Cremis Dimos มังกรพันธุ์ป่วน

ตอนที่ 56 : [CD] บทที่ 27 ก็เพราะไม่รู้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 386
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    8 ก.ย. 57

บทที่ 27 ก็เพราะไม่รู้

 

            กริ๊ก

            ก็ยังคงเปิดไม่ออก!

            เมื่อไหร่จะจบๆ งานนี้ซะที!เครมิสยิ้มกระตุกเมื่อเจอเรื่องเดิมๆ ซ้ำอยู่หลายรอบ ปกติแล้วเขาออกจะหน้าด้านหน้าทน ร่าเริงได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะตอนไหน แต่การที่ตามหาประตูแต่ละหมายเลขแล้วมันเปิดไม่ออกสักทีก็ทำให้อารมณ์ของเจ้าตัวเริ่มจะไม่คงที่ ยิ่งอยากออกไปข้างนอกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเหมือนถูกกักขังไว้เท่านั้น ความรู้สึกอึดอัดจึงเริ่มมากขึ้นจนทนไม่ไหว

            เขาเดินต่อไปยังประตูหมายเลข ‘13’ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน อาจนับเป็นโชคดีในโชคร้ายหรือเปล่าก็ไม่ทราบที่ไม่ต้องเดินไปไหนไกล แต่ก่อนที่จะได้ทดลองเปิดประตูที่ว่าออกเขาก็เพิ่งจะคิดได้

         นี่เรา...ลืมเรื่องที่ตัวเองเกลียดไปเยอะขนาดนี้เลยเหรอ

            มือที่เอื้อมไปจับลูกบิดสั่นนิดๆ ตามอารมณ์เจ้าของ แววตาเศร้าๆ ฉายชัดในดวงตาคู่นั้นอย่างเก็บไว้ไม่มิด ร่างสูงเอ่ยพึมพำเบาๆ กับตัวเองอย่างเหม่อลอย เรื่องพวกนั้นมันคืออะไรกันแน่นะ

            ยิ่งคิดยิ่งทำให้ไม่กล้าเปิดประตูตรงหน้าออกทั้งๆ ที่นั่นเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เขาออกไปข้างนอกได้ กลับสู่โลกความเป็นจริงที่มีเพื่อนๆ รอเขาอยู่ ไม่ใช่มีแต่ความมืดล้อมรอบเช่นที่เป็นอยู่ ความรู้สึกกดดันเข้าถาโถมจนเหงื่อไหลเป็นสาย การที่รู้ว่าตัวเองลืมเรื่องราวไปมากมายขนาดนี้ทำให้เครมิสอดสงสัยปนหวาดระแวงไม่ได้ เพราะถ้ามันเป็นเรื่องทั่วไปจะลืมก็ไม่แปลก

            ทว่าเรื่องที่ เกลียดที่สุดอันดับแรกๆ มันก็ควรจะจำได้บ้างไม่มากก็น้อย ถึงคนทั่วไปมักบอกว่าควรลืมเรื่องร้ายๆ แล้วก้าวเดินต่อไป แต่เชื่อได้เลยว่าส่วนมากก็มักจำความผิดพลาดนั้นได้อยู่ลึกๆ ในใจ และถ้าพอจะจำเรื่องราวได้นิดๆ ประตูก็จะไม่ล็อกแน่นขนาดนั้น

            ไม่รู้แหละ...เครมิสกลับมาฮึดสู้อีกครั้งพลางกำลูกบิดประตูแน่น ออกจากที่นี่ได้เมื่อไหร่ค่อยลองตามหาความทรงจำก็แล้วกัน!

            เขากำลูกบิดประตูก่อนจะหมุนมันไปด้านข้างและพบว่า...มันหมุนได้ครบรอบ!

            เครมิสยิ้มกว้างแล้วรีบผลักประตูไม้ข้างหน้า แต่ไม่รู้เพราะนี่เป็นความทรงจำที่จำได้ก็ไม่ใช่จะลืมก็ไม่เชิงหรือเปล่าบานประตูจึงฝืดเอามากๆ ขนาดออกแรงไปมากแล้วยังเปิดได้นิดเดียว ไม่เพียงพอต่อขนาดตัวของร่างสูงที่จะแทรกเข้าไปได้

            อย่าลืมว่าที่นี่ไม่ใช่โลกจริงๆ ดังนั้นแม้ปกติเครมิสจะแรงเยอะแค่ไหนก็ไม่เกี่ยวข้องกันเท่าใดนัก เมื่อการใช้กำลังไม่ค่อยได้ผลเขาจึงพยายามหาทางออกอื่น

            ถ้าเราเริ่มนึกเรื่องนี้ได้มันจะเปิดง่ายขึ้นไหมนะ?

            เครมิสพยายามนึกในแง่ดีแต่ก็โดนใครบางคนขัดขึ้นเสียก่อน เหอะๆ กว่าจะหาเจอได้

            “เรื่องของเราน่า!” เครมิสค้านเสียงแข็ง

            ไม่รู้ว่าที่อีกฝ่ายเงียบปากไปในทันทีเพราะแค่ขี้เกียจเถียงให้เสียเวลาหรืออะไร แต่ถึงเครมิสอยากจะเอาเรื่องแค่ไหนก็ทำไม่ได้ พวกเขาไม่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกัน คนนึงอยู่ในมิติมายา อีกคนแค่เฝ้ามองเหตุการณ์จากข้างนอกโดยใช้เวทมนตร์ที่มาพร้อมคำสาปกักขังนี้ แถมดูจากที่ไหน ห่างไกลเท่าใด เมืองอะไร หน้าตาเป็นอย่างไร หรือเป็นเสียงจริงๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้...

