คัดลอกลิงก์เเล้ว

Attracted Woman (Eunseo x Cheng Xiao)

โดย p_sone99

เมื่อลมผัดมา เส้นผมของเธอก็ปลิวไหว มันทำให้หัวใจของฉันหยุดเต้น...

ยอดวิวรวม

338

ยอดวิวเดือนนี้

5

ยอดวิวรวม


338

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


1
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  3 เม.ย. 61 / 17:58 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

ATTRACTED WOMAN




ฉันสงสัยเกี่ยวกับผู้หญิงที่อยู่ตรงนั้นจัง

ฉันเลิกมองเธอไม่ได้เลย

เมื่อลมผัดมา เส้นผมของเธอก็ปลิวไหว

มันทำให้หัวใจของฉันหยุดเต้น

Credit : Beauspirite

-------------------------------------------------------------------








====================================================================================
ไม่มีอะไรมาก ว่างและขยันเกินเหตุเฉยๆค่ะ 5555555

สามารถคอมเมนต์ติชม หรือเข้าไปพูดคุยกันในทวิตเตอร์ #ฟิคในถ้ำ ได้นะคะ
ขอบคุณที่ติดตามค่าา :)

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 3 เม.ย. 61 / 17:58

บันทึกเป็น Favorite




เช้าวันจันทร์ของฤดูใบไม้ผลิอากาศเย็นสบายเหมาะแก่การเดินกินลมชมวิวไปเรื่อย ๆ อากาศบริสุทธิ์ที่ต่างจากเมืองหลวงทำให้อดไม่ได้ที่จะสูดมันเข้าไปจนเต็มปอด กระชับกระเป๋านักเรียนแน่น ระหว่างเดินก็มองไปซ้ายขวาทักทายผู้คนที่เริ่มออกมาทำงานดูแลไร่สวนของตน


“อันนยองฮาเซโย ~”


ชีวิตในเมืองเล็ก ๆ ต่างจังหวัดแบบนี้ไม่มีความจำเป็นต้องรีบเร่งอะไร ไม่มีรถติด ไม่มีผู้คนเบียดเสียดกันวุ่นวาย


“Just tell me why กทกิลมัน กอทโก ชิพพึน คือแดวา...” ฮัมเพลงเบาๆ ตามเสียงที่ได้ยินผ่านหูฟังระหว่างเดินไปที่ป้ายรอรถประจำทาง สองเท้าหยุดชะงักก่อนถึงที่หมายเมื่อสายตามองไปเห็นใครคนนึงที่ยืนอยู่ที่นั่น เหมือนตกอยู่ในภวังค์ แม้จะเห็นเพียงด้านข้างก็รู้ได้เลยว่าผู้หญิงคนนั้น..สวยมาก


สมองหยุดทำงานชั่วคราว ทุกอย่างดูขาวโพลน ไร้ความคิดใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่รู้ว่าตอนนี้ควรทำเช่นไรหรือต้องทำอะไร ลืมแม้กระทั่งจังหวะหายใจ ผ่านไปหลายนาทียังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่ขยับไปไหน ร่างกายแข็งทื่อคล้ายถูกสาป เพลงในลิสต์ยังคงเล่นวนไปหากแต่เจ้าของไม่ได้ใส่ใจที่จะฟังมัน ลมพัดผ่านทำให้เส้นผมสลวยปลิวไหว ...วินาทีนั้นเหมือนหัวใจได้หยุดเต้นไปแล้ว



“บ้าเอ๊ย!! เกือบสายตั้งแต่วันแรกแล้วไหมล่ะ” ฉันบ่นตัวเองเบา ๆ ระหว่างเดินเข้าโรงเรียน นับว่าโชคดีที่เผื่อเวลาไว้ทำให้ไม่เข้าโรงเรียนสายจนต้องถูกทำโทษ ก็มัวแต่มองสาวจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง กว่าจะดึงตัวเองกลับมาได้ก็เมื่อผู้หญิงคนนั้นได้ก้าวขึ้นรถประจำทางและรถได้เคลื่อนตัวออกไปจนลับสายตาแล้ว


