สิ่งที่เราเรียกว่าชีวิต

ตอนที่ 24 : ช่วงหนึ่งของวัย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 มี.ค. 60

     มองอย่างเผินๆอาจไม่เป็นที่น่าจดจำนักหรือกลับตีตราว่าน่ากลัวจนขนพองสยองเกล้า ไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว ประติสัมพันธ์ ต่างเข้มขันไปกับการตัดสินจากประสบการณ์ของเขาเหล่านั้นทั้งที่เชียวและชาญว่า อัปลักษณ์อดสู แตกต่างจากธรรมดา ซึ่งกลัวนำร่องเข้ามาหมายจะเกิดเภทภัยต่อความปกติที่ย่ำซ้ำๆซากๆ แค่หน้ายังต้องเมินหลบ บางฮาสนุกเหมือนชมละครสัตว์ จะคิดจะเห็นทำการอันใดไม่ง่ายดายนักเพราะไม่ได้รับความร่วมมือ บางก็สถบถุยว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ สิ้นคิด เปลืองแรงเปล่าประโยชน์ จะทำอันใดได้เล่านอกเสียจากว่าต่อปลิตัวออกไปจากกลุ่มเพื่อค้นหาคนบางคน กลุ่มบางกลุ่ม ที่ยอมรับในสิ่งที่ตนเป็น ซึ่งโดยโลกอันกว้างใหญ่ถ้ามองในแง่ดีก็จะเห็นถึงความหลากหลายของแต่ละกลุ่มที่อาจจะเข้าร่วมสมทบดังใจหวัง แต่ต้องกลับซัดเซพเนจรไปเรื่อยเพราะเรื่องซ้ำซากเดิมๆ มีเพียงเป้าเดียวที่ลิบหลี่แสงกระพริบแวววาวบอกกับเขาว่ามันมีอยู่จริง จนทำให้ไฟในการแสวงหาไม่เคยมอดดับกลับโหมลุกโชติช่วงซ่าไปทั่วร่างยามที่ไปเผยแผ่สิ่งที่เรียกว่า'ความคิด'ต่อสิ่งต่างๆนาๆในผู้พบผ่านได้รับรู้ พวกเขาไม่เข้าใจ เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นนิยายหรือเปล่าที่คุณเล่ามาหรือว่าคุณแต่งมันขึ้นในดูสวยหรู ความไม่เข้าใจทำให้ไฟที่ยังโชติช่วงซัดเข้าไปอีกจนอีกฝ่ายเริ่มรู้สึกถึงการล่ำเส้นเขตความเป็นส่วนตัว นำไปสู่การเลี่ยงหนี ปัดผ่าน

     เหมือนพูดอยู่กับอากาศ ตอบโต้ไปมาคล้ายละอองฝนที่กระทบกับหน้าต่างยามฝนตก เขายังคงยึดมั่นในความปราดเปรื่องของตัวเองยิ่งกว่าการยกเมฆมาทั้งก้อนซักอีก ทำไมยิ่งออกเดินโลกของเขากลับแคบลงไปทุกขณะหรือเขาไม่ทันได้สังเกตุว่ามันแคบอยู่แล้วเพียงแต่ขยายออกไปเล็กน้อยซึ่งเขาไม่ได้เข้าใจอย่างนั้น กลุ่มแล้วกลุ่มเล่าผ่านมาผ่านไป เขาพร่ำเพ้อพรรณามากมายจนผู้ฟังรู้สึกหนัก จนต้องพยายามบอกถึงความหนักอึ้งของน้ำคำที่กระเซ็นออกมา แต่ก็มิทำให้การพรรณานั้นลดละลงจนต้องเบียงตัวหนีไป บางกู่ร้องบอกกล่าวแต่กลับโดนกระแทกด้วยวาจาโวหารที่หลักหลวมลอยฟ้าจนเอือมละอาหนีไปตามๆกัน จะเป็นอย่างนี้ร่ำไปหาจุดสิ้นสุดของการค้นหามิได้จำใจเดินต่อไปด้วยความหวัง

     ความหวังนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเขามาตลอด มันฝังแน่นลึกลงไปในห่วงแห่งจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ มันค่อยโอบกอดเขาอย่างแผ่วเบาปลอบประโลมให้น้ำตาที่อยู่ในต่อมได้ระบายออกมาเพื่อคลายสิ่งที่เกร็งเครียดในความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวจนตัวระอายไม่อยากจะนับครั้ง มันปลุกพลังให้เขาสามารถที่จะพรรณาเรื่องต่างๆได้อย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย ความหวังยังปลุกความเชื่อที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆนาๆในที่ที่เขาเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นโดยไม่ได้ห้ามปรามหรือทักท้วงถึงผลลัพธ์ที่ความหวังควรจะได้รับ

     แต่จนแล้วจนรอดสิ่งที่เขาค้นหากลับมาถึง มันไม่ใช่กลุ่มคน ไม่ใช่หนังสือหรือต้นไม้ มันคือการผนวกมั่วซั่วของเสียงกู่ก้องร้องกังวาลจากคนที่บอกเขาว่าเขาแตกต่าง น่าดูแคลน เนาเริ่มสังเกตุการผนวกกันครั้งนี่อย่างใจจดใจจ่อ ไหลจากกลุ่มก่อนหนึ่งมาร่วมกับอีกกลุ่มก้อนหนึ่งจาดพรรณาโวหารกลวงๆมารวมกับบทวิพากษ์วิจารณ์ แล้วค่อยซึมไปสู่คำด่าทอต่างๆทั้งภาพและเสียง ซึมมาเรื่อยจนถึงส่วนของความรู้ มันทะลักเข้ามาทับถมจนบทวิชาการที่ตนศึกษาเนิ่นนานที่ฟังไม่ขึ้นก่อนจะพัดมาถึงส่วนสุดท้ายนั้นคือประสบการณ์และความเป็นตัวตน ซึ่งมีกำแพงเขื่อนแข็งกล้าปิดกั้นไว้หนาเตอะ แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่ไหลบ่ามานั้นลั่นกลองรบสนั่นจนตัวอยู่ไม่เป็นสุขเหมือนจะบรรลุสัจธรรม เขาได้แต่นั่งเออเร่อรอให้สัจธรรมปรากฏ แต่ที่ปราฏกลับไม่เป็นอย่างที่คิดว่าดีเลิศ มันผสมอะไรต่อมิอะไรเด็มไปหมด แต่ด้วยวันเวลาที่ยาวนานทำให้มองเห็นถึง'ความแตกต่าง'ของแต่ละสิ่ง พลันนึกในใจ'เราคิดว่าทุกคนเหมือนเราทุกอย่าง ชอบกินเหมือนเรา ชอบพูดเหมือนเรา ชอบอ่านหนังสือแล้วนำมาพรรณาเหมือนเรา หรืออะไรต่างๆที่มีคำว่าเราเป็นหลัก' ซึ่งมันตอบมาโต้งๆว่า'ไม่จริง' เขาแตกต่าง โดย'เรา'คิดเสมอว่าเป็นเหมือนแกนกลางของโลกใบนี้โดยมิแยแสต่อสิ่งใด

     ซึ่งเรื่องที่เล่ามานี้คือผมช่วงสิบแปดสิบเก้าปีที่ยังอลหม่านอยู่กับตัวเองจนไม่มองถึง'ความแตกต่าง'ของคนรอบตัว พลันแต่จะไปบังคับให้โลกทั้งใบเป็นไปในสิ่งที่ผมต้องการ

1 ความคิดเห็น