Cremis Dimos มังกรพันธุ์ป่วน

ตอนที่ 60 : [CD] บทส่งท้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 510
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    8 ก.ย. 57

บทส่งท้าย

 

            เมื่อมาถึงเมืองจนได้ลิวอิสก็เป็นฝ่ายกำชับให้ฮอฟฟ์เฝ้าเครมิสไว้ให้ดี ห้ามปล่อยให้หนีออกไปเที่ยวเล่นสร้างเรื่องสร้างปัญหาให้พวกเขาต้องเดือดร้อนเพราะที่มาที่นี่ไม่ได้เพื่อปล้นใครทั้งนั้น หรือถ้าจะทำอะไรแบบนั้นขึ้นมาก็ต้องหลังจากที่ลิวอิสพาฟ่องฟ่องไปรักษาให้เรียบร้อยเสียก่อน ไม่อย่างนั้นก็คงสู้ไม่ถนัดมือ และที่ไม่อยากให้เครมิสไปไหนนักเนื่องจากกลัวเจ้าตัวจะเอาตัวเองไปเกี่ยวเรื่องวุ่นๆ มาให้ต้องลำบากแบบไม่จำเป็น ดูตัวอย่างจากคราวของฮอฟฟ์ก็นับว่าชัดเจนพอแล้ว

            ว่าเครมิส ดิมอส...ดึงดูดเรื่องให้ตัวเองต้องเจ็บตัวมากแค่ไหน

            ถึงแม้ว่าฟ่องฟ่องจะคัดค้านเสียงแข็งว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องไปพบหมอหรืออะไรทั้งนั้น ลิวอิสเองก็อดแปลกใจกับการฟืนตัวของคนคนนี้เช่นเดียวกัน จากที่คิดว่าคงต้องล้มป่วยหัวนอนเสื่ออีกสักพักใหญ่แต่นี่กลับสามารถเดินไปไหนมาไหนด้วยตัวเองได้ ถึงจะมีอาการเหนื่อยล้าแฝงอยู่บ้างก็ตามที

            แต่เพราะลิวอิสอยากได้ ความแน่ใจ

            ดังนั้นพาไปหาคนที่เชี่ยวชาญด้านคำสาปโดยเฉพาะน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด

            บอกไว้ก่อนนะว่าห้ามไปก่อเรื่องที่ไหนเด็ดขาด!”

            ลิวอิสย้ำเป็นรอบที่สามจนเครมิสแอบทำหน้าเบ้พลางบ่นกับตัวเอง ไม่เห็นต้องเสียงดังขนาดนั้นเลย

            “เมื่อกี้ว่าไงนะ?

            “ไม่มีจ้ามังกรหนุ่มยิ้มร่าพลางรีบเผ่นกลับเข้าด้านใน ทิ้งให้ฮอฟฟ์ได้แต่หัวเราะแห้งๆ เพราะได้ยินคำพูดของเครมิสเต็มสองหู

            เดี๋ยวผมช่วยดูพี่เครมิสให้ครับ

            นับเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะเกินตัว แต่ในเมื่อคุณแม่(?) ทั้งสองไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่พี่เลี้ยงเด็กได้หน้าที่นั้นก็คงต้องตกอยู่ที่เขาซึ่งอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม ไม่ว่าจะด้านร่างกายหรือตัวจิตวิญญาณจริงๆ บอกตามตรงว่ามีพี่เลี้ยงอีกกี่สิบคนก็คงไม่มีทางดัดนิสัยของเครมิสได้

            โครม!

