Cremis Dimos มังกรพันธุ์ป่วน

ตอนที่ 46 : [CD] บทที่ 23 ก็เพราะจำได้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 530
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    8 ก.ย. 57

บทที่ 23 ก็เพราะจำได้

 

         ต่อแต่นี้ไปนายจะได้ใช้ชีวิตใหม่ เป็นรองหัวหน้าหน่วยของฉัน

         ให้ผมเป็นจะดีจริงๆ เหรอครับ?’

         เด็กอ่อนโยนอย่างนายนี่แหละที่จะเป็นผู้จบสงคราม

         ‘ผม?’

         ‘ต่อไปนี้ก็ขอฝากด้วยนะ เนินสต์

 

            ความทรงจำก็เป็นเหมือนจิ๊กซอว์เล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นขาว บางส่วนติดกันเป็นแผ่น บางส่วนกระเด็นไปไกลจนไม่อาจจดจำได้ อาจเพราะเป็นความทรงจำสมัยยังเด็ก

            หรือไม่ก็คงเป็นบางสิ่ง...ที่ไม่อยากจะจดจำ

            อยากฝังมันให้ลึกจนยากที่ใครจะมาแตะต้อง

            คำพูดเหล่านั้นยังคงได้ยินชัดในโสตประสาท ความไร้เดียงสาขอทหารหน้าใหม่ที่เป็นเหมือนน้องชายแท้ๆ ของผู้นำทัพอันแข็งแกร่งของเผ่าในเวลานั้น รอยยิ้มซื่อๆ ของคนที่ยังผ่านประสบการณ์การต่อสู้เพียงแค่ในรั้วเมือง ไม่เคยสัมผัสความจริงอันโหดร้าย

            ความจริง...ที่ต้องมีการสูญเสีย

            เลือดสดๆ ที่เปรอะเปื้อนใบหน้ายามต่อสู้สังหารศัตรูเหมือนเป็นเครื่องยืนยันถึงการยอมรับว่าตนนั้นไม่ใช่ผ้าขาวบริสุทธิ์อีกต่อไป หากไม่ใช่คนจิตวิปลาสก็คงจะไม่มีใครยินดีกับการต้องเข่นฆ่าเพื่อนร่วมโลกที่ไม่ได้ทำอะไรผิดทั้งยังต้องเอาชีวิตของตัวเองไปเสี่ยง

            ศัตรูทางเผ่าพันธุ์...คือสิ่งที่ทำให้เกิดการล้มตายโดยไม่จำเป็น

            คล้ายกับห่วงโซ่อาหารของสัตว์ที่มีผู้ล่าและผู้ถูกล่า เพียงแต่เมื่อเป็นเผ่าพันธุ์มีสติปัญญา หาใช่สัตว์สี่เท้าตามป่าเขาทำให้ความทรมานนั้นต่างออกไป เพราะมีความคิด มีจิตใจที่สูงกว่า

            เวลาโดนทำร้าย...จึงเกิดความคิดด้านลบมากกว่า

            และเกิดเป็นความแค้น

            ไม่ใช่ว่าสัตว์ธรรมดาอื่นๆ นั้นไม่มีความรู้สึก เพียงแต่เมื่อโดนทำร้ายหากไม่เอาคืนเสียเดี๋ยวนั้นตามสัญชาตญาณ เวลาผ่านไปก็ไม่ติดใจอะไร เพราะไม่สามารถจดจำหรือแบ่งแยกได้อย่างชัดเจนว่าใคร หรืออะไรที่เป็นคนทำร้ายมัน อาจมีบ้างบางโอกาสที่เป็นการฝังใจ ทำให้อนาคตเข้าจู่โจมสิ่งที่ลักษณะคล้ายคลึง แต่ความคิดก็ไม่ได้สลับซับซ้อนมากมายเหมือนเผ่าพันธุ์ชั้นสูงกว่า

            ทว่าเมื่อมีสติปัญญา มีความคิดอ่านที่มากขึ้น นั่นจึงเป็นที่มาของ การแก้แค้น

            ศัตรูทางเผ่าพันธุ์ พูดง่ายๆ คงเป็นการแก้แค้นกับคนหมู่มากโดยไม่สนใจว่าใครกันแน่คือที่มาของการผิดใจกัน หรือที่มาของการฆ่าฟันในคราแรก เพราะ ไม่รู้ทำให้เลือกที่จะระบายอารมณ์กับคนอื่น ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกัน แต่ก็ต้องมาต่อสู้ให้บาดเจ็บล้มตาย

            และสุดท้าย...มันก็จะวนเวียนต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ

            สงครามที่มีผู้คว้าชัยในครั้งนี้ คราหน้าก็อาจสลับตำแหน่งกัน ไม่มีอะไรที่แน่นอน ไม่มีอะไรที่ถาวร แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอคือการสูญเสีย ความโศกเศร้าที่เข้าครอบคลุมทั่วหมู่บ้านอันพังพินาศ น้ำตาที่เจือปนไปด้วยเลือดของคนในครอบครัว

            ร่างที่ยืนอยู่ริมชายหาดเหม่อมองไปไกลถึงขอบฟ้าสุดสายตา พระอาทิตย์กลมโตที่ค่อยๆ โผล่ขึ้นหลังผืนน้ำส่องประกายวิบวับ ก้อนเมฆเป็นริ้วบางไร้ร่องรอยของฝนที่ตกหนักเมื่อวันก่อน สายลมเอื่อยที่พัดผ่านสัมผัสผิวกายอ่อนเบาโดยไม่มีหวนคืน

