คัดลอกลิงก์เเล้ว

Naruto ตำนานนินจาอภินิหาร : ถูกจองจำด้วยคำว่า ‘รัก’

เพราะ 'รัก' จึงยังรอคอยอยู่เช่นนี้ทุกภพชาติ แต่สุดท้ายก็กลายเป็นบ่วงแห่งความลุ่มหลงผูกมัดเสียจนไปไหนไม่รอด

ยอดวิวรวม

463

ยอดวิวเดือนนี้

23

ยอดวิวรวม


463

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


10
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  1 มี.ค. 62 / 22:22 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

คำสัญญาเมื่อครั้งอดีตกลับเป็นบ่วงที่ผูกคล้องคนคนหนึ่งให้ทุกข์ทรมาน

 

คำว่า รักกลับจองจำคนคนหนึ่งให้จมปลักอยู่กับที่แห่งเดิม

 

และ

 

คำว่า รอที่ฉุดรั้งคนคนหนึ่งให้จมดิ่งสู่ก้นบึ้งของความโดดเดี่ยว

 

คนที่รอต้องเจ็บมากเท่าไหร่คนที่ทำให้คอยต้องเจ็บมากกว่าเป็นร้อยเท่าพันเท่า

 

ความเคียดแค้นสามารถวางมันลงได้ แต่ความเกลียดชังที่ฝังลึกลงไปในจิตใจคงยากที่จะปล่อยวาง

 

คำสัญญามิใช่สิ่งที่จะกล่าวออกมาได้ง่ายๆ เพราะคนฟังนั้นได้จดจำทุกถ้อยคำของท่านไว้แล้ว และเฝ้ารอวันที่ท่านจะทำตามสัจจะวาจาที่ได้ลั่นไว้ ข้าเองก็เป็นคนหนึ่งที่ท่านเคยให้สัญญา ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ชาติภพข้าก็จะเฝ้ารอท่าน...จนกว่าท่าน...จะทำตามสัญญา


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ผู้หญิงเป่าขลุ่ยชิโนบุ





เครดิต : ถูกจองจำด้วยคำว่ารัก Ost.ปี่แก้วนางหงส์
b
e
r
l
i
n
?

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 1 มี.ค. 62 / 22:22

บันทึกเป็น Favorite



“ท่านพี่ซาสึเกะ” เสียงหวานเล็กดังขึ้น เอ่ยเรียกความสนใจจากเจ้าของชื่อซึ่งกำลังนั่งอ่านตำราเรียนด้วยความตั้งใจ เขาเงยหน้าละสายตาจากตัวอักษรมาเป็นร่างบางตรงหน้าแทน


คิ้วเรียวขมวดเป็นปมเมื่อเห็นสาวน้อยดูเคอะเขิน บิดตัวม้วนอายขณะที่มือเล็กสองข้างไขว้หลัง นั่นทำให้ซาสึเกะรู้ในทันทีว่าเธอกำลังแอบซุกซ่อนบางสิ่งจากสายตาของเขา

 

“มานามิเจ้าซ่อนอะไรไว้ด้านหลัง? เอาออกมาให้ข้าดูประเดี๋ยวนี้” เขาแบมือแล้วมองเธอด้วยสายตาคาดโทษ

 

“ไม่บอก! หลับตาก่อนสิเจ้าคะ”

 

“หลับตา? ทำไมข้าต้องทำแบบนั้นด้วยเล่า?”

 

“เอาเถอะเจ้าค่ะ! หลับตาก่อนเร็วสิเจ้าคะ” เธอคะยั้นคะยอเมื่อเห็นคนร่างสูงไม่ยอมทำตาม ซาสึเกะพยักหน้าอย่างขอไปทีก่อนจะปิดเปลือกตาลง


ขณะนั้นเองความอุ่นที่ปากก็ทำให้เขาแอบเปิดตาขึ้นมาเพียงเล็กน้อยเพื่อดูสถานการณ์และเบิกกว้างด้วยความตกใจกับภาพตรงหน้าในเวลาต่อมา

 

มานามิประทับจูบเขาผ่านกลีบดอกซากุระสีชมพูอ่อน ขนตาแพยาวปิดพริ้มขณะที่จุมพิตละมุนกำลังเคล้าคลึงเขาให้หลงอยู่ห้วงภวังค์จนแทบคุมสติไม่อยู่


กลิ่นหอมจางๆ ปลุกชายหนุ่มให้รู้สึกตัวก่อนจะใช้มือผลักเธอออกพลางหันหน้าหนีเพื่อเก็บซ่อนใบหน้าแดงที่เห่อร้อนขึ้นมาเสียดื้อๆ


มานามิทำหน้างงงวย ในมือยังคงถือดอกไม้สีหวานหนึ่งดอก ซาสึเกะใช้มือข้างซ้ายยกขึ้นมาปิดปากของตนขณะเลื่อนสายตากลับไปมองกลีบปากนุ่มที่พึ่งได้สัมผัสไปไม่นาน


พลันดวงหน้าคมเข้มก็แดงเถือกจนลามถึงต้นคอ

 

“ททำแบบนี้ไม่ได้นะ”

 

“ทำไมละเจ้าคะ?”