            เสียงนั้นเป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจน

 

            เมืองแห่งนี้เป็นหนึ่งในเมืองท่าที่สำคัญของคนละแวกนี้ การค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันมีให้เห็นประปรายตามสองข้างทาง อาการเย็นสบายเนื่องจากติดท้องทะเลและช่วงนี้เป็นฤดูที่ท้องฟ้าค่อนข้างโปร่ง ไม่มีเมฆหนาปกคลุมทำให้เมื่อเงยหน้าขึ้นไปก็จะเห็นสีฟ้าสดใสช่วยให้จิตใจของผู้คนเบิกบาน สมกับที่ได้รับการยอมรับในฐานะเมืองท่องเที่ยวลำดับต้นๆ เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อ เที่ยวเล่น อย่างคนอื่นเขา

            ดังนั้นแม้จะมีของน่าสนใจเต็มไปหมดก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มสองคนนี้คิดควักเงินออกจากกระเป๋า

            ทำไมต้องปิดบังเรื่องที่ความจริงข้าโดนคำสาปฟ่องฟ่องเปิดประเด็นทันทีที่พวกเขาห่างจากตัวเรือมาพอสมควร ข้ารู้ร่างกายของตัวเองดีว่านี่ไม่ใช่แค่ไข้หวัด

            “ขี้เกียจอธิบาย

            ลิวอิสตอบกลับสั้นๆ อย่างไม่สนใจนักว่าฟ่องฟ่องจะแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างไรเพราะเขาไม่ได้มีหน้าที่มาคอยเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนร่วมเดินทาง โดยเฉพาะเมื่อคนคนนั้นเองก็ไม่ได้อยากจะญาติดีกับเขาเช่นกัน แวมไพร์หนุ่มยังคงควบคุมร่างกายของตนเองได้เป็นอย่างดี เก็บซ่อนนัยน์ตาสีแดงเลือดไว้อย่างมิดชิดไม่ปล่อยให้อารมณ์ของตัวเองเข้าครอบงำ รวมทั้งใบหูที่โค้งกลมแทนที่จะเป็นเรียวแหลมตามเผ่าพันธุ์แวมไพร์

            เจ้าของเรือนผมสลวยสีทองเดินไปสอบถามหาร้านที่พอจะช่วยพวกเขาได้ พยายามใช้ใบหน้าที่ค่อนไปทางหวานคล้ายผู้หญิงให้เป็นประโยชน์แม้เขาจะไม่ชอบนักก็ตามยามมีคนเข้าใจเรื่องเพศเขาผิดๆ

            แต่ในบางครั้งก็นับว่าเป็นประโยชน์ไม่ใช่น้อย

            การหาคนรับถอนคำสาปไม่ได้หาง่ายๆ เพราะคนที่จะรู้วิธี ถอนย่อมต้องรู้วิธี สาปและเวทประเภทนี้ก็ไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับของคนปกตินัก ทั้งที่ความจริงมันก็เป็นเวทมนตร์แขนงหนึ่ง โดยเฉพาะพวก มนุษย์ นี่มักเห็นสิ่งที่ต่างจากตัวเองหรือมีพลังเหนือกว่าเป็นเรื่องร้ายไปเสียหมด

            จะดีจะร้ายก็อยู่ที่ว่าคนนำไปใช้ยังไง...

            ความจริงแล้วที่ลิวอิสเลือกที่จะปิดบังเพราะไม่อยากให้เรื่องมันเลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่ เขารู้นิสัยเครมิสดีว่าคนแบบนั้นย่อมต้องโทษตัวเองแน่หากรู้ว่าตนเป็นสาเหตุให้เพื่อนต้องมาโดนคำสาปไปด้วย ไม่ต้องพูดถึงการใช้เวทเกินตัวจนไม่สบายนั่นอีก

            เพราะต้นเหตุทั้งหมด...ล้วนไม่พ้นเครมิส

            ฟ่องฟ่องเองก็พอจะเข้าใจถึงได้ไม่เปิดปากซักถามอะไรอีก ยอมเป็นคนว่าง่ายเดินตามต้อยๆ แม้จะไม่ค่อยพอใจนักเมื่อคนที่อยู่ตรงหน้าคือลิวอิส ที่ยังอดทนอยู่เช่นนี้คงเพราะอยากถอนคำสาปให้มันจบๆ แล้วจะได้หาเรื่องพาเครมิสกลับหมู่บ้านเสียเลย ไหนๆ ก็ได้แวะเมืองแล้วทั้งยังเป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่ การหาทางกลับย่อมไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลังหากเขาต้องการ

            เนื่องจากถ้าจะให้รอลิวอิสขับเรือไปส่ง...ท่าทางจะไม่ได้กลับ

            แหงล่ะ เครมิสคงจะยอมให้ทำแบบนั้นหรอก!

