Cremis Dimos มังกรพันธุ์ป่วน

ตอนที่ 55 : [CD] บทที่ 26 ก็เพราะหลงลืม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 435
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    8 ก.ย. 57

บทที่ 26 ก็เพราะหลงลืม

 

            ที่นี่มันที่ไหน?

            เครมิสหันไปมองรอบๆ ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในอก สัญชาตญาณบางอย่างกำลังบอกว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เขา ควรจะเอาตัวเข้ามายุ่งเกี่ยว แววตาฉายชัดเต็มไปด้วยความสงสัยตามนิสัยอยากรู้อยากเห็นที่ให้ตายก็คงแก้ไม่หาย

            แต่เสี้ยวหนึ่งกลับหวาดกลัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

            ทำไมกันนะ?

            เขาไม่สามารถตอบคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจได้ตามเคย พักนี้มีบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนไป ซึ่ง บางสิ่งที่ว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่แค่ปล่อยผ่านแล้วจะจบลงง่ายๆ เหมือนทุกๆ ที

            และไม่แน่ว่ามันอาจไม่ใช่แค่ บางสิ่งแต่เป็น หลายสิ่ง...

            ร่างสูงพยายามตั้งสติ มองรอบตัวที่เต็มไปด้วยขั้นบันไดสีขาวมากมายหาจุดสิ้นสุดไม่เจอ ตัวบันไดวกไปวนมาตีลังกาหลายตลบจนดูไม่ออกว่าควรจะไปทางไหน หากเป็นคนทั่วไปคงจะทำอะไรไม่ถูก ก้าวขาไม่ออก สติแตก แต่ไม่รู้ทำไมเครมิสถึงได้สงบนิ่งกว่าที่คิด เหมือนรู้ว่าอย่างไรซะนี่ก็ไม่ใช่โลกของความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นภาพมายาหรือความฝันเขาคิดว่าหากคิดให้ดีๆ ก็ย่อมมีทางออก ดังนั้นมังกรหนุ่มจึงไม่กระวนกระวายกับจุดนี้มากนัก

            หรืออาจเพราะ...เขาเคยเจออะไรที่มันน่ากลัวยิ่งกว่านี้ 

            แต่ละขั้นที่ก้าวเดินทำให้ภายในรู้สึกปั่นป่วนแปลกๆ เขาไม่ได้หวาดกลัวกับการที่จู่ๆ มาโผล่ในสถานที่สุดจะพิศวงแห่งนี้ ก็แค่รอบด้านมืดมิดเป็นสีดำสนิท มีเพียงแสงสลัวๆ จนทำให้มองเห็นบันไดสีขาวสะอาดที่วกวนตีลังกาอยู่รอบตัวในระยะประมาณสิบเมตร และไม่ว่าจะเดินไปสักกี่ก้าวก็ไม่เห็นจุดจบ

            แค่นั้นเอง...

            แต่แล้วมังกรหนุ่มกลับชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อจู่ๆ ความเจ็บปวดก็แล่นเข้าทั่วแผ่นหลัง ความหนาวเหน็บเหมือนถูกจับแช่เย็นในห้องแช่แข็งหรือโยนไปขั้วโลก

            ถ้ามันเป็นแค่สิ่งที่คิดขึ้นมาเองเท่านั้นคงจะดีไม่น้อย...

            ติ๋ง...ติ๋ง...ติ๋ง...

            จะได้ไม่มีเลือดสีข้นไหลหยดลงพื้นเสียงดังกังวานเช่นเดี๋ยวนี้

            มังกรหนุ่มถึงกับทรุดลงไปนั่งกับพื้น นั่งลงบนขั้นบันไดที่บัดนี้มีเลือดข้นเปรอะเปื้อนเด่นชัดท่ามกลางสีขาวบริสุทธิ์ เลือกที่ไหลออกจากบาดแผลที่กลางหลังจนเริ่มกลายเป็นแอ่งเล็กๆ บันไดสีขาวถูกย้อมเป็นแดงในเวลาไม่นานนัก พอๆ กับความเจ็บปวดที่ค่อยๆ ทุเลาลงหลังตั้งสติได้

            ธนูเหรอ?” เขาพยายามเหลือบมองแล้วเอื้อมมือไปดึงอะไรบางอย่างที่ปักอยู่ที่แผ่นหลัง แต่ก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อจับโดน อะไรบางอย่างที่ว่า

            เพราะมันเย็นยะเยือกจนมือแทบแข็ง

            ลูกธนูน้ำแข็งสินะ...

            เครมิสหัวเราะแห้งๆ เพราะเจอกับธาตุที่ไม่ถูกโฉลกด้วยก่อนจะนับหนึ่งถึงสามแล้วฝืนดึงมันออกมา เอาจริงๆ ตัวเขาก็รู้ดีว่าที่นี่ไม่ใช่โลกความจริง เป็นเพียงมิติมายาที่ใครสักคนสร้างขึ้นมาเพื่อกักขังเขาเอาไว้ ส่วนจะทำอะไรต่อไปหรือต้องการอะไรจากเขา ข้อนี้เครมิสก็ไม่รู้เหมือนกัน