 

“เพราะมันไม่เหมาะสม”

 

“แล้วมันไม่เหมาะสมอย่างไรเล่าเจ้าคะ?”

 

ซาสึเกะตบหน้าผากดัง แป๊ะ! พลางลูบมือจนถึงคาง ใบหน้าแสดงออกถึงความอ่อนใจในความซื่อบื้อของนางเป็นอย่างมาก

 

“เราเป็นพี่น้องกัน อย่างไรก็ไม่เหมาะสม”

 

“อย่างนั้นหรือเจ้าคะ…?” นางมีสีหน้าสลดไปมากหลังคำว่า พี่น้องมันดังกระทบกับแก้วหู


วินาทีนั้นหัวใจดวงน้อยก็พลันเจ็บแปลบราวกับมีเข็มนับพันมาทิ่มแทงพลางนึกตัดพ้อโชคชะตาที่ทำให้ตนกับพี่ชายเกิดมาเป็นพี่น้องกัน

 

“ทำไมทำหน้าเช่นนั้นเล่า?”

 

“ทำหน้าแบบใดหรือเจ้าคะ?”

 

“เจ้าทำหน้าเศร้าอยู่ เป็นอันใดหรือ?”

 

“เปล่าเจ้าค่ะ ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” มานามิโค้งตัวบอกลาก่อนที่สองเท้าจะย่างก้าวออกจากห้องโถง

 

ท้องฟ้าสีคราม หมู่เมฆสีขาวนวลล่องลอยไม่จับกลุ่ม หญิงสาวในชุดยูกาตะสีขาวแซมเขียววางปลายนิ้วลงกับรูวางนิ้วของชิโนะบุแล้วจรดริมฝีปากที่รูเป่าก่อให้เกิดเสียงก้องกังวาล


สายลมเย็นๆ พัดกระทบผิวเพื่อคลายร้อนในวันที่ตะวันสาดแสงไม่ยอมหยุดเช่นนี้ เสียงใสยังคงดังต่อเนื่อง ขณะที่สาวเจ้าได้แต่บรรเลงตัวโน้ตด้วยอาการเหม่อลอย แววตาไร้สติคิดฟุ้งซ่านไปไกล

 

เพลงดำเนินมาได้ถึงครึ่งท่อนแล้ว ฉับพลันผู้ร่ายรำทำนองก็หยุดชะงัก มือบางละสัมผัสจากชิโนะบุแล้วเปลี่ยนมาเป็นยกขึ้นแตะดวงหน้าของตนอย่างเชื่องช้า

 

ติ๋ง!

 

เสียงหยดน้ำเม็ดหนึ่งกระทบกับผิวเนื้อไม้ของเครื่องดนตรี บังเกิดเป็นเสียงหนึ่งซึ่งทำให้หญิงสาวร่างอรชรดึงสติกลับมาปาดหยาดน้ำใสๆ แม้จะหลงเหลืออยู่แก้วตาสีรัตติกาลบ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ดีกว่าปล่อยให้น้ำตาเจ้ากรรมไหลอาบนองหน้า

 

หลังลำต้นไม้ใหญ่สูง หญิงวัยกลางคนขัดกับหน้าตาสละสวยกำลังจ้องมองหญิงผู้เล่นชิโนะบุไม่วางตา เมื่อเห็นการกระทำทั้งหมดของมานามิแล้วก็รีบวางมาด คลี่พัดสีขาวดุจปีกหงส์ในมือมาบังใบหน้าส่วนล่าง ย่างก้าวสง่าดั่งราชินีผู้สูงศักดิ์


เสียงส้นรองเท้ากระทบกับพื้นหญ้าดัง ตึกๆ ดึงความสนใจของสาวน้อยได้เป็นอย่างดี

 

“ท่านแม่มิโกโตะกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ?” จากกิริยาที่นั่งพับเพียบอยู่บนแคร่ มานามิรีบทรุดตัวลงมานั่งคุกเข่า ก้มหน้าถามหญิงผู้มีศักดิ์เป็นแม่ของนางด้วยท่าทางนอบน้อม

 

“ก่อเรื่องได้ไม่เว้นแต่ละวันเลยนะ แม่ตัวดี” ไม่พูดพร่ำทำเพลง สาวผมยาวตะคอกว่าคนด้านล่างด้วยความเดือดดาล มือข้างขวายื่นไปขยุ้มเส้นผมแล้วดึงลง เผยให้เห็นใบหน้าหวานที่ถูกรั้งเชิดขึ้นอย่างชัดเจน

 

“ททำอะไรน่ะเจ้าคะ? ข้าทำผิดอันใดท่านจึงลงโทษข้าเช่นนี้?” มานามิเปล่งเสียงพูดด้วยความยากลำบาก กัดฟันกรอดอดทนกับความเจ็บแสบที่ศีรษะ

 

“อย่ามาทำไขสือ! ข้าไปวัดไปวาเพียงไม่กี่เพลา เจ้ากลับคิดกำเริบเสิบสาน หว่านเสน่ห์ใส่ลูกของข้าใช่หรือไม่?” มิโกโตะเน้นถามคำหลังหนักแน่น

 

“ท่านท่านพูดเรื่องอันใด ข้า-โอ๊ย!

