Cremis Dimos มังกรพันธุ์ป่วน

ตอนที่ 16 : [CD] บทที่ 6 ก็คนมันยิ้มง่าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,090
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    8 ก.ย. 57

บทที่ 6 ก็คนมันยิ้มง่าย

 

             หมดเรื่องเสียทีร่างเล็กถอนหายใจยาว ละอองน้ำจากสายฝนที่ตกหนักเสียจนน้ำเจิ่งนองทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดต่ำลง เพียงชั่วครู่เขาก็มองไม่เห็นแขกผู้ไม่ได้รับเชิญบางคนที่เพิ่งกลับบ้านกลับช่องโดยใช้หน้าต่างแทนประตู

            เข้าทางไหน...ออกทางนั้น

            ฮอฟฟ์รีบแต่งตัวเสื้อผ้าหน้าผมให้พร้อมเพราะวันนี้มีแขกคนสำคัญกำลังจะมาเยือนสถานที่แห่งนี้ หากเกิดความผิดพลาดใดๆ ขึ้นคงมองหน้าคนในบ้านไม่ติดไปอีกนานทีเดียว

            โชคดีเหลือเกินที่เครมิสยอมกลับไปแต่โดยดี เพราะถ้าผู้มาเยือนเดินทางถึงบ้านนี้ก่อนเขาลงไปต้อนรับล่ะก็ รู้ถึงไหนอับอายถึงนั่น ตอนแรกเพราะจัดการภารกิจส่วนใหญ่จนเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงตั้งใจจะมานอนพักในห้องของตัวเองเสียหน่อย

            ทว่าดันโชคร้ายโดนก่อกวนจนความหวังที่จะได้พัก...มลายหายสิ้น

            เพราะความจริงคือ...เวลานี้ในบ้านมีเพียงเขาคนเดียว

            ตอนนี้เด็กชายวัยสิบเอ็ดปีเศษกำลังยืนรอคอย แขกที่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า แม้ไม่ทราบจำนวนคน หรือไม่รู้ว่าจะมีคนคุ้นเคยมากเท่าใด ทั้งหมดที่ฮอฟฟ์ทำได้ก็ถูกจำกัดไว้ด้วยคำเพียงไม่กี่คำ

            ทำ-ได้-แค่-รอ

            ติ๊กต๊อก...ติ๊กต๊อก...

            เสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจนได้ยินเสียงดังฟังชัดกดดันจนเด็กชายเหงื่อตกนิดๆ ด้วยความประหม่า ความกังวลแสดงออกผ่านมือไม้ที่สั่นไม่หยุด เขาจำต้องทำมือไพล่หลังไว้เพื่อซ่อนความหวาดวิตกเหล่านี้ไว้เพียงลำพัง

            ทั้งที่ควรจะเคยชินได้แล้ว แต่ประสบการณ์...ไม่ช่วยคลายความเครียดนี้เลยสักนิด

            เมื่อไหร่ผมจะเลิกเกร็งกับเรื่องไม่เป็นเรื่องซะทีนะ

         แอ๊ด...

            ฮอฟฟ์สะดุ้งเฮือก หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม มือเท้าเย็นเฉียบชั่วขณะเหมือนศพไร้ชีวิต ก่อนจะรู้สึกตัวว่านั่นเป็นเพียงเสียงบานประตูตามบ้านผีสิงที่เด็กๆ ทุกยุคทุกสมัยชอบจัดกิจกรรม ทดสอบความกล้า

            ทั้งที่ความจริงแล้วมันก็แค่ความขี้เกียจของเจ้าของบ้านและผู้ร่วมอาศัยที่ไม่อยากจ้างช่างมาซ่อมประตูให้เปลืองเงินทองเท่านั้นเอง

            แม้บ้านนี้เขาจะรวยแทบที่สุดของเมืองก็ตาม

            “...ไร้ซึ่งเสียงใดๆ ตามมาอย่างที่ควรจะเป็น แปลได้ว่าประตูเปิดออกเพราะกระแสลมที่รุนแรงของบ่ายวันนี้

            เฮ้อ...ตกใจแทบแย่ ที่แท้ก็แค่ลมพัด

            เอี๊ยด...ปัง!

            ประตูถูกเปิดออกกระแทกผนังอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นตามด้วยเสียงสายฝนที่ดังชัดเจนยิ่งขึ้น เล่นเอาขนแขนเด็กชายลุกตั้งชันด้วยความตกใจ รีบวิ่งไปปิดแทบไม่ทัน พื้นบริเวณทางเข้าเปียกชื้นด้วยละอองฝนที่ถูกพัดเข้ามาบางส่วน ฮอฟฟ์คว้าไม้ถูพื้นใกล้มือมาทำความสะอาดเช็ดถูอย่างรวดเร็วไม่ต้องรอให้ใครบอก

            เพราะหากรอให้ถึงเวลานั้นจริงๆ...คงเปียกจนนองทั่วพื้นลื่นหัวทิ่มดับอนาถคาที่

            ขอสาบานเลยว่าสักวันผมจะซ่อมประตูนั่น!

            ฮอฟฟ์จ้องไปที่ประตูเจ้ากรรมด้วยความอาฆาต วันนี้ทำให้เขาต้องสะดุ้งถึงสองครั้ง ยิ่งเจ้าตัวเป็นคนขี้ตกใจมากกว่าคนปกติอยู่แล้วอีกต่างหาก เจอบ่อยๆ คงเสียสุขภาพจิตเข้าสักวัน

            แต่คงอเนจอนาถน่าดู...ถ้าเป็นโรคหัวใจเพราะแค่ตกใจเสียง ประตู

            บ้านสะอาดดีนี่นาเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ฮอฟฟ์ต้องสะดุ้งเป็นครั้งที่สาม ไม่คิดเลยว่าพอไอ้บทจะมาก็โผล่มาไม่ทันให้ตั้งตัว

            ไร้ซึ่งซุ่มเสียงของการมาเยือนเช่นเดิม...

