Cremis Dimos มังกรพันธุ์ป่วน

ตอนที่ 48 : [CD] บทที่ 24 ก็เพราะเคารพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 460
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    8 ก.ย. 57

บทที่ 24 ก็เพราะเคารพ

 

            เคร้ง!

            เสียงดาบที่ปะทะกันอย่างแรงจนแทบเกิดประกายไฟดังอย่างต่อเนื่องท่ามกลางลานประลองแห่งศักดิ์ศรีที่ผู้ถูกเลือกเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เหยียบย่างมาเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่แห้งนี้ เหมือนเป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ที่สร้างขุนพลแนวหน้ามามากมายตั้งแต่ครั้นอดีตกาล

            แต่ละคนล้วนมีฝีมือไม่น้อยหน้ากัน ต่างหาช่องทางโอกาสในการโจมตีสวนกลับเพื่อคว้าชัยแล้วไปสู่รอบต่อไป พบคนที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับขั้น ทว่าครั้งนี้มีบางสิ่งที่ต่างออกไป เพราะไม่ได้มีเพียงผู้เข้าประลองตัวล่ำสันกล้ามเป็นมัด ตัวใหญ่โย่งเหมือนเช่นทุกครั้ง

            ยากไม่ต่างจากงมเข็มในมหาสมุทรที่จะมีโอกาสได้เห็นเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีเศษวาดลวดลายอยู่กลางลานประลองอันแสนสำคัญนี้!

            เฮนริคัสกระตุกยิ้ม เขาไม่ได้รู้สึกสนุกอย่างนี้มานานมากแล้ว จะว่าเขาเป็นพวกรักการต่อสู้ก็อาจจะไม่ผิดนัก การฝึกฝนตัวเองอยู่ทุกวันแต่ไม่มีโอกาสได้ทดสอบความแข็งแกร่งที่พัฒนาขึ้นก็ออกจะน่าเบื่อทำให้หมดกำลังใจเหมือนกัน คล้ายได้เห็นความพยายามของตัวเองเป็นรูปเป็นร่างขึ้น

            คิดถูกจริงๆ ที่อดทนมาจนถึงเดี๋ยวนี้

            เขาเคยมีความคิดที่จะหันไปทำอาชีพอื่นอยู่หลายครั้งเหมือนกัน ด้วยความที่วางตัวดี เก็บอารมณ์เก่ง คงไม่ใช่เรื่องยากหากเขาจะหางานตามร้านอาหาร หรืองานบริการทั้งหลาย แต่สุดท้ายก็หักใจทิ้งดาบที่ตรากตรำเก็บเงินเป็นปีเพื่อซื้อไม่ได้สักที

            ไม่อยากให้สิ่งที่พยายามทำมาทั้งหมดต้องสูญเปล่า

            เมื่อไม่กี่วันก่อน...

            เฮนริคัสวิ่งไปขวางหน้าชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งตามเนื้อตามตัวเต็มไปด้วยบาดแผลจากสนามรบ สำหรับนักสู้แล้วก็เป็นเหมือนเหรียญตราแสดงถึงความกล้าหาญและเข้มแข็งที่สามารถเอาชนะและรอดชีวิตกลับมาได้สำเร็จ กลับมาหาคนที่รัก กลับมาทำหน้าที่ของตัวเองต่อ

            ร่างเล็กกว่าตั้งสติอยู่ครู่หนึ่ง พยายามมองตรงไปข้างหน้าพร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น มันดูเป็นเรื่องบ้าบิ่นเอามากๆ ที่จู่ๆ ตรงเข้าไปขวางเช่นนั้นก่อนจะตะโกนออกมาเสียงดัง ผมมาสมัครเข้าร่วมการคัดเลือกรองหัวหน้าหน่วยครับ!’

            เจ้าเนี่ยนะ?’

            น้ำเสียงแสดงถึงความแปลกใจ แม้ไม่มีความคิดดูถูกในความตั้งใจนั้น ทว่าเมื่อมองรูปร่างที่ผอมบางนั้นแล้วเป็นใครก็คงอดคิดไม่ได้ว่าเด็กคนนี้ทำสิ่งที่เกินตัวไปเสียหน่อย ทันใดนั้นแววตาขบขันเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดหลังเห็นเด็กเมื่อวานซืนตรงหน้าชักดาบออกมาอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่างจากรูปร่างภายนอกที่ดูผอมแห้งแรงน้อย แม้เขาจะชักดาบของตนออกมารับไว้ได้ทัน

            แต่ถ้าช้าอีกนิด...ไม่ต้องคิดเลยว่าหัวหน้าหน่วยผู้ผ่านศึกสงครามมามากอย่างเขาจะต้องมามีแผลเป็นเพิ่มอีกแห่งโดยเด็กที่อ่อนกว่าเป็นสิบปี

            แม้ถึงสู้กันตรงๆ ยังไงเขาก็คงชนะได้ไม่ยากจากประสบการณ์ที่มากกว่าหลายปี แต่หากเทียบว่าคนตรงหน้าอายุน้อยกว่านักก็ทำให้ผู้ผ่านศึกมาเยอะอดรู้สึกสนใจไม่ได้

            น่าสนใจดีนี่...ร่างสูงเหยียดยิ้มพอใจ เจ้าชื่ออะไร ทำไมข้าไม่เคยเห็น ฝีมือก็ใช้ได้เลยนี่ ถึงจะยังต้องขัดเกลาอยู่บ้างก็เถอะ

            ‘เฮนริคัส...เฮนริคัส แวนท์ครับ!’

            ผู้นำทัพคนปัจจุบันเดินผ่านเด็กชายแล้วก้มลงกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูก่อนที่จะสาวเท้าต่อเพื่อกลับไปที่หน่วย ทิ้งให้ทหารฝึกหัดบางคนถึงกับยิ้มออก กำหมัดแน่นคล้ายเก็บอาการไม่อยู่อีกต่อไป หากไม่ติดว่าอยู่กลางถนนมีคนมองมากมายเขาคงกระโดดจนตัวลอยไปแล้ว

            กับประโยคเมื่อครู่ที่ว่า เฮนริคัส อย่าลืมไปลับดาบให้คมล่ะ

            ...เป็นสัญญาณว่าอนุญาตให้เขาเข้าร่วมการประลอง!