            แต่เขารู้ชัดว่าความเจ็บนี้เป็นของจริง

            เจ็บจังเลย...ร่างสูงทำหน้าเบ้ มองเลือดบนพื้นด้วยสีหน้าไม่ชอบใจนัก ย้ำกับตัวเองว่าที่นี่เป็นเพียงภาพมายา เป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นไม่ใช่ของจริง เพราะหากเขาถลำลึกไปกับความเจ็บปวดเหล่านี้มากๆ มันจะส่งผลต่อร่างจริงๆ ของเขา มันก็เหมือนการสะกดจิตที่เมื่อเชื่อในสิ่งนั้นขึ้นมามากๆ สุดท้ายแล้วจาก ภาพมายา จะกลายเป็น ของจริง

            เครมิสนิ่งไปนานเหมือนพยายามใช้ความคิดอย่างที่ไม่ค่อยจะทำนัก เขามองเลือดสีข้นของตัวเองที่ชุ่มฉ่ำอยู่บนพื้นบันไดด้วยแววตาว่างเปล่า ความเจ็บปวดหายไปแล้วหลังควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ และนั่นก็ทำให้เลือดมายาเหล่านั้นหายไป

            เมื่อเห็นดังนั้นเขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยก็มั่นใจได้อย่างนั้นว่าตราบใดที่เขายังไม่ปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือความคิดก็น่าจะไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น

            แต่กระนั้นแล้วลึกๆ ก็ยังคงเกิดความกลัว

            ซึ่งเขาเอง...ก็ไม่รู้ว่าทำไม

            มีใครอยู่ที่นี่ไหมถามไปแม้รู้ว่าคงไร้เสียงตอบกลับ ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากหวังเล็กๆ ต่อไป ใครจะไปรู้ไม่แน่ว่าคนที่สร้างที่แห่งนี้ขึ้นมาอาจมีอะไรบางอย่างอยากบอกกับเขาก็ได้

            ไม่ว่าจะดี...หรือร้าย

            เครมิสก็ได้แต่ภาวนาว่ามันจะเป็นเรื่องดีล่ะนะ

            เขาเดินไปตามทางอย่างช้าๆ ด้วยความระวังตัว ขึ้นบันไดที่ยังคงไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุด รอบข้างไร้ซึ่งเสียงใดนอกจากเสียงฝีเท้าของเขา เสียงที่ดังชัดไปทั่วเหมือนย้ำเตือนว่าที่นี่ไม่มีใครอื่นนอกจากตัวเขาเอง

            ภาพบางอย่างพลันปรากฏขึ้นในอากาศที่ก่อนหน้านี้เคยมืดมิด เหมือนเป็นจอขนาดยักษ์ที่บังคับให้เขาต้องหันไปดูอย่างช่วยไม่ได้

            ก็นะ...ความอยากรู้อยากเห็นย่อมชนะความหวาดกลัว

            เพราะเขาคือเครมิส ดิมอส

            เขาหยุดเดินแล้วนั่งลงอีกครั้งเพื่อดูให้แน่ใจว่าภาพที่ยังขุ่นมัว สุดจะเลือนรางจนมองไม่ออกนี้มันคืออะไรกันแน่ นี่อาจเป็นคำใบ้ในการออกจากที่นี่ก็เป็นได้ใครจะรู้

            ไม่ว่าเครมิสจะติงต๊องแค่ไหนแต่เขาก็ไม่โง่ถึงขนาดจะไม่เข้าใจว่านี่เป็นสิ่งสำคัญ

            แม้ภายหลังจะรู้สึกว่าตัวเองไม่น่า ฉลาดเอาตอนนี้เลยก็ตามที

            จากความเลือนรางเริ่มชัดเจนขึ้นตามลำดับ และสิ่งที่เห็นมีแต่ทำให้เครมิสรู้สึกเคว้งกว่าเดิม ภาพตรงหน้าคือคนที่เขารู้จักดี เรียกได้ว่าไม่มีทางปฏิเสธได้เลยว่าก่อนหน้านี้รู้สึกสับสนแค่ไหนเวลาเจอปัญหาแล้วคนที่มักจะอยู่ข้างๆ กลับไม่อยู่ตรงนั้นเวลาที่เขาต้องการ

            ฟ่องฟ่อง...

            ภาพของเพื่อนสนิทตั้งแต่เล็กๆ ที่เคยมีสีหน้าเย็นชาอยู่ตลอดเวลา เขายังจำภาพการพบกันแรกๆ ได้เสมอ วินาทีที่เขาแทบหยุดหายใจด้วยความหวาดกลัวปนสงสัย พวกเขาเจอกันในป่าลึก ป่าแห่งมังกรที่น้อยคนจะคิดบุกรุกซึ่งเป็นเหมือนการฆ่าตัวตายทางอ้อม

            มีเพียงไม่กี่เผ่าพันธุ์ที่ยังอยู่อาศัยในนั้นและฟ่องฟ่องก็เป็นหนึ่งในเผ่าที่ว่า

            ที่ยิ่งกว่านั้นคือพวกเขาเจอกัน...โดยมีกองซากศพเป็นเส้นกั้นเขต

            เหมือนว่าถ้ารุกล้ำเขยิบเข้าไปใกล้กว่านี้เขาอาจจะเป็นอีก ศพที่ต้องลงไปนอนหลับตลอดกาลตรงนั้น แต่มันก็ช่างน่าขำนักที่มังกรน้อยบางตัวเกิดนึกคึกกระโจนเข้าใส่จนอีกฝ่ายถึงกับทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่เคยเจอคนประเภทนี้มาก่อน

            ปกติมีแต่คนหลีกหนี...