            เด็กน้อยพยายามทำใจดีสู้เสือแม้จะเห็นความซวยของตนเองได้ลางๆ ก่อนจะส่งยิ้มหวานที่ใครเห็นเป็นต้องเผลอยิ้มตามอย่างอดไม่ได้ ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะครับ

            “ยังคงยิ้มได้น่ารักเหมือนเคยชายวัยกลางคนเอื้อมมือมาลูบผมเด็กชายด้วยความเอ็นดู ก่อนจะถอนมือกลับไปเพื่อแนะนำแขกท่านอื่นๆ ที่มาด้วยกัน พวกเขาเป็นเพื่อนๆ ข้าเอง วันนี้จะกินเลี้ยงกันนิดหน่อย ช่วยจัดเตรียมอาหารด้วยนะ

            ฮอฟฟ์มองตามก็พบ แขกอีกหลายคนที่ต้องรับรอง ที่น่าแปลกใจคือคนที่คิดว่าน่าจะมาพร้อมกันกับ เขาคนนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงา แต่ก็ต้องเก็บความสงสัยนั้นไว้ก่อนที่จะยืนเล่นเกมจ้องตาเสียมารยาทไปมากกว่านี้ ไม่มีปัญหาหรอกครับ...

            พูดจบก็ขอตัวแยกไปเตรียมครัวให้พร้อมเปิดศึกหนักเลี้ยงต้อนรับแขกทั้งหลายที่มาโดยไม่แจ้งระบุจำนวนคนล่วงหน้า คนเหล่านั้นมองตามแผ่นหลังเล็กๆ ของเด็กชายด้วยความสนใจ

            ไม่ว่าเหตุผลจะเพราะอะไรแต่สิ่งหนึ่งที่ติดใจบรรดาป้าๆ ก็คงเป็นใบหน้าอ่อนเยาว์และรอยยิ้มใสซื่อ บางคนถึงกับหลุดชม เด็กคนนี้ยิ้มได้น่ารักมากเลยนะคะ

            “เขาชมเจ้าแน่ะชายวัยกลางคนผู้มีศักดิ์เป็น เจ้าบ้านหัวเราะเบาๆ ก่อนจะถามด้วยความเป็นห่วง เรื่องมื้อเย็นไม่มีปัญหาใช่ไหม ไหวหรือเปล่า?”

            ฮอฟฟ์จำต้องหันหลังกลับไปคลี่ยิ้มกว้างกว่าเดิมจนตาหยี ทุกอย่างจะเรียบร้อยครับ...ท่านพ่อ

            พูดจบก็รีบเร่งฝีเท้าให้ห่างจากกลุ่มคนที่เขาแทบไม่เคยคิดจดจำใบหน้า บ้างก็พอคุ้นๆ แต่บางคนก็ไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง เมื่อเดินหลบมุมจนปลอดคนแล้วสีหน้าท่าทางก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แววตาสีเทาที่ปกติดูไร้ความรู้สึกอยู่แล้วยิ่งเย็นชาขึ้นอีกตามอารมณ์ของเจ้าของ

            ฮึ...ฮอฟฟ์อดเย้ยหยันต่อความจริงไม่ได้ น่าขำสิ้นดี

            ยิ้มได้น่ารัก...งั้นเหรอ?

            รอยยิ้มใสๆ ของวัยเด็ก...เขาไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของมันสักนิด!

 

            “พวกข้ากลับมาแล้ว!”

            น้ำเสียง ลักษณะการพูด และนิสัยไม่สนใจถึงกาลเทศะใดๆ ว่าคนทั้งบ้านมีแขกมาปรึกษาหารือเรื่องสำคัญอยู่หรือเปล่าทำให้ฮอฟฟ์เดาได้ในทันทีว่าเขาเป็นใคร

            เพราะเขาเป็นคนที่แม้จะทำตัวเหลวแหลกแค่ไหนก็ยังเป็นที่รัก

            แต่เป็นที่รัก จริง...หรือเปล่านะ?

            ปัจจุบันฮอฟฟ์ก็ยังคงไม่เข้าใจถึงสาเหตุที่คนคนนั้นมีลักษณะนิสัยใจคอแปลกแตกต่างไปจาก พี่น้องคนอื่นๆ โดยสิ้นเชิง อะไรบางอย่างที่ทำให้เขารังเกียจไม่อยากเข้าใกล้ ก็รู้ว่าทุกคนย่อมมีด้าน ดีและด้าน เลวด้วยกันทั้งนั้น

            กระนั้นแล้ว...ก็ไม่ถูกชะตาเอาเสียเลย

            คำว่า พวกข้าแปลว่าไม่ได้มีเพียงคนเดียว แต่ถ้าสมองของเด็กชายยังใช้การได้ดีไม่ฝ่อแฟบแบบเครมิสก็คงนึกหน้า พวกข้าทั้งหลายออก เพราะกลุ่มของคนคนนั้นก็มีแค่ไม่กี่คน ญาติๆ ด้วยกันเองนี่แหละไม่ต้องคิดไปไหนไกล

            แหงล่ะ คนเอาแต่ใจแบบนั้น...จะมีเพื่อน จริงๆได้สักกี่คน

            ยินดีต้อนรับกลับครับในเมื่ออยู่ในระยะที่ได้ยินเสียงแปดหลอดของอีกฝ่าย ฮอฟฟ์จึงเอ่ยขึ้นตามมารยาทที่ควรจะทำแม้ทางนั้นจะไม่สนใจฟังเท่าไหร่ก็ตาม