            แล้วจะเอาที่ไหนไปสู้!

            ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย...ร่างสูงตัดพ้ออย่างปลงๆ ทั้งที่ปกติเขามักจะเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่เสมอแท้ๆ ออกจากที่นี่เมื่อไหร่ได้เห็นดีกันแน่!”

            เครมิสพยายามตั้งสติแล้วลองผลักประตูตรงหน้าอีกครั้ง แม้จะยังคงความฝืดชนิดสมควรใส่น้ำมันหล่อลื่นแต่ในที่สุดแล้วก็มีช่องว่างเพียงพอให้ยัดตัวผ่านเข้าไป เขาค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปในห้องอย่างช้าๆ คล้ายยังหวาดกลัวอยู่เล็กๆ อย่างห้ามไม่อยู่

            เมื่อเข้ามาเรียบร้อยแล้วบานประตูก็ปิดตัวลงจนไม่หลงเหลือร่องรอยอะไรไว้คล้ายไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า ประตูอยู่ตรงนั้น ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วจนเครมิสมองอะไรไม่เห็น น่าแปลกที่แม้รอบด้านจะมืดสนิทแต่ตัวเขาเองกลับส่องสว่างสีสันเป็นปกติดี

            ตกลงมันเป็นความทรงจำแบบไหนกันแน่นะ

            เครมิสหันซ้ายหันขวาหลายทีแต่ภาพก็ยังคงไม่ฉายขึ้นมา เวลาผ่านไปสักพักยิ่งทำให้ใจของร่างสูงเต้นไม่เป็นจังหวะอย่างตื่นเต้นปนหวาดกลัว ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป แม้จะคิดให้ตายอย่างไรก็ยังคงจำอะไรไม่ได้

            “ทำไม...แววตาคู่ที่เคยร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอหมองลงอย่างเห็นได้ชัด จิตใจสั่นไหวอย่างแรงกล้าจนสุดท้ายก็ทอดถอนหายใจอย่างหมดอาลัยตายอยาก อีกนิดเดียวแท้ๆ

            มังกรหนุ่มกำหมัดแน่นคล้ายต้องการระบายอารมณ์ แม้เขี้ยวคมจะฝังลงบนริมฝีปากจนรู้สึกเจ็บแต่จากหลายๆ เรื่องที่ผ่านมาทำให้เขารู้สึกด้านชาจนกลายเป็นไร้ความรู้สึก นัยน์ตาสีเหลืองทองแลดูเลื่อนลอยขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอะไร ไม่มีฟ่องฟ่องคอยย้ำเตือน ไม่มีลิวอิสคอยห้ามไม่ให้เขาทำเรื่องวุ่นวาย ไม่มีฮอฟฟ์ที่คอยช่วยให้เขาสงบสติอารมณ์

            เราควรจะทำยังไงต่อดี...

            ก่อนที่เครมิสจะได้คิดอะไรต่อไปรอบข้างก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรงพร้อมกับความรู้สึกปวดศีรษะจนแทบบ้า ภาพบางอย่างฉายขึ้นแม้จะไม่ชัดเจนคล้ายงานวาดห่วยๆ ที่มีลอยเลอะเปรอะเปื้อนบดบังทัศนียภาพอันสวยงาม แต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้น ดีกว่าความมืดมิดที่ไม่รู้ความหมาย

            ร่างสูงหันซ้ายหันขวาคล้ายต้องการเก็บรายละเอียดความทรงจำอันเลือนรางนี้ให้ได้ ภาพยังคงค่อนข้างมืดทำให้แยกแยะอะไรต่อมิอะไรไม่ค่อยจะออกมากนัก สัญชาตญาณบางอย่างในกายกู่ร้องคล้ายไม่อยากรับรู้ถึงอะไรทั้งสิ้น ไม่อยากต้องยอมรับในบางสิ่ง

            ความจริงบางอย่าง...ที่อยากลบออกไปจากใจ

            “อ๊ากกก!” เครมิสร้องตะโกนอย่างเจ็บปวด มือทั้งสองกุมขมับไว้แน่น ลำตัวส่ายไปมาคล้ายขาทั้งสองเริ่มยืนไม่อยู่จนเสียจังหวะล้มลงไปกองกับพื้น

            มันคือเรื่องแบบไหนกัน ทำไม...ถึงเจ็บปวดขนาดนี้

            เหมือนจะตอบรับคำถามคาใจในอกของมังกรหนุ่ม ภาพรอบด้านชัดขึ้นอีกเล็กน้อยและเริ่มขยับคล้ายฉายหนังเก่าๆ ให้ดูสักเรื่องหนึ่ง เครมิสยันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วฝืนมองอย่างทุลักทุเล สายตารู้สึกพร่าพรางและปวดร้าวไปทั้งตัวที่พยายามมองภาพเหล่านั้น แม้ลางสังหรณ์จะบอกไม่ให้ทำก็ตาม

            เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ต้องพบกับความเสียใจ

            ปะ...ปล่อยข้าไปเถอะ!’

            เสียงสั่นเครือดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะผู้เป็นเจ้าของกำลังร้องขอชีวิตใครบางคนอยู่ ความหวาดกลัวแสดงออกอย่างเด่นชัดผ่านทางน้ำเสียง เครมิสตกใจสะดุ้งลึกขึ้นยืนแล้วพยายามเพ่งมองภาพรอบๆ ที่ยังคงคลุมเครือแยกใครเป็นใครไม่ออก มองใบหน้าของคนเหล่านั้นเป็นเพียงภาพเบลอๆ

            อย่าทำอะไรหนูเลย!’

