คัดลอกลิงก์เเล้ว

ยอดวิวรวม

124

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


124

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  21 ธ.ค. 60 / 23:46 น.
นิยาย ѹͤѡ... เพราะมันคือความรัก... | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
ความรักของเด็กๆในช่วงวัยมัธยม...

เนื้อเรื่อง อัปเดต 21 ธ.ค. 60 / 23:46


เพราะมันคือความรัก

                     คุณคิดว่า ความรักคืออะไร??? บางคนก็ว่า “ความรัก คือ ความรู้สึกโหยหาอยากได้อยากมีคู่ชีวิตของมนุษย์” บางคนก็ว่า “ความรัก คือ การผูกพันธสัญญาใจระหว่างบุคคล เป็นการเชื่อมโยงความรู้สึกดีๆต่อกัน ที่ส่งผ่านถึงใจกันได้ซึ่งกันและกัน” บางคนก็ว่า “ความรัก คือ การก่อให้เกิดซึ่งกิเลส ความอยากใคร่ในกามตัณหา เป็นบ่วงแห่งกรรมที่ถูกก่อขึ้นระหว่างกัน และต้องมีการชดใช้ซึ่งกันและกัน ตามสำนวนพุทธศาสนสุภาษิต ที่ว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” บางคนก็ว่า “ความรัก คือ กำลังใจ แรงผลักดัน ที่สามารถเปลี่ยนคนๆหนึ่งได้ จากในทางร้ายเป็นทางที่ดี” ต่างคนต่างนิยาม “ความรัก” แตกต่างกันออกไป ซึ่งไม่มีมุมมองใดถูกหรือผิด ขึ้นอยู่กับว่า เราจะมองจากมุมมองไหนเท่านั้นเอง

.

.

.

.

.

.

            ผมเอง ก็ได้แต่นั่งคิดว่า สำหรับตัวเองนั้น “ความรัก” มันคืออะไรกันแน่ผมเฝ้าหาคำตอบให้กับตัวเอง อยู่ตลอดเวลา ผมเฝ้ามองเห็นเพื่อนๆของผมแต่ละคน ทยอยมี “สิ่งที่น่าจะเรียกว่าเป็นความรัก” กันไปทีละคนๆ บ้างก็กำลังคุยกัน ศึกษาดูใจกันอยู่ บ้างก็ได้คบกันเป็นแฟนแล้ว ซึ่งบางคู่ก็คบกันไม่ได้ยืดยาว แล้วก็มีเหตุให้ต้องเลิกร้างกันไป บ้างก็ยังคงรักและซื่อสัตย์ซึ่งกันและกันอยู่ตลอด ซึ่งผมเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า แท้จริงแล้ว ความรักนั้น เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาให้คู่กับมนุษย์ และถือว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถกำหนดได้เองจริงๆ ใช่มั้ย หรือว่าแท้จริงแล้ว การที่มนุษย์คู่หนึ่งมาเจอกัน เป็นสิ่งที่ชะตาฟ้าลิขิตให้ต้องมาพบเจอซึ่งกันและกัน

 

            ไอ้บอสไอ้บอสสส” เสียงๆหนึ่ง ปลุกผมจากภวังค์แห่งความคิด เมื่อผมหันไปตามเสียงนั้นทางด้านหลัง ก็พบกับ “ไอ้เอ” เพื่อนที่สนิทที่สุดคนนึงของผม เราเรียนด้วยกันตั้งแต่ตอนประถม จนตอนขึ้นมัธยม เราก็มาสอบติดที่โรงเรียนเดียวกัน และก็เป็นเพื่อนกันมาตลอด จนถึงตอนนี้ ตอนที่พวกเรากำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งแม้ว่าพวกเราจะกำลังยุ่งๆ ไม่ค่อยมีเวลาได้ไปไหนด้วยกันกับไอ้เอ พร้อมๆกับกลุ่มเพื่อนๆของเรา ทั้งกลุ่มเพื่อนตั้งแต่สมัยประถม และมัธยม เพราะต้องเตรียมตัวสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ด้วยความที่ผมกับไอ้เอได้อยู่โรงเรียนเดียวกัน ผมกับมันก็ยังคงมีมิตรภาพที่ดีต่อกันเสมอ เราต่างคนต่างช่วยเหลือกันเสมอ ทั้งในเวลาที่มันและผมมีปัญหา ทำให้ผมกับมันยังคงสนิทกันเหมือนเดิม มิตรภาพของเรายังคงแนบแน่นเช่นเดิม

            “เฮ้ย มึงมานั่งทำอะไรตรงนี้คนเดียววะ ไอ้บอส เลิกเรียนแล้วนะเว้ย ไมไม่กลับบ้านวะเพื่อน” ไอ้เอถามผมด้วยความเป็นห่วง “มึงมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าวะ มีอะไรบอกกูได้นะเว้ย” ไอ้เอพูดอย่างจริงจัง มันมักจะมองผมออก เวลาที่ผมคิดอะไรเครียดๆ หรืออะไรๆที่จริงจังอยู่เสมอ

