร์กัสได้ตายไปแล้วจริงๆ”

ผมทำได้แต่เพียงถอนลมหายใจออกมาเบาๆ เสียงอุทานดังขึ้นไปทั่วทุกคนที่อยู่ในที่นี้ แม่ของผมกอดผมไว้แน่น ดูเหมือนสิ่งที่ผมพูดออกไป หลายคนคงไม่นึกว่ามันจะเกิดขึ้น...จริงๆ คุณโรเบิร์ตถามขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน “ว่าแต่...คุณเฟอร์กัสตายเพราะอะไรงั้นหรือ คุณหมอ”

“หัวใจวายเฉียบพลันครับ”

“หัวใจวาย...งั้นหรือ”

“ใช่แล้ว คุณโรเบิร์ต” อเล็กซ์เอ่ยแทรกขึ้นมา “พวกเราเจอเจ้านี่อยู่บนดาดฟ้า” เขาชูขวดเหล้าที่ผมเห็นวางอยู่ข้างสปอร์ตไลท์ ถ้าคุณเฟอร์กัสเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว ก็ไม่สมควรที่จะดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ แต่เหล้าเพียงขวดเดียว มันมีสิทธิ์ทำให้หัวใจคนเราวายได้ง่ายขนาดไหนกัน

ผมได้ยินพวกผู้ใหญ่ปรึกษากันว่า จะนำร่างของคุณเฟอร์กัสไปไว้ที่โบสถ์ท้ายหมู่บ้านทันที ผมสังเกตเห็นสีหน้าของแต่ละคนดูกังวลและกลุ้มใจ ผมคิดว่า พวกเขาอาจจะเริ่มสังหรณ์ใจเหมือนกันแล้วว่า เงา...อาจจะมีจริง และพวกเขาคงกังวล ถ้าหากเป็นคนต่อไปที่เห็นมันเข้า และอาจจะลงเอยเช่นคุณริชาร์ดและคุณเฟอร์กัส

“กลับกันเถอะ” แม่ของผมเอ่ย สีหน้าของเธอก็ดูไม่สู้ดีสักเท่าไหร่นัก ผมต้องจำใจเดินตามไปเพื่อไม่ให้เธอเป็นห่วง ก่อนที่ผมจะเห็นอเล็กซ์ซึ่งเดินแยกออกมาเช่นกัน เขาไม่เหลียวหลังกลับมามองใคร เพียงแค่เดินตรงไป สิ่งหนึ่งที่ทำให้ใจผมหวั่นไหว

ผมเห็นอเล็กซ์ใส่รองเท้าบู๊ต บางทีผมอาจจะคิดไปเอง ไม่ได้มีแค่เพียงอเล็กซ์คนเดียวที่ใส่รองเท้าบู๊ตนี่นา

VI

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ความโศกเศร้าเสียใจทุกอย่างดูเหมือนจะทุเลาลงในระยะเวลาเพียงสองสัปดาห์ สองสัปดาห์ที่ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องร้ายหรือเรื่องดี งานศพของคุณริชาร์ดและคุณเฟอร์กัสถูกจัดขึ้นอย่างชื่นมื่น และเราก็ได้คนดูแลประภาคารคนใหม่

เขาชื่อว่า ริงเกอร์ วิลเทนสไตน์ ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆที่ดูจะไม่เอาอ่าวสักเท่าไหร่นัก และด้วยร่างกายผอมแห้งก็ดูจะไม่เหมาะสมกับงานนี้โดยสิ้นเชิง

ผมไม่ได้แวะไปแถวทะเลสาบและประภาคารอีกเลยตั้งแต่เกิดเหตุ ดูเหมือนทุกคนจะลืมเรื่องเงาไปเสียหมดสิ้น ยกเว้นที่ยังไม่เคยลืม และไม่อาจลืม สภาพของหมู่บ้านกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง และแม่ของผมก็กลับมาทำงานหามรุ่งหามค่ำอีกครั้งเช่นกัน และผมยังคงต้องใช้เวลาส่วนมากอยู่กับตัวเอง พร้อมเรื่องกังวลที่ค้างคาใจเรื่อยมา

รอยแดงที่ข้อมือ

มันยังไม่จางหายไป รอยช้ำบนข้อมือของผมดูชัดเจนดังเช่นวันแรกที่มันเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ฝันอะไรแบบนั้นอีกแล้วก็ตาม

เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ตัดสินใจไปหาคุณหมอนอริชที่คลินิก ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านผมนัก

“คงเป็นรอยช้ำธรรมดาน่ะ เวลาเธอนอน เธอชอบนอนทับมืออะไรอย่างนี้ใช่ไหมล่ะ” คุณหมอนอริชกล่าว ผมก็ได้แต่ถามกลับไปว่า แล้วทำไมมันไม่หายไปเสียที นี่ก็สองสัปดาห์ล่วงมาแล้ว เขาก็พูดต่อว่า “อืม...เธออาจจะนอนทับข้อมือเป็นประจำโดยไม่รู้ตัว แต่...ถ้าเธอกังวลมันมากล่ะก็ ฉันจะให้ยาทาไปนวด”

แต่ทว่ายาทาของคุณหมอนอริชก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากไปกว่าความรู้สึกเย็นๆร้อนๆที่ผิวหนังบริเวณข้อมือ เห็นได้ชัดว่า มันไม่ใช่รอยช้ำแบบที่คุณหมอว่าแน่ๆ

ช่วงเช้าวันนี้ผมมีเรียนวิชาคณิตศาสตร์กับครูไบรอัน และหลังจากเรียนเสร็จ ครูไบรอันก็ถามผมขึ้นมา “ข้อมือของเธอ...ยังไม่หายอีกงั้นหรอ”

“อ่า...เอ่อ...ยังครับ ก็อย่างที่เห็นนั่นล่ะ”

“งั้นรึ”

ผมสัมผัสได้ว่าท่าทีของครูไบรอันดูแปลกออกไป สีหน้าของเขาดูระแวดระวังและวิตกตลอดเวลา ความจริง ผมสังเกตอาการของเขามาได้สักพักแล้ว ขณะที่เขากำลังสอนผมอยู่นั้นก็ดูปกติดีหรอก แต่พอจะต้องกลับไปเท่านั้นล่ะ ครูไบรอันยืนนิ่งอยู่หน้าประตูบ้านนานเลยทีเดียว

“ครูครับ...ครูเป็นอะไรหรือเปล่า”

“ไม่มีอะไรหรอก แค่รู้สึก...ไม่สบายนิดหน่อยน่ะ” ครูไบรอันหลับตาลง มือของเขาจับอยู่ที่กลอนประตู เขาเปิดมัน ก่อนจะปิดกลับไป ครูไบรอันหันมามองผม “ให้ตายเถอะ คริสโตเฟอร์ ถ้าฉันบอกว่า ไม่เป็นไร ก็คงจะเป็นการโกหกสินะ เอาล่ะ...ฉันมีอะไรจะให้เธอดู”

แล้วครูไบรอันก็ถกแขนเสื้อเชิ้ตของเขาขึ้น ก่อนจะยื่นมือขวามาตรงหน้าผม สิ่งที่ผมเห็นนั้นทำให้ผมร้องอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว ผมเบิกตากว้าง “โอ้ตายล่ะ...” ผมคิดว่าคุณคงจะเดาได้ว่าสิ่งที่ผมเห็นคืออะไร

รอยช้ำสีแดงที่เหมือนมีคนมาบีบข้อมือไว้

แบบเดียวกับผม

“ฉันกลัวมากเลยคริสโตเฟอร์ ฉันได้ยินข่าวการตายที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านนี้แล้ว และขอบอกตามตรงว่า ฉันรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย” ครูไบรอันสารภาพ “...บอกฉันหน่อยสิไบรอัน” จู่ๆครูไบรอันก็เข้ามาจับไหล่ผมไว้ และบีบมันแน่นเสียจน ผมรู้สึกกลัวตาม “...ว่าเธอเห็นอะไรบนตัวคุณเฟอร์กัสบ้าง อย่างเช่น รอยช้ำนี่”

มือของครูไบรอันนั้นสั่น และผมเริ่มรู้สึกเจ็บ แต่ก็ร้องไม่ออก จนกระทั่งเขาเริ่มร็สึกตัวจึงคลายมือออกจากไหล่ของผม พร้อมเอ่ยขอโทษเบาๆ ถึงกระนั้นผมก็ไม่รู้จะตอบคำถามนี้ยังไงดี ไม่ว่าจะตอบยังไง ก็มีแต่ผลลัพธ์ที่เป็นลบ

