คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

Short Story ถึงเรื่องจะสั้น แต่มันก็หลายเรื่อง

ตอนที่ 1 : [Short I]Mission Two O Twelve:แก๊งสามซ่าแห่งมิเดลตันกับภารกิจกู้โลก [แนวผจญภัย]


     อัพเดท 23 เม.ย. 55
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/อื่น ๆ
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : peecee/สกฤณ ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ peecee/สกฤณ
My.iD: https://my.dek-d.com/peecee
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 1 Overall : 715
1 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 4 คน ]

[ กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
Short Story ถึงเรื่องจะสั้น แต่มันก็หลายเรื่อง ตอนที่ 1 : [Short I]Mission Two O Twelve:แก๊งสามซ่าแห่งมิเดลตันกับภารกิจกู้โลก [แนวผจญภัย] , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 222 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


เรื่องสั้นเรื่องนี้แต่งขึ้นประกวดในการประกวดเรื่องสั้น "2012" ของบอร์ดนักเขียน

เรื่องนี้ได้รางวัลชนะเลิศ

ขอบขอบคุณคณะกรรมการทุกท่าน (mokona , เทราสเฟียร์ฯ) และท่านบอล ประธานผู้จัดงานมากๆครับ



คำวิจารณ์โดย BIGBALL
เรื่องสั้นอ่านสบายกับการผจญภัยของสามแก๊งซ่าในภารกิจกอบกู้โลก  เนื้อเรื่องมาแนวโหล ๆ แต่ก็อ่านง่ายไม่เครียดและตอนจบก็แนวเดิมเดาได้ตั้งแต่ต้น  ความแปลกใหม่ไม่มีนอกจากอ่านแล้วรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสั้นที่สมเป็นเรื่องสั้นดี  ภาษาที่ใช้ก็อยู่ในเกณท์ดีถึงดีมาก  ดึงดูดความสนใจของผู้อ่านได้ปานกลางถึงจะมีแปลก ๆ บ้างเป็นบางจุด  แต่โดยรวมก็นับว่าใช้ได้  ถ้าเพิ่มรายละเอียดหรือพล็อตเรื่องที่สดใหม่กว่านี้ก็จะดีขึ้นมาก    

คำวิจารณ์โดย Mokona-Modoki
ไม่อยากใช้คำนี้เท่าไหร่ แต่มันใกล้เคียงตรงและประเด็นที่สุด เรื่องสั้นเรื่องนี้กลิ่นอายนิยายแปล  แต่ภาษากลับยังไม่เหมือนนิยายแปลเสียทีเดียว มันยังให้ความรู้สึกถึงความยืดเยื้ออยู่ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่องหรือบทบรรยาย 

พล็อตเรื่องก็น่ารักดีนะ แต่ว่ามันก็มีจุดแปลกๆ หลายจุดอยู่ ที่หนักที่สุดคือ เด็ก 5 ขวบนี่แหละที่ทำให้เรื่องมันไม่สมเหตุผลไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการกระทำหรือการพูดจา เด็ก5ขวบคงไม่มีแรงยกฝาท่อ เด็ก5ขวบคงไม่สูงพอที่จะหมุนวาวน้ำ เด็ก5ขวบคงยังไม่เข้าใจอะไรต่างๆ เกี่ยวกับธรรมชาติของสัตว์ ถ้าอัพอายุสักเจ็ดหรือแปดขวบก็ยังพอเข้าทางหน่อย 

แล้วที่มิเดลตันเนี่ยะ น่าจะเป็นฉากยุโรปแต่มีช้างโผล่มันตลกนะ ถ้าเป็นฝูงวัวฝูงควายก็ยังพอเข้าท่ากว่า 

 

คำวิจารณ์โดย เทราสเฟียร์ เอล เซราฟีเตอร์
-


__________________________________________________

Mission Two O Twelve

 

“ฟังนะ นี่คือแผนขั้นที่หนึ่งของเรา ฉันจะลงไปในอุโมงค์ใต้ดินนี่เพื่อตรวจวัดความดันใต้ผิวโลก กับแผ่นดินไหว โอเคไหม”

“ปล่อยหน้าที่นั้นเป็นของฉันจะดีกว่า ส่วนนายน่ะขึ้นไปบนเนินเขาคอยดูสภาพภูมิอากาศแล้วก็วัดอุณหภูมิแล้วกัน”

“ไม่ นายจำเรื่องที่ลุงคนนั้นบอกไม่ได้หรอว่า เรื่องนี้ต้องใช้เทคนิคพิเศษ ความระมัดระวังตัวและสายตาอันกว้างไกลเป็นสิ่งสำคัญ” เด็กชายคนแรกว่าอีกที

“ก็ฉันนี่แหละที่สายตากว้างไกลกว่าใครๆ” เด็กชายคนที่สองเถียงต่ออย่างไม่ยอมแพ้

“ฉันน่ะรอบคอบที่สุดและฉลาดที่สุดในหมู่พวกเรานะ ให้ฉันดีกว่า งานอย่างนี้มันลำบาก”

“ฉันดีกว่า ฉันชอบอะไรที่มันท้าทาย”

“ไม่ๆ ต้องฉันสิถึงจะเหมาะ”

“ถ้านายลงไปแผนการจะล่มเอาน่ะสิ”

“ให้ฉันเถอะน่ะ”

“ฉันดีกว่า”

“ฉัน...”

เสียงโต้เถียงกันไปมาระหว่างเด็กชายทั้งสองเป็นไปอย่างดุเดือด ด้วยต่างคนต่างไม่ยอมกัน อาจจะสงสัยว่าทำไมพวกเขาถึงต้องมานั่งเถียงกันเรื่องนี้ พวกเขาคือแก๊งสามซ่าแห่งมิเดลตัน มิเดลตันเป็นชุมชนเล็กๆที่ห่างไกลจากผู้คนในเมือง และขณะนี้แก๊งสามซ่ากำลังทำภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่แสนจะใหญ่ยิ่งอยู่

แต่แผนการยังไม่ทันจะเริ่ม ก็มีแววว่าจะล่มเอาเสียแล้ว

“โอ้ย พวกนายจะทะเลาะกันให้ได้อะไรขึ้นมา” เด็กหญิงคนเดียวในกลุ่มโวยขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์ เธอพูดต่อว่า “ใครจะไปก็ไปเถอะ ถ้ายังตกลงกันไม่ได้ก็ลงกันไปทั้งคู่นั่นแหละ”

“งั้นฉันว่า ให้เธอนั่นแหละลงไป...มิเชล” เด็กชายคนแรกพูด

“อืม...เจมส์ แผนของนายก็เป็นแผนที่ไม่เลวเหมือนกันนะ มิเชล...เรามอบหน้าที่สำคัญนี้ให้เธอ” เด็กชายคนที่สองสนับสนุน

“หวังไปเถอะ” เด็กหญิงหรือที่เด็กชายทั้งสองเรียกว่า มิเชล เอ่ยค้านแทบจะทันที “ฉันต้องไปตรวจสอบที่ทะเลสาบ เผื่อว่าจะมีคลื่นจากทะเลมา เรื่องอะไรจะต้องมาลงท่อสกปรกโสโครกพวกนี้ด้วยยะ”

“เอาไงดีล่ะเนี่ย เคลวิน...ช่วยคิดหน่อยสิ” เด็กชายที่ชื่อ เจมส์ พูดต่อด้วยน้ำเสียงผิดหวัง ชื่อจริงๆเขาคือ เจมส์ มอร์คซี่ เขาเป็นหัวโจกแห่งแก๊งสามซ่า และในเขตชุมชนมิเดลตันนี้ไม่มีใครรู้จักเขา ด้วยผมยุ่งๆไร้ระเบียบสีบรอนซ์ แว่นตาเลนส์เท่าบ้าน กับเสื้อผ้าที่หลงยุคมาจากปี 60 แค่นี้ก็เด่นเกินจะพรรณนา

