คัดลอกลิงก์เเล้ว

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

THREE

 


 

 

ใครบางคนบอกว่า... คนเราจะรักใครสองคนพร้อมกันไม่ได้

ใครบางคนบอกว่า... ถ้าเรามีใครสองคน ให้เลือกคนที่มาที่หลัง

เพราะถ้าเรารักคนแรกจริง คนที่สองจะไม่มีวันเข้ามา

 .

.

.

แต่สำหรับฉัน มันก็เป็นแค่ความคิดของคนอื่น



-------------------------------------------------------------------------








====================================================================================

ช้ะแว้บมาเปิดเรื่องสั้นที่ดูจะยาวกว่าเรื่องที่แล้ว

เรื่องนี้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ ไม่รู้นึกครึ้มอะไรอยากมาแต่งแบบนี้

มันอาจจะดู งงๆ และคลุมเครือก็โปรดอภัยกันนะคะ

สำหรับเรื่องนี้อยากให้โฟกัสที่ตัวละคร ณ ปัจจุบัน อย่าไปถามหาที่มาที่ไปว่าทำไมมันเป็นแบบนี้

พยายามจะดราม่าให้มากที่สุดแต่ไม่รู้ว่าจะดราม่าได้มากแค่ไหน TT


ขอบคุณที่หลงเข้ามาอ่านกันนะคะ 

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 22 พ.ย. 60 / 01:29

บันทึกเป็น Favorite


                

                “คืนนี้พี่จะค้างที่นี่หรือเปล่าคะ”

                “คงไม่ล่ะ”

 

                ประโยคสนทนาที่ดังขึ้นภายรถคันหรู น้ำเสียงของคนถามบ่งบอกว่าเธอคาดหวังกับคำตอบมากแค่ไหน แต่คำตอบที่ได้ก็ทำให้เธอต้องรู้สึกเศร้าใจ

 

                “แต่วันนี้วันศุกร์...”

                “พรุ่งนี้พี่มีงานน่ะ ชียอนนา..ไม่งอนนะคะ”

 

                น้ำเสียงหงอยๆ นั่นทำให้คนที่โตกว่าต้องอมยิ้ม เขารู้ดีว่าต้องใช้น้ำเสียงแบบไหนที่มันพอจะปลอบประโลมคนข้างๆ ได้ เขาเองก็อยากจะค้างที่นี่กับเด็กคนนี้ใจจะขาด แต่งานของเขาก็สำคัญเหมือนกันนี่นา เอาไว้เสร็จงานแล้วเขาคงจะให้เวลากับเด็กคนนี้เต็มที่

 

                “ไม่หรอกค่ะ หนูไม่มีสิทธิ์ทำแบบนั้นหรอก”

                “ไม่เอาสิ ไม่คิดแบบนั้นนะคะ หนูมีสิทธิ์ในตัวพี่ทุกอย่าง”

                “แต่ก็คงน้อยกว่าเขา”

                “พัค ชียอน ถ้าเธอยังประชดอีก อาทิตย์นี้ฉันคงไม่มาค้างกับเธอ”

               

                เด็กก็ยังคือเด็ก แม้ความจริงเธอจะเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้ายแล้วก็ตามแต่ก็ถือว่ายังเด็กกว่าคนข้างกายอีกมาก จึงไม่แปลกที่เธอจะต้องการการเอาใจจากคนที่โตกว่า แต่เพราะอารมณ์น้อยใจมันพาไปจนเกินเหตุทำให้เธอเผลอประชดชันให้เขาต้องหงุดหงิด

 

                “หนูขอโทษค่ะ”

 

                ก้มหน้าเอ่ยคำขอโทษเบาๆ แล้วทั้งรถก็ตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงถอนหายใจจากคนที่นั่งตำแหน่งคนขับ เมื่อไม่มีใครพูดอะไรต่อพัค ชียอนจึงเลือกลงจากรถเพื่อขึ้นคอนโดไปพักผ่อนเสียที โดยที่ไม่ลืมจะแอบมองคนข้างๆ หวังว่าเพียงเขาจะพูดอะไรขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่มี...

