Cremis Dimos มังกรพันธุ์ป่วน

ตอนที่ 31 : [CD] บทที่ 16 ก็คนมันผิดพลาด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 759
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    8 ก.ย. 57

บทที่ 16 ก็คนมันผิดพลาด

 

            อย่าลืมทำตามแผนดีๆ ล่ะ

            ลิวอิสกำชับเป็นครั้งที่สามเมื่อเห็นท่าทางเหม่อลอยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวของเครมิส เข้าใจหรอกนะว่ายังเครียดและโทษตัวเองไม่เลิก แต่ถ้าเอาแต่ซึมต่อไปก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแต่อย่างใด

            จะทำให้แผนล่มสิไม่ว่า!

            “มันจะดีจริงๆ เหรอ ลิวติเนส?”

            เพราะไม่ว่าจะมองจากมุมไหนสิ่งที่พวกเขาทำอยู่...ก็ไม่ต่างจากโจร!

            แผนของลิวอิสง่ายมาก ก็แค่คอยส่งคนลอบไปยังค่ายพักแรมของพวกมัจฉาเรื่อยๆ ขโมยเสบียงบ้าง อาวุธบ้าง ลอบดักทำร้ายคนที่กำลังทำธุระส่วนตัวในป่า

            เอาให้ขวัญหนีดีฝ่อจนไม่มีกระจิตกระใจจะสู้ต่อ!

            มันเป็นแผนที่ดี เหมาะสมกับเวลานี้ที่สุด ได้ทั้งเสบียงเพิ่มโดยไม่ต้องหาเอง อาวุธคุณภาพดีจากศัตรูชนิดที่ไม่ต้องเสียเวลาทำให้ยุ่งยาก ยิ่งพวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่บินได้ การจะหลบหนีจึงง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเนื่องจากไม่เหลือรอยเท้าไว้ให้ตามตัว

            จุดด่างพร้อยเพียงข้อเดียวคือ...

            มันเป็นวิธีที่ออกจะขี้โกงสุดๆ!

            แต่พอใครจะขัดลิวอิสก็มักจะตอบไปว่า ฝั่งนั้นใช้วิธีขี้โกงก่อน ทำไมพวกเราจะทำบ้างไม่ได้

            สุดท้าย...ก็ต้องยอมทำตามจนได้ แม้จะรู้สึกเสียศักดิ์แปลกๆ ที่ต้องลดตัวลงไปเป็นโจรป่าชิงทรัพย์ใครกลางดึก

            แบบนี้ก็แปลว่าต่างฝ่ายต่างก็ชั่วพอกัน...จบข่าว

            ตอนนี้เบื้องหน้าพวกเขาคือ เหยื่อที่ออกมาทำธุระส่วนตัว แม้ความมืดของยามค่ำคืนและพุ่มไม้จะช่วยบดบังร่างของเขาไม่ให้เพื่อนๆ มาเห็น แต่สำหรับชาววิหคและพวกเครมิสที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้แล้ว

            เห็นชัดแจ๋วทุกอากัปกิริยา...

            ฮอฟฟ์มองร่างที่อยู่เบื้องล่างแล้วก็ต้องถอนหายใจ ถึงเขาจะร่วมด้วยในแผนการนี้เพราะอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ แต่ไม่นึกไม่ฝันว่าพอเอาเข้าจริงๆ จิตฝ่ายดีฝ่ายชั่วจะขัดแย้งกันเองจนรู้สึกไม่ดี

            ต้องทำจริงๆ เหรอครับเนี่ย

            เด็กชายยิ่งคิดยิ่งสงสาร ถึงแม้เขาจะมีความแค้นกับเผ่ามัจฉาไม่น้อยแต่ก็ยังแยกแยะออกว่าอะไรควรอะไรไม่ควร เพราะบางครั้งทหารที่ร่วมในสงครามเองก็มีเหตุจำเป็น บ้างรับคำสั่งมาจากหัวหน้าอีกที เผ่าวิหคเองก็ต้องเคยเข่นฆ่ามาก่อนเช่นกัน

            แค่พวกเขาต่อสู้...เพื่อปกป้อง

            คนนี้เราจัดการแล้วกันเครมิสกระซิบเบาๆ เนื่องจากกลัวเหยื่อจะรู้ตัว แม้พวกเขาจะอยู่บนกิ่งที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งสายลมคืนนี้ช่างโหมรุนแรงจนเกิดเสียงอื้ออึงไปทั่ว

            ร่างเล็กพยักหน้าน้อยๆ แล้วเฝ้าสังเกตการณ์ต่อ หากมีใครมาพบเจอเข้าต้องรีบแจ้งเพื่อปิดปากได้ทัน ถึงจะหนีเร็วแค่ไหนแต่ถ้าพลาดขึ้นมาก็อาจถูกจับเป็นเชลยได้

            และที่ร้ายแรงกว่า...ถ้าต้องถูกจับเป็นตัวประกัน

            เครมิสค่อยๆ ปีนลงจากต้นไม้ช้าๆ จนเท้าทั้งสองเหยียบพื้นอย่างแผ่วเบา ยืนด้านหลังเป้าหมายที่เพิ่งจะเสร็จธุระก่อนใช้มือข้างที่ถนัดสับลงไปเต็มๆ บริเวณท้ายทอย ผลที่ตามมาคงหนีไม่พ้นร่างที่หมดสติทรุดลงกลางอ้อมแขนที่อ้ารอรับไว้

            เผ่ามัจฉานี่กินได้ไหมนะ จะอร่อยเหมือนปลาปกติหรือเปล่า?