“ผม...” คำพูดทุกคำติดอยู่ที่คอ ผมลังเลใจเป็นอย่างมาก หากผมตอบกลับไปว่า เห็น...ก็คงจะทำให้ครูไบรอันกังวลมากกว่าเดิม แต่ถ้าบอกว่า ไม่เห็น...ก็ไม่มีทางที่เขาจะหายข้องใจ “...เอาล่ะครับ ใช่ครับ ผมเห็นมันบนข้อมือคุณเฟอร์กัสเช่นกัน”

หากผลที่เกิดขึ้นมันกลับตรงกันข้าม สีหน้าของครูไบรอันดูดีขึ้น เขาพูดว่า “ฉันมีอีกเรื่องจะสารภาพ”

“ครับ”

“ฉันว่าฉันเห็น...เงา...ล่ะ”

ผมไม่รู้ว่า เวลานี้ควรจะทำสีหน้าเช่นไรดี และแม้ครูไบรอันจะพูดเช่นนั้น แต่เขาก็ยังคงทำสีหน้าเหมือนเดิม หรือบางทีคงไม่มีอะไรให้น่าตื่นตกใจมากกว่านี้แล้วล่ะ “แล้ว...เพราะอะไรครูถึงมาบอกเรื่องนี้กับผมล่ะครับ”

“ฉัน...ฉัน...ฉันคิดว่าเราน่าจะอยู่ในชะตาเดียวกัน บางทีมันอาจจะเป็นคำสาป”

ผมไม่ได้พูดอะไร ความจริง ผมก็คิดอยู่เหมือนกันว่า นี่มันอาจจะเป็นคำสาป การที่คุณเฟอร์กัสมีรอยช้ำที่มือ นั่นคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไหนจะครูไบรอันที่มีเหมือนกันอีก แล้วถ้าคุณริชาร์ดเกิดมีรอยช้ำเช่นกันล่ะ แต่สาเหตุการตายของคนทั้งสองก็ดูจะสมเหตุสมผลกันดี

คุณริชาร์ดเป็นคนดื่มเหล้าจัด ไม่น่าแปลกใจนักที่จะเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง

คุณเฟอร์กัสเป็นโรคหัวใจ และการที่ดื่มเหล้าเช่นนั้น ก็มีสิทธิ์ทำให้หัวใจวายได้

แต่ครูไบรอัน...ผมนึกไม่ออกว่า เขาจะมีเหตุผลอะไรให้ถึงแก่ความตาย ร่างกายก็ดูจะสมบูรณ์พร้อม และนิสัยที่ดูเป็นคนระมัดระวังตัวด้วยแล้ว

“นี่คริสโตเฟอร์...ช่วยพาฉันไปร้านหนังสือหน่อยสิ”

คำพูดของครูไบรอันดึงผมออกมาจากภวังค์ และคำขอของเขาทำเอาผมชะงักไปครู่หนึ่งเลยทีเดียว

VII

กรุ๊ง กริ๊ง

เสียงกระดิ่งหน้าประตูร้านหนังสือดังขึ้นเช่นทุกครั้ง เพียงแต่คราวนี้อเล็กซ์หันมามองว่าลูกค้าของเขาคือใคร “นี่มัน เบนผู้สอดรู้สอดเห็นกับครูคนเมืองของเขานี่” อเล็กซ์พูด เมื่อพวกเราสองคนเปิดประตูเข้ามาแล้ว ในมือของเขามีหนังสือพิมพ์เก่าๆอยู่ฉบับหนึ่ง

“ครูจะมาทำอะไรที่ร้านหนังสือกันน่ะครับ” ผมถาม เพราะครูไบรอันไม่ได้พูดอะไรเลยตลอดการเดินทางมาที่นี่

“ฉันมาค้นหาความจริงน่ะสิ”

“ความจริงก็อยู่ตรงหน้าคุณทั้งหมดนั่นแหละ” อเล็กซ์พูดแทรกขึ้นมาตามนิสัย เขาทำท่าวาดมือในอากาศชี้ไปยังหนังสือต่างๆในร้าน “คุณอยากหาเรื่องอะไรล่ะ ถามมาได้ เดี๋ยวผมบอก แต่ว่า...ถ้าคุณจะหาหนังสืออะไร ทำไมไม่ไปหาซื้อเอาในเมืองจะง่ายกว่าหรือเปล่า คุณไม่เห็นจำเป็นต้องถ่อมาถึงที่นี่เลยนี่”