            ดังนั้นทางที่ง่ายที่สุดตอนนี้คือหาข้ออ้างจากที่เขาไม่สบายแล้วจ้างวานคนที่จะไปเมืองท่าใกล้ๆ ป่ามังกรให้พาพวกเขาไปส่ง บอกเครมิสว่าโรคนี้ต้องรักษาจากสมุนไพรที่หมู่บ้านเท่านั้นก็น่าจะเพียงพอให้มังกรโง่ๆ บางตัวหลงเชื่อแล้วยอมทำตาม ฟ่องฟ่องไม่ได้ห่วงเรื่องลิวอิสจะคัดค้านมากนักเพราะเท่าที่สังเกตมาสักพักก็รู้ว่าคนคนนี้ไม่ได้ผูกพันอะไรกับเครมิสมาก นับจากช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันก็น่าจะชัดเจน หากตกลงที่จะยกเรือลำนั้นให้ฟรีๆ ก็คิดว่าทุกอย่างน่าจะลงตัวและทำให้เขาได้กลับหมู่บ้านโดยไม่ต้องออกแรงอะไรนัก เผลอๆ ลิวอิสอาจจะช่วยเขาด้วยซ้ำเพราะเจ้าตัวก็ดูรำคาญมังกรแสนงี่เง่าบางตัวอยู่บ่อยๆ

            แต่สุดท้ายเรื่องมันก็ไม่ง่ายแบบนั้น...

 

            เครมิสนอนเล่นอยู่ในห้องพักของเขาอย่างว่าง่ายเพราะไม่อยากทำตัวมีปัญหาจนกลายเป็นถูกตัดเพื่อน ถึงปกติเขาจะชอบกวนอารมณ์ทั้งลิวอิสและฟ่องฟ่องเหมือนเป็นกิจกรรมที่ไม่ทำแล้วจะขาดใจตาย แต่ช่วงนี้ที่มังกรบ้าทำตัวสงบเสงี่ยมขึ้นคงไม่พ้นเพราะยังรู้สึกผิด

            กับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป...ทั้งหมดนั่นแหละ

            ไม่ว่าจะการที่เขาเป็นคนหาทำให้หมู่บ้านชาววิหคต้องเดือดร้อนแม้เขาจะเป็นตัวแปรสำคัญทำให้เรื่องราวจบลง แต่ความรู้สึกผิดก็ใช่ว่าจะหายไปได้โดยง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีเรื่องวุ่นๆ เรื่องใหม่มาทำให้เขาต้องทำร้ายเพื่อนของเขาโดยไม่รู้ตัว

            นี่ยังไม่รวมความฝันแปลกๆ นั่นอีก...

            ร่างสูงพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงด้วยความเบื่อหน่าย หูที่ไวกว่าคนปกติหลายเท่าทำให้เขาได้ยินเสียงจากตลาดนัดได้อย่างชัดเจน นิสัยเด็กๆ อย่างการอยากออกไปเดินเที่ยวเล่นตามประสาคนไม่ค่อยได้ออกไปไหนทำให้ยากนักที่เครมิสจะอดทนอดกลั้นได้นานถึงเพียงนี้

            เขาพยายามห้ามใจตัวเองไม่ให้ก่อเรื่อง...

