คัดลอกลิงก์เเล้ว

A Tiny Line [Petyr x Sansa]

โดย N. Wong

ปีเตอร์ เบลิชไม่เคยดูหม่นหมองเท่านี้ เขากลับมาร่วมงานศพของพ่อที่บ้านของพี่สาว ปลีกตัวเองจมอยู่กับความเศร้า แต่ยังมีใครคนหนึ่งช่วยดึงเขากลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง *warning* Incest

ยอดวิวรวม

52

ยอดวิวเดือนนี้

5

ยอดวิวรวม


52

ความคิดเห็น


3

คนติดตาม


3
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  16 พ.ค. 62 / 15:36 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

Title: A Tiny Line

Fanfiction: Game of Thrones

Paring: Petyr Baelish x Sansa Stark

Length: One-shot

Modern AU

Rate: PG-13

Warnings: age gap love, daddy kink, affair, incest, smoking, alcohol, child sexual abuse, child incestuous abuse, drunk driving

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 16 พ.ค. 62 / 15:36

บันทึกเป็น Favorite




    นี่คือปาร์ตี้ที่สุดเหวี่ยงตั้งแต่ไปมาทั้งหมดของชีวิต

    บ้านหลังโตหรือควรจะเรียกว่าคฤหาสน์ของครอบครัวบาราเธียนตั้งอยู่นอกเมือง ห่างจากหมู่บ้านโดยรอบหลายไมล์ สถาปัตยกรรมแทบจะลอกเลียนมาจากสมัยกรีกตั้งอยู่กลางพื้นที่ กั้นกลางระหว่างโรงจอดรถขนาดใหญ่และสวนเขาวงกตกับสระว่ายน้ำข้างบ้าน

    ที่นี่ใหญ่มาก อาจจะรองรับคนได้ทั้งโรงเรียนเสียด้วยซ้ำ แต่จำนวนคนที่มาร่วมงานถึงหนึ่งร้อยเศษๆ ถือว่าเยอะมากเมื่อเปรียเทียบกับปาร์ตี้ทั่วไปของนักเรียนคนอื่น ดูเหมือนจะมีการแบ่งชนชั้นกันอย่างชัดเจน เมื่อกลุ่มนักเรียนที่อาจเรียกได้ว่าธรรมดา เนิร์ด และไร้ที่ยืนในโรงเรียนเลือกที่จะนั่งดื่มเบียร์ที่ขอบสนามหญ้าข้างสระว่ายน้ำ แทนที่จะกระโดดลงไปสบทบกับเพื่อนร่วมห้องที่กำลังโยนบอลไปมาอย่างสนุกสนาน ขณะที่คนดังหรือกลุ่มนักเรียนที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป กำลังจับกลุ่มอยู่บนชั้นสอง มองพฤติกรรมทุกคนด้วยอำนาจเหนือกว่า

    ซานซ่า สตาร์คพร้อมเพื่อนๆกำลังยืนอยู่ที่ระเบียงชั้นสองในสภาพเปียกโชกไปทั้งตัวจากการเล่นน้ำ มือหนึ่งถือแก้วช็อตใสขนาดเล็กเตรียมพร้อมสำหรับการดื่มให้หมดเพียงครั้งเดียวหลังจากได้ยินเสียงสัญญาณ

“ทุกคนพร้อมไหม?”

    เสียงเพิ่งแตกหนุ่มของจอฟฟรี่และทอมเมน บาราเธียนประสานกัน เรียกความสนใจจากผู้คนบริเวณนั้นได้อย่างดีในฐานะผู้นำกลุ่ม และตัวตั้งตัวตีในการจัดงานครั้งนี้

“นับพร้อมกันนะ น้องชาย”

    จอฟฟรี่บีบที่บ่าน้อง สองหนุ่มผมบลอนด์กอดกันแน่น ชูแก้วช็อตในมือสูงเหนือศีรษะ

“สาม สอง หนึ่ง”

    ของเหลวใสในแก้วไหลผ่านลงคอเพื่อนกลุ่มนั้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ซานซ่าเบ้หน้าด้วยความทรมานในลำคอ ความรู้สึกร้อนไหลผ่าวทั่วใบหน้า เธอเอื้อมมือไปหยิบมะนาวซีกในถาด แล้วบีบน้ำตามทันที เพื่อช่วยลดความทรมานนั้น — นี่คงจะเป็นแก้วที่หก…เจ็ด…หรือแปด แต่นั่นไม่สำคัญอีกต่อไปเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์กระตุ้นให้รู้สึกถึงความสนุกสนาน และความบ้าบิ่นในสิ่งที่เธอจะทำคืนนี้

