Cremis Dimos มังกรพันธุ์ป่วน

ตอนที่ 30 : [CD] บทที่ 15 ก็คนมันเก็บกด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 759
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    8 ก.ย. 57

บทที่ 15 ก็คนมันเก็บกด

 

            ไม่นะ!”

            ใครคนหนึ่งสะดุ้งเฮือกผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความหวาดหวั่น หัวใจเต้นถี่รัวไม่เป็นจังหวะ เขาขยุ้มเสื้อที่อกพลางกวาดสายตาไปรอบๆ บางสิ่งบางอย่างทำให้จิตใต้สำนึกร่ำร้องเป็นการเตือน แม้ร่างกายจะครบถ้วนสมบูรณ์หายเป็นปกติดี

            แต่บางอย่าง...กำลังจะเกิดขึ้น

            เครมิสจำได้แค่ว่าเขาล้มลงและหมดสติไปในที่สุด เรียกว่าโชคเข้าข้างที่ผู้มาพบเจอคือชาววิหคของหมู่บ้านสาขาย่อยที่พวกเขามุ่งหน้าไปขออาศัย แต่หลังจากนั้นต่างหากที่สำคัญ

            ความฝัน...ที่เป็นเหมือนลางบอกเหตุ

         ฝันเมื่อกี้มันคืออะไรกัน

         เขาจำรายละเอียดของความฝันไม่ได้เลยสักนิด รู้แค่ว่าเขาตกใจเอามากๆ จนตื่นขึ้นมา และต้นตอของความรู้สึกสับสนทั้งหลายย่อมมาจากสิ่งที่เขาได้เห็นในห้วงนิทรา ภาพบางอย่างที่ทำให้จิตใจระส่ำระส่ายตั้งสติไม่อยู่อีกต่อไป

            บางสิ่ง...ที่ทำให้มังกรต๊องๆ อย่างเครมิสถึงกับข่มใจนอนต่อไม่ได้

            ถ้าไม่ใช่เรื่องน่ากลัวมากจริงๆ ก็อาจเพราะต้องรับรู้ความจริง...บางอย่าง

            ฟื้นแล้วสินะเสียงอันคุ้นเคยทำให้เขารีบหันไปหาแล้วฉีกยิ้มให้ทันที เป็นปฏิกิริยาตอบรับที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ยินดีด้วยเลยสักนิด

            เพราะดูก็รู้...ว่าฝืนยิ้มสุดๆ!

            “ถ้าไม่อยากยิ้มก็อย่าฝืน มันดูไม่ได้เอาซะเลยลิวอิสเดินเข้าไปใกล้เตียงคนป่วยแล้วลากเก้าอี้มานั่งก่อนจะอธิบายสถานการณ์ตอนนี้ให้ฟัง พร้อมจะฟังแน่นะ?”

            แต่ถึงไม่พร้อมยังไงนายก็ต้องฟัง

            เครมิสพยักหน้าทันทีเมื่อเห็นสายตาจริงจังของคนตรงหน้าที่ให้ตายก็ปฏิเสธไม่ได้ อีกอย่างเพราะเขาคือต้นตอความวุ่นวายที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

            แม้แต่ตัวเครมิสเอง...

            มีพวกมัจฉาอ้อมไปดักระหว่างที่พวกเราสู้กับพวกที่ไล่ตาม เพราะงั้น...พวกเราเหลือกันแค่สามสิบคน

            ว่าไงนะ!” เมื่อได้ยินแบบนั้นเขาถึงกับร้องเสียงดัง ทั้งที่จำได้ว่า... ตอนแรกรวมกันได้ตั้งหกสิบกว่าคน หายไป...หายไปครึ่งนึงเลยเหรอ!”

            “อืม

            มังกรหนุ่มนั่งกอดเข่าบนเตียง ซุกหน้าลงเหมือนไม่อยากให้ใครเห็นใบหน้ายามนี้ของเขา ทั้งร่างสั่นสะท้านไปด้วยความสับสน คิดแล้วไม่มีผิดว่าจะต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ทั้งหมด...ทั้งหมดเป็นความผิดของเราคนเดียว!”          

            และเรื่อง ไม่ดีที่ว่าก็ทำท่าจะต่อเนื่องไปอีกสักพักเพราะนี่...ก็แค่น้ำจิ้ม

           

            เครมิสลากสังขารของตัวเองออกจากห้องก็พบภาพที่คล้ายคลึงกับหมู่บ้านก่อนหน้านี้ ที่นี่สร้างบ้านบนต้นไม้เช่นกันแม้ขนาดหมู่บ้านจะเล็กกว่ากันมากก็ตาม ยิ่งเห็นเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกแย่กว่าเดิม ถึงจะเป็นคนงี่เง่าแค่ไหนแต่ก็ไม่มีทางลืม

            ไม่มีทางลืมหมู่บ้านท่ามกลางกองเพลิงที่มีเขา...เป็นต้นเหตุ

            อย่าเอาแต่ทำหน้าเศร้าลิวอิสตบบ่าเครมิสเบาๆ หลังจากเห็นสีหน้าอยากตายเสียให้ได้ของมังกรจอมป่วน ถ้านายอยากจะชดใช้ความผิดก็ต้องต่อสู้เพื่อพวกเขา

            “ต่อสู้?”