            ความคิดนี้เป็นอะไรที่ค่อนข้างเสี่ยงตายพอสมควร ขนาดเนินสต์เองยังหาว่าเขาบ้าไปแล้วที่คิดจะทำจริงๆ มีใครที่ไหนจะหันคมดาบให้กับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักดาบที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองมัจฉาเวลานี้ เพราะตำแหน่ง หัวหน้าหน่วยหรือ ผู้นำทัพนั้นย่อมได้มาจากการคัดเลือกคนกว่าร้อยกว่าพันเพื่อหาที่หนึ่ง

            และจากที่เจ้าตัวได้รับตำแหน่งนี้มานานโดยไม่มีลดระดับลงตามกาลเวลาแสดงให้เห็นว่าฝีมือของเขานั้นเป็นของจริง

            การไปหาเรื่องคนระดับสูงขนาดนั้น...เพียงแค่เอ่ยปากก็สามารถสั่งประหารเขาได้ในทันที

            หรืออาจเป็นผู้ลงมือเสียเอง

            เฮนริคัสกลืนน้ำลายดังเอือกๆ หลังคิดถึงเรื่องไม่กี่วันก่อนมานี้ เขายังจำความรู้สึกตอนนั้นได้เป็นอย่างดี ทั้งกลัวแต่ก็ต้องการเป็นที่ยอมรับ เขาต้องเข้มแข็งกว่านี้ ต้องมีพลังมากกว่านี้ เพื่อจะได้พิสูจน์ให้ใครต่อใครเห็นว่าเขาก็ไม่ใช่เด็กกำพร้าที่ใช้ชีวิตไร้ค่าไปวันๆ

            และอาจเพราะตอนนี้...เขามีอีกหนึ่งชีวิตต้องดูแล

            เนินสต์เป็นอีกสิ่งที่เขาห่วงแสนห่วงไม่ต่างอะไรกับชีวิตตัวเอง คงเพราะต่างฝ่ายต่างขาดความรักด้วยกันทั้งคู่ทำให้เข้าใจกันดี เข้าใจความรู้สึกของการอยู่เพียงลำพัง ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครให้ความสำคัญ ดังนั้นทั้งคู่จึงเติมเต็มซึ่งกันและกันเหมือนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะทำให้ภาพนั้นสมบูรณ์ เฮนริคัสจึงไม่อยากทำให้เนินสต์ต้องพาลมาลำบากไปกับเขาด้วย

            พวกเขาจะเป็นพี่น้องกันตลอดไป

            พยายามเข้า!”

            เสียงอันแสนจะคุ้นเคยลอยมากระทบหูทำให้ผู้ที่อยู่กลางลานบางคนหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เขามีเป้าหมายที่ต้องไขว่คว้า

            และหนึ่งในนั้น...คือตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วย

            ทว่าคิดหรือว่าเขาจะพอใจหยุดอยู่แค่นั้น การจะทำอะไรก็ต้องทำให้ถึงที่สุด คงไม่แปลกถ้าเฮนริคัส แวนท์ เด็กหนุ่มชาวมัจฉาผู้นี้จะตั้งเป้าหมายไว้สูงกว่านั้น สักวันหนึ่ง อาจต้องใช้เวลาหนึ่งปี สองปี สามปี หรือเกือบสิบปี ไม่ว่ายังไงเขาจะต้องตัดคำว่า รองนั้นออกให้จงได้

            และเมื่อถึงตอนนั้น...เขาขอเป็นผู้จบสงครามบ้าๆ ที่พรากครอบครัวของเขาไป

            ไม่ใช่แค่ของเขาเสียด้วย แต่ของอีก หลายคนต่างหาก

            สงครามที่มีแต่คำว่า สูญเสีย

            เฮนริคัสกัดริมฝีปาก แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น มือข้างที่ถือดาบมีท่าทีค่อนข้างเกร็งจากการต่อสู้เป็นเวลานานในขณะที่อีกฝ่ายก็อ่อนแรงไม่แพ้กัน คงตกใจพอสมควรเมื่อเห็นคนที่ตนใช้เป็นเบ๊มาเป็นปียืนอยู่ตรงหน้าในฐานะคู่ต่อสู้

            และฝีมือที่ทัดเทียม ไม่สิ...มากกว่าเสียด้วยซ้ำ

            เด็กหนุ่มถีบพื้นอย่างรวดเร็วเพื่อพุ่งเข้าใส่ในจังหวะที่อีกฝ่ายยังตั้งตัวไม่ถูก ด้วยความที่หมั่นฝึกซ้อมอยู่ตลอด ไม่ว่าจะทักษะการฟันดาบ ออกไปวิ่งเช้าเย็น พ่วงด้วยการต้องอดทนต่ออากาศแสนจะร้อนระอุออกไปซื้อของตามคำสั่ง ทำให้ร่างกายของเขาค่อนข้างอึดและแข็งแรงกว่าเมื่อก่อนมากนัก

            เด็กผอมแห้งแรงน้อยสู้ใครไม่ได้จนถูกรังแกคนนั้นหายไปแล้ว

            หายไปนาน...จนไม่อยากเชื่อว่าทั้งสองคือคนคนเดียวกัน

            เคร้ง!

            เสียงดาบดังขึ้นอีกครั้ง เฮนริคัสส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอเนื่องจากคิดว่าการโจมตีเมื่อครู่จะเป็นการเผด็จศึกรุ่นพี่จอมอวดดีให้เสร็จๆ เรื่องไป เขานับถือในทิฐิของอีกฝ่ายที่ยังไม่ล้มทั้งยืนแม้ร่างกายจะเริ่มรับไม่ไหวเพียงเพราะไม่อยากได้ชื่อว่า แพ้เด็กก็เท่านั้น

            ทำไมเขาจะไม่รู้ แค่สีหน้าซีดเซียวก็ชัดเจนไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

            เมื่อโจมตีซึ่งๆ หน้าไม่ได้ผลเขาจึงเลือกที่จะผ่อนแรงที่ดันอยู่ทำให้อีกฝ่ายถลาเข้าหาตัวเล็กน้อย เปลี่ยนท่าจับดาบคล้ายกับจับดาบกลับหัวเพื่อไม่ให้คมดาบเกะกะต่อการโจมตีระลอกถัดไป ในเสี้ยววินาทีไม่ทันให้ได้คาดเดาการเคลื่อนไหวหรือหลบหลีก เขาใช้เท้าขวาเป็นจุดหมุนแล้วพลิกตัวไปทางขวาเพื่อออกแรงเตะด้วยขาซ้ายเข้าทางสีข้างที่เปิดว่างไม่ทันป้องกัน

            กร๊อบ!