“ไปปรึกษาลุงคนนั้นกันดีไหม” เด็กชายอีกคนหรือก็คือ เคลวิน กล่าวขึ้น

เคลวิน หรือ เคลวิน เบรนเนอร์ เขาเป็นเด็กร่างเล็กที่ไม่เคยกลัวใคร ด้วยฝีปากที่ไวกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัว (ยกเว้นเจมส์) ทำให้ไม่มีใครเคยเถียงชนะเขาเลยสักราย (ยกเว้นเจมส์) ศัตรูของเคลวินจึงมีอยู่ทั่วชุมชนมิเดลตัน เหตุผลเดียวที่ไม่ค่อยมีใครมาตอแยกับเขาก็คือ เขาเป็นเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งของเจมส์

“เสียเวลาเปล่าน่า พรุ่งนี้คือวันสุดท้ายแล้วก่อนโลกจะแตก จำเอาไว้ โลกกำลังจะแตก เราไม่มีเวลามาทำอย่างนั้นหรอก อีกอย่างจะไปหาลุงคนนั้นได้จากที่ไหนได้ล่ะ เขามาจากโลกอนาคตนิ” มิเชลว่า

มิเชล หรือ มิเชล สเกลริค คุณหนูผู้โลดโผน ลูกสาวคนเล็กของเศรษฐีสเกลริคแห่งชุมชนมิเดลตัน เธอนั้นติดความหรูหรา รักสวยรักงามตั้งแต่เด็ก แต่กลับรักในการผจญภัยไม่แพ้กัน มันดูขัดกันสิ้นดี

“เราเอาแต่เถียงกันอย่างนี้ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก” เจมส์พูด

“ถ้างั้น ฉันมอบหน้าที่สำรวจอุโมงค์ใต้ดินให้นายแล้วกัน...เจมส์ ส่วนฉันจะไปดูบนเนินเขาแทน” เคลวินว่า แม้ในใจจะรู้สึกเสียดายความท้าทายนี้

“ตกลงกันได้สักที” มิเชลพูด “ฉันว่าเราควรจะไปเตรียมตัวก่อน แล้วค่อยมาเจอกันตอนเที่ยงดีไหม”

“ตกลง” เด็กชายทั้งสองขานรับพร้อมกัน

“ก็ดี ถ้างั้น...ฉันขอตัวไปเตรียมชุดว่ายน้ำก่อนนะ” มิเชลว่า ทำทีจะลุกเดินจากไปอย่างเนียนๆ

“เธอว่าอะไรนะ!” สองเด็กชายตะโกนขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง

“ฉันบอกว่า จะไปเตรียมเครื่องมือสำรวจทะเลสาบไงล่ะ” ความไขสือของเด็กหญิงเล่นเอาเด็กชายทั้งสองปวดตับไปตามๆกัน พวกเขารู้ดีว่าเด็กหญิงวางแผนจะทำอะไร แต่การขัดใจคุณหนูก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

“งั้นก็...ไปเตรียมตัวกันเถอะ แล้วเจอกัน” เจมส์ว่า ก่อนจะวิ่งออกไปจากทุ่งหญ้ากว้างสู่หมู่บ้าน

“ฉันขอตัวแล้วกัน” เคลวินพูดอีกคน แต่ก่อนที่จะเดินจากไป เขากลับหันมาเหน็บแหนมกับเด็กหญิงก่อนจาก “ส่วนเธอก็อย่าว่ายน้ำเพลิน จนลืมภารกิจล่ะ” ว่าเช่นนั้น แล้วจึงเดินจากไป

มิเชลสะบัดหน้านี้อย่างไม่สนใจ เธอเดินไปกระโดดไปอย่างร่าเริงสู่คฤหาสน์หลังโตของเธอเอง

แผนการกู้โลกของแก๊งสามซ่าเริ่มขึ้นแล้ว ด้วยฝีมือของเด็กสามคน เด็กที่มีอายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น

คุณอาจจะสงสัยว่า เรื่องราวมันเป็นมาเช่นนี้ได้เช่นไร ย้อนกลับไปวันเมื่อวาน ขณะที่เด็กแสบทั้งสามกำลังวิ่งระเริงอยู่ในสนามเด็กเล่นนั้นเอง นั่งม้าหมุน แกว่งชิงช้า โลดโผนโพนทะยานอย่างเหมาะสมแล้วกับวัยของพวกเขา

“เจมส์ วันนี้เราจะทำอะไรกันดีล่ะ” มิเชลถามหัวหน้าแก๊งผู้กำลังสารวนกับแว่นยักษ์ของตน

“ไม่รู้สิ” เขาตอบสั้นๆ เจมส์ตัดสินใจสวมแว่นของตนกลับดังเดิมพลางขยี้หัว “ฉันก็คิดอะไรไม่ออก ช่วงนี้เบื่อๆ ไม่มีเด็กคนไหนกล้าเล่นกับเราเลย ถ้าเธอเสนอให้ไปเล่นที่บ้านเธอล่ะก็ ฉันคงต้องจำใจไปล่ะ”

“ให้ไปบ้านยัยนี่อะนะ ฉันไม่เอาด้วยหรอก” เคลวินแทรกขึ้นมา เมื่อได้ยินคำพูดของเจมส์

“จะเกินไปหน่อยนะ บ้านฉันมันเลวร้ายตรงไหนไม่ทราบ” มิเชลโต้กลับอย่างเหลืออด

“ก็ทุกตรงนั่นแหละ”

“นี่นาย!” มิเชลชี้หน้าเคลวินอย่างคนจะเอาเรื่อง แต่สุดท้ายก็ทำใจกับนิสัยของเพื่อนตัวเอง

ขณะที่เด็กๆแก๊งสามซ่าจิตตกถึงขั้นต่ำสุด ก็มีชายอายุราวสี่สิบคนหนึ่งเดินเข้ามาในสนามเด็กเล่น เด็กทั้งสามมองชายผู้มาเยือนอย่างสนอกสนใจกับการแต่งตัวที่เรียกได้ว่า หลงมาจากยุคเดียวกันกับเจมส์ก็ว่าได้ แต่เพิ่มความสมจริงด้วยผมที่หวีเรียบแปล้กับแว่นเลนส์วงกลมแลดูตลก ชายคนนั้นเดินมาหยุดอยู่ต่อหน้าของเด็กๆ เขาพูดว่า “นี่พวกหนูกำลังเป็นทุกข์กันอยู่ใช่ไหมเอ่ย”

“ครับ/ค่ะ”

“ฉันมีบางอย่างมาให้พวกหนูทำ เผื่อว่าพวกหนูจะสนใจ มันเป็นภารกิจ” ชายคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอย่างคนมีเลศนัย มันฟังดูลึกลับ มีเสน่ห์ และหน้าสนใจอย่างยิ่ง เขาพูดต่อว่า “มันเป็นการผจญภัยอย่างที่พวกหนูกำลังค้นหากันอยู่ ภารกิจนี้มีแต่พวกหนูเท่านั้นที่จะทำได้ ภารกิจอันแสนยิ่งใหญ่”

“เลิกเรียกพวกเราว่าพวกหนูสักที พวกเราไม่ใช่หนูเสียหน่อย” เคลวินพลั้งปากของตนพูดออกไป

“เอ่อ...เช่นนั้นก็โทษที พวก...เธอสนใจภารกิจของฉันไหมล่ะ” ชายแปลกหน้าว่า

“ลองว่ามาสิครับ” เจมส์พูดแทนเพื่อนๆของเขา

“ภารกิจนี้มีชื่อว่า Mission Two O Twelve มันเป็นภารกิจกู้โลก พวกหนู...เอ่อ...เธอรู้ไหมว่า โลกของพวกเธอกำลังจะแตก ฟ้าจะถล่ม ดินจะทลาย”

คนที่ดูจะตกใจและเชื่อคนง่ายที่สุดคงจะเป็นมิเชล เพราะเธอร้องออกมาว่า “โลกกำลังจะแตก!”  ด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตูมด้วยความโอเวอร์เกินเหตุ