            “ใช่แล้วแวมไพร์หนุ่มเหยียดยิ้มอย่างมีเลศนัย คิดว่าพวกเราจะหนีมาเฉยๆ โดยไม่คิดเอาคืนกับคนที่บังอาจทำลายบ้านของคนอื่นหรือไง?”

            “แปลว่าเรา...เรายังมีประโยชน์กับพวกเขาใช่ไหม

            เครมิสเริ่มมีความหวัง หลังจากคิดอยู่นานว่าตนเองจะทำอะไรเพื่อคนที่ดีกับเขาได้บ้าง ทั้งให้ที่พัก เชื่อใจให้เขาพักอาศัย แต่กลายเป็นว่าคนที่นำพาความหายนะมาให้ก็ดันเป็นตัวเขาเอง ความใสซื่อที่เป็นเหมือนดาบสองคม

            ทำให้คนเชื่อใจ...แต่ก็โดนหลอกง่ายเช่นกัน

            ถ้านายยังอยากทำตัวมีประโยชน์ก็ตามฉันมานี่ลิวอิสกางปีกแล้วบินลงไปข้างล่างซึ่งมีชาววิหคจำนวนมากกำลังนั่งล้อมวงกันปรึกษาว่าจะรับมือพวกมัจฉาคราวนี้ยังไงดี

            ส่วนหนึ่งคือพวกเขานับเป็นครอบครัวเดียวกันย่อมไม่ทอดทิ้งกันในยามยาก และอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ...พวกมัจฉากำลังมุ่งหน้ามาที่นี่

            ลิวอิสสืบจนรู้มาว่าหมู่บ้านสาขาย่อยแห่งนี้มีความสำคัญเกือบเท่าสาขาหลักเลยด้วยซ้ำ แค่ขนาดที่เล็กกว่าและมีประชากรน้อยกว่าก็เท่านั้น ทว่าพวกเขากลับกำความลับอันใหญ่หลวงไว้อยู่อย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่ต้องการของใครอีกหลายๆ คน

            สมบัติแห่งวิหค

            การที่พวกเขาไม่เก็บสมบัติไว้ที่หมู่บ้านหลักก็เพื่อการเก็บซ่อนที่แนบเนียน เพราะสงครามหลายครั้งมักมีเป้าหมายอยู่ที่หมู่บ้านสาขาใหญ่ แต่ในเมื่อครั้งนี้สถานที่แห่งนั้นโดนทำลาย รื้อค้นจนทะลุปรุโปร่ง เหล่ามัจฉาย่อมเข้าใจแผนการนกต่อนี้

            และไม่แปลก...หากจะมุ่งหน้ากวาดล้างหมู่บ้านสาขาย่อยที่เหลือ

            พวกเราต้องปกป้องหมู่บ้านเอาไว้ให้ได้เวอเนอร์กัดฟันพูดเมื่อเผลอขยับตัวมากเกินไปจนเจ็บแผล พี่น้องมีความคิดเห็นอะไรดีๆ บ้างไหม

            “ฉันมีลิวอิสร่อนลงข้างๆ เวอเนอร์แล้วทำท่าจะอธิบายความคิดของตนเองแต่กลับถูกขัดขวางเสียก่อน

            นั่นมันแวมไพร์นี่!”

            “ไอ้เจ้าพวกนี้มันไว้ใจไม่ได้หรอก

            “อย่ายุ่งไม่เข้าเรื่องเลยน่า ออกไปจากหมู่บ้านพวกเราซะ!”

            “เพราะพวกแก เรื่องถึงได้เป็นแบบนี้!”

            และอีกหลายเสียงที่เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานาจนเสียงดังอื้ออึงฟังไม่ได้ศัพท์ พาลทำให้ลิวอิสที่อารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่แล้วอยากหาเหยื่อมาทานเป็นมื้อว่างแปลกๆ

            แม้เขาจะไม่ได้ดื่มเลือดสดๆ แบบนี้มานานแล้ว...แต่ก็ใช่ว่าจะลืมวิธี

            เงียบก่อน!” เวอเนอร์ตวาดลั่นเพื่อเรียกความสนใจ ก่อนจะหันไปหาลิวอิส ลองอธิบายแผนการของท่านมา

            “ขอบใจลิวอิสโค้งตัวให้เป็นการขอบคุณแล้วหันไปหาเครมิสที่ยืนเงียบอยู่ไม่ห่าง คงรู้ดีว่าเขาคนนี้เป็นเผ่าอะไร

            “เป็นมังกรไง...ชาววิหคคนหนึ่งลุกขึ้นยืนแล้วพูดต่อ และเป็นมังกรที่ทำให้หมู่บ้านของพวกเราต้องวอดวาย!”