            เจอคนเข้าหาทั้งๆ ที่เห็นเขาเพิ่งลงมือ ฆ่าจึงทำเอาฟ่องฟ่องในตอนนั้นนิ่งไปอย่างไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไร แม้สุดท้ายจะรู้สึกตัวแล้วจัดการเตะเครมิสกระเด็นกระแทกต้นไม้จนแทบกระอักก็ตามที

            สมกับเป็นเครมิสล่ะนะ ทำให้คนรอบข้างประหลาดใจได้ตลอด

            หลังจากนั้นเครมิสก็ทั้งตามตื๊อ ทั้งก่อกวนจนสุดท้ายฟ่องฟ่องก็เลิกพยายามหนีเพราะรู้ว่าทำเช่นนั้นไปก็ไม่มีประโยชน์ ทั้งสองกลายมาเป็นเพื่อนกัน จากที่เครมิสรู้สึกอย่างนั้นเพียงฝ่ายเดียวโดยที่ฟ่องฟ่องไม่คิดสนใจ ในที่สุดคนเย็นชาก็เริ่มเปิดใจยอมรับในตัวของเครมิส การที่ได้มารู้จักกันเช่นนั้นทำให้ฟ่องฟ่องลดจำนวนศพที่เกิดขึ้นเพราะฝีมือเขาไปได้มากแต่ก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด

            จนเครมิสมาเจอเขาที่เพิ่งอาละวาดเพราะความกระหายในการฆ่าฟันหลังนึกความทรงจำที่ไม่ค่อยดีนักขึ้นมา นั่นเป็นครั้งแรกที่ฟ่องฟ่องรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำ การเห็นเครมิสที่ปกติมักจะร่าเริงแจ่มใสต้องทำสีหน้าเศร้าสร้อยเป็นสิ่งที่เขาไม่ชิน

            และไม่มีทางเคยชินกับมันได้

            นั่นเป็นที่มาของคำสัญญาของทั้งคู่...

            แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญนักในเวลานี้ เครมิสถึงกับนิ่งไปเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า รู้สึกทำอะไรไม่ถูกเมื่อพยายามนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก ภาพฟ่องฟ่องตรงหน้านั้นเป็นภาพที่จะว่าคุ้นก็คุ้นแต่ก็จำไม่ได้แม้จะใช้ความคิดสักแค่ไหน เขาไม่ใช่คนความจำดีอะไรมากมาย ถึงอย่างนั้นก็มั่นใจว่าหากเป็นประสบการณ์ที่สำคัญๆ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเพื่อนของเขาแล้วไม่น่าจะหลุดหายไปเสียเฉยๆ

         ฟ่องฟ่องที่ทำสีหน้าแบบนั้น...มันเมื่อไหร่กันนะ

            สีหน้าของฟ่องฟ่องตอนนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมานาน อย่างน้อยนั่นมันก็เป็นเรื่องสมัยแรกๆ ที่เจอกัน แต่ภาพตรงหน้า ดูแค่การแต่งกายเขาก็รู้ทันทีว่าเป็นเรื่องหลังจากที่เจอกันมาได้สักพักแล้ว แม้จะยังไม่โตอย่างปัจจุบันก็ตามทีเถอะ

            ทำไมเราถึงนึกไม่ออกล่ะ...

            เครมิสสับสนยิ่งกว่าเดิม เขาไม่คิดว่าตัวเองจะลืมเรื่องบางอย่างไปจริงๆ และความรู้สึกลึกๆ ข้างในมันบอกเขาว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ

            เป็นเรื่องสำคัญที่เขา ไม่ควรจะลืม

            แต่นึกเท่าไรมันก็มีแต่ความว่างเปล่า...เหมือนภาพที่จู่ๆ ก็หายไป

            เดี๋ยวสิ!” เครมิสเผลอตะโกนออกไปอย่างลืมตัว ภาพที่ปรากฏขึ้นมานั้นไม่มีเสียงทำให้เครมิสไม่รู้ว่าฟ่องฟ่องกำลังพูดอะไร

            และ...กำลังพูดอยู่กับใคร

            รู้แค่ว่าสีหน้าแบบนั้นคงไม่ใช่การพูดคุยสนุกสนานตามประสาเพื่อน

            ฟ่องฟ่องกำลังทะเลาะกับใครกัน?

            เครมิสได้แต่คิดอย่างสงสัย หวังเพียงว่าเขาจะไม่ใช่ต้นเหตุให้เพื่อนคนสำคัญต้องทำสีหน้าแบบนั้น สีหน้าที่เหมือนกับอยากฆ่าใครให้ตาย

            มันไม่ใช่แค่เย็นชา...แต่มีความเกรี้ยวกราดตามสัญชาตญาณสัตว์ป่าแฝงไว้อย่างแนบเนียน

            เขาเกลียดสีหน้าแบบนั้นที่สุด

            และเกลียดยิ่งกว่าหากใครบังคับให้เพื่อนของเขาต้องรู้สึกแบบนั้น แม้หลายๆ ครั้งต้นตอจะมาจากเขาเองก็ตาม รู้มาตลอดว่าก่อปัญหาไว้เยอะจนไม่มีใครคิดจะนับจำนวน รู้ยิ่งกว่าใครว่าตัวเองทำให้อีกฝ่ายต้องมาพัวพันกับเรื่องของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้

            ว่าแต่...มันเรื่องอะไรกันแน่?

