Cremis Dimos มังกรพันธุ์ป่วน

ตอนที่ 39 : [CD] บทที่ 18 ก็เพราะเสียใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 625
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    8 ก.ย. 57

บทที่ 18 ก็เพราะเสียใจ

 

            เวลาไม่ได้หยุดเดินหรือเดินช้าลงแต่อย่างใด ทว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ร่างสูงมองทุกอย่างรอบตัวเหมือนเป็นของตาย ไม่รับรู้ถึงการมีตัวตนของใครอีกคล้ายของเหล่านั้นเป็นเพียงภาพหลอนอันเลือนราง แทบไม่ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมจากการต่อสู้เลยสักนิด

            เสมือน...เป็นเพียงเสียงแมลงรบกวนน่ารำคาญ

            ภาพคนต่อสู้ฟาดฟันกันไม่อยู่ในสายตาของเขาอีกต่อไป ทุกอย่างดูช้าลงเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะแตกสลายไปในไม่กี่วินาทีนี้ ความรู้สึกด้านชา ควบคุมร่างกายไม่ได้เหมือนอย่างเคยคล้ายร่างเนื้อนี้ไม่ใช่ของเขา จิตใจจมดิ่งสู่ความโศกเศร้า

            โลกมืดแปดด้านปราศจากแสงสว่าง

            เครมิสยังคงถูกควบคุมตัวโดยทหารของฝ่ายศัตรู ตามเนื้อตามตัวเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ชุ่มฉ่ำไปด้วยเลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาไม่หยุด ผิวหนังบางบริเวณหลุดลอกออกมาเป็นแผ่นๆ จากคมมีดที่เฉือนเข้าเต็มๆ ในจังหวะที่เจ้าตัวไม่ทันระวัง

            เมื่อจิตใจถูกสั่นคลอน...พลังทางด้านกายภาพก็ลดฮวบแทบติดลบ

            มังกรหนุ่มที่เคยวิ่งเล่นซุกซนสนุกสนานเฮฮาเช้าสายบ่ายเย็น บัดนี้แววตาเย็นชาไร้ความรู้สึก เขาไม่รู้จะตอบสนองต่อเรื่องตรงหน้าอย่างไรดี ได้แต่มองแผ่นหลังของเด็กชายที่ห่างออกไปเรื่อยๆ อยากเอื้อมมือของตนออกไป ไขว่คว้าร่างนั้นไม่ให้จากเขาไปไหน

            แต่สุดท้าย...ก็ทำได้แค่คิด

            ด้วยร่างกายที่บาดเจ็บชาไปทั้งตัวทำให้แม้แต่จะร้องเรียกอีกฝ่ายก็ยังทำไม่ได้ คล้ายถูกพ่อมดหมอผีขโมยเสียงใสๆ ไปจนหมดสิ้น เหม่อมองข้างกายเด็กชายที่ไม่ได้มีเขาหรือลิวอิสเหมือนอย่างเคย ความรู้สึกของการถูกแย่งของสำคัญไป เนินสต์เข้าแทนที่ที่ว่างนั้นได้อย่างดี

            แม้เจ็บใจแค่ไหนแต่ตัวเขาตอนนี้ก็ทำได้แค่มอง

            เท่านั้นจริงๆ

            คงเพราะฮอฟฟ์ จาโคบัสได้คืนสู่ ตำแหน่งที่เขา เคยอยู่แล้ว กลับเป็น เฮนริคัส แวนท์ผู้นำทัพอัจฉริยะแห่งเผ่ามัจฉา ทุกอย่างกลับเป็นเหมือนเดิมอย่างที่มันเคยเป็น หลายๆ อย่างที่บิดเบี้ยวไปเพราะปัจจัยบางประการได้คืนรูปร่างที่แท้จริงแล้ว

            และคิดว่า เฮนริคัสคงไม่ต้องการเครมิสเหมือนอย่างที่ ฮอฟฟ์ต้องการ

            เมื่ออีกฝ่ายไม่ต้องการเขา...ก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้เครมิสวิ่งตามไป

            แน่นอนว่าด้วยความสามารถในระดับต้นๆ ของหมู่บ้านทำให้เครมิสสามารถหาทางสลัดทหารสองสามคนที่คุมตัวเขาอยู่ได้ อาจจะต้องฝืนเจ็บแผลบ้างแต่ก็คุ้มค่าหากนั่นจะมาพร้อมอิสระ เพียงแต่พอมาคิดๆ ดูแล้วใครบางคนก็เกิดคำถามขึ้นภายในจิตใจ

            ว่าเขาจะทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไร

            สุดท้ายเราก็ไม่ควรเชื่อใจใครนอกจากตัวเองใช่ไหมนะ

            “น่าขำเนอะ...เครมิสแค่นเสียงหัวเราะสมเพชตัวเองกับสภาพที่ดูไม่ได้จนไม่รู้จะสรรหาคำบรรยายใดๆ มาจำกัดความ ไม่คิดจริงๆ ว่าจะมีวันที่เราโดนจับตัวไว้แบบนี้

            “ฮะ?” ชาวมัจฉาที่คุมตัวมังกรหนุ่มอยู่ถึงกับเลิกคิ้ว พูดอะไรของแก ยังเจ็บหนักไม่พอหรือไง

            “นั่นสิ...ไม่อยากเชื่อว่าเราจะหมดท่ากับทหารระดับล่างๆ ไม่กี่คน

            ผัวะ!

