Cremis Dimos มังกรพันธุ์ป่วน

ตอนที่ 44 : [CD] บทที่ 22 ก็เพราะอยากจบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 552
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    8 ก.ย. 57

บทที่ 22 ก็เพราะอยากจบ

 

            “วางอาวุธให้หมด ไม่งั้นตาแก่นี่ตาย

            เสียงของเด็กชายดังก้องได้ยินโดยทั่วกันเมื่อใช้เวทลมเป็นตัวขยายเสียง ทุกคนต่างหยุดนิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวใดๆ ไม่ว่าจะฝ่ายมัจฉาที่เป็นพวกเดียวกันทางจิตใจหรือชาววิหคที่ น่าจะเป็นพวกเดียวกันทางร่างกายภายนอก

            โดยเฉพาะอย่างหลัง...แทบลืมหายใจ

            พวกเขาทั้งตกใจ ทั้งสับสน ไม่อยากเชื่อว่าคนตัวเล็กดูไร้พิษสงเช่นนี้จะลงมือทำสิ่งที่เรียกว่า การข่มขู่ได้อย่างหน้าตาเฉย แววตาคู่นั้นไร้ความลังเล สัมผัสได้ถึงความเย็นชา ปราศจากอารมณ์ความรู้สึก ไม่ต่างอะไรกับหุ่นที่มีไว้เชิดให้เป็นไปตามความต้องการของเบื้องบน

            เครื่องจักร...ที่มีไว้สังหารศัตรูยามสงคราม

            ไม่เหลือคราบเด็กชายชาววิหคธรรมดาๆ ที่อ่อนต่อโลกอีกต่อไป กลับจากหน้ามือเป็นหลังมือโดยสิ้นเชิง แม้ภายนอกจะยังคงเดิมแต่เพียงแค่จับจ้องไปที่ดวงตาคู่นั้น

            เป็นใคร...ก็รับรู้ถึงความแตกต่าง

            รวมทั้งการกระทำครั้งนี้ด้วย

            อย่าเอาแต่นิ่งนัยน์ตาสีเทาฉายแววไม่พอใจเพียงเล็กน้อยก่อนจะกดคมดาบให้บาดผิวเหี่ยวย่นของชายชราจนเกิดรอยแผลบางๆ เลือดสีแดงไหลช้าๆ ไล้จากต้นคอลงสู่เบื้องล่างตามแรงโน้มถ่วง รอยแดงที่เผยเห็นเป็นสายเร่งให้บรรดาทหารชาววิหคทิ้งอาวุธในมือโดยไม่ต้องคิดซ้ำเป็นหนที่สอง ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริกเหมือนลูกไก่ในกำมือ

            บอกแล้ว...ว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับคนในเผ่าเหมือนเป็นครอบครัวใหญ่

            ดังนั้นคงไม่แปลกหากจิตใจอันแสนเปราะบางจะแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อเห็นผู้นำที่เป็นเหมือนคุณปู่ คุณทวดที่ตนเคารพนับถือมาหลายปีมีสีหน้าเจ็บปวด อึดอัดจากทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น และหัวใจที่แทบจะวายตายเมื่อดาบยังคงจ่ออยู่ที่ลำคอ

            พริบตาเดียวเขาอาจเหลือแต่เพียงชื่อและตำแหน่ง

            ...ไร้ซึ่งดวงวิญญาณ

            ความรู้สึกหวิวๆ ในอกทำให้ผู้ที่ผ่านประสบการณ์มามากเริ่มทำใจต่อชะตากรรม อย่างไรเสียเขาก็มีชีวิตอยู่บนโลกนี้มามากพอแล้ว ถึงจะต้องจบชีวิตเร็วไปสักหน่อยแต่ก็คงเร็วกว่าไม่มากหรอก ผู้นำคนใหม่ก็ถูกเลือกไว้ตั้งแต่หลายปีก่อน

            และนั่นทำให้เขานึกถึง พี่ชายของเด็กที่ชื่อ ฮอฟฟ์

            แม้ใบหน้าจะถอดแบบมาจนน่าตกใจ แต่ดวงวิญญาณที่อยู่ในร่างกายกลับเป็นศัตรูทางสายเลือดเสียอย่างนั้น นั่นทำให้เขาไม่กล้าลงมือทำอะไรเพื่อทำร้ายเด็กคนนี้เลยสักนิด ไม่อย่างนั้นมีหรือที่จะยอมให้ถูกจับนิ่งๆ โดยไม่พูดไม่จาอย่างที่เป็นอยู่

            ถึงจะรู้อยู่เต็มอกว่าคนตรงหน้าเป็นครอบครัวเดียวกันแค่ภายนอกเท่านั้น

            ก็นะ...ความเคยชินที่ต้องให้ความสำคัญกับคนในเผ่าเป็นอันดับหนึ่งนั้นไม่ได้เปลี่ยนกันง่ายๆ จะว่าพวกเขาเป็นเผ่าที่จิตใจอ่อนแอ ถูกชักจูงง่ายยังไงก็ช่าง

            ข้าคงมาได้แค่นี้สินะ...

            หัวหน้าเผ่าคนปัจจุบันหลับตาลงช้าๆ เหมือนปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามสมควร เขาไม่อาจยื่นมือเข้ายุ่งหรือแทรกแซงเหตุการณ์ครั้งนี้ได้เลยแม้แต่น้อย ด้วยสังขารที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา พละกำลังที่ลดลงต่างจากวัยหนุ่มเมื่อหลายสิบปีก่อน

            เขาเป็นได้แค่ อดีตคนที่แข็งแกร่งเท่านั้น

            และตอนนี้...อาจจะเป็น อดีตผู้นำ

 

            เจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินยาวประบ่าและรอยแผลเป็นที่ใต้ตาซ้ายแอบกระตุกยิ้มด้วยความดีใจ ยืนอยู่เคียงข้างเงียบๆ ไม่ออกความเห็นมาตั้งแต่เมื่อครู่ ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามที่ตนเองต้องการ เขาอยากเห็นภาพเช่นนี้มาตั้งนานสองนานแล้ว ภาพของท่านเฮนริคัสที่กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าเช่นเดิม มีเขาเป็นรองหัวหน้า คอยให้การสนับสนุนในทุกๆ ด้านตามแต่คนคนนี้จะบัญชา

            และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

         ท่านเฮนริคัส...กลับมาเป็นคนเดิมแล้วสินะ

            แววตาสีเขียวมรกตส่องประกายสนุกสนานเหมือนเห็นเรื่องพวกนี้เป็นของเล่น สนามรบเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เดินเล่นสบายใจโดยมีมดปลวกกำลังต่อสู้กันโดยเอาชีวิตเข้าแลก

            และมีพวกเขา...เป็นเจ้านาย

            เนินสต์ยิ้มหวานอยู่ดีๆ ก็พลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นเหี้ยมโหดเมื่อรับรู้ได้ถึงผู้บุกรุก และไวเท่าความคิดเขาจึงไม่รอให้ศัตรูได้ใจเปิดการโจมตีสบายๆ อย่างที่ควรจะเป็น เขายกดาบเรียวยาวอันเป็นอาวุธหลักของตนขึ้นตั้งรับกรงเล็บแหลมคมที่พร้อมฉีกกระชากเนื้อสดๆ หรือแม้แต่เกราะเหล็กได้อย่างทันท่วงที

            ช้าเพียงเสี้ยววินาที...อาจมีการนองเลือด

            “คิดว่าจะไม่กลับมาซะแล้วนะครับถ้อยคำยังคงความสุภาพตามนิสัยของเจ้าตัว แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับสะท้อนความรู้สึกใจจริงที่ไม่ สุภาพอย่างที่คิด อาวุธในมือเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเมื่อผู้เป็นนายพลิกคมดาบในเสี้ยววินาทีเพื่อให้ศัตรูที่โถมเข้าใส่เสียหลักพุ่งไปทางด้านหลังเมื่อไม่มีแรงต้าน มาให้ผม ฆ่าสินะครับ...คุณเครมิส

            และจังหวะหลังจากนั้น...เขาก็แค่หันตามไปลงดาบอีกสักทีเป็นอันจบเรื่อง

            หมับ!