            เครมิสแปลกใจที่เขารู้สึกหดหู่ รู้สึกโทษตัวเองอย่างที่ไม่เคยคิดทำ ทว่ากลับนึกไม่ออกว่าสาเหตุหรือเหตุการณ์ต้นเรื่องนั้นคืออะไร รู้แค่เวลานี้มีแต่ความอึดอัดยากที่จะสลัดออก แม้สะบัดหัวพยายามไล่ความคิดเหล่านั้นออกไปก็ไม่อาจปฏิเสธได้

            ว่ามันเจ็บยิ่งกว่าเดิม...

            ทำไม?

            และจู่ๆ ก็มีภาพปรากฏขึ้นมาท่ามกลางความมืดอีก เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ใช่ฟ่องฟ่องดังเดิม หากแต่เป็นใครอีกคนที่เขารู้จักได้ไม่นานนัก ไม่ยาวนานเป็นสิบๆ ปีเหมือนอย่างสิงโตสุดซี้

            ...ลิวอิส

            เขามักจะตั้งชื่อให้เพื่อนคนนี้เสมอ พยายามไม่เรียกซ้ำเหมือนเป็นเรื่องสนุกที่สามารถทำให้อีกฝ่ายแสดงสีหน้าอ่อนใจออกมา แรกๆ ก็โมโห เดี๋ยวนี้ชักจะชินชา

            ถูกแล้วเขา จงใจเรียกชื่อเพี้ยนๆ นั้นเอง ไม่ใช่ว่ามีความผิดปกติทางสมองหรือความจำแย่จนจำชื่อเพื่อนตัวเองไม่ได้

            ตอนนี้ที่เขาไม่เข้าใจคือทำไมเขาถึงรู้สึกคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นภาพนี้มาก่อน เป็นความรู้สึกหน่วงๆ ที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ถูกอย่างเมื่อครู่ คล้ายจะจำได้แต่ก็จำไม่ได้

            ภาพตรงหน้าเป็นลิวอิสเมื่อหลายปีก่อน ไม่สิ...น่าจะหลายสิบปี

            เนื่องจากเขาคนนี้เป็นแวมไพร์ เรื่องอายุยืนยาวก็ไม่ได้แพ้เผ่าพันธุ์มังกรเช่นเขา ดังนั้นหากภาพตรงหน้าดูอ่อนเยาว์คล้ายหกเจ็ดขวบของพวกมนุษย์ สำหรับแวมไพร์เช่นลิวอิสก็คงเป็นสิบๆ ปีก่อน

            แต่ทำไมเขาถึงเห็นภาพนี้ขึ้นมาล่ะทั้งๆ ที่เขาไม่น่าจะเคยเจอร่างตรงหน้าในช่วงเวลานั้นแท้ๆ

            ภาพของลิวอิส...ที่มีสีหน้าเจ็บปวด

            ทำไม?

            เครมิสไม่รู้ว่าภาพที่เกิดขึ้นนี้เป็นเสี้ยวหนึ่งจากความทรงจำของเขาหรือเป็นภาพที่ใครบางคนจงใจสร้างขึ้นมากันแน่ เขาไม่รู้แล้วว่าสิ่งใดจริง สิ่งใดไม่จริง มันต่างจากลูกธนูเมื่อครู่ที่ยังไงซะก็แน่ใจได้ว่ามันเป็นของปลอม แต่ภาพตรงหน้าล่ะ มันคืออะไรกันแน่ เขาไม่สามารถหาคำตอบให้ทุกคำถามที่ผุดขึ้นภายในใจได้เลยสักนิด

            เขาไม่รู้...ไม่รู้จริงๆ

            แต่ร่างกายกลับมีปฏิกิริยากับภาพที่ปรากฏขึ้นอย่างน่าประหลาด ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่มือของเขาสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เสียงที่หายไปจากลำคอ

            ความเจ็บปวด...ที่ไม่เลือนหายไปสักวินาที

            ติ๋ง...

            เสียงเลือดของเขาหยดลงอีกครั้งก่อนภาพทุกอย่างจะหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความมืดมิดอันไร้จุดจบ เครมิสยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมายังขั้นบันไดที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า

            เขาก้าวไปยังขั้นถัดไปก่อนจะรู้สึกเหมือนโดนแช่แข็ง

            ขาที่ควรจะขยับไปข้างหน้ากลับชะงักค้างอยู่อย่างนั้น และก่อนที่เขาจะได้สงสัยอะไรไปมากกว่านี้ก็พลันมีเสียงหนึ่งแล่นเข้ามาในโสตประสาท

            สวัสดีเครมิส...คุณคงจำผมไม่ได้สินะ

            เสียงนั้นก้องกังวานดังซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้งราวกับฝังลึกอยู่ในสมองของเขา น้ำเสียงที่นึกให้ตายก็ไม่รู้สึกคุ้นหูเลยสักนิดเดียว คาดว่าอีกฝ่ายคงใช้เวทมนตร์ดัดเสียงตามใจชอบเพื่อไม่ให้เขานึกออกว่าคนที่พูดอยู่นั้นเป็นใคร แม้ว่าอีกสิ่งที่เครมิสคาใจคือเขาเคยไปทำอะไรให้ใครเดือดร้อนจนต้องการแก้แค้นหรือเอาคืนเขาหรือเปล่า เพราะหากจะเป็นเรื่องที่หมู่บ้านวิหคมันก็ไม่น่าใช่