            เครมิสเบิกตากว้าง รู้สึกเหมือนโดนเข็มพันเล่มแทงเข้ามาที่หัวใจจนปวดระบมไปหมด ขอบตาร้อนผ่าวทำท่าจะร้องไห้ เรา...

            “อย่าเพิ่งทะเลาะกันตอนนี้!” เวอเนอร์พยายามออกหน้ารับ เขารู้ดีว่าเครมิสคงไม่ใช่คนที่จะหักหลังพวกพ้อง เหตุครั้งนี้เกิดจากความซื่อบื้อของเจ้าตัวก็จริง แต่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น เจ้าตัวเขาก็รู้สึกผิดจะแย่อยู่แล้ว จะซ้ำเติมกันไปถึงไหน หรือต้องให้ประหารทิ้งถึงจะพอใจ!”

            “ถึงงั้นก็เถอะ!” อีกฝ่ายยังคงไม่ยอมแพ้

            “อยากรู้นักว่าถ้าลูกหลานพวกนายโดนหลอกบ้างแล้วจะยังเอาแต่หาเรื่องแบบนี้ไหมลิวอิสพูดเสริมพลางจ้องไปยังชาววิหคหลายๆ คนที่ทำท่าจะคัดค้านไม่ให้เขาพูด เพราะถึงเจ้าบ้านี่ไม่มายังไงพวกนั้นก็เตรียมแผนที่จะหลอกใช้ใครสักคนอยู่แล้ว

            ทีนี้เลิกคิดมากได้รึยัง

            ลิวอิสมองมังกรหนุ่มที่มีสีหน้าดีขึ้นมาก ถึงจะยังยิ้มไม่ออกแต่ก็คงเลิกเอาแต่โทษตัวเองเสียที ส่วนฮอฟฟ์ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขายังไม่อยากเห็นการนองเลือดตั้งแต่หัววัน โดยเฉพาะถ้าต้องเลือกระหว่างพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์กับเพื่อนใหม่ที่ช่วยเหลือเขามาตลอด

            มันคงเป็นอะไรที่ตัดสินใจยากเกินไปสำหรับเด็กอย่างเขา

            ทีนี้ก็มาคุยเรื่องแผนการต่อได้แล้วเวอเนอร์ใช้น้ำเสียงจริงจังจนทุกคนยอมเก็บความไม่พอใจส่วนตัวเข้ากรุ อย่างไรเสียก็แก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วไม่ได้

            อนาคตที่กำลังจะมาถึง...นั่นต่างหากที่สำคัญ

            ความจริงอีกข้อที่ลิวอิสเพิ่งจะรู้ก็คือ เวอเนอร์เป็นถึงว่าที่ผู้นำเผ่าคนต่อไปในขณะนี้ เพราะหลังจากการจากไปของพี่ชายของฮอฟฟ์ทำให้การคัดเลือกหยุดชะงักลงไป กว่าแต่ละคนจะทำใจได้เวลาก็ผ่านพ้นมาหลายปี

            ทั้งๆ ที่ผ่านการทดสอบและเตรียมตัวพร้อมสำหรับการฝึกฝนเป็นผู้นำแล้วแท้ๆ

            เวอเนอร์เป็นหลานชายของท่านผู้นำคนปัจจุบัน แต่สำหรับเผ่าวิหคแล้วย่อมเลือกจากคุณสมบัติทางปัญญา ร่างกาย และไหวพริบ ไม่เกี่ยวข้องกับสายเลือดใดๆ ทั้งสิ้นเนื่องด้วยพวกเขานับกันเป็นครอบครัวใหญ่ ทุกคนคือสมาชิกในครอบครัว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุให้ต้องเข้าข้างใครเป็นพิเศษ

            เขาฝึกฝนตนเองอย่างหนักเพื่อจะได้รับตำแหน่งนี้อย่างสมเกียรติ อยากจะเดินหน้าต่อแทนคนที่เขานับถือเอามากๆ เป็นทั้งคู่แข่ง เพื่อน และเป้าหมาย

            ใช่แล้ว...เวอเนอร์ เคยเป็นเพื่อนกับพี่ชายของฮอฟฟ์

            คนที่เสียใจกับการจากไปสายฟ้าแลบไม่ได้มีเพียงฮอฟฟ์ที่เป็นน้องชาย เวอเนอร์เป็นอีกคนที่ซึมไปเป็นเดือนๆ กว่าจะทำใจกับเรื่องนี้ได้ เขาพยายามตามหาฮอฟฟ์แต่ก็ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร รู้แค่ว่าเพื่อนรักของเขามีน้องชายคนนึงเท่านั้น