            ความคิดแปลกๆ แล่นเข้ามาไม่ทันไรก็มีก้อนหินปริศนาขว้างกระแทกหัว พอเงยหน้าตามทิศทางไปก็เห็นลิวอิสทำหน้าบึ้งตึงประมาณว่าให้รีบพาออกไปนอกบริเวณนั้น

            แหงล่ะ...พวกเขาจะ ซ้อมคนทั้งทีก็ต้องหลบไปไกลๆ ไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดจนโดนจับได้

            ก่อนที่จะโดนดุไปมากกว่านี้เครมิสก็ยกร่างไร้สตินั้นพาดบ่า กระโดดขึ้นเกาะกิ่งไม้แล้วใช้เป็นฐานดีดตัวต่อไปเพื่อร่อนหนี

            มีคนพยายามสอนเขากระพือปีกหลายคนแต่ไม่ว่ายังไง...ก็ทำไม่ได้อยู่ดี

            เป็นมังกรซะเปล่า!

            พวกเขาจับคนมาได้สองสามคน เสบียงอีกหนึ่งถุงเต็มๆ แล้วยังอาวุธเพียงพอสำหรับคนเป็นสิบคน ไม่เสียทีที่ฝึกวิทยายุทธการย่องเบากันมาอย่างเต็มเปี่ยม

            แต่ที่ทำให้ลิวอิสสะใจที่สุดเห็นจะเป็นการได้กระทืบคนสักสองสามทีเพื่อระบายความเครียดที่เขาต้องแบกรับมานาน หลังเจอเครมิสทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปมากชนิดที่ถอยหลังไม่ได้

            มันก็มีบ้างที่สนุกดี ทำให้เขาหัวเราะได้ แต่หลายครั้งก็แบบว่า...โคตรปวดหัว!          

 

            หลังจากทำเช่นนี้ติดต่อกันสามสี่ครั้งก็เห็นผลได้ชัดเจน ฝ่ายศัตรูมีอาการระส่ำระส่าย บ้างนอนไม่หลับกันไปเลยทีเดียว มีการผลัดเวรยามแน่นหนาขึ้นหลายเท่า แต่กระนั้นก็ทำให้การเดินทางล่าช้าไปด้วยเนื่องจากนอนกันไม่ค่อยพอ

            เหมือนกลัวฝันร้ายอย่างไรอย่างนั้น

            ก็นับว่าแผนของพวกเขาประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

            แม้หลายครั้งที่จำต้องถอยหนีก่อนเพื่อความปลอดภัย แต่ด้วยความเร็วในการโบยบินบวกกับการแฝงตัวเข้าสู่เงาของป่าสูงทำให้ยังไม่เคยมีใครถูกจับ ไม่แม้แต่จะได้เห็นใบหน้าชัดๆ

            จนกระทั่ง...ครั้งนี้

            เด็กชายน้องเล็กที่สุดในกลุ่มพลาดท่าร่วงหล่นสู่พื้นหญ้า สร้างความตกใจให้แก่ผู้ที่ออกมาเหม่อมองแสงจันทร์ยิ่งนัก แสงสลัวยามค่ำคืนสะท้อนผิวกายของวิหคน้อยจนอีกฝ่ายถึงกับตะลึง ความรู้สึกหลากหลายผสมปนเปจนแยกไม่ออก

            แม้จะเคยเห็นใบหน้าของร่างเล็กมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ครานี้ช่างแตกต่าง กลิ่นเลือดจากบาดแผลที่โดนกิ่งไม้บาดจนเป็นรอยทำให้สัญชาตญาณของเขาตื่นขึ้น

            อะไรบางอย่าง...ที่เขาเกือบลืมมันไป

            ฮอฟฟ์ไม่รอช้า รีบอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายยังตั้งตัวไม่ถูกเพื่อหลบหนี รีบวิ่งอย่างสุดกำลังโดยไม่สนใจสิ่งรอบกายอีก จนในที่สุดเครมิสก็ตามลงมาเพื่ออุ้มเด็กน้อยแล้วพากลับหมู่บ้าน

            ในใจยังคงหวาดกลัวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ความรู้สึกกลัวตายแล่นเข้าจับหัวใจน้อยๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้ เขายังเด็กเกินกว่าจะเผชิญหน้ากับการต่อสู้จริงๆ จังๆ หากเมื่อครู่ไม่ฝืนวิ่งออกมาล่ะก็คงจบลงด้วยการถูกรุม

            ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้เขาต้องกลับสู่สถานะเดิม...ทาส

            เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” เครมิสเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ทุกความคิดสื่อผ่านนัยน์ตาสีเหลืองทองคู่งามที่มองกี่ทีก็ช่วยปลอบประโลมจิตใจที่สั่นไหวของเขาได้ เพราะนั่นทำให้เด็กชายนึกถึงรอยยิ้มสุดท้ายของพี่ชาย

            ร่างเล็กส่ายหน้าแทนคำตอบก่อนจะยิ้มแห้งๆ แผลถลอกนิดหน่อย แต่ไม่เจ็บมากหรอกครับ

            “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว

            เมื่อเด็กน้อยในอ้อมแขนปลอดภัยดีเครมิสก็วางใจ เขามุ่งตรงกลับหมู่บ้านเพื่อที่จะได้พาคนเจ็บไปทำแผล ด้วยความเร็วที่มากเป็นทุนเดิมทำให้ใช้เวลาไม่นานก็เห็นต้นไม้ใหญ่ตั้งตระหง่านรอรับ

            หมู่บ้าน...ที่พวกเขาจะต้องปกป้องเอาไว้ให้ได้

 

            คราวหน้าพวกเราจะลองจัดการหัวหน้าทัพของฝ่ายนู้นดู

            ลิวอิสเปิดประเด็นกลางที่ประชุมด้วยแววตามุ่งมั่นซึ่งเจือไปด้วยความเจ้าเล่ห์ชนิดปิดไม่มิด เขาต้องการจบงานนี้ให้เร็วที่สุดเพื่อจะได้ไปจากที่นี่แล้วออกผจญภัยต่อ ความจริงอยากหนีไปเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ แต่แวมไพร์รักศักดิ์ศรียิ่งกว่าอะไรแบบลิวอิสย่อมต้องจบสิ่งที่ตัวเองเริ่ม

            ในเมื่อลงแรงขนาดนี้แล้ว...ก็ต้องรอดูผลลัพธ์ให้ถึงที่สุด

            นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ลิวอิส โคเวเลนต์ยังคงพยายามอย่างหนักที่จะขัดเกลาฝีมือของชาววิหคที่ยังอ่อนประสบการณ์ เครมิสก็เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้ว่าเพื่อนของเขาคนนี้มีความสามารถมากกว่าที่คิด ต่างกับรูปร่างภายนอกที่ผอมบางเหมือนเป็นคนละคน

            ของแบบนี้ดูจากภายนอกไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ

            มีเสียงสนับสนุนก็ย่อมมีเสียงคัดค้าน พวกเขาลงคะแนนกันแล้วเลือกเอาตามเสียงส่วนใหญ่ โดยทุกการโหวตจะมาพร้อมความคิดเห็นในมุมต่างๆ กัน ไม่ว่าจะความเสี่ยงของแผนการ ผลลัพธ์ที่น่ายินดี หรือข้อเสียร้ายแรงที่สุดหากงานครั้งนี้ล้มเหลว

            เพราะมันอาจไม่ใช่ความตายของคนเพียงกลุ่มเดียว หากแต่เป็น...ทั้งเผ่า

            และยิ่งถ้าศัตรูได้สมบัติของเผ่าไปแล้วล่ะก็ ไม่ต้องคิดเลยว่าบรรดาชาววิหคทั้งหลายที่ตั้งหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ที่อื่นจะโดนกวาดล้างเป็นรายต่อไป

            แถมยังเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากกว่าเดิมหลายเท่า

            เพราะอะไรน่ะเหรอ...นั่นเพราะ สมบัติที่ว่าสามารถทำให้เผ่าพันธุ์คู่อริของพวกเขาบินได้น่ะสิ!

            แม้จะไม่มีปีกงอกออกมาแต่ก็จะลอยตัวได้ในช่วงเวลาหนึ่ง นั่นทำให้ข้อได้เปรียบเวลาต่อสู้ของพวกเขาลดฮวบจนไม่เหลือแม้แต่ฝุ่น ยิ่งชาวมัจฉาคอยพัฒนาประชาชนของพวกเขาทั้งด้านเศรษฐกิจ การนำอาวุธใหม่ๆ เข้ามา ต่างจากชาววิหคที่ยังคงอาศัยอยู่ในหมู่บ้านกลางเขา

            เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เริ่มประดิษฐ์กัน...พวกเขาไม่สนใจเลยสักนิด

            ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว เดี๋ยวนี้ใช่ว่าเก่งกาจมีเพียงเวทมนตร์แล้วจะสามารถอยู่รอดได้โดยง่าย การพัฒนาทางอารยธรรมทำให้พวกเขาเริ่มผสานเวทมนตร์เข้ากับสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ไม่ว่าจะหลอดไฟที่แม้จะยังมีปัญหาเรื่องพลังงานก็ดี เรือที่เริ่มใช้เครื่องจักรมาเกี่ยวข้องก็ดี กระเป๋าเวทมนตร์เองก็เป็นผลผลิตจากการศึกษานี้เช่นเดียวกัน

            ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว ถ้ายังเอาแต่ย่ำอยู่กับที่...ก็มีแต่จะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

            อาวุธปืนจากที่เมื่อก่อนเป็นสินค้าใหม่ซึ่งคนชั้นสูงเท่านั้นที่จะมีไว้ในครอบครอง บัดนี้มีขายกันให้เกลื่อน ไม่ว่าจะปืนพกพา ปืนที่สามารถใช้กระสุนผนึกเวทได้ และอีกมากมายเกินกว่าจะจินตนาการถึง จะหาคนใช้ธนูปกตินั้นยากยิ่งกว่ายาก นอกจากว่าเขาจะใช้ลูกธนูเป็นสื่อนำของเวทมนตร์

            แต่ถ้าให้ยิงธนูธรรมดาๆ ล่ะก็...ใครยังทำอยู่คงเป็นได้แค่พรานล่าสัตว์

            ดังนั้นลิวอิสจึงค่อนข้างปวดหัวไม่ใช่น้อยที่ต้องสอนคนหัวโบราณหลายๆ คนที่จับปืนยังไม่เป็นด้วยซ้ำ สมัยนี้มีปืนของเล่นตั้งเยอะตั้งแยะ เด็กห้าหกขวบยังรู้เลยว่าทำยังไง

            เขาเป็นแวมไพร์ซึ่งมีอายุมากพอสมควร ผ่านโลกมาเป็นเวลาไม่ต่างจากเครมิสนัก เขาเคยเห็นสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ครั้งใหญ่นั้นด้วยตาตัวเองมาแล้ว

            และรู้ดี...ว่าความสูญเสียคืออะไร

            ดังนั้นแม้จะไม่ค่อยอยากยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า สงครามอีกแต่ถ้านั่นป้องกันไม่ให้ใครอีกหลายๆ คนต้องสูญเสียคนสำคัญของตัวเองอย่างที่เขาเป็นล่ะก็ ลิวอิสคนนี้พร้อมที่จะทำเต็มที่

            หากเป็นสงครามทั่วไปที่ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการเปิดศึกย่อมไม่มีคำว่าผิดถูก เพราะทุกคนต่างทำเพื่อพี่น้องเผ่าพันธุ์เดียวกัน แต่ครั้งนี้ฝ่ายที่หาเรื่องก่อนคือเหล่ามัจฉา ทั้งยังมีเป้าหมายในการแย่งชิงทรัพย์ของคนอื่น จึงไม่แปลกเลยหากลิวอิสจะเข้าข้างเหล่าวิหคมากกว่า

            ไม่เช่นนั้นเขาคงเลือกที่จะเป็นกลาง มองทั้งสองฝ่ายห้ำหั่นกันเองเหมือนดูละครฉากหนึ่ง

            “แต่ถ้าจับหัวหน้าได้ก็แทบจะเรียกได้ว่าพวกเราเป็นฝ่ายชนะ

            ลิวอิสย้ำถึงความจริงที่แสนสำคัญ หากพวกเขาอยากเสียกำลังคนน้อยที่สุดล่ะก็ แผนการนี้นับเป็นสิ่งที่สนองความต้องการนั้นมากที่สุด

            แต่ยิ่งได้ผลตอบแทนเลอค่าเท่าไร ความเสี่ยง...ก็มากเป็นธรรมดา

            หากถูกจับตัวได้เสียเองก็จบ แต่ถ้าทำสำเร็จก็ไม่ต้องมีการสู้รบอะไรนั่นอีกต่อไป พวกเขาถกเรื่องนี้กันอยู่นานพอตัว ขนาดเวอเนอร์เองยังไม่กล้าตัดสินใจอะไรลงไปสุ่มสี่สุ่มห้า เขามีความคิดเป็นของตัวเอง ใช่ว่าจะเชื่อใครไปเสียหมด ตลอดมานี้ที่ทำตามลิวอิสเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายมีเหตุผลรองรับที่ดี

            แต่ครั้งนี้...มันออกจะเสี่ยงเกินไป

            ถ้าท่านไม่มีรายละเอียดของแผนการมากกว่านี้ข้าคงไม่สามารถอนุญาตให้ทำได้เวอเนอร์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังสมกับเป็นว่าที่หัวหน้าเผ่าคนต่อไป ต้องขอโทษด้วยนะครับ

            “ฉันให้คนไปสืบมาแล้วลิวอิสพูดขึ้น หันไปสบตาเวอเนอร์สักเล็กน้อยตามมารยาทของการพูดในที่ประชุม เมื่ออีกฝ่ายไม่เอ่ยปากห้ามจึงอธิบายต่อ สืบถึงที่พักของคนที่ชื่อเนินสต์อะไรนั่น

            “ว่าไงนะ?!”