    มาจอร์รี่ ไทเรลเหลือบมองไปทางสองหนุ่มบาราเธียน ด้วยความคึกคะนองตามประสาวัยรุ่นและยังได้รับการยอมรับ หรือยกย่องบูชาจากนักเรียนทุกคน จอฟฟรี่ปีนขึ้นบนโต๊ะริมระเบียงพร้อมกับถอดเสื้อ อวดกล้ามเนื้อให้ทั่วบริเวณได้เห็น รองเท้าผ้าใบราคาแพงและเสื้อยี่ห้อดังพาดไว้ที่ราวกั้นก่อนจะยืนที่ขอบระเบียงชั้นสอง ปรบมือเรียกความสนใจจากทุกคน

“ใครก็ตามบนชั้นสอง ไม่ยอมกระโดดลงสระแบบนี้ ฉันถือว่าเป็นพวกปอดแหก ไม่สมควรได้รับความเคารพว่ะ”

     หลังจากนั้นเขาก็กางแขนแล้วทิ้งตัวไปในอากาศ ทุกคนบริเวณนั้นรวมถึงซานซ่ารีบวิ่งไปเกาะราวกันตกเพื่อดูเหตุการณ์ ร่างนั้นพุ่งตรงไปยังผิวน้ำแล้วหายไปหลายวินาที จนเริ่มน่าเป็นห่วง แต่เมื่อเส้นผมสีบลอนด์โผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำอีกครั้ง เสียงโห่ร้องจึงดังไปทั่วบริเวณ เสียงตะโกน ‘บาราเธียน โคตรเจ๋ง’ ดังวนอยู่แบบนั้น เพิ่มความทะนงตัวให้แก่จอฟฟรี่มากขึ้นอีก

    มาจอร์รี่คลายยางมัดผมออก ถอดเสื้อครอปท็อปออกอย่างไม่รอช้า กระโดดจากระเบียงชั้นสองลงสระว่ายน้ำตามไปติดๆ เห็นได้ชัดว่าความรักนั้นทำให้คนๆหนึ่งสามารถทำเรื่องบ้าบิ่นได้ขนาดไหน เสียงหวีดร้องดังขึ้นไม่กี่วินาทีแล้วจึงตามด้วยเสียงร้องตะโกนประสานเสียงของคนนับร้อย ‘ไทเรล โคตรเจ๋ง’ ซานซ่ายืนมองคนแล้วคนเล่ากระโดดจากชั้นสองอย่างบ้าคลั่งตามกันไป สองขาก้าวถอยหลังเว้นพื้นที่ให้ห่าง ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่อยากเป็นคนสุดท้ายที่กระโดดและปิดฉากวีรกรรมนี้อย่างสวยงามมากกว่า

    ทอมเมน บาราเธียนอายุน้อยกว่าซานซ่าสองปีเดินเข้ามาใกล้ ขณะที่คนโดยรอบนั้นมีจำนวนน้อยลง รูปร่างนั้นดูท่าจะไม่แตกต่างกับพี่ชายแม้กระทั่งความสูง ทั้งสองเหมือนกันราวกับแกะ แต่ทอมเมนเป็นที่ยอมรับในเรื่องของมารยาทมากกว่าจอฟฟรี่ เขาพูดอย่างสุภาพแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องดีๆเท่าไรนัก

“ถึงตาผมต้องกระโดดบ้างแล้ว ผมอยากจะขอกำลังใจสักหน่อย”

    นัยน์ตานั้นออดอ้อนเสียเหลือเกิน อ่อนโยนราวกับลูกกวางกำลังวิ่งเล่นในทุ่งหญ้า

“เธอทำได้อยู่แล้ว ทอมเมน”

    เจ้าของเรือนผมแดงแผ่ไปทั่วหลังยีเส้นผมสีบลอนด์ปิดหน้าผากนั้นด้วยความเอ็นดู แต่ก่อนจะชักมือกลับเขาก็ดึงไปหอมหลังมือเสียดื้อๆ ซานซ่ายังไม่ทันอ้าปากพูดอะไรต่อ เด็กหนุ่มก็ออกวิ่งกระโดดหายไปจากตรงหน้าเสียแล้ว

“เด็กบ้าเอ๊ย”

    ซานซ่ายิ้ม ไม่ถือโทษพฤติกรรมนั้นแต่อย่างใด

    เมื่อใกล้ถึงคนสุดท้ายเธอถอดเสื้อที่ผ่าหลังนั้นออก เหลือเพียงบราที่มีเส้นไขว้ไปมาด้านหน้าเป็นลวดลาย หวังจะอวดร่องอกให้ผู้หญิงที่กำลังมองอยู่อิจฉาทรวดทรงเว้าโค้งในวันของหลายคนในที่นี้