“จะจริงเหรอ...” เจมส์พูด

“ไร้สาระ” เคลวินว่า

“ถ้าไม่เชื่อ พวกเธอก็ดูนี่” ชายแปลกหน้าหยิบเครื่องเล่นหนังพกพาออกมา เขาเปิดมันออก ก่อนจะหยิบแผ่นหนังที่มีชื่อเรื่องว่า 2012 ใส่เข้าไป แล้วกดเล่น เขาเร่งความเร็วของหนังจนถึงช่วงกลางของเรื่อง

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย” เด็กทั้งสามแทบจะอุทานออกมาพร้อมๆกัน

แผ่นดินแยก...กลืนกินลงไปในท้องทะเล...ภูเขาไฟระเบิด...ลาวาไหล...น้ำท่วมไปทั่ว...คลื่นซัดสาดอย่างบ้าระห่ำ เป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับเด็กๆยิ่งนัก

“นี่ลุง ภาพพวกนั้นมันคืออะไรกันน่ะ” เจมส์ถาม

“ถ้าฉันบอกว่า ฉันมาจากอนาคต พวกหนู...เอ้ย...พวกเธอจะเชื่อกันไหมล่ะ” ชายแปลกหน้ากล่าวขึ้น “ภาพพวกนี้เป็นภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกสามวันข้างหน้านี้ เรื่องพวกนี้ถูกทำนายเอาไว้มานานแล้ว ไม่ว่าจะจากเผ่ามายา หรือนอสตราดามุส”

เด็กทั้งสามดูจะตกใจกับสิ่งที่ได้ยินและภาพที่ได้เห็นนี้เป็นอย่างมาก

“แล้วพวกเราควรจะทำยังไงดีล่ะครับ คุณลุงบอกว่าภารกิจนี้มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้ แล้วจะให้ทำยังไง” แม้แต่เคลวินที่ตอนแรกบอกว่า ‘ไร้สาระ’ ยังรู้สึกกังวลกับเรื่องนี้

“มันคือ ภารกิจกู้โลก” ชายแปลกหน้ากระซิบเสียงแผ่วพลางกรอกตาซ้ายขวาไปมา ราวกับกลัวว่าใครจะมาเห็น และแล้วชายแปลกหน้าก็ยัดแผนที่ชุมชนมิเดลตันใส่มือของเจมส์ “มีแต่พวกเธอเท่านั้นที่จะอ่านแผนที่นี้ออก รับไป แล้วป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นซะ”

“แล้วเราต้องทำอะไรบ้างล่ะ แค่นี้จะไปรู้เรื่องได้ไงครับ” เจมส์ว่า พลิกแผนที่ในมือไปมา มันคือแผนที่ที่เขาเคยเห็นจนชินตาแล้ว เพียงแต่แผนที่นี้ถูกขีดเขียนลงไปทั่ว และแทบจะอ่านสิ่งที่เขียนลงไปนั้นไม่ออก

“ฟังให้ดีนะ จุดศูนย์กลางภัยพิบัติอยู่ที่ชุมชนมิเดลตันนี้” ชายแปลกหน้าว่า “พวกหนู...หรือพวกเธอนั่นแหละที่ต้องทำการตรวจคลื่นความดันใต้ผิวโลก ตรวจสอบสภาพอากาศ วัดอุณหภูมิ เฝ้าดูคลื่นทะเล รู้เอาไว้ว่า โลกใบนี้อยู่ในมือพวกเธอแล้ว เข้าใจไหม”

“มั้ง...ครับ” เจมส์กล่าวตอบรับ แม้ว่าจะยังคงรู้สึกงงๆอยู่ก็ตาม

“จะเอาจริงเหรอเพื่อน” เคลวินถามเจมส์ “เราจะถูกหลอกใช้หรือเปล่า เราก็แค่เด็กตัวเล็กๆเองนะ ดูสิ่งที่เกิดขึ้นในเครื่องนั่นแล้ว บอกตามตรงว่า เกินกำลังของพวกเราจริงๆ ฉันว่าให้คุณลุง...” เคลวินหันกลับไปทางชายแปลกหน้า แต่บัดนี้ชายแปลกหน้าผู้นั้นได้หายตัวไปแล้ว

“มันน่าท้าทายดีออก แต่เราไม่ใช่เด็ก เราคือแก๊งสามซ่า มีอะไรบ้างที่เราทำไม่ได้” เจมส์ว่า

“ใช่ ในเมื่อพวกนายเอียนที่จะไปเล่นบ้านฉันกันนัก เราก็มาทำภารกิจกู้โลกอะไรนี่กันเถอะ น่าสนุกดีออกนะ” มิเชลพูดเสริมอีกคน นั่นเองจึงเป็นเหตุให้แก๊งสามซ่าแห่งมิเดลตันเข้าสู่ภารกิจกู้โลก

 

“เอาล่ะตามที่แผนที่นี้บอกไว้” เจมส์เปิดประเด็นขึ้น เมื่อทั้งสามรวมตัวกันครบสรรพ เขาชี้ไปยังเส้นสีแดงที่ขีดไปทั่วแผนที่ “นี่คือเส้นทางอุโมงค์ใต้ดินทั้งหมดของชุมชนเรา ซึ่งฉันจะเป็นคนเข้าไป ส่วนที่จุดนี้...” เจมส์ชี้ไปยังอีกฟากของแผนที่ ซึ่งมีเส้นแบ่งระดับพื้นที่แสดงไลน์ว่าบริเวณนั้นเป็นเนิน “นี่คือบริเวณที่เคลวินจะไปสำรวจ แดดร้อนๆอย่างงี้ทนเอาหน่อยนะ อ่อ อย่าลืมสำรวจต้นไม้ด้วยล่ะ สุดท้าย...” เจมส์ชี้ไปยังส่วนที่เป็นสีฟ้าของแผนที่ “ขอให้สนุกกับการว่ายน้ำนะมิเชล”

“เชอะ” มิเชลสะบัดหน้าใส่ “ฉันจะทำอะไรยังไงก็ได้เรื่องก็แล้วกัน ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวไปก่อนล่ะ” ว่าแล้วมิเชลก็เดินจากไป

“ยัยนั่นอวดดีอีกแล้ว ฉันล่ะหมั่นไส้จริงๆ เฮ้อ วันนี้แดดร้อนจังแหะ ชักอยากลงท่อแทนนายซะแล้วสิเจมส์” เคลวินบ่น ก่อนจะเดินจากไปอีกคนหนึ่ง

ทางด้านเจมส์เองก็มุ่งหน้าไปยังฝาท่อหนึ่งที่ใกล้ที่สุด เขาเปิดมันออก ก่อนจะปีนลงไปในท่อตามบันไดลิง สู่ความมืดของอุโมงค์ใต้ดินชุมชนมิเดลตันกับกลิ่นชวนสยองผองขนอันน่าสะพรึง

 

ปฏิบัติการวันแรกเริ่มต้น

(เจมส์) “โลกกำลังจะแตกจริงๆสินะเนี่ย” เจมส์เอ่ยสบถขึ้นเมื่อลงมาถึงพื้นอุโมงค์ใต้ดิน กลิ่นสาบรุนแรงของสิ่งปฏิกูลเล่นทำเอาเด็กชายแทบจะสลบ เจมส์หยิบหน้ากากอนามัยขึ้นมาสวม (ซึ่งมันไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่) เขาหยิบไฟฉายในกระเป๋าสัมภาระขึ้นมาเปิด แล้วจึงฉาย

ท่อน้ำทิ้ง ท่อน้ำเสีย และท่อน้ำประปานั้นถูกติดไว้เหนือหัวของเด็กชายพอดี ขณะนี้เด็กชายเหมือนยืนอยู่ในห้องยาวๆห้องหนึ่ง ซึ่งมีเพดานที่ต่ำมากๆ เขาสาดแสงไฟไปข้างหน้าก่อนจะเดินทางไปเรื่อยๆ