            เพราะถ้าเป็นเขาแล้วถึงจะแค่การ เที่ยวเล่น ก็อาจเกิดเรื่องวุ่นวายได้อยู่ดี

            เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงล้วงเอาสมุดคู่ใจของตัวเองที่นอนแน่นิ่งในกระเป๋ามาสักพักใหญ่ เขาไม่ได้จดบันทึกอะไรอีกเลยตั้งแต่วุ่นๆ เรื่องการต่อสู้ ส่วนพอออกจากหมู่บ้านมาได้ก็ดันหมดสติไปอีก ร่างสูงพลิกสมุดเล่มน้อยจากหน้าแรกที่ตัวเองจดบันทึก อ่านข้อความต่างๆ ด้วยรอยยิ้มสดใส

            จดอะไรสักหน่อยแล้วกัน เครมิสว่าพลางควานหาดินสอในกระเป๋าเป้ใบเก่ง

 

บันทึกไม่ประจำวัน

 

            ตั้งแต่เรื่องของฮอฟฟิลวี้เราก็ไม่ได้จดอะไรมาพักใหญ่เลยแฮะ พอมองวันที่แล้วก็อดใจหายนิดๆ ไม่ได้ ทั้งที่ผ่านมาหลายวันแล้วแต่กลับยังรู้สึกเหมือนเหตุการณ์ทั้งหลายเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เรายังจำได้ถึงใบหน้าเศร้าๆ ของเจ้าตัวเล็ก ยังจำได้ถึงความรู้สึกดีใจตอนเห็นฟ่องฟ่อง

            ทุกอย่างมันชัดเจน...จนไม่คิดว่าเราจะได้เจอเรื่องพวกนี้

            คิดถูกจริงๆ ที่ออกมาจากหมู่บ้าน ถึงจะมีประสบการณ์ที่เจ็บปวดหลายอย่างแต่มันก็ดีกว่าการอยู่ไปโดยไร้จุดมุ่งหมายและไม่มีอะไรแปลกใหม่ อยู่ที่นั่นยังไงเราก็ปลอดภัย

            แต่เพราะมันปลอดภัยเกินไป...อะไรๆ มันถึงได้น่าเบื่อ

            เรานี่ก็แปลกเนอะ คนอื่นเขามีแต่อยากจะอยู่สงบๆ ฮ่าๆๆ

            ตอนนี้ฟ่องฟ่องมาร่วมเดินทางด้วยก็คงมีอะไรน่าสนใจมากขึ้น อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าเราจะไม่ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวเด็ดขาด ในเมื่อฟ่องฟ่องสัญญาแล้วว่าจะไม่ทิ้งเราไป

            เราก็จะเกาะติดเป็นจิ้งจกเลยคอยดู!

            อืม...แล้วไว้จะพยายามจดบันทึกให้บ่อยขึ้น ตอนนี้ไปหาอะไรเล่นสนุกดีกว่า

 

เครมิส ดิมอส

 

            เครมิสปิดสมุดเล่มน้อยแล้วจับมันใส่กระเป๋าดังเดิมก่อนจะหันไปยิ้มกว้างอย่างมีความนัยให้กับฮอฟฟ์ที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้อง หาอะไรเล่นกัน!”

            “ครับ? เด็กชายทำหน้างงๆ

         หวังว่าการเล่นของพี่จะไม่ทำให้เกิดเรื่องนะครับ

 

            หลังจากลองอะไรมาหลายอย่างสุดท้ายก็จบลงที่การเล่นหมากรุก ฮอฟฟ์ไปเจอกระดานหมากรุกในห้องของลิวอิส และแม้จะไม่ได้ขออนุญาตก่อนแต่คิดว่ามันก็ดีกว่าการปล่อยให้เครมิสว่างเกินไปจนไป เล่นสนุก ที่อื่นนอกเรือ ถือซะว่าเป็นการยอมสละบางสิ่งเพื่อรักษาสิ่งที่สำคัญกว่า

            เพราะหากเครมิสเข้าเมืองไปล่ะก็...ไม่จบที่แค่ความวุ่นวายแน่นอน

            เด็กชายเคยเล่นสมัยที่ตัวเองยังเป็นเฮนริคัส เกมกระดานเช่นนี้นับเป็นการฝึกสมองที่ดี เขาจึงมักใช้เวลาว่างจากการฝึกซ้อมมาเล่นกับเนินสต์เสมอ

            เมื่อคิดถึงจุดนี้ก็ทำให้ร่างเล็กเกือบจะน้ำตาซึม...