    ซานซ่าสูดหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด จินตนาการว่าจะกระโดดอย่างไรให้สวยงามและน่าจดจำ ผู้คนทั้งหมดส่งเสียงเชียร์จากด้านล่าง กำลังจ้องเธอตาไม่กระพริบ เสียงนับเลขในใจ ‘สาม สอง หนึ่ง’ สัมผัสความว่างเปล่าในอากาศก่อนกระทบกับผิวน้ำ หรือคิดว่ามันควรจะเป็นหากไม่ถูกรั้งไว้ก่อน ใครคนนั้นไม่ได้คว้าแค่ท่อนแขนและกลับรั้งตัวเธอไว้ที่เอวจากด้านหลังและลากออกให้พ้นจากขอบระเบียงโดยเร็วที่สุด

“ถ้าเป็นฉัน…ฉันคงไม่โดดแน่”

    เสียงนั้นทุ้มต่ำเกินกว่าจะเป็นรุ่นราวคราวเดียวกัน หรือดูจากผิวที่ท่อนแขนนั้นก็น่าจะรู้ วัยรุ่นคงไม่มีเส้นเลือดขึ้นที่บริเวณข้อมือและท่อนแขนมากขนาดนี้

“เพราะคุณมันขี้ขลาดน่ะสิ”

“เพราะฉลาดพอมากกว่า”

    ซานซ่าดิ้นจากการกอดรัดจนหลุด เธออยากมองหน้าเสียเหลือเกินว่าใครกันคือคนที่ทำลายความสุขของเธอในคืนนี้

“น้าปีเตอร์?”

    ชายคนหนึ่งยืดกอดอก มองหลานสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าในสภาพไม่น่าจดจำเลย เหลือแค่บราและกางเกงขาสั้นเท่านั้นที่ปกปิดร่างกายไว้ เขาเสสายตาไปทางอื่นทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น อยากตาบอดสักพักจะได้ไม่ต้องมองภาพตรงหน้า

“พี่สาวฉันบอกว่าให้มารับเธอกลับบ้าน”

    ปีเตอร์ เบลิชพูดขึ้นลอยๆ ขณะเกิดสนใจเล็บตัวเองขึ้นมากะทันหัน

“ไม่เห็นแม่โทรมาบอกเลยนี่คะ?”

“ทำยังกับว่าเธอว่างรับโทรศัพท์ยังงั้นแหละ”

    ชายวัยกลางคนแหวพร้อมส่งสายตาเบื่อหน่ายไปให้พร้อมทั้งหันหลังเดินออกไปจากจุดเดิม สำหรับคนอายุเกือบขึ้นเลขห้าปาร์ตี้ที่นี่ไม่มีอะไรมากไปกว่าความคึกคะนองของพวกวัยแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาวทั้งหลาย

“รถจอดอยู่ด้านนอก ใส่เสื้อแล้วรีบตามมา”

“เสื้อของหนูมันเปียกน่ะค่ะ ต้องเอาไปเข้าตู้อบที่ห้องด้านล่าง”

    ปีเตอร์ถอดเสื้อยืดตัวเองออกยื่นไปทางข้างหลังโดยไม่หันกลับมามอง ซานซ่ามองเห็นเขาควานหากุญแจรถจากกระเป๋าหลังของยีนส์สีดำ พลางพิจารณาเสื้อที่ตัวเองได้รับมันยังคงมีกลิ่นหอมพอรับได้แม้จะใส่มาหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม อย่างน้อยเธอก็รู้สึกว่าเสื้อตัวนี้น่ารังเกียจน้อยลง

    เธอรีบคว้าเสื้อเปียกๆและสวมรองเท้าเหยียบส้นวิ่งตามน้าชายตัวเองไปไม่ห่าง เส้นผมสีขาวแทรกไปทั่วศีรษะและท่อนบนเปลือยเปล่าทำให้เขาดูสังเกตง่ายว่าเดินไปทางไหน ทุกคนที่เดินผ่านต่างมองกันเป็นตาเดียว และเหมือนว่าต้นคิดเรื่องปาร์ตี้ในวันนี้สังเกตเห็น เด็กหนุ่มตะโกนไล่หลังทั้งสองทันที

“เธอไม่กล้าพอนี่นา ซานซ่า เธอเดินลงบันไดแทนที่จะกระโดดลงมา”

    ชายวัยกลางคนสะดุดกึกรีบคว้าแขนของหลานสาวให้รีบเดินไปข้างหน้าทันที ทั้งยังหันหลังกลับกวาดสายตามองที่มาของต้นเสียง แต่ไม่มีใครขยับแม้แต่น้อย ปีเตอร์จึงตะโกนกลับแข่งกับเสียงเพลงในงานที่ดังพอกัน

“เว้นพื้นที่ระเบียงไว้ให้แม่แกกระโดดเถอะ ไอ้หนุ่ม!”