            เสียงกระดูกลั่นพร้อมร่างของคู่ต่อสู้ที่ปล่อยดาบหลุดจากมือ ทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นต่อหน้าเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีที่ส่งยิ้มเย้ยหยันให้คล้ายต้องการเอาคืนต่อทุกสิ่งที่รุ่นพี่ แสนดีแถวนี้เคยทำไว้กับเขาและเด็กใหม่ที่ไม่มีเส้นสายคนอื่นๆ อาจจะดูเหมือนใจร้ายที่เตะไปเต็มแรง

            ช่วยไม่ได้...ทำกับเขาไว้เยอะ

            ผมมีเป้าหมายสูงกว่าการเป็นรุ่นพี่รังแกเด็กอย่างคุณ...เฮนริคัสพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาก่อนจะหันไปสบตาเนินสต์ที่เชียร์อยู่ขอบสนามด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนจนเหมือนเป็นคนละคน ผมยังมีคนที่ต้องปกป้องให้ได้

            ทั้งเนินสต์ ทั้งเด็กๆ อีกมากที่กำพร้าพ่อแม่จากสงคราม รวมถึง...จิตใจของเขาเอง

            ฝ่ายที่ชนะ เฮนริคัส แวนท์!” เสียงกรรมการดังขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะของผู้ชมท่านหนึ่งที่มีที่นั่งพิเศษกว่าคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพราะเป็นลูกเจ้าเมือง ไม่ใช่เพราะเป็นคนรวยต้องเอาเบาะมาปู แต่เพราะเป็นผู้ที่จัดการแข่งขันครั้งนี้ขึ้นมาก

            หัวหน้าหน่วย...ตำแหน่งที่เขาหมายปอง

            ทั้งสองมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนเฮนริคัสจะเป็นฝ่ายถอนสายตาออก โค้งคำนับตามมารยาทที่ดีแล้วเดินออกจากลานประลองเพื่อรอให้ถึงคิวการต่อสู้ครั้งถัดไป มันคงจะทรมานกันเกินเหตุหากจะให้ประมือกับทุกๆ คนภายในไม่กี่ชั่วโมง เขายังต้องมีชีวิตอยู่กับที่แห่งนี้เป็นเวลาสามวัน

            เสี้ยววินาทีก่อนที่จะพ้นขอบประตูเขาหันกลับไปมองยังที่นั่งพิเศษอีกครั้งแล้วกำหมัดแน่น แอบหัวเราะเบาๆ ในลำคอเมื่อความฝันที่ว่าใกล้ขึ้นมาอีกนิด

            เพราะฉะนั้นจะมาแพ้อยู่ตรงนี้ไม่ได้เป็นอันขาด คอยดูเถอะ...จะต้องมีวันที่ผมได้ประมือกับคุณ!

        

            วันประลองวันแรกผ่านไป วันที่สองผ่านไป จนมาถึงวันสุดท้ายที่เป็นศึกตัดสิน เนินสต์ที่ตามมาเชียร์ทุกรอบยังไม่ค่อยอยากเชื่อที่ได้เห็นภาพพี่ชายต่างสายเลือดของเขายังคงยืนอยู่กลางลานประลองศักดิ์สิทธิ์นี้โดยยังไม่แพ้ถูกคัดออกไปเสียก่อน

            ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อใจ แต่มันน่าตกใจที่คนใกล้ตัวของเขาจะเก่งเกินวัยแบบนี้!

            สำหรับรอบแรกๆ เขายังพอจะเข้าใจที่พวกทหารระดับล่างไม่ค่อยได้ฝึกฝน เขาเข้าร่วมเป็นทหารฝึกหัดก็เจอรับน้องไม่ต่างอะไรกับเด็กคนอื่นๆ เผลอๆ จะมากว่าเสียด้วยซ้ำเมื่อใครต่อใครรู้ว่าเฮนริคัสเป็นคนพาเขามา โดยเฉพาะเมื่อรู้เพิ่มอีกว่าเขาเป็นเด็กจรจัดมาก่อน

            โชคดีเหลือเกินที่เฮนริคัสเอะใจแล้วรีบตามมาดูทำให้เขาไม่บาดเจ็บจากการรังแกมานัก และหลังจากที่บาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ กลับไปให้เห็นบ่อยๆ ใครบางคนก็ถึงกับเกือบไปอาละวาดที่หน่วยเพื่อหาตัวคนลงมือ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาห้ามเอาไว้ว่าไม่อยากให้เฮนริคัสโดนหางเลขไปด้วยอีกฝ่ายคงไม่ยอมหยุด

            และเพราะเหตุนี้เองนั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลอดการต่อสู้หลายวันนี้เฮนริคัสค่อนข้างจะต่อสู้ด้วยความแค้นส่วนตัวปะปนไปบ้างไม่มากก็น้อย

            เนื่องจากไม่ได้ทำผิดกติกาอะไร...จะมาเรียกร้องก็คงไม่ได้

            การเอาคืนในที่สาธารณะมีข้อดีตรงที่ว่าอีกฝ่ายจะไม่สามารถหาเรื่องกลับได้ ถือเป็นการวัดกันที่ฝีมือล้วนๆ บาดเจ็บจากการต่อสู้ประลองฝีมือก็ยังดีกว่าให้เขาตามไปกระทืบในที่ลับ หรือหากจู่ๆ จะด่ากลับหาว่าเฮนริคัสลงมือเกินกว่าจำเป็นเพื่อเอาคืน ข่าวว่ารุ่นพี่XXX รังแกรุ่นน้องYYYก็จะมีมูลความจริงขึ้นจนเกิดข้อครหาแล้วนำตัวไปลงโทษในที่สุด ยิ่งเฮนริคัสเป็นที่จับตามองของหัวหน้าหน่วยทำให้อะไรต่อมิอะไรง่ายขึ้นมาก

            เพราะแม้ไม่ชนะครั้งนี้...เขาก็ได้เลื่อนตำแหน่งแน่นอน

            แต่หากได้คำว่า รองหัวหน้าหน่วยมาประดับไว้หน้าชื่อก็จะเป็นรางวัลที่ดีไม่น้อย

            เรา...เราก็ต้องไม่ยอมแพ้พี่!