 

มิโกโตะไม่ยอมให้มานามิได้มีโอกาสแก้ตัว แรงมหาศาลผลักร่างเล็กจนหงายหลังล้มตึง ซ้ำร้ายศีรษะของนางยังไปกระแทกโดนขาตั้งของแคร่ไม้จนเกิดบาดแผล มานามิจับบริเวณที่รู้สึกปวดก่อนจะมองดูน้ำสีแดงสดซึ่งติดนิ้วมือมาด้วยอย่างตกใจ

 

“ทท่านแม่?”

 

“เลี้ยงเสียข้าวสุก! เห็นที่ข้าจะปล่อยเจ้าไว้ไม่ได้เสียแล้ว มานามิ”

 

มิโกโตะเอื้อมมือไปด้านหลังก่อนจะชักมีดทำครัวด้านสั้นออกมา นัยน์ตาเหี้ยมร้ายมองเหยื่อที่สั่นเป็นเจ้าเข้าด้วยความพึงพอใจพลางสอดมือข้างซ้ายผ่านซอกคอแล้วยึดศีรษะไว้การกำปอยผมสีดำแน่น


ผิวเย็นเยียบจากโลหะของใบมีดลากผ่านผิวแก้มไล่จนถึงคาง มิโกโตะหันปลายแหลมเข้าหาคอก่อนจะเชิดหน้าของเธอขึ้นให้สบสายตาอสรพิษร้าย

 

“โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย”

 

“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าอย่าแม้แต่จะคิดหวังความรักจากซาสึเกะ เค้าจะต้องได้คู่ครองที่ดี มิใช่ลูกกาฝากเช่นเจ้า”

 

“ฮึก! คำก็นอกคอก สองคำก็กาฝาก หากข้าเป็นตัววิบัติสำหรับท่านจริงเหตุใดจึงเลี้ยงดูข้ามาแต่เล็กๆ ด้วยเล่า?”

 

“นี่เจ้ากล้าขึ้นเสียงใส่ข้ารึ? หากไม่ใช่เพราะท่านพี่ไปทำพ่อของเจ้าตาย ข้าก็คงไม่ต้องมารับผิดชอบด้วยการรับเจ้าเป็นลูกอีกคนดอก!

 

 

“แต่ความจริงแล้วมันเป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดในสิ่งใด”

 

“ผิดแล้ว!  สำหรับท่านพ่อน่ะท่านยังรู้จักเสียใจที่ทำให้คนอื่นตาย อีกทั้งยังสงสารเด็กกำพร้าเช่นข้า ต่างจากท่าน!!!

 

“ข้ามันทำไม?!

 

“ท่านมันไร้หัวใจ! หากท่านฆ่าผู้ใดตายคงไม่รู้สึกผิดอันใด แถมยังลอยหน้าลอยตาได้อย่างไม่รู้สึกรู้สา”

 

เพี๊ยะ!

 

สิ้นเสียงการต่อวาจาของสตรีทั้งสอง ฝ่ามือใหญ่ก็กราดเข้าตบเด็กช่างเถียงด้วยโทสะ รสฝาดคลุ้งด้วยกลิ่นคาวเลือดอบอวนอยู่ในโพรงปาก


มานามิค่อยๆ หันหน้ามามองคนร่างสูงด้วยไม่อยากเชื่อสายตา ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อย น้ำตาหยดที่หนึ่งไหลกระทบยอดหญ้า หยดที่สองย้อยตามกรอบหน้า หยดที่สามไหลมาพร้อมกับหยดที่สี่

 

“มานามิ!

 

“อิทาจิ? ลูกมาช่วยมันทำไม? ปล่อยนะ! แม่บอกให้ปล่อยไง!” มิโกโตะหัวเสียที่จู่ๆ ลูกชายคนโตก็พุ่งมาโอบกอดร่างบางไว้พลางเอ่ยเรียกชื่อเรียกสติ ออกอาการเป็นห่วงเสียจนออกนอกหน้า


เล่นเอาคนเป็นมารดาเช่นเธอรู้สึกโกรธเคืองและอิจฉามานามิเป็นที่สุด


ปากบางพร่ำสั่งให้ผู้ชายร่างสูงหยุดช่วยเหลือลูกนอกคอกแต่ไม่เป็นผล เมื่อเห็นว่าเขาไม่ยอมทำตามดั่งใจเธอต้องการ สองมือก็ทำหน้าที่แยกสองร่างออกจากกัน

 

“ลูกอย่ายุ่ง! เรื่องนี้เจ้าไม่เกี่ยว”

 

“เกี่ยวสิขอรับ! เพราะมารดาของข้ากำลังทำร้ายผู้อื่นอยู่”

 

“นี่เจ้าเห็นแม่เป็นคนแบบนั้นแล้วใช่หรือไม่?” มิโกโตะถามเสียงดัง ดวงเนตรสองข้างแดงก่ำคล้ายคนจะร้องไห้ ในใจเจ็บจี๊ดเมื่อบุตรชายเห็นคนอื่นสำคัญกว่าแม่

 

“ลูกไม่เคยคิดเช่นนั้น แต่ท่านกำลังจะทำร้ายนาง”