    เรือนผมของซานซ่าสะบัดไปมากลางแผ่นหลัง มือขวายังคงกำเสื้อของตัวเองที่เปียกไว้พลางคิดกล่าวโทษปีเตอร์ว่าเขากำลังทำให้ชีวิตการเรียนมัธยมที่เหลือแย่ขนาดไหน เธอจะไม่ได้เป็นคู่หูคู่ซ่ากับแม่สาวมาจอร์รี่ ไทเรลอีก พี่น้องบาราเธียนคงจะไม่ชวนมางานปาร์ตี้ครั้งหน้า ชีวิตที่เหลือคงจะต้องกลับไปผูกมิตรกับพวกเนิร์ดในโรงเรียน อยู่บ้านในคืนวันศุกร์แทนที่จะแอบหนีไปนั่งรถเล่นกับเพื่อนๆ

“เลือกคบเพื่อนได้ดีจริงนะ”

    เสียงทุ้มนั้นบ่นมาจากทางด้านหลัง เธอล่ะเกลียดนิสัยประชดประชันของเขาเหลือเกิน มันเป็นข้อเสียเดียวของน้าคนนี้ แต่ก็ไม่ใช่ข้อเสียที่จะปล่อยวางไปได้ง่ายๆ หากไม่นับเรื่องนี้ เขาก็เป็นคนโปรดของซานซ่ามากกว่าบรรดาพี่น้องที่เหลือของแม่เสียอีก

“ก็คุณเข้ามาป่วนพอดีนี่คะ”

“ไม่ต้องมาโทษฉันเลยสาวน้อย อยากรู้นักว่าถ้าพี่สาวฉันได้ยินเรื่องเธอเหลือแค่บรากับกางเกงขาสั้นในงานปาร์ตี้จะรู้สึกยังไง ไม่ต้องเถียงอะไรทั้งนั้น กลับไปแก้ตัวกับแม่ที่บ้านดีกว่า”

    เขากดรีโมตปลดล็อครถจากระยะไกลหลังเดินมาถึงลานกว้างซึ่งขณะนี้กลายเป็นที่จอดรถไปเรียบร้อย เสียงเพลงและไฟสีต่างๆส่องมาจากทางด้านหลังทำให้ซานซ่าไม่รู้สึกอยากกลับเลย เธอควรอยู่ในงานต่อ มีคนอีกหลายคนต้องการให้เธออยู่ที่นั่นแทนที่จะขึ้นรถนั่งต่อปากต่อคำกับน้าจนกว่าจะถึงบ้าน

“ถ้าแม่เป็นห่วงนัก ทำไมแม่ไม่มารับเองล่ะคะ”

“เพราะแม่เธอกับพี่น้องคนอื่นๆกำลังจัดเตรียมบ้านสำหรับงานศพน่ะสิ”

    เสียงนั้นเงียบไปนาน และซานซ่าก็ไม่อยากเซ้าซี้ถามต่อ ปีเตอร์เปลี่ยนอารมณ์จากหงุดหงิดเป็นเศร้าใจแทน ซานซ่านึกโทษตัวเองว่าทำไมไม่นึกเอะใจตั้งแต่ทีแรกว่าจู่ๆน้าตัวเองถึงมาให้เห็นหน้าทั้งที่ไม่ใช่วันหยุดสำคัญหรือวันครอบครัว เมื่อสังเกตอีกครั้ง ร่างนั้นดูเหนื่อยอ่อน เขายืนมือสองข้างเท้ากับกระโปรงรถ ถอนหายใจยาวจนน่าเป็นห่วง

“หนูขอโทษค่ะ”

    เขาโบกมือปัดไปในอากาศเพราะไม่ถือสา

“พ่อของฉัน — คุณตาของเธอหัวใจวายเมื่อหัวค่ำ ตอนนี้พี่น้องทุกคนกำลังไปที่บ้านเธอ”

    ความสนุกก่อนหน้านี้หายไปเสียหมด ทุกคนต่างรู้ว่าน้าปีเตอร์นั้นสนิทกับคุณตามากแค่ไหนแม้ว่าจะเป็นลูกชายคนรองก็ตาม เขานั่งนิ่งอยู่บนเบาะคนขับ เป็นครั้งแรกที่ซานซ่าได้เห็นปีเตอร์เศร้าใจถึงขั้นนี้ การพูดปลอบใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถนัดเสียเลย เธอจึงเลือกกุมมือของน้าไว้เป็นการให้กำลังใจมากกว่าคิดหาคำสวยหรูมาผูกเข้าด้วยกัน