            เหมือนเช้าวันใหม่ของอีกวัน...ที่ไม่มีทางเหมือนเดิม

            ทะเลคือต้นกำเนิดของทุกสิ่ง จะแปลกอะไรเล่าที่ชาวมัจฉาซึ่งเป็นเหมือนบุตรสมุทรเทพจะจบชีวิตด้วยการกลับคืนสู่ผืนน้ำสีน้ำเงิน คงไม่ต่างอะไรกับตำนานนางเงือกผู้กลายเป็นฟองคลื่นหวนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอีกครั้งอย่างไม่มีวันกลับ

            ภาพเหล่านี้ทำให้เขานึกถึงวันแห่งคำสัญญาของทั้งสองคนที่จะเป็นครอบครัวเดียวกัน ช่วยเหลือกัน เชื่อในตัวของกันและกันโดยไม่มีข้อกังขาใดๆ ต่อหน้าท้องทะเลที่สงบนิ่งไม่ต่างจากเวลานี้ บรรยากาศแสนจะคล้ายคลึงจนอดหวนระลึกความหลังไม่ได้

            แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่าง

            “เวลาผ่านมานานขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย

            รอยยิ้มสดใสแน่วแน่ที่เคยปรากฏบนใบหน้ายามให้คำสาบานตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา ความเจ็บปวดที่ทิ่มแทงลึกภายในอกอย่างที่ไม่สามารถถอนออก มองข้างกายที่เหลือสายลมเป็นเพื่อนยามเหงา ไร้เงาของคนที่ เคยอยู่ข้างๆ

            จุดสำคัญเพียงจุดเดียวที่แตกต่างคือการที่ตอนนี้คนที่ยืนอยู่นั้นมีเพียงหนึ่ง

            ...ไม่ใช่สองอีกต่อไป

            และไม่มีทางเป็นไปได้อีก

           

            สิบกว่าปีที่แล้ว

            แสงแดดส่องลงกลางหัวบ่งบอกเวลาเที่ยงวันที่ไม่ว่าใครถ้าหากทำได้ก็อยากอยู่บ้านสบายๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจของเผ่าพันธุ์ที่เรียกว่า...ความร้อน

            วันนี้ร้อนชะมัดเลย...เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีเศษถอนหายใจเป็นรอบที่สิบหลังจำเป็นต้องออกมาทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากกองประจำการ เนื่องด้วยอายุยังน้อยทำให้ตกเป็นฝ่ายถูกใช้งานจากรุ่นพี่จนต้องกัดฟันออกมาซื้อของทั้งที่เอาจริงๆ แล้วเขาก็ร้อนจนตัวแทบไหม้เหมือนกัน

            โดยเฉพาะเมื่อนี่เป็นช่วงฤดูร้อน!

            สำหรับเผ่ามัจฉาที่วิวัฒนาการมาจากปลาทำให้สภาพร่างกายไม่สามารถทนต่อความร้อนได้เท่ากับเผ่าพันธุ์อื่นๆ อาจไม่ถึงกับตายคาที่กลางถนนให้ชาวบ้านต้องมาหามศพ แต่หากปล่อยไว้นานๆ เดินกลางแดดช่วงเที่ยงโดยไม่ได้พักหลบเข้าร่มเงาก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นลมหมดสติ

            และเขาคงไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้

            เผ่ามัจฉาไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาหัวเป็นปลา ปากมันลื่น ดวงตากลมเหมือนลูกบอลอย่างที่บางเผ่าจินตนาการ พวกเขาไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ที่มีลวดลายของเกล็ดปลาตามลำคอและบางบริเวณ ดูรวมๆ อาจคิดว่าเป็นเผ่าของอสรพิษก็เป็นได้

            แต่จุดที่แตกต่างคงจะเป็นบริเวณหูที่คล้ายกับครีบปลา

            ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสายเลือดย่อยว่าวิวัฒนาการมาจากปลาชนิดไหน โดยส่วนมากสายที่มีประชากรเยอะที่สุดคือฉลาม ทว่าเมื่อยามปกติพวกเขามักอยู่ในรูปกายของมนุษย์คือซ่อนครีบ ซ่อนลายเกล็ดให้ดูบางที่สุดเท่าที่จะทำได้ดังนั้นคงแยกค่อนข้างยากว่าใครมาจากตระกูลไหน

            คนที่ควบคุมร่างกายตัวเองได้โดยสมบูรณ์ คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าเขาคือเผ่ามัจฉา

            ภายในหมู่บ้านที่มีแต่คนกันเองสมัยก่อนนั้นพวกเขาจะไม่ซ่อนรูปกายกันมากนัก เพราะสำหรับคนที่ไม่ได้รับการฝึกฝนก็นับเป็นเรื่องยากพอสมควร ต้องใช้สมาธิ จินตนาการ และปัจจัยอื่นๆ แล้วแต่ความสามารถของแต่ละคนจะทำได้ ดังนั้นจึงเห็นปะปนกันไปสำหรับคนที่เลือกจะ ซ่อน และ เปิดเผย