            ไม่เคยคิด...ว่าน้องชายคนสำคัญจะถูกจับเป็นทาส

            เมื่อได้มาพบเจอกันอีกครั้งทำให้เขาตั้งตัวไม่ถูก ได้แต่เล่นละครเหมือนไม่รู้จักมักคุ้นใดๆ ด้วย พอฮอฟฟ์เล่าเรื่องการตายของพี่ชายให้ฟังก็ทำเอานั่งไม่ติด อยากออกไปกวาดล้างเหล่ามัจฉาเสียเดี๋ยวนั้น

            แต่แล้วโอกาสที่จะเอาคืนก็มาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

            พร้อมความสูญเสีย...ไม่ต่างจากครั้งก่อน

            กลับมาที่เรื่องเดิมลิวอิสกวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อข่มขู่ทำนองว่าหากกล้าขัดอะไรขึ้นมาอีกเขาก็ไม่คิดจะให้ความช่วยเหลือแล้ว คิดว่าพวกมัจฉาน่าจะเล็งหาทางใช้ไฟในการทำให้พวกเจ้าทิ้งหมู่บ้าน ยิ่งเป็นป่าต้นไม้เยอะๆ แบบนี้ด้วย ดังนั้นหน้าที่การป้องกันส่วนนี้จึงควรยกให้เจ้าบ้านี่ที่เป็นมังกรไฟ มีใครคิดจะค้านไหม?”

            เวอเนอร์คิดถึงตอนที่เครมิสต่อสู้กับพวกมัจฉาเพื่อช่วยเขากับคนรักแล้วก็พยักหน้า ในส่วนนี้ข้าเห็นด้วย เชิญว่าต่อไปได้

            “และในเมื่อเป็นเผ่าที่มีปีกบินได้ทั้งทีก็ควรใช้ของที่พระเจ้าประทานให้ดีๆ หน่อย เพิ่มความเร็วในการบินให้มากขึ้น เตรียมอาวุธระยะไกลเช่นพวกธนูหรือปืนเพื่อตัดกำลังศัตรูจากที่สูง ดังนั้นก่อนที่พวกนั้นจะบุกมาก็อยากให้มีการฝึกพิเศษกันเสียหน่อย

            “ฝึกพิเศษเนี่ยนะ!” ชาววิหคคนหนึ่งร้องลั่น เจ้าจะดูถูกพวกเรามากเกินไปแล้วนะ แวมไพร์...

            “หากไม่ใช่เพราะโดนยา มีหรือที่พวกเราจะแพ้ง่ายๆ จนต้องหนีหัวซุกหัวซุน

            “พวกเราไม่ใช่เผ่าที่อ่อนแอนะ!”

            ก็ไม่ได้ดูถูกว่าอ่อนแอสักคำ ไอ้พวกชอบคิดเองเออเองเอ๊ย!

            ลิวอิสกระตุกยิ้มเหยียดแล้วพูดจาด้วยน้ำเสียงชวนหาเรื่องแบบสุดกู่ ถ้างั้นก็ยิ่งต้องฝึก เพราะถ้าผ่านการฝึกง่ายๆ นี่ไม่ได้ก็เท่ากับว่าพวกนายยัง อ่อนแอกว่าฉันเยอะ

            เกิดเสียงถกเถียงกันยกใหญ่ก่อนที่พวกเขาจะประกาศเสียงดัง เอาเลย แล้วเจ้าจะรู้ว่าพวกข้าแข็งแกร่งกว่าที่คิด!”

            เวอเนอร์เขยิบตัวเข้าไปใกล้ลิวอิสแล้วแอบกระซิบถาม คุณจงใจให้เป็นแบบนี้ใช่ไหมครับ

            “หึ...ลิวอิสแอบหัวเราะในลำคอเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามต้องการ จะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ผิด

            ยั่วนิดยั่วหน่อยก็ตอบตกลงแล้ว คนพวกนี้หลอกง่ายยิ่งกว่าเจ้าบ้าเครมิสอีกเหอะ!

 

            ดูเหมือนพวกมัจฉาเองก็ไม่ได้บุ่มบ่ามประกาศสงครามอะไร คงจะเตรียมกำลังรบของตัวเองให้พร้อมอยู่เช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงยิ่งต้องอาศัยเวลานี้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการฝึกพิเศษรับมือกับศัตรูที่ใกล้เข้ามา แต่อะไรๆ ก็ไม่เป็นไปตามที่ต้องการนัก

            ลูกศรนั่นเกือบโดนข้าแล้วนะ!”

            ลูกปืนเจ้าก็ด้วยนั่นแหละ!”