“อึนซอๆๆๆๆๆๆ” เสียงเรียกมาก่อนตัวดังลอดเข้ามาในหูฟังที่เปิดเพลงคลอเอาไว้ ฉันหันไปตามทิศทางของเสียงแทรกนั่นพร้อมดึงสายสีขาวออกจากหูข้างหนึ่ง เจ้าเพื่อนตัวดีวิ่งหน้าตั้งมาแต่ไกล คงมีเรื่องอะไรมาเล่าให้ฟังเหมือนเคย


“อะไร” ฉันดึงหูฟังสีขาวออกข้างหนึ่ง พร้อมหันไปถามเพื่อนตัวดีที่ยืนหอบอยู่ด้านข้าง

“วันนี้ห้องหนึ่งมีเด็กแลกเปลี่ยนมาเว้ย จากจีน”

“แกรู้ได้ไง”

“ก็ฉันไปหาครูคิมที่ห้องพักครูมา เลยได้ยินพวกครูเขาคุยกัน”

“อ่าฮะ”

ท่าทีคนเล่าตื่นเต้นผิดกับฉันที่ทำเพียงยืนฟัง ตอบรับเฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายอะไรในเมื่อที่นี่ก็มีนักเรียนแลกเปลี่ยนทุกปี ในประเทศบ้าง ต่างประเทศบ้าง เอาไว้ เอ็มม่า วัตสัน หรือ หลิว อี้เฟ้ย มาแลกเปลี่ยนที่นี่ ค่อยตื่นเต้นก็แล้วกัน



ตลอดเวลาช่วงเช้า นอกจากเรื่องเรียนแล้วสิ่งที่ฉันได้ยินก็ไม่พ้นเรื่องเด็กแลกเปลี่ยนที่ว่านั่น เล่นเอาซะจนเริ่มอยากรู้แล้วว่าหล่อนจะเป็นอย่างไร จะน่ารักมากเหมือนที่เพื่อนในห้องเลื่องลือกันหรือเปล่า



หน้าห้องมัธยมปลายปี 2 ห้อง 1 ค่อนข้างแออัดจากนักเรียนทั้งในชั้นเดียวกันและต่างชั้นที่มารุมประหนึ่งมีไอดอลชื่อดังมานั่งเรียนในห้องนั่น แต่ก็ว่าไม่ได้หรอก เมื่อฉันได้ยินมาว่าเธอเป็นเด็กฝึกหัดของค่ายหนึ่งในประเทศจีนและเคยออกรายการแข่งขันสำหรับเทรนนี่มาแล้ว


“หูยยย แกดูดิ คนรุมเยอะขนาดนั้น”

“เป็นฉันรำคาญตายพอดี” ฉันพูดด้วยเสียงเหนื่อยหน่ายตัดความตื่นเต้นของเพื่อนสนิท จนโดนอีกฝ่ายทำหน้าเอือมใส่

“ก็แกมันขึ้รำคาญไงอึนซอ” คนด้านข้างแยกเขี้ยวประชดฉัน ปกติฉันก็เป็นคนแบบนี้แหละนะ ขี้เบื่อ ขี้รำคาญ มนุษยสัมพันธ์แย่ แต่ดันหน้าตาดีมาก

“หึหึ รีบไปเถอะ หิวข้าวแล้วเนี่ย” หัวเราะในลำคอแล้วคว้าคู่ซี้ต่างไซส์เดินกอดคอฝ่าฝูงชนไปยังโรงอาหารทันที



ตอนนี้คนค่อนข้างบางตากว่าทุกวัน เพราะไปรวมตัวกันที่ชั้นสามกันเกือบหมด ฉันกับเพื่อนสนิทจึงไม่ต้องต่อคิวรออาหารนานนัก มื้อเที่ยงถูกจัดการอย่างรวดเร็วตามความหิวที่สะสมมาตลอดครึ่งวัน เสียงเซ็งแซ่จากนักเรียนที่เริ่มทยอยมาทานอาหารทำให้ฉันและดายองรีบลุกขึ้นไปเก็บถาดอาหารแล้วปลีกตัวออกจากที่นี่ หลังจากที่คิดแล้วว่ายังไงก็ต้องเกิดความวุ่นวายอีกเป็นแน่