            เป็นสิ่งที่ ควรทำให้เป็น แต่ไม่ใช่ว่า จำเป็นถึงขั้นทำไม่ได้แล้วถึงตาย

            ก็นะ...อาจจะ ถึงตายจริงๆ ก็ได้ยามสงคราม

            นั่นเป็นเรื่องของหลายสิบปีก่อนที่เกิดสงครามครั้งใหญ่ หากใครอยากหลบซ่อนตัว ใช้ชีวิตที่สงบสุขหลีกเลี่ยงการต่อสู้ฆ่าฟันกัน ทักษะการควบคุมเอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์นับเป็นสิ่งสำคัญ เผลอๆ อาจจำเป็นกว่าความสามารถในการใช้ดาบด้วยซ้ำไป

            คุณป้าครับ ผมขอซื้อของตามใบรายการนี้ฮะเด็กหนุ่มพูดด้วยวาจาสุภาพอย่างที่ได้รับการสั่งสอนรวมทั้งการสังเกตส่วนตัวที่พบว่าหากแสดงท่าทางอ่อนน้อม เรียบร้อยมักจะได้รับความเอ็นดูและเห็นอกเห็นใจมากกว่าการแสดงอำนาจ

            มีอำนาจไม่ได้หมายความว่าจะได้มาซึ่งทุกสิ่ง

            การซื้อขายเป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีอะไรผิดแปลกจนกระทั่ง...

            พลัก!

            เด็กหนุ่มร่างเล็กกว่าเขาพอสมควรคนหนึ่งกระแทกใส่จนเซถอยหลังทำให้ชนเข้ากับแผงขายของ ผลไม้หลากสีสันสดใหม่เพิ่งเก็บจากต้นจำนวนหนึ่งหล่นเกลื่อนพื้นเสียของไปอย่างน่าเสียดาย

            ทหารฝึกหัดแอบเหลือบมองด้วยหางตาในเสี้ยววินาทีก่อนผู้มาใหม่จะตั้งหลักได้พร้อมกวาดเอาของที่ตกพื้นไปโดยไม่นึกรังเกียจ

            ทั้งสองสบตากันเพียงชั่วครู่ก่อนที่ร่างนั้นจะหายไปท่ามกลางฝูงชน

            มีเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายมากมายเพื่อจับตัวโจรที่ขโมยของซื้อของขายไปเต็มอ้อมแขน แม้จะไม่มีของมีค่าแก้วแหวนเงินทองใดสูญหาย แต่มันก็น่าเจ็บใจที่ร้านค้าต้องถูกก่อกวนขัดอารมณ์ ยิ่งอากาศร้อนระอุชนิดที่ไม่อยากขยับตัวไปไหนนี่อีก

            ในฐานะที่เป็นทหารฝึกหัดเขาควรจะตามไป

            แต่ไม่ว่าใครก็คร้านที่จะออกแรงเหนื่อยท่ามกลางแดดจ้า...รวมถึงเขาเองด้วย

            ขนาดเจ้าของร้านเองยังตามไปเพียงครู่เดียวแล้วตัดสินใจยอมแพ้ เอาเวลาวิ่งตามไปขายของที่มีอยู่ยังจะคุ้มค่ากว่ากันเยอะ

            เด็กหนุ่มถอนหายใจพลางตรวจของว่าครบถ้วนดีแล้วหรือยัง นึกถึงแววตาของโจรผู้นั้นแล้วก็ทำให้เขายิ้มออก มันเป็นความรู้สึกถูกชะตาบางอย่างที่น่าค้นหา อยากรู้ อยากสืบให้ลึกขึ้น อาจเพราะพวกเขามีอะไรที่เหมือนๆ กันซุกซ่อนอยู่ภายใน

            ไว้เราคงได้เจอกันอีก อ่า...

         เหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือแล้วก็ต้องสาวเท้าให้เร็วขึ้นพลางหัวเราะแห้งๆ กับตัวเองเมื่อนึกถึงใบหน้าของคนที่ใช้ให้เขาออกมาซื้อของ

         ตอนนี้คงต้องรีบเอาของไปส่งให้พวกพี่ๆ ก่อนจะโดนต่อว่าข้อหามาสายสินะ

 

            “ให้ตาย ทำไมกลับมาช้านัก!”

            เด็กหนุ่มตอบรับเพียงรอยยิ้มที่ออกจะฝืนๆ ไปบ้าง เป็นใครก็ต้องหงุดหงิดนิดๆ ที่คนตรงหน้าทำเพียงนั่งสบายๆ อยู่ในสำนักงานโดยส่งเขาออกไปซื้อของในช่วงพักทานข้าว หิวก็หิว เวลาพักก็น้อยนิดจนแทบไม่เหลือ ต่อจากนี้ยังต้องฝึกซ้อมการใช้ดาบอีก

            จะไม่ว่าอะไรมากหรอกนะถ้าจะบอกว่า ขอบคุณกลับมาสักคำ

            หรืออย่างน้อยมองเขาเป็นคนหนึ่งในหน่วย แม้ตอนนี้จะเป็นเพียงทหารฝึกหัด แต่ก็ไม่ใช่คนรับใช้ของใครที่จะต้องเสียสละเวลาพักที่หายากแสนยากมาสนองความต้องการของคนอื่นไม่เว้นวัน

            โดยเฉพาะไอ้การไปโกหกบอกหัวหน้าหน่วยว่าเขาออกไปเที่ยวเล่น

            ขอโทษนะครับ ใครจะไปเที่ยวเล่นกลางแดดเปรี้ยงๆ ตอนเที่ยงไม่ทราบ...