เจมส์รู้สึกว่าตนเองเดินเซเล็กน้อย อาจจะเป็นเพราะเมากลิ่นเหม็นสาบภายในอุโมงค์ใต้ดินนี้ก็เป็นได้ เป็นเหตุให้เขาต้องกลั้นหายใจเป็นพักๆ โชคดีไม่น้อยที่เขาเตรียมรองเท้าบูทมา เพราะพื้นอุโมงค์นั้นทั้งแฉะและเจิ่งนองไปด้วยน้ำ นอกจากนี้ยังมีน้ำหยดลงมาจากเพดานและท่อเหนือหัวอีก เป็นสถานที่หนึ่งที่ไม่น่าอภิรมย์เลยจริงๆ

เจมส์เดินไกลออกไปต่อไป เขาส่องไฟทั่วสารทิศภายในอุโมงค์ เผื่อจะหาเบาะแสอะไรได้บ้าง

‘แล้วความดันอะไรนี่ จะไปหาได้ยังไงกันล่ะเนี่ย’ เจมส์คิด เขาหยุดยืนอยู่กับที่พลางสาดแสงไปรอบตัว เขาเจอหลอดไฟยาวเรียงแถวไปภายในอุโมงค์ (เจมส์คิดว่าไฟเสีย แต่จริงๆคือ หาคัทเอาท์ไม่เจอ) เขาเจอแมลงสาบเดินยั้วเยี้ยน่าขยะแขยงเต็มไปหมด แต่ที่สยดสยองที่สุดก็คือ หนู ‘ต้องหาเครื่องวัดความดัน ที่นี่ต้องมีแน่ๆ’ เขาคิดอย่างคนมองในแง่ดี เขาเดินต่อไปเรื่อยๆ สลับกับมองดูแผนผังอุโมงค์ใต้ดิน ก่อนจะค้นพบว่า ถึงมีแผนที่ไปก็ไม่ช่วยประโยชน์อันใด

เขาเดินต่อไปเรื่อยๆตามท่อน้ำเหนือหัวที่ทอดยาวไป เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ตรงหน้า หลงทิศหลงทางกันไปกับความวกวนของอุโมงค์ จนกระทั่งอุโมงค์ตามทางที่เด็กชายเดินมาทอดเข้ามาสู่ห้องเล็กๆหนึ่ง เขาสาดไฟฉายไปทั่วห้อง ก่อนจะเห็นอะไรบางอย่างเข้า

 “อ่ะ...เจอสักที ใช่นั่นหรือเปล่านะ” เจมส์ส่องไฟฉายไปยังผนังห้องด้านหนึ่งซึ่งมีกล่องแผงวงจรติดอยู่ นอกจากนี้ยังปรากฏหน้าปัดมากมาย พร้อมวาล์วนับไม่ถ้วนที่อยู่บนผนังนั้น “แล้วมันดูยังไงกันว่ะเนี่ย”

เจมส์เข้าไปดูแผงวงจรใกล้ๆ เขามองวาล์วเปิดปิดจำนวนมากมายบนผนังนั้น ครั้นจะเอื้อมมือลองไปหมุนวาล์วดูก็ใช่เหตุ เขามองหน้าปัดต่างๆด้วยความพิศวง เข็มบนหน้าปัดกระดิกไปมาไม่คงที่ ‘หน้าปัดพวกนี้ต้องบอกอะไรสักอย่างแน่นอน’ เจมส์คิด

เด็กชายไม่สามารถทำอะไรได้เลย ยิ่งคิดก็ยิ่งกังวล ‘คงต้องรอแผนขั้นที่สอง พวกนี้อาจจะวัดค่าความดันโลกที่ลุงคนนั้นว่า ต้องเกี่ยวกับการที่โลกจะแตกแน่ๆ’ เมื่อไม่สามารถทำอะไรได้ เจมส์จึงตัดสินใจหยิบกล้องถ่ายรูปออกมา (ซึ่งแอบขโมยพ่อมาเช่นเดียวกัน) เขาถ่ายรูปสิ่งที่เห็น แสงแฟลชไหวไปตามผนังและสะท้อนผิวน้ำแวววาว

จี้ด...จี้ด...

หนูตัวหนึ่งวิ่งผ่านเท้าของเด็กชายไปอย่างรวดเร็ว เขาเตะเท้าหนีด้วยอารามตกใจ ใจเต้นระริกๆเมื่อนึกถึงว่าตัวเองกำลังในสถานที่แห่งนี้กับตัวอะไรบ้าง เขารีบสาวเท้าออกมาจากห้องควบคุมระบบน้ำของชุมชนมิเดลตันโดยเร็ว มุ่งสู่อุโมงค์มืดอีกครั้ง ตามหาบันไดลิงที่จะนำพาไปสู่ทางออกในโลกเบื้องบน เขาคิดว่า ‘หากอยู่ในนี้นานกว่านี้ ได้ตายก่อนเป็นแน่’

(ฝั่งของเคลวิน) ในเวลาเดียวกัน

“ร้อนโว้ย...” เคลวินตะโกนออกมาพลางปาดเหงื่อเม็ดโตที่ผุดขึ้นมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เหงื่อไหลท่วมตัวราวเพิ่งอาบน้ำมา ดวงอาทิตย์สาดแสงอย่างสดใส ปราศจากเมฆหมอกมาบดบัง

เมื่อเคลวินเดินมาถึงเนินเขา ด้วยความชันและความกว้างของเนิน ทำให้เด็กชายรู้สึกเหนื่อยไม่ใช่น้อย เขาหยิบช็อกโกแลตแท่งในกระเป๋าออกมากิน แต่เมื่อแกะห่อออกมา ก็พบว่าช็อกโกแลตแท่งของเขาละลายไม่เหลือเค้าเดิมทั้งยังเหนียวเหนอะไปหมดเคลวินโยนมันทิ้งไปด้วยความไม่แยแส

เขาเปลี่ยนมาหยิบลูกอมยัดเข้าปากแทน ก่อนจะหยิบกล้องส่องทางไกลออกมาส่อง

“ว้าว สวยจังแหะ” เคลวินว่า เขาไม่เคยเห็นชุมชนมิเดลตันในมุมมองนี้มาก่อน แล้วผลจากการสัมผัสครั้งแรก ‘มันสวยมาก’ เด็กชายนึกในใจพลางชี้สถานที่คุ้นตาเบื้องล่าง “ตรงนั้นสนามเด็กเล่น ตรงนั้นบ้านฉัน นั่นคฤหาสน์สยองขวัญของมิเชล แล้วก็นั่นแปลงผักของชุมชน เห็นหมดเลยแหะ” เคลวินหันทิศทางกล้องออกจากตัวหมู่บ้านมายังทะเลสาบ “ยัยนั่นกำลังทำอะไรน่ะ”

ภาพที่เด็กชายเห็นนั่นก็คือ มิเชลกำลังนอนกางแขนขาอยู่บนแพ (ที่มาจากไหนไม่รู้) ซึ่งลอยอยู่ในทะเลสาบใกล้ฝั่ง เธอแต่งชุดว่ายน้ำสีชมพูสดใสแบบเด็กๆ สวมแว่นกันแดดอันโต ทำทีราวกับว่ากำลังนอนตากแดดเช่นนั้นแหละ บนฝั่งนั้นมีอุปกรณ์ปิกนิกของเจ้าหล่อนพร้อมเพียง แถมยังมีคันเบ็ดตกปลาที่วางไว้นิ่งและหย่อนเบ็ดให้จมลงไปในน้ำไว้โดยไร้คนถือ รอให้ปลามากินเหยื่อเอง

“ไร้สาระจริง” เคลวินว่าก่อนจะลดกล้องส่องทางไกลลง

กา...กา...