            ก็นะ เรื่องเหล่านี้ก็แค่มารยาทที่เขา จำเป็นต้องทำ

            เสียก็แต่คราวนี้ไม่ใช่เพียงการทักทายธรรมดาแล้วจบผ่านไปเหมือนเช่นทุกครั้ง เมื่อร่างสูงกว่าเพียงห้าเซนติเมตรเดินเข้ามาใกล้เกินกว่าสามเมตรพร้อมรอยยิ้มมีเลศนัย

            รอยยิ้มที่เห็นกี่ที...ก็ต้องนำพาเรื่องน่าปวดหัวมาให้

            ว่าไงน้องรัก... พี่กลับมาแล้วใบหน้ายียวนกวนประสาทเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวพร้อมกับน้ำเสียงเย้ยหยันแบบนี้เป็นตัวกระตุ้นต่อมโทสะอย่างดีจนอยากจะตอบโต้กลับไปบ้าง

            ยินดีต้อนรับกลับครับ ฮอฟฟ์พยายามยิ้มให้อย่างเอาใจ

            ถ้ายังไม่กลับมา ที่คุยด้วยก็ส่งกระแสจิตเอางั้นสิ?

            แค่ในใจ...แอบก่นด่าอย่างรำคาญ

            ไม่คิดจะหาน้ำมาให้ พี่ดับกระหายหน่อยหรือ?” ว่าพลางลูบคอขาวๆ ของตนเองเพื่อสื่อความหมายให้ชัดขึ้น แต่ก็ไม่วายเน้นคำว่า พี่อย่างชัดเจนกว่าคำใดๆ เหมือนต้องการตอกย้ำความจริงอันแสนเจ็บปวด

            ชอบเหลือเกิน...ไอ้การสะกิดแผลใจคนอื่นเนี่ย

            ผม เคยมีพี่ แต่คนตรงหน้าไม่ได้ใกล้เคียงกับ พี่ของผมสักนิด!

            เหมือนจะเดาออกว่าในใจของร่างเล็กกว่าคิดอะไรอยู่จึงกระตุกยิ้มพอใจ ที่มาสนทนาพาทีด้วยก็เพื่อหาเรื่องแกล้งคนอ่อนแอไร้ทางสู้ไปวันๆ ทำตัวเหมือนผู้ดีสูงศักดิ์เชิดหน้าหยิ่งยโสทั้งที่ความจริงก็สูงกว่ากันแค่ห้าเซนติเมตร

            อายุ...ก็ห่างกันแค่ห้าเดือน

            เด็กอายุแค่ย่างสิบสองทำท่าทางแบบนั้น ดูยังไงก็แค่ เด็ก

            ฮอฟฟ์หันหลังให้เพื่อกลับไปเตรียมข้าวของสำหรับทำมื้อเย็นวันนี้ ต้องเตรียมแผนสำรองไว้ให้เรียบร้อยเพราะมั่นใจได้เลยว่าใครบางคงแถวนี้จะต้องหาโอกาสแกล้งให้เขาขายหน้า หรือไม่ก็อาจพังมื้อเย็นอันแสนสำคัญแล้วโยนความผิดทั้งหมดมาให้

            เขาเคยมาหมดแล้ว...ไอ้ลูกไม้แบบเด็กๆ เหล่านี้ นี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฮอฟฟ์ จาโคบัสมีนิสัยใจคอโตกว่าอายุจริงหลายเท่านัก

         เฮ้อ...ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมผมถึงเริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองยากขึ้นทุกวัน

            คิดพลางยกมือข้างที่เพิ่งกำหมัดแน่นจนทิ้งรอยเล็บแดงๆ ไว้ขึ้นมาดูพลางส่ายหน้าเบาๆ

 

            เย็นวันนั้นทุกอย่างผ่านไปอย่างเรียบร้อยเกินคาดจนน่าแปลก ฮอฟฟ์ถึงกับอึ้งเมื่อทราบว่าแขกทั้งหลายกำลังจะเตรียมตัวกลับ นั่นเพราะยังไม่มีอะไรที่ผิดปกติเลยสักนิด ไร้ซึ่งการแกล้งสารพัดนึกของไอ้คุณ พี่หรือให้ถูก...เขาไม่เห็นหมอนั่นมาตั้งแต่ตอนบ่าย

            ความสงสัยนี้คลายลงเมื่อทราบข่าวว่าท่านพ่อไปเจอตอนกำลังจะลงมือพอดีจึงถูกสั่งให้อยู่แต่ในห้อง หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า กักบริเวณ

            ก็สมควรอะนะ แขกวันนี้มีแต่คนมากอำนาจทั้งนั้น คงไม่ปล่อยให้เกิดอะไรผิดพลาด

            แต่แม้เด็กชายจะคิดเช่นนั้นด้วยใบหน้ายิ้มๆ อย่างสะใจ พลันต้องกลับมาตีหน้านิ่งเมื่อรับรู้ถึงอีกหนึ่งชีวิตในห้อง คราวนี้ไม่ใช่ผู้บุกรุกจากไหน หรือจอมโจรขั้นเทพมาปล้นบ้าน

            เพราะคงไม่มี เจ้าบ้านที่ไหนขโมยของในบ้านตัวเอง

            เนื่องจากฮอฟฟ์หันหลังให้กับประตูที่ท่านผู้นั้นยืนอยู่ทำให้ไม่จำเป็นต้อง แสร้งยิ้มอย่างเอาใจเหมือนหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา หรือให้ถูก...