            บ่นในใจไปก็เท่านั้น ด้วยอายุยังน้อยทำให้แม้ฝีมือจะก้าวกระโดดเกินหน้าคนในรุ่นแค่ไหนก็ยังไม่ได้รับการยอมรับหรือมีใครมาสนใจ เวลาเท่านั้นที่จะช่วยเติมเต็มส่วนที่ยังขาดหาย ส่วนทางลัดอีกทางหนึ่งที่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จ

            ...ก็คือผลงาน

            ทว่าสิ่งนั้นมันก็ยากยิ่งเมื่อไม่มี โอกาสได้แสดงฝีมืออย่างที่ใจอยาก

            นายยังเด็กเกินไป

            ‘นายยังประสบการณ์น้อยเกินไป

            ‘นายยังอ่อนหัดเกินไป

            มีข้ออ้างสารพัดที่ขัดขวางไม่ให้เขาได้แสดงศักยภาพภายในที่ผ่านการฝึกฝนมามากไม่น้อยหน้าทหารรุ่นพี่ อาจเทียบหัวหน้าหน่วยไม่ได้ แต่กับรุ่นพี่บางท่านที่กินๆ นอนๆ ขยันเฉพาะต่อหน้าเวลามีหัวหน้าระดับสูงมาทดสอบฝีมือ ความสามารถและฝีมือคงไม่น้อยหน้าต่างชั้นนัก

            เผลอๆ เขาอาจจะเก่งกว่าเสียด้วยซ้ำ

            แต่ก็อาจเพราะเหตุผลนั้นแหละที่ทำให้รุ่นพี่ที่ แสนดีของเขาคอยหาข้ออ้างแทนเสร็จสรรพไม่ต้องคิดเอง เนื่องจากคนอย่างเขาไม่มีทางดูถูกตัวเองตั้งแต่ยังไม่ทันลอง

            ถ้าบอกว่าเรามันห่วย...ก็คงจะห่วยไปตลอดชีวิตนั่นแหละ

            สุดท้ายก็อดเข้าร่วมการคัดเลือกเป็นรองหัวหน้าหน่วยอีกตามเคย

            เขาได้แต่มองป้ายประกาศรับสมัครรองหัวหน้าหน่วยด้วยความรู้สึกเสียดายระคนหงุดหงิด หากไม่ใช่เพราะมีภาพลักษณ์ในสายตาเหล่าคนระดับสูงไม่ดี ดูเหมือนเป็นแค่วัยรุ่นหลายคนที่สมัครเข้าหน่วยเพียงเพื่อเอาไปอวดเพื่อน ไม่จริงจังกับงาน ฝีมือพื้นๆ มากพอไว้ทะเลาะกับเด็ก

            ถ้าไม่ใช่เพราะสาเหตุเหล่านั้น...เขาอาจมีโอกาสมากกว่านี้

            มันต้องมีสักทางสิน่า

            ไม่ใช่เพราะมีความมั่นใจในตัวเองจนเกินสมควร หรือคิดว่าตนเหมาะกับตำแหน่งสูงๆ เพียงอย่างเดียว แต่การจะแสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์แก่ทั้งรุ่นพี่ทหาร หัวหน้าหน่วย รวมไปถึงสภา ก็เห็นจะมีแต่การคัดเลือกรองหัวหน้าหน่วยเท่านั้น

            เหมือนเวทีเปิดตัวนักแสดงให้เป็นที่รู้จัก

            ครั้งแรกไม่จำเป็นต้องเอาชนะจนได้รับตำแหน่ง ขอแค่มีโอกาสยืดเส้นยืดสาย ทดลองการรับมือคู่ต่อสู้ที่มีฝีมือทัดเทียม มีทักษะ ไหวพริบพร้อมทั้งประสบการณ์ จะได้ถือว่าเป็นพัฒนาความสามารถให้ไปสู่ระดับขั้นต่อไป ไม่ใช่ฝึกซ้อมแต่กับสิ่งไม่มีชีวิตอย่างลมฟ้าอากาศ

            ถามว่าทำไมถึงไม่ซ้อมต่อสู้กับเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นทหารฝึกหัดเหมือนกัน

            ทำอย่างไรได้...ระดับมันต่างกันเกินไป ไม่มีใครอยากประมือกับคนที่สู้ไปก็รู้ว่าแพ้ตลอดหรอก    

            นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งทหารฝึกหัดมาตลอดครึ่งปีทั้งๆ ที่ฝีมือไม่ได้ด้อยไปกว่าทหารที่ผ่านเข้ารับการบรรจุงานจริงๆ แล้ว หนทางที่ต้องสร้างขึ้นด้วยเองย่อมยากกว่าการใช้เส้นสายของคนรู้จักเสมอไม่ว่าจะในงานสาขาอาชีพไหนๆ

            เขารู้ซึ้งกับเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรก...

            ทว่าถ้าล้มเลิกหรือท้อถอยก็คงไม่ตรากตรำอดทนอยู่ตรงนี้หรอก

            ทีนี้จะพิสูจน์ตัวเองยังไงดี?