“แกว่าเด็กแลกเปลี่ยนจะสวยขนาดไหนวะ”

“ไม่รู้สิ ถ้าแกอยากรู้ก็ไปดูนะ”

“ไม่ล่ะ คนเยอะ เอาไว้ค่อยรู้วันหลังก็ได้”


เหลือเวลาอีกนานกว่าจะถึงเวลาเริ่มเรียนภาคบ่าย จึงมีเวลาให้โอ้เอ้ได้อยู่ ฉันเลือกพื้นที่สนามหญ้าใต้ต้นไม้มุมเดิมที่เป็นที่ประจำในการพักผ่อน หลีกหนีจากความวุ่นวาย ตาคู่สวยกำลังพักผ่อน แต่ฉันไม่ได้หลับนะแค่พักสายตาเท่านั้นเอง


     ตึ๊ง!!~

     ตึ๊ง!!~

     ตึ๊ง!!~

     ตึ๊ง!!~


เสียงแจ้งเตือนแชทดังรัวจนฉันรำคาญ เป็นของคนที่นอนด้านข้าง ซึ่งดูแล้วเจ้าของคงกำลังถอดจิตล่องลอยไปไหนต่อไหน จนต้องสะกิดเบา ๆ ด้วยรองเท้าผ้าใบสีขาวให้ได้รู้สึกตัว หากแต่เจ้าของมือถือเครื่องบางทำแค่โยนมันมาให้ฉันเป็นนัยว่าให้จัดการมันแทน

                    YEOREUM 씨 : ดายอง
                    YEOREUM 씨 : หลับอยู่ใช่มั้ย ตื่นมาตอบเดี๋ยวนี้นะ”
                    YEOREUM 씨 : ดายอง!!!!!
                    YEOREUM 씨 : ไอเป็ดโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยย
                    Dayoung cute : มีอะไร ดายองมันหลับอยู่ เลิกรัวแชทสักที
                    YEOREUM 씨 : อึนซอเหรอ บอกไอเป็ดมาคุยหน่อย
                    Dayoung cute : ถ้ามันตอบ มันจะเอาโทรศัพท์มาให้ฉันมั้ยล่ะ
                    Dayoung cute : มีอะไรรีบๆว่ามา จะบอกมันให้
                    YEOREUM 씨 : ซื้อพวกขนมปังกับนมมาให้หน่อย ไม่ได้กินข้าวเลยเนี่ย
                    Dayoung cute : รีบมั้ย
                    YEOREUM 씨 : เดี๋ยวนี้ มาเร็วๆ
                    YEOREUM 씨 : ซื้อมาให้พอสำหรับสามคนนะ
                    
Dayoung cute : อือๆๆ

ฉันถอนหายใจเบา ๆ หลังจากได้รับคำสั่งจากหญิงสาวผู้เป็นเพื่อนข้างบ้านของคนที่หลับอยู่ ไม่รู้หรอกว่าทำไมเธอยังไม่ได้ทานเมื้อเที่ยง แต่สิ่งที่รู้ก็คือฉันควรต้องรีบปลุกเจ้าเพื่อนตัวดีก่อนเวลาเพื่อทำภารกิจสำคัญ มิเช่นนั้นแม่นายอาจได้องค์ลงจนดายองต้องหงออีกเป็นแน่


“ดายอง ตื่นโว้ยยยยยยยย”

“มีอะไร ยังไม่หมดคาบพักเลย” ว่าเสร็จก็นอนตะแคงหันหลังใส่ฉันที่เป็นคนปลุกทันที


ไม่รู้ว่าไปอดหลับอดนอนมาจากไหน ถึงได้หลับเอาเป็นเอาตายแบบนี้ แต่เชื่อเถอะว่าถ้าได้ยินชื่อตัวการที่ทำให้คาบพักหมดลง คงได้เด้งตัวยิ่งกว่าโดนไฟช็อตเสียอีก


“ยอรึม”