            และการให้เขามาอยู่ในมิติมายาเช่นนี้ย่อมไม่ใช่จะมาเพียงทักทาย

            ใครน่ะ!” เครมิสตะโกนเสียงดัง เมื่อมองไปรอบๆ ก็ยังคงมีแต่บันไดสีขาวและความมืดโอบล้อมรอบกาย แม้ปกติตัวเขาเองจะเป็นคนหูดีแค่ไหนก็ไร้ค่า

            เพราะตอนนี้เขาอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ...ตัวเอง

            ทุกอย่างล้วนเป็นภาพลวงตา อยู่ที่ว่าใครกันที่เป็นผู้สร้าง และสร้างโลกแห่งนี้ขึ้นมาทำไม ต้องการจะบอก อะไรกับเขากันแน่

            เลิกซ่อนตัวได้แล้ว!”

            ไม่ว่าจะกู่ร้องอีกสักแค่ไหนก็ไร้เสียงตอบรับเหมือนอีกฝ่ายตั้งใจให้เขาสับสนยิ่งขึ้น กังวลและหวาดระแวงว่าสิ่งใดจริง สิ่งใดเท็จ

         เมื่อไหร่...เมื่อไหร่เราจะออกไปจากที่นี่ได้สักที

            เครมิสหยุดยืนหลังจากวิ่งไปตามบันไดได้สักพักโดยที่ภาพรอบด้านยังคงเป็นเช่นเดิม เขาเริ่มกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกกลัวแล่นเข้าจับจิตใจที่อ่อนแอทันทีเหมือนคอยโอกาสนี้อยู่แล้ว

            ความกลัว...ว่าจะออกไปจากที่นี่ไม่ได้

            เราต้องอยู่อย่างนี้ไปตลอดงั้นเหรอ...ไหล่ทั้งสองเริ่มสั่นนิดๆ เมื่อคิดถึงใบหน้าของเพื่อนๆ ที่อาจไม่ได้เห็นอีก ตอนนี้เขามีเพื่อน มีคนที่อยากกลับไปเจอ และยังมีอะไรอีกมากที่อยากทำ

            จะให้มาทิ้งชีวิตตัวเองแล้วจมอยู่ในความมืดแบบนี้...

            ไม่เอานะ

            เห เครมิสที่ผมรู้จักไม่ได้ทำหน้าเศร้าแบบนี้นี่นาเสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงที่ฟังแล้วมีแต่ทำให้รู้สึกแย่เหมือนตัวเขานั้นไร้ค่า คนอย่าง คุณไม่มีทางทำหน้าเศร้าเป็นกับเขาหรอก

            “นายเป็นใคร!” เครมิสเริ่มออกวิ่งอีกครั้งแม้ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เห็นปลายทางบันไดที่แสนจะวกวนไม่รู้จบนี้หรือไม่ ขังเราไว้ที่นี่ทำไม!”

            “ก็ถ้าไม่อยู่ในนี้ก็ติดต่อกับคนอย่างคุณไม่ได้น่ะสิ

            มีธุระอะไรก็ว่ามา...มังกรหนุ่มเอ่ยเสียงเย็นคล้ายไม่ต้องการเจรจาอะไรให้มากความ เขามีลางสังหรณ์ไม่ดีนักหากต้องอยู่ที่นี่นานๆ ไม่รู้ว่าโลกข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง เขากลัวว่าตัวเองจะไม่ได้ทำเพียงนอนนิ่งๆ เหมือนคนหลับใหลไปเฉยๆ

            ต้องรีบกลับไป

            นั่นเป็นสิ่งเดียวที่เครมิสคิดอยู่ตอนนี้

            ธุระกับคนอย่างคุณน่ะมีแน่บุรุษปริศนายิ้มเยาะอยู่ในความมืดจนไม่อาจมองใบหน้าได้อย่างชัดเจน คนอย่างคุณ...ที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด

            “เรา?” เครมิสทำหน้างง เอียงคอฉงนด้วยความไม่เข้าใจ แม้เขาจะเป็นตัวสร้างเรื่องมาตลอดตั้งแต่ยังเด็กๆ หาเรื่องมาไม่เว้นแต่ละวันจนใครต่อใครเริ่มชิน ถึงอย่างนั้นเขาก็ค่อนข้างมั่นใจไว้ตัวเองไม่เคยทำเรื่องร้ายแรงคอขาดบาดตายให้ใครต้องมาคิดแค้นจองเวรจองกรรมขนาดนี้

            “จะมีใครอีกล่ะ!” อีกฝ่ายถึงกับเก็บอารมณ์ไม่อยู่ ตวาดเสียงดังอย่างเหลืออด ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อเรียกสติตัวเองกลับมา หึ เรามาเล่นเกมกันดีกว่า

            “เกม?” เครมิสถามเสียงสูง

            “ใช่แล้วเสียงปริศนาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่รอบด้านของเครมิสจะเกิดการเปลี่ยนแปลง จากที่เคยมีแต่บันไดธรรมดาๆ กับความมืดที่ไม่รู้ว่าลองกระโดดตกลงไปแล้วจะเป็นยังไง ตอนนี้ระยะการมองเห็นของเขาขยายออกไปจนเห็นบันไดมากมายล้อมรอบยิ่งกว่าเดิม สิ่งที่ต่างออกไปคงเป็นประตูที่โผล่ขึ้นมาหลายบานพร้อมบันไดที่เริ่มมีทางแยกให้เลือกเดินมากขึ้น คุณลองพยายามหาทางออกของตัวเองให้เจอก็แล้วกัน

            “ทางออก?”