            คำถามง่ายๆ ที่คำตอบสุดแสนจะยากผุดขึ้นในความคิด เนื่องจากคนแห่กันส่งลูกหลานเข้าฝึกฝนเป็นทหารฝึกหัดคล้ายเป็นค่านิยมในช่วงนี้ หวังให้พวกเขาเหล่านั้นเข้มแข็ง ดูแลตัวเองได้ หากมีสงครามเกิดขึ้นอีกเหมือนสงครามครั้งใหญ่ที่จบไปก็จะได้รู้จักป้องกันตัว เชื่อเถอะว่ามีไม่กี่คนที่สมัครด้วยใจอยากปกป้องบ้านเมืองจริงๆ

            บางคนหวังแค่มาเป็นทหารฝึกหัด เบื่อเมื่อไหร่หรืองานเริ่มหนักเมื่อไหร่ก็เลิกซะ

            เป็นความคิดมักง่ายที่ทำให้จำนวนทหารฝึกหัดมากเกินแก่ความจำเป็น นายทหารชั้นผู้ใหญ่จึงไม่มีเวลามาใส่ใจคอยเหล่มองว่าใครบ้างที่มีแววโดดเด่นน่าเอาไปปั้นให้เก่งกล้าสามารถไว้ใช้งานจริง แค่จะจัดการทดสอบวัดฝีมือยังยากเลยด้วยซ้ำ

            สาเหตุ...คงไม่ต้องถามนะว่าทำไม

            ยิ่งคิดก็ยิ่งปลงตกจนชวนให้ความหวังที่น้อยนิดอยู่แล้วพาลลดฮวบจนแทบเหลือศูนย์ เขาจริงจังกับเรื่องการเข้าร่วมเป็นหนึ่งในกองทัพมาก ส่วนหนึ่งคงเพราะอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อเผ่าพันธุ์

            อีกส่วน...เพราะนอกจากที่นี่แล้วเขาไม่มีใคร

            เขาก็ไม่รู้หรอกนะว่าเมื่อได้เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยแบบจริงๆ แล้วจะเป็นยังไง ได้ทำประโยชน์อะไรหรือเปล่า เพราะเรื่องการออกไปทำศึกสงครามก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยนัก แม้สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์มัจฉากับวิหคจะมีให้เห็นบ้างแต่ก็มักเป็นการทะเลาะกันเล็กๆ

            ไม่ได้บุกทะลวงเมืองจนทำให้ผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องหลั่งเลือด

            ถึงอย่างนั้นเขาก็อยากลอง...อยากมีคุณค่าในสายตาคนอื่นบ้าง

            เด็กหนุ่มซ้อมดาบกวัดแกว่งอย่างชำนาญอยู่คนเดียวเงียบๆ พลางคิดหาทางที่จะพิสูจน์ตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนรอบข้างเสียที พระอาทิตย์ดวงโตเริ่มคล้อยต่ำบ่งบอกว่าพลบค่ำกำลังจะมาเยือน ท้องฟ้ากลายเป็นสีส้ม เตือนสติใครบางคนว่ามีภารกิจต้องทำ

            ซวยแล้ว ยังไม่ได้ไปเก็บผลไม้ที่หน้าผาเลย!”

            เมื่อนึกออกก็รีบวิ่งออกจากลานฝึกซ้อมทันที หากแสงอาทิตย์หมดไปคงยากนักที่จะคาดคะเนว่าผลไหนสุก ผลไหนยังไม่สุก เขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านผลไม้ เผ่าพันธุ์ของเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ดังนั้นจึงต้องอาศัยสายตาในการมองแล้วแยกแยะด้วยสีที่ต่างกันเล็กน้อย

            การจะให้ดมกลิ่นมันยากเกินไปสำหรับเผ่ามัจฉาอย่างเขา

            ที่หน้าผาสูงติดกับชายฝั่งทะเลมีต้นไม้สูงแผ่กิ่งก้านอยู่ต้นหนึ่ง นับเป็นสถานที่ที่ทำให้เขารู้สึกสงบใจได้เสมอ ส่วนที่ต้องมาเก็บผลไม้ทุกวันคงหนีไม่พ้นการลดค่าใช้จ่าย เป็นที่รู้กันว่าเผ่ามัจฉานิยมทานเนื้อสัตว์ หรือผักเป็นส่วนใหญ่ตามบรรพบุรุษ น้อยนักที่จะทานผลไม้รสหวานเป็นอาหารหลักในการดำรงชีวิต

            แต่เพราะเขาไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอสำหรับค่าดาบและการกิน ทำให้ต้องเลือกสละอย่างหลัง

            บอกแล้วว่าการสู้ชีวิตด้วยตัวเองมันยาก...

            ทว่าแทนที่เขาจะพบต้นไม้ตั้งตระหง่านอยู่เพียงลำพัง กลับมีใครอีกคนงีบหลับอยู่ที่โคนไม้ ท่าทางหลับสบายไร้ความกังวลใดๆ ใบหน้ามอมแมมเหมือนเพิ่งไปตะลุยผจญภัยที่ไหนมาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนเยาว์ ชุดเสื้อผ้าที่ขาดเป็นรูบางบริเวณ เรือนผมสีน้ำเงินสั้นระต้นคอซึ่งพบเห็นมากในหมู่ชาวมัจฉา ร่างเล็กกว่าหลับตาพริ้มจมอยู่ในห้วงความฝันโดยไม่รู้เลยว่ามีผู้มาเยือน

            และเขาเองก็ไม่อยากจะกวนเวลาพักผ่อนของเด็กวัยกำลังโตเสียด้วย

            รีบเก็บผลไม้แล้วรีบไปดีกว่าแฮะเรา

            ไม่ทันที่จะได้จัดการเก็บผลไม้ตามหวัง เด็กน้อยกลับลุกขึ้นพรวดพราดพลางชักเอามีดสั้นเล่มเล็กจนดูเหมือนของเล่นแทนที่จะใช้ป้องกันตัวได้ ตั้งท่าเตรียมสู้ประหนึ่งเห็นเขาเป็นสิ่งมีชีวิตน่ารังเกียจ น่าเกลียดน่ากลัวที่กำลังคุกคามตนอยู่ทั้งๆ ที่เขาก็แค่มาเก็บผลไม้

            นายเป็นใคร!”