“... –“ เงียบ ยัง..ยังคิดไม่ได้ว่าจะต้องตื่น ให้เวลาสักหน่อยก็แล้วกัน


     3

     2

     1

“– ห้ะ แกว่าอะไรนะ” เรียกได้ว่าตื่นอย่างเต็มตาหลังจากใช้เวลาอันน้อยนิดทบทวนว่าเมื่อกี๊ฉันพูดอะไรไป

“แม่แกแชทมา บอกให้ซื้อขนมปังกับนมไปให้หน่อย”

“แล้วทำไมแกไม่รีบบอกฉันเล่า” เอ้า.. ได้แต่ทำหน้าเหรอหราใส่ อะไรวะ นี่ฉันผิดเหรอ

“จะมัวนั่งทำหน้าเอ๋อทำไม รีบไปดิ จะรอให้องค์หญิงพิโรธเหรอ ไป๊” เออ..อะไรจะกลัวเพื่อนขนาดนั้น รู้แหละว่าหล่อนเป็นสายโหดคอยปราบเกรียนเจ้านี่ แต่นึกไม่ถึงว่าดายองจะกลัวยอรึมขนาดนี้ ถ้าให้เดา ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาคงไปทำอะไรสาวเจ้าไว้เป็นแน่



ซื้อของตามใบสั่งเรียบร้อยก็หอบขนม นม น้ำเต็มพิกัดเดินขึ้นตึกไปอย่างด่วนจี๋ ที่ชั้นสามห้องแรกจากบันไดยังหนาแน่นไปด้วยนักเรียนขี้เห่อ ...ฉันและดายองเรียกแบบนั้น


การจะฝ่าฝูงชนเข้าไปในห้องคงเป็นเรื่องยาก ให้เจ้าของอาหารออกมาเอาเองดีกว่า ฉันแยกตัวจากเพื่อนสนิทเข้าไปรอให้ห้องเรียนตัวเองที่อยู่ถัดไป ปล่อยหล่อนให้เผชิญหน้ากับแม่นายเพียงลำพังนั่นแหละดีแล้ว


ไม่ถึงห้านาที ดายองก็เข้าห้องเรียนตามมา ทรุดตัวนั่งลงด้านข้าง บ่นกระปอดกระแปดเรื่องที่นักเรียนขี้เห่อทั้งหลายทำให้ยอรึมและเพื่อนไม่ได้ทานข้าวเที่ยงอย่างเป็นสุข เพราะหล่อนกับเพื่อนอีกคนที่เป็นลูกครึ่งจีนต้องเป็นพี่เลี้ยงเด็กแลกเปลี่ยนคนนั้น จนต้องยอมละมื้อเที่ยงสุขสันต์แล้วสั่งให้เบ้ส่วนตัวซื้อของมาให้แทน ยังดีที่มีประธานนักเรียนจอมโหดอยู่ด้วยทำให้ภายในห้องหนึ่งไม่ได้เกิดความวุ่นวายอะไร


หมดคาบพัก ประชากรนักเรียนกลับถิ่นฐานเพื่อต่อสู้กับการเรียนในภาคบ่ายต่อไป ฉันที่นั่งติดหน้าต่างมองตามพลางส่ายศีรษะ หัวข้อสนาทนาในช่วงครึ่งหลังของวันก็หนีไม่พ้นเรื่องเดิม ๆ ...เรื่องเด็กแลกเปลี่ยนคนนั้น ยิ่งทวีความอยากรู้ของฉันเข้าไปอีก ลองแอบชะเง้อมองเพื่อนข้างหน้าที่กำลังอวดรูปที่ถ่ายหล่อนมาได้ก็ไม่เห็น เอาเถอะ พรุ่งนี้ก็ได้ หล่อนยังอยู่ที่นี่อีกนาน


ถึงแม้ทั้งวันจะมีเรื่องนี้รบกวนความคิดมากแค่ไหน แต่ฉันก็ยังอุตส่าห์แอบนึกถึงผู้หญิงที่ป้ายรถประจำทางคนนั้นได้ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เจอกันอีกไหม เมื่อเช้าเธอใส่เสื้อคลุมทำให้มองไม่เห็นว่าหล่อนอยู่โรงเรียนอะไร แต่คงไม่ใช่ที่นี่หรอก เพราะถ้าใช่ฉันคงรู้จักไปแล้วล่ะ หรือจะเป็นเด็กใหม่...โลกคงไม่กลมถึงขนาดนั้น