            ใบหน้าที่จากเดิมก็เต็มไปด้วยบาดแผลอยู่แล้วตอนนี้ถูกชกเข้าให้จนหน้าหัน เลือดคั่งที่มุมปากท่าทางจะเจ็บไม่น้อย ทว่าผู้ตกเป็นรองก็ยังคงหัวเราะ

            แต่มันไม่สัมพันธ์กันเลยสักนิดเมื่อเขาหัวเราะไปพร้อมนัยน์ตา...ไร้ความรู้สึก

            “ยังจะมีหน้ามาหัวเราะอีก!” ทหารคนเดิมง้างอาวุธหมายสั่งสอนคนไม่รู้จักเจียมตัวบางคนให้รู้สำนึกเสียบ้าง แต่เดิมเขาก็ค่อนข้างหงุดหงิดอยากหาที่ระบายอารมณ์อยู่แล้ว

            เจอเหยื่อชั้นดีทั้งทีก็ต้องเล่นให้หนักสาแก่การที่เผ่าพันธุ์ตรงหน้าเคยอยู่ในจุดสูงเสียจนไม่อาจเอื้อม และเพราะเจ้านายกำชับไม่ให้ ฆ่าทว่าไม่ได้ห้ามไม่ให้ลงไม้ลงมือ

            ปางตาย...ก็ไม่ผิด

            ร่างของเครมิสถูกเหวี่ยงลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง ใบหน้าแนบราบจูบผืนหญ้าที่แห้งกรัง บาดแผลขูดไปกับพื้นสากๆ จนคนที่ผ่านมาเห็นอดเจ็บแทนไม่ได้ เขาหลับตาพริ้มเตรียมรับความเจ็บปวด ไม่คิดขัดขืนใดๆ ทั้งสิ้นเหมือนไม่สนร่างเนื้อนี้แล้ว

            ไม่สน...ชีวิตที่แสนสำคัญ

            ทว่าแม้เปลือกตาจะปิดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรแต่นั่นไม่ช่วยให้เขาลืมภาพของเด็กชายได้เลย สร้อยเส้นงามที่ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้นใกล้ๆ เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าทุกอย่างไม่ใช่ภาพลวงตาหรือความฝัน

            และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

            ตายซะเถอะ!”

            สิ้นคำดาบในมือของทหารหนุ่มก็ฟาดฟันลงมาโดยไม่มีคำว่ายั้งมือคล้ายลืมคำสั่งของผู้หัวหน้าของตนเสียสิ้น แต่ผ่านไปกว่าหนึ่งนาทีเครมิสก็ยังไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใดๆ เจ้าตัวเปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ อย่างมึนๆ งงๆ ยันตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อหาคำตอบที่ตนสงสัย ก่อนจะต้องเบิกตากว้างกับสิ่งที่เห็น

            เพราะคนตรงหน้าไม่ใช่ชาวมัจฉา ไม่ใช่ชาววิหค ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น...คนที่เขาคิดถึงมานาน

            ทำหน้าอะไรของเจ้าน่ะ เครมิส

            อีกฝ่ายนั่งยองๆ อยู่ตรงหน้า พยุงร่างของเครมิสขึ้นนั่งพลางถอนหายใจ คิดอะไรเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือมาสัมผัสใบหน้าที่มีทั้งเศษดินเศษฝุ่นปะปนไปกับเลือดสีแดงสด รอยบาดเป็นทางยาวที่แก้มขวาทำให้ร่างนั้นรู้สึกไม่ดี

            รู้สึกแย่...ที่ไม่มาให้เร็วกว่านี้

            เจ้าไม่น่าต้องมาเจอแบบนี้เลย

            ขอโทษนะ...ข้าไม่น่าปล่อยให้เจ้าต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เลยจริงๆว่าพลางเปลี่ยนมาลูบหัวมังกรที่บอบช้ำทั้งกายและใจแทนคล้ายต้องการปลอบประโลม กลับบ้านกันเถอะ เครมิส

            “ฟ่อง...ฟ่องฟ่องเครมิสเอ่ยชื่อนั้นซ้ำๆ เหมือนไม่อยากเชื่อว่าเจ้าของชื่อจะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าจริงๆ เพื่อนรักที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ สิงโตน้อยที่คอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอไม่ว่าเมื่อไหร่ ฟ่องฟ่องจริงๆ ใช่ไหม...

            “ก็จริงน่ะสิเจ้าของนามฟ่องฟ่องหัวเราะขบขันก่อนจะเลื่อนมือกลับมาปาดของเหลวอุ่นๆ ที่ขอบตาของคนตรงหน้าแทน นี่เจ้าร้องไห้?”

            มังกรหนุ่มเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าบัดนี้มีสิ่งที่เรียกว่า น้ำตาไหลอาบดวงแก้มทั้งสองข้าง ห้ามอย่างไรหรือปาดทิ้งสักกี่ครั้งก็ยังคงไม่หยุด เขาไม่เข้าใจความรู้สึกนี้เลยสักนิด ทั้งๆ ที่จิตใจด้านชาไม่รู้สึกอะไร ปิดกั้นทุกๆ อย่าง

            แล้วเหตุใดกันน้ำตาจึงไหลอย่างกับสายน้ำ

            ทำไม...ทำไมน้ำตาถึงไม่หยุดไหลล่ะ?

            สิงโตสัตว์เลี้ยงที่บัดนี้อยู่ในร่างมนุษย์บรรจงเช็ดน้ำตาของคนตรงหน้าช้าๆ ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนคล้ายชดเชยช่วงเวลาที่เขาปล่อยให้อีกฝ่ายต้องทนทุกข์ทรมานคนเดียว เจ้าไม่เหมาะกับน้ำตาเลยรู้ไหมเครมิส

            “เห?”

            เมื่อเห็นสีหน้าของเครมิสเริ่มดีขึ้นบ้าง ไม่ไร้ความรู้สึกเหมือนเมื่อสักครู่ฟ่องฟ่องก็สบายใจ เขาคลี่ยิ้มบางก่อนจะดีดหน้าผากจอมซื่อบื้อบางคนทีหนึ่งด้วยความมันเขี้ยวที่ทำให้เขาต้องเป็นห่วงแล้วพูดต่อ ข้าอยากเห็นรอยยิ้มที่สดใสของเจ้า จะให้ข้าได้ไหม

            “ยิ้ม...ยิ้มเหรอ?”