            แขนข้างที่ถือดาบถูกมือปริศนาคว้าเอาไว้จากด้านหลังทำให้รู้ว่าคู่ต่อสู้ไม่ได้มีเพียงหนึ่ง แต่พาสมาชิกเพิ่มมาอีกคน และคนคนนั้นก็แรงเยอะพอจะรั้งไม่ให้อีกฝ่ายทำร้ายเพื่อนรักของเขา ใบหน้าของเนินสต์และผู้มาใหม่มีรอยยิ้มหรือให้ถูกควรเรียกว่า แสยะยิ้มเหมือนๆ กัน

            ยุ่งไม่เข้าเรื่องจริงๆ นะครับ...

            เนินสต์พยายามสลัดมือที่บีบแขนของเขาจนเป็นรอยด้วยความสุขุม เก็บซ่อนความรู้สึกตื่นตระหนกไว้ข้างในไม่ให้ศัตรูเห็นจุดอ่อนพลางใช้หางตาเหล่มองจอมป่วนเจ้าของเรือนผมสีแดงเพลิงที่เข้ามาแทรกเมื่อสักครู่ เขาไม่อยากให้ใคร หรืออะไร มายุ่งวุ่นวายจนทำให้แผนการครั้งนี้ผิดพลาด

            และที่หวาดกลัวที่สุดคงหนีไม่พ้นการที่จะต้องสูญเสีย เฮนริคัสไปอีกครั้ง

            ไม่ว่าจะทางตรง...หรือทางอ้อม

            สิงโตหนุ่มยักไหล่น้อยๆ เหมือนไม่ใส่ใจว่าตัวเองจะเป็นส่วนเกินมากแค่ไหน เขาตามเครมิสมาเพียงเพราะป้องกันไม่ให้ใครบางคนเอาตัวเข้าลุยแหลกแบบไม่คิดหน้าคิดหลังจนแผลเก่าเปิดหรือได้แผลใหม่ให้ช้ำในเล่น ยังมีแรงมาต่อสู้ก็พละกำลังเกินมนุษย์ไปไกลแล้ว

            แผลเก่าไม่ทันหาย...แผลใหม่ก็ กำลังจะเกิด

            ข้าทำตาม หน้าที่ก็แค่นั้นฟ่องฟ่องไม่วายเน้นย้ำคำบางคำเป็นพิเศษเนื่องจากรู้ดีว่าอีกฝ่ายเองก็มี หน้าที่ที่ต้องทำเช่นเดียวกัน

            แม้จะอยู่คนละฝ่าย แต่ความปรารถนานั้นกลับไม่แตกต่างกันนักคืออยากให้เรื่องนี้ จบลงด้วยดี

            ...โดยที่ชัยชนะอยู่ฝั่งของตน

            และปกป้องคนสำคัญ

            “ผมคงจะให้คุณทำตาม หน้าที่ที่พูดมาไม่ได้หรอกครับเนินสต์กระตุกยิ้มเหี้ยมก่อนจะกระชับด้ามดาบคู่ใจหวังชิงจังหวะที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังเผลอเพื่อเล่นงานให้จบเรื่องจบราว เวทสายน้ำถูกเอื้อนเอ่ยแผ่วเบาเหมือนเสียงกระซิบ ลายสลักสีน้ำเงินปรากฏวาบพร้อมเสริมพลังในการโจมตีให้มากยิ่งขึ้น ตวัดเพียงฉับเดียวก็สัมผัสได้ถึงความรุนแรงที่ไม่ธรรมดาเหมือนรูปร่างภายนอก

            สิงโตหนุ่มไม่พลาดท่าง่ายๆ อย่างที่คิด เขากระโดดถอยหลังเพื่อหลบหลีกการโจมตีด้วยสีหน้าเฉยชาแสดงถึงการตอบรับในศึกครั้งนี้ เรือนผมสีส้มถูกเฉือนไปเพียงไม่กี่มิลด้วยอานุภาพความเร็วของดาบจนเกิดสายลมกรีดเป็นรอยแผลบางๆ ตามเนื้อตามตัว

            ข้าก็ไม่อยากเปลืองเวลามากนัก...

            ฟ่องฟ่องไม่สนใจบาดแผลเหล่านั้นเลยสักนิด สำหรับเขามันแทบไม่ระคายผิวอะไรมากนัก เจ็บไม่เท่าโดนมดกัดด้วยซ้ำ ปล่อยทิ้งไว้เดี๋ยวเดียวก็สมานตัวเอง แต่ที่ทำให้เจ้าตัวแสดงสีหน้าไม่เป็นมิตรอยู่เดี๋ยวนี้คงหนีไม่พ้นการที่ต้องมายืนอยู่วงนอกมองเพื่อนของตนทนแรงกดดันมหาศาลโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้

            ทั้งที่เขาไม่อยากให้สองคนนั้นต้องเจอกันอีก

            เจ้านี่มันตัวเกะกะชัดๆ

            คิดในใจด้วยความหงุดหงิดแต่ก็ต้องรีบกระโดดหลบอีกครั้งเมื่อคู่ต่อสู้ไม่ยอมปล่อยให้พักเกินอึดใจ เนินสต์ทำเสียงจิ๊จ๊ะเมื่อเห็นว่าการโจมตีของตนพลาดเป้าไปอีกครั้งอย่างหวุดหวิด แม้จะเพิ่มพลังของดาบด้วยการใส่เวทลงไปแต่หากศัตรูสามารถหลบหลีกได้ตลอดแบบนี้มีแต่จะทำให้เขาเปลืองพลังโดยใช่เหตุ

            และคงเป็นเรื่องไม่ดีเอามากๆ ถ้านั่นทำให้เขาหมดแรงจนตกเป็นรอง

            ฟ่องฟ่องแทบอยากจะตะโกนด่าสักรอบกับการกระทำแสนจะลอบกัดของคนตรงหน้า เขาหรืออยากจะไปซัดกับเด็กชายที่บังอาจทำให้ใครบางคนแถวนี้ซึมจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคนมากกว่า ปล่อยสองคนนั้นไว้ด้วยกันมีแต่จะเจ็บปวดทั้งสองฝ่าย

            เคร้ง!

            ฟ่องฟ่องรับดาบนั้นไว้อย่างตรงไปตรงมา ขี้เกียจที่จะหลบซ้าย หลบขวาเหมือนก่อนหน้านี้ เขาเบื่อเต็มทนกับการที่จะต้องมาอดทนอดกลั้นไม่ให้พลั้งมือ ฆ่าใครลงไปจริงๆ แต่จะหงุดหงิดยิ่งกว่าเมื่อเห็นเพื่อนของเขามีสีหน้าลำบากใจ อยากช่วยแต่ก็มีคนขัดขวาง การได้แต่มองอยู่ห่างๆ แบบนี้เขาไม่ต้องการเลยสักนิด ไม่อยากจะผิดพลาดแบบตอนแรกที่เอาแต่ซุ่มเงียบอยู่ไกลๆ

            จนเรื่องราวมันสายเกินแก้

            “ถ้าเจ้ายังไม่หลบไป... นัยน์ตาสีชมพูจับจ้องไปที่ดวงตาของอีกฝ่ายเหมือนต้องการกดดันและต้อนให้จนมุมเหมือนสัตว์ตัวน้อยที่ไม่อาจสู้เจ้าป่าอย่างเขา เขี้ยวคมเผยที่มุมปากพลางพูดต่ออย่างทีเล่นทีจริงชวนให้ขวัญผวากว่าเดิม ข้าจะทำให้เจ้ารับรู้ถึง ความโง่ของตัวเจ้าเองที่มายุให้ข้าโมโห

            ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดของปัญหานี้ก็คงหนีไม่พ้น...การเอาชนะอีกฝ่ายแล้วถีบไปให้ไกลลูกตา!