 

“เดี๋ยวนี้ข้าแตะต้องตัวนางไม่ได้แล้วหรือ? อิทาจิลูกรัก” นางส่ายหน้าพร้อมน้ำตาไหลนอง

 

“ย่อมได้ แต่ท่านต้องไม่ทำร้ายนาง”

 

“กรี๊ด! นางนี่มันมีดีอย่างไร? ลูกแม่จึงได้หลงมันนัก?” มิโกโตะกรีดร้องออกมาพลางยกนิ้วขึ้นชี้หน้ามานามิอย่างหาเรื่อง

 

“โปรดสงบสติก่อนเถิด ท่านแม่”

 

“ไม่! ยังไงวันนี้แม่ก็จะจัดการนางให้จงได้ เจ้าไม่อยู่เรือนเจ้าไม่รู้ดอกว่านางทำสิ่งใดไว้บ้าง”

 

“ใจเย็นก่อน! มิโกโตะ”

 

“ท่านพี่

 

เสียงทรงอำนาจดังรั้งนางมิให้ทำบุ่มบ่าม ดวงตาคมกล้าตวัดมองสตรีผู้เป็นภรรยาอย่างไม่พอใจเท่าไหร่นัก มิโกโตะเห็นความหมายผ่านสายตาที่สื่อออกมาก็พอจะเดาได้ว่าสามีของเธออยู่ช่วงอารมณ์ไหน

 

“นี่เจ้าทำร้ายมานามิอีกแล้วรึ?”

 

“เหตุใดท่านจึงพูดดั่งข้าเป็นคนผิดเช่นนั้นเล่า?”

 

“แล้วสิ่งที่ข้าเห็นกับหลักฐานที่มีอยู่มันไม่มากพอจะมัดตัวเจ้าได้รึ? มิโกโตะ”

 

“ท่านเข้าใจข้าผิด”

 

“ผิดอย่างไร?”

 

“นางจูบกับซาสึเกะ ทำเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ท่านจะยังเข้าข้างนางอยู่หรือไม่?”

 

สิ้นเสียงของผู้เป็นภรรยา ฟุงะกุก็รีบหันมองหน้าเด็กน้อยด้วยความไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนได้ยินนัก


มานามิเบี่ยงหลบสายตาของพ่อบญธรรมทันทีที่ถูกจ้อง สองเท้าก้าวเดินเข้ามานางพลางย่อตัวลงให้ความสูงเท่ากัน มือใหญ่สั่นเล็กน้อยขณะที่กำลังยื่นออกไปแตะไหลบางเบาๆ

 

“เจ้าทำอย่างที่นางพูดจริงรึ?”

 

 

“เอ้า! เจ้าจะเงียบอยู่ทำไมเล่า? เหตุใดไม่บอกท่านพี่ไปตามความจริง? หรือว่าเจ้ากลัวเยี่ยงนั้นรึ?” มิโกโตะไม่สบอารมณ์ที่ลูกบุญธรรมไม่ยอมปริปากพูดความจริง จึงเหน็บแหนมเข้าให้อย่างหมั่นไส้

 

“มิโกโตะ! ไหนเจ้าพูดมาซิว่าจริงหรือไม่?” ฟุงะกุหันไปตวาดใส่สตรีในชุดสีขาวสวย นางหน้าเสียเมื่อถูกดุก่อนจะชักสีหน้าด้วยความไม่พอใจ หยิบพัดขึ้นวีตนเผื่อจะอารมณ์เย็นขึ้น


เมื่อฟุงะกุเห็นดังนั้นก็เบนสายตากลับมาสนใจหญิงสาวต่อ

 

ฉับพลันนั้นเองน้ำตาหยดหนึ่งก็ร่วงตกลงมากระทบหลังมือที่กำลังกำแน่น มานามิค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ช้อนดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำสั่นระริกปนอ้อนวอนมาให้ก่อนจะขยับปากบางเป็นคำพูด

 

“จจริงเจ้าค่ะ ลูกลูกทำจริงดั่งที่ท่านแม่กล่าวมาเจ้าค่ะ”

 

มิโกโตะกระตุกยิ้มเยี่ยงผู้ชนะ ขณะที่สามีและลูกชายคนโตของเธอเบิกตากว้างอย่างตกใจกับคำตอบของเจ้าหล่อน อิทาจิเม้มริมฝีปากแน่นพร้อมกับสูดหายใจเข้าเต็มปอดราวกับเก็บเอาอารมณ์ทั้งหมดเข้าไปอยู่ข้างใน

 

“แน่ใจหรือ? ไม่มีบังคับเจ้าใช่หรือไม่?”

 

“นี่ลูกหมายความว่าแม่บังคับนางเยี่ยงนั้นรึ?” มิโกโตะกัดฟันกรอด

 

“ลูกแค่ถาม เผื่อมันเป็นความจริง”

 

“อิทาจิ!!!