            “ใช่สิงโตหนุ่มพยักหน้าน้อยๆ ก่อนสีหน้าอ่อนโยนจะแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาจนน่ากลัวเมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาหันกลับไปจ้องมองทหารชาวมัจฉาคนหนึ่งที่ตั้งใจจะโจมตีพวกเขา แววตาฉายชัดถึงความเหี้ยมโหดสมกับที่เป็นราชสีห์เจ้าป่า สะกดให้ผู้ที่สบตาด้วยถึงกับขนแขนลุกซู่

            ไม่กลัวให้มันรู้กันไป

            “ขอเวลาข้าแปบนึง

            ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีส้มอ่อนยาวเกือบถึงกลางหลังลุกขึ้นยืนแล้วกางกรงเล็บออก เตรียมเผด็จศึกศัตรูที่หาช่องว่างลอบโจมตีพวกเขามาตั้งแต่เมื่อครู่ สำหรับฟ่องฟ่องเขาไม่เคยสนใจเรื่องสงครามงี่เง่านี้เลยสักนิด จะมีใครตายมากน้อยแค่ไหนเขาไม่อยากรู้และไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้อง

            ใครจะมีปัญหายังไงก็ช่าง ขออย่างเดียว...อย่าเอาปัญหาเหล่านั้นมาให้ เพื่อนของเขา!

            เผ่าพันธุ์มัจฉาสินะ เป็นแค่ปลาแท้ๆ ริอ่านมาก่อเรื่องให้ข้าต้องลงมือจนได้

            สิงโตหนุ่มลอบมองเครมิสที่ยังคงนั่งทรุดอยู่กับพื้นแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าอ่อนลงมากเมื่อเห็นใบหน้าที่ยังคงทิ้งคราบน้ำตาให้เห็น เขานวดขมับตัวเองเบาๆ แล้วนับหนึ่งถึงสิบ เตือนสติตัวเองไม่ให้อารมณ์เข้าควบคุมจนไปกระตุ้นความทรงจำหลายๆ อย่างของเครมิส

            เพราะเขาไม่อยากให้เครมิสรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้

         ข้าก็ยิ่งยิ้มไม่เก่งอยู่ ทำไมต้องมาปั้นยิ้มเพื่อคนบ๊องๆ อย่างเจ้าด้วยนะให้ตาย!

            “แต่ก่อนอื่น...ฟ่องฟ่องแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ เลียกรงเล็บที่เคยใช้วาดลวดลายต่อสู้มามากกว่ารูปร่างภายนอกของเจ้าตัวที่ออกไปทางผอมบางเหมือนคุณหนูคุณชาย ต้องจัดการสั่งสอนพวกเจ้าเสียหน่อย ข้อหาทำร้าย...คนของข้า

            สิ้นคำสิงโตหนุ่มก็พุ่งตัวเข้าใส่ศัตรูพร้อมกระโดดตีลังกาโดยมีเบาะรองรับกิตติมศักดิ์เป็นหัวของใครบางคน ใช้มือข้างหนึ่งจับหัวของอีกฝ่ายแน่นแล้วอาศัยแรงส่งในการเหวี่ยงลอยขึ้นไปบนอากาศ เมื่อร่างนั้นร่วงหล่นลงมาก็ใช้หลังมือกระแทกเข้าเต็มๆ ที่ใบหน้า ด้วยพละกำลังที่มากพอควรสมตำแหน่งเจ้าป่าทำให้เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายกระเด็นชนพวกพ้องที่ตามมาสมทบ

            นัยน์ตาสีชมพูอ่อนฉายแววเย้ยหยัน นึกขันเมื่อเห็นใบหน้าหวาดกลัวของเผ่าพันธุ์ที่ต่ำต้อยกว่า ราชสีห์อย่างเขาปกติไม่ค่อยยุ่งกับเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอกว่านักเพราะถือว่าคนเราเกิดมาต่างกัน จะเป็นเรื่องเสียศักดิ์ศรีเสียมากกว่าข้อหาทำร้ายคนไม่มีทางสู้

            แต่ถ้าล้ำเส้น...ก็อย่าหาว่าใจร้าย

            นิ้วทั้งสิบประสานกันก่อนจะถูกดัดเสียงดัง เขาเหยียดยิ้มเย็นเหมือนแค่นี้ยังไม่สาสมกับความเจ็บปวดที่เพื่อนของเขาได้รับ ว่าไง...แค่นี้กลัวซะแล้วเหรอ

            “ใครมันจะไปกลัว!”

            ชาวมัจฉาไม่ทราบชื่อคนเดิมยังคงไม่ยอมแพ้ ยันกายขึ้นช้าๆ ด้วยสภาพสะบักสะบอม อาจเพราะได้รับบาดเจ็บระหว่างการต่อสู้กับคนอื่นๆ มาก่อนแล้วทำให้พอออกแรงนิดๆ หน่อยๆ แผลเก่าก็ช้ำหนักขึ้นมาจนสีหน้าซีดเซียว มือข้างหนึ่งกุมท้องคล้ายพยายามห้ามเลือดที่เริ่มเอ่อล้นจนเสื้อเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแดงสด

            ส่วนมืออีกข้าง...ก็ถือดาบเข้าโรมรัน!

            ฟ่องฟ่องเห็นแบบนั้นก็ยิ่งคึกเต็มที่ เขาชื่นชอบการต่อสู้มากกว่าเครมิสเป็นไหนๆ การให้เก็บเขี้ยวเก็บเล็บอยู่สบายๆ ไม่ใช่วิสัยของเขาเลยสักนิด

            คนที่ชอบอยู่สงบๆ ก็มีมุมอยากซ่าบ้างเหมือนกัน!