            หากเป็นคนอื่นคงจะเผยสีหน้าหวาดกลัวจนแทบจะคลานหนี แต่เพราะคนตรงหน้าคือเนินสต์ ไม่ใช่ลูกกะจ๊อกฝีมือครึ่งๆ กลางๆ ธรรมดา เพียงพริบตาอีกฝ่ายก็ปรากฏกายเบื้องหลังของสิงโตหนุ่มแทนคำตอบ ชักเอาอาวุธรองมาใช้ในยามจำเป็น

            ปัง!

            ลูกกระสุนฝังเข้าที่ข้างลำตัวโดยไม่ทันได้ขยับหนีพร้อมเลือดสีแดงสดที่ไหลเปรอะเปื้อนเสื้อจนเป็นวงกว้างโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ

            ...แล้วร่างนั้นก็ทรุดฮวบ

 

            เครมิสสะดุ้งเฮือกหัวใจแทบลงไปเต้นที่ตาตุ่ม เขารีบหันไปตามเสียงปืนหวังไม่ให้เพื่อนที่ยอมตามมาสมทบอย่างฟ่องฟ่องต้องรับเคราะห์แทนเพียงเพราะความประมาทของเขา ทั้งที่ไม่ควรบุกเข้ามาโดยไม่วางแผนแต่ใจมันทนไม่ได้หากจะเห็นร่างเล็กที่ เคยใสซื่อบริสุทธิ์ต้องแปดเปื้อนไปด้วยกลิ่นคาวเลือดอีกครั้ง

            เพราะถ้าลงมือไปแล้ว...คงยากที่จะหันหลังกลับ

            ทว่าสุดท้ายแล้วความหวังของเครมิสก็เป็นอันต้องทลายลง แตกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนมีใครเอาไม้หน้าสามมาฟาดกระจกจนไม่เหลือชิ้นดี ภาพของคนที่แสนจะคุ้นเคยทรุดลงไปนั่งกับพื้นทั้งยังต้องกลิ้งตัวหลบลูกกระสุนที่ตามมาอีกนัดในระยะประชิดจนแทบไม่มีเวลาให้หยุดหายใจ

            ฟ่องฟ่อง...

            มังกรหนุ่มถึงกับสมองหยุดทำงาน นัยน์ตาเบิกกว้างคล้ายไม่อยากยอมรับความจริง การเห็นคนที่เขาให้ความสำคัญต้องมาลำบาก ต้องมาเจ็บตัวแทน มันทรมานยิ่งกว่าการถูกซ้อมปางตายเป็นไหนๆ

            โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายต้องมาเจ็บ...เพราะเขา

            เคร้ง!

            เครมิสหันกลับมารับดาบของคู่ต่อสู้ที่เขา จำเป็นต้องรับมืออย่างรู้ทัน แม้จะเจ็บปวดทุกครั้งเมื่อคิดถึงช่วงเวลาที่เดินทางมาด้วยกัน แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ เพียงไม่นานนัก แต่สำหรับเขาแล้วมันมีค่ากว่าเงินทองมากมายที่ใช้ไปกับการเดินทางนัก ดาบเรียวยาวนั้นไม่เข้ากับส่วนสูงของร่างตรงหน้าเลยสักนิด ลึกๆ ในใจก็อยากถามถึงเรื่องราวที่มาที่ไปให้รู้เรื่องหลังจากพยายามคาดเดาด้วยตัวเองจนแทบบ้าไปหลายครา

            ตกลงแล้วคนตรงหน้าของเรา...คือใครกันแน่

            เนื่องจากจู่ๆ เด็กชายก็เปลี่ยนท่าทีกลายเป็นใครอีกคนที่เขาไม่รู้จัก เดินจากไปโดยไม่คิดร่ำลา ปรากฏกายอีกครั้งก็ใช้ดาบจ่อคอคนเฒ่าคนแก่อย่างผิดวิสัยทั้งยังเป็นผู้นำทักการบุกครั้งนี้ แล้วอย่างนี้จะให้คนสมองช้า วิเคราะห์อะไรไม่ค่อยทันอย่างเครมิสเข้าใจได้หรอก

            ฮอฟโฟลี่...คิ้วเรียวขมวดเป็นปมด้วยสีหน้าที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก เครมิสไม่รู้จะจัดการกับเรื่องตรงหน้ายังไง ยิ่งไม่รู้อะไรเลยทำให้ไม่กล้าทำอะไรสักอย่าง การจะหาทางซัดคนตรงหน้าให้สลบเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยากเกินความสามารถของเขาเลยสักนิดเนื่องจากอีกฝ่ายอยู่ในร่างของเด็กตัวน้อย เวทมนตร์ก็ไม่ได้เก่งเทพมาจากสำนักไหน เรี่ยวแรงก็คงสู้มังกรอย่างเขาไม่ได้

            แต่ไอ้การที่ ไม่รู้นี่แหละ...ทำให้ตัดสินใจลำบาก

            เฮนริคัสผงะถอยหลังไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อนั้นอีกครั้ง กระชับดาบในมือแน่นเหมือนเป็นหลักยึดเหนื่อวจิตใจเดียวที่เหลืออยู่ ชื่อที่แม้ใครบางคนจะชอบผันจนเพี้ยนไม่มีชิ้นดีทำให้เขารู้สึกผิด

            รู้สึกผิดที่พรากชีวิตของเจ้าของชื่อ...

            ใช่แล้ว...ตอนนี้เขาไม่ใช่ฮอฟฟ์ จาโคบัส เด็กชายผู้น่าสงสารที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกจับเป็นทาส โดนทรมานสารพัดจนแทบกระอักและได้รับการช่วยเหลือจากมังกรตรงหน้าอีกต่อไป

            “กรุณาเรียกให้ถูก ฮอฟฟ์ที่นายรู้จักไม่อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้วเฮนริคัสพุ่งตัวเข้าใส่พลางหมุนตัวเตะหวังให้คนตรงหน้านับเขาเป็นคู่ต่อสู้อย่างจริงจังเสียที ไม่มีใครต้องการชัยชนะที่ได้มาเพราะความสงสารหรือเห็นใจหรอก ชื่อของฉัน...คือเฮนริคัส

            เครมิสใช้แขนรับการโจมตีนั้นไว้ก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายยังไม่เอาจริง แม้เขาจะไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของเด็กชายนัก จู่ๆ ก็ดันมาเปลี่ยนสรรพนามในการแทนตัวอีกเล่นเอาไปไม่ถูก

            ทำอย่างไรได้ในเมื่อเครมิสไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังเรื่องการสลับวิญญาณ และท่าทางเฮนริคัสก็ไม่อยากจะเปิดปากเล่านิทานบทนี้ท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานสักเท่าไหร่ หากยังไม่ลืมจะจำได้ว่ามีอีกหนึ่งคู่ที่ปะทะกันอย่างดุเดือดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล และสองคนนั้นก็ไม่ได้มีความคิดเรื่องที่จะออมมือให้กันและกัน เผลอๆ ถ้าโมโหมากๆ อาจฆ่ากันตายในอีกไม่กี่นาทีนี้