 

                ตึ๊ง!!!

 

                เสียงแจ้งเตือนจากแอพแชทชื่อดังทำให้คนที่เพิ่งจะออกจากห้องน้ำต้องรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เผื่อว่าจะเป็นคนที่เธอรอคอย

               

                          Min-kyeong KIM : ชียอนนา พี่ขอโทษนะคะที่หงุดหงิดใส่หนู

                          Min-kyeong KIM : เอาไว้พรุ่งนี้เสร็จงานแล้ว พี่จะให้เวลากับเธอเต็มที่เลย

                          Min-kyeong KIM : ฝันดีนะคะเด็กน้อยของพี่ <3

                          Xiyeon P. : ฝันดีเช่นกันค่ะ <3

               

                แค่นี้เธอก็ยิ้มได้ ลืมเลือนเรื่องน้อยใจนั่นแล้ว และคงฝันดีตลอดทั้งคืน

               

…………………………………………………………………………………….

 

                Rrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrr

 

                     “ไงคะ ทำไมถึงโทรมาได้ วันนี้ต้องอยู่กับเด็กไม่ใช่เหรอ”

                     [พรุ่งนี้ฉันมีงานน่ะ เลยต้องกลับมานอนคอนโด]

                     “เด็กเธอไม่งอนเอาหรือไง”

                     [ก็นิดหน่อย แต่น้องเขาก็เข้าใจ]

                     “ดีแล้ว ฉันล่ะขี้เกียจฟังเธอบ่น”

                     [เลิกพูดเรื่องคนอื่นสักทีเถอะน่า ฉันโทรหาเธอเพื่อจะคุยกับเธอนะ]

                     “อ่ะๆๆ มีอะไรว่ามา”

                     [คิดถึง]

                     “วันนี้วันศุกร์ ไปคิดถึงน้องชียอนโน่น”

                     [ไม่เอาน่าเยบิน ฉันคิดถึงเธอจริงๆ นะ]

                     “จะโทรมาบอกว่าคิดถึงแค่นี้ใช่ป่ะ”

                     [อือ แล้วก็..ฝันดีนะ รักนะคะเยบินนา~]

                     “อืม... รักเหมือนกันค่ะ ฝันดีนะคะ”

 

                วางสายจากคนที่โทรมาบอกว่าคิดถึงแล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าเราสามคนเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร รักสามเส้าเราสามคน ความสัมพันธ์อันซับซ้อนที่ไม่อาจมีใครเข้าใจได้และคงไม่อยากจะมาเข้าใจเสียด้วย ความสุขเหรอ? มันก็มี แต่ก็ทุกข์ด้วยเช่นกัน  ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไง รู้สึกแบบไหน ควรยิ้ม หรือร้องไห้ จะว่าสับสนก็ไม่ใช่ เข้าใจก็ไม่เชิง มันก็แค่บอกไม่ถูก

 

                สะบัดหัวไล่ความคิดและความรู้สึกทั้งหมดนั้นออกไป ปลดล็อกหน้าจอโทรศัพท์อีกครั้ง เข้าแอพแชทสีเหลืองชื่อดัง หาแชทที่คุ้นเคย...

 

                          Ye BIN K. : goodnight นะคะเด็กน้อย <3

                          Xiyeon P. : ไนท์ค่ะพี่เยบิน <3

               

                นี่แหละ ความสัมพันธ์ของพวกเธอ

 

…………………………………………………………………………………….

 

                สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่หัวเราะอย่างความสุข เสียงกรี๊ดดังให้ได้ยินอยู่เป็นระยะ เครื่องเล่นต่างๆ ทำงานอย่างขะมักเขม้น บางอย่างน่ารักน่าเล่น บางอย่างก็ชวนหวาดเสียวจนขาสั่น

 

                อุ แหวะ !!!

 

            และบางคนก็จะมีอาการประมาณนี้

 

                “ไหวไหมคะเนี่ย”

                “...”