            ตอนนี้เขาพอจะเข้าใจความรู้สึกของเครมิสที่ชอบเล่นสนุกทั้งวันขึ้นมาบ้าง ปกติฟ่องฟ่องมักจะเป็นฝ่ายบ่นอยากหาที่นอนพักสบายๆ แต่แล้วพอบทนึกคึกขึ้นมาก็ติดลมเชียว

            ลืมเป้าหมายแรกเริ่มที่จะพาตัวเครมิสกลับไปเสียสนิท

            อย่างว่านะ...คนที่ปฏิเสธบอกไม่ชอบอะไร เขาคนนั้นก็มักมีมุมที่ว่าอยู่ในตัวเช่นกัน

            ฟ่องฟ่องแยกเขี้ยว ลดตัวต่ำลงนั่งยองๆ ตามประสาสายเลือดสัตว์สี่เท้า ก่อนจะถีบพื้นอย่างแรงเพื่อเพิ่มความเร็วในการเข้าประชิดศัตรู ประหนึ่งลูกศรพุ่งออกจากคันธนู อีกฝ่ายไม่ประมาทเหมือนคราแรก พลิกตัวหลบไปด้านข้างได้ทันท่วงทีก่อนเล็บคมๆ จะเฉือนเนื้อ

            เมื่อการโจมตีเมื่อครู่พลาดเป้าไปฟ่องฟ่องก็ไม่ได้ตื่นตกใจแต่อย่างใด เพียงแค่นเสียงแล้วใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นเพื่อทรงตัวให้มั่น เปลี่ยนทิศทางหันกลับมาประจันหน้ากับศัตรูทันที ไม่ปล่อยให้มีช่องว่างจนโดนตอกกลับ เขาหัวเราะในลำคอด้วยความพอใจที่ศัตรูควรค่าให้จัดการ

            พอจะมีฝีมือบ้างเหมือนกันนี่

            เพราะถ้าชนะง่ายๆ...ก็น่าเบื่อแย่

            เครมิสที่ยังคงนั่งทรุดอยู่ไม่ห่างถึงกับเหงื่อตกที่นานๆ ครั้งจะเห็นเพื่อนรักตั้งแต่เด็กทำอะไรแบบนี้ สีหน้าที่ดูสนุกกับการต่อสู้จนน่ากลัวแปลกๆ ยิ่งมองก็พาลจะขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ ในใจรู้สึกหวิวๆ เหมือนนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้

            แต่ก็เลือนรางเหลือเกิน

            มันคือความทรงจำอะไรกันแน่นะ...

            ขณะที่กำลังคิดวิตกกังวลอยู่คนเดียวสายตาก็เผอิญสบเข้ากับวัตถุหนึ่งกะพริบอยู่ไกลๆ ด้วยแสงจากกองไฟและแสงจันทร์ สัญชาตญาณของมังกรหนุ่มบ่งบอกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ พอลองจ้องดีๆ ถึงได้รู้ว่าใครบางคนกำลังซุ่มยิง

            และเป้าหมาย...ก็คือฟ่องฟ่อง!

            ปัง!

            เสียงปืนดังลั่นขึ้นพร้อมด้วยร่างของใครบางคนที่ฝืนสังขารขึ้นมาช่วยเพื่อนไว้ได้ทัน ลูกกระสุนจึงแค่ถากๆ แขนไปบ้างแต่ไม่ทิ้งบาดแผลรุนแรงอะไร

            เจ้าบ้าเอ๊ย!” ฟ่องฟ่องเบิกตากว้าง มองคนที่ช่วยผลักตนหลบวิถีกระสุนแล้วก็แทบลมจับ สภาพร่างกายอย่างกับศพอยู่แล้วยังจะฝืนลุกขึ้นมาทำอะไรบ้าบิ่นอีก ถึงเจ้าไม่ขวางข้าก็หลบทันอยู่แล้ว งี่เง่าที่สุด!”

            เครมิสยิ้มแหยๆ เมื่อโดนดุ

            ทำให้ฟ่องฟ่องโกรธอีกแล้วแฮะเรา...

            ในจังหวะที่สิงโตหนุ่มกำลังจะพยุงร่างของใครบางคนเพื่อพาไปหาที่ปลอดภัยสงบๆ อยู่ ชาวมัจฉาคนเดิมไม่ทิ้งโอกาสนี้ไป ลงดาบโดยไม่มีคำว่าลังเลสงสาร

            ทว่ากล้าหาเรื่องแบบนี้...ระวังอายุสั้น

            เคร้ง!

            ดาบเล่มนั้นหลุดจากมือในทันใด ขนาดฟ่องฟ่องที่เตรียมจะรับดาบยังต้องตวัดสายตาไปมองผู้มาใหม่บางคนที่เพิ่งแย่งบทเขาเสียหมด

            ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” ลิวอิสวิ่งเข้ามาใกล้หลังมั่นใจว่าจัดการยิงปืนอีกนัดเพื่อทำให้ทหารมัจฉาคนเดิมตัวชาลุกไม่ขึ้นเรียบร้อยแล้ว แล้วนายคือ?”

            ฟ่องฟ่องไม่คิดสนใจคนนอกและไม่แม้แต่จะมีความคิดที่จะตอบคำถาม เขาพยุงร่างหนักๆ ของมังกรจอมต๊องที่บ้าบิ่นไม่เป็นเวลาขึ้นช้าๆ สำรวจร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลแล้วก็พาลอยากกระทืบทหารฝ่ายศัตรูที่บังอาจทำให้คนของเขาต้องเจ็บตัว

            ถ้าไม่ติดว่าเจ้าบ้านี่ปางตายล่ะก็นะ...พวกเจ้าโดนเก็บเรียบแน่

            สิงโตหนุ่มพยายามข่มใจไว้ก่อนแล้วจัดการเก็บสีหน้าโกรธเกรี้ยวไว้เพียงในใจ แทนที่ด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ไหวไหม?”