            เฮนริคัสไม่อยากให้เนินสต์ต้องมาเผชิญกับความเจ็บปวดแห่งการยึดติดที่อุทิศชีวิตให้กับเขาอีก ส่วนเครมิสก็ไม่อยากเห็นเพื่อนรักต้องเจ็บตัวไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

            ทว่าจะให้จัดการคนตรงหน้า...ก็ทำไม่ได้

            แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปสมรภูมิรบข้างล่างก็จะปะทุอีกครั้งไม่ช้าก็เร็ว ไม่มีทางที่ทั้งชาววิหคและชาวมัจฉาจะยอมยืนเฉยๆ เป็นผู้ชมที่ดีแน่นอน

            และสุดท้าย...ก็ต้องเกิดการสูญเสียอยู่ดี

            ฮอฟฟ์...ไม่สิ เฮนริคัสสินะ

            เครมิสเรียกชื่อที่แท้จริงของอีกฝ่ายโดยไม่คิดผันจนมั่วใดๆ เพราะรู้ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่สมควร รอยยิ้มที่พยายามฝืนเพื่อปิดบังความรู้สึกโศกเศร้าถูกส่งให้แม้รู้ดีว่าอีกฝ่ายคงไม่ต้องการ เขาอยากคิดว่านี่เป็นแค่ความฝัน ขอให้ฟ่องฟ่องมาตบหน้าสักทีก็คงจะตื่นขึ้นจากฝันร้าย

            ...แต่เพราะมันเป็นความจริง ที่อกซ้ายถึงได้เจ็บจี๊ดจนแทบทรุด

            เราขอถามอะไรหน่อยได้ไหม

            เครมิสรู้สึกว่าการฝืนยิ้มนี่มันช่างลำบากกว่าที่คิดมาก ยิ่งเห็นร่างตรงหน้ายังคงตอบรับด้วยความเฉยชาก็พาลให้เจ็บช้ำน้ำใจยิ่งกว่าเดิม เขาพยายามอย่างหนักที่จะไม่ให้อารมณ์อันแสนจะแปรปรวนไม่ปกติของตนครอบงำ

            จนแยกไม่ออกระหว่างความจริง...กับสิ่งที่เขา อยากให้เป็นจริง

            เฮนริคัสยังคงมีสีหน้านิ่งไม่ทั้งตอบรับและปฏิเสธ เมื่อเห็นว่าอย่างไรอีกฝ่ายคงไม่ยอมเปิดปากพูดต่อง่ายๆ เครมิสจึงตัดปัญหาด้วยการเอาความหน้าด้านเข้าสู้ ถามไปเลยตรงๆ ไม่คิดอ้อมค้อมให้เสียเวลาอีกเนื่องจากได้ยินเสียงการต่อสู้ใกล้ๆ แล้วหัวใจจะวายตายด้วยความเป็นห่วง

            เขาไม่อยากให้ฟ่องฟ่องบาดเจ็บ...และก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายต้อง ฆ่าใครอีก

            ตลอดเวลาที่ผ่านมา...เครมิสเว้นช่วงไปเล็กน้อยคล้ายปากเจ้ากรรมไม่อยากจะถามคำถามนี้ออกไปเพราะกลัวคำตอบ แต่สุดท้ายก็หักใจพูดออกไปจนได้ ทั้งหมดเป็นแค่คำโกหกเหรอ?”

            “...

            “ทั้งเรื่องที่ถูกจับเป็นทาส เรื่องที่โดนทรมาน เรื่องที่มีพี่ชาย เรื่องที่อยากเป็นพ่อครัว ที่เคยเล่าให้ฟัง...เป็นแค่คำโกหกจริงๆ อย่างนั้นเหรอ

            เครมิสพูดออกไปก็เหมือนมีมีดนับร้อยกรีดมาที่แผลเก่าให้มันแผลงฤทธิ์อีกครั้ง เขาไม่อยากคิดถึงเรื่องนี้เพราะกลัวความจริง กลัวว่าทุกอย่างจะเป็นเพียงความโง่เขลาของเขาเองที่ถูกหลอก ถูกปั่นหัวให้เต้นไปตามเกมของคนอื่น

            ไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย...

            ร่างเล็กตรงหน้าไม่แสดงสีหน้าใดๆ ออกมาให้จับสังเกต ไม่รู้เพราะเป็นคนเก็บอาการเก่งหรือไม่สนใจคำพูดของเครมิสกันแน่ เวลาผ่านไปครู่หนึ่งก่อนเด็กชายจะยิ้มยะเยือกแล้วตอบกลับอย่างไร้เยื่อใย พาลให้ใครต่อใครรู้สึกเจ็บช้ำยิ่งกว่าเดิม แล้วแต่จะคิด

            เฮนริคัสจงใจไม่บอกความจริงออกไปเพราะกลัวความใจอ่อนที่เกิดจากความสัมพันธ์จะส่งผลให้ตัวเขาเปิดช่องว่างอย่างไม่น่าให้อภัย มีคนต้องเจ็บปวดเพราะเขามามาก และถ้าวันนี้จัดการเรื่องราวต่างๆ ได้สำเร็จ ทุกอย่างก็คงจบสิ้นเสียที

            ตอนจบ...ที่มีเขาเป็นผู้เสียสละ

            แค่คนเดียวก็พอ

            เมื่ออีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมืออย่างที่คิดเครมิสก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปลอบใจตัวเองว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ใครที่เขารู้จักตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ตอนนี้เหลือเพียงศัตรูที่นำความวุ่นวายมาสู่หมู่บ้านแสนสงบที่อุตส่าห์ให้ข้าว ให้ที่พักกับพวกเขา

            ...งั้นคงจะไม่แปลกอะไรหากเขาจะทำกับคนที่เขา ไม่รู้จักเช่นนี้

            เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าที่เฮนริคัสคาดเอาไว้ เพียงเสี้ยววินาทีที่มังกรหนุ่มย้ายร่างของตนเองมาอยู่ตรงหน้า เข้าประชิดจนห่างกันเพียงไม่กี่นิ้ว ใบหน้าของเครมิสเฉยชา ปรากฏเพียงรอยยิ้มยะเยือกเหมือนเจ้าตัวได้ทิ้งความเกรงใจไปหมดสิ้นไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้หลังได้รับคำตอบเมื่อครู่ของเด็กชาย

            ไม่มีเครมิสผู้ร่าเริงใจดีอีกแล้ว

            เครมิสลงมือทันที มือแกร่งตรงเข้าบีบคอของเด็กชายได้อย่างง่ายดาย มืออีกข้างกำข้อมือขวาของอีกฝ่ายเพื่อบังคับให้ปล่อยดาบในมือ ด้วยความที่แรงเยอะเป็นทุนเดิมจากสายเลือดแห่งมังกรจึงทำให้ร่างบอบบางตรงหน้าดิ้นไปไหนไม่หลุด

            การต่อสู้ระยะประชิดกับเครมิส...ถ้าไหวพริบไม่ดีจริงคงไม่มีทางได้รับชัย

            เพราะแค่พละกำลังก็ห่างกันคนละชั้น

            เนินสต์ที่อยู่ห่างออกไปถลึงตาใส่เครมิสพลางเล็งปืนไปที่หัวหมายขู่กลายๆ ไม่ให้ทำอะไรรุนแรงกับหัวหน้าอันเป็นที่รักของเขา ลืมคู่ต่อสู้ที่ตนประมือด้วยอยู่โดยสิ้นเชิง ทำให้ฟ่องฟ่องเองอาศัยจังหวะนี้ใช้กรงเล็บของตนจ่อไปที่ลำคออีกฝ่ายเช่นกัน