                ไม่มีคำตอบจากคนที่ยังคงก้มหน้าเอาสิ่งที่เพิ่งกินไปเมื่อเที่ยงออกมา หน้าซีดราวกับกระดาษ เหงื่อชื้นตามไรผมและท่าทีอ่อนแรงที่ไม่มีแม้แต่แรงจะตอบคำถามก็ดูจะเป็นคำตอบที่ดี อันที่จริง...ไม่ควรถามด้วยซ้ำไป

 

                “น้ำค่ะ”

 

                บริการคนข้างๆ ที่นั่งหอบอยู่ ยังดีที่มีเก้าอี้ใต้ร่มไม้ให้นั่งพักพิงไม่ต้องเดินไปไหนไกล มองเขาที่ยังคงกระดกน้ำเข้าปากอย่างเอาเป็นเอาตายก็อดขำไม่ได้

 

                “ไม่ต้องมาขำเลยนะ”

 

                แอบส่งค้อนไปสักที ก็ดูเด็กนี่สิ แสบชะมัด พาเธอเล่นรถไฟเหาะตั้ง 2 รอบ ต่อด้วยดิสโก้ แล้วจบที่ไวกิ้ง ใครไม่เป็นแบบเธอบ้างก็ให้มันรู้ไปสิ เอ่อ..ยกเว้นยัยเด็กนี่ไว้สักคนก็ได้ ไม่รู้ไปเก็บกดอะไรจากไหนมา ถึงได้จัดคอมโบ้เซ็ตโดยไม่ถามความสมัครใจของเธอสักนิด ...ไม่น่าบอกว่าจะตามใจทุกอย่างเลย ให้ตายสิ!

 

                ก็สงสารนะ แต่ขำมากกว่า ก็ดูสิ คิม มินกยอง ที่ดูคูล ดูเท่ตลอดเวลา ตอนนี้ไม่เหลือภาพนั้นเสียแล้ว หากสาวๆ ที่ตามกรี๊ดเขาได้มาเห็นแบบนี้ คงจะไม่ต่างจากเธอหรอกน่า ที่พามาสวนสนุกเพราะอยากให้เขาผ่อนคลายบ้าง รู้สึกว่าช่วงนี้เขาจะเครียดกับงานเกินไปจนเธอเป็นห่วง อีกคนนั้นก็คงเป็นห่วงไม่แพ้กัน แต่ที่จัดคอมโบ้เซ็ตให้นั้นก็เพราะความหมั่นไส้ส่วนตัวล้วนๆ

 

                “กลับกันเลยไหมคะ”

                “ต่อให้เธออยากเล่นต่อ พี่ก็จะพากลับ”

                “ค่า.. งั้นหนูขับรถให้นะ”

                “เธอคิดว่าสภาพพี่แบบนี้จะขับไหวเหรอ”

 

                ส่งสายตาล้อเลียนให้คนพี่จนได้รับค้อนวงโตมาอีกหนึ่ง ก่อนจะช่วยพยุงเขาลุกขึ้นเดินไปยังที่จอดรถ อันที่จริงเขาก็ดีขึ้นมากแล้ว ไม่ต้องถึงขั้นมาพยุงอย่างกับคนป่วยหรอก แต่เธอก็แค่อยากเอาใจและเขาก็แค่อยากจะอ้อนเธอก็เท่านั้น ไม่มีอะไรจะมีความสุขมากไปกว่าการได้อยู่เคียงข้างกันแบบนี้

 

                ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ เขามีเวลาให้เธอได้แค่เย็นวันศุกร์ถึงเช้าวันจันทร์เท่านั้น แต่ใช่ว่ามันจะเป็นแบบนี้ไปตลอด บางครั้งเขาก็ไม่ว่างมาเจอเธอเลย บางครั้งก็จะมีโอกาสได้เจอเขาระหว่างสัปดาห์ อยู่ที่ว่าเขาจะจัดสรรเวลาให้คนนั้นและเธออย่างไร

 

…………………………………………………………………………………….