เช้าวันไปโรงเรียนที่ไม่ต่างจากเมื่อวาน ฉันยังออกจากบ้านด้วยเวลาเดิม เพียงแต่วันนี้ไม่มัวโอ้เอ้ทักทายสาธารณชน รีบเร่งเดินไปยังจุดรอรถประจำทางเพื่อหวังว่าจะเจอเธอคนนั้น ว่างเปล่า...รอบบริเวณไม่มีใคร สงสัยฉันคงมาเช้าไปสินะ แน่ล่ะนี่เพิ่งกี่โมงเอง ว่าแล้วก็ทรุดกายนั่งลง มองรถผ่านไปมา จนรถประจำทางผ่านไปสองคันแล้ว และฉันก็กำลังจะ...สาย


“ซน อึนซอ!! ผมคงไม่ต้องบอกคุณใช่มั้ยว่านี่กี่โมงแล้ว ในเมื่อที่ข้อมือคุณก็มีนาฬิกา”


แค่ก้าวเท้าผ่านประตูหลังห้องเรียน เสียงสวรรค์ก็ดังพิพากษาผู้มาสาย แม้มันจะเป็นเวลาของคาบโฮมรูมไม่มีการเรียนการสอนแต่สายก็คือสาย ทำเอาฉันที่เพิ่งมาหน้าเจื่อน โค้งหัวทำความเคารพเล็กน้อย รีบเร่งเดินไปนั่งยังโต๊ะประจำก่อนจะถูกครูประจำชั้นสุดเนี๊ยบพิพากษาไปมากกว่านี้


ทั้งวันฉันรู้สึกว่ามันน่าเบื่อชอบกลจนต้องหมอบลงกับโต๊ะ ฟ้าไม่เป็นใจให้ได้เจอเธอ จิตใจจึงแสนจะห่อเหี่ยว ฉันไม่ได้สนใจเรื่องที่ใครสรรหามาเล่าอีกต่อไป ไม่ได้สนใจแม้แต่จะไปทำความรู้จักกับเด็กแลกเปลี่ยนคนนั้นอย่างที่ตั้งใจ


“แค่ไม่เจอสาวป้ายรถบัสวันเดียว เพื่อนฉันเป็นถึงขนาดนี้เลยเหรอ”


“พูดมากน่าดายอง” ดายองล้อเลียนเมื่อเห็นอาการของฉันที่ฟุบกับโต๊ะเรียนอยู่ในขณะนี้ ทำให้ฉันต้องหันไปขมวดคิ้วใส่ ทำไมต้องมาจี้ใจดำกันด้วยเนี่ย


“ไม่กินข้าวกัน เร็ว!” คนชวนออกแรงดึงแขนกระตุ้น ลากฉันไปโรงอาหารก่อนที่คนจะแน่นจนหาที่นั่งยากเกินไป


ไม่รู้ว่าทำไมคนที่เพิ่งเจอกัน.. ไม่สิ คนที่ฉันเจอไม่กี่นาทีถึงได้มีอิทธิพลต่อใจมากขนาดนี้ ถ้าเกิดว่าได้มีโอกาสทำความรู้จัก คงได้ตกหลุมรักขึ้นไม่ไหว เธอใช่ไหมเป็นคนผลักฉันแน่ ๆ



เลยเวลาเลิกเรียนมาพักนึงแล้ว แต่ยังคงมีนักเรียนบางส่วนที่อยู่ในโรงเรียน เล่นกีฬาบ้าง ทำการบ้านบ้าง จับกลุ่มเล่นเกมบ้าง แม้การแข่งขันภายในประเทศจะสูงลิบ แต่ที่นี่กลับไม่ค่อยมีใครไปเรียนพิเศษเสริมนอกเวลากันสักเท่าไหร่


เดินเตะฝุ่นไปเรื่อย ๆ ระหว่างเดินไปรอรถกลับบ้าน เพราะมัวแต่มองพื้นจึงไม่ทันได้ระวัง...