เสียงการ้องเรียกความสนใจของเด็กชายให้หันไปดู เขาเห็นฝูงกาจำนวนมากบินอยู่บนท้องฟ้า บินเป็นแพคลื่นสีดำมหึมา เขาไม่เคยเห็นฝูงการวมตัวกันมากขนาดนี้มาก่อน มันบินไปเรื่อยๆราวกับการอพยพ บินจากฟากตะวันออกสู่ฟากตะวันตก ก่อนจะบินลับขอบฟ้าหายไป

‘นี่มันเกิดอะไรกัน’ เคลวินคิด เขาเคยได้ยินเรื่องที่ว่า สัตว์ส่วนใหญ่มักมีสัญชาตญาณการรับรู้ถึงอันตรายได้ล่วงหน้า หรือนี่จะเป็นสัญชาตญาณนั้น ‘อพยพไปสู่ถิ่นที่ดีกว่า ลุงคนนั้นบอกว่า ชุมชนมิเดลตันเป็นศูนย์กลางภัยพิบัติ นี่คงเป็นสัญญาณ’

เคลวินลงมือสำรวจอีกรอบ แดดร้อนเปรี้ยงแทบจะทำให้เคลวินทนไม่ไหว ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ตัดสินใจเดินลงจากเนินไป ทั้งๆที่แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่น้อย

(ด้านของมิเชล) ขณะที่เจมส์กำลังเดินดุ่มในอุโมงค์มืด และเคลวินกำลังลากสังขารขึ้นเนินมาอย่างคนขี้เกียจนั่นเอง มิเชลก็เดินมาถึงทะเลสาบ เธอวางตะกร้าปิกนิกของเธอที่เตรียมเอาไว้ริมสระ ถอดเสื้อผ้าออก เผยให้เห็นชุดว่ายน้ำสีชมพูสดใส

“โอกาสดีๆแบบนี้หายากนะนี่” เธอพูดพลางกวักมือในน้ำเบาๆ

นอกจากตะกร้าปิกนิกแล้ว มิเชลยังเตรียมเบ็ดตกปลาไว้อีกด้วย เธอหย่อนใส่เหยื่อปลอมกับเบ็ด ก่อนจะหย่อนมันลงไปในน้ำ แล้วตั้งคันเบ็ดไว้บนฝั่ง มีแพลำหนึ่งลอยอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก มันถูกรั้งด้วยเชือกที่ผูกไว้กับต้นไม้บนฝั่ง ดูท่ามันจะถูกเตรียมโดยเด็กหญิงไว้นานแล้ว มิเชลลงไปในน้ำ เธอว่ายไปขึ้นแพแล้วนอนบนนั้น เธอหยิบแว่นกันแดดที่เตรียมไว้ก่อนแล้วขึ้นมาสวน

ราวกับว่าเธอกำลังมาพักร้อน

แสงแดดสาดส่อง รังสียูวีต้องกระทบผิวเนียนขาวของเด็กหญิง เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ โดยที่เด็กหญิงมิได้ทำอะไรเลยนอกจากนอนอาบแดด

“สบายดีไหมครับคุณหนู”

เสียงหนึ่งดังขึ้น เรียกให้มิเชลตื่นขึ้นมาจากการกิจกรรมยามเที่ยง เธอพลิกตัวขึ้นมานั่งบนแพ แล้วก็เห็นเพื่อนชายทั้งสองของตนนั่งอยู่บนฝั่ง

“แซนวิชของเธออร่อยดีนะ” เคลวินว่า ขณะสวาปามแซนวิชที่อยู่ในตะกร้าปิกนิกคำเดียวทั้งชิ้น ก่อนจะตามต่ออีกชิ้น แล้วก็อีกชิ้น

“ได้ปลาแล้วล่ะ” เป็นเสียงของเจมส์ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันนัก เจมส์กำลังชูเบ็ดตกปลาในมือ ที่เบ็ดมีปลาอยู่ตัวหนึ่งที่มาติดกับเหยื่อปลอม มันดิ้นไปดิ้นมาไม่หยุด เจมส์พูดว่า “เอามาปิ้งกินท่าจะอร่อย”

“แซนวิชอร่อยดี เอาบ้างไหมเจมส์” เคลวินว่า สร้างความตื่นตะลึงให้แก่มิเชลเพิ่มขึ้นอีก

แถมเจมส์ยังตอบรับคำเป็นอย่างดี “เอาสิ” เจมส์ว่า เขาวางเบ็ดลง ก่อนจะมาร่วมวงสวาปามแซนวิชกับเคลวิน

เคลวินยังคงค้นหาขุนทรัพย์ในตะกร้าปิกนิกต่อ แล้วเขาก็เจอ “ในนี้มีฮอทด็อกด้วย”

“นี่ นายสองคนหยุดเดี๋ยวนี้นะ!!!” มิเชลร้องตะโกนขึ้นมาด้วยความเดือดดาล เธอรีบสาวเชือกเพื่อนำแพเข้าฝั่ง เธอพูดว่า “ใครใช้ให้นายมาขโมยของของฉันกินกัน”

“ไม่มีใครใช้หรอก เห็นเธอมีความสุขกับการอาบแดดดีน่ะ อาหารพวกนี้อร่อยดีนะ โชคดีจริงที่ได้กินอาหารคุณหนูก่อนโลกแตก” เคลวินตอบ

“นี่นาย...” มิเชลพูดเพียงแค่นั้นด้วยความรู้ดีว่า ถึงโต้เถียงไปก็ไร้ประโยชน์

“ขอบใจที่เลี้ยงนะมิเชล” เคลวินว่าพลางยิ้มกริ่ม แต่ก่อนที่จะโดนเด็กหญิงโวยเข้า เขาก็เปิดประเด็นสนทนาขึ้นมาก่อน “แล้วนี่ใครได้อะไรบ้างล่ะ นายเจออะไรที่น่าสนใจในอุโมงค์ใต้ดินนั่นบ้างหรือเปล่า” พูดเสร็จเคลวินก็หันมาทางเด็กหญิง “ส่วนทางด้านมิเชลนี่คงไม่ต้องห่วง ไม่น่าจะได้อะไรหรอกมั้ง”

“ใครบอกฉันไม่ได้อะไร ที่ฉันนอนตากแดด ไม่ใช่แค่ตากแดดเฉยๆหรอกนะ ฉันสัมผัสได้ถึงความแรงคลื่น มันดูรวนเร แรงบ้างเบาบ้าง” มิเชลว่าเช่นนั้น

“มั่วแหงซะ” เคลวินหันไปกระซิบกระซาบกับเจมส์

“ว่าแต่คนอื่น แล้วทางนายล่ะ เคลวิน” มิเชลถาม

“ฉันเห็นฝูงกาอพยพ ฉันรู้มาว่า สัตว์พวกนี้จะอพยพเมื่อมีเหตุร้ายกำลังจะเกิดขึ้น” เคลวินว่าในสิ่งที่ตัวเองเห็น “แล้วของนายล่ะ เจมส์”

“ฉันเจอห้องควบคุมระบบในอุโมงค์ มีวาล์วและหน้าปัดเยอะแยะไปหมด ฉันดูไม่ออกว่าพวกมันทำงานกันยังไง ฉันว่าพรุ่งนี้คงต้องเริ่มปฏิบัติการแผนขั้นที่สองกันแล้วล่ะ”

 

ปฏิบัติการวันที่สอง และวันสุดท้าย

“ฟังนะ...นี่คือแผนขั้นที่สองของเรา เราจะไปสำรวจแต่ละจุดพร้อมๆกัน โอเคไหม” เจมส์พูด

“เยี่ยมไปเลยเพื่อน” เคลวินพยักหน้าเห็นด้วย

“ฝันไปเถอะ ฉันไม่ลงไปในนั้นแน่ๆ” มิเชลค้าน

“เราอยู่กันแบบสังคมประชาธิปไตย วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพื่อโลก เพื่อคฤหาสน์และชีวิตสุดไร้สาระของเธอ ดังนั้นเธอต้องไปกับพวกเราด้วย” เคลวินใช้กลวิธีชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดกับเด็กหญิง

“ไม่เอาน่า เราน่าจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้” มิเชลร้องคราง

“เธอชอบการผจญภัยไม่ใช่หรอ” เจมส์พูดบ้าง

“ก็ใช่ แต่...”