 

                ชีวิตของวัยทำงานที่เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับงาน งาน และงาน จึงไม่แปลกถ้าจะมีคู่รักจำนวนไม่น้อยเลิกรากันไปด้วยสาเหตุที่ไม่มีเวลาให้กัน แต่คงไม่ใช่กับคู่นี้ ไม่รู้ว่าพระเจ้าทำขวดน้ำยา “ความเข้าใจ” หกใส่จนเกินควรหรืออย่างไร ถึงได้มีความเข้าอกเข้าใจกันเกินเหตุ เข้าใจไปหมดไม่ว่าเขาจะทำงานหนัก หรือแม้แต่เขาจะแบ่งปันหัวใจให้ใครอีกคน

               

                “จะไปกี่วันล่ะคราวนี้”

                “น่าจะเกือบๆ เดือนนึง แต่ไม่แน่นอน”

                “นานอยู่นะ เด็กเธอไม่งอแงแย่เลยเหรอ”

                “ก็คงงอแงแหละ แต่น้องเข้าใจ”

 

                เป็นธรรมดาที่คิม มินกยองจะต้องไปดูงานที่ต่างประเทศ ตามประสาวิศวกรสาวผู้มากฝีมือ บริษัทของเธอเป็นหนึ่งในบริษัทที่รับงานโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานในประเทศแถบแอฟริกา ทำให้เธอต้องเดินทางไปดูงานบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งในแต่ละครั้งก็นานหลายวัน เรียกได้ว่าอยู่จนคุ้มกับค่าตั๋วเครื่องบินและทำให้ใครบางคนงอแงล่ะนะ

               

                สองร่างยังคงนอนกอดก่ายบนเตียงหลังเสร็จกิจกรรมสานสัมพันธ์ให้ความรักแน่นแฟ้น เมื่อไม่มีใครพูดอะไรต่อทั้งห้องจึงตกอยู่ในความเงียบ แต่ละคนจมอยู่ในความคิดตนเอง หนึ่งคนนอนเหม่อมองเพดานปล่อยความคิดต่างๆ ให้ไหลผ่านสมอง ในขณะที่คนตัวเล็กในอ้อมแขนโฟกัสสายตาไว้ที่ผ้าม่านผืนงามแต่ในหัวกลับนึกถึงใครบางคน เธอกำลังกังวลว่าเด็กคนนั้นจะรู้สึกอย่างไรเมื่อรู้ว่าเขาจะไปไกลและนานแบบนี้

 

               

                รถยนต์คันหรูจอดเทียบหน้าบริษัทเครื่องสำอางชื่อดังเพื่อทำหน้าที่ส่งสาวร่างเล็กดังเช่นทุกครั้งที่คนขับไปค้างกับเธอ ก่อนที่เขาจะมุ่งหน้าไปทำงานของตัวเองในบริษัทที่อยู่ห่างไปอีกฝั่งของแม่น้ำฮัน ใบหน้านิ่งแต่ดูมีเสน่ห์นั้นดึงดูดให้ผู้พบเห็นต้องมองตามจนเหลียวหลังเสมอ ไหนจะท่วงท่าที่ดูสง่าผ่าเผยประกอบกับการแต่งกายที่ดูภูมิฐานยิ่งส่งให้เธอนั้นดูดีขึ้นเป็นเท่าตัวสมกับตำแหน่งหัวหน้าทีมในฝ่ายการตลาด แม้อายุจะเฉียดเข้าเลขสามเต็มทนแต่เมื่อลองเทียบกับตำแหน่งหน้าที่นั้นก็บ่งบอกได้เลยว่าเธอเป็นคนที่มีความสามารถมากแค่ไหน

 

                “หัวหน้าคังครับ วันนี้จะไปทานมื้อเที่ยงกับผมได้ไหม”

                “ขอโทษนะคะ แต่ฉันไม่สะดวก”

 

                เป็นประจำทุกวันที่จะมีชายหนุ่มหรือแม้กระทั่งสาวสวยมาเชื้อเชิญเธอไปทานข้าวด้วยกันทั้งเที่ยง-เย็น และก็เป็นประจำที่เธอมักจะปฏิเสธคนเหล่านั้นไป ช่วยไม่ได้นี่เนอะ ในเมื่อเธอไม่อยากจะสานสัมพันธ์หรือกระทำการใดที่เป็นการให้ความหวัง การตัดไฟตั้งแต่ต้นลมนั้นถือเป็นเรื่องที่ควรทำมากกว่า แม้มันจะทำให้เธอกลายเป็นคนที่เย่อหยิ่งแต่เธอก็ไม่เสียเวลาไปใส่ใจกับมันเพราะในชีวิตเธอยังมีอะไรที่สำคัญกว่านี้มาก