“เอ่อ...ฉันลองหาแล้วล่ะ แต่มันไม่มี”

“ถ้าอย่างนั้น คุณจะหาเรื่องอะไร”

ครูไบรอันมองหน้าผมแวบหนึ่งก่อนตอบ “ฉันอยากได้หนังสือที่มีเรื่องราวหรือตำนานอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับเงา”

อเล็กซ์นิ่งเงียบไปพักใหญ่ เขามองหน้าครูไบรอันโดยไม่กระพริบตา ก่อนที่จะหัวเราะออกมาเสียงดังทีเดียว “ฮ่าๆๆๆ ยังจะมีคนเชื่อเรื่องพวกนี้อีกหรือเนี่ย ให้ตายเถอะ เรื่องไร้สาระอย่างนั้นไม่มีหรอก”

“นายแน่ใจงั้นหรือ” ครูไบรอันถามกลับไป

“ฉันบอกแล้วว่า ที่นี่มีแต่ความจริง อะไรที่ไม่ใช่ความจริง ฉันไม่สนใจหรอก” แล้วอเล็กซ์ก็ทำทีว่าจะกลับไปอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ ถ้าไม่ใช่ว่าจู่ๆผมก็เกิดความคิดแผลงๆ แล้วโพล่งออกมา

“มันจะไม่ใช่ความจริงได้ไงกัน ก็เห็นๆอยู่ว่าคุณริชาร์ดกับคุณเฟอร์กัสเจออะไรมา”

อเล็กซ์กลอกตาไปมาแสดงท่าทางล้อเลียน “คุณริชาร์ดกับคุณเฟอร์กัสงั้นหรือ” เขาโน้มตัวลงมาจากเคาว์เตอร์และมองผม “มันเป็นสัจธรรมต่างหาก คนที่มัวแต่เพ้อเจ้อก็มักจะเจออะไรแบบนี้ล่ะ ฮ่าๆๆๆ” ก่อนจะจบด้วยการหัวเราะครืนเยาะเย้ยอีกฝ่ายเช่นเคย

“ฉันว่า เราไปกันเถอะ คริสโตเฟอร์” ครูไบรอันว่า พวกเราจึงเดินออกจากร้านหนังสือไปในเวลาไม่นาน ผมไม่รู้ว่า อเล็กซ์มองตามมาหรือเปล่า แต่ผมเชื่อว่า เขาจะต้องมีความลับอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในตัวแน่นอน

“แล้วครูจะไปที่ไหนต่อล่ะครับ”

“ประภาคาร”

ผมไม่รู้ว่าครูไบรอันคิดยังไงถึงอยากจะไปที่นั่น และไม่เห็นว่าประภาคารจะมีสิ่งใดที่เขาต้องการค้นหา ถึงกระนั้น ผมก็ตัดสินใจที่จะเดินมาด้วย นั่นเพราะผมเห็นว่าสภาพจิตใจของครูไบรอันไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก หรืออาจจะเป็นเพราะในเวลานี้ ผมไม่อยากจะอยู่คนเดียวสักเท่าไหร่

เวลานี้ยังคงเป็นเวลาเช้าอยู่ และแม้พระอาทิตย์จะขึ้นมาได้สูงพอสมควรแล้วก็ตาม หมอกก็ยังมีเยอะมากอยู่ดี เมื่อพวกเรามายืนอยู่หน้าประภาคาร ผมจึงถาม “ครูมาทำอะไรที่นี่อย่างนั้นหรือครับ”

“เธอเชื่อเรื่องเงาหรือเปล่าล่ะ” ทว่าครูไบรอันกลับถามคำถามกลับมา ผมไม่ได้ตอบความอันใดกลับไป “เธอยังจำเรื่องที่ฉันเคยสอนไปได้ไหม เรื่อง ราโชม่อน น่ะ” เขาพูดต่อ “อย่าตัดสินอะไรเพียงด้านเดียว เราควรตัดสินจากพยานและหลักฐาน”

“อย่าบอกนะครับว่า...”