            ทำไงได้...พวกเขาห่างหายจากการสู่รบมานาน ไม่ว่าจะคนในหมู่บ้านเล็กแห่งนี้หรือคนที่หลบหนีมาจากสาขาใหญ่

            การทดสอบและฝึกปรือเด็กๆ ให้ชำนาญการต่อสู้มีเรื่อยมาเหมือนในอดีต การเฝ้าเวรยามเองก็เช่นกัน แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะมีฝีมือทัดเทียมคนที่เตรียมพร้อมสำหรับการสู้รบอย่างจริงๆ จังๆ เช่นพวกมัจฉา ไม่แปลกเลยหากต้องปะทะกันแล้วจะพ่ายแพ้โดยง่าย

            คนพวกนั้นเขามีเป้าหมายในการต่อสู้ วางแผนมาเป็นปีเพื่อการโจมตีครั้งนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ชาววิหคซึ่งอยู่สบายๆ มานานจะรับมือไหว

            “พวกเจ้าเลิกบ่นแล้วฝึกต่อไปเถอะน่า!”

            ลิวอิสถึงกับตวาดลั่น เขาต้องมาทำหน้าที่เป็นอาจารย์จำเป็นก็น่าปวดหัวพอแล้ว ยิ่งมาเจอลูกศิษย์ไม่เอาไหนอีกทำให้แวมไพร์หนุ่มแทบอยากตัดปัญหาด้วยการหนีหายไปเฉยๆ ถ้าไม่ติดว่าหากทำแบบนั้นก็เท่ากับหักหลังคนที่เชื่อใจเขา

            และจุดอ่อนสำคัญของเขา...ก็คือความเชื่อใจนี่แหละ

            เล่นทำหน้าแบบนั้นใครจะไปกล้าปล่อยทิ้งไว้

            ทางฮอฟฟ์เองที่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ต้องเป็นตัวถ่วงใคร เขาค้นพบว่าตัวเองมีกำลังขาไม่น้อย สามารถวิ่งได้รวดเร็วปราดเปรียวกว่าการบินเยอะ ดังนั้นเขาจึงไม่ไปฝึกยิงธนูหรือยิงปืนเหมือนคนอื่นๆ เพราะรู้ดีว่าฝีมือการบินเก้ๆ กังๆ ของตนทำให้ถึงยิงแม่นยังไงก็เสียของเปล่าๆ

            ในหมู่บ้านมีคนที่แข็งแกร่งบ้างก็จริง แต่คนอ่อนแอย่อมมีมากกว่า ดังนั้นการฝึกพิเศษครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อยกระดับความสามารถของคนที่ไม่ชำนาญการสู้รบให้อย่างน้อยก็พอจะจับอาวุธได้บ้าง ถึงเวลายามคับขันแม้เป็นเด็กหรือสตรีเพศก็จะได้พอป้องกันตัวเองได้

            จะให้ใครมาปกป้องตลอดเวลาย่อมเป็นไปไม่ได้!

            เครมิสไม่เคยใช้อาวุธพวกดาบหรืออะไรทำนองนั้นมาก่อนเพราะแค่ใช้กรงเล็บที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดก็สามารถเรียกเลือดจากฝ่ายตรงข้ามได้แล้ว ช่วงนี้เขาเลยยุ่งอยู่กับการช่วยหาเสบียงมาเลี้ยงคนในหมู่บ้าน ก็ถ้าพวกผู้ชายฝึกหนักกันอยู่จะปล่อยผู้หญิงไปจับสัตว์ในป่าเพียงลำพังก็ใช่ที

            และถ้าจะให้กินแต่ผลไม้...ก็คงไม่ต้องมีกันแล้วล่ะกล้ามนงกล้ามเนื้อ!

            การฝึกหฤโหดดำเนินไปเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ทำให้ฝีมือของพวกเขาดีขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่เหลือเค้าเผ่าพันธุ์ที่อยู่สบายจนเคยตัวอีกต่อไป ชาววิหคไม่ได้อ่อนแอมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแค่ไม่เคยใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ก็เท่านั้น

            ไม่เช่นนั้นในอดีตกาลคงไม่ชนะเผ่ามัจฉามาตลอดหรอก

            ขออย่างเดียว...อย่าประมาท

           

            “เราไปพักหน่อยนะเครมิสยิ้มกว้างให้กับแวมไพร์ที่เปลี่ยนอาชีพจากนักผจญภัยไปเป็นอาจารย์สอนพิเศษ รีบวิ่งหนีออกมาทันทีโดยไม่รอคำอนุญาตหรือคำคัดค้านใดๆ

            ลิวอิสได้แต่ถอนหายใจแล้วมองตามหลังมังกรต๊องที่ชอบทำตัวเป็นเด็กๆ ฝืนยิ้มเพื่อให้คนรอบข้างสบายใจ ไม่คิดห้ามปรามคนอู้งานแม้เวลานี้ทุกคนจะยุ่งจนหัวหมุน

            ครั้งนี้จะยอมให้พักสักหน่อยก็แล้วกัน

            เพราะจิตใจของเครมิสตอนนี้...บอบช้ำเหลือเกิน

            หลังจากโดนเขม่นใส่แทบตลอดเวลาเดินไปไหนมาไหนเครมิสจึงเลือกที่จะขังตัวเองอยู่ในห้องสักพักเพื่อคุมสติ เขายังไม่อยากให้อารมณ์เข้าครอบงำจนก่อเรื่องให้ใครต่อใครต้องเจ็บปวดอีก เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ต้องมาเสียใจที่หลัง...