 

                “จะปฏิเสธไปถึงไหนกันนะแม่คุณ”

                “เธอก็รู้ว่าคนพวกนี้เข้ามาหวังอะไร ตัดไปตั้งแต่แรกน่ะดีแล้ว”

                “จ้า ถ้าฉันเป็นแฟนเธอคงจะดีใจแย่ที่เธอไม่สนใจใครแบบนี้”

                “ก็เวอร์ไป”

 

                เพื่อนสนิทที่คบกันมาช้านานอย่างจอง อึนอูอดที่จะแซ็วไม่ได้ ในเมื่อเพื่อนเธอมีคนเข้ามาขายขนมจีบไม่เว้นแต่ละวัน แต่สาวเจ้าดูไม่สนใจใครเลยจริงๆแถมยังปฏิเสธแบบไร้เยื่อไยสุดๆ น่าดีใจแทนแฟนหล่อนเหลือเกินที่เพื่อนเธอแสนดีขนาดนี้  ถ้ารู้จักกันเพียงผิวเผินเธอคงจะคิดว่าคู่ของเพื่อนคนนี้คงจะหวานหยาดย้อยยิ่งกว่าน้ำผึ้งเดือนห้าแต่ใครเล่าจะรู้ว่าแท้จริงแล้วนั้นเป็นอย่างไร เรื่องราวความสัมพันธ์อันซับซ้อนที่ยากจะเข้าใจและเชื่อเถอะ.คงไม่มีใครอยากจะเข้าใจแน่ๆ เธอรู้ว่าคิม มินกยองรักคัง เยบินมากแค่ไหน เพราะดูจากการที่เขาปฏิบัติต่อเพื่อนเธอ ถึงแม้ในตอนแรกที่รู้เรื่องวุ่นวายนี้เธอจะไม่เชื่อว่าเขารักเพื่อนของเธอจริงๆ แต่เขาก็แสดงให้เห็นผ่านการกระทำและสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ไหนจะเพื่อนสาวที่บอกว่าโอเคกับความสัมพันธ์แบบนี้ เธอจึงทำได้เพียงถอยออกมา คอยมองดูอยู่ห่างๆ แล้วเธอก็พบว่าเขาทั้งสามคนพึงพอใจและมีความสุขกับวังวนนี้จริงๆ ...แปลกดีเหมือนกัน

 

               

                สปาเก็ตตี้ที่ดูน่ารับประทานอยู่เสมอแต่ในวันนี้ดูท่าว่าจะไม่ได้รับความสนใจเท่าไหร่นัก มือสวยทำเพียงหมุนส้อมกับเส้นสีเหลืองไปแบบนั้น สายตาเหม่อมองที่ว่างกลางโต๊ะไม้โอ๊คที่ถูกขัดมันจนเงา นิ้วเรียวยาวของมืออีกข้างเคาะโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอบ่งบอกให้รู้ว่าคนนี้กำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง จนคนที่นั่งตรงข้ามทนไม่ไหวเอานั่นแหละ ถึงได้สะกิดเรียกให้รู้ตัวสักที

 

                “กยอง... กยอง... คิม มินกยอง!!