“ใช่ ฉันจะมาหาหลักฐาน”

นี่เป็นเรื่องที่บ้าที่สุดที่เกิดขึ้นในสัปดาห์เลยก็ว่าได้ ผมเดาออกว่าครูไบรอันคิดจะหาหลักฐานสำหรับอะไร

นาทีนั้นเอง ประตูประภาคารก็เปิดออก ริงเกอร์ วิลเทนสไตน์ ผู้ดูแลประภาคารคนใหม่เดินออกมาอย่างไร้เรี่ยวแรง เขาหยิบพวงกุญแจที่มีกุญแจคล้องอยู่นับสิบดอกมาดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลงกลอนล็อกประตูไป ดูท่าแผนการของครูไบรอันจะล้มตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มซะแล้ว

“ขอโทษนะ” ครูไบรอันเดินเข้าไปหาคุณริงเกอร์ “นายจะไปไหนอย่างนั้นหรือ”

“หือ คุณเป็นใครกันน่ะ แล้วเมื่อกี้นี้คุณถามผมว่าอะไรนะ” คุณริงเกอร์ตอบกลับมา สีหน้าของเขาดูเบื่อทุกสิ่งในโลกนี้โดยสิ้นเชิง

“ฉันถามว่า นายจะไปไหนกัน”

“ถามแปลกนะ ผมจะไปหาอะไรกินน่ะสิ ผมก็คนเหมือนกันนั่นล่ะ แล้วคุณมาทำอะไรที่นี่กันล่ะ”

“ฉัน...ฉันอยากจะเข้าไปดูประภาคารหน่อยน่ะ”

“ประภาคารไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่ใครต่อใครจะเข้าออกได้ตามใจชอบหรอกนะ แถมช่วงเวลากลางวัน มันก็ปิดทำการด้วย ผมขอตัวก่อนล่ะ”

คุณริงเกอร์เดินลากเท้าอาดๆจากไป “ครูครับ” ผมตัดสินใจพูดขึ้นมาหลังจากนั้น “ผมว่าครูไม่พบอะไรที่นี่หรอก ใครๆก็รู้อยู่ว่าคุณเฟอร์กัสตายเพราะโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ผมอยากให้ครูย้ำนะครับว่า ครูเคยเห็นเงานั่นจริงๆ”

ครูไบรอันมองผม ก่อนที่เขาจะเอามือปิดหน้าและร้องโฮออกมา การที่จู่ๆครูไบรอันก็ร้องไห้นั้น เล่นเอาผมทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน และผมเพิ่งรู้เดี๋ยวนั้นเองว่า ตลอดเวลาตั้งแต่ที่เขาเปิดเผยเรื่องรอยช้ำที่ข้อมือกับผมนั้น เขาอดกลั้นความหวาดกลัวเอาไว้

“ฉัน...ใช่ ฉันเห็นมัน แม้จะไม่ชัดเจน แต่ฉันคิดว่าต้องเป็นมันแน่ๆ” ผมไม่เคยเห็นครูไบรอันเป็นแบบนี้มาก่อน “ฉันกลัวจริงๆ ฉันยังไม่อยากตาย...”

“มัน...มันคงไม่มีอะไรหรอกครับ” ผมอดที่จะหวั่นไปพร้อมกับเขาไม่ได้ ถึงแม้ผมจะยังไม่เคยเห็นเงาที่ว่านั่นก็ตามที

ต้องใช้เวลาพักใหญ่เลยทีเดียวกว่าครูไบรอันจะสงบสติอารมณ์ลงได้ “ขอโทษนะที่แสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็นซะงั้น” เขาพูด “ฉันว่า ฉันขอกลับก่อนจะดีกว่า โชคดีล่ะ คริสโตเฟอร์”

ผมมองไล่ตามหลังครูไบรอันไป เขาเดินไปทางประภาคาร แล้วเมื่อเขาลับมุมประภาคารหายไป ผมจึงเริ่มเดินเช่นกัน ขณะที่เดินไปนั้นเอง ในหัวผมเอาแต่คิดเรื่องแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งมวล บางคนอาจจะคิดว่า นี่ไม่ใช่เรื่องที่เด็กอย่างผมควรมายุ่ง มันอาจจะเป็นอย่างนั้น หรืออาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้

