Cremis Dimos มังกรพันธุ์ป่วน

ตอนที่ 59 : [CD] บทที่ 29 ก็เพราะรู้ดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 376
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    8 ก.ย. 57

บทที่ 29 ก็เพราะรู้ดี

 

            หลายวันผ่านไปในที่สุดเครมิสก็ฟื้นคืนสติอย่างเต็มที่และไม่มีท่าทางจะกลับไปหลับยาวอีกเหมือนก่อนหน้านี้ ฟ่องฟ่องทั้งปวดหัวและเหนื่อยใจกับการต้องมาเฝ้าใครบางคนแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมงสุดๆ เพราะไม่ใช่แค่จู่ๆ ลุกขึ้นมาทำร้ายคนรอบข้าง

            แต่เขายังต้องทนฟังมังกรบ๊องๆ แถวนี้ละเมอจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนเสียเอง

            ทั้งที่อีกฝ่ายกำลังหลับ...แม้จะไม่สบายนัก

            เครมิสจะไปหลับ สบายได้ยังไงในเมื่อเขาฝันถึง เรื่องนั้นแม้เจ้าตัวจะไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ติดใจกับฝันนั้นนักก็ตาม เขายังคงจำรายละเอียดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้สักที เมื่อลองเปลี่ยนมาหาตัวช่วยอย่างฟ่องฟ่องก็กลับไม่ได้รับคำตอบอย่างที่คิด

            เหมือนจงใจเปลี่ยนเรื่อง

            มังกรหนุ่มเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟังก็แล้วว่าเขาไม่ใช่แค่ ฝันอย่างที่ใครต่อใครคิด แม้จะไม่รู้ว่าคนที่บังคับให้เขาต้องเจอกับความทรงจำเหล่านั้นเป็นใคร แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ใจคือคนคนนั้นคง ไม่ได้หวังดี

            ฟ่องฟ่องบอกให้เลิกคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะอย่างไรเสียก็คงไม่มีทางตามหาตัวต้นเรื่องเจอได้ง่ายๆ ในเมื่อหลักฐานและคำให้การไม่ได้ช่วยให้อะไรชัดเจนขึ้นเลยสักนิด พวกเขาไม่ได้เก่งกาจด้านเวทมนตร์พอจะสืบจากพลังเวทที่หลงเหลือจากการสร้างมิติมายานั้น

            และไม่แน่ว่าอาจมีหนทางที่ง่ายกว่า...เพื่อจบเรื่องนี้

            ในเมื่ออีกฝ่าย น่าจะเป็นคนของพวกแวมไพร์ สู้เลิกยุ่งกับลิวอิสหรือทำในทางตรงกันข้ามคือ กำจัดคนคนนี้ไปซะทุกอย่างก็ อาจจะจบ

            แต่เพราะมันไม่มีอะไรการันตีว่าจะ จบได้จริงๆ ฟ่องฟ่องถึงไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาและไม่มีแผนที่จะลงมือทำในเร็วๆ นี้ เขาไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวมากนัก ไม่อยากเปลืองตัวมาสู้ให้ต้องบาดเจ็บ

            ยังไงเครมิสก็คงไม่เห็นด้วย

            ตกลงแล้วเจ้าก็แค่โดนใครบางคนบังคับให้ไปเห็นเรื่องแย่ๆ สินะฟ่องฟ่องสรุปหลังจากนั่งฟังเครมิสเล่าอย่างละเอียด ส่วนสิ่งที่เครมิสเปิดประตูเข้าไปเจอเขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจนัก อย่างที่บอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เครมิสฝันถึงเรื่องนี้ และเพราะมันบ่อยครั้งเหลือเกินจนเขาต้องไปฝึกการทำผนึกก่อนที่หมู่บ้านมังกรจะพังพินาศด้วยน้ำมือของคนในหมู่บ้านเองหรือก็คือเครมิส

            สิ่งที่แปลกไปกว่าทุกทีแค่ว่าคราวนี้มีคน จงใจทำให้เครมิสนึกถึงมันก็เท่านั้น

            จะว่าอย่างนั้นก็ได้เครมิสตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ ว่าแต่ฟ่องฟ่องไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม?

            “หมายถึง? สิงโตหนุ่มทำหน้างง

            “ก็คราวก่อน...