            เวอเนอร์ถึงกับเก็บซ่อนอารมณ์ไม่มิด เขากระแอมครั้งหนึ่งก่อนจะกลับไปนั่งฟังเงียบๆ เชิญคุณพูดต่อได้

            “อย่างที่รู้ๆ กันว่าพวกนั้นใช้เต้นท์แบบเดียวกันหมดเพื่ออำพรางที่พักที่แท้จริงของเนินสต์ ทั้งยังมีทหารคุมเวรยามเท่าๆ กันเพื่อไม่ให้พวกเราจับสังเกตได้อีกด้วยแวมไพร์หนุ่มอธิบายให้เห็นภาพเนื่องจากวิหคหลายคนยังไม่ได้ออกไปปฏิบัติการดักซุ่ม แต่เมื่อคืนฮอฟฟ์ถูกเจอตัว ทั้งยังเกือบถูกจับได้

            “เรื่องนั้นข้าทราบแล้ว แต่มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร?”

            “วันนี้ฉันเพิ่งจะรู้ว่านอกจากถูกเจอตัวแล้ว ขวดยาพิษของเขายังหกโดนเสื้อผ้าของอีกฝ่ายด้วย แม้จะไม่มีผลถึงชีวิตแต่ก็ช่วยพวกเราได้อย่างหนึ่งลิวอิสหยุดไปชั่วครู่ก่อนจะแย้มยิ้มอย่างผู้ชนะ กลิ่นแรงขนาดนั้นสำหรับเครมิสที่จมูกไวยิ่งกว่าอะไรน่าจะแยกได้ไม่ยาก

            ทั้งที่ประชุมตกอยู่ในความเงียบเหมือนแต่ละคนกำลังหลุดเข้าสู่โลกส่วนตัว ใช้ความคิดวิเคราะห์ถึงโอกาสที่ได้มาด้วยความบังเอิญ

            สุดท้ายแล้วความเห็นก็ออกมา

            พวกเราจะลองดู กรุณาชี้แนะต่อด้วยครับ

 

            เย็นวันนั้นเครมิสจดบันทึกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะออกจากห้องไปพร้อมๆ กับคนอื่นๆ ที่เตรียมตัวเต็มที่สำหรับการบุกชิงตัวครั้งสำคัญ ลายมือที่เริ่มดูดีขึ้นตามการฝึกฝน ส่วนเนื้อหากลับแตกต่างจากช่วงแรก บันทึกที่เคยมีแต่เรื่องสนุกๆ ความคิดแปลกๆ ของเจ้าตัว

            เวลานี้...เหมือนเป็นที่ระบายความโศกเศร้า

 

บันทึกไม่ประจำวัน

 

            คืนนี้อาจจะเป็นคืนสุดท้ายแล้วสำหรับการต่อสู้กับพวกปลางี่เง่าที่บังอาจหลอกเราและทำให้ใครต่อใครต้องสูญเสียคนในครอบครัว หวังว่าแผนการจะเป็นไปตามที่วางเอาไว้นะ

            เราไม่อยากเห็นใครเจ็บปวดอีกแล้ว

            เมื่อก่อนเราคงจะมีชีวิตที่มีความสุขมากจริงๆ พอมาเจอเรื่องแบบนี้ถึงได้รู้ว่าอะไรๆ ก็ไม่เป็นไปตามที่คิดได้เช่นกัน เพราะประมาทเกินไป คิดเข้าข้างตัวเองเกินไป สุดท้ายก็ต้องเป็นคนที่แบกรับความทรมานอีกนานเกินกว่าจะทนไหว

            ถ้าหมู่บ้านมังกรต้องมาเจอเรื่องแบบนี้บ้าง...เราคงทนไม่ได้

 

เครมิส ดิมอส

 

            เขาเก็บของให้เรียบร้อยแล้วทิ้งกระเป๋าไว้ที่ห้อง การพกของไม่จำเป็นไปด้วยก็เหมือนแบกภาระติดตัวโดยใช่เหตุ ไม่อยากให้ใครมองตนเหมือนเด็กๆ ที่ทำเป็นแต่สร้างปัญหา

            พร้อมหรือยัง?” ลิวอิสที่ยืนรออยู่หน้าประตูเอ่ยถามเรียบๆ ก่อนจะพูดต่อ อย่าลืมว่าครั้งนี้นาย จำเป็นต้องไป

            “อืม...มังกรหนุ่มเขยิบตัวเข้าใกล้ สายตาไม่เหลือเค้าคนขี้เล่นเหมือนเมื่อวันแรกที่เจอกัน เราก็อยากให้เรื่องนี้จบไวๆ เช่นกัน

            เพื่อทุกคน...จะได้กลับบ้านพร้อมกันด้วยรอยยิ้ม

 

            ท่ามกลางความมืดมิดซึ่งสัตว์น้อยใหญ่พากันเข้าสู่ห้วงนิทรา พวกเขาผู้ที่ได้อาสาร่วมในการปฏิบัติการลักพาตัวครั้งสำคัญยังคงมุ่งหน้าต่อไปโดยไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่เรียกว่า...ความง่วง

            หาว...