            ไม่จำเป็นที่จะต้องยิ้ม เวลานี้แล้วต่างหาก

            แขกก็กลับไปหมดแล้วชายวัยกลางคนลูบคางพลางคลี่ยิ้มหวาน ก่อนจะกลายมาเป็นรอยยิ้มที่ฮอฟฟ์เรียกว่า ปีศาจ

            “ครับ

            หึ งั้นก็...เจ้าของบ้านเดินเข้ามาใกล้แล้วบังคับร่างของฮอฟฟ์ให้หันเข้าหาตน มือข้างหนึ่งเชยคางเด็กชายขึ้นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเบาคล้ายกระซิบ ถึงเวลาของ เราแล้วน่ะสิ

            “ครับ

            คำตอบของเขาถูกตั้งให้ตอบได้เพียงคำว่า ครับ

            ไม่อาจขัดขืน ไม่อาจหลีกหนี ไม่อาจหลบซ่อน เพราะนั่นเป็นชะตากรรมของเขา...แค่คนเดียว

 

            กลางดึกคืนนั้นร่างเล็กนอนซุกใต้ผ้าห่มด้วยความเหนื่อยอ่อน ทำงานบ้านมาทั้งวันด้วยตัวคนเดียวกับคนใช้จ้างรายวันอีกไม่กี่คน ถึงอย่างนั้นก็ต้องคอยยืนคุม จะปล่อยให้คนแปลกหน้ามาดูแลทุกเรื่องย่อมเป็นไปไม่ได้

            เกิดข้าวของสูญหายหรือแตกหักขึ้นมาคงกลายเป็นเรื่องใหญ่

            ฮอฟฟ์ชินเสียแล้วกับชีวิตแบบนี้ ในเมื่ออาศัยมาตั้งแต่ยังเด็กจึงจำเส้นทางการเดิน ห้องต่างๆ และข้อควรระวังในการทำความสะอาดได้ดี จำนวนห้องที่มากจนน่าปวดหัวชวนให้ยอมแพ้อยู่หลายครั้ง แต่ถ้าตัดความรู้สึกออกไปได้

            ก็นับเป็นชีวิตที่เรียบง่าย...รึเปล่า

            เขาพลิกตัวแล้วก็ต้องกัดริมฝีปากเพื่อห้ามเสียงร้องเจ็บปวด ทั่วทั้งร่างระบมไปหมดจนไม่อาจเอ่ยอธิบายเป็นคำพูดใดๆ ได้ รอยแดงตามร่างกายที่แค่เพียงสัมผัสก็ทำให้นึกภาพความทรงจำอันเลวร้ายที่เป็นต้นเหตุของมัน หากเป็นคนทั่วไปคงจะนอนร้องไห้

            แต่เพราะฮอฟฟ์รู้ว่าทำแบบนั้นไปก็ไม่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น น้ำตาที่เคยมีจึงแห้งเหือดไปตามกาลเวลา

            ทางออกของปัญหาที่ดีที่สุดตลอดกาลคือ...ข่มตานอน

            เฮ้อ...แต่ท่ามันง่ายขนาดนั้น ผมคงไม่ต้องทรมานอย่างนี้หรอก

           

            รุ่งอรุณของเช้าวันใหม่มาเยือน แสงแดดส่องอาบไล้ไปทั่วผืนหญ้าจนหยดน้ำที่ค้างคาจากสายฝนเมื่อคืนส่องประกายแวววับเหมือนอัญมณีเม็ดเล็กๆ ถูกโปรยไว้ทั่ว บรรยากาศสบายๆ แบบนี้ทำให้ผู้ที่มองอยู่สูดหายใจเข้าไปลึกๆ แล้วปล่อยตัวตามอารมณ์สุนทรีย์

            แต่เด็กน้อยบางคนยังคงนอนหลับลึกอยู่บนเตียง คงเพราะเมื่อคืนกว่าจะสงบใจจนนอนหลับได้นั้นกินเวลาไปหลายชั่วโมง

            ทำไงได้...เมื่อวานเกิดเรื่องเยอะจนน่าเวียนหัว

            วันนี้เขาได้รับอนุญาตให้พักผ่อนได้จนถึงเที่ยง นับเป็นความใจบุญของท่านพ่อเป็นอย่างมากที่เห็นความสำคัญของสุขภาพร่างกายของเด็กน้อยวัยกำลังโต

            แต่แทนที่จะได้พัก...ก็มีคนก่อกวนจนได้

            ดีจ้า!”

            พอมุดหน้าต่างเข้ามาเห็นคนที่ตามหาเครมิสก็ยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม ตอนแรกคิดว่าจะโชคร้ายไม่เจอตัวเสียแล้ว เขาไม่ได้สังเกตเลยสักนิด...ว่าทำให้ใครบางคนต้องลุกขึ้นมาด้วยสภาพโทรมสุดๆ

            หัวฟูไม่เป็นทรง ขอบตาดำคล้ำ เสื้อผ้ายับยู่ยี่หลุดลุ่ย

            ก็นะ...คนเพิ่งตื่นนอนนี่

            “เห เพิ่งตื่นเหรอ ฮอฟฟิเดลน้อยมังกรหนุ่มเอียงคอทำหน้างุนงงเมื่อเห็นสีหน้ารำคาญ ไม่ยินดีกับการมาถึงของเขาอย่างที่เจ้าตัวหวัง ไม่ดีใจที่เรามาหาเหรอ?”

            “ไม่ครับฮอฟฟ์ปฏิเสธทันที ไม่สนใจจะไว้หน้าหรือ เล่นละครเป็นเด็กใสซื่อเชื่อฟังทุกคำพูดอีกแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเขาเพิ่งได้นอนไปไม่กี่ชั่วโมง มาทางไหนเชิญกลับทางนั้น

            “แต่เรายังไม่อยากกลับอะ

            หากเป็นคนอื่นยามนี้คงทำหน้าเสียเดินหนีไป แต่กับเครมิสแล้ว...ให้ตายก็ยังด้านอยู่ต่อ!

            มุมปากเด็กชายกระตุกกึก ไม่อยากเชื่อความซื่อบื้อของคนตรงหน้าที่เริ่มเพิ่มดีกรีมากขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าสู่ระดับ หายนะแต่มันจะไม่เป็นอะไรหากเครมิสควบคุมตัวเองได้ บ้าง

            ไม่น่าลืมลงกลอนหน้าต่างเลยจริงๆ!