                “เออไม่มีอะไรหรอกเว้ย กูก็แค่เครียดๆ เรื่องสอบเข้ามหาลัย ละก็นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเรื่องงานไปแหละ ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลหรอก นี่กูก็นั่งรอเอาแฟ้มเอกสารงานมาให้อาจารย์หน่ะ แกประชุมอยู่มั้ง ก็เลยนั่งรออาจารย์อยู่ตรงนี้” ผมตอบ

                “เฮ้ยยย ไม่เอาน่า มึงก็รู้ ว่ากูดูสีหน้ามึงออก มึงดูคิดอะไรที่เป็นเรื่องจริงจังอยู่นะเว้ยยยย มึงบอกมาเลยๆ ไม่ต้องมาปิดบังกูเลยๆ กูว่ามึงไม่ได้คิดเรื่องงานอะไรนี่อยู่หรอก” ไอ้เอพูด พลางคะยั้นคะยอให้ผมเล่าสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่ออกมา

                “เฮ้อออ กูนี่ ไม่เคยปิดมึงอยู่จริงๆหว่ะ 555…  กูก็แค่คิดเล่นๆอยู่ว่าความรักอะ แท้จริงมันคืออะไรกันแน่วะ ทำไมมันดูเป็นเรื่องที่พวกเราหลายๆคน ใฝ่ฝันอยากจะได้สัมผัสกับมัน” ผมตอบอย่างสงสัยในสิ่งที่ผมคิด

                “อั่นแหนะ ไอ้บอส เด็กเนิร์ด วันๆเอาแต่สนใจเรื่องเรียน ร้อยวันพันปี ไม่เคยเห็นสงสัยเรื่องอะไรพวกนี้เลย หรือว่า มึงแอบชอบสาวคนไหนในโรงเรียนเหรอวะ” ไอ้เอพูดพร้อมกับทำท่าทางและน้ำเสียงแซวผม

                “อะไรรร มึงพูดเรื่องไรเนี่ย ไม่มีโว้ยยย กูก็แค่สงสัยเฉยๆเว้ยยยย” ผมตอบอย่างทันทีทันใด

                “อะๆๆ กูเชื่อมึงก็ได้ๆ 5555” ไอ้เอตอบ นิ่งกันไปซักพักนึง ผมก็เลยตัดสินใจ ถามเอว่า “เฮ้ย ไอ้เอมึงเองก็มีแฟนแล้ว มึงเล่าให้กูฟังหน่อยสิ ว่าความรักที่มึงเจออะ เป็นยังไง และสำหรับมึงมันคืออะไรวะ” ผมถามอย่างสงสัย

                “อ่าวๆๆๆ อยากรู้เหรอ พ่อคนอยากมีความรัก” ไอ้เอแซว ตามประสาคนกวนๆฮาๆ ตามสไตล์มัน

“มันไม่มีอะไรโว้ยยย มึงเล่ามาเหอะ กูอยากฟัง” ผมตอบอย่างจริงจัง

                “เออๆๆๆ ได้ๆ เดี๋ยวกูจะเล่าให้ฟัง” เอพูด เสร็จแล้วจึงเริ่มเล่าเรื่อง “กูอะนะ เคยมีความรักมาแล้วสองครั้ง คนแรกนี่ ก็ตอนอยู่ม.ต้น คนที่ชื่อ แพรว อะ มึงก็รู้นี่ตอนนั้น คบกันตั้งแต่ ม.2 จนขึ้น ม.4 แพรวมันก็ย้ายไปเรียนต่ออีกที่นึง เพราะสอบติดที่โรงเรียนนั้น เราก็ห่างกัน ไม่ค่อยได้เจอกัน สุดท้ายก็เลิก ละกูก็ได้มาเจอ พราว ตอนขึ้น ม.4 เราอยู่ห้องเดียวกัน ช่วงที่กูเฮิร์ทใหม่ๆ กูก็เศร้านะช่วงนั้น กูคบกับแพรวมาตั้งราวๆ สองปีกว่าๆ มันก็ผูกพันกันนะ จนกูเริ่มทำใจได้ ละตอนช่วงประมาณ ม.5 กูก็ได้คุยกับพราวมากขึ้น เพราะทำงานโรงเรียนด้วยกัน กูก็รู้สึกดีกับเค้านะ ก็คุยกันมาประมาณปีนึง จนตอนขึ้นม.6 นี่แหละ กูก็ขอพราวเป็นแฟน พราวเค้าก็ยอม สุดท้ายก็ได้คบกันนี่แหละ” ไอ้เอเล่าเรื่องความรักของมันให้ผมฟัง แบบรวดเดียวจบ