    มันคงคลายความเศร้าได้บ้างเมื่อหน้าอกเปลือยเปล่านั้นยุบและขยายตามการหายใจแบบปกติต่างจากที่ก่อนหน้านี้สั่นไปหมดเหมือนกำลังกลั้นน้ำตาไว้ หัวใจดวงนั้นดูอ่อนแอเหลือเกินและพร้อมเปิดรับความรู้สึกที่เข้ามาพร้อมๆกัน

“ขอบใจ…ซานซ่า..ขอบใจ”

     ระหว่างทางกลับบ้านนั้นบุหรี่มวนแล้วมวนเล่าถูกจุดอย่างต่อเนื่อง กระจกเปิดทั้งสองด้าน — เหมือนแก้วเหล้าที่ซานซ่าดื่มในปาร์ตี้ เธอนับแก้วแรก แก้วที่สอง แก้วต่อมาจนเลิกนับไปในที่สุด เลิกโฟกัสปริมาณสารพิษที่จะเข้าไปทำลายร่างกายและปล่อยให้มันไปตามอารมณ์เสียดีกว่า

     บรรยากาศที่บ้านเต็มไปด้วยความเศร้า ก้าวแรกที่เดินผ่านประตูแม่ของซานซ่าและน้องชายน้องสาวกำลังนั่งล้อมวงอยู่บนโซฟา ทุกคนพาสามีภรรยาและลูกมาด้วย เสียงเด็กๆกำลังเล่นอยู่ชั้นบนของตัวบ้านไม่ช่วยทำให้บรรยากาศดีขึ้น ซานซ่ามองไปที่ช่อดอกไม้และโลงศพที่โถงทางเข้าแล้วหันกลับไปมองปีเตอร์อีกครั้ง

“ทำไมมาสภาพดูไม่จืดทั้งน้าหลานเลยล่ะ?”

     เสียงเคทลิน สตาร์คดูประหลาดใจเมื่อเห็นลูกสาวสวมเสื้อยืดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และน้องชายตัวเองเดินถอดเสื้อเข้ามาในบ้าน

“เสื้อเธอเปียก คงมีใครแกล้งล่ะมั้ง — แต่พี่ก็รู้วัยรุ่นน่ะชอบทำเรื่องยุ่งๆในปาร์ตี้เสมอแหละ”

    ปีเตอร์ยืนแก้ตัวให้ระหว่างที่ซานซ่ารีบวิ่งขึ้นห้องไปอาบน้ำก่อนที่ใครจะสังเกตกลิ่นเหล้าที่ดื่มก่อนหน้านี้ เด็กสาวแทบจะอยู่ให้ญาติพบหน้าไม่ถึงนาทีแต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนคงจะได้เจอเธออีกหลายวันระหว่างงานศพ


    ความหิวไม่น่าเกิดขึ้นกลางดึกแบบนี้เลย ใต้เพดานโล่งในความมืดเด็กสาวรู้สึกโหวงบริเวณท้อง เสียงจากภายในดังขึ้นเมื่อรู้สึกตัวอย่างเต็มที่อีกครั้งในเวลาตีสอง ซานซ่าก้าวขาลงจากเตียงปลดล็อคกลอนและหมุนลูกบิดประตูช้าๆอย่างชำนาญ เหมือนที่เคยทำเวลาหนีเที่ยวสักร้อยหนก่อนหน้า

    แน่นอนว่าบ้านทั้งหลังต้องอยู่ในความเงียบ เสียงกรนของใครบางคนลอดผ่านช่องประตูให้ได้ยินขณะกำลังย่องไปทางบันไดสู่ชั้นล่าง ไฟทางเดินสว่างขึ้นอัตโนมัติ เมื่อเดินตัดโถงทางเข้าไปยังห้องครัวซึ่งอยู่อีกฝั่งนึงของบ้าน ตู้เย็นขนาดใหญ่สองตู้ตั้งอยู่มุมห้อง ไฟในครัวสว่างขึ้นเหมือนรอต้อนรับเธออยู่ก่อนแล้ว

    เธอเปิดตู้เย็นด้านซ้ายมือเพื่อหาอาหารสำเร็จรูปที่พอจะรองท้องตอนนี้ได้ กล่องอาหารนับสิบกล่องวางซ้อนกันอยู่ชั้นล่างสุดของตู้เย็น แต่ก็เปลี่ยนใจไปหยิบทูน่ามายองเนสแบบกระป๋องกับมันฝรั่งแผ่นมากินคู่กันแทน ซานซ่านั่งบนเคาน์เตอร์ครัวข้างตู้เย็นแล้วเริ่มรับประทานอาหารอย่างสบายใจในตอนกลางดึก น้ำอัดลมและทับทิมอีกหนึ่งผลตั้งไว้คู่กัน ช่างเป็นมื้ออาหารลับๆที่สมบูรณ์เหลือเกิน