            ร่างเล็กถอนหายใจกับความผิดพลาดของตน เขาไม่นึกว่าคนสติไม่ดีสมควรแก่การบำบัดรักษาอย่างเครมิสจะแวะเวียนกลับมาอีกครั้งจริงๆ แปลว่าเจ้าตัวยังคงไม่ทราบความจริงที่ว่า...บ้านนี้ไม่ต้อนรับ

            ไม่ว่าจะตัวเขาเอง...หรือคน อื่นๆในบ้าน

            ไม่อยากให้เรามาจริงๆ เหรอ เราก็แค่...เครมิสคอตก ไม่ได้เตรียมใจมาก่อนว่าจะมาโดนปฏิเสธซึ่งๆ หน้าแบบนี้ แค่อยากมาเล่นด้วยเอง

            “ช่วยไปเล่นที่อื่นจะดีมากครับฮอฟฟ์ตอบด้วยใบหน้านิ่ง สายตาเย็นชาโดยไม่คิดปิดบัง หรือเสแสร้งเหมือนเมื่อครั้งก่อน

            ใครจะไปรู้ว่าพอใจดีด้วยหน่อยจะทำให้อีกฝ่ายกล้ามาเหยียบบ้านแห่งนี้อีกเป็นครั้งที่สอง แถมไม่คิดเกรงใจใดๆ อีกต่างหากทั้งที่เขาก็เหนื่อยแสนเหนื่อย เวลาพักก็มีไม่มาก

            เครมิสนั่งเงียบไม่ปริปากอะไรเหมือนกำลังคิดตาม เพราะแม้ตอนลิวอิสจะต้องใช้เวลาตื๊ออยู่บ้าง แต่อีกฝ่ายก็ไม่ปฏิเสธเขาอย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้ พอเงยหน้าขึ้นสบตาเด็กชายก็ต้องสะดุ้งอีกครั้ง เพราะอีกฝ่ายตอบกลับด้วยแววตาไม่เป็นมิตร

            เราขอโทษ...

            มังกรหนุ่มก้มหน้ามุดลงต่ำจนทำให้เด็กชายรู้สึกผิด

            นี่ผมพูดแรงเกินไปหรือเปล่านะ...เฮอะ ไม่หรอก ต้องให้รู้เสียบ้างว่าโลกของผมกับเขามันต่างกัน

         ฮอฟฟ์ลังเลไปครู่หนึ่งแต่ก็ปัดความใจอ่อนของตนออกไปก่อนจะกำชับอีกรอบ เชิญ!”

            ร่างสูงเดินไปยังหน้าต่างซึ่งแปลงสภาพมาเป็นประตูเฉพาะกิจเหมือนตัดใจยอมแพ้ สีหน้าซึมเศร้าผิดหวังเป็นที่สุด อุตส่าห์ตื่นแต่เช้า ทั้งยังเตรียม ของขวัญบางอย่างมาให้ หวังเห็นรอยยิ้ม จากใจจริงของเพื่อนใหม่

            เครมิสไม่โง่...แกล้งยิ้มแบบนั้นหลอกสายตาของเขาได้ไม่นานหรอก

            “งั้น...ไว้วันหลังเราจะมาหาอีกนะว่าพลางยิ้มหวานหัวเราะขบขัน เพราะฮอฟฟาวเล่ก็เหงาใช่ไหมล่ะ

            ไม่มีโอกาสได้พูดอะไรต่อร่างนั้นก็หายไปเสียแล้ว ทิ้งให้เด็กชายนิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออกคล้ายโดนมือที่มองไม่เห็นตบจนหน้าชา

            คิดเข้าข้างตัวเองเกินไปไหมครับ?!

 

            วันต่อๆ มาเครมิสก็ยังคงไม่ยอมแพ้ แม้บางทีจะอดถามตัวเองไม่ได้บ่อยๆ ว่าทำไมต้องทุ่มเทกับเด็กชายตัวน้อยที่เย็นชาใส่ตนขนาดนี้ ไม่แน่ว่าส่วนหนึ่งอาจเพราะแววตาเย็นชานั้นแฝงไปด้วยความเหงาจับใจทำให้นึกถึงเรื่องราวบางอย่าง

            เรื่องราว...ที่เขาเองก็จำไม่ค่อยได้นัก

            เหมือนกับว่าครั้งหนึ่งเคยรู้จักเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่จำต้องแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ ความคาดหวังจากคนรอบข้าง จิตใจที่ด้านชาจาก งานที่จำต้องทำ

            หน้าที่...ที่นำพาซึ่งความเจ็บปวด

            วันนี้จะต้องทำให้ฮอฟฟันนี่เปิดใจให้ได้!”

            เครมิสคิดอย่างนี้ทุกครั้งและมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ หลายวันผ่านไปก็เหมือนว่าเด็กชายผู้แสนเย็นชา ปฏิเสธเขาหลายครั้งหลายคราหลังๆ มานี้เริ่มใจอ่อนลงบ้าง

            ไหนๆ มีคนให้ ความสำคัญทั้งทีอะนะ

            ดังนั้นจากที่คอยขับไสไล่ส่งไม่ยอมแม้ให้หยุดนั่งพักสักครู่ กลายเป็นรอคอยเวลาที่จอมป่วนจะมาหา อย่างน้อยการเยี่ยมเยียนของเครมิสก็ช่วยให้เขาลืมเรื่อง ทุกคืนตลอดหลายวันที่ผ่านมา ร่องรอยแดงๆ ยังปรากฏชัดตามตัว บาดแผลที่ยากจะสมาน

            ทั้งทางกาย...และใจ

            รอเราอยู่หรือเปล่า?” เครมิสยิ้มหวาน สุดท้ายก็เข้าสู้นิสัยเดิมๆ อย่างการถามเองตอบเอง ไม่สนใจรอฟังความรู้สึกของอีกฝ่าย ต้องรอเราอยู่แน่ๆ เลย ฮ่าๆๆ

            เข้าข้างตัวเองตลอด...