                “อ่าห้ะ” ผมพูดพลางคิดต่อเล็กน้อย แล้วจึงถามต่อว่า “เออ แต่ตอนมึงคบกับแพรวอะ กูก็เห็นมึงสองคนแบบ รักกันมากเลยนี่ มึงทั้งตั้งสถานะ In Relationship ในเฟสบุ๊ค ลงรูปคู่ตอนไปไหนมาไหนด้วยกันในอินตาแกรมตลอด ก็ในเมื่อมึงทั้งคู่ดูรักกันมากขนาดนี้ ทำไม..สุดท้ายมึงถึงเลิกกันวะ” ผมถามอย่างสงสัย

                “อ่อเรื่องนี้อะเหรอ” เอพูด แล้วนิ่งไปซักพัก แล้วก็พูดต่อ “คือตอนที่กูกับแพรว ต้องแยกกันตอน ม.4อะ กูก็ไม่ค่อยได้เจอหน้าแพรวแล้ว จะได้ไปไหนด้วยกันบ้าง ก็ตอนหลังสอบมิดเทอมกับสอบปลายภาค ตอนเทอม 1 เสร็จนั่นแหละ ละทีนี้อะ พอมันไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเหมือนเดิม ไม่ได้เจอกันบ่อยเหมือนเดิม มันก็ทำให้พวกกูอะ เหมือนถูกทำให้แยกกันอยู่อะ แบบห่างกันมากๆ จนความรู้สึกเริ่มไม่สื่อถึงกันเหมือนเดิม ตอนอยู่ด้วยกันทะเลาะอะไรกัน ก็มีแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ งอนกันบ้าง พอกูง้อ เคลียร์กันได้ มันก็จบ แต่พอกูกับเค้าไม่ได้อยู่ด้วยกันเหมือนเดิม เวลากูทะเลาะอะไรๆกับเค้า มันก็เคลียร์กันได้ยากขึ้น จากปัญหาแค่เรื่องงอนกันเล็กน้อย อย่างไปเที่ยวด้วยกันไม่ได้ พอมันเคลียร์กันไม่ได้เหมือนเดิม เหมือนกับตอนที่มาเคลียร์กัน มาง้อกันแบบเห็นๆกันได้ มันก็เริ่มลุกลามใหญ่โต เป็นการทะเลาะกันในเรื่องที่หนักขึ้น อย่างเช่นแบบ เค้าคิดว่ากูมีคนอื่น หรือกูเองก็คิดว่าเค้ามีคนอื่น อะไรแบบนี้ ซึ่งสุดท้ายแม้ว่ามันจะเคลียร์กันได้ก็จริง แต่ มันก็เหมือนสร้างรอยแผลไว้อะ ซึ่งมันไม่สามารถจะสมานได้สนิท มันก็เหมือนกับว่ากูกับเค้าเคลียร์กันจบ ดูเหมือนจะเข้าใจกันแล้ว แต่ก็ยังระแวงสงสัยซึ่งกันและกันอยู่ละมันก็เป็นแบบนี้มาตลอดเว้ย เป็นเวลาเกือบๆปีอะ ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาที่กูรู้สึกว่ากูรู้สึกไม่ดีเลยเว้ย อะไรๆที่กูเคยรู้สึกมีความสุข รู้สึกดีที่ได้อยู่กับเค้า มันก็เริ่มจางหายไป เราทะเลาะกันแรงๆบ่อยขึ้นมาก ส่วนมากก็ทางไลน์ ไม่ก็ตอนคอลคุยกันนี่แหละ มันเหมือนกับว่า คุยกันทีไร มันก็ไม่เหมือนเดิม เหมือนตอนที่ได้อยู่ด้วยกันอะ มันไม่โอเคเลยเว้ย ซึ่งกูก็พยายามนะ และกูก็รู้สึกว่าเค้าก็พยายามเหมือนกัน ที่จะทำให้ความรักของเรามันยังคงเดินหน้าต่อไปได้ แต่สุดท้ายอะ มันก็ไม่ไหวจริงๆ กูก็เลย บอกเลิกกับเค้า ตอนช่วงสอบปลายภาค ม.4 เทอม 2 เสร็จ วันนั้นอะ กูคอลไปหา ละกูพูดกับเค้าไปตรงๆเลยเว้ย ว่า เลิกกันเหอะ เราคงไปต่อด้วยกันไม่ได้จริงๆ…” แล้วเค้าก็ตอบมาสั้นๆ ว่า อืม…” แล้วเค้าก็วางสายไปเลยเว้ย กูเองอะ พอคุยเสร็จ น้ำตากูมันก็ไหลออกมา บอกตรงๆ กูเคยร้องไห้เพราะ ผู้หญิงครั้งแรก ก็ตอนเรื่องแพรวนี่แหละ กูเศร้ามากเลยนะตอนนั้น กูรู้สึกไม่อยากทำอะไรเลย ไม่อยากรับรู้อะไร กูเศร้า กูเจ็บ แต่กูก็ทำอะไรไม่ได้เลย ผ่านมาประมาณ สองสามเดือนนั่นแหละ กูถึงได้หายเศร้าได้แบบจริงๆ” ไอ้เอเล่าอย่างเศร้าๆ