ผมใช้เวลาเดินไปถึงร้านกาแฟของคุณสเตฟานไม่นานนัก และอาจจะเป็นความบังเอิญ ผมกลับมาเจอคุณริงเกอร์ที่นี่พอดี เขานั่งจิบกาแฟอยู่คนเดียว พูดให้ถูกคือ เขาเป็นลูกค้าคนเดียวในร้านเวลานี้ ดูเขาจะไม่ได้สนใจผมเท่าไหร่นัก จนกระทั่งผมพูดขึ้น

“คุณริงเกอร์...ไหนคุณบอกว่าคุณหิวข้าวไงครับ” ผมถามไป

“หายอยากแล้ว” เขาตอบความสั้นๆ

“ความจริงแล้ว เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่คุณควรจะออกมานั่งชิวชิมกาแฟนะ”

“เฮ้อ จะให้ฉันดื่มกาแฟคนเดียวอย่างสงบๆไม่ได้งั้นหรือเนี่ย” คุณริงเกอร์ว่า เขาวางถ้วยกาแฟในมือลง ทั้งๆที่มันยังเหลืออีกตั้งครึ่งแก้ว ก่อนจะหันไปทางเจ้าของร้านที่อยู่หลังเคาว์เตอร์ “คุณสเตฟาน ผมวางเงินไว้ตรงนี้นะ” เมื่อคุณริงเกอร์วางเงินค่ากาแฟแล้ว เขาก็สาวเท้าออกไปจากร้านอย่างรวดเร็ว

ดูเหมือนว่า ผมจะทำอะไรสักอย่างผิดไป

“โอ้ เบน เธอสร้างเรื่องอีกแล้วนะ” คุณสเตฟานพูดขึ้นมา ราวกับเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกที่สุดในรอบวัน เขาเดินเข้ามาตบไหล่ผมเบาๆ “ฉันได้ยินแม่เธอพูดว่า จะย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในเมืองงั้นหรือ”

“ครับ”

ความจริงหนึ่งที่น้อยคนจะรู้ก็คือ แม่ของผมได้ตัดสินใจที่จะย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในตัวเมืองสุดสัปดาห์นี้ รวมถึงเปลี่ยนงานที่ทำด้วย เพราะเธอคิดว่า เธอไม่มีเวลาให้ลูกของตัวเองเลย ถึงแม้ผมจะรู้สึกดีใจอยู่เล็กๆที่แม่จะมีเวลาอยู๋กับผมบ้าง แต่ในอีกแง่หนึ่ง ผมก็ไม่อยากจากสภาพแวดล้อมที่คุ้นชินและผู้คนที่คุ้นเคยเช่นกัน

“ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้มีคนจากไปเยอะจังเลยนะ ว่าไหม”

“ครับ” ผมตอบคำเดิม และหลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน ก็มีเสียงร้องตะโกนขึ้นที่ท้ายหมู่บ้าน ณ ตำแหน่งที่เป็นทะเลสาบและประภาคาร ผมกับคุณสเตฟานมองไปทางเดียวกัน “เกิดอะไรขึ้น” เจ้าของร้านกาแฟเอ่ย พวกเราทั้งสองคนไม่กล้าที่จะขยับเขยื้อนตัวไปไหนอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้ว พวกเราก็ตัดสินใจวิ่งไปดูว่า มีอะไรเกิดขึ้นกันแน่

ณ ที่ตรงนั้น...ที่หน้าประภาคาร คุณริงเกอร์ยืนอยู่ผู้เดียว ตัวของเขาสั่นเทิ้มอย่างไม่ทราบสาเหตุ ผมเห็นสีหน้าของเขาซีดเผือด

“คุณริงเกอร์ เกิดอะไรขึ้น เมื่อครู่นี้ผมได้ยินเสียงร้อง” เป็นคุณสเตฟานที่เอ่ยถาม ทว่าผู้ดูแลประภาคารมิได้ตอบความอันใด แต่เขาค่อยๆยกมือขึ้นมา ก่อนจะชี้ไปที่ทะเลสาบ ตอนแรก ผมก็ไม่เข้าใจนักว่า คุณริงเกอร์ต้องการจะสื่ออะไร เมื่อผมมองลงไปที่ทะเลสาบ