            “อื้อ...เครมิสยิ้มแห้งๆ ก่อนหันไปมองลิวอิสที่เพิ่งตามมาสมทบ พอเห็นแววตาสงสัยอยากถามถึงที่มาที่ไปของเรื่องราวแล้วก็ทำได้เพียงเอ่ยตอบเบาๆ ไร้เรี่ยวแรง ไว้เราจะอธิบายทีหลัง...

         ถ้าให้เราพูดเรื่องของฮอฟฟิชชู่ตอนนี้...เราได้ร้องไห้อีกแน่

            ฟ่องฟ่องมองใบหน้าของเพื่อนสมัยเด็กเพียงแวบเดียวก็เข้าใจว่าร่างในอ้อมแขนกำลังเจ็บปวด หากสะกิดแผลเพียงเล็กน้อยคงแทบกระอัก

            แผลในใจ...ยากที่จะลบเลือนเสมอจริงๆ นั่นแหละ

            และเขาก็ไม่อยากกดดันจนเครมิสรู้สึกแย่ไปกว่าเดิม

            รีบไปจากที่นี่กันเถอะฟ่องฟ่องหันไปหาคนที่เขาไม่อยากเสวนาด้วยที่สุดรองจากฝ่ายศัตรู แค่มองหน้าก็รู้สึกหงุดหงิดใจบอกไม่ถูก เหมือนเคยไปมีความแค้นตั้งแต่ชาติปางก่อนอย่างไรอย่างนั้น ถ้าไม่ติดว่าเวลานี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายล่ะก็ คนอย่างเขาไม่มีทางลดตัวไปคุยกับ แวมไพร์เด็ดขาด

            ส่วนสาเหตุน่ะเหรอ...เรื่องมันนานแสนนานมาแล้ว และฟ่องฟ่องก็ไม่อยากเก็บมาคิดซ้ำให้แค้นใจเล่น เขาพยายามทำใจกับเรื่องนี้มาตลอด บอกตัวเองว่าเผ่าพันธุ์ไม่ได้ทำให้ใครดีใครชั่ว ความแค้นส่วนตัวจึงไม่ควรเอามาระบายกับคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง

            ทว่าไม่รู้ทำไม...ครั้งนี้มันอดหงุดหงิดไม่ได้จริงๆ

            หรือเพราะคนคนนี้ทำท่าจะมาแทนที่ข้า...ไม่หรอกมั้ง ไม่น่าใช่เรื่องไร้สาระแบบนี้

            ฟ่องฟ่องยอมรับว่าเขาค่อนข้างไม่พอใจที่ลิวอิสทำเหมือนจะมาแทนที่เขา แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่ทำให้เกิดโทสะมากอย่างที่เป็นอยู่ ความรู้สึกอึดอัดอยากเปิดศึกสู้กันตัวต่อตัวสักตั้งชนิดที่สลัดให้ตายก็ยังคงฝังรากลึกไม่ไปไหน ผิดวิสัยคนมีเหตุผลอย่างเขานัก

            เขาไม่ใช่เครมิสที่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งล้วนๆ...แต่ก็ยอมรับว่าบางครั้งก็ทำเกินกว่าเหตุไปบ้าง

            ทว่าคราวนี้มันแปลกไป เพราะเขาหาเหตุผลไม่ได้สักนิด

            ทำไมกันนะ?

            เหม่ออะไรอยู่น่ะ ฟ่องฟ่องเครมิสเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนสมัยเด็ก หรือว่าบาดเจ็บตรงไหน?!”

            “ไม่มีอะไรหรอก ข้าคงคิดมากไปเองพูดจบก็ยิ้มให้อย่างฝืนๆ พลางนั่งยองๆ เพื่อจะได้พาคนเจ็บไปส่งเมือง แต่พอเห็นเครมิสยังคงยืนงงก็จำต้องเอ่ยเสียงดุ ขี่หลังไงขี่หลัง ยังจะมัวยืนอึ้งอีก!”

            “ไหวแน่นะ?” ลิวอิสเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อน อาจเพราะไม่ว่าจะมองจากมุมไหนฟ่องฟ่องก็ดูไม่น่าจะใช่คนที่มีเรี่ยวแรงเยอะพอแบกคนตัวสูงกว่าอย่างเครมิสได้

            แล้วอย่างกับเจ้าจะแบกไหว?” ฟ่องฟ่องอดแหวกลับไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อคนพูดก็มีส่วนสูงและรูปร่างผอมเพรียวเช่นเขา แต่ต่างกันอย่างหนึ่งตรงที่...

            สิงโตอย่างเขามีเรี่ยวแรงมากกว่าแวมไพร์แห้งๆ เยอะ!

            รอบนี้ข้าชนะ!

            แม้จะทุลักทุเลไปบ้างแต่สุดท้ายพวกเขาก็หลบฉากออกมาได้สำเร็จ เนื่องด้วยมือทั้งสองข้างไม่ว่างทำให้ฟ่องฟ่องจำต้องเก็บเขี้ยวเล็บ ถอยห่างจากการต่อสู้ให้ไกลที่สุด พยายามคิดในใจย้ำกับตัวเองว่าเขามีหน้าที่ต้องทำ

            จะมามัวสนุกกับเรื่องอะไรแบบนี้ไม่ได้!