            เนินสต์มองการต่อสู้ของพี่ไม่แท้ของตนด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจว่าสักวันเขาจะเป็นฝ่ายยืนอยู่ท่ามกลางลานประลองนี้บ้าง แสดงฝีมือดาบต่อหน้าพี่ที่เป็นฝ่ายสอน ฝ่ายให้ความรู้แขนงต่างๆ ต่อเขามาโดยตลอด ทั้งที่ตอนเฮนริคัสเริ่มต้นต้องศึกษาจากตำราด้วยตัวเอง

            การมีคนปูทางให้ก่อนย่อมง่ายกว่า ทว่าในทางกลับกัน...ผู้ที่ผ่านอะไรมาด้วยความลำบากที่มากกว่าก็ย่อมได้รับบางสิ่งที่เหนือกว่าเช่นเดียวกัน

            สิ่งนั้นคือประสบการณ์จากการลองทำ ลองทดสอบด้วยตัวเอง

            เจ็บตัว...แต่ได้เติบโต

 

            ผลการตัดสินเป็นไปอย่างเอกฉันท์และยุติธรรมตามความคาดหมายของหลายๆ คนหลังเห็นการต่อสู้ของเด็กหนุ่มที่มาพร้อมเรื่องแปลกใจเสมอ ทั้งความคล่องแคล่วในการพลิกตัวหลบหลีกและสวนกลับคู่ต่อสู้ รวมทั้งพละกำลังที่ไม่อาจดูถูกได้จากรูบร่างภายนอก แววตาที่ไม่หวาดกลัวต่อบาดแผลและความตาย

            เพราะถึงจะเป็นการประลองที่ไม่เอากันถึงตาย แต่กรณีผิดพลาด...ก็ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น

            จะแปลกอะไรถ้ามีคนเคยบาดเจ็บจนต้องเลิกเป็นทหาร

            เฮนริคัสรู้มาตั้งแต่แรกที่สมัครเข้าเป็นทหารฝึกหัด รู้ว่าชีวิตนี้จะเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้ายที่แสนเปราะบาง ทั้งยังโอนเอนพลิ้วไหวไปตามสายลมจนอาจทำให้เขาร่วงหล่นถึงแก่ความตายเข้าสักวัน แต่เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีห่วงใดๆ เหลืออีก ถึงตายไปก็ไม่เสียดายชีวิต

            ทว่าตอนนี้ไม่ใช่

            เขามีคนต้องดูแล มีคนต้องปกป้อง มีเป้าหมายที่ต้องบรรลุ ดังนั้นจะทิ้งชีวิตตัวเองต่อเมื่อคราวจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เขาจะไม่ลังเลเลยหากนั่นเป็นทางออกที่ดีที่สุดท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานซึ่งมีชีวิตของคนอีกมากเป็นเดิมพัน

            หรืออย่างน้อย...

            ขอให้การสละชีพครั้งนั้นช่วยให้ใครอีกหลายคนไม่ต้องพบเจอความเจ็บปวดแบบที่เขาได้รับ

            และแล้ววันแรกที่เขา จำเป็นต้องเสียสละก็มาถึง

            นั่นเป็นเรื่องของอีกสามปีต่อมาเมื่อเขาได้รับตำแหน่งผู้นำหน่วยตามที่ต้องการไว้หลังผ่านศึกสงครามย่อยระหว่างเผ่ามัจฉาและเผ่าวิหคมาหลายครั้ง สาเหตุที่อดีตผู้นำหน่วยมอบหน้าที่นั้นให้เขาโดยไร้ซึ่งความลังเลมาจากการที่สายตาเริ่มไม่สู้ดี

            ไม่ใช่เพราะเขาไม่ดูแลสุขภาพจนทำให้สายตาที่เคยดีประดุจเหยี่ยวผู้ครองเวหาตกต่ำจนแทบมืดบอด มองอะไรเลือนรางกว่าเคย แต่มาจากการกระทบกระเทือนที่บริเวณศีรษะระหว่างการต่อสู้ทำให้ไปโดนจุดที่ควบคุมประสาทการรับรู้ทางตาเข้า

            ผลที่ออกมา...คือเขาไม่สามารถมองเห็นในระยะที่ไกลเกินกว่าสองเมตร และบางครั้งก็อาการหนักยิ่งกว่านั้นหากร่างกายเริ่มเหนื่อยล้าและแสดงอาการต่อต้านคล้ายสั่งให้ไปนอนพักสายตา

            ด้วยเหตุสุดวิสัยนี้เองที่ทำให้เฮนริคัสได้ในสิ่งที่ต้องการเร็วกว่าที่คิด

            การเลื่อนตำแหน่งครั้งนั้นมีคนคัดค้านอยู่บ้างเพราะไม่มีการจัดการประลองขึ้นเนื่องจากอยู่ในช่วงต่อสู้รบกับชาววิหค และคิดว่าไม่น่าจะมีใครแข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อสามปีก่อนจนเอาชนะเฮนริคัสได้

            อย่าลืมว่าคนอื่นแข็งแกร่งขึ้น...เฮนริคัสก็เช่นกัน

            เขาตัดปัญหาด้วยการเปิดให้มีการท้าประลอง คนในหน่วยจะท้าเขาได้เพียงคนละหนึ่งครั้ง หากพ่ายแพ้ก็จำต้องยอมรับในการตัดสินนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ และผลคงไม่ต้องถามว่าเป็นเช่นไร เฮนริคัสสามารถจัดการคู่ต่อสู้ของเขาทุกคนได้โดยง่าย

            เมื่อก่อนฝึกเอง แต่เดี๋ยวนี้เขาพัฒนาจากการสู้รบจริง

            เลือดที่เปรอะเปื้อนใบหน้าทำให้รู้ว่าเขากำลังแบกรับชีวิตของคนที่สูญเสียอยู่ ไม่ว่าจะฝ่ายมัจฉาหรือฝ่ายวิหค ถ้าเลี่ยงได้ก็อยากจบสงครามด้วยความสันติ

            แต่พวกสภาผู้เฒ่านั่น...ไม่เคยคิดฟัง

            เขามาอยู่ตำแหน่งนี้ไม่ใช่เพื่อฆ่าล้างเผ่าพันธุ์วิหคให้หายไปจากโลก ไม่ได้อยากจะละเลงดาบนี้ด้วยเลือด เป้าหมายในอดีตยังคงฉายชัดในความทรงจำ และหนักแน่นไม่แปรผัน แต่เมื่อโดนจำกัดอำนาจเอาไว้จึงไม่สามารถทำอะไรโดยพลการได้อย่างที่ใจต้องการ