 

“พอ! มานามิตามพ่อไปที่ห้องทำงาน อิทาจิไปตามน้องมาหาพ่อด้วย ส่วนเจ้าอย่ายุ่ง” ประโยคหลังพร้อมสายตาแข็งกร้าวส่งให้หญิงร่างเพรียวบางโดยเฉพาะ


นางกำมือแน่น ดวงตาเปล่งประกายด้วยเพลิงโทสะ แต่ไม่สามารถขัดผู้เป็นสามีได้จึงพยักหน้ารับแล้วเดินกระทืบฝีเท้าเข้าบ้านอย่างไม่พอใจนัก

 

อิทาจิโค้งตัวลาท่านพ่อ


พริบตาหนึ่งความห่วงใยภายใต้แววตาไร้อารมณ์ถูกส่งผ่านให้มานามิที่บังเอิญสบตาเขาพอดี นางทำได้เพียงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับมองแผ่นหลังกว้างเดินจากไปอย่างเงียบๆ จากนั้นก็เดินตามฟุงะกุกลับเข้าไปในตัวบ้าน

 

ไม่นานนักเมื่อทั้งสองถึงห้องทำงานกันแล้ว อิทาจิก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมร่างที่สูงกว่ามานามิ ซาสึเกะกวาดสายตามองรอบห้องพลางทำหน้าเลิ่กลั่ก เดินไปยืนข้างมานามิขณะที่ถูกดวงตาคมกล้าของพ่อจ้องมอง

 

“งั้นลูกขอตัว

 

“เชิญ” คำประกาศิตสั้นๆ เอ่ยอนุญาตเขา อิทาจิหมุนตัวกลับไปที่ประตู


ขณะนั้นก็มองสองร่างเล็กด้วยความเป็นห่วง มานามิหันมองเขาพอดีจึงยิ้มให้ เป็นสัญญาณบอกว่า ไม่ต้องห่วงอิทาจิถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะปิดบานประตูลง

 

ฉับพลันเมื่อเสียงประตูพร้อมฝีเท้าหายไป ทั้งห้องก็ตกอยู่ในวังวนความความเงียบสงัดโดยมีแรงกดดันคอยทับทั้งคู่ให้รู้สึกกระอักกระอวนใจ

 

“ซาสึเกะ พ่อถามตรงๆ เลยนะ เจ้ากับมานามิจูบกันใช่ไหม?” ซาสึเกะสะดุ้ง

 

“ทท่านพ่อ”

 

“บอกมาตามตรงเถิด ไม่ว่าเจ้าจะตอบว่า ใช่หรือ ไม่พ่อก็จะช่วยหาทางแก้ไขให้”

 

“ลูกลูก” เขากลอกตาไปมาอย่างให้ความคิด

 

 

“ลูกทำจริงขอรับ ลูกกับมานามิเราจูบกันจริงดั่งที่ท่านพ่อว่า”

 

“อย่างนั้นหรือ? แล้วเจ้าเต็มใจหรือไม่?” วินาทีนั้นหัวใจดวงน้อยของมานามิก็ร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอคาดเดาได้ว่าเขาคงตอบคำว่า ไม่ด้วยเหตุที่ว่านางเป็นคนหลอกลวงเขาเพื่อให้ได้จูบนั้นมาเสียเอง

 

“เต็มใจขอรับ ลูกและมานามิเต็มใจด้วยกันทั้งสองฝ่ายและลูกขอยืนยันว่าลูกมิได้พูดเพื่อปกป้องน้อง แต่ลูกพูดความจริงขอรับ”

 

” ฟุงะกุไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ผ่านสีหน้า หากแต่มานามิกลับมองเขาด้วยความตกใจ


เนตรสีดำทั้งสองเลื่อนมาสบกันอย่างมิได้นัดหมาย ระหว่างนั้นมือใหญ่กว่าก็จับกระชับมือเล็กกว่าพลางบีบให้กำลังใจเธอ ตอนนี้หัวใจของหญิงสาวกำลังเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุอกมาข้างนอกอยู่แล้ว

 

“พ่อเชื่อ เพราะดวงตาของเจ้ามิได้ปกปิดสิ่งใด”

 

“ขอบคุณท่านพ่อ”

 

“แต่

 

“?” ทั้งสองทำหน้างง

 

“เจ้าก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้มันไม่เหมาะ พวกเจ้าเป็นพี่น้องกันแต่ข้ารู้ว่าเจ้าคิดกันเกินกว่าคำว่า พี่น้องใช่หรือไม่”

 

 

“บอกข้ามาตามตรงเถิด ไม่เห็นมีสิ่งใดที่ต้องปิดบังแล้วนี่”

 

“ขอรับ”ซาสึเกะ

 

“เจ้าค่ะ”มานามิ

 

“รักได้ แต่อย่าให้มันถลำลึกเลย เข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่?"


"ขอรับ..."


"เจ้าค่ะ..."