            ภาพความทรงจำเก่าๆ ฉายชัดขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่จะตั้งสติเมื่อถึงตาเดินของตัวเอง 

            ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็ตามมาด้วยกันดีๆ!”

            เสียงหนึ่งดังขึ้นเรียกให้เครมิสที่กำลังฝึกเล่นหมากรุกกับฮอฟฟ์หันไปมองด้วยสีหน้าสงสัย ในใจคงกำลังคิดว่าคนตรงหน้าเป็นคนส่งอาหารหรือพ่อค้าแม่ค้าที่จะบังคับให้เขาอุดหนุนสินค้าหรือไม่ ทั้งๆ ที่คราวนี้ก็ทำตัวเป็นเด็กดียอมอยู่เฉยๆ ไม่ออกไปไหนแล้วแท้ๆ

            แต่เหมือนปัญหามันจะวิ่งเข้าหาแทนนี่แหละ

            นายเป็นใคร?

            มังกรหนุ่มกำลังจะลุกขึ้นแล้วเดินไปถามใกล้ๆ แต่แล้วก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างแปลกไป ร่างกายไม่ตอบสนองอย่างที่ใจต้องการ

            หรือง่ายๆ คือ...ขยับไปไหนไม่ได้!

            เหมือนเป็นเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ร่างเล็กสุดมักจะโดนจับเป็นตัวประกันเพราะความสะดวกในการพกพาไปไหนมาไหนไว้ใช้ขู่ศัตรู รู้สึกตัวอีกทีฮอฟฟ์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ย้ายไปอยู่ในอ้อมแขนของผู้บุกรุก ตัวเครมิสเองก็ถนัดระยะใกล้มากกว่า จะโจมตีอะไรก็ทำไม่ได้เพราะระยะที่ห่างกันเกินกว่าจะใช้กรงเล็บของตัวเองเข้าต่อสู้ ส่วนจะใช้เวทมนตร์ยิ่งไม่ได้ใหญ่

            ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้...ที่ห้องนี้ถูกลงอาคมป้องกันไว้!

            “พะ...พี่เครมิสเสียงเล็กเอ่ยออกมาอย่างยากลำบากเมื่อคอเรียวถูกล็อกเอาไว้ชนิดดิ้นไม่หลุด ขนาดหายใจยังไม่สะดวกเลยด้วยซ้ำ

            ชายแปลกหน้าได้ยินดังนั้นก็หันไปมองเครมิสด้วยแววตาเย้ยหยัน หืม...พี่ชายเหรอ งั้นก็มาด้วยกันทั้งคู่เลย!”

            สิ้นเสียงอาณาเขตเวทมนตร์ก็แผ่เป็นวงกว้างขึ้นที่ปลายเท้าของผู้ร่ายก่อนทั้งห้องจะตกอยู่ในสภาพอึดอัดหายใจแทบไม่ออก ขนาดเครมิสซึ่งอึดยิ่งกว่าอะไรยังเผยสีหน้าเจ็บปวดออกมา อาจเพราะร่างกายยังไม่ฟื้นเต็มที่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จนในที่สุดก็ทนไม่ไหวหมดสติลงไปกองกับพื้น เขาไม่ถนัดการรับมือกับพวกที่ใช้เวทมนตร์มาแต่ไหนแต่ไร ฝั่งนั้นเตรียมการมาพร้อมกว่าอีกทั้งยังมีนักเวทฝีมือดีคอยหนุนหลัง