“โอ๊ย” ชนเสาอย่างจัง นั่งลงกุมหัวอย่างไม่อายใคร


สะบัดหัวไล่ความมึนงงพลางด่าตัวเองในใจว่าช่างเซ่อซ่าเสียนี่ ถ้าเพื่อนตัวดีมาเห็น พนันได้เลยว่าเจ้านั่นจะต้องหัวเราะและล้อเลียนฉันไปอีกหลายวัน


ที่ป้ายรถประจำทางมีนักเรียนอยู่ประปราย เป็นอีกครั้งที่โลกหยุดหมุน สมองว่าเปล่าไร้ความคิดอื่นใด เมื่อมีใครบางคนปรากฏแก่สายตา ฉันยังคงหยุดยืนอยู่ที่เดิมทั้งที่ตั้งใจเอาไว้ว่าถ้าได้เจอเธออีกจะไม่มีอาการเช่นนี้ จะต้องเดินเข้าไปทำความรู้จักให้ได้



ไม่มีเวลาแล้ว สมองบอกเช่นนั้น หากแต่หัวใจยังคงตกในภวังค์จนเหนี่ยวรั้งร่างกายเอาไว้ รถบัสจอดเทียบป้าย ผู้โดยสารทยอยขึ้นลง ถ้ายังรีรอคงได้พลาดโอกาสไปอีกครั้งแน่ ฉันออกวิ่งอย่างเร็วไว ก้าวขึ้นรถได้ในวินาทีสุดท้ายก่อนประตูจะปิดลง กวาดสายตามองหาชั่วครู่ก็เจอเธอที่นั่งติดหน้าต่าง ลมพัดผ่านพาเอาเส้นผมปลิวไสวให้หัวใจฉันล่องลอยอีกแล้ว


นั่งลงบนเบาะว่างข้าง ๆ คนที่ทำให้ใจสั่นไหว อยากทักทายแต่ฉันกลับหาเสียงตัวเองไม่เจอ เชื่อแล้วคำว่า “โลกกลม” มันเป็นเช่นไร เมื่อเราอยู่โรงเรียนเดียวกันจริง ๆ ด้วย


รถเทียบป้ายแล้ว ถึงเวลาต้องลง น่าเสียดายที่ฉันปล่อยเวลาให้เสียเปล่า ไม่ยอมทำอะไรเสียทีจนกระทั่งถึงเวลาต้องแยกกันแบบนี้


ได้แต่ยืนมองตามเธอไป ความคิดในหัวตีกันให้วุ่นจนหัวใจต้องออกโรงสั่งการเอง...



“เธอๆ นี่เธอ” กลัวไม่ได้ยินจึงต้องยื่นมือไปสะกิด เธอหันมาพร้อมทำหน้า งง ให้ตายสิ หัวใจฉันเต้นแรงมากจนเหมือนจะทะลุออกนอกอก ยิ่งได้สบสายตาอันน่าหลงไหลคู่นั้นยิ่งทำให้ประหม่าไปอีกเท่าตัว


“เอ่อ.. ธะ เธอชื่ออะไรเหรอ”


เงียบ ไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก นอกจากการเอียงคอทำหน้าซื่อ อยากจะบอกเหลือเกินว่าไอท่าทางนั่นทำเอาฉันแทบจะบ้าตาย มัน..น่ารักมาก


“Oh! Sorry, I didn’t hear you well.” ตายละหวา ไอ้ซอตายละหวา รัวภาษาสากลมาแบบนี้ไม่ใช่คนเกาหลีแน่นอน แล้วคนเก่งอังกฤษขั้นเทพขนาดแทบจะสอบไม่ผ่านอย่างฉัน จะรอดมั้ย


แต่เอาเถอะ ถ้าอยากรัก..ก็ต้องรอด


“อ่ะ เอ่อ.. วะ วะ ว้อท ยัวร์ เน้ม?” สั่นทำไม สั่นทำไมโว้ยยยยย แล้วนั่น เธอยิ้ม ยิ้มทำไม เธออย่าทำแบบนั้นสิ ฉันยิ่งประหม่านะรู้มั้ย


“I’m Cheng Xiao.”