ใต้ท้องฟ้าราตรีกาลที่ทั้งคู่ได้อาศัยร่วมกันแต่มิอาจได้ครองคู่กัน มานามินั่งกอดเข่าพลางซุกดวงหน้าเปื้อนหยาดน้ำตาลงเช็ดผิวกาย


นกน้อยสองตัวโบกปีกบินเคียงคู่ เนตรสีดำสะท้อนภาพน่าอดสูของตนเองในกระจก สายลมอ่อนๆ พัดผ่านหน้าต่างมากระทบแก้มขาว


"มานามิ" เสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อสาวน้อยแผ่วเบา


"เจ้า...เจ้าคะ?" นางขานตอบเสียงตะกุกตะกัก พยายามสูดเอาก้อนแห่งความเสียใจเข้าไปลึกๆ


แต่แล้วความตั้งใจก็พังทลายลงยามอ้อมแขนแกร่งเอื้อมมาโอบรัดร่างบางไว้แน่น ซาสึเกะซุกหน้าลงกับซอกคอขาว สูดดมกลิ่นกายหอมหวานราวกับต้องการซึมซับทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้มากที่สุด


"ท่านพี่...เป็นอะไรหรือเจ้าคะ?" มานามิทำหน้างง


"ขอโทษสำหรับทุกอย่าง"


"เหตุใดท่านจึงต้องขอโทษข้าด้วยเล่า? ท่านมิผิดอันใด"


"หากมิใช่เพราะเราสองเป็นพี่น้อง...ไม่ว่าเจ้าจะเป็นเช่นไรข้าก็จะรักเจ้า"


"ท่านพี่!" นางเบิกตากว้างกับคำพูดของเขา


"โปรดรอข้า! เมื่อถึงเวลา...ข้าจะพาเจ้าไปกับข้า เราจะอยู่ด้วยกันและไม่มีสิ่งใดพรากเราให้แยกจากกันได้"


"แม้ความตายหรือเจ้าคะ?"


"ใช่! แม้ความตายก็ไม่อาจพรากรักของข้าที่มีให้เจ้าได้"


น้ำตามันบดบังทัศนวิสัยเบื้องหน้าจนมองไม่เห็น มันพร่ามัวและไม่มีสิ่งใดที่จะน่ายินดีไปกว่าคนที่เรารักมอบสิ่งเดียวกับที่เรามอบให้เขา


"ข้าต้องไปแล้ว"


"ไปไหนหรือเจ้าคะ?" หล่อนลนลานเมื่อได้ยิน


"ข้ามีภารกิจสำคัญต้องไปทำ เจ้าต้องรอข้านะ...เมื่อข้ากลับมา...ฮึก! ข้าต้องพบเจ้านะ"


"เจ้าค่ะ...ท่านโปรดวางใจ ข้าจะรอและรักท่านเพียงผู้เดียว"


ริมฝีปากหนาเคลื่อนเข้ามาประทับกลีบปากสีกุหลาบด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาไม่อยากจะถอนจูบนี้เลยแต่เวลาของเขาก็กระชั้นชิดเข้ามาทุกที


'ลาก่อน'





ผ่านไปหลายวันจนกระทั่งย่างสู่หลายเดือน ซาสึเกะไม่เคยมาปรากฏตัวให้มานามิเห็นอีกเลย หญิงสาวจึงได้แต่นั่งรอและหวังว่าสักวันเขาจะกลับมา


เธอทำได้เพียงหลอกตัวเองว่าซาสึเกะคงติดธุระด่วนเลยไม่สามารถกลับมาได้ วันนี้ก็เช่นกัน...หญิงสาวเดินมาตักน้ำที่ริมธาร ขณะใบหน้าหวานทรุดโทรมด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลรินอาบแก้ม


"อ้าว? ทำอะไรอยู่รึ? มานามิ" เสียงแหลมดังขึ้น ทำให้มานามิหันไปมองผู้พูดทันที


"มาตักน้ำเจ้าค่ะ เดี๋ยวไม่มีน้ำอาบวันนี้"


"ไม่ปล่อยให้สาวใช้ทำไปล่ะ? วันนี้เจ้าต้องสวยนะ รู้ไหม?"


นางขมวดคิ้ว "ทำไมเจ้าคะ?"


"เอ้า! วันนี้คือวันแต่งงานของซาสึเกะกับซากุระ ลูกสาวจากตระกูลฮารูโนะไง เจ้าลืมหรือ?" เธอนิ่ง แต่ใจกลับบีบรัดตัวแน่น


"ไม่ตอบ แสดงว่าไม่รู้สินะ งั้นไปกับข้าสิ! ข้าจะพาเข้างาน" มิโกโตะดึงแขนบางแล้วออกแรงบังคับให้ทำตามคำสั่ง


"..."


"ไปสิ จะเงียบทำไมเล่า?"


"ข้าไม่-"


"ไปเถอะ พี่เจ้าจะได้ดีใจ" สุดท้ายนางก็โดนลากไปจนได้


ตลอดทางที่เดินมาด้วยกัน มานามิเอาแต่ก้มหน้าก้มตา ไม่พูดไม่จาแม้มารดาบุญธรรมจะชวนคุยด้วย มิโกโตะแสยะยิ้มเมื่อเห็นกิริยาของลูกสาว


ในงานเลี้ยงคลาคล่ำด้วยผู้คนนับร้อย ต่างคนต่างยินดีสรรเสริญแก่คู่บ่าวสาว ซาสึเกะเก๊กท่าขรึม ไม่พูดอะไรกับใครหากไม่จำเป็น แต่แล้วสายตาเจ้ากรรมก็ดันเหลือบไปเห็นน้องสาวสุดที่รักเดินเข้ามาในงาน


"มานามิ"


"ท่านพี่..." เพียงแค่เอ่ยถ้อยคำกระซิบ น้ำตาก็ไหลพรั่งพรูออกมา เธอสะบัดแขนจากการกอบกุมแล้ววิ่งหนีหายไป ฟุงะกุตวัดสายตาคมมองเงาที่วิ่งลับหายไปประกอบกับใบหน้าหวานชื่นของผู้เป็นภรรยาก็เกิดสงสัย


"เจ้าทำอะไร?"