            และร่างกายที่ยังไม่เต็มร้อย...ย่อมไม่มีทางต่อกรได้

            ร่างสูงผู้มาในชุดคลุมดำลายกระดูกไขว้พร้อมเรือนผมม่วงรวบเป็นจุกสั้นๆ ระต้นคอ นัยน์ตาสีน้ำเงินส่องประกายเจ้าเล่ห์และสนุกสนานไปในทำนองเดียวกันคล้ายกำลังรอคอย เรื่องบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ด้วยความตื่นเต้น เขากระตุกยิ้มเหี้ยมพอใจกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ไม่คิดว่าจะจัดการอะไรได้รวดเร็วเช่นนี้ คงเป็นโชคของเขาที่คู่ต่อสู้ไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมรบเท่าไหร่นัก ไม่อย่างนั้นคงต้องสิ้นเปลืองทั้งแรงกายและเวลาไปอย่างเสียของ

            ง่ายกว่าที่คิดแฮะ เขาพูดกับตัวเองเบาๆ แล้วจึงเรียกลูกน้องให้เข้ามาจัดการพาตัวทั้งสองไปขึ้นเรือ

            เรือของเขา

            หึ...เกมที่ เจ้านั่นตั้งขึ้นมันก็ไม่เลวร้ายอย่างที่คิด  

           

            อีกด้านหนึ่งของความวุ่นวาย

            ลิวอิสชักจะเหลืออดกับการออกตามหาจอมแสบซึ่งคอยก่อเรื่องให้กลุ้มใจอยู่ตลอดเวลา พอกลับไปที่เรือก็ไม่เจอใคร ลองหาในเมืองมาสักพักก็ไร้วี่แวว ยิ่งต้องคอยพยุงร่างคนป่วยที่จะตายมิตายแหล่อีกทำให้ไปไหนมาไหนก็ไม่สะดวก จะทิ้งไว้คนเดียวก็ไม่ได้ เจ้าบ้านั่นมันหายไปไหนอีกแล้ว!”

            “ใจเย็นน่า เอาแต่โวยวายไปก็ไร้ค่าฟ่องฟ่องพยายามปรามแม้ในใจตัวเองก็ไม่ได้ เย็นอย่างที่พูดเลยสักนิด หากไม่ติดว่าสภาพร่างกายไม่อำนวยเขาคงรีบบึ่งไปหาเครมิสไม่ต่างกัน ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ฤทธิ์ของคำสาปถึงเพิ่มมากขึ้นคล้ายผู้ที่ลงคำสาปไว้อยู่ใกล้ตัว

            โชคยังดีที่เขาได้รับการถอนคำสาปออกไปแล้วไม่งั้นอาการคงจะแย่กว่านี้ แต่พิษไข้จากการใช้เวทมนตร์เกินตัวก็ยังคงอยู่ ถึงอาการจะดีขึ้นก็ไม่ได้ดีขนาดจะมาวิ่งไปไหนมาไหนตามหาใครบางคนได้ดั่งใจ ความเร็วที่ลดลงมากทำให้สิงโตหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย

            ดังนั้นเขาจะรำคาญมากถ้าคนข้างตัวยังเอาแต่บ่น

            หนวกหูโว้ย!

            จะไปเย็นได้ยังไงกันเล่าแวมไพร์หนุ่มถึงกับระเบิดโทสะในเมื่อตอนนี้กลุ่มโจรสลัดดังอย่าง ‘Lise’ กำลังป้วนเปี้ยนอยู่ในเมืองเนี่ยนะ!”