    เมื่อจัดการทุกอย่างจนหมด เธอกอบขยะทุกชิ้นด้วยมือทั้งสองข้างและทิ้งลงถังโดยไม่คำนึงถึงเสียงดังที่จะเกิดขึ้นอีกต่อไป เหลือบมองนาฬิกาเป็นเวลาตีสองยี่สิบสามนาที บางทีอาจจะมีเวลานอนอีกตื่นก่อนแม่จะเดินมาปลุกที่ห้องก็ได้ แต่ก่อนจะออกจากห้องครัวซานซ่ากลับรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆว่าประตูที่เปิดออกไปสวนหลังบ้านนั้นไม่ได้ล็อคจากด้านใน สองขาก้าวเข้าสู่ความมืดอีกครั้งหลังกดสวิตช์ มองผ่านประตูกระจกแล้วผลักออกช้าๆ จนคนในความมืดนั้นหันกลับมามอง

“นึกว่าเธอกินเสร็จแล้วจะขึ้นไปนอนเสียอีก”

     ปีเตอร์ที่กำลังนอนเหยียดหลังอยู่บนม้านั่งชะโงกหน้ามามองครู่หนึ่งก่อนจะวางศีรษะหนุนกับท่อนแขนตามเดิม มือขวากำคอขวดเหล้าไว้แนบข้างลำตัว ซานซ่ามองไปยังเสื้อที่เหงื่อซึมออกมาให้เห็น ชัดเจนว่าเขาคงอยู่ที่นี่มาพักใหญ่

“ก็หนูอยากรู้ว่ายังมีใครอีกที่ยังไม่นอนนี่คะ”

“แค่ฉันกับเธอนี่แหละ — กว่าแคทจะเลิกนั่งเฝ้า ฉันต้องแกล้งหลับตั้งครึ่งชั่วโมงเชียว”

    ดวงตานั้นเลื่อนลอย ซานซ่านึกหวังให้เขากลับมาเป็นผู้ชายร่าเริงคนเดิมเหลือเกิน เด็กสาวเดินไปนั่งที่ม้านั่งตัวนั้นบ้าง จนปีเตอร์ต้องเปลี่ยนอิริยาบถจากนอนเหยียดเป็นนั่งเช่นเดียวกัน เขาหยิบบุหรี่ข้างตัวที่สูบไปแค่ครึ่งมวนขึ้นมาสูบต่อ คีบไว้ระหว่างปลายนิ้วชี้และนิ้วกลาง ทันทีที่พ่นควันออก นิ้วมือของอีกคนกลับคีบออกจากริมฝีปากเสียดื้อๆ เขานั่งมองหลานสาวตัวเองกำลังทำสิ่งที่เขาคิดว่าไม่เหมาะสมสำหรับเด็กไฮสคูล แต่จะเอาอะไรไปตักเตือนในเมื่อเขาเองก็ไม่ใช่แบบอย่างที่ดีเสียเท่าไหร่

“ถ้าฉันไปฟ้องพี่สาวฉัน เธอจะพูดว่ายังไงนะ?”

    คิ้วปีเตอร์เลิกสูงขึ้น

“คุณไม่ฟ้องหรอกค่ะ คุณไม่เคยฟ้องสักเรื่อง แต่ยังไงก็ขอบคุณนะคะที่ช่วยแก้ตัวให้หนู”

    เธอส่งบุหรี่มวนเดิมคืนให้เจ้าของ ซึ่งเขายกขึ้นมาพิจารณาจนเกินเหตุ สายตาจับจ้องไปที่ก้นกรองแต่ไม่สนใจว่ามันจะกรองสารพิษได้มากน้อยขนาดไหน เขาใช้จมูกที่ความสามารถไม่ได้ดีเลิศเท่าไรนักเพราะควันพิษ ดมกลิ่นที่ก้นกรองอย่างสงสัย

“บุหรี่กลิ่นทูน่าด้วย เยี่ยมยอดจริงๆหลานสาวฉัน”

“น้าปีเตอร์ ช่วยสนใจคำขอบคุณของหนูหน่อยสิคะ”

