สิ่งที่เราเรียกว่าชีวิต

ตอนที่ 20 : ทอม กับ ผม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    22 ก.พ. 60

     ด้วยความหลากหลายจากโลกตะวันตกที่ทาโทมเข้ามาในบ้านเมืองเรายาวนานตั้งแต่โปรตุเกสเริ่มเข้ามาค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาเป็นชาติแรกและก็มีเรื่อยมาประเทศแล้วประเทศเล่าจนมาเด่นในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มันค่อยๆปะปนมาในทุกรูปแบบ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ รัชกาลที่ 5 นำมาขัดเกลาให้เข้ากับวัฒนธรรมของเราอย่างช้าและพยายามคงความเป็นพื้นเพเอาไว้ให้มากที่สุด

     การขัดเกลาได้ผ่านมายาวนานจนเกิดบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลายในด้านต่างๆ ซึ่งความหลากหลายในวันนี้ที่อยากน่าพูดถึงคือเพศสภาพที่เรียกว่า ทอม

     ทอมในพจนานุกรมภาษาไทยราชบัณฑิตยสถานไม่ได้ให้ความหมายไว้ ซึ่งทางวิกิพีเดียกล่าวไว้ว่าเป็นการยืมคำมาจากภาษาอังกฤษว่า tomboy หมายถึง เด็กผู้หญิงซนที่ชอบทำตัวคล้ายเด็กผู้ชาย ส่วนในความหมายที่พอเข้าใจในปัจจุบันน่าจะตรงกับ ผู้หญิงที่ไม่ได้พึงพอใจความเป็นหญิงในตัวเอง การแต่งตัว เครื่องประดับ อาจรวมไปถึงเรื่องคู่ครอง

     จากทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ ตามความเห็นของผู้เขียน ทอมน่าจะเกิดมาจากสองสาเหตุ
หนึ่ง ปมอีเล็คตราที่เด็กหญิง(ช่วงประมาณ 3 - 5 ปี)เกิดความรู้สึกรัก ผู้เป็นพ่อไม่ใช่รักธรรมด๊าธรรมดาแต่เป็นรักแบบที่ผู้ใหญ่เขารักกัน ความรักนี้ทำให้เด็กเกิดปรับตัวให้เหมือนคนที่ผู้เป็นพ่อหลงรัก นั้นคือแม่ เกิดการลอกเลียนแบบความเป็นผู้หญิงจากผู้เป็นแม่เพื่อให้พ่อหลงรักตน ซึ่งถ้าเด็กเกิดความคับข้องใจ ขัดแย้งในใจระยะนี้ อาจทำให้เด็กปรับตัวไปในทางที่ผิดจากเพศของตนเอง
สอง การใช้กลไกป้องกันตนเองแบบ Sublimation ในความเห็นนี้จะเกิดจากความคับข้องใจ ไม่สบายใจเหมือนกัน จึงใช้กลไกป้องกันตนเองโดยธรรมชาติ ส่วนแบบ Sublimation นั้นคือ "การเปลี่ยนวิธีการแสดงออกทางที่สร้างสรรค์ เป็นที่สังคมยอมรับได้" ทอมจากสายนี้น่าจะเป็นการค้นพบตัวเองที่หลังจากช่วงวัย 3 - 5 ปี

     อาจจะมีทฤษฎีทางจิตวิทยาที่ในยุคปัจจุบันได้อธิบายไว้เยอะแยะมากมายถึงความเป็นมาของทอม ซึ่งผมยังไม่แตกฉานนัก แต่ตัวเธอคงไม่สนใจหรอกว่าด้วยเหตุผลตำบลใด

     ผมพบเจอทอมมาก็มากมาย บางก็เป็นมิตรฉันเพื่อน บางก็เป็นศัตรูคู่แข่งทางใจว่าใครจะได้ครอบครองนาง ด้วยความที่ตัวเธอสามารถเข้าถึงสาวๆได้มากกว่า ง่ายกว่า แนบเนียนกว่า ทำให้ผมอิจฉาริษยาในใจ มีครั้งหนึ่งผมเคยเอ่ยปากถามถึงวิธีจีบสาวๆจากตัวเธอที่ผมสนิทสนมด้วย ตัวเธอกลับหัวเราะร่าน้ำตาริน แถมแยบมาว่า "นี้หมดน้ำยาแล้วหรอ ถึงได้ถาม" แหม่ น่าใช้เท้ายันโต๊ะเก้าอี้นัก

     อาจด้วยความห้าวที่สาวๆคนไหนก็ไม่กล้าที่จะแสดงเพราะกระโดกกระเดก กล้าพูดกล้าจาที่บางครั้งเรียกว่าขวานผ่าซาก การแต่งกายที่ดูเท่ทันสมัยจนบางครั้งผมก็ดูตกยุคไปเลย ทำให้ผมแอบมองตัวเธอแล้วกระซิบในใจว่า "วุ๊ย ก็น่ารักไปอีกแบบ" มันอาจเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดสาวๆทั้งหลายในใต้หลาหันมาชอบทอมมากกว่าชอบผู้ชาย ทำเอาผมต้องเหนื่อยมากกว่าเดิมเป็นสอง สาม หรือมากกว่า เท่า แต่ตัวเธอหารู้ไม่หรอกว่าตัวเธอได้ดึงดูดชายคนนี้เข้าำปด้วยโดยตัวเธอเองไม่รู้ตัว

     ในสังคมปัจจุบันที่เต็มด้วยความหลากหลายจะเป็นไรไหมที่ผู้ชายคนหนึ่งจะหันมากล่าวกับความหลากหลายว่า 
  "ผมชอบทอม"

1 ความคิดเห็น