            “ฮอฟฟ์ก็อยู่ด้วย น่าจะไม่เป็นอะไร...ไม่สิ มันต้องเป็นแน่ๆ อย่างเครมิสด้วยแล้วฟ่องฟ่องรู้สึกอยากจะเป็นบ้าตายเสียตรงนั้น เขาก็คิดอยู่แล้วว่าละสายตาไปไม่นานคงจะไปชักนำพาเรื่องราวป่วนๆ ตามเคย ลางสังหรณ์บอกเขาว่าคนอย่าง เครมิส ดิมอสร้อยทั้งร้อยต้องหาเรื่องใส่ตัวแน่นอนหากเขาไม่อยู่ข้างๆ

            หรือแม้เขาจะอยู่...เชื่อเถอะว่ามังกรต๊องๆ บางตัวก็หาเรื่องป่วนได้อยู่ดี

            อย่าง เครมิสต้องก่อเรื่องชัวร์ๆ ไม่ต้องแทงหวยก็รู้ผลล่วงหน้า

            เจ้าของเรือนผมสีทองอร่ามสะบัดหน้าหนีเพราะไม่อยากโมโหจนพาลไปทั่วแล้วเริ่มออกตามหาต่อไป เขาสอบถามคนจากสองข้างทางอยู่ตลอดก็ไม่ได้ความอะไรเพิ่มขึ้นเลยสักนิดเดียว ทั้งๆ ที่อยากจะรีบออกเดินทางต่อให้ออกห่างจากสถานที่ที่เขาไม่ต้องการกลับไป

            ก็คล้ายสวรรค์ไม่เป็นใจเสียได้

         ถ้าไม่ใช่เพราะบนเรือกลุ่มนั้นมันใช้เวทมนตร์เป็นกันแทบทุกคน แถมชื่อ ‘Lise’ ค้ำคออยู่แบบนั้น...ไม่ให้ห่วงก็บ้าแล้ว!

         โจรสลัดหน้าใหม่กลุ่ม ‘Lise’ เกิดขึ้นไม่ได้นานมากนักโดยรุ่นแรกได้มีสัมพันธ์บางอย่างกับลูกสาวขุนนางจนถึงขั้นหนีตามกันไป ชื่อ ไลซ์มาจากนามของหญิงสาวคนนั้นนั่นเอง เงินทองเริ่มแรกก็มีมากมายอยู่แล้วเพราะฐานะทางบ้านค่อนข้างร่ำรวย ขโมยมาเพียงไม่ถึงครึ่งก็ตั้งฐานจนมั่นคงได้ในเวลาไม่นาน คล้ายการลงทุนทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ถ้ามีทุนทรัพย์ตั้งต้นมากกว่าก็ย่อมได้เริ่มต้นในจุดสตาร์ทที่ดีกว่า

            และไม่ใช่เพียงเงินทองเท่านั้นหากแต่เพราะ ออตโตร์ ไมท์เนอร์ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งมีความสามารถมากพอจะคุมเหล่าลูกน้องได้ พลังเวทมนตร์และศักยภาพทางกายถือเป็นข้อสำคัญในการเป็นผู้นำ การใช้เงินฟาดหัวเพียงอย่างเดียวไม่เคยทำให้ใครรั้งตำแหน่งได้นาน

            ทว่าในเมื่อมี ยุคทองก็มี ยุคดับได้เช่นเดียวกันเนื่องจากผู้นำคนสำคัญเสียชีวิตระหว่างการต่อสู้ทำให้ต่างคนต่างต้องช่วยกันพยุงกลุ่มให้อยู่รอดต่อไปอย่างยากลำบาก เมื่อผู้เป็นหัวหน้าล้มลงก็ไม่ต่างจากมดที่แตกรังเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ ลูกเรือบางคนถอนใจยอมแพ้ก็มีไม่น้อย ในทางกลับกันหากมีคนยอมแพ้ก็ย่อมมีผู้ที่ยอมสู้ต่อ แม้ไลซ์จะสูญเสียคนรักไปแล้วแต่เธอก็ไม่คิดจะทิ้งเรือลำนี้เด็ดขาด มันเป็นสิ่งเดียวที่เธอเหลืออยู่เป็นของต่างหน้าของคนรัก คงไม่แปลกหากอดีตขุนนางคนนี้จะลุกขึ้นสู้