            ‘ข้ายังมีลูกมีเมียต้องกลับไปดูแล!’

            ‘ได้โปรดไว้ชีวิตผมกับน้องเถอะครับ!’

            คำร้องขอชีวิตดังซ้อนกันซ้ำไปซ้ำมาจนเครมิสแทบคุมสติไม่อยู่ ภาพมือหลายคู่ยกขึ้นไหว้ บ้างก็ก้มลงกราบพลางร้องไห้ไป สองพี่น้องตัวน้อยกอดกันกลมอย่างหวาดกลัว หลายคนพยายามอ้างเหตุผลต่างๆ นานา เผื่อว่าตนและครอบครัวจะได้รอดกลับไปใช้ชีวิตอันแสนสุขต่อ

            เพียงแต่...มันไม่มี โอกาสที่ว่าต่อหน้า เขา

            ไม่กี่วินาทีต่อมาก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นระนาวไม่ว่าจะเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ วัยชรา ทั้งชายหญิงดังประสานดังกึกก้อง ภาพร่างน้อยใหญ่ที่ล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมเลือดสีแดงฉานชโลมเต็มตัวทำให้เครมิสถึงกับผงะถอยหลัง มือไม้สั่นชนิดคุมไม่อยู่อีกต่อไป เขาพยายามเพ่งมองใครบางคนที่ยืนอยู่เหนือกองศพเหล่านั้นอย่างยากลำบาก แค่เมื่อครู่ใบหน้าของคนเหล่านั้นเขายังดูไม่ออกเหมือนกำลังบอกว่าเขาจำพวกเขาไม่ได้

            เขาอยากรู้เหลือเกินว่าใครคือ ฆาตรกรแต่ก็ทำไม่ได้...

            รอบด้านพลันกลับสู่สภาพห้องสีดำเหมือนเดิม เลือดก็เหือดหายแห้งไปหมดคล้ายไม่เคยเกิดเรื่องราวโหดร้ายแบบนั้นขึ้นมาก่อน

            แต่เครมิสรู้ดีว่าของแบบนี้ไม่มีคำว่า ล้อเล่น

            คำถามสำคัญของตอนนี้คือ...

            เครมิสไปทำอะไรอยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้น หรือเขาคือผู้ที่เหลือรอดจากการสังหารโหด?

            ร่างสูงเดินตรงไปหา กุญแจที่ลอยเด่นอยู่ลิบๆ อย่างเหม่อลอย ในใจสับสนมึนงงไปหมดไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนดี อารมณ์หลากหลายเข้าประดังไม่มีหยุดจนสุดท้ายจึงเลือกด้วยการปิดกั้นไม่รับรู้อะไรใดๆ สักพักให้จิตใจได้สงบลงบ้างไม่มากก็น้อย

            ทว่าคงใช้เวลาอีกนาน

            ขาทั้งสองก้าวไปอย่างช้าๆ จนหยุดอยู่ตรงหน้ากุญแจสีเหลืองทองที่พอเขาทำท่าจะเอื้อมมือไปจับก็เริ่มบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูปร่าง เครมิสชักมือกลับตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อทางเลือกเดียวที่จะกลับสู่โลกภายนอกอยู่ตรงหน้า...

            ถึงจะกลัวหรืออะไรก็ต้องคว้าเอาไว้!

            เมื่อสัมผัสลูกกุญแจแล้วจากรูปร่างสีทองอร่ามก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นดำมืดทึบจนแลดูน่ากลัวน่าสงสัยมากกว่าจะเป็นความหวังสุดท้าย ลวดลายสีแดงค่อยๆ ปรากฏขึ้นเป็นอักขระเวทมนตร์โบราณบางอย่าง จังหวะเดียวกันเครมิสก็รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่ข้อมือ พอสังเกตดีๆ ถึงเห็นชัดว่าตัวเขาและกุญแจดอกนี้ได้ทำพันธะสัญญาชั่วคราวบางอย่าง

            และนี่...คือจุดเริ่มต้นของ เกมอย่างแท้จริงชนิดถอยหลังกลับไม่ได้

 

            “ใครมันเป็นคนเล่นพิเรนทร์แบบนี้กันแน่ฮะ!” นัยน์ตาสีเหลืองทองของลิวอิสเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยโทสะตามธรรมชาติของเผ่าพันธุ์แวมไพร์ เมื่อไหร่เจ้าบ้านี่จะตื่นสักที!”

            “ใจเย็นๆ ก่อนเถอะครับพี่ลิวอิสฮอฟฟ์ยิ้มแหยๆ หลังจากเห็นสีหน้าท่าทางของคนตรงหน้าที่ชักจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งก็แทบจะชกหน้าเครมิสซึ่งนอนอยู่ที่พื้นอยู่รอมร่อถ้าไม่ใช่เพราะมีฟ่องฟ่องคอยขวางเอาไว้ทำนองว่าลองกล้าแตะต้องเพื่อนของเขาคงได้มีใครเจ็บตัวยิ่งกว่า

            “หุบปากของเจ้าสักทีสิงโตหนุ่มแยกเขี้ยวขู่ทำท่าจะเปิดศึกกันสักรอบหลังจากที่อดทนมานาน เขาไม่ใช่คนที่จะยอมนั่งนิ่งๆ ให้ใครมาทำร้ายเพื่อนของเขาเด็ดขาด