            ฟ่องฟ่องถอนหายใจแรงๆ เมื่อเห็นคนตรงหน้ายังห่วงกับเรื่องไม่เป็นเรื่องทั้งที่เขาก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรนัก หากคนที่อยู่ในห้องตอนนั้นเป็นคนอื่นก็อาจจะอาการหนักกว่านี้ อย่างเด็กที่ชื่อฮอฟฟ์คงขาดอาการตายตั้งแต่การโจมตีแรก ผ่านมาตั้งกี่วันแล้ว ก็ต้องไม่เป็นไรสิเจ้าโง่

            แต่ว่า... เครมิสยังคงไม่วางใจ

            “เพื่อนนายไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นสักหน่อยลิวอิสเสริมพลางเอี้ยวตัวหลบกรงเล็บของคนที่เพิ่งพูดถึงพลางยักคิ้วกวนๆ ไม่เห็นต้องรุนแรงเลยนี่ คุณ-ฟ่อง-ฟ่อง

            “นี่เจ้า!” ฟ่องฟ่องแทบจะตรงเข้าไปซัดอีกสักรอบสองรอบถ้าไม่ติดว่ามีคนกอดเอวเขาห้ามไว้ก่อน ปล่อยข้าเลยนะเจ้าเด็กน้อย

            “พี่ๆ อย่าทะเลาะกันเลยครับฮอฟฟ์ยังคงกอดเอวฟ่องฟ่องไว้แม้เรี่ยวแรงของเขาจะไม่มากนักก็ตามในร่างเล็กๆ เช่นนี้ พี่เครมิสก็อย่ามัวแต่ทำหน้างง มาช่วยกันหน่อยสิครับ!”

            “ทุกคนสนิทกันจังเลย

            มังกรตัวหนึ่งได้กล่าวเอาไว้พร้อมรอยยิ้มซื่อบื้อจนน่าเตะ

 

            เรือลำนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่เพราะผู้จัดการซื้อมานั้นต้องการแน่ใจในความแข็งแรงว่าพร้อมให้เขาใช้ออกเดินทางไปในที่ต่างๆ ตามที่ต้องการได้หรือไม่ ห้องพักใกล้กับห้องควบคุมเรือย่อมตกเป็นของผู้ที่รับผิดชอบการบังคับเรืออย่างเลี่ยงไม่ได้ เตียงนอนเรียบง่ายชิดผนังห้องถูกจับจองโดยแผนที่มากมายไปกว่าครึ่ง โต๊ะทำงานก็เต็มไปด้วยอุปกรณ์ เข็มทิศ และอีกสารพัดสิ่งที่จำเป็นสำหรับการผจญภัย ร่างหนึ่งนั่งชันเข่าอยู่บนเตียงพลางเอนกายพิงผนังพร้อมใบหน้าเจ็บปวด แม้เขาจะได้ออกเดินทางอย่างที่หวังเอาไว้แต่หลายๆ อย่างกลับไม่เป็นไปตามที่คาด กลับถูกลากเข้าไปเกี่ยวพันกับสงครามที่เขาไม่อยากมีส่วนร่วมอีก

            สงครามที่ว่าจบลงแล้วแต่สิ่งที่ตามมากลับไม่จบลงง่ายๆ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าความจริงฟ่องฟ่องเองก็อยากจะจัดการเรื่องราวให้ จบแบบจบจริงๆ ไม่ใช่แค่พักยกแบบที่เป็นอยู่ สายตาหลายๆ อย่างแค่มองก็เข้าใจ ต่างฝ่ายต่างไม่อยากยุ่งเกี่ยว

            เพราะเรื่องเมื่อในอดีตมันมากเกินพอ

            ลิวอิสเป็นแวมไพร์อายุหลายสิบปีจนใกล้จะครบร้อยในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ดังนั้นไม่แปลกหากเขาจะเกิดทันยุคที่เต็มไปด้วยสงคราม

            สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์...

            และถ้ายังจำกันได้ แวมไพร์เองก็มีส่วนร่วมในสงครามครั้งนั้นมากพอสมควรจนนับได้ว่าเป็นเผ่าพันธุ์อันดับต้นๆ ที่ออกล่าเขตแดนในเวลานั้น เขาในตอนนั้นอายุไม่มากเท่าไหร่คงไม่แปลกหากจะไม่ได้ลงไปร่วมต่อสู้ท่ามกลางสนามรบที่มีแต่ความตาย

            แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะ ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามครั้งนั้น

            เมื่อไหร่ฉันจะหลุดพ้นจากเรื่องบ้าๆ พวกนี้สักทีลิวอิสพึมพำกับตัวเองเบาๆ เขาเลือกที่จะออกมาจากเมืองที่เป็นถิ่นเก่าแก่ของแวมไพร์ก็เพื่อใช้ชีวิตของตัวเองอย่างเต็มที่ เป็นเพียงนักผจญภัยธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่ต้องสนใจเรื่องของเผ่าพันธุ์ที่มีแต่จะนำความเจ็บปวดมาให้

            ชีวิตที่ไม่ต้องมีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่องทางการเมือง

            เขาทนมามากเกินพอ...