            บางคนเริ่มยกมือปิดปากหาวอย่างงัวเงีย โดยเฉพาเด็กชายที่ฝืนเวลานอนสำหรับเด็กวัยกำลังโตมาหลายวันติดต่อกัน แม้ลิวอิสจะบอกว่าเขาไม่จำเป็นต้องมาก็ตาม

            ทำไงได้...เขาอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อเผ่าบ้าง

            อาจเพราะความเร็วในการวิ่งของเขามากพอจะเอาตัวรอดได้สบายๆ หากมีโอกาสให้หนี ต่างจากความสามารถในการบินที่น้อยนิดเซไปเซมาเหมือนลูกนกหัดบิน     

            นับเป็นเรื่องน่าแปลกไม่แพ้ทักษะการบินติดลบของเครมิส

            “นายจำกลิ่นได้แน่นะลิวอิสถามด้วยความไม่แน่ใจ ตัวนำหลักในการแสดงครั้งนี้เป็นใครไปไม่ได้นอกจากมังกรที่แทบจะแย่งอาชีพสุนัขตำรวจ ถ้าพลาดทีนี่จบเห่กันหมด

            “รู้แล้วน่า!” เครมิสทำปากยื่น เขาไม่ชอบเลยสักนิดเวลามีใครมาออกคำสั่งซ้ำไปซ้ำมา หลังนั้นไม่ผิดแน่ กลิ่นแรงมากๆ เลย

            เครมิสชี้ไปยังเต้นท์หลังหนึ่งที่ดูไม่แปลกไปกว่าเต้นท์หลังอื่นๆ เพียงแต่ประสาทรับรู้ทางกลิ่นที่ดีผิดปกติบ่งบอกแน่ชัดว่านี่คือสิ่งที่พวกเขาตามหา

            ทำไมจะจำไม่ได้ เพราะยาพิษนี้...คือชนิดเดียวกับที่เขาโดนเต็มๆ คราวที่แล้ว!

            เราเกลียดกลิ่นนี้ชะมัด!

            พวกเขาทั้งสิบคนค่อยๆ ย่องไปยังเต้นท์ของผู้นำทัพครั้งนี้หมายจะคุมตัวไว้ให้ได้เพื่อตัดขวัญกำลังใจของศัตรู ดีไม่ดีอาจเลิกความคิดที่จะสู้รบกันไปเลยก็ได้ ลิวอิสค่อยๆ เปิดม่านออกช้าๆ เพื่อล้อมวงเข้าจับกุมแต่ก็พบว่า...

            หาผมอยู่เหรอ?”

            เสียงนั้นดังมาจากด้านหลังและไม่ได้มาเพียงลำพัง สองข้างซ้ายขวาเต็มไปด้วยเหล่าทหารพร้อมอาวุธครบครัน เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าแผนครั้งนี้...ล้มเหลว

            เหลวเป๋วชนิดที่ไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีก!

            หลังจากนั้นพวกเขาก็กลายเป็นฝ่ายถูกคุมตัวแทน โดนมัดมือมัดเท้าจนขยับตัวไปไหนไม่ได้ หากเป็นเส้นเชือกธรรมดาเครมิสก็ยังพอจะใช้ไฟเผาได้โดยง่าย แต่เพราะอีกฝ่ายใช้เชือกเวทมนตร์ซึ่งมีอาคมลงเอาไว้ทำให้ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ตัดได้ขาด ความแข็งแรงก็มากเกินกว่าที่จะฉีกกระชากด้วยกำลัง

            รวมๆ แล้วพวกเขา...ถูกจับกุมโดยสมบูรณ์

            เครมิสไม่ได้จำกลิ่นผิดหรืออะไรทั้งนั้นเพียงแต่ฝ่ายตรงข้ามเดาทางได้แล้วทิ้งเสื้อผ้าของตนเองไว้ในนั้น แค่เปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าเหมือนทหารระดับล่างก็ทำให้พวกเขาไม่ทันสังเกตเห็น

            แต่ที่น่าแปลกคือการที่เนินสต์แยกฮอฟฟ์ออกไปเพียงลำพัง ไม่รู้มีเหตุผลแอบแฝงหรืออะไรกันแน่ จุดนี้เองที่ทำให้เครมิสร้อนรน พยายามแล้วพยายามอีกที่จะปลดเชือกให้หลุดเพื่อไปช่วยเด็กชาย เขาไม่อยากทนเห็นอีกฝ่ายต่างเจ็บปวดอีกแล้ว

            เพราะหากต้องกลับไปเป็นทาสอีก...ที่ทำมาทั้งหมดก็สูญเปล่ากันพอดี!

            อุตส่าห์ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่แล้วแท้ๆ

            เครมิสนึกถึงใบหน้าเด็กชายครั้งแรกที่พบเจอ แววตาที่เฉยเมยเย็นชาคอยแต่จะสวมหน้ากากเวลาเข้าหาใครต่อใคร บัดนี้สามารถใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วๆ ไปได้อีกครั้ง แต่ถ้าศึกครั้งนี้พวกเขาแพ้ ฮอฟฟ์โดนจับตัวไป ร่างเล็กก็ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว...อีกครั้ง

            ใครจะไปยอมกัน!