            เขี้ยวคมที่กัดริมฝีปากเป็นการเตือนตัวเองไม่ให้สัญชาตญาณดิบอยู่เหนือการควบคุม กลิ่นเลือดและเสียงการต่อสู้ของสนามรบทำให้สายเลือดแห่งนักสู้ตื่นขึ้น

            แต่ต้องไม่ใช่เวลาที่พวกพ้องของเขากำลังบาดเจ็บ

            ลิวอิสวิ่งตามไปตลอดทาง คอยยิงคุ้มครองทั้งสองคนไม่ให้ต้องปะทะกับใคร เพราะมันคงเป็นอะไรที่ลำบากน่าดูหากฟ่องฟ่องจะต้องคอยระแวดระวังตัวตลอดเวลา มีศัตรูโผล่ทีก็ต้องปล่อยเครมิสลง สู้ๆ ไปก็พะวักพะวงมองหน้ามองหลัง

            และถ้าทำเช่นนั้น...คงได้ดับอนาถกันทั้งคู่

            ชิ...น่าเบื่อชะมัด

            ฟ่องฟ่องอดกระฟัดกระเฟียดในใจไม่ได้ เขาไม่ชอบให้ใครมาปกป้องคุ้มครอง ไอ้การเดินต้อยๆ ตามคนอื่นแค่เครมิสคนเดียวเขาก็หงุดหงิดใจจะแย่แล้ว ตอนนี้ยังต้องคอยให้ใครก็ไม่รู้มาช่วยนำทาง ช่วยจัดการศัตรูที่เข้าขวาง

            ถึงจะมองเฉยๆ ก็พาลอยากโยนใครบางคนทิ้งแล้วลุยเอง!

            ถ้าไม่ติดว่าเจ้างี่เง่าบางคนบาดเจ็บอยู่นะ...ข้าไม่มีทางเดินตามไอ้ซีดนี่แน่!

         ลิวอิสเหมือนจะพอรู้สึกตัวว่าคนรู้จักของเครมิสคนนี้ค่อนข้างจะไม่ชอบขี้หน้าเขาเท่าไหร่นัก ส่วนสาเหตุมาจากอะไรเขาไม่อาจเข้าใจได้ ในเมื่อไม่เคยเจอกันด้วยซ้ำ

            เอาจริงๆ แล้ว...ขนาดฟ่องฟ่องเองยังไม่เข้าใจตัวเองเลยเหอะ

            รู้แค่ตอนนี้ต้องพามังกรต๊องๆ บางคนไปที่ปลอดภัยเท่านั้นก็พอแล้ว จุดร่วมของพวกเขาทั้งสองคนคงมีเพียงเรื่องนี้เท่านั้น

            แค่เรื่องเดียวจริงๆ...

           

            พักตรงนี้ก่อนแล้วกัน

            ด้วยความที่พวกเขาต้องแบกคนเจ็บมาด้วยทำให้การเดินทางค่อนข้างล่าช้ากว่าที่คิดไว้ แม้ตั้งใจอยากถึงที่พักให้เร็วที่สุดแต่จะให้เดินทางรวดเดียวก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อมีทหารฝ่ายศัตรูตามไล่หลังขัดขวางอยู่ตลอดการเดินทาง

            เรี่ยวแรง...ก็ลดลงทีละนิด

            ฟ่องฟ่องค่อยๆ ปล่อยให้เครมิสนั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เขารีบสำรวจบาดแผลและเตรียมหาวิธีทางรักษา เนื่องด้วยไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาหรือใช้เวทธาตุแสงเป็นหลักทำให้สิงโตอย่างเขาทำได้แค่ปฐมพยาบาลห้ามเลือดและบาดแปลเล็กๆ น้อยๆ

            แสงสีขาวนวลที่ฝ่ามืออบอุ่นจนเครมิสหลับตาพริ้ม ยอมรับการรักษาโดยไม่ขัดขืนแต่อย่างใด เขาแทบจะไม่เคยต้องเป็นห่วงเรื่องบาดแผลจำพวกนี้ หากมีใครคิดจะช่วยเขาก็มักจะยิ้มแหยๆ แล้วหาทางหนี ความรู้สึกเหล่านี้ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ถ้าเลี่ยงได้...เขาก็ไม่ชอบให้ใครมารักษา

            นั่นสิ...เพราะอะไรกันนะ

            สัมผัสที่อบอุ่นอ่อนโยนช่วยปลอบประโลมจิตใจที่ว้าวุ้นได้เป็นอย่างดี เขาดีใจมากเกินกว่าจะซ่อนรอยยิ้มเมื่อรู้ว่าเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กของเขามาหา แม้ไม่รู้ที่มาที่ไปว่าทำไมฟ่องฟ่องถึงได้มาอยู่ที่นี่ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการที่ยังมีใครสักคนเป็นห่วงเขา

            ยังมีคนที่เราเชื่อใจได้อยู่สินะ ฟ่องฟ่อง...จะไม่หักหลังเราใช่ไหม

            มังกรหนุ่มแอบคิดในใจด้วยความสงสัย แต่จากการที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กทำให้เขาค่อนข้างมั่นใจในคำตอบว่าอีกฝ่ายไม่มีทางทำให้เขาต้องเจ็บช้ำน้ำใจอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

            “อย่าเพิ่งตายนะเฮ้ยฟ่องฟ่องดีดหน้าผากมังกรจอมซนบางตัวทีหนึ่งเมื่อเห็นอีกฝ่ายหลับตาพริ้มอย่างกับเตรียมจะนับถอยหลังลงโลงไปสู่สุขคติ นี่ไม่ใช่เวลางีบนะ!”

            เครมิสมองใบหน้าของอีกฝ่ายนิ่งๆ แล้วยิ้มหวาน แม้คนตรงหน้าจะชอบดุชอบว่าเขาเป็นประจำแต่ทุกอย่างก็ล้วนแล้วแต่มาจากความเป็นห่วง ไม่อยากให้เขาต้องเจอกับเรื่องแย่ๆ อีก

            แค่เรื่องในอดีต...ก็เจ็บหนักมามากแล้ว

            เขาพยายามนึกย้อนไปสมัยตัวเองยังเด็กมาหลายครั้งหลายครา ความรู้สึกเหมือนเคยต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง หน้าที่...ซึ่งตามมาด้วยความเจ็บปวด

            แต่ก็นึกไม่ออกเสียที

            ความจริงข้อนี้ทำให้เครมิสเริ่มสงสัยขึ้นทุกทีว่าเขาเคยมี อดีตอะไรกันแน่ ความทรงจำบางอย่างที่ขาดช่วงไปทำให้เขาไม่อาจก้าวต่อไปแล้วทิ้งเรื่องพวกนั้นไว้เฉยๆ ความสงสัยไม่เข้าใครออกใคร แม้เวลาจะผ่านมานานแต่กลับไม่สามารถลบล้างความรู้สึกคาใจออกไปได้ ในเมื่อเจ้าตัวยังติดใจกับอดีตเหล่านั้น...