            เครมิสมองภาพนั้นแล้วก็รู้สึกอยากหัวเราะออกไปดังๆ กับการที่พวกเขาต้องมาต่อสู้เสียเลือดเสียเนื้อกันแบบนี้ เพียงแค่เขาออกแรงเพิ่มอีกนิดๆ หน่อยๆ คนตรงหน้าก็จะไปสบาย ไม่ต้องรับรู้อะไรอีก เพราะมังกรอย่างเขาเห็นปืนธรรมดาที่ไม่ได้อัดพลังเวทเป็นแค่ของเล่นเด็กเท่านั้น

            ก็นะ เรียกปีกออกมากันไว้ให้ถูกจังหวะ หรือมองวิถีกระสุนให้ออกแล้วเอียงคอหลบก็จบเรื่อง ชัยชนะอยู่กับเขาเห็นๆ เพราะในวินาทีถัดมาฟ่องฟ่องก็คงจัดการสังหารมือปืนสมัครเล่นทันที เรียกได้ว่าไม่มีทางที่เขาจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการต่อสู้เด็กเล่นเช่นนี้

            นี่คือสาเหตุที่เครมิสไม่รู้สึกหวาดกลัวหรือรีบร้อนเลยสักนิด เขายังมีเวลาอีกเยอะ

            เยอะพอ...ให้ตัดสินใจอีกครั้ง

            ตอบตรงๆ ได้ไหม...สีหน้าเครมิสเปลี่ยนเป็นเหนื่อยใจอีกครั้งคล้ายยังมีห่วงที่ตัดไม่ขาด เขาไม่อยากให้เรื่องจบแบบนี้ ไม่ได้อยากทำร้ายใคร ไม่อยากต้องพรากชีวิตไปจากใครหากไม่จำเป็นจริงๆ ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย

            มือที่บีบคอเล็กๆ ของเด็กชายคลายออกเล็กน้อยเหมือนต้องการสื่อว่าลึกๆ แล้วก็ไม่อยากทำอะไรอีกฝ่าย และพร้อมเสมอที่จะเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟังถึงสาเหตุของสงครามที่ไม่มีใครอยากให้เกิดนี้

            สงคราม...ที่มีแต่ความเจ็บปวด

            เฮนริคัสทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อสบตาเข้าให้กับเนินสต์ที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลก็เหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่อก ไม่สามารถบอกเล่าความอึดอัดทั้งหมดออกไปได้อย่างที่ใจต้องการ รู้ดีว่าทุกอย่างมาจากความใจอ่อนของตนที่ตัดไม่ขาดพอๆ กับเครมิส

            แต่มันคงเศร้าใจน่าดูหากจะมีจุดจบอยู่ตรงนี้โดยยังไม่ได้บอกความจริง

            ทำไมเขาจะไม่รู้...ว่าเครมิสสามารถสังหารเขาได้ง่ายๆ ไม่ตอนนี้ก็มีเวลาอื่นอีกเยอะ

            เพราะรู้ดีเช่นนั้นจึงยอมเอ่ยปากในที่สุด ฉัน...ฉันไม่ใช่เด็กชาววิหคผู้น่าสงสารอย่างที่เข้าใจมาตลอดห้าหกปีที่ผ่านมา

            “หมายความว่ายังไง

            เครมิสเลิกคิ้วฉงน สีหน้าอ่อนลงมากแต่มือยังคงเอาไว้ที่รอบคอเด็กชายตรงหน้าเพื่อความปลอดภัย เขาไม่อยากถูกหลอกง่ายๆ อีกเป็นครั้งที่สอง ความรู้สึกของการถูกหักหลังไม่ว่าใครก็ต้องไม่พอใจ มันเหมือนถูกปั่นหัวให้เดินไปตามเกมของคนอื่น

            ชีวิตของเขา...เขาอยากใช้มันให้สนุกสนานมากกว่า

            ร่างเล็กยังคงยิ้มไม่ออกบอกไม่ถูก เขาทั้งสับสนทั้งไม่มั่นใจ กลายเป็นว่าความตายอาจเป็นสิ่งที่เขาปรารถนามากกว่าที่คิด แต่นั่นก็จะเป็นการใจร้ายกับเนินสต์เกินไปที่อาจจะต้องจมอยู่กับความเศร้า และยึดติดกับการแก้แค้นต่อไปอีกหลายปี

            และไม่แน่ สำหรับคนหัวรั้นแบบนั้น...อาจตลอดชีวิต

            ฉันความจำเสื่อม ลืมว่าตัวเองเป็นใคร และแลกร่างนี้กับเด็กคนนั้นมาเพื่ออะไรเฮนริคัสตอบออกไปตรงๆ แม้รู้อยู่เต็มอกว่านั่นคงไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นมากนักก่อนเหลือบตามองเครมิสอย่างจริงจัง นายจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่นี่คือความจริง

            ความจริงที่ไม่อยากยอมรับ...

            ร่างเล็กแค่นหัวเราะในลำคอถึงชะตากรรมอันน่าอดสูที่จนแล้วจนรอดก็ยังคงตามหลอกหลอนไม่มีที่สิ้นสุด ความอัปยศสำหรับเผ่ามัจฉาอย่างเขาที่ดันย้ายร่างแล้วความจำเสื่อม ต้องโดนเผ่าพันธุ์เดียวกันจับไปเป็นทาส ทรมานสารพัดจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน

            สู้ตายเพราะพิษบาดแผลตั้งแต่ตอนนั้นอาจดีกว่าต้องมารับรู้ความจริง!

            เครมิสยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่หลังลอบสังเกตสีหน้าของเนินสต์ที่เหยเกแล้วก็พอจะเดาได้ว่านั่นเป็นเรื่องจริง เนินสต์คงจะร้อนรนใจไม่น้อยเนื่องจากกลัวคนสำคัญของเขาเปลี่ยนใจ ใจอ่อนกลับไปเป็นวิหคน้อยธรรมดาเหมือนก่อนหน้านี้

            กลับไปเป็นคน...ที่เขาไม่สามารถอยู่ด้วยได้

            เพราะถ้าตัดขาดจากเผ่ามัจฉาแล้วก็มีแต่ต้องเป็นศัตรูกัน พวกผู้อาวุโสเมื่อทราบเรื่องคงหาทางกำจัดอย่างถึงที่สุดเนื่องจากการเป็นผู้นำระดับสูงมาก่อนย่อมรู้ข้อมูลลับภายในมากมาย ทั้งผังเมือง ที่ซ่อน และทุกสิ่งทุกอย่างแห่งเผ่ามัจฉา แม้เนินสต์ไม่ต้องลงมือเองก็จะมีใครสักคนในกรมโดนสั่งให้ไปลอบสังหารเข้าจนได้

            เฮนริคัสเป็นผู้นำทัพมานาน ได้รับความเชื่อถือและยกย่องเป็นวีรบุรุษของเผ่า แต่เพราะอย่างนั้นหากเปลี่ยนใจไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม หรือละทิ้งเผ่าแล้วล่ะก็...