            ก็คือตัวเขาเอง

            ทางออกที่ดีที่สุดจึงเหลืออยู่แค่การจดบันทึกในสมุดเล่มเดิมที่นับวันจะเยินขึ้นเรื่อยๆ ตามการดูแลรักษาที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่

 

บันทึกไม่ประจำวัน

 

            เราไม่ได้จดบันทึกมาเป็นอาทิตย์เลย สงสัยเพราะช่วงนี้มีเรื่องให้กลุ้มใจ ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าคนอย่างเราที่ท่านแม่เคยบอกว่าวันๆ เอาแต่เล่นลั้นลาไปเรื่อยจะมีวันที่ต้องนั่งเครียดขนาดนี้ด้วย ทุกอย่างเป็นความผิดของเรา ให้ตายก็ลืมข้อนี้ไม่ได้จริงๆ

            ความผิดครั้งนี้...คงติดตัวเราไปอีกนาน

            ไหนๆ ก็ทำเรื่องร้ายแรงขนาดนั้นไปแล้ว จะย้อนกลับไปก็คงไม่ได้ ดังนั้นก็มีแต่จะต้องเอาชนะพวกปลาใจร้ายที่บังอาจใช้เราเป็นเครื่องมือให้สิ้นซาก เผื่อความรู้สึกผิดพวกนี้มันจะหายไปบ้าง

            หายไปแค่นิดเดียว...ก็ยังดี

            อยากให้ฟ่องฟ่องน้อยอยู่ด้วยจริงๆ เมื่อก่อนเวลาเราอยากคุยกับใคร อยากถามอะไร ต้องการคำปรึกษาเมื่อไหร่ก็มีแต่ฟ่องฟ่องนี่แหละที่พึ่งได้มากที่สุด

            แล้วตอนนี้ที่เราต้องการฟ่องฟ่องมากกว่าปกติ

            ทำไม...ทำไมถึงไม่อยู่กับเรา

 

เครมิส ดิมอส

 

            เขาปิดสมุดแล้วโยนทุกอย่างทิ้งไว้บนเตียง เดินออกไปนั่งที่ระเบียงเพื่อรับลมเย็นๆ ให้พัดพาเอาความโศกเศร้าออกจากตัว โดยไม่ได้รู้เลยว่ามีใครบางคนอยู่ในห้อง

            และคนคนนั้น...กำลังแอบอ่านบันทึกของเขา

 

            พวกมัจฉาเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว!”

            วิหคหนุ่มคนหนึ่งที่รับหน้าที่สังเกตการณ์ทัพฝ่ายนู้นวิ่งหน้าตั้งเข้ามาในหมู่บ้านพร้อมประกาศเสียงดังซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้ได้ยินกันโดยทั่วกัน

            เมื่อเวลาปะทะใกล้เข้ามาทำให้พวกเขาจำต้องนั่งประชุมกันอีกครั้ง ทุกคนต่างออกความเห็นถึงแผนการรบว่าจะออกไปสู้กันในป่ารอบหมู่บ้านไกลๆ หน่อยหรือจะให้พวกนั้นเข้ามาประชิดตัวหมู่บ้าน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากให้เหล่ามัจฉามีโอกาสเข้าใกล้หมู่บ้านมากนักเพราะเสี่ยงต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

            แต่ถ้าสู้กันโดยมีต้นไม้ขนาดยักษ์ซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกเขาเป็นฐานการซ่อนตัวและลำเลียงอาวุธล่ะก็ หากป้องกันไม่ให้เจาะเข้าถึงภายในได้ก็นับว่า...พวกเขามีส่วนได้เปรียบพอสมควร

            มันอยู่ที่จำนวนคนของฝ่ายนั้นด้วยลิวอิสออกความเห็น ดูเหมือนเขาจะเข้าใจสถานการณ์ดีว่าควรจะอธิบายอย่างไรให้คนหมู่มากเข้าใจตรงกัน ไม่ใช่มัวแต่เถียงกันโดยไร้เหตุผลให้เปลืองเวลา ถ้าตัดกำลังฝ่ายนั้นได้แล้วค่อยปะทะกันเต็มๆ ที่รอบๆ หมู่บ้านจะเป็นการดีที่สุด

            “แต่จากที่สืบกันมาพวกนั้นมีกันเยอะพอๆ กับพวกเราเลยนะครับเวอเนอร์เอ่ยขัด เขาเพิ่งจะได้รับรายงานถึงจำนวนศัตรูแบบคร่าวๆ มาแล้วและพบว่ามีกำลังเสริมตามมาสมทบ จากที่เป็นกลุ่มคนไม่เยอะมากก็เริ่มกลายเป็นทัพขนาดย่อยแล้วจะตัดกำลังกันยังไง

