สิ่งที่เราเรียกว่าชีวิต

ตอนที่ 6 : กล่องกระดาษและกระดาษในกล่อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 ม.ค. 60

     ผมเห็นยายแกคนหนึ่ง แกถือกระเช้าใส่เสื้อลายลูกไม้สีขาวนั่งซ้อนมอไซค์แล่นผ่านหน้าผมไป ทันใดนั้นภาพแฟนเก่าของผมก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที
     ฮ่าาาาาาาาาา ไม่ช่ายแฟนเก่าผมแกแก่ปานนั้นหรอกนะคับ เพียงแต่เราเคยมีเหตุการณ์ทำนองนี้ร่วมกัน มันเป็นความทรงจำหนึ่งในหลายๆความทรงจำ
     ความทรงจำสำหรับผมนั้นก็เหมือนกับกล่องหลายๆกล่องที่ข้างในมีกระดาษเป็นเหตุการณ์ต่างๆนานาที่เคยผ่านพบมาในชีวิต
     กล่องแต่ละใบจะถูกแบ่งเป็นความทรงจำแต่ละเรื่องราวในช่วงของชีวิต 
     แต่กล่องที่ตอนนี้ที่ผมให้ความสนใจมากที่สุด คือ กล่องที่เขียนแปะป้ายด้วยชื่อของเธอ เธอผู้จากผมไป
ภายในกล่องมีกระดาษที่บอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆตั้งแต่เราเจอกันครั้งแรกตอนมอสาม กระดาษที่บอกว่าผมเริ่มแอบชอบเธอเป็นครั้งแรก(ทั้งๆที่เธอมีแฟนอยู่แล้ว) และกระดาษที่บอกผมว่าผมอกหักจากเธอครั้งแรกเพราะความที่เราต้องห่างไกล
     แต่กระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าก็บอกเล่าเรื่องราวอันยาวนานของเราสองคนถึงแปดปี ทั้งแปลก ประหลาด งง กลัว หัวดื้อมาตื้อ จนพาลมาพบกับคำว่าสุข
     กระดาษตั้งแต่แผ่นนั้นมาความสัมพันธ์ของสองเราก็เริ่มใกล้เคียงกัน เรารู้จักกันและกัน เธอรู้ว่าผมเป็นอะไร(คงไม่ใช่ superman) และผมก็รู้ว่าเธอเป็นอะไร
     ช่าย มันช่างสวยงาม งามเหมือนรัฐในอุดมคติตามปรัชญาของเพลโต
     แต่ในความเป็นจริง ความสัมพันธ์ก็มีอะไรบ้างอย่างมากั้นเราไว้ ผมเรียกมันว่า กำแพง
     กำแพงนี้ ทำให้เธอต้องสับสน อึดอัดใจ มันทำให้ความสัมพันธ์ของเราเริ่มแปลกอีกครั้ง เธอเริ่มห่าง ผมเริ่มรู้ เธอเริ่มไปไกลสุดลิบตา ผมวิ่งตามไม่ทัน แล้วเธอก็หายไปกับพระอาทิตย์ที่ตกลับขอบฟ้า
     ผมตกอยู่ในพะวัง โลกหมุนไปด้วยความเร็วปกติ แต่ตัวผมยังคงนิ่ง นิ่งรอการกลับมาของเธอ
     แล้วกระดาษแผ่นต่อมาก็บอกกับผมว่า 'เรากลับมาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ เพื่อนที่ดีต่อกัน' รู้ไหมคับหัวใจผมเหมือนหยุดเต้นไปเลย โลกเงียบ เงียบซะขนาดเสียงแม่บ่นให้ปิดคอมที่เปิดทิ้งไว้ตั้งแต่เช้า แต่ผมกลับไมได้ยิน
     โลกของผมเริ่มมีเสียงฟ้าร้อง ฝนเริ่มตก ผมยังคงนั่งรอเธออยู่กลางสายฝน เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นไปทั่ว กลับเป็นว่าผมยังคงนิ่งอยู่อย่างไร้วี่แว่วว่าจะลุกขึ้นมาจากตรงนั้น
     โลกของผมเริ่มมืด มืดเหมือนตอนก่อนที่โทมัส อัลวา เอดิสัน จะผลิตหลอดไฟได้สำเร็จ
     โลกของผมเริ่มมืด แต่ใช่ว่าในความมืดนั้นจะว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งใด มันมีความหวังอยู่ที่ส่องแสงออกมาจากเบื้องดึกในจิตใจของผม แต่ก็หาได้มองเห็นมันไม่
     ทันทีทันใดทันเหตุการณ์ข่าวสารบ้านเมือง ก็มีกระจก กระจกสามบานที่อยู่ไกลแสนไกล กลับสะท้อนแสงสว่างแห่งความหวังในตัวผมออกมา แสงมันสว่างมาก สว่างจ้ายิ่งกว่านีออนซะอีก มันขับไล่ความมืดมิด ไล่ฝน ไล่เมฆหมอก ออกไปจากโลกของผม สายรุ่งเริ่มปรากฏ ผมเริ่มกลับมา ผมกลับมารับราชการในพระราชสำนักอีกครั้ง!!!!!! เฮ้ยยยยยยยย ไม่ช่ายยยยยยยย ผมกลับมาขับเคลื่อนชีวิตของตัวเองให้เดินหน้าต่างหาก

(กระจกสามบานนี้ ผมจะแนะนำให้รู้จักนะคับ ทั้งสามบานเป็นนักจิตวิทยาคลินิกล้วนๆไม่มีวัวมีควายผสม บานแรกเป็นเพื่อนจิตชายผู้เข้าใจรักเหมือนที่ไอสไตน์เข้าใจทฤษฎีสัมพัทธภาพของเขา บานที่สองเป็นเพื่อนนักจิตสาวผู้ไม่รู้จักความรักฉันท์หนุ่มสาวและเธอก็หนักแน่นกับผมว่าเธอไม่เคยกริ๊ดกร๊าดหนุ่มคนไหนมาก่อน แต่เธอเข้าใจคำว่าชีวิต ส่วนบานที่สาม เป็นนักจิตสาวที่ผมไม่รู้จัก แม้แต่ชื่อ หรือประวัติส่วนตัวของเธอ ใครที่ไหนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ)

     พอกระดาษเล่าเรื่องมาถึงจุดนี้ จุดที่เป็นปัจจุบัน ผมกลับเห็นหลายสิ่งหลายอย่างในความรักที่ผ่านมา ข้อดี ข้อเสีย สิ่งที่ควรปรับปรุง ผมเริ่มยิ้ม เริ่มหัวเราะ เริ่มบอกกับตัวเองว่า "ความรักมันคืออาจารย์ที่เข้ามาสอนเราให้รู้จักชีวิตทั้งในทางทฤษฏีและปฏิบัติ"
     ผมกล่าวขอบคุณความรักครั้งนี้(ขอบคุณอาจารย์) ขอบคุณกระจกทั้งสามบานที่ยิ้มหน้าละลื่นชื่นบาน ขอบคุณตัวเอง และที่ขาดไปไม่ได้คือ ขอบคุณเธอ
     เราเป็นเพื่อนกันนะ เพื่อนแท้ ที่ยังคงเป็นห่วงเป็นใยกัน
                                                                                          แด่สิ่งที่ผ่านมา กำลังจะก้าวข้าม และเพื่อนรัก

1 ความคิดเห็น