“พระเจ้าช่วย” คุณสเตฟานอุทานออกมาก่อนที่ผมจะเห็นต้นตอของสิ่งที่เกิดขึ้น

ไม่มีใครหรืออะไรอยู่ในทะเลสาบ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ มันไม่ได้อยู่ในทะเลสาบตั้งแต่แรกแล้ว แต่มันอยู่ริมตลิ่งต่างหาก และสิ่งที่ผมเห็นช่างเป็นอะไรที่น่าตกใจมากกว่าครั้งไหนๆ กับการที่เห็นร่างของครูไบรอันนอนเกยฝั่งอยู่ที่นั่น ที่ริมฝั่งทะเลสาบนั้น ใบหน้าของเขาดูตื่น ตาเหลือกค้าง

และผมก็พบว่า ครูไบรอันได้ลาโลกนี้ไปเสียแล้ว

เพราะ...จมน้ำ

ผมพูดอะไรไม่ออกเช่นเดียวกับคุณริงเกอร์ “นั่น...นั่นมัน ครูของเธอนี่น่ะ” คุณสเตฟานถามผมขึ้นมา เพียงแต่มันไม่ได้เข้าสมองผมสักเท่าไหร่ หากผมจะเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาก็คงไม่แปลก มือข้างซ้ายของผมจับกุมข้อมือขวาอย่างไม่รู้ตัว

ถ้ามันเป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้ล่ะ ผมคิด ถ้ารอยช้ำนี่หมายถึงคนที่จะต้องตายแน่ๆล่ะ

เวลานี้ เหมือนมีความคิดฝ่ายดีและฝ่ายชั่วเฉกเช่นในภาพยนตร์หรือการ์ตูนอยู่ในตัวผม แต่เราก็ยังไม่เคยเห็นเงานี่นา ความคิดฝ่ายดีของผมพูดขึ้น ถึงอย่างนั้น คนที่มีรอยช้ำที่ข้อมือก็ล้วนพบความตายกันทั้งสิ้น ความคิดฝ่ายชั่วแย้งกลับ

ก็แค่เรื่องบังเอิญ มันก็แค่อุบัติเหตุ

มันเป็นเพราะเงาลึกลับนั่นต่างหาก บางทีนี่อาจจะเป็นคดีฆาตกรรม

เหลวไหล ที่ครูไบรอันตายก็เพราะเขาว่ายน้ำไม่เป็นก็เท่านั้น

เหมือนผมเห็นคุณสเตฟานพูดอะไรบางอย่างกับผม แต่มันไม่เข้าหูผมเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ผมรู้สึกก็คือ น้ำตาที่รื้นขึ้นมา ก่อนที่ผมจะออกตัววิ่งอย่างไม่รู้ทิศรู้ทางด้วยสัญชาตญาณ ผมรู้สึกกลัวมาก กลัวมากจริงๆ

นายจะต้องตายแน่ๆ คริสโตเฟอร์ ความคิดฝ่ายชั่วดังก้องขึ้นมาในหัว ขณะที่ผมวิ่ง

ผมไม่รู้ว่า ผมวิ่งนานเท่าไหร่ แต่รู้สึกตัวอีกทีก็มาหยุดอยู่ในสนามเด็กเล่นแล้ว และพระอาทิตย์ก็ดูเหมือนจะคล้อยต่ำลง เมฆลอยล่องไปทั่วท้องฟ้าจนเหลือแต่เพียงแสงสลัวบางๆของแสงอาทิตย์ หมอกจางๆปกคลุมเป็นบริเวณกว้าง ผมไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ชัดในระยะยี่สิบเมตร

ความตระหนกสะกดร่างกายผมให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ผมกวาดตามองไปโดยรอบ ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่ตรงนั้น หัวมุมตึกร้านขายของเล่นที่อยู่ตรงข้ามสนามเด็กเล่นไป เหมือนผมจะเห็นอะไรบางอย่างเป็นเงาตะคุ่มๆ ความหวาดกลัวโมจู่โจมดังคลื่นซัดชายฝั่ง และน้ำตารินไหลออกมาเอง

“ช่วย...ช่วยด้วย”

คำพูดของผมดังราวกับเสียงกระซิบ แต่ก่อนที่ผมจะเป็นลมล้มสลบไปเสียก่อน ลมหายใจของผมก็มีอันต้องหยุดชะงัก เงานั้นเดินเข้ามาหา ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความเคลือบแคลงสงสัย

สิ่งที่อยู่ตรงนั้นไม่ใช่เงา แต่เป็น...