    ซานซ่าท้วง เขาพยายามทำตัวตลกด้วยคำพูดประชดประชันนั้น เหมือนเป็นข้อดีและข้อเสียในตัว แต่ลึกๆแล้วก็ยังมองออกว่าในใจนั้นไม่ได้รู้สึกรื่นเริงไปด้วยเลย

“ฉันฟังอยู่”

“หนูพูดว่าขอบคุณที่แก้ตัวเรื่องเสื้อให้นะคะ”

“ได้ยินแล้ว เธอเพิ่งพูดเมื่อกี้”

    ความเงียบเพียงชั่วครู่ถูกทำลายลง เมื่อเสียงท้องของซานซ่าดังขึ้นมาอีกครั้ง เธอยกมือทั้งสองปิดหน้าด้วยความละอาย นี่มันบ้าไปแล้วหลังจากทีเพิ่งแอบย่องเข้าครัวตอนตีสองแต่ร่างกายยังโอดครวญไม่เลิก ปีเตอร์หันหน้ากลับมา แล้วจับข้อมือทั้งสองข้างให้เปิดใบหน้าออก แก้มทั้งสองข้างแดงและดูร้อนผ่าวอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่สนใจว่ามันจะดูน่าเกลียดสำหรับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งขนาดไหน ไม่สนใจว่าเธอจะละอายแค่ไหนด้วย เขาเอาตัวใช้มือข้างหนึ่งควานหากระเป๋าตังค์

“ยังหิวใช่ไหม?”

    เสียงนั้นอ่อนลงเมื่อเทียบกับประโยคประชดประชันก่อนหน้า ซึ่งแน่นอนว่าน้ำเสียงแบบนี้น่าฟังมากกว่าเป็นไหนๆ

“ใช่ค่ะ”

    ซานซ่าอ้ำอึ้งในลำคอ นึกโทษร่างกายตัวเองที่ไม่รู้จักพอกับสารอาหารที่ได้รับเมื่อสักครู่ พลางเขี่ยมือตัวเองไปมารอบทสนทนาต่อไป

“ออกไปหาอะไรกินกันดีกว่า เธอกับฉัน — แค่เรา”

“หนูไม่ได้พกเงินมาเลยนะคะ”

“ฉันเป็นน้าเธอนะ ฉันจ่ายให้อยู่แล้ว”

    ทั้งสองคนพยักหน้าพร้อมกันแล้วเดินเลาะริมรั้วไปถนนหน้าบ้าน รถมอเตอร์ไซค์จอดอยู่ใกล้กับรถยนต์อีกหลายคันที่จอดยาวกินที่ไปจนถึงเขตของเพื่อนบ้าน ซานซ่าจำรถมอเตอร์ไซค์ Stallions นั้นได้ แม่เล่าให้ฟังว่าน้าปีเตอร์ทั้งรักทั้งหวงสองล้อคันนี้เหมือนลูกในไส้ ไม่ยอมให้มีรอยขีดข่วนสักแห่ง ปีเตอร์ส่งสัญญาณให้เธอไปคอยที่บ้านหลังถัดไปเพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าสองน้าหลานแอบออกไปข้างนอกกลางดึก ซึ่งเธอก็ยอมทำตามแต่โดยดี

    ไม่นานนักชายคนหนึ่งก็วิ่งมาบนถนนพร้อมกับจูงรถมาด้านข้าง ในมือถือหมวกกันน็อคหนึ่งใบเท่าที่สามารถมองเห็นได้ จะมีมากกว่านี้ไปเพื่ออะไรในเมื่อปีเตอร์ เบลิชใช้ชีวิตเป็นโสดอยู่คนเดียว เขาตั้งขาตั้งเพื่อค้ำตัวรถไว้แล้วให้ความสนใจกับการสวมหมวกกันน็อคให้หลานสาว

“มีแค่ใบเดียว เพราะฉะนั้นเธอต้องเป็นคนใส่”

“ถ้าไม่ใส่ล่ะคะ?”

    เธอถามเชิงหยอกล้อ

“ก็เดินเอาแล้วกัน ตามใจเธอ”

    เป็นครั้งแรกตั้งแต่พบกันที่ได้เห็นรอยยิ้มของเขา เสี้ยววินาทีหนึ่งมันดูไม่น่าเชื่อเสียเท่าไหร่เพราะทั้งวันปีเตอร์เอาแต่แยกตัวออกห่างจากทุกคน สิ่งที่ยืนยันได้ว่าเขายิ้มโดยที่ไม่รู้ตัวระหว่างกำลังปรับสายคาดของหมวกกันน็อคเข้ากับรถสไตล์วินเทจ แก้มนั้นเกือบจะบังลูกตาทั้งสองข้างจนมิด เป็นการตัดสินใจที่ไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่หากจะต้องเจอข้อหาเมาแล้วขับเมื่อเป่าตรวจแอลกอฮอล์แต่ความเสี่ยงต่างๆก็นับเป็นเรื่องสนุกในชีวิต

“อะไรของเธอ?”