                “โหเห็นภาพเลยว่ะ มึงคงรักเค้ามากและไม่มีทางลืมเค้าได้เลยใช่มะ” ผมพูดพลางถามต่อ

                “เออ กูไม่มีทางลืมหรอก ถึงกูจะทำใจได้ ว่ากูกับเค้าเลิกกันแล้ว แต่ก็นะ เค้าเป็นรักแรกของกูนะเว้ย ไอ้ที่เขาบอกกันว่า รักแรกไม่มีทางลืมอะ นี่เรื่องจริงเลย กูลืมเขาไม่ลงจริงๆ เค้าคงจะอยู่ในความทรงจำกูไปจนกูตายนั่นแหละ” ไอ้เอตอบ 

                “เออ กูพอเข้าใจๆ” ผมตอบแล้วพูดต่อไปว่า “แล้วมึงคิดว่ารักครั้งใหม่ของมึงจะเป็นยังไงต่อไปวะ คิดว่าจะคบกันได้ยาวขนาดไหนอะ” ผมถามเอตรงๆ เพราะอยากรู้

                “เอาจริงๆนะ ไอ้บอส กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ ตอนคบกับแพรวตอนนั้น กูก็คิดว่าคงคบกับเค้า จนแต่งงาน มีครอบครัว มีลูกด้วยกัน เพราะตอนนั้นกูรู้สึกว่ารักเค้ามากจนไม่อยากเสียเค้าไปจากชีวิตกูเลย แต่สุดท้ายกูก็เสียเค้าไปเว้ย มาตอนนี้กูก็พึ่งคบกับพราวได้ไม่นาน ไม่ถึงปีเลย กูก็ไม่รู้ว่าอนาคตมันจะเป็นยังไงนะ แต่กูก็จะพยายามอย่างเต็มที่ที่สุด ทำให้เค้ามีความสุขในช่วงเวลาที่ได้อยู่กับกู เพราะพราวคือแฟนของกู กูก็ต้องดูแลเทคแคร์เค้าให้ดีที่สุดเว้ย” ไอ้เอตอบอย่างจริงจัง

                “โห ไอ้เอ มึงสุดยอดว่ะ กูยอมมึงเลย” ผมชมไอ้เออย่างจริงใจ ผมก็อยู่กับมันมาตั้งหลายปี พึ่งเคยเห็นมันพูดอะไรแบบเท่ๆ เป็นลูกผู้ชายมากๆก็ตอนนี้แหละ “แล้วอย่างงี้ สรุปแล้ว ที่มึงผ่านความรักทั้งสองครั้งนี้มาเนี่ย มึงคิดว่า สุดท้ายแล้วความรักมันคืออะไร แล้วก็ทำไมเราต้องมีมันกันแน่อะ” ผมถามต่อไปด้วยความอยากรู้