            เสียงใสที่ยังไม่แตกหนุ่มดังขึ้น แต่ไม่ทันจะมีโอกาสได้ตอบก็พลันนึกได้ว่าใบหน้านั้นแลดูคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน นาย...

            “บอกให้ตอบคำถามยังไงเล่า!”

            เมื่อโดนคนที่น่าจะอายุน้อยกว่าตวาดใส่ก็อดหงุดหงิดไม่ได้ ยิ่งช่วงนี้เขาโดนรุ่นพี่ใช้งานไม่ต่างอะไรกับคนรับใช้เสียด้วย แต่ก็ต้องข่มสติเอาไว้พลางนับเลขในใจ

            คิดเอาไว้...เราไม่ควรมาพาลกับคนอื่น

            ฉันชื่อ เฮนริคัส แวนท์เจ้าของนามเฮนริคัสตอบออกไปโดยไม่หวงชื่อหวงสกุลใดๆ เพราะเขาไม่มีทรัพย์สมบัติพอให้ไปบุกปล้นบ้าน รู้ชื่อไปก็เท่านั้น นายคือคนเมื่อกลางวันใช่ไหม?”

            “ถ้าใช่แล้วจะทำไม จะมาจับเข้าคุกหรือไง!” ร่างมอมแมมตรงหน้าแยกเขี้ยวเหมือนลูกแมวเวลาโดนขัดใจ ทั้งที่อายุไม่น่าจะห่างกันมาก แต่อาจเพราะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอทำให้รูปร่างดูเล็กกว่าที่ควรจะเป็น มองหน้าทำไม เดี๋ยวก็แทงซะหรอก!”

            “รู้แล้วๆ ฉันไม่จับนายหรอกน่าเฮนริคัสถอนหายใจเฮือกใหญ่ เห็นสภาพสุดจะโทรมแบบนี้แล้วใครจะหักใจทำเป็นใจร้ายใจดำจับยัดเข้าตะรางได้ลงคอ แถมเขายังรู้สึกถูกชะตากับคนคนนี้เสียด้วย ไม่รู้เพราะทำให้นึกถึงตัวเองสมัยก่อนหรืออะไร

            แววตาที่สู้ชีวิตนั้น...เหมือนเขาในอดีตสุดๆ

            นึกได้จึงล้วงเอาขนมปังในย่ามมาส่งให้ก่อนที่เด็กตรงหน้าจะเป็นลมหมดแรงล้มพับไปต่อหน้าต่อตาเสียก่อน แม้เขาจะไม่ค่อยมีเงินซื้อของดีๆ นัก แต่ถ้าเทียบกับเด็กจรจัดไม่มีบ้าน ไม่มีงานทำแล้ว นับว่าเขาสบายกว่าเยอะทีเดียว ถึงเงินเดือนจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินประหนึ่งค่าขนมของเด็กก็ตาม

            จริง...จริงๆ นะอีกฝ่ายรับขนมปังแล้วก็เบิกตากว้าง ท่าทางดีใจสุดๆ แต่ก็รีบเก็บซ่อนความรู้สึกในทันทีเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าแอบหัวเราะ มีอะไรน่าขำกัน!”

            “ขอโทษๆ แล้วไง ถามชื่อคนอื่นจะไม่บอกชื่อตัวเองตามมารยาทบ้างเลยเหรอ

            แววตาที่สดใสเหมือนเด็กทั่วไปพลันหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงความโศกเศร้าเมื่อนึกถึงความจริงข้อนี้ แม้ไม่อยากเอ่ยออกไปให้ตอกย้ำตัวเอง แต่จะเลี่ยงไปตลอดก็คงไม่ใช่

            “ผม...ผมไม่มีชื่อหรอก

            เฮนริคัสรู้สึกผิดที่ไปถามคำถามที่ไม่สมควรเข้า พยายามนึกเรื่องที่จะทำให้อีกฝ่ายยิ้มออกจนสุดท้ายก็เกิดไอเดียดีๆ ขึ้น เอางี้ไหม ฉันจะตั้งชื่อให้นาย

            “จะตั้งให้ผมเหรอ?”

            คนอายุมากกว่าพยักหน้า ก่อนจะพยายามสรรหาคำมาใช้เรียกเด็กคนนี้ เขาก็ยิ่งไม่มีเซนส์เรื่องการตั้งชื่ออยู่ด้วย ไอ้การที่จู่ๆ ต้องมาตั้งชื่อให้ใครสักคนมันยากไม่ใช่เล่น จะตั้งแบบส่งเดชก็ไม่ได้ เพราะเท่ากับว่าเด็กคนนี้จะต้องอยู่กับชื่อนั้นไปอีกนาน

            อืม...เฮนริคัสชักจะเครียด ก่อนความคิดนึงจะแล่นเข้าภายในหัว ชื่อ เนินสต์เป็นไง ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นชื่อนี้ แต่มันคล้ายกับแวบเข้ามาในหัว ชอบไหม?”