“งั้นคราวนี้ก็ได้เวลาผจญภัยแล้ว”

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แก๊งสามซ่าแห่งชุมชนมิเดลตันตกมาอยู่ภายใต้ความมืดของอุโมงค์ใต้ดิน ไฟฉายสามอันถูกฉายไปข้างหน้า ทำให้เห็นภาพของอุโมงค์ได้ชัดเจนขึ้นกว่าเมื่อครั้งที่เจมส์ลงมาคนเดียวมาก สามเกลอลุยอุโมงค์ซึ่งพื้นนองน้ำด้วยรองเท้าบูทไปอย่างช้าๆ

“นี่เป็นกลิ่นที่เหม็นที่สุดที่ฉันเคยสัมผัสมาเลย ถ้าอยู่นานกว่านี้ฉันต้องขาดอากาศหายใจแน่ๆ ฉันแทบไม่อยากจะนึกเลยว่าน้ำที่เราลุยกันนี้มีอะไรผสมอยู่บ้าง” มิเชลบ่นขึ้นมา เธออยู่ในภาวะจิตตกเต็มที่ “ไหนจะน้ำที่หยดลงมาจากท่อพวกนั้นอีก...ยี๊”

“อย่าบ่นไปหน่อยเลยน่าคุณหนู คิดว่าเธอเหม็นคนเดียวหรือไง คิดซะว่า นี่ล่ะคือกลิ่นของธรรมชาติ” เคลวินว่าด้วยความหมั่นไส้ เขาหันไปพูดกับเพื่อนอีกคนว่า“เจมส์ ยังเหลือทางอีกไกลไหม”

“ไม่รู้สิ ฉันจำทางไม่ได้หรอก เมื่อวานเดินมั่วๆเอาน่ะ” เจมส์ว่าเช่นนั้น และนั่นยิ่งทำให้มิเชลจิตตกเข้าไปใหญ่

“ให้ตายเถอะ อย่างนี้เราไม่ต้องเดินกันทั้งวันหรือไง ทำไมนายไม่ใช้แผนที่ล่ะ” เคลวินบ่นอุบ ก่อนจะมองเพื่อนหญิงข้างๆที่ตอนนี้เกาะแขนของเขาแน่น “แล้วเธอน่ะเป็นอะไร แค่นี้ไม่ถึงกับตายหรอกน่า”

“ใช่ วางใจเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่มีทางหลงแน่  เชื่อใจฉันได้เลย แผนที่แทบไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำ” เจมส์พูดขึ้น เขาไม่ได้บอกแก่เพื่อนสักนิดเลยว่า เขาอ่านแผนที่ไม่ออกจึงทิ้งแผนที่นั้นไปเสียแล้ว

“โชคงั้นเรอะ” เคลวินพูด แต่ก็จำใจเดินต่อไป

สามเกลอเสียเวลาไปร่วมชั่วโมงกับการเดินไม่รู้ทิศในอุโมงค์ใต้ดิน กับการฝันฝ่ากลิ่นและน้ำสุดแสนจะสยองขวัญ (สำหรับมิเชล) ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงห้องควบคุมระบบน้ำ เด็กทั้งสามเดินมาหยุดหยู่หน้าแผงหน้าปัด วาล์วทั้งหลายแหล่ รวมถึงกล่องวงจรที่ติดผนังไม่ไกลกันนัก

“มันดูยังไง ใครพอจะรู้มั่ง” เคลวินเอ่ย เขาสัมผัสความรู้สึกเดียวกันกับเจมส์

“ไม่เห็นยาก ก็ดูที่หน้าปัดนี่” มิเชลเป็นคนว่า “ที่นายเห็นเข็มกระดิกไปกระดิกมาก็เพราะว่าความดันใต้ผิวโลกมันไม่คงที่ยังไงล่ะ ระบบน้ำตามท่อใต้ดินพวกนี้คงจะรักษาสมดุล ต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ”

“งะ...งั้นเหรอ” เจมส์และเคลวินเอ่ยพร้อมกับอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อ

“แล้วเราจะทำยังไง” เจมส์ถาม

“ไม่เห็นต้องคิดมาก ความดันพวกนี้สูงเกินไป ก็แค่...” ว่าแล้วมิเชลก็ปิดวาล์วแถวแรกทั้งแถวลง เข็มบนหน้าปัดกระดิกมาทางด้านซ้ายอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เด็กชายทั้งสองจะทันได้ว่าอะไร มิเชลก็ดันเปิดวาล์วแถวที่สองจนสุด นั่นทำให้เข็มบนหน้าปัดกระดิกจนสุดขอบของหน้าปัด “...เมื่อระบบความดันมีปัญหา เราต้องสลับระบบของมันเสียใหม่” เด็กหญิงกล่าว รู้จริงหรือรู้มั่วก็ไม่ทราบแน่

ครืน...

เสียงคำรามดังก้องกัมปนาทไปทั่วห้องควบคุม เสียงนี้มาจากท่อเหนือหัวของพวกเขา ราวกับมีอะไรบางอย่างไหลอย่างแรงและเร็วบนนั้น ชั่วขณะหนึ่งเหมือนกลางท่อนั้นจะทรุดลงมา และนั่นก็สร้างความหวาดหวั่นต่อเด็กทั้งสามเป็นอย่างมาก

“นี่เธอทำอะไรเนี่ย มิเชล!!!” เคลวินว่าอย่างหัวเสีย เมื่อเริ่มมีน้ำรั่วลงมาจากท่อมากขึ้น แรงขึ้น

“ฉัน...ฉันไม่รู้” มิเชลว่า ตัวเธอสั่นงันงก

“ก็หมุนวาล์วกลับที่เดิมก็หมดเรื่องแล้ว” เจมส์ว่าเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเริ่มหมุนจากวาล์วไหนก่อน “น้ำเริ่มไหลมากขึ้นแล้ว ท่อต้องแตกแน่ๆ”

“จะรออะไรล่ะก็วิ่งสิ” เคลวินร้อง เขาจับมือมิเชลที่ตัวสั่นและไม่รับรู้สิ่งใดให้ออกวิ่ง ตามหลังมาด้วยเจมส์ เด็กทั้งสามวิ่งเข้าสู่อุโมงค์มืด เจมส์ได้ยินเสียงท่อน้ำพังลงมา และเสียงน้ำไหลทะลัก แน่นอนที่ว่า มันกำลังไล่ตามพวกเขาดั่งยมราช ระดับน้ำบนพื้นกำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

“น้ำท่วมโลกแน่แล้วคราวนี้ เทพเจ้ากำลังพิโรธ” เจมส์ว่า “เราต้องรีบหาบันไดให้เร็วที่สุด” เขาว่าพลางสาดไฟฉายไปทั่วอุโมงค์ โชคยังคงเข้าข้างสามซ่า เมื่อปรากฏบันไดลิงอยู่ไม่ไกลนัก เจมส์จับมืออีกข้างของเคลวิน ก่อนจะวิ่งนำไปสู่ทางออก เขาปีนบันไดขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ยกฝาท่ออันหนักอึ้งออก เมื่อเจมส์ขึ้นมาถึงโลกเบื้องบนแล้ว เขาก็ดึงเคลวินตามขึ้นมาด้วย เพียงแต่ว่ามิเชลหายไป

“มิเชลล่ะ” เจมส์ร้องถามเคลวิน

“เมื่อกี้นี้ฉันจับมือเธออยู่เลย” เคลวินร้องด้วยความตกใจ ด้วยเวลาตัดสินใจอันน้อยนิด เขาตัดสินใจลงไปในอุโมงค์อีกรอบ โดยที่เจมส์ห้ามไม่ทัน

เวลาผ่านไปเกือบนาที ซึ่งขณะนี้เนิ่นนานราวชั่วโมง ความกังวลของเจมส์หายไป เมื่อเคลวินโผล่ขึ้นมาพร้อมกับมิเชลในสภาพเปียกโชกไปครึ่งตัว ทั้งยังดูมอมแมมเสียจนคุณหนูอย่างมิเชลคงนึกสภาพตัวเองตอนนี้ไม่ออกแน่ ถึงอย่างไรทุกคนก็ปลอดภัย