                “นี่ไอ้บอส กูจะบอกอะไรมึงให้นะ ไอ้เอเว้นระยะ แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “มึงไม่ต้องไปมองทุกอย่างให้มันจริงจังขนาดนั้นเว้ย มึงดูมองเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ซีเรียส ซึ่งใช่ มึงก็มองมันแบบนั้นได้ การที่มึงจะทำให้ความรักมันยืนยาว บางทีมันก็ต้องรู้จักวางแผนชีวิตบ้าง รู้จักการมองความรักในแบบในทางที่มันจริงจังบ้าง ที่จะใช้สร้างชีวิตครอบครัวของมึง หรือเพื่ออะไรก็ตาม แต่มึงต้องอย่าเอาความจริงจังของมึงเนี่ย มาทำให้มึงหมดความสุขในความรักเว้ย เอาจริงๆนะ ส่วนนึงที่กูกับแพรวต้องเลิกกันอะ ก็เป็นเพราะว่า เราต่างคาดหวังจากกันและกันมากเกินไป ตอนเราอยู่ด้วยกัน เราไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด เรียกว่า ตัวติดกัน ไม่ห่างกันเลย ทีนี้พอเราอยู่คนละที่ อยู่ห่างกัน อะไรๆที่เราเคยทำด้วยกันได้ก็ทำด้วยกันไม่ได้ ซึ่งเราต่างคาดหวังซึ่งกันและกัน ที่จะหาเวลามาอยู่ด้วยกันให้ได้เหมือนเดิม เหมือนตอนที่เราอยู่โรงเรียนเดียวกันตอน ม.ต้น ซึ่งในความเป็นจริง เราทั้งคู่ต่างก็รู้ดีอยู่ลึกๆในใจอยู่แล้วว่า มันไม่มีทางทำได้ แต่เราก็ยังคงคาดหวังว่า มันจะต้องทำได้ พอเราจริงจังกับมันมากเกินไป ก็ทำให้พวกเรารู้สึกแย่กับความรัก ทั้งๆที่เราควรจะมีความสุขกับมัน พอเป็นแบบนี้สุดท้ายมันเลยไปไม่รอดเพราะงั้นนะ ความรักสำหรับกูอะ มันไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อน หรือยากเกินกว่าที่เราจะเข้าใจเลยเว้ย มันก็คือการที่คนสองคนอะ มาเจอกัน ละมันคลิ๊กกัน ก็คือมึงชอบเขา เขาชอบมึง เนี่ยความรักเกิดแล้ว ส่วนมันจะแป้กหรือไม่แป้ก คือมึงจะจีบเค้าติดมั้ย หรือเขาจะยอมเปิดใจให้มึงมั้ย ถ้าเกิดเค้าไม่มั่นใจในความรู้สึกตัวเอง อันนี้กูก็ตอบไม่ได้ มันแล้วแต่คนว่ะ คงแล้วแต่ว่า ชะตาฟ้าลิขิตอะไรนั่นละมั้ง 555 ส่วนเรื่องที่ว่าจะต้องมีความรักกันทุกคนมั้ย มันก็ไม่จำเป็นนี่ มึงก็เห็นผู้ใหญ่หลายๆคน เป็นโสดกันตั้งเอยะแยะ ไม่มีแฟนด้วยเหตุผลมากมาย อยากอยู่คนเดียวบ้าง หาคนที่ถูกใจไม่ได้บ้าง อะไรแบบนี้ เนี่ย มันก็ชัดเจนแล้วว่า ความรักอะ มันไม่มีอะไรที่ต้องทำให้ดูจริงจังไปซะทุกเรื่องเลยเว้ย เวลามึงรักใครซักคนอะ ถ้ามึงรักเค้าจริงๆนะ มึงก็แค่ต้องดูแลเอาใจใส่เค้าให้ดีที่สุด ให้เค้ามีความสุขที่อยู่กับมึง ไม่ทำให้เค้าเสียใจ แค่นั้นเองเว้ย” ไอ้เอตอบอย่างจริงจัง

                “เออๆๆ กูเข้าใจที่มึงพูดๆ แหม่ นานๆจะเห็นมึงดูเท่ ดูเป็นผู้ชายรักจริงขนาดนี้นะเนี่ย 555” ผมแซวไอ้เอบ้าง

                “อะไรวะ กูว่ากูก็เป็นผู้ชายที่หล่อ สมาร์ท สุภาพบุรุษตั้งนานละนะ 5555” ไอ้เออวดอย่างภูมิใจ

ว่าแต่มึงเหอะ ไอ้บอส” ไอ้เอถามผมกลับบ้าง “กูรู้นะ กูดูออก ตอบกูมาตรงๆเลย มึงแอบชอบใครอยู่ใช่มั้ยบอกกูมาตรงๆเลย ไม่ต้องมาปกปิดๆ”

                “อะไรรรเอ่อไม่มีเหอะไอ้เอ” ผมตอบอย่างไม่มั่นใจนัก

“แน่ใจนะ ไม่งั้นกูจะไปบอก “ฟ้า” ให้นะ ว่ามึงชอบเค้า” ไอ้เอพูดต่ออีก

                “เอ้ยยย ไอ้เอ ไม่เอาดิวะ 555 มันไม่มีอะไรเว้ย” ผมตอบอย่างอายๆ

                “อั่นแหน่ะ ใช่จริงๆด้วยสินะ มึงเล่ามาเลยยย ไม่งั้นกูบอกเค้าแน่” ไอ้เอขู่ทีเล่นทีจริง

                “เออ มันก็อาจจะใช่เว้ย เค้าก็ดูน่ารักดี เรียนก็เก่งด้วย นิสัยก็น่ารักดี” ผมตอบตรงๆ เพราะกลัวเดี๋ยวไอ้เอ เพื่อนผมมันจะเอาไปบอกฟ้าจริงๆ

                “นั่นไง กูว่าแล้ว เดาไม่มีผิดจริงๆ เห็นสายตามึงตอนมองเค้าก็พอจะรู้ละ แหม่ๆๆ มึงนี่นะตาถึงนะเนี่ย ใส่แว่นก็เหมือนมึง เรียนเก่งก็เหมือนมึง อยู่ห้องเดียวกันอีก เหมาะสมกันจริงๆเนี่ย สองคนนี้” ไอ้เอแซว

                “โอยยย ไอ้เอ พอเหอะเพื่อน กูก็แค่แบบชอบเพราะเค้าน่ารักดี” ผมตอบด้วยความอาย ไอ้เอพอเห็นแบบนั้น มันก็พูดต่อขึ้นมาว่า “ก็ในเมื่อมึงก็ดูชอบเค้า ทำไมมึงไม่เข้าไปคุย ทำความรู้จักเค้าให้เยอะๆล่ะวะ กล้าๆหน่อยดิวะ อะโธ่”