            เพราะแค่นี้เขาก็เป็นห่วงเจ้าบ้าบางคนจะแย่อยู่แล้ว

            ตื่นสักทีสิ...เจ้ามังกรงี่เง่า

            พี่เครมิสต้องไม่เป็นไร...ฮอฟฟ์พยายามสรรหาคำพูดมาปลอบทั้งสองคนทั้งๆ ที่ตัวเด็กชายเองก็เป็นห่วงร่างที่ยังหลับใหลอยู่นี้ไม่แพ้กัน

            ไม่รู้เพราะมีกำลังใจดีหรืออะไร จู่ๆ ร่างที่ควรจะนอนอยู่เฉยๆ ก็ลุกขึ้นมาเสียอย่างนั้น แม้เปลือกตาจะเปิดเต็มที่แต่นัยน์ตายังคงเลื่อนลอยเหมือนไม่รู้สึกตัว ทุกคนถอยห่างอย่างระวังตัวเพราะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ผิดแปลกไปจากเดิม แม้ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ถอยห่างไว้เป็นดีที่สุด

            ความรู้สึกที่เรียกว่า ลางร้าย

            “พี่เครมิส...ฮอฟฟ์เป็นคนแรกที่เปิดปากถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ เป็นอย่างไรบ้างครับ

            ยังคงไร้เสียงตอบรับจากตัวต้นเรื่อง

            ฟ่องฟ่องหายใจเข้าลึกๆ แล้วตรงเข้ากระชากคอเสื้อคนตรงหน้าอย่างหัวเสียเนื่องจากเขาเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ที่สุด นอนเฝ้าเช่นนี้มาตลอดหลายวันโดยไม่ไปไหน อย่าเงียบแบบนั้นสิ รู้ไหมมีกี่คนที่เป็นห่วงเจ้า!”

            “...

            สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบงัน ใบหน้าซึ่งปราศจากความรู้สึกคล้ายซากศพเดินได้ทำให้แต่ละคนยิ่งหวาดระแวงเข้าไปใหญ่ นี่ไม่ใช่นิสัยของมังกรบ๊องที่พวกเขารู้จัก ต่างคนต่างกลัวเหลือเกินว่าจะไม่สามารถดึงเอาเครมิสคนเดิมจอมร่าเริงเห็นแก่กินกลับมาได้

            และ...ไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรร้ายแรงขึ้นอีกหรือเปล่า

            โดยเฉพาะฟ่องฟ่องที่แม้จะเคยเห็นเครมิสใน สภาพนี้ แต่ก็ไม่หวังอยากจะเห็นอีกบ่อยครั้งนักเพราะรู้ว่าสาเหตุที่ทำให้คนตรงหน้าเป็นเช่นนี้ไม่เคยเป็นเรื่องดี

            ซ้ำยังเลวร้ายเอามากๆ

            ไม่กี่วินาทีต่อมาจู่ๆ น้ำตาจำนวนมากก็ไหลออกมาอาบแก้มเป็นทางยาวไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เครมิสยกมือขึ้นเช็ดใบหน้าของตัวเองอย่างไม่เข้าใจ แววตาที่แสดงให้เห็นถึงชีวิตและจิตใจกลับมาแล้ว แต่เมื่อมาพร้อมกับน้ำตาก็ทำให้ทั้งเขาทั้งคนรอบข้างทำตัวไม่ถูก ทำไม...น้ำตาพวกนี้มาจากไหนกัน

            เครมิสยังคงปาดน้ำตาเหล่านั้นอย่างไม่เข้าใจ ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจกับเรื่องอะไร แน่นอนว่าความทรงจำที่เห็นมามันโหดร้าย แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นต้องร้องไห้เหมือนอย่างคราวเรื่องของฮอฟฟ์ การโดนหักหลังเป็นเรื่องน่าเจ็บปวดกว่าตั้งเยอะ

            เพราะงั้น...ตอนนี้เขาเลยยิ่งกว่าไม่เข้าใจ

            ร่างสูงหันไปมองหน้าฟ่องๆ พลางปาดน้ำตาของตัวเองไปด้วย ฟ่องฟ่อง...

            “...ฟ่องฟ่องเหมือนโดนตบหน้าจนชา นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่อยากเห็นที่สุด ไม่ใช่ไม่เคยเห็นเจ้าบ้าบางคนร้องไห้ แต่เพราะอย่างนั้น เขาถึงสาบานกับตนเองว่าจะไม่ทำให้คนคนนี้ต้องเสียน้ำตาอีกถ้าเป็นเรื่องที่เขาสามารถป้องกันหรือยับยั้งไม่ให้เกิดขึ้นจนมากระทบจิตใจเพื่อนของเขา

            ฟ่องฟ่องตอบเราที...สีหน้าของเครมิสไม่ได้เศร้าหรือสะอื้นไห้ปานจะขาดใจ แววตาที่เลื่อนลอยกลับมาเป็นปกติ บัดนี้แฝงไปด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจเพียงเท่านั้น

            ทว่าน้ำตาก็ยังคงไหลออกมาไม่หยุด

            เรา...เราเป็นอะไรไปกันแน่

            “ขะ...ข้าจะไปรู้ไหมล่ะ!” ฟ่องฟ่องตอบกลับตะกุกตะกัก

            “งั้นเหรอ...เครมิสทำหน้าหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด เขายกมือขึ้นกุมศีรษะเหมือนพยายามนึกเรื่องราวถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทำไมเราถึงร้องไห้ขนาดนี้ได้นะ?”

            “นั่นคือสิ่งที่ฉันอยากถามนายมากกว่านะลิวอิสที่เงียบไปนานถอนหายใจแรงๆ ออกมาทีหนึ่ง เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นรึไง?”