            ลิวอิสเป็นแวมไพร์ที่แปลกกว่าคนอื่นไม่ว่าจะในทางทฤษฎีหรือทางปฏิบัติ เขาไม่ชอบออกล่าพวกมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ไม่ต้องรอให้มีพันธะสัญญาระหว่างเผ่าพันธุ์เขาก็ไม่คิดที่จะให้มือของตัวเองต้องเปื้อนเลือดเพียงเพราะความอยากส่วนตัว สำหรับเขาแล้วการทำแบบนั้นไม่ต่างจากพวกล้าหลังไร้อารยธรรม

            มันก็จริงอยู่ที่ไม่ใช่ทุกคนจะมีเงินซื้อเลือดอย่างถูกต้องจากพวกมนุษย์ที่หารายได้เสริมจากการขายเลือดของตัวเอง ก็นะ เลือดมันสร้างใหม่ได้ แต่ยิ่งในเมื่อแวมไพร์ยุคหลังๆ มานี้มีการปรับตัวมากขึ้นทำให้ไม่จำเป็นต้องดื่มเลือดเพียงอย่างเดียว พูดง่ายๆ ว่าเลือดไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นก็แค่เลี่ยงไปทานอาหารอย่างอื่นที่มนุษย์ทั่วไปเขากินกันซะก็สิ้นเรื่องสิ้นราวไม่ต้องลำบากหาเหยื่อแล้ว

            ไม่ใช่ว่าไม่ได้ดื่มเลือดแล้วจะตายสักหน่อย

            หลายครั้งเหลือเกินที่เลือดคุณภาพแย่ๆ ทำให้เกิดผลเสียมากกว่าจะเป็นผลดี แวมไพร์ดื่มเลือดบ้างนานๆ ครั้งเพื่อเพิ่มพลังให้กับตัวเอง ในทางกลับกันหากมนุษย์ที่ไม่รักษาสุขภาพเอามากๆ สำหรับแวมไพร์ที่ได้ลิ้มลองรสเลือดของมนุษย์ดังกล่าวก็ไม่ต่างจากการดื่มยาพิษ แม้ไม่ถึงตายแต่ก็เป็นการทรมานโดยใช่เหตุ พักหลังมานี้แวมไพร์ที่มีฐานะจึงมักจะเลือกใช้บริการซื้อขายเลือดมากกว่า

            แต่ก็นั่นแหละ เพราะเขา แตกต่างจากคนอื่นในเผ่าเกินไป ไม่ว่าจะนิสัยการดื่มเลือด เรื่องกลัวความสูง แล้วยังการที่เขาทนแดดมากกว่าความหนาวเย็น

            ถึงอย่างนั้นสิ่งที่เขาต่างจากคนอื่นมากที่สุดคงไม่พ้น ทัศนคติ

            ในเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของคนอื่นได้เขาจึงเลือดที่จะเป็นผู้ถอยออกมา เป็นคนแบกรับความผิดพลาดของตระกูลไว้แต่เพียงผู้เดียว ใครอยากจะว่าอะไรเขา สาปแช่งอะไรเขาก็ช่างประไร ขอแค่ไม่ทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนอีกเป็นครั้งที่สอง

            แม้คนที่เขายัง ห่วงใยจะเหลือไม่กี่คนก็ตาม

            ทั้งที่คิดว่าจะลืมเรื่องเมื่อก่อนได้แล้วแท้ๆ เลยลิวอิสถอนหายใจแล้วหยิบแผนที่ข้างๆ ที่กองสุมอยู่บนเตียงขึ้นมาดูแต่แล้วก็ต้องรู้สึกปวดใจลึกๆ เพราะบนนั้นมีชื่อเมืองที่เขาไม่อยากกลับไปเหยียบอีกเป็นครั้งที่สอง

            เมืองหลวงของเหล่าแวมไพร์...

            บ้านเกิดของเขา

            รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าหากแต่ไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความปีติยินดี กลับเป็นสีหน้าที่กำลังสมเพชตัวเองกับชะตากรรมที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยง รู้มาตลอด เข้าใจมาตลอด ความจริงที่ไม่ว่าจะหนียังไงเขาก็มีลางสังหรณ์ว่าในไม่ช้าก็ต้องกลับไปอยู่ดี และโชคร้ายตรงที่ลางสังหรณ์ของเขา...

            มักจะถูกซะด้วยสิ       

            ปัง!

            เสียงประตูทำให้เขาสะดุ้งลุกขึ้นมานั่งดีๆ พร้อมส่งสายตาคาดโทษไปยังผู้บุกรุกที่ไม่คิดจะเคาะประตู แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนมาเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจแทนหลังจากเห็นผู้มาเยือน เพราะถึงเครมิสจะชอบมาก่อกวนเขาเป็นประจำช่วงแรกๆ ที่เดินทางด้วยกัน

            แต่คงไม่มาในสภาพตื่นตกใจเช่นนี้

            นาย...