                ผมตอบไอ้เอกลับไปว่า “เอาจริงๆ กูเป็นขี้อายนะ มึงก็รู้นี่ แล้วเค้าอะเหรอวะจะมาชอบกู กูก็ไม่ได้หล่ออะไรเลย เรียนเก่งก็แค่พอประมาณ ได้คุยกับเค้าแบบจริงๆ ก็แค่ตอนที่เราไปแข่งงานวิชาการด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรมากเลยนะเว้ย ถ้าไปคุยกับเค้าแล้ว เค้าไม่ชอบขึ้นมาจะทำไงวะ อีกอย่าง ช่วงนี้มันก็ใกล้จะเข้าช่วงสอบคัดเข้ามหาลัยอีกอะ กูกลัวโฟกัสสองเรื่องพร้อมกัน แล้วมันจะทำได้ไม่ดีพอ” ผมตอบอย่างหวั่นๆใจ

                “เฮ้ยยย ไอ้บอส ฟังกูนะ” ไอ้เอพูดอย่างจริงจัง “ชีวิตมึง มันมีครั้งเดียวนะเว้ย เรื่องรักครั้งแรกอะ จริงอยู่มีเรื่องสอบเข้ามหาลัย แต่กูเชื่อว่า มึงทำได้อยู่แล้ว กล้าๆหน่อยดิวะ ลุยไปเลยยย ผลจะเป็นยังไง ถ้ายังไม่ลองมึงจะรู้เหรอวะ” ไอ้เอพูดพลางยื่นมือมาตบบ่าให้กำลังใจผม

            “เออๆ เอาเป็นว่า ไว้กูจะลองละกันๆ” ผมตอบไอ้เอไป แล้วก็มีเสียงเรียกชื่อไอ้เอดังมาจากตรงตึกเรียนข้างหลังตรงที่นั่งคุยกันอยู่ ผมกับไอ้เอหันไป ก็เห็นพราวยืนยิ้ม กวักมือเรียกไอ้เออยู่ ไอ้เอมันก็เลยพูดกับผมว่า “เออ แฟนกูมาตามละ วันนี้นัดไปกินข้าวกับดูหนังด้วยกันเว้ย 5555 กูไปละๆ อย่าลืมล่ะ เรื่องที่กูบอกมึงอะ” ไอ้เอย้ำผมอีกรอบ

                “เออๆๆ กูรู้หน่า ไม่ต้องย้ำบ่อยๆ มึงไปหาแฟนมึงได้ละไป” ผมตอบไอ้เอไป มันก็ตบบ่าผมอีกที ละก็เดินไปหาแฟนของมัน ละก็เดินคู่กันออกจากตรงนั้นไป

                .ซักพักนึง อาจารย์ก็ประชุมเสร็จ แล้วเดินลงมาหาผมตรงโต๊ะหินอ่อนที่ผมนั้งอยู่ ผมก็เอาแฟ้มสรุปงานที่ได้รับมอบหมายให้ช่วยทำให้อาจารย์ไป แล้วก็นั่งคุยเรื่องงานอีกซักพักนึง จนอาจารย์บอกว่าจะกลับแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว ให้ผมกลับบ้านได้ ผมก็ลุกขึ้น ยกมือไหว้อาจารย์ แล้วก็เดินแยกตัวออกมา ผมกะว่าจะแวะเอาหนังสือไปคืนที่ห้องสมุดก่อน แล้วค่อยกลับบ้าน

.

.

.

.

.


            พอผมไปถึงห้องสมุด ซึ่งก็มีนักเรียนอยู่เพียงประปรายเท่านั้น ผมก็ไปติดต่อบรรณารักษ์ที่บริเวณคืนหนังสือ พอคืนเสร็จหนังสือเสร็จแล้ว ขณะที่ผมกำลังจะเดินออกมาจากห้องสมุด ผมก็ได้เจอกับ “ฟ้า” ที่กำลังจะเดินออกจากห้องสมุดพอดี

            “อ้าวบอส หวัดดี มาคืนหนังสือเหรอ???” ฟ้าทักและถามผมด้วยรอยยิ้ม

                     “อะอื้อ” ผมตอบสั้นๆ อย่างที่บอก ผมเป็นคนขี้อายจริงๆ และจะอายมากขึ้นด้วย ถ้าอยู่ต่อหน้าคนที่ผมชอบจริงๆ

                     “เนี่ย เราก็พึ่งยืมหนังสือเล่มใหม่เพิ่ม เล่มเก่ายังอ่านไม่จบเลย ยังไม่ได้คืนด้วย 555” ฟ้าพูดพลางหัวเราะอย่างน่ารักๆ ตามประสานักเรียนหญิงเนิร์ดๆ แล้วก็พูดต่อขึ้นมาว่า “เรากำลังจะกลับบ้านละ ยืมเสร็จละ แล้วบอสล่ะจะกลับบ้านรึยัง แล้วจะกลับยังไงอะ” ฟ้าถาม