            แน่ล่ะ เขาต้องหาทางรื้อฟื้นมันสักทาง

            ก็แค่...ไม่ใช่ตอนนี้

            อย่าเอาแต่เงียบสิ ใครขโมยเสียงไปรึไงฮะ เครมิส!”

            เครมิสเรียกสติของตัวเองกลับมาในที่สุด เขาไม่อยากทำให้คนตรงหน้าต้องเป็นห่วงไปมากกว่านี้อีกแล้ว หลายครั้งเหลือเกินที่ทำให้ใครต่อใครต้องลำบากเพราะเรื่องที่เขาก่อขึ้น

            เราต้องจัดการกับเรื่องพวกนั้นด้วยตัวเอง...

            เราแค่คิดอะไรนิดหน่อยน่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มที่แสนจะฝืน ดูยังไงก็เดาได้ไม่ยากว่าเจ้าตัวไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

            หลังจากจัดการเรื่อง ครั้งนี้เสร็จก่อนอะนะ

            ภาพของเด็กชายยังคงปรากฏชัดไม่ไปไหน ใบหน้าที่เย็นชาแต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด เขามั่นใจว่าอีกฝ่ายก็คงทุกข์ใจไม่แพ้กัน แม้จะใช้วิธีตัดความรู้สึกออกไปเหมือนสร้างโล่กำบังก็ตาม

            เครมิสดูออกทันทีเพราะเขาก็เหมือนจะ เคยทำแบบนั้นมาก่อน

            แต่มันเมื่อไหร่กันนะ...

 

            ลิวอิสปล่อยให้ทั้งสองคนอยู่ในโลกส่วนตัวเพราะตัวเขาเองก็มีเรื่องที่ต้องคิดเช่นเดียวกัน ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่าง แม้ผลที่ได้มันไม่น่าจะเป็นจริงด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ แต่สัญชาตญาณของเขาก็ไม่เคยผิดพลาดกับเรื่องแบบนี้เสียด้วย

            ถึงจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลแต่ลิวอิสก็รีบตรวจดูอาวุธของตัวเอง เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ เขาไม่อยากพลาดจนเกิดการเสียเลือดเสียเนื้อโดยไม่จำเป็น

            เขาทำใจให้ชินกับเรื่องแบบนี้ไม่ได้เลยสักครั้ง...

            แล้วถ้าสิ่งที่คิดอยู่นั้นเป็นจริงจะทำให้เรื่องง่ายๆ บางเรื่องทวีความรุนแรงจนไม่อาจคาดการณ์ได้ คงทำได้เพียงแต่หวังว่าตัวเขาจะคิดมากไปคนเดียว เผ่าพันธุ์ที่ไม่น่าจะมาอยู่ในที่แบบนี้ เขาได้กลิ่นอายนั้น แม้เจือจางจนหลบซ่อนตัวอยู่ในห้วงของสายลมได้อย่างแนบเนียน

            ทว่าเพราะมันเป็นกลิ่นที่เขาคุ้นเคยดีที่สุด เข้าใจมันมากที่สุด และอยู่กับมันมานานจึงไม่น่าจะเกิดความผิดพลาดจำสลับสับสนเป็นอื่นใดได้

            กลิ่นเลือดของเผ่าพันธุ์แห่งรัตติกาล...แวมไพร์

            พวกพ้องเดียวกันที่เขาไม่อยากปะทะด้วยเลยสักนิด!

 

 

------------------------------------------------------------------------------------

3/8/2013

            ห่างหายกันไปนานมากๆ ต้องขอโทษจริงๆ นะคะ ติดเรื่องเรียนด้วย เรื่องงาน SME ของโรงเรียนด้วย แล้วยังการทำบัญชีทั้งงาน SME และการขายแก้วลาย VC อีก ทำให้พอถึงบ้านแต่ละทีก็แทบจะทรุดด้วยความง่วงและความเหนื่อยล้า

            ไม่ขอแก้ตัวอะไรไปมากกว่านี้ สำหรับตอนพิเศษครึ่งหลังที่ยังไม่ได้ลงสักทีเพราะไม่ว่างแต่งต่อเลย ไว้ถ้าเป็นไปได้จะมาต่อวันพรุ่งนี้นะคะ สำหรับตอนนี้มาลงไว้แค่ Vol.2 บทแรกก่อน

            เนื่องจากก่อนหน้านี้ทางสนพ.บอกว่าให้หยุดลงไปก่อน รอผลพิจารณา แต่หลังจากรอมาสักพัก คิดว่าทางนั้นคงงานยุ่ง เพราะขนาดเรื่อง Twins ที่ผ่านพิจารณาด้วยยังต้องรอคิวในการตรวจพอควรเลย ดังนั้นจึงลองส่งข้อความไปขออนุญาตลงต่อดูและทางนั้นก็บอกว่าได้ แค่ว่าถ้าเรื่องนี้ผ่านพิจารณาแล้วให้ลบออก ที่ไม่ได้ลง 'ไม่ใช่ยังแต่งไม่เสร็จ' Vol.2 แต่ง 'จบแล้ว' ค่ะ เพียงแต่เพราะติดพิจารณาสนพ. ทางนั้นตอนแรกบอกขอให้ยังไม่ลงเฉยๆ

            คิดว่าผลพิจารณาน่าจะมาในไม่เกิน 1 เดือน ดังนั้นถ้าติดขึ้นมาก็จะลบออก ระหว่างนี้นักอ่านที่ยังไม่ได้อ่านตอนไหนก็รีบอ่านเข้านะคะ ช่วงนี้จะอัพเรื่อยๆ ทุกอาทิตย์เหมือนเมื่อก่อนนั่นแหละค่ะ =w=