            “เรื่องไม่ดีอย่างนั้นสินะ...เครมิสยังมีแววปวดร้าวแต่ก็ฝืนยิ้มเผื่อจะช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นแม้ความจริงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ตาม คงจะเป็นอย่างที่ว่าแหละ แหะๆ

            “เกิดอะไรขึ้นเหรอครับพี่เครมิส? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” ฮอฟฟ์เขยิบเข้าใกล้แล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงพลางหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าช่วยเช็ดน้ำตาที่ไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดไหล เดี๋ยวผมช่วยเช็ด

            “อือ...มังกรหนุ่มตอบรับเบาๆ แล้วปล่อยให้ร่างเล็กช่วยเช็ดน้ำตาให้ แม้ในใจจะยังสับสนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากสักแค่ไหนก็ต้องพับเก็บใส่กรุไว้ก่อนอย่างช่วยไม่ได้

            หลังจากได้หลั่งน้ำตาไปมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแล้วเครมิสก็หมดสติไปอีกครั้ง

 

            หลังจากที่ตัวต้นเรื่องหมดสติไปพวกเขาก็ได้แต่จัดเวรผลัดเปลี่ยนกันมาเฝ้าไข้ จะมีก็แต่ใครบางคนที่หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอมลุกไปจากที่ตรงนั้น ลำบากจนฮอฟฟ์ต้องเอาอาหารมาให้ที่ห้องพักเพราะกลัวว่าจะได้ป่วยล้มหัวนอนเสื่อไปอีกคน

            พี่ฟ่องฟ่องทานสักนิดเถอะครับฮอฟฟ์ส่งจานข้าวให้แม้สุดท้ายอีกฝ่ายจะทำเพียงนำจานที่ว่าวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียงก็ตาม

            เดี๋ยวข้ากิน...

            เมื่อเห็นว่าอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมกินง่ายๆ ฮอฟฟ์ก็ไม่อยากพูดอะไรให้มากความเพราะรู้ว่าหากคนคนนี้ยังไม่อยากกิน ถึงจะบังคับยังไงก็คงไม่เป็นผล เด็กชายกลับมาใช้คำแทนตัวเหมือนเดิม นับถือคนเหล่านี้เป็นพี่ แต่ลึกๆ แล้วนิสัยเขามันก็หลอมรวมทั้งในอดีตและปัจจุบัน

            ส่วนเรื่องการนับพี่นับน้อง...ความจริงแล้วเขาก็อายุน้อยสุดจริงๆ นั่นแหละ

            ทำอย่างไรได้ เผ่าพันธุ์ของเขาอายุไม่ต่างจากมนุษย์นัก คงสู้อะไรกับแวมไพร์ มังกร และสิงโต(?) ที่อยู่บนโลกนี้มาแปดสิบกว่าปีไม่ได้ แม้กรณีฟ่องฟ่องจะดูเหลือเชื่อไปหน่อยก็ตามเพราะปกติเผ่าพันธุ์ที่วิวัฒนาการมาจากสัตว์ที่เห็นได้ทั่วไปมักจะมีอายุมากกว่ามนุษย์ไม่มากนัก ตัวอย่างเช่นเผ่ามัจฉาและวิหค

            แต่แม้เขาจะสงสัยก็ไม่อยากถามเรื่องส่วนตัวเพราะยังไม่สนิทกันนัก

            และฟ่องฟ่องก็เป็นคนที่เขาถึงได้ยากด้วยล่ะนะ...

            ฮอฟฟ์เคยมีความคิดที่จะสอบถามถึงเรื่องราวของสงครามครั้งใหญ่ในอดีต อยากรู้ว่าความจริงมันเป็นอย่างไรกันแน่เพราะในหนังสือก็มีบันทึกไว้ไม่ละเอียดนัก เหมือนทุกคนอยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นเลือนรางไปพร้อมกับอดีต ทุกครั้งที่เกริ่นขึ้นมาเพียงเล็กน้อยหากไปถามลิวอิสก็จะโดนเปลี่ยนเรื่องจนไม่กล้าถามซ้ำ คล้ายเจ้าตัวไม่อยากพูดถึงมัน หากคิดถามฟ่องฟ่องยิ่งแล้วใหญ่ถึงขั้นโดนจ้องเขม็งเสียจนไม่กล้าพูดอะไรต่อ

            และเอาจริงๆ ถึงเขาจะขี้สงสัยและอยากรู้เรื่องราวในอดีตมากแค่ไหนนี่ก็ไม่ใช่เวลาเหมาะสมจะหาความรู้วิชาประวัติศาสตร์นักในเมื่อขึ้นเรือมาได้ไม่นานเครมิสก็หมดสติไปด้วยสาเหตุที่ยังคงเป็นปริศนา พอฟื้นขึ้นมาหลังผ่านไปหลายวันก็ร้องไห้บ่อน้ำตาแตก

            จนตอนนี้...ก็หมดสติมาได้อีกสามวันแล้ว

         พี่จะนอนไปถึงเมื่อไหร่กันนะ

            เมื่อเห็นว่าร่างบนเตียงไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นมาในตอนนี้เขาก็ทำเพียงวางนมแก้วหนึ่งไว้ที่โต๊ะตัวเดิม ถ้าไม่อยากกินข้าวอย่างน้อยก็ดื่มนมนี่แล้วกันครับ

            ฟ่องฟ่องทำเพียงพยักหน้าแต่นั่นก็เพียงพอให้ร่างเล็กเบาใจแล้วเดินออกจากห้องไปในที่สุด ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงนั่งเฝ้าเจ้านายต่อไป

            ถึงจะเป็นเจ้านายที่น่าต่อยปากแตกไปสักหน่อยก็เถอะ

            เจ้านี่มันดีแต่ก่อเรื่อง...