             “อ่ออืม เรากลับรถไฟฟ้าน่ะ” ผมตอบอย่างเขินๆ

                       “อ๋อออ เราก็จะกลับรถไฟฟ้าเหมือนกันวันนี้ วันนี้แม่มารับเราไม่ได้ ติดธุระพอดี งั้นเดี๋ยววันนี้เราเดินไปกับแกด้วยละกันนะ” ฟ้าพูดยิ้มๆ

                       “อืม ก็ได้“ ผมตอบสั้นๆ ปกติผมกับฟ้า ไม่ได้กลับบ้านทางเดียวกันอยู่แล้ว ผมกลับบ้านเอง ส่วนฟ้า แม่จะขับรถมารับเสมอๆ ซึ่งปกติแค่ได้คุยก็เขินแล้ว นี่เดินกลับบ้านด้วยกัน ผมก็ยิ่งเขินเข้าไปใหญ่ กลัวว่าจะไม่กล้าคุยอะไรด้วย แล้วเดี๋ยวจะทำอะไรที่มันดูเปิ่นๆต๊องๆออกมา คงจะไม่ดีแน่ๆ

.

.

.

.

.


                     เราทั้งสองคนเดินออกมาจากโรงเรียนด้วยกัน เพื่อจะไปขึ้นรถไฟฟ้า ซึ่งระหว่างที่เดินไปที่สถานี ฟ้าก็ใส่หูฟังฟังเพลงในโทรศัพท์มือถือของเธอไป ผมเองก็ไม่กล้าคุยกับฟ้าเลย ได้แต่เดินเงียบๆไปกับเค้า ระหว่างนั้นคำพูดของไอ้เอที่บอกให้ผมลองชวนเธอคุย ทำความรู้จักกับเธอให้มากขึ้น ก็วนเวียนอยู่ในหัวผมตลอด แต่ผมก็ยังไม่กล้าชวนเธอคุย ก็มันเขินนี่ ที่จะต้องคุยกับคนที่เราชอบ โดยที่ผมก็เป็นคนขี้อาย คุยกับคนไม่ค่อยเก่งอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้เป็นเพื่อนที่สนิทกันจริงๆ อย่างไอ้เอเป็นต้น แต่ผมเองก็อยากที่จะคุยกับฟ้ามาก อยากที่จะคุยกับเค้าให้มากกว่านี้ เพราะฉะนั้น เมื่อตอนเราเข้าไปรอรถไฟฟ้าที่สถานี จนรถไฟฟ้ามาถึงสถานี เมื่อเราสองคนเข้าไปยืนอยู่ในรถไฟฟ้าแล้ว จังหวะที่มันค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากสถานี ผมเองก็รู้ว่าเหลือเวลาไม่มากแล้วที่จะอยู่ด้วยกันตอนนี้ เพราะบ้านของฟ้า อยู่ถึงก่อนบ้านผมสองสถานี ผมรู้ได้ยังไงน่ะเหรอ ก็ผมแอบส่องเฟสบุ๊ค ส่องไอจีเธอนะ ก็คนมันชอบอะ ผมก็รู้ข้อมูลส่วนตัวเธอบ้าง ดังนั้นในเมื่อรู้อย่างงี้แล้ว ผมก็เลยรวบรวมความกล้า แล้วพูดออกไป

            “ฟ้าๆ” ผมเรียกเธอ เธอจึงเอาหูฟังโทรศัพท์มือถือออก ยิ้มแล้วก็ถามผมกลับมาว่า “มีอะไรเหรอ บอส”

                     “เอ่อ” ผมนิ่งไปซักพักนึง ในหัวคิดอย่างรวดเร็วว่าจะหาเรื่องอะไรมาคุยกับเธอดี ให้ตายสิ เรียนยังง่ายกว่าเรื่องนี้ผมคิดในใจ แล้วก็พูดถามไปว่า “นี่ก็จะจบ ม.6 แล้วเนอะ แกอยากจะไปเรียนอะไร เรียนต่อที่ไหนอะ”

                     “อ๋อออ เราว่าเราก็คงจะเลือกเรียน ฬ นี่แหละ สะดวกดี เดินทางก็ง่าย มารถไฟฟ้าก็ได้ ประหยัดเวลาไปได้เยอะเลยย แต่ก็นะ 55 เราอะอยากเรียนหมอนะ แต่แบบ เรียนหมอในมหาลัยในเมือง ก็ต้องสอบหลายอย่างเลยยย ก็ไม่รู้ว่าจะติดรึเปล่านะ แหะๆ” ฟ้าตอบพลางยิ้มๆแบบเหนื่อยๆ แต่ในใจผมกลับพองโต ฟ้าอยากต่อหมอ ฬ ผมเองก็อยากเรียนต่อที่ ฬ เหมือนกัน อะไรมันจะประจวบเหมาะขนาดนี้นะผมคิดในใจ แล้วฟ้าก็ถามผมกลับว่า “แล้วบอสล่ะ อยากจะเรียนต่อที่ไหนเหรอ”