            ฮอฟฟ์อดหัวเราะแห้งๆ ไม่ได้ แต่บางอย่างก็แทงใจดำเข้าอย่างจัง เพราะเครมิสกลายเป็นคนเพียงคนเดียวที่ทำให้เขา...ยิ้มได้

            แม้จะยิ้มไม่สดใสเท่าเวลา แสร้งทำแต่ครั้งนี้...มันออกมาจากใจ ล่ะมั้งนะ

            พี่ชายวันๆ ไม่ต้องทำงานบ้างเหรอครับ?” ฮอฟฟ์เปลี่ยนเรื่องหาอะไรคุย ถึงแม้เขาจะยังไม่เชื่อใจเครมิสจนถึงที่สุดแต่ก็อยากฟังเรื่องราวต่างๆ จากโลกภายนอกบ้าง

            เพราะนานๆ...เขาถึงจะมีโอกาส

            ทำงาน?” น้ำเสียงใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่แปลกเลยหากเครมิสจะมีท่าทีแบบนี้ ในเมื่อตั้งแต่เด็กๆ มาท่านแม่ของเขาไม่ปล่อยให้ได้ลองหยิบจับอะไรเลย

            ไม่ใช่เพราะดูแลเหมือนไข่ในหิน แต่เพราะทุกอย่างที่เครมิสทำ...มันมีแต่คำว่า หายนะ

            “เอางี้ พี่ชายเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟังหน่อยสิครับฮอฟฟ์ทำเป็นไม่มองเพราะรู้สึกแปลกๆ ที่ตัวเองเอ่ยถามสิ่งที่ไม่เคยคิดสนใจ

            ทำไมต้องอยากรู้ด้วยนะ หรือเพราะ...รอยยิ้มนั่น

            เด็กชายสะบัดหัวหลายทีเพื่อไล่ภาพ รอยยิ้มที่ยังคงฝังแน่นประทับในความทรงจำ ภาพทับซ้อนกันของคนตรงหน้าทำให้เขาแทบคุมตัวเองไม่ได้

            ฮอฟฟิเลน?”

            สายตาเป็นห่วงของคนบ๊องๆ ทำให้เด็กชายเรียกสติของตัวเองกลับมาจนได้ เขาไม่ควรเอาอดีตมาปนกับปัจจุบัน เช่นเดียวกับที่ไม่ควรใช้เครมิสเป็นตัวแทนของใครบางคน

            ใครคนนั้น...ที่ไม่มีโอกาสได้พบกันอีก

            ผมแค่คิดอะไรนิดหน่อยน่ะ

            เด็กชายยิ้มที่มุมปากกับท่าทีใสซื่อไม่เปลี่ยนแปลงของคนตรงหน้า แอบหัวเราะในลำคอด้วยความขบขัน พร้อมที่จะทดสอบสิ่งที่ตัวเองคิดว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

            ผมตัดสินใจแล้ว...ว่าจะลองให้โอกาสดูสักครั้ง

         ฮอฟฟ์มองของขวัญทั้งหลายที่เครมิสสรรหามาให้แต่ละวันแล้วก็ยิ่งหัวเราะมากกว่าเดิม ความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับจากคนในบ้านนี้กลับถูกมอบจากชายแปลกหน้าที่เขาแทบจะไม่รู้ภูมิหลังเลยสักนิด

            เขาจะลองให้โอกาสเครมิสดู

            ให้ความไว้วางใจ...และหวังว่าจะไม่ถูกหักหลังเหมือนในอดีต

           

            เย็นวันนั้นเพราะฝนที่ตกหนักยิ่งกว่าปกติจนเข้าขั้นพายุขนาดย่อมทำให้สุดท้ายฮอฟฟ์ก็ใจอ่อนยอมให้เครมิสค้างคืน แน่นอนว่าเจ้าตัวแสบต้องลงไปนอนพื้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่เขาก็ชินเสียแล้ว ขนาดตัวเองเป็นคนจ่ายค่าเช่าห้องยังสละให้ลิวอิสนอนเตียงมาแล้วเลย

            นับประสาอะไรกับมาพักค้างคืนบ้านคนอื่น เครมิสไม่ใช่คนเรื่องมากอะไรอยู่แล้ว

            แต่ไม่รู้ว่าทำไมไปๆ มาๆ ถึงถูกทิ้งไว้ในห้องคนเดียวตั้งนานสองนาน กว่าสองชั่วโมงที่จำต้องนั่งแกร่วอยู่คนเดียวเพราะอีกฝ่ายต้อง ทำงานบางอย่าง

            ทำไงได้...มันเป็น หน้าที่

            เมื่ออยู่คนเดียวเบื่อๆ จึงงัดเอาไม้ตายสุดท้ายมาใช้ นั่นก็คือการจดบันทึกอะไรหลายๆ อย่างลงในสมุดคู่ใจที่มักจะพกไปไหนมาไหนด้วยเสมอ


 

บันทึกไม่ประจำวัน

 

            หลังจากพยายามมาหลายวันในที่สุดฮอฟฟาโน่ก็ยอมให้เราค้างคืนล่ะ ถือว่าประสบความสำเร็จตามที่ควรจะเป็นแล้วใช่ไหมนะ จะได้ไม่โดนหาว่าเอาแต่เล่น ไม่ยอมทำตามคำสั่ง

            งานแบบนี้ก็สนุกดีเหมือนกันเนอะ

            อ๊ะ! แค่นี้ก่อนแล้วกัน รอตั้งนาน ในที่สุดเด็กน้อยก็กลับมาแล้ว!