            คนที่รู้มากไปย่อมต้องโดนเก็บเป็นธรรมดา

            และมันคงจะทรมานใจน่าดูหากต้องทนเห็นภาพคนที่ตนตามหามานานถูกใครก็ไม่รู้สังหารจนไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้อีก

            ท่านเฮนริคัส...เนินสต์พ่นลมหายใจเพราะคิดว่าคงห้ามอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ จะบอกความจริงกับคนพวกนี้ก็ไม่เป็นไร ขอแค่อย่าทำอะไรเสี่ยงตายเป็นพอ บอกพวกเขาไปก็ได้ครับ

            ...ถ้ามันจะทำให้คุณไม่ต้องทำหน้าเฉยชาทั้งที่ในใจแอบร้องไห้อยู่คนเดียว

            เนินสต์ลดปืนลงแล้วเก็บมันเข้าไปในซองเพื่อแสดงความจริงใจว่าจะไม่แผนสูงแอบลอบยิงในจังหวะที่เฮนริคัสกำลังพูด เขาแอบเขม่นเครมิสเสียทีนึงเนื่องจากไม่พอใจที่อีกฝ่ายยังคงไม่ยอมปล่อยคนที่เป็นทั้งครอบครัวและเจ้านายของเขา

            ฟ่องฟ่องเห็นดังนั้นก็ลดมือลงบ้าง แต่ก็เดินอ้อมมาประจันหน้า จ้องคู่ต่อสู้ของตนคล้ายพยายามจับผิด บาดแผลที่เอวยังคงเจ็บแปลบๆ พาลให้อารมณ์ขุ่นมัว อยากเผด็จศึกซ้อมคนตรงหน้าให้ปางตายจนไม่มีหน้ามาสร้างปัญหาให้พวกเขาอีก

            และนิสัยอย่างฟ่องฟ่อง...แม้อีกฝ่ายจะหมดสติไปแล้วคงไม่วายกระทืบซ้ำเพิ่มอีกสองสามที

            มังกรหนุ่มถอยเว้นช่องว่างให้เล็กน้อยก่อนจะรับรู้ได้ถึงผู้มาใหม่ที่ยอมเผยตัวหลังจากแอบซุ่มมานาน เขาหันไปหาด้วยใบหน้ามึนๆ งงๆ จนคนเพิ่งมารู้สึกอยากโดดถีบแปลกๆ

            ทำหน้ามึนแบบนั้นหมายความว่ายังไง เครมิส ดิมอส!”

            เรือนผมสีทองสลวยทำให้นึกออกทันทีว่าเขาคือใคร แม้จะบทบาทน้อยไปมากหลังมีคนเสียบแทนอย่างฟ่องฟ่อง แต่เครมิสคงไม่ชั่วร้ายขนาดจะลืมแล้วถามกลับว่า นายเป็นใคร?’ หรอก

            ถ้าเป็นอย่างนั้นคงได้มีศึกภายในจนเลือดโชกก่อนพอดี

            “เราแค่ลืมไปแปบเดียวเอง แต่พอทำหน้าดุๆ เหมือนฟ่องฟ่องก็จำได้ทันทีเลยนะเครมิสยิ้มร่าเหมือนไม่รู้สึกสักนิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ผิด

            “หน้าดุเหมือนหมอนั่นเนี่ยนะ!”

            เมื่อโดนลากไปเกี่ยวข้องด้วยฟ่องฟ่องก็หันมาจ้องตาเขียวเป็นการเตือนว่าถ้าพูดมากไปกว่านี้ถึงจะเป็นเพื่อน(ใหม่) ของเครมิสเขาก็ไม่เอาไว้เหมือนกัน ข้าก็ไม่อยากโดนเอาไปเปรียบเทียบกับเจ้าเหมือนกัน

            ก็อย่างที่เคยกล่าวไว้...ว่าเขาไม่ถูกชะตากับแวมไพร์ตรงหน้าเท่าไรนัก

            อย่าทะเลาะกันเพราะเราเลยว่าพลางแสร้งทำเป็นร้องไห้เหมือนนางเอกในละครที่ต้องเป็นคนกลางห้ามไม่ให้คนสองคนสู้กัน

            ช่างเป็นคนที่ดูสถานการณ์ไม่เป็นเอาเสียเลย...

            บรรยากาศกดดันเมื่อครู่หายวับไปกับตา ทำเอาแต่ละคนลืมสนิทว่ากำลังอยู่ในสนามรบที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่ใช่เวทีตลกที่มาตบมุกแป็กๆ ตามงานวัด เล่นเอาเฮนริคัสแทบลืมเรื่องที่ตนจะเล่าไปเสียสนิท ในใจแอบขำกับความใสซื่อของคนที่เขาอยู่ด้วยมาสักพัก

            สมกับเป็นพี่เครมิสจริงๆ...

            ด้วยความเผลอไผลจึงแอบคิดในสิ่งที่ไม่ควร เขาตัดสินใจตั้งแต่ตอนที่เดินจากมาแล้วว่านั่นจะเป็นการเรียก พี่ต่อคนคนนี้เป็นครั้งสุดท้ายเพื่อไม่ให้มีสายใยใดหลงเหลืออยู่ แม้ครานี้จะไม่ได้พูดออกไปแต่แค่คิดก็บ่งบอกแล้วว่าเขาใจอ่อนลงมาก ความอ่อนแอที่เริ่มปรากฏชัด

            และเมื่อสบตาเข้ากับเนินสต์ก็เหมือนย้ำเตือนไม่ให้เสียเวลา...

            พวกเขาควรจะเข้าเรื่องจริงจังกันเสียที

            เนื่องจากไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้...ขอเล่าให้มัน  จบๆไปเลยแล้วกันเฮนริคัสโพล่งขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจัง เขาพยายามอย่างมากที่จะตัดความอ่อนแอของตนให้หมด ไม่อยากเล่าไป น้ำเสียงสั่นเครือไปเพราะนึกถึงความหลังอันไม่น่าจดจำ

            เขาไม่ต้องการ...ที่จะให้ ฮอฟฟ์มามีบทบาทในชีวิตอีก

            และแล้วความจริงทั้งหมดก็ออกจากปากของร่างเล็ก อธิบายออกไปให้ชัดเจนถึงทุกอย่างที่เกิดขึ้น ที่มาที่ไป หลายๆ อย่างที่นำพาให้ปัจจุบันเป็นแบบนี้ เฮนริคัสสังเกตสีหน้าของสามหนุ่มด้วยความระวังตัว หากจู่ๆ เปิดการโจมตีขึ้นมาจะได้ตั้งรับทัน

            เขาไม่ยอมตายทั้งๆ ที่ยังไม่บรรลุ เป้าหมายเด็ดขาด

            ทว่า...ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นอย่างที่คิด

            เครมิสยังคงยืนอยู่ที่เดิม สงบนิ่งต่างจากเวลาปกติคล้ายยังประมวลผลสิ่งที่เพิ่งได้รับรู้ไม่ทัน กับคนหัวช้าเช่นนั้นไม่แปลกอะไรที่จะยังรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ก่อนหน้านี้การ ไม่รู้ทำให้สงสัย ทำให้ทรมานปานอกจะแตกตาย

            ในทางตรงกันข้าม พอได้ รู้ขึ้นมาจริงๆ...ก็ทำให้เกิดความลังเล

            เคร้ง!

            ทุกคนหันไปยังต้นเสียง และจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนที่ไม่คิดจะสนใจที่มาที่ไปของเรื่องราวเหล่านี้ตั้งแต่แรก ร่างนั้นโถมเข้าใส่เด็กชายในพริบตา กรงเล็บคมเกือบบั่นคอร่างเล็กอย่างง่ายดายแล้วเรื่องถึงอย่างก็จะจบหากไม่ได้ใครอีกคนขัดขวางเสียก่อน

            มาขวางทำไม!” ฟ่องฟ่องคำรามเสียงดัง ดูก็รู้ว่าไม่พอใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นคนตรงหน้าในสถานการณ์แบบนี้ แววตาโหดเหี้ยมถูกส่งให้คล้ายเป็นการเตือนให้ถอย ถ้าฆ่าไอ้หมอนี่ได้เรื่องก็จะได้จบๆ เสียทีไง

            “เราไม่ยอม!”