            “ในบรรดาประตูเหล่านี้จะมีเลขสลักไว้ หมายเลขคือลำดับของสิ่งที่คุณ เกลียดหรือ กลัวถ้าคุณเข้าไปในประตูหมายเลขใดได้แล้วผ่านพ้นความกลัวที่ว่าสำเร็จ กุญแจที่ใช้ออกไปจากที่นี่ก็จะปรากฏขึ้นมาเองนั่นแหละเสียงปริศนาพูดเหมือนนี่เป็นเรื่องง่ายๆ แค่อดทนต่อความกลัวของตัวเองได้ก็เป็นอันจบ

            จริงๆ นะ ไม่หลอกกันใช่ไหมเครมิสค่อนข้างไม่แน่ใจ เขาเองก็รู้สึกว่านี่มันง่ายเกินไปที่จะเป็นเรื่องจริง การจะสร้างมิติมายาขึ้นมาไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะเขาไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาดังนั้นจึงยิ่งต้องมีการเตรียมการเยอะกว่าปกติ ถ้าจะสร้างที่แห่งนี้ขึ้นมาเพื่อแก้แค้นเขาจริง

            มันไม่น่าจบง่ายๆ ด้วยการเล่นเกมแค่นี้

         หรือสิ่งที่เรากลัวมันจะร้ายแรงจริงๆ แต่เราก็นึกไม่ค่อยออกแฮะ...มันมีอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ?

         อ้อ ข้อกำหนดอีกอย่างคือคุณต้องลองเปิดจากสิ่งที่คุณกลัวที่สุดก่อน หรือก็คือต้องเริ่มจากหมายเลขหนึ่งก่อนเสมอ ห้ามขี้โกงนะครับ

            เพราะไม่อย่างนั้นไปเลือกเปิดเอาเบอร์หลังๆ มันจะมีค่าอะไร

            เราไม่โกงหรอกน่า!” ร่างสูงเบ้ปากด้วยความขัดใจเหมือนเด็กเล็กๆ ความรู้สึกกดดันก่อนหน้านี้ไม่รู้เอาไปเก็บไว้ไหน เครมิสก็ยังคงเป็นเครมิสอยู่วันยังค่ำ ไอ้การจะให้มารู้สึกกลัว สั่นเป็นลูกนกปีกหักตลอดเวลานั้นคงเป็นไปไม่ได้เพราะเขารู้ดีว่าการปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอไม่เคยเป็นเรื่องดี

            ก็เครมิสนี่นะ...

            มังกรหนุ่มเริ่มหันซ้ายหันขวาเพื่อตามหาประตูหมายเลขหนึ่งที่เป็นเป้าหมายสำคัญ อยากรีบจบๆ เกมนี้ซะเพื่อกลับออกไปเจอเพื่อนๆ ที่รอเขาอยู่ เขาไม่สนใจและขี้เกียจถามให้มากความแล้วว่าบุรุษปริศนาคนนี้ต้องการอะไรจากเขากันแน่

            สิ่งที่เขา กลัวเป็นอันดับแรกมันร้ายแรงขนาดนั้นเชียวเหรอ

            ร้ายแรง...ถึงขั้นใช้สิ่งนั้นเพื่อเอาคืนกับสิ่งที่เขาเคยทำลงไป?

            เครมิสไม่รู้ว่าตนเคยไปทำอะไรให้อีกฝ่ายแค้นนักแค้นหนา รู้แต่เพียงว่าตอนนี้เขาต้องการออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด อยากกลับไปสู่แสงตะวัน ลมเย็นๆ และความเป็นอิสระที่เขาหลงใหลมาตลอด

            นั่นต่างหาก...คือชีวิตที่เขาต้องการ

            และเขาจะไม่ยอมให้ใครแย่งไป!

           

            เครมิสวิ่งไปตามทางโดยไม่คิดจะพักแม้จะเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าตามร่างกาย ไม่รู้ว่าใช้เวลาไปเท่าไหร่กว่าจะเห็นประตูที่มีหมายเลขหนึ่ง เขาไม่แน่ใจว่าเวลาข้างนอกจะผ่านไปยาวนานอย่างในนี้ไหม แต่ตอนนี้เขารู้แค่ว่าการต้องมาวิ่งไปวิ่งมาโดยมองไม่เห็นจุดหมายนั้นมันน่าเบื่อเอามากๆ

            แทบอยากกระโดดตกลงไปให้รู้แล้วรู้รอด

            ร่างสูงทำหน้าบู้บี้เหมือนเด็กๆ แต่ในที่สุดเขาก็มาถึงประตูเจ้าปัญหาจนได้ ในวินาทีที่เผชิญหน้ากับมันเขากลับรู้สึกแปลกๆ หรือเพราะรู้ว่าอีกด้านหนึ่งของประตูเป็นสิ่งที่เขา เกลียดที่สุดก็ไม่รู้ มันเป็นความทรงจำเลวร้ายขนาดไหนเขาไม่สามารถนึกออกได้จริงๆ

            หากรู้อยู่ก่อนอาจไม่กังวลอย่างที่เป็นอยู่ก็ได้

            เรื่องที่เราเกลียดงั้นเหรอ...