            “เนินสต์...อืม ต่อไปนี้ผมชื่อว่าเนินสต์ ยังไงก็ยินดีที่ได้รู้จักนะ

            “ฉันเองก็เป็นเด็กกำพร้า เคยผ่านอะไรไม่ต่างจากนายเท่าไหร่ เอางี้ไหม...เฮนริคัสยิ้มให้อย่างอ่อนโยนพลางลูบหัวคนที่อ่อนกว่าเขาเพียงสองสามปี แต่จิตใจที่บอบช้ำนั้นประหนึ่งเด็กอายุห้าหกขวบที่ต้องการคนให้ความสำคัญ ต่อไปนี้เราเป็นพี่น้องกัน นายคือ เนินสต์ แวนท์ โอเคนะ?”

            “พี่น้องงั้นเหรอ...เนินสต์นิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนยังรับกับสถานการณ์ตรงหน้าไม่ทัน ไม่เคยมีใครดีกับเขาอย่างที่เฮนริคัสเป็น อาจเพราะทั้งคู่มีปมของการเป็นเด็กกำพร้าเหมือนกันทำให้ออกจะเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของฝ่ายตรงข้าม อืม ยังไงก็ฝากตัวอีกครั้งนะ...พี่

            “ฮ่าๆๆๆ ไม่คิดว่าขโมยอย่างนายจะแทนตัวว่า ผมซะเรียบร้อยเชียวนะเฮนริคัสขำพรืดกับท่าทางที่แสนจะใสซื่อ แทนตัวว่า ผมเรียกเขาว่า พี่ช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะกล้าขโมยของเสียกลางตลาดกลางวันแสกๆ จนคนเขาวุ่นวายไปหมด

            แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน...ถ้าไม่ทำเขาก็อาจอดตายไปนานแล้ว

            ผมมีมารยาทพอแล้วกันน่า!”

            “นายรู้จักคำว่ามารยาทด้วยแฮะ ฮ่าๆๆ

            “อย่ามาล้อกันนะ ทีตอนคุยกับคุณป้าร้านขายของพี่ยังแทนตัวว่า ผมอยู่เลยไม่ใช่เหรอ!”

            “ก็นั่นมันคนอายุมากกว่า ไม่ใช่กับนายที่เด็กกว่าตั้งสองสามปีนี่นา รึไม่จริง?เฮนริคัสหัวเราะร่าเริงอีกครั้งก่อนจะขยี้หัวคนตัวเล็กกว่าด้วยความมันเขี้ยว ทั้งๆ ที่เพิ่งเจอกันได้ไม่นานแต่กลับมีหลายๆ อย่างเหมือนกันจนทำให้ความเก้อเขินไม่ปรากฏให้เห็นเลยสักนิด

            เหมือนทั้งคู่คือพี่น้องที่พลัดพรากจากกันอย่างไรอย่างนั้น

            “เลือกปฏิบัติ!”

            และแล้วเวลาก็ล่วงเลยผ่านไป นั่นคือครั้งแรกที่พวกเขาได้คุยกัน และจะมีครั้งที่สอง ครั้งที่สามตามมาอีกมากหลังจากเนินสต์ย้ายเข้ามาอยู่กับเฮนริคัส กลายเป็นครอบครัวสองพี่น้องกันอย่างสมบูรณ์ ความรู้สึกที่มีแต่เด็กกำพร้าด้วยกันถึงจะเข้าใจ

            ทว่าเมื่อมีครั้งแรกก็ต้องมีครั้งสุดท้าย...เพียงแต่ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ก็เท่านั้น

           

 

           

 

------------------------------------------------------------------------------------------------

6/10/2013

            อย่าแปลกใจทำไมไม่ลงเมื่อวาน นั่นเพราะยังอยู่ในค่ายกล้าวรรณกรรมรุ่นที่ 10 อยู่เลย ไม่มีคอมให้ลงอะ... ส่วนที่วันนี้มาซะสามทุ่มทั้งที่ถึงบ้านกลับจากค่ายตั้งแต่ห้าโมงเพราะลืมสนิท//โดนดีดกระเด็น

            อ่า...มันลืมจริงๆ นะ T^T

            สำหรับบทนี้เป็นฉากตอนหลังจบสงคราม และแน่นอน...ต้องมีการสูญเสีย แล้วก็ย้อนไปในอดีต คงพอเดากันได้นะว่าทหารฝึกหัดในเรื่องคือใคร และเด็กที่ขโมยของไปนั้นคือใคร อย่าสงสัยว่าทำไมครึ่งบทมันสั้นจัง เพราะนี่มันสามหน้านิดๆ เอง (ปกติบทละ 8 หน้าขึ้นไป) แต่พอดีถ้าลง 4-5 หน้ามันจะตัดขาดๆ แปลกๆ จนไม่ได้ความยิ่งกว่าเก่า = =”

            บทนี้นี่แทบอยากลงรวดเดียวจริงๆ นะ เพราะมันจะอินมากขึ้นเยอะ

            แต่ที่ไม่ทำแบบนั้น...เพราะเรื่องจบเร็วเกินก็เว้นช่วงนานนะเออ บอกแล้วว่าช่วงนี้ไม่ว่างแต่งเพราะติดสอบ T^T

            เกิดสแปร์หมดขึ้นมาต้องหยุดก่อนเลยนะนั่น

            สำหรับครึ่งหลังขอมาลงวันที่ 13 แทนนะ ไม่ได้ลงวันเสาร์ที่ 12 ไม่ใช่เพราะอะไร แต่อยากลงวันเกิดตัวเอง (นักอ่านโดดถีบ) อีกอย่างคือวันที่ 12 ไม่ว่างด้วยแหละประเด็น =w=”

            ส่วนเรื่องเข็มกลัดดูรายละเอียดในตอนก่อนได้สำหรับใครยังไม่รู้ข่าว ตอนนี้รอลุ้นภาพจากเพื่อนอยู่ ยังไงก็อย่าลืมอุดหนุนกันด้วยนะคะ ลายเสร็จเมื่อไหร่จะมาให้จองเพราะอยากนับจำนวน ไม่อยากทำเกินเยอะอะนะ

            เจอกันวันที่ 13 ค่ะ วันเกิดไรท์เตอร์เชียวนะ!!