            ไม่ทันที่ลิวอิสจะพูดจบอีกฝ่ายก็พุ่งเข้าใส่ทันที แย่แล้วๆ ฟ่องฟ่องเป็นอะไรก็ไม่รู้ รีบไปดูที!”

            ฮะ...ไอ้สิงโตนั่นน่ะนะ?

            ถึงจะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนักทั้งยังไม่คิดว่าคนอย่างฟ่องฟ่องจะเจ็บไข้ได้ป่วยรุนแรงจนใช้เวทรักษาไม่หายก็ตาม แต่สุดท้ายก็จำต้องเดินตามเครมิสไปแล้วเมื่อเปิดประตูเห็นผู้ที่นอนสั่นอยู่บนเตียงพร้อมสีหน้าซีดเซียวแล้วเขาก็ต้องเปลี่ยนความคิด

         โอเค...ไอ้บ้านี่มันป่วยได้จริงๆ

            และไม่ใช่การป่วยธรรมดาซะด้วยสิ

            ลิวอิสพยายามทำใจเย็นๆ แล้วใช้เวทที่ตัวเองยิ่งกว่าไม่ถนัดในการตรวจอาการของคนตรงหน้าคร่าวๆ ถ้าบอกว่าฟ่องฟ่องไม่ค่อยถนัดเวทรักษาแล้ว สำหรับแวมไพร์อย่างเขาที่ใช้เวทธาตุมืดเป็นหลัก...

            ก็คง โคตรไม่ถนัด

            นี่นายไปทำบ้าอะไรให้ไข้สูงขนาดนี้ฮะ!” แวมไพร์หนุ่มตวาดลั่นจนฮอฟฟ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังสะดุ้งแทน นี่ฉันไม่คิดว่าจะต้องมาขึ้นเสียงดังกับใครนอกจากไอ้บ๊องบางคนแล้วนะ

            ไอ้บ๊องบางคนยังคงทำหน้ามึนๆ เหมือนไม่รู้ว่าพูดถึงตัวเองอยู่ ไอ้บ๊องนี่หมายถึงใครเหรอ?

            “นายน่ะหุบปากไปซะเครมิส!”

            “ใจร้าย...เครมิสทำปากยื่นก่อนจะหันไปสนใจเพื่อนรักที่ตอนนี้นอนซมสลับตำแหน่งคนป่วยกับเขา ฟ่องฟ่องไปทำอะไรมาถึงได้เป็นหนักขนาดนี้อะ?

            ฟ่องฟ่องขมวดคิ้ว อยากลุกขึ้นมาต่อยตัวต้นเหตุบางคนสักหมัดแต่ก็ต้องยั้งใจไว้ด้วยสภาพร่างกายของตัวเองไม่เหมาะกับการไปหาเรื่องใครสักนิด

            เพราะเจ้านั่นแหละ...เสียงของเขาแหบแห้งจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์

            เครมิสทำตาโตพลางชี้หน้าตัวเอง เรา?

            “ก็เออน่ะเซ่! แคกๆ

            ฟ่องฟ่องไอออกมาเป็นเลือดนิดหน่อย แม้จะไม่มากอะไรแต่ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเท่าไหร่สำหรับเผ่าพันธุ์อย่างเขา แม้จะไม่ถึก ไม่ทนเท่าเครมิสทว่าตามปกติก็คงไม่มาล้มหัวนอนเสื่อเอาง่ายๆ นี่ถึงขั้นไอเป็นเลือดคงต้องสืบสาเหตุกันหน่อยแล้ว

            และนั่นทำให้ใครอีกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นทนไม่ไหวจนตวาดลั่น

            “หุบปากมันไปทั้งคู่เลย!” ลิวอิสปรายตาโหดๆ ไปมองเครมิสทีหนึ่งก่อนจะหันกลับไปจ้องคนป่วยจนคิ้วขมวด พวกนายสองคนนี่มันดื้อด้านเหมือนกันทั้งคู่

            ฟ่องฟ่องทำท่าจะลุกขึ้นจากเตียง ว่าไงนะ!”