            ฟ่องฟ่องถอนหายใจอีกรอบ การที่เขาตามมาตลอดก็เพื่อที่จะพาจอมป่วนกลับบ้านตามคำสั่งท่านแม่เออร์เนสต์ที่รอตีก้นใครบางคนข้อหาหนีออกจากบ้านโดยไม่บอกกล่าว

            แต่ถ้าบอกจะเรียกว่าหนีออกจากบ้านเรอะ?!

            สิงโตหนุ่มนึกถึงคำสัญญาต่างๆ ที่เคยให้ไปกับคนตรงหน้า ไม่ว่าจะเรื่องการ ฆ่าหรือการที่เขาจะไม่มีทางทิ้งอีกฝ่ายไปไหน มีก็แต่มังกรงี่เง่าบางตัวนี่แหละที่เป็นฝ่ายลืมคำสัญญาเสียเองแล้วหนีออกมาโดยไม่ชวนเขามาด้วย นั่นเป็นสิ่งที่เขาอยากตบหัวแดงๆ นั่นขึ้นมาตงิดๆ

         มีอย่างที่ไหนเลือกออกเดินทางจากที่สุ่มเปิดสมุดคำศัพท์...

            ฟ่องฟ่องปิดหน้ารับไม่ได้ เขาไม่อยากคิดเลยว่าตัวเองเป็นเพื่อนกับคนบ้าๆ คนนี้มาตั้งหลายสิบปี ย้อนนึกถึงเมื่อตอนเจอหน้ากันก็กลุ้มยิ่งกว่ากับความซื่อบื้ออันไม่มีที่สิ้นสุดที่ต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่ก็คงไม่หาย ทั้งๆ ที่เขาเมื่อก่อนไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรสังหาร

            และแม้รู้จักกันจนเข้าใจถึงสาเหตุที่เครมิสไม่มีทีท่าหวาดกลัวเขา...แต่มันก็ยังเหลือเชื่อที่เขาทั้งสองคนได้มาพบกันและกลายเป็นเพื่อนกันในที่สุด

            ถึงจะพ่วงตำแหน่งสัตว์เลี้ยงมาด้วยก็ตาม

            หลังจากดื่มนมและจัดการกับอาหารที่ฮอฟฟ์นำมาให้เรียบร้อยเขาก็รู้สึกง่วงจนฝืนทำเป็นเก่งไม่ไหวอีกต่อไป เขานั่งเฝ้าอย่างนี้มาหลายวัน และคงจะเป็นเช่นนี้ต่อไปจนกว่าเครมิสจะยอมฟื้นขึ้นมาคุยให้รู้เรื่องเสียที จะได้ตกลงกันว่าเมื่อไหร่จะกลับหมู่บ้าน

            หมู่บ้าน...

            ฟ่องฟ่องยิ้มแห้งๆ เมื่อนึกถึงใบหน้าของเออร์เนสต์ผู้เป็นแม่ของคนแถวนี้ที่แม้จะเป็นห่วงแค่ไหนก็อดทนรออยู่ที่นั่น เชื่อใจเขา ไว้ใจว่าเขาจะต้องพาเจ้าบ้านี่กลับไปอย่างปลอดภัย เขายังจำได้ถึงสีหน้าของเธอที่พยายามกลบซ่อนความรู้สึก

            เพราะแม้เครมิสจะแข็งแรงไม่น่าจะเป็นอะไรไปง่ายๆ...แต่กับเรื่องบางเรื่องก็ช่างเปราะบางจนน่าใจหาย

            ข้าขอโทษ ข้าดูแลเขาไม่ดีพอเอง

            เจ้าจะต้องไม่เป็นไร...เสียงนั้นดังอย่างแผ่วเบาท่ามกลางแสงสลัวของโคมไฟก่อนที่จะค่อยลงเพราะผู้เป็นเจ้าของใกล้จะหมดสติเต็มทนจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายวัน ยังมี...ยังมีอีกหลายคนที่รอการกลับไปของเจ้านะ เครมิส

            ในความฝันนั้นฟ่องฟ่องได้ยินเสียงของเด็กๆ คุยกัน จากที่เบาจนแทบไม่ได้ยินก็ดังขึ้นตามลำดับ

            เจ้าห้ามร้องไห้รู้ไหม!’ เสียงที่แสนจะคุ้นเคย จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากตัวเขาเองในวัยเด็ก หลังจากที่เริ่มญาติดีกับจอมป่วนที่ดีแต่ก่อเรื่องไปวันๆ ถ้ากล้าร้องไห้ต่อหน้าข้าล่ะก็...

            ‘ทำไมเหรอ?’ อีกเสียงหนึ่งถามขึ้นด้วยความสงสัยและเต็มไปด้วยความใสซื่อ และแน่นอนว่าคนคนนั้นคงหนีไม่พ้นเครมิส ดิมอส มังกรที่ไม่ว่าใครในหมู่บ้านย่อมรู้จักดี

            ‘ก็มัน...สิงโตน้อยชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะตวาดเสียงดัง เอาเป็นว่าถ้าเจ้าร้องไห้แล้วมันน่าเกลียด เห็นแล้วขัดสายตาข้า พอใจหรือยัง!’

            ‘ไม่เห็นเข้าใจเลย ฟ่องฟ่องพูดจาไม่รู้เรื่อง ฮ่าๆๆ

            ‘ไม่ต้องมาหัวเราะเลยเจ้าบ้า!’