            “ส่วนหนึ่งคงจะให้คอยลอบโจมตีขณะพวกนั้นเดินทางมา อย่างไรเสียก็มีปีกบินกันได้ทุกคนนี่แวมไพร์หนุ่มค่อนข้างจะเชื่อมั่นในการฝึกพิเศษตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้ตัวเขาจะกลัวความสูงมาแต่ไหนแต่ไรก็ใช่ว่าจะอ่อนหัดให้ความกลัวแค่นั้นมาปิดบังความสามารถที่แท้จริง

            ถึงจะหน้าซีดเวลาต้องบินก็เถอะ

            แต่นั่นก็ไม่น่าจะพอนะครับเวอเนอร์ลองคำนวณความเป็นไปได้ดู หากจะให้พวกเขารับมือทัพที่มาปะทะได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ คนล้มตายน้อยที่สุด ไม่มีเลยยิ่งดีก็ควรจะมีอัตราส่วนปริมาณคนที่ต่างกันมากกว่านี้ จะทำอย่างไรให้ทัพฝ่ายนั้นน้อยกว่าพวกเราสักเท่าตัว หนึ่งต่อสามเลยจะดีที่สุด

            “เรื่องนั้นฉันคิดไว้แล้ว

            “คิดไว้แล้ว?” เวอเนอร์ค่อนข้างแปลกใจเพราะตลอดมาลิวอิสวุ่นอยู่กับการฝึกจนแทบไม่ได้มาคุยกับเขาเรื่องการจัดทัพเลยสักนิด

            ไม่ต้องทำหน้าตะลึงกันขนาดนั้นก็ได้ลิวอิสกระตุกยิ้มเหี้ยมจนน่ากลัว ขนาดพวกวิหคที่ค่อนข้างจะแข็งข้อกับเขายังถึงกับกลืนน้ำลายฝืดคอ คิดว่าคนอย่างลิวอิส โคเวเลนต์จะไม่เตรียมการมาล่วงหน้าหรือไง

            ก็นะ...เขามี แผนไว้แล้วตั้งแต่ต้นที่มาถึงหมู่บ้านแห่งนี้

            มาเดิมพันกันหน่อยแล้วกัน!

                       

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------

 

28/4/2013

            วันนี้มาอัพซะสองทุ่มครึ่งอีกแล้วเพราะออกไปข้างนอกมาทั้งวัน เพิ่งถึงบ้านตอนสองทุ่มกว่าๆ นี่เอง ไรท์เตอร์ไม่ได้เบี๊ยวนะ T^T

            รอบนี้มาลงเกินครึ่งเพราะมันตัดไม่ลง ล่อไปสี่ห้ากับอีกหกบรรทัด ทั้งที่บทนี้ยาวเจ็ดหน้าครึ่งเท่านั้น

            อาเมน...

            เอาเถอะ ถ้าตัดไม่ดีมันก็จะออกมาแปลกๆ นี่นา ทำไงได้ OTL

            บทนี้ยังไม่มีอะไรมากนัก ให้พักหายใจหายคอกันสักนิดก่อนจะเผชิญกับความดรา... แคกๆ ความสนุกสนานเฮฮา(เหรอ...)

            เอาเป็นว่า เรื่องราวจะยังไม่จบสบายๆ ง่ายๆ แฮปปี้อย่างที่ทุกคนหวัง //โดนถีบกระเด็น

            รอติดตามต่ออาทิตย์หน้านะคะว่าจะเป็นอย่างไรต่อ เดี๋ยวบทที่ 17 ก็จบ Vol.1 แล้วนะเออ!! แต่เรื่องราวระหว่างสองเผ่านี้จะยังไม่จบง่ายๆ จะยาวต่อเนื่องไปต้นๆ Vol.2 ด้วยนิดหน่อย คือถ้าเป็นเล่มก็คือตัดให้ค้างเล่นว่างั้นเถอะ

            แต่สำหรับตอนนี้...แน่นอนว่าจะมีงาน เว้นช่วงให้ค้างเล่น!! คือไม่เว้นยาวหรอก แค่ให้แต่ละคนได้มีเวลาทบทวนและลองเดาเหตุการณ์กันไปเองก่อน คือหลังลงบทส่งท้ายของ Vol.1 จบ จะเว้นช่วงไปสักหนึ่งหรือสองอาทิตย์ ก่อนจะลงต่อ ไม่หายเป็นเดือนแน่นอนเพราะแต่งไว้พอสมควรแล้วจ้า >w<

 

            ดังนั้นไม่ต้องถึงกับเลิกอ่านเรื่องนี้นะ ไรท์เตอร์ช็อกตายพอดี =[]=!!