            คิดการใหญ่ย่อมต้องวางแผนให้ใหญ่ยิ่งกว่า

            นั่นจึงเป็นสาเหตุทำให้เขาจำต้องออกรบต่อไปเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ หากเลี่ยง ไม่ฆ่าได้ก็จะเลี่ยง โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ยังมีอนาคตรออยู่

            แต่เอาจริงๆ นั่นก็เป็นการปลอบใจตัวเอง หลอกตัวเองต่อไปไว้ในโลกที่สวยหรูท่ามกลางความจริงอันโหดร้าย เพราะอย่างไรก็ตามสุดท้ายเขาก็ลงมือ ฆ่าอยู่ดี

            ...แม้ใจจะไม่ต้องการ หรือมีเหตุผลหวังจบสงครามยังไงก็ตาม

            เนื่องจากนั่นเป็นเรื่องของอนาคต ไม่สามารถบอกได้ว่าผู้คนที่เสียสละในวันนี้จะเป็นผลให้จบสงครามได้จริงหรือเปล่า เหมือนการลงทุนที่ต้องหวังกำไร ซึ่งหลายครั้งผลที่ออกมาอาจไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้นัก ถ้าผลออกมาเท่าทุนก็ดีไป

            แต่ถ้าขาดทุน...ก็เตรียมรับผลกระทบที่ตามมา

            และยิ่งการลงทุนครั้งนี้หมายถึง ชีวิต

            วันเวลาผ่านไปจนเขาอายุได้ยี่สิบปีบริบูรณ์ รับตำแหน่งผู้นำหน่วยมาเป็นเวลาสองปีแล้ว ทว่ากลับมีผลงานโดดเด่น ไม่มีใครกล้าคัดค้านความคิดของเขาอีกต่อไป ยอมรับในฝีมือของเด็กกำพร้าที่ใช้ชีวิตด้วยตัวเองคนนี้โดยไร้ข้อกังขา ดังนั้นแผนการระยะยาวที่ตั้งใจไว้จึงเริ่มดำเนินการในที่สุด

            การขโมยสมบัติของเผ่าวิหค

            หากทำได้ก็จะลดปมด้อยหรือความจริงควรจะเรียกว่า ความโลภของทางสภามากกว่า กับแค่อยากบินได้ และมีคุณสมบัติทัดเทียมกับเผ่าพันธุ์คู่แค้น ทั้งที่ความจริงอยู่แยกกันสงบๆ ก็เป็นอันจบแล้วแท้ๆ ทุกคนมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย ก็เหมือนที่พวกเราว่ายน้ำและหายใจในน้ำได้กับเผ่าวิหคที่โบยบินท่ามกลางเวหาได้อย่างอิสระ

            อิสระในผืนน้ำ...กับอิสระบนท้องนภา

            ทำไมถึงชอบมองแต่ข้อด้อยของตัวเองกันนะ...

            เฮนริคัสเชื่อเลยว่าถึงได้สมบัติมาก็คงไม่จบง่ายๆ พวกสภาที่มีแต่ชอบทำตัวไร้สาระกินภาษีชาวบ้านไปวันๆ คงอยากให้เขาออกรบกับชาววิหคให้จบๆ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เสียมากกว่า แต่เพราะเขายืนยันความคิดของตัวเองมานานแล้วว่าไม่ต้องการทำอะไรแบบนั้น

            และถ้าพวกสภาจะบังคับให้เขาทำ...ก็เตรียมตัวคอหลุดจากบ่าได้เลย

            คนที่ดีแต่ใช้อำนาจทางอ้อม ไร้ซึ่งความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง หากสละคนที่อยู่ไปก็หนักแผ่นดินทิ้งเพื่อปกป้องชีวิตบริสุทธิ์นับร้อยนับพันเขาก็ยอมให้มือเปื้อนเลือดอีก

            นิ่งไปนาน มีอะไรหรือเปล่า ท่านผู้นำทัพหลักแห่งชาวมัจฉา

            เสียงของคนที่เขาเพิ่งจะแอบคิดนินทาดังขึ้นเรียกสติที่หลุดลอยให้กลับเข้าร่าง ก่อนโค้งกายอย่างอ่อนน้อมตามมารยาทที่ได้รับการฝึกสอน เงยหน้ากลับมายืนตรงอีกครั้งแล้วเข้าประเด็นสำคัญ มีอีกหนึ่งเรื่องที่อยากบอกพวกท่านทุกคนให้ทราบ  

            ว่ามา

            “เรื่องแผนการบุกหมู่บ้านชาววิหคครั้งต่อไป...เฮนริคัสแอบยิ้มที่มุมปากคล้ายรอเวลานี้มานานแล้ว เขาสบตาตรงๆ ไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่อคนที่มีอำนาจปกครองเมืองสูงสุด คนที่เคยมองเขาเป็นเด็กกำพร้าธรรมดาๆ ไม่เคยได้รับการดูแล เงินบริจาค หรือการสนับสนุนใดๆ

            จะได้จบกันสักที...กับสงครามงี่เง่านี่

            ผมจะยึดร่างของเด็กชาววิหคสักคนเพื่อลอบไปขโมยสมบัติ

            แม้นั่นจะหมายถึงการเสียสละตัวของเขาเองก็ตาม

           

            แง แม่จ๋า แม่อยู่ไหน...