            เครมิสเริ่มมีสีหน้าลังเล ลางสังหรณ์ของเขาไม่เคยพลาด และตอนนี้มันกำลังบอกเขาว่านี่คงไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่แล้วก็ต้องส่ายหน้าแรงๆ เพื่อไล่ความสับสนออกไป

            ถึงจะเกลียดถึงจะกลัวแค่ไหน...แต่เราก็อยากรู้ว่ามันคือเรื่องอะไร!

            เขารู้ตัวดีว่ากลัวที่จะเผชิญหน้าต่อความทรงจำเหล่านี้ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่ามีเหตุการณ์อะไรที่เขาขยาดขนาดนั้นด้วยเหรอ ทั้งๆ ที่ปกติตั้งแต่เด็กๆ มาก็มักจะเล่นซนมีความสุขอยู่ตลอดเวลา นานๆ ทีถึงจะมีสิ่งที่ไม่ชอบใจและมันก็ไม่น่าจะใช่เรื่องร้ายแรง

            แล้วความทรงจำที่ เกลียดชนิดไม่อยากเข้าใกล้นี่มันคืออะไรกัน?

            เครมิสเอื้อมมือไปข้างหน้าช้าๆ ก่อนจะชะงักเล็กน้อยคล้ายรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเฉยๆ สีหน้าซีดเซียวอย่างที่ไม่ค่อยจะเป็น แววตาสั่นระริกสะท้อนความรู้สึกภายใน สุดท้ายเขาก็ใช้มืออีกข้างตบหน้าตัวเองเสียฉาดหนึ่งคล้ายเตือนสติ เราต้องไม่กลัว!”

            เมื่อคิดได้ดังนั้นก็รีบจับลูกบิดแล้วหมุนทันที เกิดเสียงดัง กริ๊กขึ้นมาครั้งหนึ่งก่อนทุกอย่างจะจมลงสู่ความเงียบสงัดเหมือนป่าช้าตอนเที่ยงคืนอย่างไรอย่างนั้น เพราะมัน...

            ล็อกแน่นจนเปิดไม่ออก!

            “เอ๋...ร่างสูงกะพริบตาปริบๆ อย่างไม่เข้าใจ พยายามลองเปิดอีกครั้งก็พบปัญหาเดิม ทำไมเปิดไม่ออกอะ

            เครมิสรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะแตกสลาย ความพยายามที่ผ่านมาทั้งหมดสูญเปล่า ทั้งๆ ที่เสียเวลามามาก หวาดกลัวมามาก ปวดหัวกับมันจนแทบระเบิด

            แล้วมันจะจบแบบนี้เหรอ?

            นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่?” เครมิสทำถ้าจะร้องไห้ออกมาจริงๆ ถ้าแบบนี้เราก็กลับออกไปไม่ได้สิ!”

            “อย่ามาร้องไห้ต่อหน้าผมนะ!” อีกฝ่ายพูดดักคอเอาไว้ก่อนทำให้เครมิสผงะไปเล็กน้อยแล้วตั้งใจฟังต่อ เวทมนตร์ที่ทำให้คุณหลุดเข้ามาในจิตใจตัวเองไม่ได้มีฤทธิ์แข็งแกร่งชนิดทำให้จำเรื่องที่ลืมไปแล้วได้หรอกนะ

            “แปลว่าความทรงจำที่เราเกลียดที่สุด...มังกรหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพูดจนจบ เราจำมันไม่ได้เหรอ?”

            “น่าจะเป็นแบบนั้นแหละอีกฝ่ายตอบกลับอย่างรำคาญ คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าต้องมาเสียเวลามากมายขนาดนี้ แทนที่จะเปิดประตูนั่นให้จบๆ แล้วใครบางคนจะได้รู้สึกถึงสิ่งที่สมควรได้รับ เพราะยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่เขาที่เป็นผู้สร้างมิติมายาแห่งนี้ก็ต้องสูญเสียพลังไปมากขึ้น

            มันไม่ได้ทำกันง่ายๆ สักหน่อย โดยเฉพาะเมื่อใช้เวทมนตร์ดึงเอาความทรงจำของเจ้าตัวมาด้วยจนคล้ายทำให้เครมิสถูกขังอยู่ในจิตใจของตัวเอง

            เมื่อได้ยินแบบนั้นคิ้วเรียวก็ขมวดเป็นปมอย่างสงสัย แล้วเราต้องทำยังไงต่ออะ?”

            “ก็ไปหมายเลขต่อไปสิถามได้

            น้ำเสียงที่เริ่มหมดความอดทนทำให้เครมิสไม่กล้าถามต่อ เขาพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจก่อนจะออกตามหาบานประตูซึ่งเป็นเป้าหมาย แม้ทางเดินจะค่อนข้างวกวนยากแก่การสำรวจ ไม่ใช่ว่าเดินซี้ซั้วแล้วจะไปโผล่เอาหน้าประตูบานต่อไปได้ง่ายๆ แต่ผ่านไปไม่นานเขาก็เจอสิ่งที่ต้องการแม้จะมีอาการเหนื่อยหอบเล็กน้อยก็ตาม ถึงจะเป็นการออกแรงในมิติมายาก็เถอะ

            เจ้าของเรือนผมสีแดงเพลิงยิ้มกว้างอย่างดีใจ เครมิสเอื้อมมือจับลูกบิดประตูอีกครั้ง สูดหายใจเข้าลึกๆ เตรียมเปิดแล้วพุ่งตัวเข้าห้องไปเอากุญแจที่ว่า แต่ทว่า...