 

เครมิส ดิมอส

 

            กลับมาแล้วเหรอเครมิสฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างในแววตาของเด็กชายซึ่งเย็นชาไร้ความรู้สึกเหมือนไม่ได้ยินเสียงของเขาเลยด้วยซ้ำ

         ไปเจออะไรมากันนะ?

            เมื่อรู้สึกตัวว่าในห้องไม่ได้มีเพียงความว่างเปล่าเหมือนทุกๆ คืน ฮอฟฟ์จึงยกมือห้ามก่อนเพื่อนร่วมห้องจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ ผมเหนื่อยมาก เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งกวนนะครับ...ขอร้อง

            เครมิสชะงัก เสียงที่เตรียมออกจากลำคอถูกเรียกกลับไปหมด ไม่กล้าเอ่ยถ้อยคำใดๆ ต่อเมื่อเห็นสายตาจริงจังของคนตรงหน้า

            และแววตาเจ็บปวด...ที่ปิดไม่มิด

            เขาอยากถามเหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยึดมั่นในคติที่ว่า ถ้าอยากบอก...ก็คงพูดเอง

            เครมิสทำตัวว่าง่าย กระชับผ้าห่มของตนให้เรียบร้อยแล้วล้มตัวลงนอนเหมือนเด็กเล็กๆ พยายามทำตัวดีเพื่อไม่ให้โดนโกรธจนถูกไล่ออกไปนอนหนาวข้างนอก เมื่อร่างเล็กเห็นแบบนั้นก็แอบยิ้มขันอยู่คนเดียวก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราบ้าง

            การมีเพื่อน...ก็ไม่เลวเหมือนกัน

 

            กึกๆๆ

            เครมิส...เจ้าบ้าเครมิสเสียงกระซิบดังอย่างต่อเนื่องพร้อมๆ กับที่ใครบางคนเคาะกระจกหน้าต่างด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากบ้านหลังนี้มีฐานะพอๆ กับชนชั้นสูงจึงได้มีการติดตั้งระบบป้องกันภัยเอาไว้แน่นหนาพอสมควร แม้ไม่เปิดระบบจนถึงสูงสุดชนิดที่แค่แตะก็โดนเล่นงานจนหงาย แต่ถ้ารุนแรงกับหน้าต่างบานนี้มากๆ เข้าก็อาจซวยได้

            หรือก็คือ...ถ้าพังหน้าต่างเข้ามาคนทั้งบ้านคงรู้ตัวทันที

            เจ้าของชื่อยันกายขึ้นนั่งพลางขยี้ตาอย่างงัวเงีย เวลานี้ก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว เขาเพิ่งจะได้นอนไปแค่ชั่วโมงกว่าๆ เองด้วยซ้ำ จู่ๆ มาถูกขัดจังหวะแบบนี้ หากไม่ใช่เรื่องสำคัญคงได้อาละวาดก่อเรื่องยุ่งให้ปวดหัวเป็นการประชดแน่

            อ๊ะ...มังกรหนุ่มเบิกตากว้าง ลิวทิวาเย่มาทำอะไรน่ะ

            “ชู่!” ลิวอิสเอานิ้วแนบปากพลางทำเสียงดุ ตอนนี้เครมิสยืนอยู่ใกล้จนหน้าแทบจะติดไปกับกระจกอยู่แล้วทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงดังก็ฟังรู้เรื่อง พูดเบาๆ หน่อยสิ

            “อื้อ...เครมิสพยักหน้าซ้ำๆ หลายที ก่อนจะเอ่ยถาม แล้วมาทำอะไรดึกป่านนี้?”

            “ก่อนอื่นก็เปิดหน้าต่างให้ฉันเข้าไปหน่อย

            เครมิสทำตามทันทีโดยไม่เซ้าซี้ต่อ ปลดกลอนอย่างเร็วไว พอบานหน้าต่างถูกเปิดออกลิวอิสก็ก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าใดๆ เขารีบปิดหน้าต่างไม่ให้ลมเข้าจนเด็กชายตัวน้อยที่กำลังหลับฝันดีบนเตียงตกใจตื่น ก่อนจะเดินไปยังประตูไม้อีกฝั่งหนึ่งของห้อง

            ร่างสูงรีบเดินตามเพราะกลัวจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลังจะไปไหนน่ะ?”

            สั้นๆ นะ...ลิวอิสหันมายิ้มมีเลศนัย แววตาสีส้มส่องประกายสนุกสนานตื่นเต้นอย่างที่เครมิสไม่เคยเห็น พวกเราจะ ลงมือกันคืนนี้

            บางที...ฮอฟฟ์น้อยอาจจะไว้ใจคนผิด

            เพราะเขาดันไว้ใจคนที่มีเพื่อนไว้ใจไม่ได้!

 

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

6/1/2013

รอบนี้ลงรวดเดียวเลยเพราะแต่งจบตั้งแต่เมื่อวันก่อน และความยาวมากกว่าตอนอื่นๆ คือ 9 หน้า =[]=!!  ทั้งที่ลงรีไรต์รอบใหม่มานี้จะอยู่ที่ 7-8 หน้าทั้งนั้น มีตอนนี้แหละที่เขียนจนเกินไปหน่อยๆ หรือเพราะมันแอบดราม่าเลยเขียนมันส์มือล่ะเนี่ย 555

 

มาตัดฉับให้ค้างคากันเล่น โถๆ ฮอฟฟ์น้อยไว้ใจคนผิดเสียแล้ว เพราะแม้เครมิสจะจริงใจ แต่โดนลิวอิสใช้งานมาอีกทีต่างหาก หึๆๆๆ

 