            เป็นคนป่วยก็อยู่เงียบๆ น่า

            หลังจากนั้นลิวอิสก็จับฟ่องฟ่องกดลงไปกับเตียงให้นอนนิ่งๆ เลิกลุกขึ้นมาต่อล้อต่อเถียงกับเครมิสจนอาการทรุดลงไปมากกว่านี้ จัดการไล่ตัวป่วนออกไปจากห้องแล้วกำชับไม่ให้ย่างเท้าเข้ามาในนี้อีกจนกว่าจะอนุญาตไม่งั้นมีได้โยนมังกรทิ้งทะเลแน่

            ตกลงเป็นอะไรของนาย ทำยังไงถึงได้อาการหนักขนาดนี้ฮะ?ลิวอิสถามพลางใช้เวทรักษาอาการขั้นพื้นฐาน เขาไม่ได้เชี่ยวชาญด้านนี้ทั้งยังแทบไม่เคยฝึกอย่างจริงจังเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่คนจากเผ่าพันธุ์แห่งความมืดอย่างเขาจะใช้มันได้อย่างชำนาญ เหมือนว่าฝึกไปก็ค่อนข้างเสียเวลาเปล่าเนื่องจากไม่สามารถใช้สิ่งที่เรียนมาในทางปฏิบัติได้มากมายอะไร สำหรับตอนนี้คงทำได้แค่พยุงอาการไม่ให้เลวร้ายไปมากกว่านี้เท่านั้น

            จะให้รักษา...ฝันไปเหอะ

            ผนึก...ฟ่องฟ่องพยายามพูดออกมาแม้จะเบาราวกับเสียงกระซิบ ข้าเพิ่มผนึกบนตัวเครมิส

            “ก็เลยใช้เวทเกินตัวจนอาการทรุดซะเอง? ลิวอิสถามแม้รู้คำตอบอยู่แล้ว

            “ทำนองนั้น...

            แม้ฟ่องฟ่องจะไม่อยากยอมรับนักว่าตัวเองพลาดที่โหมทำผนึกมากเกินไปจนไม่สบายเสียเองแต่ก็ยังรู้สึกแปลกๆ เพราะครั้งนี้อะไรๆ ดูไม่ง่ายอย่างเมื่อก่อน เขาค่อนข้างมั่นใจในฝีมือของตัวเองที่ซุ่มฝึกอยู่หลายปี ที่มันซับซ้อนขึ้นและใช้พลังมากกว่าทุกๆ ครั้ง

            คล้ายมีใครบางคนไปยุ่งจนระบบมันรวนยากต่อการแก้ไข หรือง่ายๆ...

            เครมิสอาจจะกลับมา จำได้ทั้งหมด

            ...ความทรงจำเลวร้ายทั้งหลาย

            พวกนายสองคนนี่มันหาเรื่องใส่ตัวด้วยกันทั้งคู่เลยจริงๆลิวอิสถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางเช็ดเหงื่อบนใบหน้าของตัวเอง ฉันมันก็ไม่เหมาะกับการมาสวมบทคุณหมอซะด้วยสิ

            “พี่ลิวอิสไม่เป็นไรนะครับ?ฮอฟฟ์ยืนให้กำลังใจข้างๆ เขาอยากจะช่วยแต่ไม่สามารถทำได้จริงๆ กับร่างกายของเขาตอนนี้ที่ความสามารถด้านเวทมนตร์เรียกได้ว่าติดลบเพราะไม่เคยได้รับการฝึกฝนมาก่อน

            ต้องบอกว่าเป็นที่ ร่างล่ะนะ

            หากเป็นเวทสายลมยังพอไหวเพราะคล้ายติดมากับสัญชาตญาณของร่างเนื้อชาววิหคแต่กับเวทรักษานั้นเรียกได้ว่าห่างไกลความจริงไปหลายขั้น ตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้คงมีเพียงเป็นกำลังใจและทำอาหารมาให้ทั้งผู้ป่วยทั้งคุณหมอจำเป็นไม่ให้เป็นลมหมดแรงเสียก่อน

            อืม ยังพอไหวลิวอิสตอบแบบส่งๆ เขาไม่อยากให้ใครมาเป็นห่วงเขาอีกคน ฮอฟฟ์เองก็ไปนอนเถอะ หรือลากเจ้าบ้านั่นที่ยังเอาแต่นั่งเฝ้าประตูอยู่ข้างนอกไปนอนด้วยก็ดี

            “ระ...เราไม่ใช่หมาเฝ้าประตูนะ!” เครมิสตะโกนดังมาจากข้างนอก

            ไม่รู้ทำไมแต่ทั้งสามคนในห้องกลับคิดเหมือนกัน

         หมาเฝ้าประตูชัดๆ

 

            อาการของฟ่องฟ่องไม่ดีขึ้นง่ายๆ อย่างที่คิดทำให้สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจว่าจะต้องแวะเมืองสักแห่งเพื่อซื้อยารักษาเพิ่มเติม แม้ต้นเหตุจะมาจากการใช้เวทมนตร์เกินตัวแต่เมื่อตรวจสอบดีๆ กลับพบว่าเรื่องมันไม่ได้มีแค่นั้นอย่างที่คิดกันตอนแรก