"อะไรเจ้าคะ?"


"เจ้าเอามานามิมางานใช่หรือไม่? ข้าบอกแล้วว่าอย่ามา"


"ทำไมเล่าเจ้าคะ? นางควรรู้ตัวเสียทีว่าซาสึเกะมีคู่ครองแล้ว"


"แต่งานนี้ทำขึ้นเพื่อบังหน้า"


"ฮึ!"





ฝ่ายมานามิวิ่งหนีคนใจร้ายจนถึงท่าน้ำ นางทรุดลงกับพื้นพลางกุมอกแน่น น้ำตาไหลเป็นสายจนแทบไม่รู้จะเอาอะไรมาหลั่งแทน


นางเอื้อมมือไปหยิบชิโนบุออกมาพลางใช้นิ้วเรียวลูบไล้ผิวไม้อย่างอ่อนโยนก่อนจะหยิบมันขึ้นมาเป่า


เสียงชิโนบุดังก้องกังวาน ดังมาตามสายลมที่โชยพัดอ่อนๆ น้ำเสียงที่ถูกถ่ายทอดดูโศกเศร้าแต่ถึงกระนั้นก็ไพเราะจับใจ


พลันเลือดหยดหนึ่งก็ไหลจากดวงตาคู่กลมโต มานามิสัมผัสได้ถึงน้ำที่ไหลออกมาแต่ถึงกระนั้น...นางก็ไม่ยอมหยุดเป่าชิโนบุเสียที


จนกระทั่งแรงทั้งหมดมลายหายไป ร่างทั้งร่างล้มลงไปกองกับพื้น มือเล็กปล่อยเครื่องดนตรีไม้หลุดมือ มันกลิ้งไปเรื่อยตามทางจนกระทั่งหล่นลงสู่ห้วงแม่น้ำลึก


ซาสึเกะหายใจหอบถี่แต่ก็ไม่ยอมลดฝีเท้าลงเลย เมื่อถึงจุดหนึ่ง...เนตรสีดำรัตติกาลก็เหลือบไปเห็นร่างเล็กนอนหมดสติอยู่ตรงท่าน้ำ


ด้วยคิดว่าเธอคงหมดสติ จึงเดินไปรวบตัวมานามิขึ้นมาแต่แล้วหยาดโลหิตก็ร่วงจากเบ้าตาหล่นกระทบยอดหญ้า


"มานามิ?"


"..."


"เจ้า...เจ้าเป็นอะไรไป? มานามิ" บัดนี้จึงได้สังเกตเห็นว่าลมหายใจของฝ่ายหญิงรวยรินทุกขณะ


"ไม่! อย่าทิ้งข้าไป"


'ท่านต่างหากที่ทิ้งข้า' นางรำพึงในใจ


"เจ้าตื่นมาฟังข้าอธิบายก่อน"


'ท่านควรอธิบายให้ข้าฟังนานแล้ว แต่ท่านไม่ทำ !!!'


"ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ"


'ไม่จำเป็น ข้าไม่ต้องการ'


"มานามิ ได้โปรด...อย่าตาย"


'...'


สัญญารัก ทรยศ หมดผูกพัน

ขอทวงแค้น ทวงคำมั่น ชั่วกัปกัลป์






สองเท้าก้าวย่ำลงผืนดิน สอดสายตามองหาต้นเสียง เงี่ยหูฟังที่มาของสียงท่ามกลางราตรีเงียบสงัด จนกระทั่งสมองสั่งให้ร่างนี้เดินต่อไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย โดยไม่รู้ว่าเหตุใดจึงมั่นใจว่าเสียงที่ได้ยินนั้นอยู่เพียงแค่เอื้อมมือ


หลังพงหญ้าสีเขียวชุ่มปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งกำลังจับชิโนบุไม้เงาขลับ สะท้อนแสงจันทร์จนเกิดประกาย นางนั่งเป่าดนตรีเสียงด้วยใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา นิ้วเรียวทั้งห้าจรดปลายเนื้อรูไม้เงาแล้วเป่าลมออกเสียงอย่างชำนาญ


ฉับพลันเท้าข้างหนึ่งก็เหยียบโดนกิ่งไม้แห้งกรังดัง กร๊อบ!