                     “ วิศวะ ฬ แหละ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะติดรึเปล่า ก็ต้องลุ้นแหละ” ผมตอบยิ้มๆ

                     “เอ้ยยย แกก็เรียนเก่งนะ ขยันด้วยย ติดอยู่แล้วว เราเนี่ยสิไม่รู้จะติดหรือเปล่า เฮ้อออ” ฟ้าพูดพลางถอนหายใจ

         “ฟ้า แกติดอยู่แล้ว แกเก่งจะตาย เก่งกว่าเราอีก เชื่อในตัวเองสิๆ” ผมพูดให้กำลังใจเธอในทันที

                     “555 อืมม ก็หวังว่าอย่างงั้นนะ มาพยายามไปด้วยกันนะบอส ติดมหาลัยเดียวกันอะดีมากเลยย เราจะได้มีเพื่อนๆจากโรงเรียนมาอยู่ด้วยกันไง” ฟ้าตอบอย่างดีใจ ผมเองก็รู้สึกดีมากๆ รู้สึกดีที่ได้คุย และก็ดีใจที่ได้รู้ว่า เธอจะต่อมหาลัยเดียวกันกันผม เออดีว่ะ ที่ชวนเค้าคุยได้ซะที ผมคิดในใจ ซักพักนึง ฟ้าก็พูดขึ้นมาต่อว่า “นี่ๆ เดี๋ยวเราก็จะสอบกลางภาคละนี่ ไว้ไปอ่านหนังสือด้วยกันมั้ยล่ะ จะได้ช่วยกันติวไง” ฟ้าเอ่ยปากชวนผม ตอนนั้นผมรู้สึกดีใจมากๆ ดีใจแบบตัวแทบลอย แต่ก็เก็บอาการไว้ แต่ยังไม่ทันที่ผมจะตอบ รถไฟฟ้าก็ถึงสถานีที่ฟ้าต้องลง “โอ้ะ ถึงละนี่ งั้น เราไปละๆ บายยย บอสส” ฟ้าพูดยิ้มๆ แล้วก็โบกมือลาเบาๆ ผมก็ยิ้ม และโบกมือลาตอบ แล้วเธอก็เดินออกจากรถไฟฟ้าไป

.

.

.

.

.


            มาถึงตรงนี้แล้ว ผมเองก็ยังหาคำตอบจริงๆ ให้ตัวผมไม่ได้หรอกนะ ว่าความรักมันคืออะไร และมันจำเป็นขนาดไหนต่อมนุษย์ บลาๆๆ ผมรู้แต่ว่า ผมตัดสินใจได้แล้ว ในเรื่องของฟ้า ดังนั้นเมื่อผมกลับมาถึงบ้าน อาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ก็มานั่งที่โต๊ะทำการบ้านในห้องนอนตัวเอง หยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมา กดเข้าไปในไลน์กลุ่มห้อง กดไปที่รูปโปรไลน์ของฟ้า กดปุ่มแอดไป แล้วก็ทักไปหาฟ้าว่า

                     ฟ้า เรื่องที่คุยกันอะ เราโอเคนะ…”

          แล้วผมก็ไปนั่งทำการบ้าน อ่านหนังสือ จนถึงเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ ตอนที่ผมกำลังจะนอน ไลน์ในโทรศัพท์มือถือผมก็เด้ง ผมรีบเปิดดูทันที

            “อื้อ โอเคเลย ไว้นัดกันนะบอส…”


                      ...อย่างที่ไอ้เอมันบอกจริงๆแหละ ผมไม่สนแล้วว่าอนาคตมันจะเป็นยังไง ความสัมพันธ์มันจะไปต่อได้ขนาดไหน แค่ตอนนี้ ผมได้คุยกับฟ้า ได้เห็นหน้าเค้า ผมก็ดีใจแล้ว วันนั้นผมนอนหลับไปด้วยความสุขที่ชุ่มชื่นในหัวใจ โดยก่อนจะหลับไปผมคิดในใจขึ้นมาว่า

หรือนี่สินะ ที่เขาเรียกกันว่า ความรัก…”

 

จบ.

 

ปล. เรื่องทั้งหมดเป็นเหตุการณ์สมมติขึ้นทั้งสิ้น เพียงแต่อาศัยประสบการณ์ความรัก จากบรรดาเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ของผู้เขียนมาใช้ในการสร้างสรรค์เนื้อหาดังกล่าวขึ้นมาเท่านั้น

ปล.2 ขอขอบคุณ แรงบันดาลใจในการเขียนที่ได้รับมาจากประสบการณ์ความรัก ของบรรดาเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกๆคนด้วยครับ ที่มีส่วนให้เรื่องสั้นนี้ สำเร็จขึ้นมาได้นะครับ

            

ผลงานทั้งหมด ของ ped1997

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น