            ลิวอิสรู้สึกได้...ถึงเวทที่เรียกว่า คำสาป

            และเขาก็รู้ดีที่สุดว่ามันไม่ได้รักษาง่ายๆ แค่นอนมากๆ แล้วจะหาย

            ลิวอิสในตอนนี้ไม่มีพลังมากพอที่จะถอนคำสาปเช่นเดียวกัน แม้เผ่าพันธุ์เขาจะคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้พอสมควร อาจไม่มากเท่าพวกที่ผันตัวไปศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะเช่นเหล่าพ่อมดแม่มดทั้งหลาย แต่จากการที่เขาไม่ค่อยสนใจทางสายนี้เท่าไหร่อีกทั้งยังไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับมันมานาน จะให้จู่ๆ ก็ไปถอนคำสาปที่คนอื่นเป็นผู้ลงไว้คงจะเกินกำลัง โชคยังดีที่ไม่ใช่คำสาปร้ายแรงถึงตายเท่าไหร่เพียงแต่หากไม่ได้รับยาดีๆ หรือหาคนช่วยถอนคำสาปก็อาจจะอาการทรุดหนักจนทรมานยิ่งกว่าความตายก็เป็นได้ นั่นเป็นสาเหตุที่เขารีบร้อนหาท่าเรือที่ใกล้ที่สุดเพื่อหาวัตถุดิบให้พร้อมหรือให้ดีคือการตามหาใครที่มีฝีมือพอจะถอนคำสาปนี่ซะให้สิ้นเรื่องสิ้นราว

            และโชคดีว่าเมืองที่ใกล้ที่สุดไม่ใช่ เมืองนั้น

            เมืองแห่งแวมไพร์...ที่เขาไม่อยากกลับไป

            เพราะหากเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดเป็นเมืองนั้นขึ้นมาจริงๆ เขาคงใช้ความเอาแต่ใจของตัวเองเป็นข้ออ้างที่จะไม่แวะพักที่นั่นไม่ได้ เมื่อถึงคราวต้องชั่งน้ำหนักเอากับความเป็นความตายของใครอีกคนลิวอิสก็ไม่ชั่วร้ายขนาดจะเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง

            แต่เมื่อเมืองที่ใกล้ที่สุดไม่ใช่เมืองนั้นเขาก็โล่งอก

            อย่างน้อยก็ยืดเวลาไปได้อีกสักพัก... 

         ลิวอิสถอนหายใจเอามาเบาๆ แววตาวาวโรจน์เมื่อคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากเขากลับไปเหยียบบ้านเกิดในสภาพนี้ แค่เรื่องที่เขาหนีออกมา ละทิ้งตำแหน่งในตระกูลก็เป็นเรื่องน่าอับอายมากพอแล้ว ยังไม่นับว่าตอนนี้เขาเดินทางร่วมอยู่กับเผ่าพันธุ์อื่น

            แวมไพร์เป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่ค่อนข้างรักสันโดษและเหยียดเผ่าพันธุ์อื่นมากพอสมควร แม้เวลาจะผ่านมานานแต่เพราะจากช่วงชีวิตที่ค่อนข้างยาวแล้วทำให้ประชากรส่วนใหญ่เกิดทันยุคสงครามครั้งใหญ่ทั้งนั้น โดยเฉพาะพวกที่กำลังมีอำนาจปกครองเมืองอยู่ในตอนนี้

            จะเกลียดชังเผ่าพันธุ์อื่นคงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

            โดยเฉพาะหมอนั่น...

         เมื่อคิดถึงจุดนี้ลิวอิสก็เผลอขบริมฝีปากตัวเองจนเลือดไหล เดือดร้อนให้ร่างเล็กข้างกายเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงระคนสงสัยในท่าทีที่แปลกไปของเขา

            พี่ลิวอิสเป็นอะไรหรือเปล่า?

            ฮอฟฟ์ถามด้วยความเป็นห่วง แต่เพียงครู่เดียวสีหน้าของลิวอิสก็กลับเป็นเช่นเดิมคล้ายไม่อยากให้ใครต้องมากังวล อืม ไม่มีอะไรหรอก

            “แน่นะครับ?คนตัวเล็กกว่าทำหน้าไม่เชื่อนัก ถึงจะเห็นเป็นเด็กแต่ ข้างในไม่ได้เด็กด้วยสักนิด ทำไมจะดูไม่ออกว่าอันไหนจริงอันไหนกำลังฝืนตัวเอง

            และลิวอิสตอนนี้ก็ตรงตามประเด็นหลังสุดๆ

            ฮอฟฟ์ก็ได้แต่ทำเป็นมองไม่เห็นเพราะขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงด้วย ทำไมเขาจะไม่รู้ว่านิสัยหัวดื้อของทั้งสามคนเป็นยังไง ไม่ว่าจะเครมิส ลิวอิส หรือแม้แต่ฟ่องฟ่อง สามคนนี้เคยยอมใครที่ไหน หากไม่ต้องการจะพูด ให้หาอะไรมาง้างปากก็คงไม่ได้ความอะไรเพิ่มเติมแม้แต่น้อย