            เสียงร่ำไห้ดังอื้ออึงไปกับเสียงปะทะกันของสองเผ่าพันธุ์ อาวุธที่ไม่ได้หยิบใช้มานานของหมู่บ้านที่รักสงบและอยู่ลึกในป่าจนไม่อยากเชื่อว่าจะถูกพบเจอเข้าจนได้ ท่ามกลางกองเพลิงที่ลุกโชติช่วงไม่ต้องจากความกระหายชัยชนะของทั้งสองฝ่าย

            แต่ล้วนแล้วทำเพื่อปกป้องใครสักคน

            แม้ชาวมัจฉาจะถูกประณามว่าเป็นฝ่ายก่อสงคราม แถมครั้งนี้ยังบุกโจมตีหมู่บ้านเล็กๆ ที่แทบไม่มีกำลังคนใดๆ พวกเขาอยู่อย่างสงบมาโดยตลอด ต่างจากบางหมู่บ้านที่ยังมีการกระทบกระทั่งกับคนต่างเผ่า เพราะแม้จะเผ่าวิหคเช่นเดียวกัน แต่ไม่ใช่ว่านิสัยใจคอจะเหมือนกันในทุกๆ แห่ง

            รู้แค่ที่นี่...ไม่ใช่คนก้าวร้าวอยากครองอำนาจแบบนั้น

            เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถ แม้รู้ว่าวันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายที่เขาจะมีโอกาสได้เห็นคนสำคัญของเขาในแบบที่เจ้าตัวเป็น

            เวทต้องห้ามโบราณ...เวทถอดวิญญาณ

            ไม่ว่าเขาจะคัดค้านความคิดนี้แค่ไหนเฮนริคัสก็ไม่คิดจะเปลี่ยนใจ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าโอกาสเสี่ยงผิดพลาดมีสูงมากจนน่าใจหายแท้ๆ จะเรียกว่าหัวแข็งหรือดื้อดึงไม่ยอมแพ้ดีก็ไม่ทราบ เขาท้วงให้ยกเลิกแผนการไปไม่รู้ตั้งกี่ครั้งกี่หนคำตอบที่ได้มาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

            ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนใจอีกฝ่ายไม่ได้...เขาก็ต้องทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด

            นั่นคือการเอาชนะศัตรูที่อยู่เบื้องหน้า!

            ต้องทำเพื่อท่านเฮนริคัส...ไม่สิ

            เนินสต์ชักปืนกระบอกเล็กที่เอาไว้ใช้เวลาจำเป็นจริงๆ หรือต้องการเผด็จศึก เพราะคู่ต่อสู้ระยะประชิดด้วยกันมักจะไม่คิดว่าคนอย่างเขาจะแอบซ่อนปืนเอาไว้ด้วย จ่อปากกระบอกไปที่กลางกระหม่อมของอีกฝ่ายโดยมืออีกข้างยังคงใช้ดาบสกัดเอาไว้ ดังนั้นชาววิหคคนนั้นจึงไม่มีโอกาสหลบเลี่ยงใดๆ

            ปัง...

            เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินสะบัดดาบที่เปื้อนคราบเลือดของชายเมื่อครู่ นี่เป็นดาบที่เฮนริคัสมอบให้เขา ต่างจากปืนที่เก็บเงินซื้อมาเองด้วยราคาย่อมเยาเพราะไม่ได้ใช้เป็นอาวุธหลัก มองร่างที่ไร้ชีวิตซึ่งนอนอยู่ข้างเท้าทั้งสองแล้วก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            ขอโทษนะ...เขาก้มลงใช้มือข้างหนึ่งปิดเปลือกตาที่เปิดค้างเพื่อส่งวิญญาณให้ไปสู่สุขคติ นอนหลับสบายในความตายอันเป็นนิรันดร์ แต่ผมต้องทำเพื่อพี่ชาย

            คนที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้...จวบจนวันตายในภายภาคหน้า

            ร่างสูงเหม่อลอยซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งท่ามกลางสนามรบ แต่มันช่วยอะไรไม่ได้ ในเมื่อความคิดของเขาตอนนั้นเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว

            กลัวจนแทบบ้าเมื่อคิดถึงโอกาสความเป็นไปได้ที่เฮนริคัสจะเป็นอะไรไป

            แม้หลังๆ เขาจะเรียก ท่านเฮนริคัสหรือแทนว่า คุณอย่างเรียบร้อยอ่อนน้อมตามยศศักดิ์เพื่อทำให้คนอื่นๆ ไม่มาดูถูกหรือต่อว่าที่ทำให้ตำแหน่งดูเหมือนชื่อที่ไร้ซึ่งพลัง เพราะถ้าเรียก พี่มากๆ คนจะเสื่อมความศรัทธา ไม่เชื่อถือ ทั้งๆ ที่มันก็เป็นเพียงการเรียกขาน

            เพื่อไม่ให้มีปัญหารบกวนจิตใจคนที่เขารัก เขาถึงได้ยอมเรียกคำเหล่านั้นจนหลังๆ ก็ชักติดเป็นนิสัย จะเรียกว่าพี่บ้างต่อเมื่ออยู่กันแค่สองคน

            เพราะแม้ถ้อยคำจะเปลี่ยนไปแต่ความรู้สึกนับถือก็ยังคงไว้อย่างถาวร

            ก็เหลือกันแค่สองคนนี่นะ หวังว่าจะไม่ทิ้งผมให้อยู่คนเดียวใช่ไหมครับ...พี่ชาย

           

            และแล้วช่วงเวลาที่เขาเกลียดชังก็มาถึง เนินสต์ยืนมองร่างที่ไร้ชีวิตของเด็กชายผู้มีเรือนผมสีเทา ต่างกับสีน้ำเงินเป็นประกายของพี่ ดูก็รู้ว่าฝั่งไหนได้รับการดูแลดีกว่า เรื่องรูปกายภายนอกไม่สำคัญนักถ้าเทียบกับว่าจะต้องเสียบุคลากรนักดาบชั้นเยี่ยมไปหนึ่งคน

            เพราะแม้ทักษะการอ่านการเคลื่อนไหว การกวัดแกว่งดาบจะยังคงอยู่ แต่ด้วยร่างกายที่เล็กลงมาก อายุเพียงห้าหกขวบ กล้ามเนื้ออะไรก็ยังไม่มีเพราะขาดการฝึกฝน หรือให้ถูกคือยังไม่เริ่มฝึกฝนการต่อสู้เลยสักนิด กว่าจะต่อสู้ได้อีกคงต้องฝึกกันอีกหลายปี

            เหมือนเริ่มต้นชีวิตใหม่...แค่เริ่มในร่างของศัตรู

            อักขระเวทปรากฏรอบกายร่างเล็กรวมถึงพี่ชายของเขาที่นอนข้างๆ พร้อมหลับตาแน่นสนิท อ่านจากสีหน้าก็รู้ว่าคงเครียดมากพอสมควร ถึงจะผ่านสงครามมากี่ครั้งแต่ความกลัวตายมันก็ต้องมีบ้างลึกๆ ในจิตใจ โดยเฉพาะเมื่อ เป้าหมาย ของเขายังไม่บรรลุ การเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับอะไรที่ไม่ถนัดคงยากที่จะทำใจยอมรับได้ง่ายๆ หากตายในสนามรบ ต่อสู้ด้วยการประดาบเขาจะไม่แปลกใจอะไรเลย