                “ห๊ะ ว่า เอ่อ มีอะไรเหรอ”

                “คิดอะไรอยู่ หรือว่าไม่อร่อย”

                “ปะ..เปล่า พอดีคิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ”

                “กินก่อนเถอะ เดี๋ยวเย็นชืดแล้วจะไม่อร่อย”

 

                คนเหม่อทำเพียงยิ้มและม้วนเจ้าเส้นนุ่มสีเหลืองเข้าปาก ฝีมือของเยบินยังอร่อยเสมอ เขาชอบอาหารทุกอย่างที่คนรักทำ เพียงแต่ในวันนี้มีเองมากมายให้ต้องคิด จริงอยู่ที่เขาเป็นเพียงวิศวกรธรรมดาแต่ในทุกสายงานย่อมมีความขัดแย้ง ด้วยความที่เป็นคนจริงจังกับงานและตรงไปตรงมาทำให้มีคนไม่น้อยที่ไม่พอใจในจุดนี้ แม้จะโดนผู้ใหญ่เรียกเข้าไปเตือนด้วยความหวังดีแต่เขาก็ไม่อาจเมินเฉยได้ จนเพื่อนๆ ถึงกับบอกว่าถ้าเขาเป็นตำรวจ ป่านนี้คงได้นอนในหลุมไปแล้ว

               

                แน่นอนว่ามินกยองเป็นคนที่ซื่อสัตย์กับทุกเรื่อง

 

…………………………………………………………………………………….

 

                บนโลกนี้มีเรื่องราวแปลกประหลาดหลายอย่าง มนุษย์มีความซับซ้อนทั้งด้านความคิดและความรู้สึก คนส่วนใหญ่อาจมีความคิดความรู้สึกไปในทางเดียวกัน แต่ใช่ว่า 7 พันล้านคนบนโลกจะต้องเหมือนกันไปเสียหมด ผิดถูกคืออะไร..ใครเป็นคนกำหนด เหมาะสมหรือไม่สมควรคืออะไร..ใครเป็นคนตัดสิน

               

                แล้วใครกันที่ขีดกรอบเอาไว้ว่า ความรักเกิดขึ้นได้กับคนเพียงสองคน

 

 

                คุณเคยเป็นไหม บางทีแค่อยู่เฉยๆ ก็ถูกเกลียดโดยไม่รู้ตัว ใช้ชีวิตปกติไปวันๆ ก็ถูกตราหน้าว่าเป็นคนเลว ทั้งที่ไม่เคยไปทำอะไรให้ใคร ถูกกล่าวหาว่าแย่งแฟนคนอื่น แม้ว่าผู้ชายพวกนั้นจะเป็นฝ่ายเข้ามายุ่งกับเธอเองและเธอก็ไม่เคยตอบกลับอะไรเลย แต่ทำไม...

               

                “เลิกยุ่งกับแฟนฉันสักที”

                “. . .”

 

                เป็นอีกหนึ่งวันที่ต้องมาเจอเรื่องไร้สาระปวดประสาทแบบนี้ ผู้หญิงที่มีท่าทางดูหาเรื่องพร้อมกับพวกอีกสองคนเดินมาขวางทางจนเธอต้องหยุดแล้วมองหน้าทั้งสามอย่างสงสัย แล้วประโยคที่ออกมาจากหญิงสาวตรงกลางนั่นทำให้เธอต้องสงสัยหนักเข้าไปอีก

 

                ใครอีกแล้ววะไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอจะไม่รู้ในเมื่อคนตรงหน้าไม่ได้บอกว่าชื่อว่าแฟนเจ้าหล่อนคือใคร แล้วเธอก็ไม่ได้ไปยุ่งกับใครด้วย

 

                “ฉันบอกว่าให้เลิกยุ่งกับแฟนฉัน!!!

                “. . .”

 

                อ่าฮะ เธอได้ยินแต่เธอไม่อยากตอบอะไร เพราะเธอไม่รู้จริงๆ ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร จึงทำเพียงมองหน้าอีกฝ่ายเฉยๆ ซึ่งนั่นมันทำให้หล่อนโมโหอยู่ไม่น้อย

 

                “นี่แกจงใจกวนประสาทฉันใช่ไหม หนอย! ขอฉันลองตบแกสักทีเถอะ อยากรู้นักว่ามันด้านขนาดไหน”

 

                หมับ!!!

 

                “ใช้ความรุนแรงแบบนี้ ไม่ดีเลยนะคะ”

                “แกเป็นใคร”

                “จุ๊ จุ๊ จุ๊.. พูดกับคนแปลกหน้าแถมอายุมากกว่าแบบนี้ ดูจะไม่มีมารยาทหน่อยๆ นะคะเนี่ย”

                “แก!!!