            ฟ่องฟ่อง...ก็ยังคงยืนยันจะไม่ทานยา

            มัวแต่บอกว่าถ้าว่างแวะตามเมืองต่างๆ สู้พาเขากับเครมิสกลับหมู่บ้านมังกรยังดีเสียกว่า เพราะสำหรับเขาแล้วที่แห่งนั้นสำคัญกว่าอาการของเขามาก หากสามารถกลับไปได้ก็จะได้แน่ใจว่าจะมีคนดูแลเครมิสได้ไม่ให้ออกอาละวาดจนกลายเป็นเรื่องใหญ่

            มีท่านแม่เออร์เนสต์ทั้งคนนี่นะ...

            ข้าบอกแล้วว่ายาอะไรนั่นมันไม่จำเป็น!” ฟ่องฟ่องยังคงยืนยันคำเดิมที่พูดมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง เล่นเอาลิวอิสเองก็ทั้งเหนื่อยทั้งเบื่อที่จะพูดจนหันไปสนใจกับการบังคับเรือแทน อย่างไรซะนั่นก็เป็นสิทธิ์เด็ดขาดของเขา คนอื่นรู้เรื่องการบังคับเรือซะที่ไหนล่ะ แม้แต่ฮอฟฟ์ที่มีความทรงจำในอดีตก็ยังไม่เคยต้องไปสู้รบโดยการใช้เรือเท่าไหร่ หรือหากมีโอกาสก็เป็นคนอื่นจัดการเรื่องนั้น

            มีเหลือที่หัวหน้าหน่วยเช่นเขาจะต้องมาเหนื่อยคุมเรือเอง

            สมกับเป็นเพื่อนกันจริงๆ

            เด็กชายถอนหายใจอีกครั้งเมื่อเห็นฟ่องฟ่องปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีก เขาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยคอยส่งน้ำส่งข้าวให้คนทั้งสามอยู่ตลอด ถือเป็นการไถ่โทษกับสิ่งที่เขาทำเอาไว้แม้มันจะไม่สามารถทดแทนกับความผิดที่เขาทำไว้ก็ตาม โดยเฉพาะการลากทั้งสามคนตรงหน้ามาลำบากกับเขา ทั้งบาดเจ็บทางกายและใจ ยุ่งเกี่ยวกับสงครามที่พวกเขาไม่คิดอยากแตะต้อง

            โดยเฉพาะเครมิส

            เพราะงั้นถึงพวกพี่จะเข้าใจยากสักหน่อยผมก็จะพยายามเข้าใจแล้วกัน

           

            อีกด้านหนึ่งของท้องทะเลอันกว้างใหญ่ ชายหนุ่มคนหนึ่งกลับมีรอยยิ้มหวานคล้ายกำลังจะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นในไม่ช้านี้ เรือนผมสีม่วงอ่อนรวบเป็นจุกเล็กๆ ที่ท้ายทอยอย่างลวกๆ นัยน์ตาสีน้ำเงินเข็มแปรเปลี่ยนเป็นแดงครู่หนึ่งเมื่อนึกถึงสิ่งที่เขารอคอยมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาจนเกือบจะยอมแพ้ต่อความตั้งใจของตัวเองไปหลายครั้ง เขี้ยวคมเผยที่มุมริมฝีปากที่บัดนี้ยกขึ้นยิ้มกว้าง

            อ่า...ใกล้ถึง เวลาแล้วสินะ

            ร่างสูงเหม่อมองไปยังท้องทะเลกว้างที่เห็นจนชินตาตามประสาคนใช้ชีวิตอยู่กับสายน้ำและสายลมมานาน หากไม่นับช่วงเวลานั้นที่เขาจำต้องแยกจากชีวิตบนเรือไปอยู่ในเมืองพักหนึ่งตามความต้องการของคนในครอบครัว จากตอนแรกที่คัดค้านเรื่องนั้นมาโดยตลอด และภายหลังก็เป็นตัวเขานี่แหละที่เลือกจะจากที่แห่งนั้นมาโดยไม่คิดกลับไปอีกหากไม่จำเป็น ทว่าตอนนี้ใครบางคนกลับรอเวลาที่จะได้กลับคืนสู่ที่แห่งนั้นอีกครั้ง

            เมืองที่เขา เคยเกลียดชัง

            คนที่เขา เคยรังเกียจ

            แต่ตอนนี้ไม่เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว แม้จะไม่ได้หลงใหลไปกับแสงสีเสียงในเมืองใหญ่แห่งนั้นนัก หากนั่นก็ยังดีกว่าการออกเดินทางโดยไร้จุดหมายอย่างที่เป็นอยู่ ตอนนี้เขาไม่ได้เกลียดชังสถานที่แห่งนั้นอย่างที่เคยเป็นในอดีต ทว่าถึงจะกลับไปตอนนี้ก็ไม่ได้ทำให้ความเบื่อหน่ายในชีวิตหายไปง่ายๆ อย่างที่ต้องการ

            เพราะที่แห่งนั้นไม่มี เขาอย่างที่เคยเป็น

            แล้ว เขาจะกลับไปทำไม?