“น้ำท่วมโลกแน่ๆเลยคราวนี้ เราไปกันต่อเถอะ” เคลวินพูดอย่างหมดแรง

หลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์สุดระทึก (และทำให้ผู้ใหญ่ในชุมชนแตกตื่นกับเรื่องท่อน้ำแตก ซึ่งต้องใช้เวลานานในการปิดน้ำจากวาล์วใหญ่) เด็กทั้งสามก็มุ่งหน้าเดินขึ้นเนินเขาไปในสภาพเหนื่อยล้าและตัวเปียก แต่เป็นที่น่าแปลกใจที่เสื้อผ้าของพวกเขาแห้งไปในระยะเวลาอันสั้น

“เสื้อผ้าแห้งไวจัง โลกร้อนที่พวกผู้ใหญ่พูดถึงคงเป็นอย่างนี้นี่เอง” มิเชลว่า

“ตัวเองเป็นต้นเหตุของน้ำท่วมยังทำพูดดีอีก” เคลวินเหน็บแหนมอย่างอดไม่อยู่

“เคลวิน นั่นใช่การอพยพที่นายว่าไหม” เจมส์เอ่ยขึ้น เขาชี้นิ้วไปยังเส้นขอบฟ้า ณ จุดนั้นมีแพคลื่นสีเทากำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้พวกเขาเรื่อยๆ มันคือฝูงนกพิราบฝูงใหญ่ ใหญ่กว่าที่เด็กทั้งสามเคยเห็นที่ไหน

“ใช่เลย ใหญ่กว่าฝูงกาเมื่อวานเสียอีก” เคลวินกล่าวอย่างทึ่งๆ เมื่อฝูงนกพิราบเหล่านี้บินผ่านไปเหนือหัว เสียงของนกเหล่านี้ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ “มันคงกำลังร้องว่า แย่แล้วๆ ไม่ก็ หนีเร็วๆ แหงซะ”

ทันใดความสนใจของเด็กชายทั้งสองก็ถูกเบนไปกับคำพูดของเด็กหญิง “ดูต้นไม้พวกนั้นสิ”

เด็กชายทั้งสองหันไปมองตามนิ้วของมิเชลที่ชี้ไปยังป่าด้านหลัง แสงสีเหลืองอร่ามของดวงอาทิตย์ส่องไปยังต้นไม้ทั้งหลายที่ใบสีเหลืองกรอบ บางต้นใบร่วงจนหมดต้น บางตนนั้นล้มลงตายกลับคืนสู่ธรรมชาติ และบางต้นถูกตัดโค่นจนเหลือตอ

“แม้แต่ต้นไม้ยังสัมผัสได้ถึงจุดจบของโลกเรา” มิเชลว่า

“เราจะทำยังไงดีล่ะ” เจมส์ถาม แต่ว่าไม่ทันไร ราวกับแผ่นดินไหว เขารู้สึกว่าผืนดินใต้เท้ามิได้หยุดนิ่ง มันสั่นอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย และเขาทรงตัวไม่ค่อยจะอยู่แล้ว “นี่มันเกิดอะไรขึ้น!!!” เจมส์ร้องด้วยความตื่นตระหนก

“แผ่นดินไหว!!!” เคลวินเป็นคนตอบ เขาก็เริ่มทรงตัวไม่อยู่เช่นกัน “เหมือนกับที่เกิดขึ้นปีที่แล้วเลย แต่คราวนี้จะต้องหนักกว่าแน่ๆ คงเพราะแรงดันใต้ผิวโลกถูกปรับเปลี่ยนไปตอนเราลงไปในอุโมงค์แน่ๆ แผ่นดินกำลังจะแยก!!!” คำพูดของเคลวินสร้างความหวาดกลัวแก่มิเชลเป็นอันมาก ไม่นานขาเล็กๆของสามซ่าแห่งมิเดลตันก็ทรงตัวบนเนินลาดชันไว้ไม่อยู่ ทั้งสามกลิ้งไถลลงมาตามเนิน จนกระทั่งแผ่นดินหยุดไหวแล้วนั้น พวกเขาทั้งสามก็นอนกองกันที่พื้นข้างล่างเนินเขาแล้ว

“อูย...ตูดระบมไปหมดแล้ว” เคลวินว่า “เมื้อกี้ฉันรู้สึกว่าได้ยินเสียงกระทิงด้วยแหนะ แถมเป็นกระทิงฝูงใหญ่เสยด้วย”

“กระทิงงั้นเรอะ หูฝาดไปล่ะมั้ง ชุมชนเรามีกระทิงซะที่ไหน” เจมส์ถาม เขานวดกล้ามเนื้อที่ระบมจากการกลิ้งไถลลงมาตามเนิน

“เป็นแผลไปหมดเลย” คำพูดเชิงบ่นเช่นนี้จะมาจากใครไม่ได้นอกจากมิเชล เธอลุกขึ้นยืนด้วยความไม่สบอารมณ์ เด็กหญิงแหงนหน้ามองท้องฟ้าพลางตั้งข้อสังเกต “ท้องฟ้าดูมืดๆเนอะว่าไหม”

“ใช่ เมฆคลุมทั่วท้องฟ้าเลย เมื่อกี้แดดยังเปรี้ยงๆอยู่เลย เมฆมากไหนกัน” เคลวินพูดบ้าง

“เรื่องนั้นช่างก่อนเหอะ ฉันว่าเราไปที่ทะเลสาบกันดีกว่า เผื่อจะพบเบาะแสอะไรบ้าง จะได้พบทางออกที่จะแก้ไขวิกฤตครั้งนี้เสียที” เจมส์บอกกับเพื่อนทั้งสอง เขานำคนทั้งสองไปยังทะเลสาบ พวกเขารู้สึกว่ามีลมพัดผ่านตลอดเวลา แถมยังแรงขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย

แก๊งสามซ่าเดินทางมาถึงทะเลสาบแล้ว พวกเขาตื่นตะลึงกับภาพตรงหน้าที่เห็นเป็นอย่างมาก เมื่อวานนี้ทะเลสาบยังคงเงียบสงบมีคลื่นซัดฝั่งเบาๆ แต่ตอนนี้คลื่นในทะเลสาบแปรปรวน เรียกได้ว่าหากเรือลำใดแล่นในทะเลสาบยามนี้มีแต่ล่มอย่างเดียว และอีกอย่างหนึ่งก็คือ พายุงวงช้างที่หมุนลิ่วอยู่ในทะเลสาบนั่น ท่าจะไม่ใช่ธรรมดา

ทุกอย่างดูจะรวดเร็วมากสำหรับเด็กทั้งสาม เมฆฝนเข้าบดบังแสงอาทิตย์ มันเคลื่อนตัวมาปกคลุมชุมชนมิเดลตันอย่างรวดเร็ว ท้องฟ้าคำรามดังครืน ผืนน้ำอาละวาด เหตุการณ์ทุกอย่างช่างน่ากลัว

“โลกกำลังเจอภัยพิบัติแล้ว ฉันไม่เคยเห็นลมหมุนอะไรแบบนั้นเลย” เจมส์ว่า เด็กทั้งสามค่อยๆก้าวถอยหลังออกมาจากชายฝั่งพร้อมๆกัน ลมพัดกรรโชกแรงมาก จนขาทั้งสองข้างแทบต้านไม่อยู่

เปรี้ยง!!!