            เนื่องจากอย่างน้อยวินาทีก่อนโดนสังหารก็ยังรู้ว่าตัวเองพลาดเพราะอะไร

            แต่เรื่องเวทมนตร์ ทั้งยังเป็นเวทมนตร์โบราณที่หาคนเก่งขั้นปรมาจารย์นั้นยากแสนยาก ต้องพึ่งพวกเผ่าพันธุ์อื่นที่ถนัดมากกว่า แต่จะให้มาช่วยในสงครามเช่นนี้พวกเขาเหล่านั้นคงไม่ยอม

            สุดท้ายก็ต้องลองเสี่ยงกับดวงเอา

            และผลดวงประจำสัปดาห์ก็ออกมาว่าเฮนริคัส แวนท์...อัปโชคสุดๆ

            ความทรงจำที่เลือนหายถูกซ้อนทับโดยความทรงจำของเด็กน้อยชาววิหคประหนึ่งว่าเจ้าของร่างมาทวงคืน ซ้ำร้ายยังโดนจับตัวไปในจังหวะที่เนินสต์ไม่ทันมอง คละไปกับฝูงชนจนไม่อาจตามตัวเจอ ต้องมามีชีวิตอยู่อย่างลำบากทั้งที่ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น อุตส่าห์รอดชีวิตจากการสับเปลี่ยนร่างทั้งที

            ดันต้องมีชีวิตอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี ต้องเป็นคนใช้คนอื่นมากว่าห้าหกปี

            โดนทรมาน...โดยคนจากเผ่าพันธุ์เดียวกัน

            จากที่เคยเป็นเด็กกำพร้า กลายเป็น ทาส

           

            ถ้าไม่มีสงครามครั้งนั้น ถ้าไม่มีการสับเปลี่ยนร่าง ทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้ใช่ไหมนะชายคนเดิมยังคงเหม่อมองไปยังท้องทะเลกว้าง ที่ซึ่งเป็นหลุมศพของคนสำคัญของเขา คนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมามากที่สุดโดยไม่ต้องมีใครมาเทียบ

            ที่ว่างนั้นจะยังเป็นของใครคนนั้นเสมอ

            ไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

            จะไม่ลืมเด็ดขาด...

            คำสัญญาที่กระซิบให้สายลมเป็นผู้พัดพาส่งสารไปสู่คนที่ล่วงลับไปก่อน เสียงคลื่นดังกระทบฝั่งพาลให้นึกถึงช่วงเวลาดีๆ ก่อนจะเลื่อนตำแหน่ง การพบกันครั้งแรก การมีครอบครัวครั้งแรก จากที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาหลายปีกลายมาเป็นมีใครสักคนอยู่เคียงข้าง

            ทำไม...ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ด้วย

            และใครคนนั้นก็จากไปแล้ว

            ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเหมือนพยายามห้ามไม่ให้น้ำตาที่คลอเบ้าไหลเป็นสาย ไม่อยากแสดงความอ่อนแอต่อหน้าสถานที่ที่เป็นเหมือนหลุมฝังศพของคนสำคัญ ทั้งที่พยายามรั้งความรู้สึกเหล่านี้มาโดยตลอด แต่เหมือนจะมาถึงขีดจำกัดของเขาแล้วเช่นกัน

            ที่อดทนคงเพราะคำขอสุดท้ายของคนคนนั้นคือต้องการ...ให้เขายิ้ม

            เห็นแก่ตัวจริงๆ เลยนะ

            ว่าพลางส่งยิ้มที่แสนจะสดใสแม้มีคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่บ้าง เพื่อบอกให้รู้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยรอยยิ้ม จะใช้ชีวิตให้คุ้มค่าเผื่ออีกหลายคนที่ไม่มีโอกาส

            รวมทั้งคนคนนั้นด้วย

            สักวันเราคงได้เจอกันอีก จะกี่ชาติขอให้มาเป็นครอบครัวเดียวกัน

         แม้ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ ก็ได้ จะเป็นเด็กกำพร้าด้วยกันทั้งคู่ก็ได้ ร่างนั้นยังคงพูดต่อไปด้วยรอยยิ้มพลางเช็ดน้ำตาที่เปรอะเปื้อนใบหน้าของตน ไหล่ที่สั่นไหวจากความรู้สึกที่พรั่งพรู น้ำเสียงที่ขาดห่วงไปเป็นช่วงๆ คล้ายว่าหากเอ่ยถ้อยคำอะไรออกไปมากกว่านี้น้ำตาที่เพิ่งจะหยุดไหลจะได้เอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง จะเจอกันในฐานะไหนก็ได้ก็ขอให้ได้เจอกัน

            ถึงตอนนั้นแล้วนายจะยอมเป็นน้องชายฉันอีกครั้งไหม...เนินสต์

        

----------------------------------------------------------------------------------

19/10/2013

            ใกล้จบแล้วกับเนื้อเรื่องในส่วนของสงครามเผ่าวิหคกับมัจฉา (จบโดยสมบูรณ์ที่บท 25) ติดตามกันต่อไปแล้วกันเนอะ แต่ท่าทางช่วงนี้จะยุ่งๆ กัน ทั้งนักเขียนและนักอ่าน แอบเงียบเหงาเบาๆ

            ไม่ว่ายังไงบอกไว้ก่อนกันใครเข้าใจผิดว่านักเขียนยังคงลงต่อไปนะคะ ไม่ว่าเม้นจะน้อย ยอดอ่านจะน้อยให้ตายยังไง ส่วนตัวอยากเขียนเรื่องนี้ให้จบครบ 5 เล่มตามที่ตั้งใจไว้

            ก็มาสู้กันต่อไปเนอะ ^^

            เดี๋ยวพอจบบท 25 (วันที่ 9/11) แล้วจะขอเว้นช่วงสักพักนะคะ พอดีว่าเขียนจบไว้ที่บท 30 ก็จริง (บทสุดท้ายของ Vol.2) แต่เพราะการตัดจบมันค่อนข้างค้างมาก (มากถึงมากที่สุดไม่แพ้ตอนตัดของ Vol.1) จึงคิดว่าในเมื่อยังไม่สามารถมาลงตอนหลังจากนั้นได้ (คือยังไม่ได้เขียน) เลยหยุดไว้ตรงบท 25 ดีกว่า มันไม่ค้างคาขนาดนั้น =w=”