            กริ๊ก

            มันเปิดไม่ออกอีกแล้ว!

            หน้าของเครมิสดำทะมึนไปครึ่งแถบก่อนจะทรุดตัวลงนั่งพักอย่างเซ็งๆ นี่แปลว่าตัวเขาคงต้องออกตามหาไปเรื่อยจนกว่าจะเจอประตูที่เปิดออกได้ แถมไม่รู้ด้วยว่ามีจำนวนอยู่มากน้อยเพียงใด หากลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปซะมาก...

            ชาตินี้จะเจอประตูที่ใช่ไหม!

            เขายันตัวขึ้นยืนแล้วเหม่อมองออกไปไกล จะได้ออกไปเจอทุกคนไหมนะ...

            ถึงแม้เครมิสจะตัดพ้อออกมาอย่างสิ้นหวังแต่สุดท้ายเจ้าตัวก็เริ่มออกเดินต่อเพื่อตามหาบานประตูหมายเลขสาม เขาไม่สามารถลัดไปลองเปิดบานที่สี่ที่อยู่ใกล้กว่าได้ทันทีเนื่องจากลองมาแล้วและถูกช็อตเสียจนเจ็บแสบพอสมควรทำให้ไม่นึกที่จะใช้วิธีขี้โกงเช่นนั้นอีก

            ในเมื่อไม่สามารถโกงได้...ก็ต้องลุยต่อไป!

 

------------------------------------------------------------------------------------------

15/12/2013

            มาลงซะตอนเที่ยงคืน แม้จะเลยวันไปนิดหน่อยแต่นักอ่านทั้งหลายอย่าเพิ่งฆ่าไรท์เตอร์เลยนะ บทนี้มันยากอะ โฮ TOT

            นี่รีบมาลงชนิดยังไม่ได้อ่านทวนแก้คำผิดเลยนะนั่น...ถ้าเจอก็ทักได้ ยังไงคงอ่านทวนอีกทีตอนเขียนจบ Vol.2 อย่างสมบูรณ์ในสิ้นเดือนนี้

            ช่วงบทที่ 26-30 ความจริงเขียนจบมาทีนึงแล้วแต่รู้สึกเหมือนลืมอะไรไปหลายอย่างเลยลบแล้วเขียนใหม่ เพราะเป็นจุดที่ค่อนข้างสำคัญเลยต้องระวังเป็นพิเศษ

            ความดราม่ากำลังคืบคลาน เพราะฉะนั้นเตรียมใจกันไว้เยอะๆ นะคะ หึๆๆๆ

            ปล. เกมแจกปฏิทินพกยังเล่นกันได้เรื่อยๆ นะคะ แจกทุกคนที่เล่น มาเล่นกันหน่อยสิ เห็นเม้นบอกอยากได้ ทำไมเปิดเกมแล้วร้างล่ะ ; ;

            ปล.2 สมุดก็ยังขายอยู่นะ เข็มกลัดด้วย ช่วยกันอุดหนุน นักวาดจะได้เข็นงานมาให้เร็วๆ //เพราะแชร์เงินกันอะนะสำหรับค่าตอบแทน

            ปล.3 ไรท์เตอร์ขอลาไปนอน เดี๋ยวจะได้มาลง Thief of Time และ The Twins ต่อ อย่าลืมอ่านกันด้วยล่ะ

            สุดท้ายนี้...เม้นกันสักนิด จะเวิ่นอะไรจัดมา ไรท์เตอร์ชอบอ่าน มันเป็นกำลังใจชั้นดี เนื่องจากตอนนี้เขียนทุกวัน วันละบท เล่นเอาแทบเอียนแทบกระอักเลือด(ดีนะยังคละเรื่องมันเลยไม่เบื่อตายเกินไป) โฮๆ ทำขนาดนี้เพื่อนักอ่านเชียวนะ อยากให้ได้อ่านกันเร็วๆ และจะได้ส่งสนพ.เร็วๆ ด้วย T^T

 

------------------------------------------------------------------------------------------

22/12/2013

            มาลงซะดึกเลยขอโทษจริงๆ นะ เจอภารกิจติดพันหลายอย่าง พรุ่งนี้มีการแสดงที่โรงเรียนด้วย นี่ยังเคลียร์งานไม่เสร็จเลย โฮ TOT //หนีไปทำงานต่อ

            วันนี้เลยมาสั้นๆ ไม่มากความ เอาเป็นว่าย้ำกันอีกสักทีว่ากิจกรรมแจกปฏิทินพกยังเล่นได้เรื่อยๆ นะเออ ; ;

            แล้วเจอกันอาทิตย์หน้ากับบทที่ 27 ค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,373 ความคิดเห็น

  1. #1276 Nendtime (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2556 / 15:30
    ห๊ะอะไรหายไปน๊ะ
    #1,276
    0
  2. #1275 flameknight (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2556 / 07:28
    เครมิสทำถ้าจะร้องไห้ เป็น ทำท่า นะพี่สาว
    ในที่สุด ความดราม่าที่รอคอยก็มาถึง
    #1,275
    0
  3. #1272 Em.S.End (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2556 / 15:50
    มืสซี่จะเจอใครเอ่ย?
    #1,272
    0
  4. #1268 Nendtime (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2556 / 12:27
    เกิดอะไรึ้น อ๊ากกกกกกกกกกก
    #1,268
    0