ปีเตอร์ถามขึ้นเพราะรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนจ้องนานเกินไป

“เปล่าค่ะ”

    เขายกมือลูบใบหน้าและจัดทรงผมของตัวเองลวกๆ ยังคงคาใจว่าอะไรทำให้เธอยิ้มได้ทั้งที่ไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลยแม้แต่คำเดียว ชายวัยกลางคนขยับหมวกและตรวจดูให้แน่ใจว่าแน่นพอที่จะปกป้องศีรษะคนสวมได้หากเกิดอุบัติเหตุ นัยน์ตาเทาอมเขียวจ้องมองไปที่เด็กสาวด้วยความใคร่รู้

“ฉันเห็นเธอยิ้ม”

“หนูก็เห็นคุณยิ้ม”

“งั้นเรอะ ฉันไม่เห็นตัวเองยิ้มสักนิด”

    นั่นอาจจะเป็นคำโกหกก็ได้ ปีเตอร์บอกกับตัวเองว่าเขาจะยิ้มทั้งที่เพิ่งเสียใครบางใครไปได้อย่างไร สายตาเธออาจจะผิดพลาดหรือพร่ามัวเพราะความมืดแน่ เขาไม่รู้สึกอยากยิ้มในในวันนี้ และคงไม่เผลอแสดงอาการเช่นนั้น ตอนนี้เขาแค่รู้สึกว่าตัวเองสบายใจขึ้นเมื่อไม่ได้อยู่ตามลำพัง ซานซ่าทำให้เขาสบายใจขึ้นในตอนนี้ เวลานี้ วันนี้แต่ถ้าไม่มีเสียงหวานๆของเธอมาคอยกวนใจ ความเศร้าจะกลับมาอีกครั้งไหม มันทำให้ย้อนกลับมาถึงข้อสงสัยแรก

เมื่อกี้ซานซ่าเพิ่งทำให้เขายิ้มได้หรือเปล่า หากมีแต่เธอคนเดียวที่เห็น?


● ○ ●

ความหลงใหลอย่างน่าประหลาด

เกิดขึ้นในจิตใจทั้งสองเหมือนเดทครั้งแรก

เว้นเสียแต่ว่าต้องข้ามการจูบอย่างเร่าร้อนไป

● ○ ●

Writer's talk

    ฟิคนี้มาเพราะกาวค่ะ กาวล้วนๆไม่มีศีลธรรมผสม อยากเขียน One-shot เปลี่ยนบรรยากาศบ้างค่ะ ขออภัยที่ภาษาอาจจะไม่สวยเท่าไหร่นะคะเพราะตอนนี้ติดเขียนอีกภาษานึงที่ค่อนข้างจะลิเกพอสมควรสำหรับคู่นี้ แต่ก็อยากช่วยผลิตผลงานให้ได้อ่านกันค่ะ ยิ่งเขียนนาน warnings ยิ่งเพิ่มขึ้นค่ะตลกดี มันชักจะบาปขึ้นเรื่อยถ้าฟีดแบ็คเรื่องนี้ออกมาดีเราก็มีแพลนเขียนเรื่องยาวไว้แล้วค่ะ ใครไม่กล้าคอมเมนท์ก็ DM ทวิตเตอร์มาคุยกันได้นะคะ ยินดีคุยด้วยกับทุกท่านค่ะ

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ N. Wong จากทั้งหมด 33 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. #3 สาวแววมไพร์ (@nattaya201148) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 21:39
    เขียนเรื่องยาวแบบตอนจบแฮปปี้นะไรท์ ไม่อยากร้องไห้แล้วววว
    #3
    0
  2. #2 สาวแววมไพร์ (@nattaya201148) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 / 22:39
    ติดทุกเรื่องของไรท์เลยค่า
    #2
    3
    • 16 พฤษภาคม 2562 / 22:54
      จะชิปคู่นี้ตลอดไป คู่นี้จงเจริญ🙌
      #2-2
    • 16 พฤษภาคม 2562 / 22:56
      จะพยายามเขียนคู่นี้เยอะนะคะ♡♡ ในเมื่อมีคนอ่านก็มีกำลังใจเขียนต่อ แม้จะเป็นตอนสั้นๆก็ตาม
      #2-3
  3. วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 23:28
    รอน้าาาาาาาา
    #1
    1
    • 16 พฤษภาคม 2562 / 22:42
      คงอีกพักใหญ่เลยล่ะค่ะ
      #1-1