            (ก็ค้างนะ แต่ไม่เท่าตัดตอนบท 30)

            แต่ถ้าไรท์เตอร์ติดมหาลัยเร็วกว่านั้นก็จะลงเป็นปกตินะคะ มาช่วยกันลุ้นแล้วกันเนอะ ไรท์เตอร์ไปสอบมหิดล 26,27/10 ประกาศผล 19/11 ประกาศผลรอบสัมภาษณ์สัมภาษณ์ 3/12 ถ้าติดเรียบร้อยก็จะกลับมาลงแน่นอนค่ะ ^^

            ปล. ไรท์เตอร์ส่งประกวดเอนเตอร์แล้วนะคะ เป็นเรื่องใหม่ ออกดาร์คๆ หน่อย เล่มเดียวจบ หวังว่าจะติดนะ ถ้าติดขึ้นมานักอ่านทั้งหลายก็อย่าลืมช่วยกันโหวตล่ะ เพราะผลโหวตมีผลมากเลย ได้ท้อปโหวตก็ได้เข้ารอบชิงแล้ว แถมรอบชิงก็เอาคะแนนโหวตมาคิดด้วย =[]=!!

            ส่วนไพเรตยังลังเลอยู่ว่าจะส่งด้วยไหม อาจต้องส่งไอดีสำรอง คือตอนนี้ไพเรตส่งพิจารณาตรงอยู่กับเอนเตอร์นั่นแหละค่ะ (แอบส่งมาสองเดือนละ ตอนแรกอยากเก็บเป็นความลับ แต่มีคนถามมาเยอะว่าทำไมไม่ส่งประกวดเลยต้องมาแจ้งเหตุผล)

            เอาเป็นว่าหวังว่าจะติดสักอัน เพราะถึงติดโครงการได้มันก็มีโอกาสออกเล่มง่ายหน่อย มาช่วยกันลุ้นนะคะ >w<

            ประกาศผลโครงการเอนเตอร์วันที่ 2/12 ใกล้ๆ ประกาศมหิดลเลยอะ ช่วยกันลุ้นทั้งสองอย่างแล้วกันเนอะ ^^

            ส่วนผลพิจารณาตรงน่าจะไม่เกินธันวาเหมือนกันเพราะตอนนี้ 2 เดือนแล้ว เต็มที่ไม่เกิน 4 เดือนตามปกติอะนะ

            ไรท์เตอร์จะสู้ต่อไป เพราะงั้นนักอ่านเองก็อย่าเพิ่งหนีไปไหนนะ >w<

            เจอกันอาทิตย์หน้ากับครึ่งหลังค่ะ
 

----------------------------------------------------------------------------

26/10/2013

            ครึ่งหลัง เฉลยจนได้ว่าคนที่ตายคือ...คือ!! เนินสต์นั่นเอง โถๆ หนูเนินสต์ผู้ออกมามีบทบาทได้ไม่นานก็โดนถีบลงหลุมเสียก่อน เขาออกจะจงรักภักดี T^T

            //ไว้ถ้าใน Vol.5 ที่เป็นคล้ายๆ side story ถ้าคิดอะไรได้อาจแต่งเกี่ยวกับเขาคนนี้เพิ่มไปอีกหน่อย

            ในส่วนของประกาศไม่มีอะไรเพิ่มเติมนัก ขอแค่ใครอ่านของอาทิตย์ที่แล้วเรียบร้อย ถ้ายังก็เลื่อนขึ้นด้านบนนิดๆ เลย เจ้าท้ายบทของครึ่งแรกนั่นแหละ เกี่ยวกับการลงนิยายต่อๆ ไป บอกแล้วว่าไม่มีหนีหาย เพียงแต่นี่มันช่วงสอบเอนท์...เข้าใจไรท์เตอร์นะ T^T

            อย่าลืมมาช่วยกันเชียร์ด้วย รอลุ้นผลหลายอย่างเอาการ >w<

            สรุปคร่าวๆ ใหม่เผื่อใครขี้เกียจย้อนอ่าน

            1. ผลพิจารณา Pirate แบบส่งตรง >>ผลราวๆ ธันวา

            2. ผลพิจารณา The Twins แบบส่งตรง>>ผลราวๆ ธันวา-มกรา

            3. โครงการเอนเตอร์ >>ประกาศ 2/12 ถ้าติดอย่าลืมช่วยกันโหวตด้วยนะ >w<

            4. สอบมหิดล >>ประกาศ 19/11 ถ้าติดไรท์เตอร์จะได้กลับมาอัพต่ออย่างไม่มีติดขัด เย้ (เพิ่งไปสอบมาวันนี้ล่ะ ลุ้นสุดๆ แต่ก็คิดว่าตัวเองทำได้นะ เหลือสอบพรุ่งนี้อีกวัน)

            ส่วนเรื่องเข็มกลัดกับสมุดลายไพเรต ไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่ เพื่อนยุ่งๆ ภาพเลยยังไม่เสร็จ ไม่รู้จะทันงานวันที่ 16/11 (งานคาราวาน) หรือเปล่า T^T

            แต่ยังไงมีสั่งไปรษณีย์แน่นอนจ้า ^^

            ปล. จะทำปฏิทินพกมาแจกด้วย ใครอยากได้ยกมือขึ้น!!

            ปล.2 เจอกันอาทิตย์หน้ากับบทที่ 25 ซึ่งจะปิดฉากสงครามครั้งนี้ (แต่ยังไม่จบ Vol.2 นะ)


 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,373 ความคิดเห็น

  1. #1371 butterfly-white (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 10:08
    งง??? ใครเป็นคนเล่าเรื่อง เดี๋ยวเฮนริคัส เดี๋ยวเนินสต์ ...
    ช่วงสุดท้ายเข้าใจว่าเป็นเนินสต์เล่าเรื่องซะอีก เห็นนั่งอยู่ข้างหลุมศพ พอประโยคสุดท้ายกลายเป็นเฮนริคัสเฉย ????
    #1,371
    0
  2. #440 flameknight (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2555 / 19:12
    ต่อๆ สนุกมากเลยค่ะ
    #440
    0