อเล็กซ์

“คุณ...คุณมาทำอะไรที่นี่น่ะ” ผมถามออกไป ขณะที่เสมียนร้านหนังสือเดินเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าที่นิ่งเสียจนแปลกใจ

“ฉันมาหานายน่ะสิ” เขาตอบ อเล็กซ์ก้าวเข้ามาหาผมเรื่อยๆ ในขณะที่ผมได้แต่ยืนอยู่กับที่ “รู้ไหม” เขาพูดต่อ “ฉันเป็นคนที่เกลียดเรื่องงมงายเข้าไส้เลยล่ะ แต่ยิ่งเกลียดคนที่เชื่อเรื่องเหลวไหลไม่มีข้อพิสูจน์เสียมากกว่า”

“คุณหมายความว่ายังไง”

“ฉันหมายความว่า ใครก็ตามที่จมปลักอยู่กับเรื่องพวกนี้ ไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่ ยังไงล่ะ!”

ดูเหมือนสิ่งที่ผมเคยคาดการณ์ไว้จะเป็นจริง ในวินาทีที่อเล็กซ์ผลักผมอย่างแรง ส่งผลให้ศีรษะไปกระแทกกับขอบม้านั่งยาว ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่ผมไม่ได้สลบไป ผมนอนอยู่กับพื้นพร้อมกับเลือดที่ซึมออกมา ความกลัวไม่มีอยู่ในใจผมอีกแล้ว รวมถึงความตระหนกหรือหวั่นวิตกด้วย ความจริงก็คือ ผมไม่รู้สึกอะไรเลยมากกว่า

“จนถึงตอนนี้นายน่าจะเดาเหตุการณ์ต่างๆได้แล้วนะ” อเล็กซ์นั่งยองลงข้างๆตัวผม “ถึงการตายของคุณริชาร์ด คุณเฟอร์กัส และอาจารย์ส่วนตัวของนายไงล่ะ”

ผมพูดอะไรไม่ออก ได้แต่มอง และรอเวลา

“แล้วก็นี่” เขาจับข้อมือผมยกขึ้นมา แล้วชี้ไปยังรอยช้ำที่ปรากฏอยู่ “ช่างน่าแปลกใจเสียจริงที่แต่ละคนมีรอยที่ข้อมือแบบนี้เสียหมด ฉันพยายามหาคำตอบ แต่ก็ไม่สามารถหาคำอธิบายมันได้ ฉันล่ะเกลียดเรื่องแบบนี้เสียจริง และจำเป็นที่จะต้องทำให้คนแบบนายหายไปจากโลกนี้ซะ”

ผมพยายามจะขยับตัวนี้ แต่ทำได้แค่ตะกุยตะกาย หัวของผมมึนงงไปหมด นั่นอาจเป็นเพราะตอนที่หัวกระแทกเข้ากับขอบม้านั่งยาวก็เป็นได้

ผมรู้แน่ชัดแล้วว่า บทสุดท้ายในชีวิตผมนั้นจะเป็นยังไง ผมอาจจะตายไปเพราะอุบัติเหตุ และคงจะไม่มีใครติดใจอะไร ผมพยายามหรี่ตามองอเล็กซ์ดูว่าเขาจะทำอะไร แล้วผมก็ต้องเบิกตากว้าง ท่ามกลางม่านหมอกที่กระจายไปทั่วบริเวณ ผมไม่ได้สนใจอเล็กซ์ แต่ผมมองเลยออกไป

เลยออกไป...แต่อยู่ไม่ไกล...และไม่มีใครรู้ตัว

ขณะที่อเล็กซ์คิดจะทำอะไรสักอย่าง ผมกลับละความสนใจออกไปจากมัน นี่อาจจะเป็นภาพสุดท้ายในชีวิตของผมที่ผมเห็น หรือนี่อาจจะเป็นความฝัน ฝันแบบเดียวกับที่ผมเคยฝันมาก่อนหน้านี้ เพียงอเล็กซ์จะรู้ตัวบ้างว่ามีอะไรอยู่ข้างหลังเขา อะไรบางอย่างที่เขาบอกว่างมงาย

มีเงาอยู่ตรงนั้น



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
Short Story ถึงเรื่องจะสั้น แต่มันก็หลายเรื่อง ตอนที่ 2 : [Short II]เงา [แนวระทึกขวัญ] , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 84 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android