แววตาแข็งกร้าวพร้อมใบหน้าดุดันหันมามองผู้มาใหม่อย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายก็ได้แต่นิ่งเงียบ ประมวลผลในสมองเพื่อหาข้อแก้ตัวและคำพูดดูดีสำหรับร่างบางตรงหน้า ขณะที่เนตรคู่คมช้อนขึ้นสบกับตาโค้งสวยของฝ่ายหญิง


 


“ขอโทษที่เสียมารยาท แต่ฉันได้ยินเสียงชิโนบุเลยตามเสียงมันมา” เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมกล่าวสิ่งใดออกมา ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเริ่มบทสนทนาก่อน ในใจหวังว่าหญิงสาวตรงหน้าจะตอบกลับเขามาบ้าง


หากไม่เขาคงได้คิดว่าเธอโกรธที่เขาแอบเสียมารยาทยืนฟังเธอเล่นชิโนบุเป็นแน่


“อย่างนั้นหรือเจ้าคะ?” คำพูดประหลาดทำให้เขาถึงกับขมวดคิ้วอย่างงุนงง เนตรสีดำจ้องมองใบหน้าเรียวได้รูปนั้นอย่างพินิจ เห็นริมฝีปากสีซากุระกำลังกระตุกยิ้มอย่างมีเลศนัยก็ยิ่งเพิ่มความฉงนให้เขามากเป็นเท่าตัว


“แล้วคุณเป็นใคร? มาทำอะไรในที่เปลี่ยวกลางค่ำกลางคืนแบบนี้” ฝ่ายชายถามด้วยความเป็นห่วง


“ข้าดิฉันมาเป่าชิโนบุเล่นเจ้าค่ะ อยากลองฝึกปรือฝีมือดูบ้าง”


“งั้นหรอ? เธอเล่นเก่งมากเลยนะ”


“ขอบคุณเจ้าค่ะ”คนตรงหน้าฉีกยิ้มแล้วตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาเล็กน้อย แต่คนอย่างเขาก็ไม่ได้คิดสงสัยอะไรมากกว่านี้


“เธอชื่ออะไร? ฉันซาสึเกะ”


“มานามิเจ้าค่ะ”


“มานามิหรอ? ชื่อเพราะดีนะ”


“งั้นหรือเจ้าคะ? คุณคิดแบบนั้นจริงหรือเจ้าคะ?”


“อือ ก็ดูเหมาะกับเธอดี” สองเท้าย่างก้าวไปหาหญิงสาวก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งใกล้เธอ กลิ่นกายหอมหวานโชยตามสายลม


"เธอมาคนเดียวหรอ?"


"เจ้าค่ะ"


"ไม่เหงาหรอ?"


ติ๊ง !


พลันนิ้วเรียวก็ละจากช่องเสียงของเครื่องดนตรีไม้ ดวงตาสีดำฉายแววเศร้าสร้อยแล้วช้อนขึ้นมองเนตรสีเดียวกันซึ่งหวั่นไหวต่อคนจิ้มลิ้มตรงหน้า


"เหงา..เจ้าค่ะ"


"เฮ้! ร้องไห้ทำไม?" เขาทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นหยาดน้ำสีใสไหลรินมากเนตรคู่งามไม่หยุด ร่างกายพลางแข็งทื่อปะปนชาวาบ สุดท้ายมือหนาก็ยื่นไปจับหน้าคนขี้แงก่อนที่นิ้วเรียวจะบรรจงเกลี่ยน้ำตาออก


"ไม่ร้องนะ"


"ฮึก! เจ้าค่ะ" มานามิพิงหน้าลงกับอกอย่างน่าสงสาร ซาสึเกะได้แต่อ้าปากค้าง ไม่เคยมีหญิงใดมาทำแบบนี้กับเขาเลย


"เธอ..เฮ้อ" เขาถอนหายใจเหยียดยาว


พริบตา...มานามิกระตุกก่อนจะเปลี่ยนเป็นอสยะยิ้มอย่างน่ากลัว ดวงตาประกายวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ มือที่กำลังโอบกอดคนตรงหน้าเริ่มมีเล็บยาวดำงอกขึ้นมา


ฟันปรากฏเขี้ยวแหลมยาวราวกับสัตว์ป่า เสียงหัวเราะดังขึ้นในลำคอ ซาสึเกะผละกอดออกแล้วมองหน้าหวานที่กำลังแสดงละครปั้นหน้าอยู่


"ให้ฉันไปส่งไหม?"


"ดิฉันไปอยู่ด้วยได้ไหมเจ้าคะ?"


"ห๊ะ?"


"นะเจ้าคะ" นางอ้อน


"แต่-"


"ตอนนี้ท่านกับข้าอยู่ด้วยกันแล้ว ในโลกของเรา"


ซาสึเกะขมวดคิ้ว "หมายความว่าไง?"


"ก็หมายความตามนั้นเลยเจ้าค่ะ"


'เมื่อชาติก่อนท่านฆ่าข้า ชาตินี้ข้าฆ่าท่าน'


ไรต์พูดคุย :


มาแก้จนครบแล้วนะคะ เผามาก 555+ ไม่มีกลับมาแก้ไขแล้วค่ะ ขอลุยโปรเจคอื่นและงานในอนาคตดีกว่าเจ้าค่ะ ขอบคุณทุกการติดตาม

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ เปียกปอน/เปียกปูน จากทั้งหมด 7 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 12:46

    ฮือออ! โอ้ยยย เศร้า น้ำตาหยุดไหลไม่ได้...ฮรืออออ!

    #2
    1
  2. วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 23:41

    ชอบมากค่ะ https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-big-09.png

    #1
    1