            และแล้วก่อนที่เขาจะได้ฝันย้อนนึกถึงเรื่องราวในอดีตไปมากกว่านี้ก็ต้องตกใจตื่นขึ้นเนื่องจากหูที่ไวกว่าคนทั่วไปได้ยินเสียงแปลกๆ

            เสียงนี่มัน...

            ฟ่องฟ่องหันไปมองเครมิสที่มีสีหน้าทรมาน จากที่ก่อนหน้านี้เพียงนอนสงบๆ เหมือนคนที่นอนหลับธรรมดา บัดนี้มีสีหน้าบิดเบี้ยวเหมือนจมดิ่งอยู่ในฝันร้ายที่แสนจะทรมาน เม็ดเหงื่อปรากฏขึ้นทั่วทั้งใบหน้า ทั้งร่างสั่นไปด้วยความหวาดกลัว

            นายกำลังกลัวอะไร...เครมิส

            ร่างบนเตียงนอนดิ้นกระสับกระส่าย เนื้อตัวเย็นเฉียบอย่างน่าใจหายทั้งๆ ที่โดยพื้นฐานแล้วมังกรไฟอย่างเขามีระบบการเผาผลาญที่ดี เรื่องการปรับสมดุลร่างกายต้องยกให้เป็นอันดับหนึ่ง อยู่ที่หนาวก็ไม่มีปัญหา อยู่ที่ร้อนก็ไม่ระคายผิวแต่อย่างใด

            นั่นเป็นสาเหตุที่ทำไมเผ่าพันธุ์มังกรถึงได้แข็งแกร่งแทบจะไร้เทียมทานหากไม่รวมข้อด้อยร้ายแรงเรื่องยาพิษที่โดนเข้าไปแล้วจะตายง่ายและเร็วกว่าคนทั่วไปหลายเท่า

            ดังนั้นหากไม่รุนแรงจริงๆ ร่างกายของมังกรไม่มีทางเย็นอย่างกับไปอาบน้ำที่ขั้วโลกแบบนี้เด็ดขาด

            ฟ่องฟ่องรู้ดีกว่าใคร...นั่นคือสาเหตุที่ทำไมตอนนี้เขาถึงทั้งตกใจทั้งทำอะไรไม่ถูก

            เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ที่ไหนกัน!

            แม้จะเป็นสิ่งที่ไม่อยากยอมรับแต่ตัวเขาในตอนนี้ไม่มีทางพยุงอาการของเครมิสด้วยตัวคนเดียวได้ สุดท้ายก็ได้แต่กัดริมฝีปากด้วยความเจ็บใจแล้วขอความช่วยเหลือจากคนที่เขาไม่อยากญาติดีด้วย ไม่ว่าจะลิวอิสที่เขารู้สึกตงิดๆ ใจในหลายๆ เรื่อง กับฮอฟฟ์ที่เป็นสาเหตุให้เครมิสต้องเสียใจคราวก่อน ใครอยู่ข้างนอกบ้าง เข้ามาช่วยกันหน่อย!”

            ลิวอิสเป็นคนแรกที่มาถึง คนที่ฟ่องฟ่องไม่อยากขอให้ช่วยที่สุด แต่ถ้าไม่ติดที่อาการของเครมิสน่าเป็นห่วงจริงๆ เขาไม่มีทางยอมญาติดีกับแวมไพร์ตรงหน้าแน่ ส่วนฮอฟฟ์มาถึงในเวลาต่อมาด้วยสภาพที่เหมือนเพิ่งตื่นนอน

            และแล้วเมื่อลูกมือในการรักษาครั้งนี้มากันครบ...ก็ได้เวลารักษา

            ช่วยกันจับหมอนั่นไว้ไม่ให้อาละวาดฟ่องฟ่องพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบเนื่องจากกำลังใช้สมาธิ ถ้าเริ่มดิ้นมากและดูท่าทางอันตรายก็ใช้กำลังได้เลย เจ้าบ้านี่ทนมือ โดนนิดๆ หน่อยๆ ไม่ตายหรอก

            ช่างเป็นคุณหมอที่โหดแท้...

            แต่จะไปว่าฟ่องฟ่องก็ไม่ได้ ความทรงจำเมื่อครั้งที่เครมิสมีอาการคล้ายๆ เช่นนี้ในอดีตเขายังจำได้ดีว่ามันวุ่นวายแค่ไหนกว่าจะทำให้ใครบางคนสงบลงได้ เล่นเอาทั้งท่านแม่เออร์เนสต์ถึงกับขอปิดร้านไปหลายวันเพื่อซ่อมบำรุงและพักเหนื่อย

            วุ่นวายแค่ไหน?

            เอาเป็นว่าคนค่อนหมู่บ้านต้องมาช่วยกันผลัดเวรเพื่อกันไม่ให้มังกรงี่เง่านี่เป็นต้นเหตุของเรื่องอาละวาดทำร้ายคนรอบข้างจนบาดเจ็บ

            กว่าจะฟื้นได้ก็ใช้เวลาไปหลายวัน

            และเครมิสในตอนนั้นยังตกใจกับรอบข้างที่เปลี่ยนไป บ้านที่เหมือนโดนหมียักษ์ที่ไหนมาบุก ข้าวของที่กระจัดกระจายพังจนไม่เหลือชิ้นดี ท้ายสุดคือสภาพของคนที่มาเฝ้าไข้ เสื้อผ้าขาดหลายจุด ใบหน้าซีดเซียวเนื่องจากอดหลับอดนอนไม่ได้พักผ่อน

            คงเข้าใจแล้วนะว่ามัน วุ่นวายมากขนาดไหน

            แถมตอนนี้มีกันแค่สามคน...

