สิ่งที่เราเรียกว่าชีวิต

ตอนที่ 28 : คนมันเคย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 ก.ค. 60

     คงความประหยัดโดยเลือกจะนั่งรถเมลล์แทนรถตู้ ก็เวลามันเหลือแหล่กลัวว่าถึงมอเร็วไปฉันจะไม่มีอะไรทำ ป้ายเซ็นลาดที่จะไปรามนั้นฉันรู้ว่ามีสองป้าย แต่ป้ายที่ฉันถูกใจก็คือป้ายข้างๆสวนสาธารณะที่มีเสาสลักอักษรภาษาในกลุ่นเอเชียเหนือซึ่งไม่รู้มาก่อนว่ามันบอกถึงวีรกรรมของใครหรือเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นบริเวณนี้ในอดีต วันนี้ 122 มาก่อน เลยขยับกายจากป้ายขึ้นราชรถคันงามประมาณซมออนอ่อนๆถ้านึกไม่ออกก็ให้คิดถึงสีของไอศครีมหวานเย็นรสสตอเบอร์รี่ ข้างหน้ามีฟิวเจอร์บอร์ดสีกรักๆที่ถูกตัดแปะตัวอักษรด้วยสติ๊กเกอร์ตัวโตเป็นคำย่อพอรู้กันว่าไป ราม1

     บรรยายกาศวันนี้ครึ้มๆเหมือนฝนจะตก แต่ใครจะใคร่รู้เล่าว่ามันจะตกตามท่าทีของมันหรือเปล่า ยิ่งเป็นฤดูฝนในประเทศไทยยิ่งแล้วใหญ่ บางปีมีแต่ท่า-ทีนะเหลว แหม่!ก็เห็นขี้เล่นอย่างงี้มาตั้งแต่ฉันจำความได้ ผู้เฒ่าผู้แก่ท่านก็บ่นอยู่เนืองๆว่า ฝนมันตกไม่เหมือนเมื่อก่อนเลย ถ้าเทียบก็น้ำยังไม่เต็มโอ่งหรือหลังคายังไม่สะอาด ตลอดทางฉันจะร้องเพลงคลอสองภาษาไปเรื่อยๆร้องจนรู้สึกว่าวันนี้มันเอาจริง เม็ดฝนค่อยๆตกลงมาเหมือนน้ำตาที่เอ่อล้นจนสัมผัสแก้ม ถ้าสังเกตุดีๆเราจะเห็นเม็ดฝนในห้วงขณะหนึ่งอาจไม่ชัดเจนนักแต่ก็พอนับได้ว่านั้นเม็ดฝนหนึ่งเม็ด แต่คงไม่มีใครมันมานั่งนับเม็ดฝนในสายตาทุกเม็ดหรอนะนอกเสียจากว่าคู่รักที่ไม่รู้จะหาเรื่องอะไรมาสีเลยเอาเรื่องนี้มาแก้ขัด ฉันชอบกลิ่นยางมะตอยร้อนสัมผัสกับเม็ดฝนเย็นฉ่ำส่งไอชื้นกลิ่นขุ่นๆคลุ้งไปในอากาศและก็ชอบการถูกเม็ดฝนน้อยๆแทะโลมตามไม้ตามือ เหมือนฝนฟ้าจะไม่ชอบที่ฉันมาอารมณ์สุขโสภาหน้าระเริง มันเทห่าฟ้าร่วงเหมือนคนร้องไห้ตอนอกหักครั้งแรกในชีวิต ไม่ไหวอ่ะ ถ้าปล่อยไว้มันไม่ใช่แทะโลมธรรมดาๆแล้ว นี่มันลวนลามกันชัดๆ ทั้งพยายามสาดเข้ามาทางหน้าต่างราชรถบานนู๊นบานนี้จนฉันทนไม่ไหวกับพฤติกรรมเลยขยับตัวมาปิดหน้าต่างของตัวเอง  ใช้มือสองเข้ากดลงบนตัวกลอน อึ๊ด! “ไม่ลงอ่ะ คร่าวนี้ยืนขึ้นขึงขังออกแรงกดพร้อมถ่ายน้ำหนักตัวลงบนกลอนอีกรอบ อึ๊ด! ไม่ลงอีก” “ป้าเองไอหนู เสียงกระเป๋าราชรถแจ้วมาจากด้านหลังที่กำลังไล่ปิดหน้าต่างบานอื่นอยู่ กลอนมันแข็งซินะ ครับป้า แกปิดหน้าต่างมาจนถึงบานตรงที่นั่งฉัน กร๊อกที่เดียวอยู่ โหยป้า แข็งแรงมากเลย ป้าแกหัวเราะเหมือนชอบใจในคำชมแต่ฉันว่าไปด้วยความตะลึงงันมากกว่า ก่อนแกจะเดินไปปิดหน้าต่างบานถัดไปแกก็พูดเป้ยๆว่า มันต้องขอนี้มันต้องขอนี้ คนมันเคยทำไร่ทำนามาก่อน โหย! ถ้าเกิดฉันต้องขึ้นชกกับป้าบนสังเวียนงานบุญวัดเก่า ฉันคงน็อกตั้งแต่หมัดแรกถูกปล่อยมาจากป้าเป็นแน่แท้

 

     ที่ฉันนำมาคิดคิดเขียนเขียนก็เพราะป้าพูดว่า คนมันเคยทำไร่ทำนามาก่อน ทำให้ฉันคิดถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกที่อังกฤษโดยมีการบรรยายว่า ชาวชนบทเดินทางเข้าเมืองมาหางานทำ บางทิ้งไร่ทิ้งนาเลยเอ้า ถ้าเทียบกับไทยเรา ฉันจะคิดถึงตอนที่ ร.5 ปฏิรูปการศึกษา เมื่อมีการศึกษามากขึ้นฉันก็รู้ว่าชาวสยามรุ่นใหม่ตอนนั้นเลือกที่จะทิ้งไร่ทิ้งนาอาชีพเก่ามาหางานราชการทำจนเกิดการล้นหลามของเจ้าหน้าที่พนักงานราชการเลยที่เดียว

1 ความคิดเห็น