            เครมิสยืนขวางคั่นกลางไว้ไม่ยอมไปไหน เขายังคงลังเลและไม่แน่ใจว่าควรจะทำอย่างไรต่อ เพราะเฮนริคัสก็ใช่ว่าจะไม่ผิดที่ยึดร่างของคนอื่น การที่ความจำเสื่อมก็คล้ายเป็นผลของกรรมที่เล่นงานจนแทบทรุด ทว่านั่นก็เป็นเรื่องปกติของสงคราม

            ที่ทุกคนทำไปเพื่อความอยู่รอด

            ใช่ว่าชาววิหคไม่เคยเข่นฆ่าชาวมัจฉามาก่อน ของแบบนี้จึงเหมือนการต่อสู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด จนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพินาศย่อยยับ

            สงครามครั้งนี้...จึงเกิดขึ้น

            เครมิสไม่รู้หรอกว่าใครถูกใครผิด แต่ถ้าจะมีความลำเอียงสักนิดสักหน่อยในฐานะคนรู้จักกันก็ย่อมไม่แปลกอะไร ที่เขาปกป้องคนคนนี้อยู่ไม่ใช่เพราะอีกฝ่าย เคย เป็นใครมาจากไหน

            ขอแค่ตอนนี้...เขาคือ ฮอฟฟ์ จาโคบัส ที่เครมิสรู้จัก

            เจ้าจะบ้าหรือไง อยากโดนหลอกอีกสักกี่ครั้งถึงจะพอใจฮะ!” สิงโตหนุ่มอยากกระชากคอคนตรงหน้ามาซ้อมให้รู้แล้วรู้รอด ทั้งๆ ที่เขามาที่นี่เพื่อเป้าหมายเดียวคือพาใครบางคนกลับบ้าน ยอมต่อสู้เพียงเพราะต้องการแก้แค้นแทนสิ่งที่ทำกับเพื่อนของเขา

            และการแก้แค้นที่ดีที่สุดคงไม่พ้นสังหารผู้นำตรงหน้า

            ผู้นำ...ที่เคยเป็นแค่เด็กชายใสซื่อให้เครมิสต้องบุกไปช่วยที่คฤหาสน์นั่น

            เฮนริคัสทำได้เพียงยืนนิ่ง เขารู้มาตลอดตั้งแต่ได้รับความทรงจำคืนมาว่าคงไม่ได้รับการอภัยง่ายๆ มือที่เปื้อนเลือดมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ย่อมไม่สามารถกลับมาขาวสะอาดได้เพียงแค่คำขอโทษ เพราะอย่างนั้นจึงเลือกที่จะใช้มือคู่นี้จบเรื่องราวทุกอย่าง

            เพราะเขาไม่อาจกลับเป็นเด็กชายนาม ฮอฟฟ์ จาโคบัสได้อีกเป็นครั้งที่สอง

            และมือที่เปื้อนเลือดอยู่แล้ว...ถึงจะเปื้อนมากขึ้นอีกนิดก็คงไม่แตกต่างกันนักหรอก

            ใครจะสนว่าเคยฆ่าคนมาเท่าไหร่ ทุกคนก็ต้องมีความจำเป็นอยู่แล้ว แต่ถ้าตอนนี้ไม่อยากทำ ไม่อยากฆ่าใคร เขาไม่มีสิทธิกลับใจและใช้ชีวิตเหมือนคนปกติหรือไง!” เครมิสตะโกนออกไปเสียงดัง นั่นคือสิ่งที่เขายึดถือมาโดยตลอด ไม่ใช่เพราะเป็นพวกโลกสวยคิดแต่แง่ดี

            อย่าลืมว่าครั้งหนึ่ง...ฟ่องฟ่องก็เคยลงมือ ฆ่าเช่นกัน

            เขายังอยู่ด้วยกันได้เลย

            ฟ่องฟ่องถึงกับสะอึก เขาเข้าใจดีว่าความรู้สึกของการอยากถอยออกมาจากสนามการต่อสู้นั้นเป็นยังไง เพราะพวกเขาเกิดในยุคของสงครามครั้งใหญ่ เคยเห็นความตายมามาก ทั้งคนในครอบครัว ทั้งคนรู้จัก พอพ้นยุคนั้นไปได้ทุกคนก็อยู่อย่างมีความสุขดี ไม่มีใครมานั่งต่อว่าคนที่เข้าร่วมสงครามว่าเป็นคนไม่ดี สมควรจับเข้าคุก

            ไม่มีใครหรอกที่อยากฆ่าคนถ้าไม่ใช่โรคจิตเข้าขั้นอาการหนักจริงๆ

            แต่ละคนมีเหตุผลและความจำเป็น...เฮนริคัสเองก็มี

            ร่างเล็กมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยรอยยิ้ม เฮนริคัสดีใจเหลือเกินที่มีใครสักคนเข้าใจ อาจเพราะเครมิสเคยผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาก่อนหรืออะไรไม่ทราบ แต่เพราะไม่สามารถถอยหลังกลับได้แล้วจึงกระชับดาบในมือแน่น หันคมดาบเข้าหาตัวเองอย่างที่ไม่ควรทำ ก่อนจะหันไปมองหน้าผู้ที่เป็นเหมือนน้องชายแท้ๆ ของเขา

            ความจริงก็ไม่อยากจบเรื่องเหล่านี้ด้วยการสังหารตัวเอง แต่ในเมื่อสถานการณ์ไม่อำนวยและมีแนวโน้มว่าคนบริสุทธิ์จะต้องเสียเลือดเสียเนื้อไปกับสงครามที่เกิดขึ้นจากความเห็นแก่ตัวของสภาที่ไม่เคยคิดจะทำอะไรเอง ในเมื่อไม่สามารถสังหารผู้นำฝ่ายนู้นแล้วยึดสมบัติให้จบๆ ไปได้ตามภารกิจเดิม อีกทั้งยังไม่เห็นหนทางในการเอาชนะด้านพละกำลัง

            เขาก็ขอเป็นผู้เสียสละเอง

            เนินสต์...ฉันขออะไรอย่างได้ไหมเฮนริคัสยิ้มให้อย่างอบอุ่น อย่าเข่นฆ่าใครเพื่อแก้แค้นให้ฉันเลย ทุกอย่างคือสิ่งที่ฉันตัดสินใจแล้ว

            ช่วยยอมรับการตัดสินใจที่เห็นแก่ตัวนี้ด้วยเถอะ

         เพราะถ้าไม่ติดว่ากลัวเนินสต์จะมีชีวิตอยู่ด้วยการแก้แค้นไปตลอด เขาคงฆ่าตัวตายไปนานแล้วเพื่อให้หลุดพ้นจากความรู้สึกผิดที่ผสมปนเปไปกับความโศกเศร้า

            นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการจากการไต่เต้าเป็นผู้นำทัพเลยสักนิด

            อย่าทำอะไรแบบนั้นเลยนะครับ!” เนินสต์เบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าเฮนริคัสกำลังจะทำอะไร เขาไม่อยากให้ทุกอย่างจบแบบนี้ แม้รู้ว่าไม่สามารถเอาชนะผู้มากประสบการณ์กว่าอย่างเครมิส ฟ่องฟ่อง และลิวอิส แต่ทุกอย่างย่อมมีทางออกที่ดีกว่านี้