            “โอ๊ย!” เครมิสครางเบาๆ หลังพยายามกระชากเชือกอันแน่นหนาให้ขาดสะบั้น แต่แม้พละกำลังที่มากกว่าคนปกติก็ไม่อาจทำลายได้เหมือนเคย รังแต่จะทำให้ข้อมือต้องเป็นรอยแดง

            ทำอะไรไม่ได้เลยสักนิด

            ทุกอย่าง...ทุกอย่างเป็นความผิดของเจ้านั่นแหละ!”

            ชายหนุ่มคนหนึ่งตวาดลั่น เขาอดทนทำตามแผนการของลิวอิสมาตลอด พยายามคิดในแง่ดีว่าคนพวกนี้คงรู้สึกผิดและอยากหาทางชดใช้ แต่จนแล้วจนรอดสุดท้ายเรื่องกลับออกมาเป็นแบบนี้

            พลาดเพียงหนเดียว...อาจกระทบถึงคนทั้งเผ่า

            เครมิสไม่พูดอะไร เขาเข้าใจความรู้สึกของคนตรงหน้าดี การต้องมานั่งรออยู่เฉยๆ โดยที่ทำอะไรไม่ได้มันอึดอัดใจยิ่งกว่าเอาดาบแทงฆ่าให้ตายเสียอีก เพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเขาจะโดนใช้เป็นตัวประกันทำให้ทางเผ่าต้องยอมจำนนหรือไม่

            บางครั้งความตาย...อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

            น่าเสียดายที่พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะถูกจับเอาง่ายๆ จึงไม่ได้เตรียมของจำพวกยาพิษไว้ใช้ปลิดชีพตัวเองในเวลาแบบนี้

            ไม่เช่นนั้น...แต่ละคนคงเลือกที่จะไปสบาย

            วิหคหลายคนไม่เหลือใครในครอบครัวอีกแล้ว เขาไม่มีบ้านให้กลับ ไม่มีใครที่เฝ้ารอคอยเหมือนเมื่อก่อน ดังนั้นสำหรับพวกเขาแล้ว ความตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัว

            ที่น่ากลัว...คือการที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่แต่ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องเดือดร้อน

            “เราขอโทษ...เครมิสไม่รู้จะสรรหาคำพูดอื่นใดมาใช้อธิบายความรู้สึกในเวลานี้ได้อีก เขารู้สึกผิดจนอยากตายให้รู้แล้วรู้รอด

            เพียงแต่เขา...ยังมีอีกหลายอย่างต้องทำ

            จะตายอยู่ตรงนี้ไม่ได้เด็ดขาด!

            เหมือนสวรรค์จะยังไม่ทอดทิ้งนักเมื่อจู่ๆ พวกเขาก็ได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ ของเด็กชายที่โดนแยกตัวไป เหตุใดร่างเล็กจึงไม่ถูกจับมัด สามารถเดินเล่นได้สบายใจเหมือนไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ของการสู้รบกันแน่ สิ่งนั้นยังคงเป็นปริศนาไปอีกสักพัก

            ผมจะช่วยแก้เชือกให้พวกพี่นะครับ

            เพราะขนาดตัวฮอฟฟ์เอง...ยังไม่เข้าใจเลย


 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

13/5/2013

            มาลงต่อตามสัญญาแล้วนะคะ เมื่อคืนกลับถึงบ้านดึกมากมาย เพราะแค่ถึงสนามบินก็เที่ยงคืนแล้ว ถึงบ้านตีสอง ถ้าเทียบว่าร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน อิงของญี่ปุุ่นอยู่นั่นก็ตีสี่แหนะ!! ง่วงนอนสุดๆ เลย ส่วนครั้งนี้ลงไปเกือบ 5 หน้า ทั้งที่บทนี้มีเกือบๆ 8 หน้าเท่านั้น (คือเจ็ดหน้าครึ่งกว่าๆ) แต่ไม่งั้นมันจะตัดไม่ลงตัว อีกนิดเดียวก็จะจบ Vol.1 แล้วนะเนี่ย ไวดีแท้ (จบที่ 17 และมีบทส่งท้ายอีกสี่ห้าหน้า)

            หนูฮอฟฟ์โดนเจอตัวเข้าจนได้ ส่วนลิวอิสก็กะใช้แผนเผด็จศึก แต่จะสำเร็จหรือไม่...รออ่านครึ่งหลังแล้วคงรู้เองจ้า

-------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

19/5/2013

            มาต่อกับครึ่งหลังที่พลิกล็อกกลายเป็นว่า...พวกเขาถูกจับซะงั้น!!

            นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าลิวอิสก็ไม่ได้ฉลาดที่สุดเสมอไป ของแบบนี้มันต้องผลัดๆ กันบ้าง ถือเสียว่าทั้งเครมิสและลิวอิสต่างเป็นเผ่าพันธุ์อายุยืนทั้งคู่ ประสบการณ์ย่อมมากกว่า ทั้งยังทนทานตายยากกว่าฝ่ายมัจฉาและวิหคเยอะ

            แต่ทำไมฮอฟฟ์ถึงถูกปล่อยตัวเอาง่ายๆ จุดนี้คงต้องเดากันต่อไป ดูซิว่าจะมีนักอ่านคนไหนเดาได้ถูกต้องหรือใกล้เคียงกันบ้างนะ

            บทหน้ามีทั้งบู๊ ทั้งดราม่า เตรียมตัวเอาไว้ได้เลย และเมื่อขึ้น Vol.2 (เริ่มที่บท 18) ขอบอกได้เลยว่า...บู๊ ต่อสู้ ดราม่ายาวกระจายไปถึงบทที่ 23 เลยทีเดียว!! // ตอนนี้ไรท์เตอร์เขียนบทที่ 22 อยู่

            เนื้อเรื่องของการปะทะกันระหว่างเผ่าวิหคกับมัจฉาจะจบที่บท 23 นะคะ (คิดว่า) ถ้าไม่ 23 ก็คง 24 แล้วจะเริ่มเนื้อหาปมถัดๆ ไปที่วางเอาไว้

            หลายคนคงเปิดเทอมกันแล้ว ไรท์เตอร์เข้าใจที่ว่าเม้นท์คงน้อยลง แต่ก็จะยังคงลงทุกอาทิตย์เช่นเดิมนะคะ และขอบคุณสำหรับทุกคนที่ติดตามกันมาถึงตอนนี้ด้วย >w<

            ปล. ครบ 1000 เม้นท์แล้ว ไว้หาตอนพิเศษมาลงหน่อยดีไหมนะ  =w=



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,373 ความคิดเห็น

  1. #1009 worm-book (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2556 / 20:42
    เฮ้ยๆ ทำไมหนูฮอฟฟ์ได้สิทธิพิเศษ!?
    หรือว่าจะ...ต้องตาต้องใจฝ่ายนั้น//โดนเสย
    #1,009
    0
  2. #1008 ShiroHana (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 / 19:06
    เครจังดราม่า...//ปลอบสิยะลิวอิส ปลอบสักหน่อยเซ่!!!!!
    #1,008
    0
  3. #1007 CharlotteTear (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 / 04:54
    เดาไม่ออก เพราะงั้นไม่เดาค่ะ ฟฟฟฟฟฟฟ
    ฮอฟฟี่หน้าตาถูกใจเนินสต์เรอะ ถถถถถถถถ //ไม่ใช่ละ //ไหนบอกจะไม่เดา
    #1,007
    0
  4. #1006 aongfong39 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 / 16:47
    ช่วงนี้สงสารเครมิสมากเลย แต่ก็เป็นบทเรียนที่ทำให้เติบโตขึ้นได้สินะ
    #1,006
    0
  5. #1002 ShiroHana (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2556 / 07:39
    บุกข้อหาม่อหัวหน้าตัวเองสินะ lol//ไม่จบ
    #1,002
    0
  6. #1001 DaiisyMary (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2556 / 15:32
     ลิสลูอาร์ (เปลี่ยนบ้าง 5555)
    #1,001
    0
  7. #1000 CharlotteTear (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2556 / 09:54
    ลิววี่! ลิววี่!
    #1,000
    0
  8. #996 aongfong39 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2556 / 15:43
    เรื่องไม่จบแค่บุกเข้าไปเฉยๆแน่ เนินสต์อาจมีแผนก็ได้(มั้ง)
    #996
    0
  9. #520 Bow's Ansia (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2555 / 19:32
    ลิวอิสตอนนี้ดูเท่ห์ขึ้นมาทันที 
    เครมิสนี่นึกจะนอนก็นอนนะ -*-
    #520
    0
  10. #397 Angel Evil (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2555 / 17:30
    พรืดดดดด ยิ่งอ่านยิ่งจิ้น =.,= // เกี่ยว?
    #397
    0
  11. #280 ปลาทองจำแลง (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2555 / 16:32

    ครายยยยยย ครายมันบังอาจจับตัวฮาฟฟี่!!! // กัดคอมันผู้นั้น
    พี่แพรบอกไม่ให้สาปแช่ง งั้นฆ่ามันก็ได้ใช่ม้า~ ฆ่าเลย! ฆ่าเลย! ฆ่าเลย! // เชียร์ให้ใครก็ได้ในเรื่องฆ่ามันซะ

    #280
    0
  12. #224 5465 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 เมษายน 2555 / 23:16
    ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่าลิวจัง "เคะ" เข้าไปทุกที // โดนถีบ
    #224
    0
  13. #216 pinkysery (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 23 เมษายน 2555 / 21:34
    เครมิส ลุกขึ้นมาปกป้องน้องน้อยเร็ว~
    #216
    0
  14. #213 annaaa (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 23 เมษายน 2555 / 18:19
    มาต่อเร้วๆน้า
    #213
    0
  15. #211 worm-book (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 23 เมษายน 2555 / 17:21
    เย้ ได้เห็นลิวอิสบู๊อีกแล้ว ><
    #211
    0