            ด้วยความมุมานะของเธอและลูกน้องที่จงรักภักดีจึงทำให้กลุ่มนี้ยังคงดำรงต่อไปได้ภายใต้ผู้นำคนใหม่นาม ฮาห์น ไมท์เนอร์ซึ่งเป็นผลพวงจากความรักของทั้งสอง และด้วยฝีมือที่ไม่เป็นรองใครแม้อายุจะยังน้อยก็ทำให้โจรสลัดกลุ่มนี้ยังคงสร้างชื่อให้ได้ยินอยู่เรื่อยๆ เหล่าทหารเรือพยายามอยู่นานหลายปีก็ยังไม่สามารถล้มคนกลุ่มนี้ได้ ค่อนข้างจะเข็ดขยาดจนไม่อยากยุ่งเกี่ยวเลยด้วยซ้ำ

            ลิวอิสจำข้อมูลของกลุ่มโจรสลัดนี้ได้แม่นยำเพราะในฐานะที่เขาเคยรับงานล่าค่าหัวมาบ้างในช่วงที่เงินทองไม่ค่อยจะดี คงไม่มีใครไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินในฝีมือการปล้นชิงของคนกลุ่มนี้ รวมทั้งอาจเพราะเขารู้จักใครบางคนในกลุ่มที่ว่าและเป็นคนที่เขาไม่อยากเจอหน้านักด้วย

            และเพราะ ไอ้บ้านั่นก็อยู่ในกลุ่มยิ่งไม่น่าไว้ใจเข้าไปใหญ่ลิวอิสกัดฟันพูดเมื่อใบหน้าของ ไอ้บ้านั่นที่ว่าผุดขึ้นในความทรงจำอย่างชัดเจน

            โธ่เว้ย! เวลาแบบนี้เจ้ามังกรงี่เง่าดันหายหัวไปมุดรูไม่รู้อยู่ไหนอีก ให้ตาย!

 

-------------------------------------------------------------------------------------------

9/2/2014

            ใครเคยอ่านภาคก่อนรีไรต์มาคงไม่ค่อยรู้สึกแปลกใจกับบทนี้เท่าไหร่ ก็นะ จะเข้าเนื้อเรื่องคล้ายๆ ของเก่า มีเปลี่ยนไปหน่อยๆ ฮาห์นเขากลับมาทวงตำแหน่งคืน 555

            ขอโทษที่มาลงช้าไปวันนึงนะเออ ทั้งที่แต่งจบแล้วแท้ๆ แต่เมื่อวานถึงบ้านแล้วง่วงจัดจริงๆ ถึงปุ๊บอาบน้ำนอนเลย = =”

            สำหรับ Vol.3 จะมาลงอีกทีนานหน่อยเพราะช่วงนี้จะเตรียมสอบโอเนตบวกกับจะนั่งอ่านทวนของเก่าแล้วแก้ๆ คำผิดหรือเขียนเติมๆ บางฉากที่ยังไม่สมบูรณ์ด้วย แล้วไว้จะเอาที่แก้แล้วมาลงเว็บอีกที แต่ไม่จำเป็นต้องอ่านใหม่นะเพราะเนื้อเรื่องเหมือนเดิม แล้วไว้เจอกันจ้า >W<

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,373 ความคิดเห็น

  1. #1355 ซากุระ ไอโกะ (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 14 กันยายน 2557 / 06:38
    ในที่สุดก็มาอัพแล้ว
    #1,355
    0
  2. #1314 Em.S.End (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557 / 20:05
    อาทิตย์ืนี้ก็สอบโอเน็ตแล้วสินะ คะแนนเจ็ดสามัญออกมาแล้วด้วย 
    พยายามเข้าทั้งคนเขียนและผู้อ่านคนนี้จะไปให้ถึงฝั่งฝันให้ได้คอยดู
    //มาง้องแง้งแล้วก็กลับหลุม
    #1,314
    0
  3. #1313 Nendtime (จากตอนที่ 60)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2557 / 19:17
    โฮกกกกกกกอีกเดือนกว่า
    #1,313
    0