            ทางออกที่พวกเขาจะได้อยู่ด้วยกันสองคนพี่น้อง...แม้จะไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ ก็ตาม

            “ฉันจำเป็นต้องทำแบบนี้

         ขอโทษจริงๆ นะ...เนินสต์

            ดาบเล่มยาวปักลงที่กลางอก ลึกพอให้เลือดจำนวนมากไหลทะลักออกจากบาดแผลโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ แม้จะมีหมอฝีมือดีอยู่ตรงนี้ก็คงไม่ช่วยอะไรหากผู้ลงดาบไม่มีใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ เสียงลมหายใจรวยรินบ่งบอกชัดเจนถึงเวลาที่นับถอยหลังอย่างช้าๆ รอยยิ้มสุดท้ายถูกมอบให้คนสำคัญของเขา

            เหมือนต้องการปลอบประโลมว่าเขาไม่เป็นไร

            และแล้วทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบก่อนที่หยดน้ำตาจะไหลอาบแก้มของใครคนหนึ่งพร้อมคำถามภายในใจที่จะตราตรึงอยู่อีกนานเท่านาน

            ว่าทำไม...ต้องทำแบบนี้


 

------------------------------------------------------------------------------------

21/9/2013

            บทนี้ยาวกว่าปกติเอาการเลย ปกติบทละประมาณ 8 หน้า รอบนี้ล่อไป 11 หน้ากว่า เพิ่งมาสังเกตตอนเอาลงนี่แหละ วันนี้เลยลงไปประมาณ 6 หน้า อ่านกันยาวๆ หึๆ

            เรื่องราวของสงครามครั้งนี้ใกล้จบลงแล้ว

            แต่ ใครจะเป็นผู้เสียสละ

            บทนี้ฟ่องฟ่องโดนยิงด้วย เล่นเอาเครมิสถึงกับนิ่งไปเลย โถๆ หนูมิสจะต้องโดนทำร้ายจิตใจอีกกี่ครั้งถึงจะพอใจกันนะ(นักอ่าน—ก็เอ็งไม่ใช่เรอะที่ให้บทมาแบบนี้)

            เอาเป็นว่าครึ่งหลังติดตามได้อาทิตย์หน้านะคะ เดี๋ยวบทที่ 25 ก็จะจบเนื้อเรื่องสงครามครั้งนี้โดยสมบูรณ์แล้ว

            และ...สำหรับคนที่เคยอ่านภาคก่อนรีไรต์และรอบทดาร์คของเครมิสเรื่องที่ถูกกักในความฝัน เตรียมตัวได้เลยเพราะนั่นคือปมต่อมาที่ต้องมาเดากัน!!

            เจอกันอาทิตย์หน้านะคะ ^^      
 

--------------------------------------------------------------------------------------------

28/9/2013

            บทนี้เหมือนมาทิ้งระเบิดไว้ลูกใหญ่ให้ค้างคากันสุดๆ ว่าตกลงมัน จบยังไงกันแน่ และ ใครเป็นผู้เสียสละ สงครามที่มักจะมีผู้ที่ต้องเสียสละ มีผู้บาดเจ็บล้มตายเสมอ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้มีสงครามเกิดขึ้น

            ก็ไม่ต่างจากชีวิตจริงที่ไม่มีใครอยากทะเลาะกับคนที่ตัวเองให้ความสำคัญ

            เพราะสุดท้าย...ก็มีแต่ต้องเจ็บปวด

            เอาเป็นว่าเจอกันอาทิตย์หน้านะคะ เรื่องราวของสงครามครั้งนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ อีกนิดนึงน่า ติดตามต่ออีกหน่อย แล้วใครรอบทดาร์คเครมิสนี่เตรียมตัวได้เลย!!

            ปล. อย่าลืมรอดูเรื่องเข็มกลัดนะเออ เดี๋ยวจะมาอัพรายละเอียดวันพรุ่งนี้แล้วกัน วันนี้ขอเคลียร์รายงานกับเตรียมสอบตรงก่อนนะคะ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,373 ความคิดเห็น

  1. #1342 πr²... (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2557 / 17:20
    แอ๊ววววววววววววววววววว รอสอยนะคะะะะ
    #1,342
    0
  2. #1180 rinray (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 21:24
    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ติดสกิลค้างงงง! อัพไวๆ
    #1,180
    0
  3. #1176 Hemm (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 15:09
    รอ รอ รอ...รอให้อัพครบ100%จะได้เข้ามาอ่าน 



    อ่านแล้วก็  ลุ้น ลุ้น ลุ้น  อย่างเดียว



    ฮอฟฟี่  นายต้องไม่ตาย ใช่มั้ย!
    #1,176
    0
  4. #1175 flameknight (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 14:54
    อ่านตรงเหมือนนางเอกละครนี่หลุดขำเลยอ่ะ
    #1,175
    0
  5. #1174 ShiroHana (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 08:23
    //ผมขอโทษ ผมหายหน้าไปนานเลย ;;w;;
    ฟ่องๆโผล่มาแล้ว!?เหยดดดดดด การตบตีแย่งเครมิสกับลิวอิสจะจบลงในศึกครั้งนี้แล้ว!!(ทรุ๊ยยยยย)
    //คนอื่นเค้าดราม่าอยู่ ผมทำอะไรเนี่ย lol..
    ต่อจากนี้ไปจะทำการอ่านต่อยาวๆแล้วน้อ คิดถึงเรื่่องนี้จัง;;[];;
    #1,174
    0
  6. #1173 Namfon13 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 28 กันยายน 2556 / 19:57
    จงเครียดกันเข้าไป จงเครียดกันเข้าไป//โดนถีบ
    หนูฮอฟฟฟฟฟฟ! ห้ามตายนะเฮ้ย!
    #1,173
    0
  7. #1169 fakan (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 21 กันยายน 2556 / 20:08
    เครมิส เฮนริคัส.....
    ต่างคนต่างเจ็บปวดกันทั้งคู่ไม่รู้จะสงสารใครดี
    มันช่างเป็นมาม่าที่กินกันยาวนานมากเลย...

    แต่เครมิสจะดาร์คแล้ว
    รอค่ะรอ (แอบจิตเบาๆแฮะ 55)
    #1,169
    0
  8. #393 fakan (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2555 / 21:57
    เฮ้อ //ถอนหายใจปลงกับความซื่อ(บื้อ)ของเครมิส
    #393
    0
  9. #392 CharlotteTear (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2555 / 12:01
    เครมิส... จะเครียดบ้างก็ไม่ว่าหรอกนะ =w=
    แต่แบบนี้แหละดีแล้ว น่ารัก >3<
    #392
    0
  10. #391 nrn_forever (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2555 / 20:19
    สนุกมากมายค่ะ >  <

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 3 มิถุนายน 2555 / 20:28
    #391
    0
  11. #390 flameknight (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2555 / 20:07
    พยายามเข้า อย่าท้อนะคะ ขอแค่อัพต่อไวๆ ถ้างานไม่เยอะมากจะเม้นท์ให้ตลอดเลยค่ะ

    #390
    0
  12. #389 worm-book (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2555 / 19:08
    เครมิสเอ๊ย...//กุมขมับเป็นเพื่อนลิวอิส
    #389
    0
  13. #388 annaaa (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2555 / 16:39
    มาต่อเร็วๆน้าค่ะ
    #388
    0
  14. #387 Chocolate Black (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2555 / 15:28
     หึหึ..เรารึก็นึกว่าเครมิสมันจะหัดเครียดกับเค้าซะบ้าง..แต่ที่ไหนได้..อายุสมองมันก็ยังน้อยเหมือนเดิม(หัวเราะ)
    #387
    0