            เมื่อเดินกลับไปที่ห้องก็พบจดหมายปิดผนึกสีขาวประทับตราสีดำอันเป็นสีที่เผ่าพันธุ์เช่นเขาคุ้นเคย เมื่อฉีกซองที่มีนกสื่อสารส่งมาเมื่อตอนเช้าและอ่านข้อความข้างในก็ทำให้เขายิ่งห้ามรอยยิ้มของตัวเองไม่อยู่ ก่อนจะมีเสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ ภายในห้องจนเหล่าลูกน้องเลี่ยงที่จะเข้าใกล้เพราะรู้ว่านี่เป็นเวลาส่วนตัวของเจ้านายของพวกเขา หากยุ่งไม่เข้าเรื่องอาจเสี่ยงหัวหลุดจากบ่าได้

            ผู้รับหน้าที่กัปตันและเป็นหัวหน้าของคนทั้งหมดนี้ยังคงมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าพร้อมนัยน์ตาสีแดงเลือด สายตานั้นจับจ้องไปยังแผ่นกระดาษในมือ อ่านเนื้อความซ้ำอย่างไรก็ไม่มีเบื่อ

            กับ ข่าวดีที่ใครอีกคนส่งมาผ่านทางนกพิราบส่งสารและนั่นเป็นสัญญาณของการเริ่มงาน

            ภารกิจสำคัญ...ที่เขาจะต้องรีบทำให้เสร็จ

            ก่อนที่ผมจะเบื่อไปมากกว่านี้ล่ะนะ

            ชีวิตของพวกเรามันช่างยืนยาวจนน่าเบื่อจริงๆ ผมคิดว่าจะต้องแห้งตายเพราะความเบื่อหน่ายเสียแล้ว นายเองก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกันสินะแววตาฉายชัดถึงนิสัยเจ้าเล่ห์ของใครบางคนพร้อมมือที่ฉีกกระดาษแผ่นนั้นเป็นชิ้นๆ ก่อนจะโปรยออกไปนอกหน้าต่างปล่อยให้สายลมเป็นผู้นำพามันไปยังที่แสนไกล ใช่ไหม...

            ลิวอิส

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------

2/2/2014

            ไหงเมื่อวานไม่มีใครทวงเราเลย โฮ ลืมมาลงอีกแล้ว TOT

            วันนี้มาลงเต็มๆ บทเพราะอาทิตย์ที่แล้วไม่ได้ลง แต่เอาจริงๆ บทนี้ก็แลดูจะสั้นกว่าบทอื่นหน่อย 6 หน้าเองอะ ปกติจะเฉลี่ยๆ ที่ 8 หน้า เอาเป็นว่านักอ่านที่รักเอ๋ย...อาทิตย์หน้าลงบทส่งท้ายแล้วจ้า!!

            Vol.2 สั้นกว่า Vol.1 หน่อยเพราะตัดเนื้อหาไปลงที่ Vol.3 แทน คือเอามายัดแล้วมันจะตัดแปลกๆ แล้วอะเลยต้องตักตรงนี้ไปเลย แต่ไม่แน่เดี๋ยวจะนั่งเอามาอ่านทวนอาจได้แต่งเพิ่มบางบทก็ได้ มันก็คงยาวขึ้นเองแหละ

            ดังนั้นแจ้งไว้ก่อนนิดๆ นะคะแต่เดี๋ยวคงแจ้งอีกรอบแหละ อาทิตย์หน้า(9/2)ลงบทส่งท้ายแล้วเดี๋ยวมาลงเนื้อหา Vol.3 อีกทีวันที่ 1/3 นะคะ มีเว้นช่วงไปสองอาทิตย์เพราะติดสอบโอเนตกับจะนั่งอ่านทวนและเกลาภาษานิดหน่อยอะ

            ปล. ใครเคยอ่านเวอร์ชั่นเก่าน่าจะเดาได้นะว่าใครคือคนในตอนท้ายบทนี้

            ปล.2 ไปละ เดี๋ยวจะไปปั่นฟิค Jack Frost x Elsa ต่อ

           

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,373 ความคิดเห็น

  1. #1308 Nendtime (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 / 17:42
    อ่านได้ซักทีเย้ๆๆๆ เด็กดีบ๊องเอ๊ย
    #1,308
    0