----------------------------------------------------------------------------------------------------

 

4/5/2013

            วันนี้มาเร็วกว่ากำหนดหนึ่งวัน (วันนี้วันเสาร์) เพราะตีสี่วันพรุ่งนี้(วันที่ 5) ไรท์เตอร์จะไปเที่ยวต่างประเทศกับครอบครับค่ะ ดังนั้นคงมาลงไม่ได้ และกลับวันที่ 12 เพราะฉะนั้นสำหรับตอนหน้าคงต้องลงวันที่ 13 ซึ่งเป็นวันจันทร์นะคะ

            จากเรื่อง บทนี้เอาตามตรงคือไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ เหมือนให้พักความดราม่าสักนิดก่อนจะไปลุ้นกันต่อในสองบทต่อไป แต่ใครกันที่แอบดูสมุดบันทึกของเครมิส ในส่วนนั้นมีเฉลยในบทส่งท้ายด้วยนะเออ (และเขาคือคนเดียวกับที่แอบดูเครมิสตอนอยู่ในป่าด้วย)

            ส่วนจะเป็นใครนั้น...รอลุ้นกันต่อไปค่ะ ไม่ว่าเขาจะมาดี...หรือมาร้าย

            ว่าแต่ระหว่างที่ไรท์เตอร์ไม่อยู่เม้นจะถึงพันไหมนะ...ถ้าถึงจะมีใครแคปภาพมาให้ดูไหมเนี่ย คงต้องรอลุ้นต่อไปแง่มๆ แล้วเจอกันอาทิตย์หน้าค่ะ 13/5 นะเออ  >w<


 

 

  
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,373 ความคิดเห็น

  1. #1093 Nendtime (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2556 / 20:10
    สนุกมากเลย จนเกือบลืมเรื่องนี้ 555555+
    #1,093
    0
  2. #999 CharlotteTear (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2556 / 09:48
    อ๊าก ขอโทษค่ะ หายไปชาติเศษ มีปัญหากับป้านิดหน่อย หวังว่ายังจำหนูได้นะ orz
    ความรั่วหายไปไหนคะ รั่วน่ะ ตลกน่ะ ฮาน่ะะะะะ //ดีดดิ้น
    เครมี่น่าสงสารมาก ฮือ ฟ่องๆ ออกมาปลอบเครมี่เดี๋ยวนี้~~~
    #999
    0
  3. #993 worm-book (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2556 / 10:27
    ถึงจะขี้โมโหไปบ้าง แต่รู้สึกว่าลิวอิสนี่ค่อนข้างฉลาดพูดอยู่นะ//ชูป้ายไฟลิวๆ
    ดีแล้วที่มีคน(เอ๊ย...แวมไพร์)อย่างลิวอิสคอยอยู่กับเครมิส ไม่งั้นคงได้สติแตกไปถึงไหนต่อไหน = ="
    #993
    0
  4. #992 aongfong39 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2556 / 20:38
    ลิวอิสนี่วางแผนเก่งจริงๆ
    อยากรู้จังว่าใครคอยตามเครมิสตลอดเลย คิดอะไรกับเครมิสปะเนี่ย//ผิด
    #992
    0
  5. #991 ShiroHana (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2556 / 16:21
    ลิวลิว..ท่านจะทำอัลไล lol//มีแผนตล๊อดดดดดดด
    #991
    0
  6. #986 SodaMemE (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 30 เมษายน 2556 / 16:49
    น่าสงสาน เป็นมังกรบินไม่ได้ใช้ไฟไม่เป็นแล้วยังซื่อโดนเค้าหลอกอีก T_T
    #986
    0
  7. #985 Borich (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 30 เมษายน 2556 / 13:21
    สนุกมากเลย ~ รออ่านต่อนะครับ ^ ^
    #985
    0
  8. #984 Namfon13 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 30 เมษายน 2556 / 13:15
    อย่ามาว่าร้ายหนูมิสน้องเค้าน้าาา!//โดนถีบ

    #984
    0
  9. #983 ShiroHana (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 29 เมษายน 2556 / 21:34
    อย่าทำร้ายเครมี่นะ;w;!
    ลิวลิวเจ้าเล่อีกแล้ว...จะทำอะไรล่ะท่านเอ๋ย=w=
    #983
    0
  10. #982 rinray (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 29 เมษายน 2556 / 10:05
    ไรเตอร์สู้ๆน้า มาอัพอีกเยอะๆ
    #982
    0
  11. #981 pinkysery (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 29 เมษายน 2556 / 00:55
    อืม... เหมือนจะโดนหลอก แล้วโดนหลอกล่อเรื่อยๆ ไม่มีใครเข็ดนะ
    #981
    0
  12. #980 aongfong39 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 29 เมษายน 2556 / 00:51
    เครมิสดูซึมไปเลยแฮะ ลิวอิสนี่ก็เจ้าเล่ห์นะเนี่ย
    ใกล้จบVol.1แล้ว สู้ๆนะคะ

    #980
    0