“ห้ะ อะไรเสียวๆ นะ.. พะ พลีส อะ เกน”


“Cheng Xiao… เซียว”


“อ้อ เซียว เฉิงเซียว –” กว่าจะเข้าใจก็ต้องให้เธอย้ำชื่ออีกรอบ จนเธอพยักหน้าให้เมื่อฉันเรียกชื่อเธอได้ถูกต้อง แต่..เอ๊ะ ชื่อแบบนี้มัน... “– เห้ย อย่าบอกนะว่าเด็กแลกเปลี่ยนคนนั้นอ่ะ”


“what?” อุทานดังไปหน่อยจนเธอต้องถามอย่างสงสัย


“โนๆๆๆ เอ่อ ยู.. ยู อาร์ เอ่อ อาร์ ...อะไรต่อวะ” เกิดอาการสมองเออเร่อไปอีกรอบ ฉันจำได้ว่าคำนั้นมันไม่ยากแต่ทำไมต้องคิดไม่ออกตอนนี้ด้วย


“Exchange students?” ไม่แค่พูด แต่เธอยังทำหน้าเป็นเชิงว่านั่นใช่สิ่งที่ฉันต้องการจะสื่อหรือไม่


“เช้งๆ เอ้อ เยสๆ –” นั่นล่ะสิ่งที่ฉันจะถามแต่ดันนึกไม่ออก “– เอ่อ..”



ฉันเงียบเพราะนึกอะไรไม่ออกแล้ว มีเรื่องอยากจะถาม อยากจะคุย อยากจะขอเดินไปส่งที่บ้าน แต่ทุกอย่างมันคือภาษาเกาหลี และฉันนึกมันเป็นภาษาอังกฤษไม่ออก!!!


“Sorry, I must be going. See you.” เธอพูดว่าอะไรก็ไม่รู้ แต่มีโกอิ้ง ซียู เธอคงต้องไปแล้วสินะ


“อ่า ซียูๆ” อยากจะรั้งแต่บอกได้เลยว่า แคน น้อท จนปัญญา


เหมือนจะลืมอะไรสักอย่างไป เมื่อกี๊คุยอะไรไปบ้างนะ ฉันยังไม่แนะนำตัวใช่ไหม


“ดะ เดี๋ยว เว้ทๆ –” ตะโกนเรียกเธอเมื่อเธอเดินไปแล้ว ขอบคุณที่ได้ยินและหันมา เธอเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่าฉันมีอะไรอีกหรือเปล่าสินะ ฉันรีบเดินกึ่งวิ่งไปหาเธอทันที “– เอ่อ อะ ไอ แอม อึนซอ.. ซน อึนซอ คลาส ทู เอ่อ เกรด อีเล้เว่น แซม ยู ..นะ ไนซ์ ทู มี๊ต ยู”


เอาวะ ผสมปนเป มั่วตั้วถั่วเขียวกันไปนี่แหละ เคยมีคนบอกฉันว่าแกรมม่าไม่สำคัญเท่าไหร่ในการพูดคุย ให้ช่างมันไป นึกอะไรออกก็บอกไปแบบนั้นเลย เธอขำเล็กน้อย มันไม่ใช่การหัวเราะเยาะอะไรแบบนั้น นั่นทำให้ฉันเขินกับท่าทีของเธอเข้าไปอีก


“OK, Eunseo. –” เธอยิ้มและพยักหน้าเล็กน้อย “– Nice to meet you too, Bye.”


“บะ..บาย”




เธอไปแล้ว ฉันยืนมองส่งจนเธอไปลับสายตา ก่อนจะเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่เป็นสุข พร้อมกับภารกิจใหญ่


เห็นทีต่อจากนี้ไป ฉันคงต้องตั้งใจฝึกฝนภาษาอังกฤษให้เก่ง ๆ และเริ่มเรียนภาษาจีนบ้างแล้วล่ะนะ :)

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ p_sone99 จากทั้งหมด 14 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 29 กันยายน 2561 / 14:04
    แง น่ารักมากกกกก จะแต่งต่อมั้ยอ่ะคะเราอยากอ่านนะ ถ้าคุณแต่งต่อเราจะตามไปอ่านแน่นอน รักไรท์เตอร์นะคะ
    #1
    0