            วันนี้มาลงให้เต็มๆ บทเลย ถือเป็นการไถ่โทษ ตัวละครที่หลายคนรอคอย...ฟ่องฟ่อง เขามาพร้อมบทอย่างกับเจ้าชายขี่ม้าขาวเลยใช่ไหมล่ะ เป็นสัตว์เลี้ยงที่จงรักภักดีจริงๆ >w<

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,373 ความคิดเห็น

  1. #1288 prewwy (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2556 / 11:40
    บรรยายไม่ถูกอ่ะ รู้สึกตื่นเต้น คิคิ ฟ่องฟ่องเป็นคนที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าที่คาดไว้แต่แรกอีก จากมุมมองเครมิสทำให้เราเคยมองฟ่องฟ่องว่าเป็นสัตว์เลี้ยงขี้เบื่ออึนๆ ไรงี้ ความจริงเธอเจ๋งกว่านั้นเยอะ (ยกนิ้วให้)^^
    #1,288
    0
  2. #1137 rinray (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2556 / 13:56
    ฟ่องฟ่อง อ่า.. >w<
    #1,137
    0
  3. #1122 Sintear (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2556 / 18:33
    ฟ่องฟ่องน่ารักมาก น่ารักมากกกกกกกกกก สิงโตซึน! สิงโตหึง! สิงโตมังกร! (?)
    #1,122
    0
  4. #1112 เก้าอี้น้อย (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2556 / 23:13
    ฟ่องฟ่อง น่าร้ากกก
    #1,112
    0
  5. #1102 aongfong39 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2556 / 20:12
    เหมือนฟ่องฟ่องจะหึงเลยแฮะ อุ๊บส์ เปล่าจิ้นนะฟ่องฟ่อง ไม่ได้จิ้นเล้ยยยยย
    #1,102
    0
  6. #1100 นีไนล์ (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2556 / 09:26
    FC ฟ่องฟ่องค่า ><
    #1,100
    0
  7. #1099 Namfon13 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2556 / 00:29
    ฟ่องฟ่องนายเท่มาก! 
    #1,099
    0
  8. #1098 flameknight (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2556 / 21:44
    เย้ๆๆๆ ฟ่องฟ่องโผล่มาอย่างเท่อ่ะ
    #1,098
    0
  9. #1097 วิลเลต (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2556 / 18:56
    ถ้าว่างก็มาอัพต่อนะ เรารออ่านอยู่นะ
    #1,097
    0
  10. #319 ~[E]TERNAL~ (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2555 / 14:14
    อ่านจบนะฮะ =w= ถ้าได้ออกเล่มก็ซื้อเลยฮะ
    #319
    0
  11. #306 muttyz (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2555 / 13:56
    รออ่าน Vol.2 นะ  แล้วก็ขอให้ดีได้ตีพิมพ์จะได้วื้อมาอ่านอีกซักรอบ  ^0^~
    #306
    0
  12. #305 Em.S.End (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2555 / 10:40
    อ่านจบค่าเลยเม้นให้กำลังใจสักหน่อย(เนื่องจากส่วนใหญ่ชอบอ่านติดลมไม่ค่อยจะเม้นสักเท่าไหร่)ประทานโทษด้วยเจ้าค่ะ
    อันเนื้อเรื่องนั้นเราชอบนะเฮฮาดี โดยเฉพาะนิสัยเครมิสที่มีความสามารถในการเรียกชื่อคนมากๆ(ชอบตอนที่เรียกว่าลิววิลู่แหะ ไม่มีเหตุผลแต่ตอนเรียกชื่อนี้รู้สึกว่ามันโดน หันซ้ายแลขวาหวังว่าลิววิลู่เอ้ยลิวอิสจะไม่อยู่แถวนี้นะ)
    ตัวละครที่ชอบรองจากเครมิสคือฮอฟฟ์ค่ะแล้วท้ายสุดคือฟ่องฟ่อง(ที่ไม่มีบทสักเท่าไหร่)
    ฟ่องฟ่อง ฟ่องฟ่อง ชอบจริงๆแหะชื่อมันฟังดูน่ารักน่ากอดยังไงก็ไม่รู้
    สุดท้ายนี้เป็นกำลังใจให้ติดทำเป็นหนังสือนะค้า สาธุ
    #305
    0
  13. #303 ปลาทองจำแลง (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 / 20:22
    หนูอ่านจบนะ!!! // ชูมือเสนอหน้า // พี่แพรรีบลง vol.2. น้า~~~
    ปล.ยังคงภาวนา (ในใจ) ให้เรื่องนี้ได้ออกเป็นหนังสือต่อไป
    ปล.2 คนอ่านน้อยพี่จงอย่าได้แคร์ เพราะยังไงพี่ก็จะยังมีหนู!!! ถ้าแม่ให้เปิดคอมนะ... เอาเป็นว่าจะช่วยฉุดเพื่อนมาเพิ่มแล้วกัน >~<
    #303
    0
  14. #302 FarinMonkey (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 / 20:19
     อ่านจบด้วย ^^
    #302
    0
  15. #291 worm-book (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 / 11:12
    เค้าอีกคงนึงล่ะที่อ่านจบ//ชูมือรายงานตัว
    #291
    0
  16. #290 Pankkie (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 / 01:14
    ไฮ้ๆ อ่านจนจบค่ะ (ถึงจะเงามาได้สักพักก็ตาม...) [ฮา]
    #290
    0
  17. #287 flameknight (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2555 / 19:05
    อ่านจนจบเช่นกันเจ้าค่ะ
    #287
    0
  18. #285 Chocolate Black (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2555 / 17:44

    โอ้ว...เราอ่านจบแฮะ.....................................แล้วจะรอVol.2นะคะ(แล้วแกจะจุดเยอะหาป๊ะป๋าแกเหรอ!!)

    #285
    0