            เชื่อเถอะว่าแค่เรือไม่ล่มไปเสียก่อนก็นับเป็นบุญแล้ว!

 

 

--------------------------------------------------------------

29/12/2013

 

            มาลงช้าไปวันนึงเพราะเมื่อวานเดินทางทั้งวันเลยค่ะ รถติดมาก ปกติมาปากช่องใช้เวลาสองชั่วโมงกว่า เมื่อวานล่อไป 9 ชั่วโมงแหนะ T^T

            ถึงนี่ก็ห้าทุ่มกว่าแล้ว...

            แต่ก็ถ้าคนติดตามข้อความในเพจก็น่าจะทราบแล้วล่ะนะว่าเลื่อนมาลงวันนี้แทน โชคดีที่มาถึงแล้วมีเน็ต ไม่งั้นกว่าจะได้ลงก็วันจันทร์ที่เดินทางกลับเลยค่ะ (นี่แชร์เน็ตจากมือถือเอานะเนี่ย!!)

            เอาเป็นว่าเนื้อเรื่องยังคงความเข้มข้นต่อไป เจอกันอาทิตย์หน้าสำหรับครึ่งหลังนะคะ

            ปล. ใครเคยอ่านฉบับก่อนรีไรต์น่าจะคุ้นๆ อยู่ว่าเนื้อเรื่องมันทำนองไหน ช่วงนี้มันไม่ต่างจากฉบับเก่าเท่าไหร่ (มี Vol.1 กับ Vol.2 ตอนต้นอะที่เปลี่ยนเลย ส่วน Vol.2 ตอนปลายจะกลับมาเนื้อเรื่องช่วงเจอฮาห์น)
 

----------------------------------------------------------------------------------

4/1/2014

            เครมิสร้องไห้...เครมิสร้องไห้!! (เหมือนจะร้องไห้ไปทีนึงแล้ว แต่อีกทีจิ้นหน้าขึ้นมาก็รู้สึกสงสารชอบกล)

            เรื่องความดราม่าจะมีมาอีกเรื่อยๆ ทีละนิดทีละหน่อย ไม่ได้ซัดมาโครมใหญ่ๆ อย่างตอนเรื่องฮอฟฟ์ (แต่โครมใหญ่ๆ มันมีอีกแน่แค่ไม่ใช่ช่วงนี้) อีกหน่อยจะเข้าเรื่องตอนช่วงฮาห์น คนที่เคยอ่านก่อนรีไรต์คงคุ้นๆ ดี (เพราะเนื้อเรื่องนี้เคยเอาไว้ Vol.1 แต่ตอนนี้สลับมาอยู่ตรงนี้เพื่อความเหมาะสม)

            แต่แน่นอน...มันจะเข้มข้นขึ้นและต่อยอดไปสู่อีกหลายๆ อย่าง หึๆๆๆๆๆ

            เอาเป็นว่า...ติดตามกันต่อไปด้วยนะคะ รู้ว่าเรื่องนี้มันลงมายาวนาน คนอ่านน้อยลงตามกาลเวลา แต่ก็สู้ต่อไปเพื่อเอามันให้จบทั้ง 5 เล่มที่ตั้งใจไว้ให้ได้!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,373 ความคิดเห็น

  1. #1297 Hemm (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 15 มกราคม 2557 / 23:20
    เครมิสเป็นฆาตรกรงั้นเหรอ ม้ายยยยน้าาาาาา~
    ว่าแต่เมื่อไหร่จะฟื้นล่ะเนี่ย
    #1,297
    0
  2. #1296 Em.S.End (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 10 มกราคม 2557 / 21:25
    อาละวาด อาละวาด //นั่งเชียร์อยู่ข้างสนาม(โดนตบ)
    มิสซี่จ้า ป้าขอดาร์กๆสักดอกได้มั้ยอ่า//ผิด
    #1,296
    0
  3. #1295 Nendtime (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 4 มกราคม 2557 / 20:47
    ฮือๆเมื่อไรเครมิสจะฟื้นขึ้นมาป่วนสักที
    #1,295
    0
  4. #1291 Em.S.End (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2556 / 15:36
    เอ๋ ตกลงว่าฮอฟฟ์ร่วมเดินทางต่อสินะ
    ส่วนฆาตกรก็คือเครจังสินะ 
    ที่รู้สึกว่ามันคุ้นๆเพราะมันคล้ายตอนเก่าที่เคยอ่านก่อนที่จะรีไรท์สินะ
    แล้วทำไมเม้นรอบนี้มีแต่สินะๆ มีแต่คำถามเต็มไปหมด 
    เอาเป็นว่ารอตอนต่อไปละกัน
    //พูดเองเออเองให้เปลืองพื้นที่เล่น แล้วกับไปนั่งรอครึ่งหลังต่อไป
    #1,291
    0
  5. #1280 Nendtime (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2556 / 13:22
    เคร เครมิสเคยปะ เป็น ฆาต อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    #1,280
    0
  6. #568 killer of wind (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 16 กันยายน 2555 / 19:37
    เตรียมเก็บตังค์รอดีกว่าเรา ลั้ลลา~
    #568
    0
  7. #562 Angel Evil (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 12 กันยายน 2555 / 18:11
    นานแค่ไหนก็จะรอนะเอ้อ~ จะรอรับความฟินทุกเมื่่อค่ะ 5555
    #562
    0
  8. #555 flameknight (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 11 กันยายน 2555 / 15:18
    จะรอค่ะ สู้ๆนะ พรุ่งนี้กับมะรืนนี้ (12 กะ 14 กย.)เราก็สอบปลายภาคแล้วเหมือนกัน
    #555
    0