 

            ปล. ในระหว่างอยู่ค่ายตอนกินข้าวอยู่มีคนมาขอลายเซ็นด้วย เห็นว่าเอาไปให้น้องที่ติดตามงานอยู่ เห็นบอกว่าชื่อไนต์ จงรายงานตัวมาซะ ไม่งั้นคราวหน้าจะยึดลายเซ็นคืน!!

            ปล.2 หากในงานหนังสือหรืองาน Carnival Fantasy(16/11) เจอกันก็ทักกันได้นะเออ


 

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------

13/10/13

            วันเกิดไรท์เตอร์ >w< //ผิด

            วันนี้มาลงช้ามากกกกกกกกกก(x10)

            เพราะมีทั้งออกไปสอบ CU Sci ที่จุฬา แล้วไปตีแบตกับญาติๆ กว่าจะถึงบ้านล่อซะสี่ทุ่มกว่า แล้วมาตอบเม้นในเฟสที่รวมๆ แล้วประมาณ 120 เม้น =[]=!!

            ขอบคุณนักอ่านเช่นกันนะคะที่ยังติดตามกันมาจนถึงตอนนี้ ทนอยู่กับไรท์เตอร์บ้าๆ บอๆ ออกจะติงต๊องสุดๆ ไม่ว่าจะคนที่เม้นเรื่อยๆ หรือนักอ่านเงา แค่มาอ่านก็ดีใจจะแย่แล้ว ไรท์เตอร์ก็ต้องสู้ต่อไปเพื่อพัฒนาตัวเองและเข็นมันเป็นเล่มให้ได้

            สำหรับเรื่องนี้จะเอาไปประกวดของเอนเตอร์ด้วย ไม่รู้จะติดกับเขาบ้างไหม ช่วยกันลุ้นด้วยนะคะ >w<

            เจอกันใหม่เสาร์หน้าค่ะ (กลับมาลงวันเสาร์เหมือนเดิม)

            ขอให้ทุกคนมีความสุขนะคะ ^^

            //เรื่องภาพร่างเข็มกลัดจะขึ้นตอนใหม่ลง

 

            สำหรับเนื้อหาสงครามระหว่างเผ่ามัจฉาและเผ่าวิหคดำเนินมาจนใกล้จะถึงจุดจบแล้ว เดี๋ยวบทที่ 25 ก็จบเรียบร้อยสมบูรณ์ในส่วนนั้น ก่อนจะเริ่มต้นเนื้อเรื่องถัดไป

            แน่นอน...นักอ่านเก่าคงพอเดาได้ เรื่องเน้นๆ ไปทางหนูเครมิสกับหนูลิวอิสนั่นเอง!!

            ใครคิดถึง "ฮาห์น ไมท์เนอร์" ก็เตรียมตัวได้เลย เพราะ 'เขา' คนนี้กลับมาแน่!!


 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,373 ความคิดเห็น

  1. #1258 Sintear (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2556 / 21:43
    พี่น้องคู่นี้น่ารักจังเลยค่ะ พอคิดว่าเฮนริคัสฆ่าตัวตายแล้วเสียไต กระซิก TvT
    ปล.แต่เนินสต์เปลี่ยนไปเยอะจริงๆ...
    #1,258
    0
  2. #1188 Namfon13 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2556 / 00:10
    ยอมรับกันเป็นพี่น้องง่ายแท้ 555
    ป.ล.เกิดวันที่ 13 เหมือนกันเลยค่ะ แต่คนละเดือน~
    #1,188
    0
  3. #1185 Cloudy Darker (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2556 / 00:41
    ไม่ได้มาอ่านนานเลย (ขอโทษทีค่ะ งานยุ่งมาก TT) 

    อืม... เนื้อหาเริ่มเข้มข้นขึ้นแล้วนะเนี่ย...~
    #1,185
    0
  4. #415 worm-book (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2555 / 21:03
    โอ๊ย สงสารหนูฮอฟฟ์เหลือเกิน ไม่น่าหลวมตัวตามเครมิสมาแต่แรกเล้ย Y_Y
    #415
    0
  5. #414 nrn_forever (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2555 / 18:41
    เบื้องหลังฟริตซ์เป็นยังไงกันแน่ละเนี่ย แอบหลอนงั้นเหรอ อ๊ากกกกกก อยากอ่านต่อมากมายค่ะ
    #414
    0
  6. #413 Chocolate Black (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2555 / 10:59
    รู้สึกว่าบทนี้ฮอฟเปลืองแรง(ตัว)ที่สุดแฮะ=w=

    ในที่สุดอาโดเอ๊ย!ฟริตส์ก็มีบทกับคนอื่นเค้าหลังจากยืนเป็นตัวประกอบรอบทนางเอก(?)อยู่ซะนาน
    #413
    0