“ว้าย!” มิเชลร้องกรี๊ด เสียงสายฟ้าฟาดทำเอาทุกคนตื่นตกใจ ไม่นานฝนเม็ดใหญ่ก็ค่อยๆตกลงมา ตอนแรกตกแบบปรอยๆ ก่อนจะหนักขึ้นภายในระยะเวลาไม่กี่วินาที ความมืดปกคลุมไปทั่วชุมชน เจมส์กับเคลวินสังเกตเห็นพายุงวงช้างค่อยๆตรงดิ่งมาทางพวกเขา คลื่นในทะเลสาบโจมตีชายฝั่งอย่างบ้าคลั่ง

เจมส์เป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ แต่สีหน้าของเขาก็ไม่ได้สู้ดีเลยแม้แต่น้อย เมื่อฟ้าผ่าลงมาอีกรอบ นั่นแทบจะทำให้มิเชลเป็นบ้า แม้แต่เคลวินผู้กล้าแกร่งก็ถึงกับร้องไห้ออกมาให้เห็น

“เราไปกันเถอะ!!!” เจมส์ร้องออกมาเพื่อปลุกสติของเพื่อนๆ พายุงวงช้างใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครที่ตั้งสติได้เลยนอกจากเจมส์ เช่นนั้น หัวโจกของสามซ่าจึงต้องดึงแขนเพื่อนทั้งสองให้วิ่งตามเขาไป เขามุ่งตรงสู่หมู่บ้าน แต่หมู่บ้านนั้นกลับดูอยู่ไกลเหลือเกิน ‘ถ้านี่จะต้องเป็นวันสุดท้ายของโลก และวันสุดท้ายของชีวิตเจมส์ มอร์คซี่ เขาก็อยากจะอยู่กับเพื่อนของเขา’ เจมส์คิดเช่นนั้น

ระยะเวลาผ่านไปนานแสนนาน (ในความรู้สึก) เจมส์ก็เดินทางมาถึงหมู่บ้าน เคลวินและมิเชลยังคงตื่นตระหนก เจมส์พาคนทั้งคู่เข้าไปในบ้านของเขา แม่ของเจมส์...คุณนายลอร่ารู้สึกตกใจกับสภาพเปียกโชกของเด็กทั้งสาม ทั้งสีหน้าของพวกเขาไม่สู้ดีนัก

“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ” คุณนายลอร่าถามลูกชายด้วยความเป็นห่วง

“แม่ครับ” เจมส์โผเข้ากอดบุพการีของตน ก่อนจะปล่อยโฮออกมา “โลกกำลังจะแตกครับแม่”

“ลูกพูดเรื่องอะไรกันล่ะเนี่ย” คุณนายลอร่าพูดอย่างเห็นว่าเรื่องนี้ตลกขบขัน

“จริงๆนะครับแม่ นะ...น้ำใต้ดินท่วมไปหมด...”

“นั่นก็แค่ท่อแตกเท่านั้นเอง ตอนนี้เราแก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้วล่ะจ้ะ” แม่ของเจมส์พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“โลกกำลังจะแตกจริงๆนะครับคุณนายลอร่า” คราวนี้เป็นเคลวินที่เอ่ยขึ้นมาบ้าง “ผมเห็นฝูงนกอพยพ ต้องเป็นสัญญาณของภัยพิบัติแน่ๆ แถมก่อนหน้านี้ยังมีแผ่นดินไหวอีก ผมได้ยินเสียงช้างด้วย”

“เคลวินผู้น่าสงสาร” คุณนายลอร่ายิ้มให้กับความไร้เดียงสาของเด็กชาย “ช่วงนี้เป็นฤดูผสมพันธุ์ของนกต่างหาก ส่วนช้างพวกนั้นคงจะตกใจนายพราน เวลาช้างวิ่งเป็นโขลง แผ่นดินก็มักจะสะเทือนจนเหมือนแผ่นดินไหวน่ะแหละ ไม่มีอะไรหรอก”

“แต่...แต่ว่าข้างนอกฟ้ากำลังถล่มนะคะ” มิเชลพูดขึ้นมาบ้าง

“ช่วงนี้อากาศก็แปรปรวนเช่นนี้แหละจ้ะ” คุณนายลอร่าว่าพลางลูบหัวมิเชลด้วยความเอ็นดู เธอพูดอีกว่า “ป้าว่าพวกเธอพักที่นี่กับเจมส์ก่อนก็ได้ก่อนก็ได้นะ ป้าจะโทรบอกพ่อแม่พวกเธอให้เอง เอาล่ะเช็ดหัวกันก่อนเดี๋ยวไม่สบาย” ว่าแล้วคุณนายลอร่าก็ยืนผ้าขนหนูมาให้

เด็กทั้งสามคลายความตระหนกลงมามากแล้วหลังจากได้ฟังคำพูดของคุณนายลอร่า เด็กทั้งสามเช็ดหัวให้แห้ง ก่อนจะจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า คุณนายลอร่าจัดที่นอนไว้สามที่ แล้วอยู่เฝ้าเด็กชายและเด็กหญิงแก๊งสามซ่าที่นอนหลับไปอย่างง่ายดายด้วยความล้า หลังจากผ่านเรื่องราวร้ายๆมาตลอดทั้งวัน

 

อรุณรุ่งแสงสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบ้านของเจมส์ ท้องฟ้าวันใหม่นั้นแจ่มใสกว่าทุกวัน เด็กทั้งสามตื่นนอนมาเตรียมตัวพร้อมแล้วกับการผจญภัยครั้งใหม่ ทั้งสามมานั่งคุยกันอยู่บนม้านั่งหน้าบ้าน

“เราโดนชายแปลกหน้านั่นหลอกเข้าจนได้ ฉันว่าแล้วไม่เชื่อ” เคลวินพูด

“อย่าทำเป็นปากดีเลยเคลวิน เมื่อวานนี้สภาพนายดูไม่ได้เลยนี่ เจมส์บอกนายร้องไห้ยกใหญ่เลย” มิเชลเอ่ย เธอขำคิกคักด้วยความอารมณ์ดี

“เธอก็ไม่ต่างจากฉันนักหรอก เผลอๆอาจจะหนักกว่าด้วยซ้ำ แค่เสียงฟ้าผ่าก็เกือบตายแล้ว”

“เลิกทะเลาะกันเถอะน่ะ ถึงแม้เราจะโดนหลอก แต่ฉันว่ามันก็สนุกดีนะ เป็นการผจญภัยที่ยอดเยี่ยมไปเลย ฉันไม่เคยทำอะไรสนุกอย่างนี้มาก่อน” เจมส์พูด

เวลาผ่านไปก็มีเด็กชายซึ่งเป็นเพื่อนกับเหล่าสามซ่าเดินผ่านหน้าบ้าน ตัวเขามีอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆเต็มตัวไปหมด เขามีชื่อว่า มาร์ค เจมส์ตัดสินใจเรียกทักเด็กชาย “เฮ้...มาร์ค นายกำลังจะไปไหนน่ะ”

“ฉันมีภารกิจ ภารกิจที่แม้แต่แก๊งสามซ่าของพวกนายไม่มีวันได้ทำแน่” มาร์คตอบ

“ภารกิจงั้นหรอ” เด็กทั้งสามคนพูดพร้อมกันด้วยความสนใจ เคลวินมองตาเพื่อนทั้งสองอย่างเข้าใจตรงกันถึงสิ่งที่พวกเขากำลังคิด เคลวินเป็นฝ่ายถามต่อ “ไหนช่วยเล่าภารกิจของนายให้ฟังหน่อยสิ”

“มีชายจากอนาคตคนหนึ่งบอกฉันว่าโลกกำลังจะแตกภายในอีกสามวัน ฉันกำลังจะไปทำภารกิจกู้โลก เขาบอกมีแต่ฉันเท่านั้นที่ทำได้ ฉันขอตัวล่ะ โลกกำลังรอฉันอยู่” มาร์คว่า ก่อนจะเดินจากไป

สามเกลอมองตากันด้วยความเข้าใจ พวกเขาต่างอมยิ้มเล็กๆให้กับภารกิจที่ว่านั่น



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
Short Story ถึงเรื่องจะสั้น แต่มันก็หลายเรื่อง ตอนที่ 1 : [Short I]Mission Two O Twelve:แก๊งสามซ่าแห่งมิเดลตันกับภารกิจกู้โลก [แนวผจญภัย] , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 222 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android