ตอนหน้าคงได้บ้านแตกแน่นอน รวมถึงจะพูดถึง อดีตของเด็กน้อยด้วยว่ามีที่มายังไง และ บาดแผลที่กล่าวไว้นิดๆ ในตอนนี้

 

เอ้า! ใครอ่านแล้วขอเสียงหน่อยเร็ว เด็กน้อยจะดราม่าแล้วนะเออ 555


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,373 ความคิดเห็น

  1. #1319 dinn (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 มีนาคม 2557 / 18:43
    "ไม่มีปัญหาหรอกครับ..." ตรงนี้ดูแปลกๆ ครับ น่าจะใช้ "ด้วยความยินดีครับ" มากกว่าหรือเปล่าน้อ
    เหมือนจะเริ่มดราม่าแล้ว ไม่น้าาาาา
    #1,319
    0
  2. #1245 Nendtime (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2556 / 19:57
    สุดยอดคำถาม ทำไมเครจังเรียกชื่อคนอื่นไม่ถุกซักที
    #1,245
    0
  3. #922 aongfong39 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 มีนาคม 2556 / 14:55
    เครมิสนี่เคยเรียกชื่อใครถูกสักคนมั้ยเนี่ย
    #922
    0
  4. #851 little-red-cap (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2556 / 14:04
    ป๋าฮอฟฟ์เป็น S ป่ะเนี้ย!!?
    #851
    0
  5. #792 kard-kard (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 มกราคม 2556 / 16:04
    ฮอฟฟ์คุงมีบาดแผลอะๆรกันล่ะเนี่ย รีบอ่านตอนต่อไปอย่างเร็ว
    #792
    0
  6. #764 +_Nakasa:::Kana_+ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 มกราคม 2556 / 14:38
    เหย.... ป๊ะป๋าฮอฟฟี่ทำอะไรอ้ะ ! ไม่นะ ! ; A ;

    เครมมี่จะทำอาร้ายยย.. !!
    #764
    0
  7. #755 CharlotteTear (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 มกราคม 2556 / 19:28
    พ่อของฮอฟฟี่ทำอะไร...ทำอะร้ายยยยย!! Q[]Q
    #755
    0
  8. #754 worm-book (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 มกราคม 2556 / 20:11
    คุณพ่อหนูฮอฟฟ์ทำอะไรฮะนั่น!? แล้วลิวอิส...คุณท่านมีแผนอะไรอีกเนี่ย!!??
    #754
    0
  9. #752 Em.S.End (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 มกราคม 2556 / 18:48
    พ่อทำอะไรน่ะ จะแอบมีหักมุมมั้ยนะ
    มีพิมพ์ผิดนิดหนึ่ง
    ทั้งทายกายและใจ น่าจะเป็นทางกายและใจใช่มั้ยอ่า
    ลิวอิสดูแผนสูงกว่าเดิมนะ
    #752
    0
  10. #747 ShiroHana (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 มกราคม 2556 / 18:00
    โอ๊ะ!โอว.....-v- จะทำะไรกันหนอ?
    #747
    0
  11. #746 annaaa (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 มกราคม 2556 / 17:04
    มาต่อเร็วๆน้า
    #746
    0
  12. #745 ฮันนี่แรลลี่ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 มกราคม 2556 / 16:57
    พ่อของฮอฟ ทำรัยอ่ะ
    #745
    0
  13. #744 rinray (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 มกราคม 2556 / 14:21
    เอิ่ม...ถึงว่าลิวอิสหายไปไหน
    #744
    0
  14. #742 Namfon13 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 มกราคม 2556 / 13:42
    ลงมือ?? จะทำอะไรกันน่ะ =[]=!
    วางแผนจะทำอะไรก๊านนนนน
    #742
    0
  15. #584 +_Nakasa:::Kana_+ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กันยายน 2555 / 21:21
    อยากเห็นหน้าฟ่องๆอ่า ดีไม่ดีจะจิ้นเครมมี่xฟ่องๆเวอร์ชั่นคนแล้วนะเนี่ย!
    วีวี่กับลิวลิ่วอย่ารักกันนะ ให้เค้าได้แอบหลงไหลวีวี่ฝ่ายเดียวก็พอ งืออ...
    #584
    0
  16. #512 Bow's Ansia (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2555 / 18:23
    เหมือนเดกับลิวจะชอบกันรึเปล่า 5555
    ทำไมเราจิ้นชายหญิงอะ T_T

    #512
    0
  17. #438 Kagerou-คาเงโร่ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2555 / 23:03
    ฟ่องๆ ชื่อไร้เดียงสาจังน๊า ชักอยากเห็นแล้วสิครับเนี่ย
    #438
    0
  18. #430 FernoiiZ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2555 / 17:02
    ยิ่งอ่านยิ่งขำ จะมีใครปกติบ้างมั้ยเนี่ย
    #430
    0
  19. #273 ปลาทองจำแลง (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2555 / 15:04

    ฟ่องๆ อยากเห็นฟ่องๆ เค้าจาอาวฟ่องๆ แง้~ (อะไรของมัน???)

    #273
    0
  20. #189 nrn_forever (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 เมษายน 2555 / 16:23
     อยากเห็นฟ่องๆจัง สนุกมากกกกกกกก ชอบๆๆๆๆๆๆ >  <
    #189
    0
  21. #153 My name is Gwow (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 มกราคม 2555 / 22:48
    อยากอ่านต่ออออ
    #153
    0
  22. #152 worm-book (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 มกราคม 2555 / 10:49
    อ๊ายยย บันทึกไม่ประจำวันของเครมิสนี่น่ารักจังเลย(ว่าแต่กลับบ้านไปยังไม่ได้หยิบยางลบมาอีกเหรอลูก...)
    แอบฮาเดวีย์กับลิวอิสนะ ตอนต่อไปคัมมอน!!!
    #152
    0