 

                ไม่ต้องออกแรงอะไรให้มากความ แค่กำข้อมือแน่นๆ จ้องหน้านิ่งก็ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกหวั่นแม้จะมีพวกมากกว่า จริงอยู่ที่ยังอุตส่าห์มีแก่ใจจะยิ้มให้แต่มันก็ดูน่ากลัวชอบกล คงต้องขอบคุณความหน้าร้ายของตัวเอง

               

                “ฝากไว้ก่อนเถอะ” เมื่อรู้ตัวว่าคงไม่สามารถจะสู้กับคนแปลกหน้าผู้มาใหม่ได้ นักเลงสาวทั้งสามจึงต้องถอยทัพกลับ แต่ก็ยังมิวายทิ้งคำขู่ที่ดูว่าคนโดนขู่นั้นจะกลัวจนตัวสั่น(?)

 

                “ขอบคุณนะคะ”

                “ไม่เป็นไรหรอก”

 

                หันไปขอบคุณเจ้าหญิงที่ขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยเธอได้ทันเวลาพอดิบพอดี ยอมรับว่าเธอแอบขำกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่น้อยแต่ต้องเก๊กหน้าไว้ไม่ให้หลุดหัวเราะ ก็ดูสิ..เจ้าหญิงของเธอตัวนิดเดียว สูงแค่หูของพวกนั้นเองมั้ง แต่ก๋ากั่นนักเชียวล่ะ ส่วนยัยพวกนั้นก็นะ ทำเป็นมาหาเรื่องซะดิบดีแต่ไหงรีบหนีทั้งที่ยังไม่ทันจะรู้เรื่องอะไรเลยว่าแฟนของหล่อนคือใคร อดจะแซ็วพร้อมส่งสายตาล้อเลียนไม่ได้ จนคนอายุมากกว่าต้องแว้ดใส่

 

                “ตัวแค่นี้ ยังจะเก่งอีกนะคะ ถ้าพวกนั้นทำอะไรขึ้นมา พี่จะเป็นยังไงคะ”

                “ย๊า!! นี่ฉันเพิ่งช่วยเธอไปนะ ถ้าฉันมาไม่ทันป่านนี้หน้าสวยๆ ของเธอมีรอยมือของยัยพวกนั้นแล้ว”

                “ฉันคงไม่ให้ใครทำฉันฝ่ายเดียวหรอกค่ะ”

                “ใครจะไปรู้ ก็เห็นยืนนิ่งเงียบแบบนั้น”

 

                อันที่จริงคัง เยบินเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ที่นักเลงสามคนเดินไปหาเรื่องชียอนแล้วล่ะ แต่ก็ยังอยากดูท่าทีก่อนจนเห็นว่าคนที่ถูกหาเรื่องไม่มีทีท่าตอบโต้หนำซ้ำยังเงียบจนอีกฝ่ายหัวเสีย เธอจึงต้องรีบเข้าไปขวาง แต่ดูเด็กนี่สิ นอกจากจะไม่ขอบคุณแล้วยังกวนประสาทกันอีก

 

                “ฉันแค่ขี้เกียจจะพูดอะไร เพราะพูดไปคนพวกนั้นก็ไม่ฟังอยู่ดี”

                “จ้า เอาเถอะรีบๆ ขึ้นรถ หิวแล้ว”

               

 

                ถ้าหากถามว่าทำไมคังเยบินถึงยอมให้มินกยองมีใครอีกคน  ก็คงเป็นเพราะใครอีกคนนั้นคือพัคชียอน  ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เด็กคนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะยอมรับความสัมพันธ์แบบนี้ไหม

               

                “ช่วงหลังนี้กยองดูแปลกไป ตอนอยู่กับเธอเป็นป่ะ”

                “ก็เป็นนะคะ เหม่อบ่อยๆ เหมือนคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา”

                “แล้วเขาไม่บอกอะไรเธอเลยเหรอ”

                “ไม่ค่ะ ฉันว่าจะถามพี่เหมือนกัน”

 

                เป็นเรื่องปกติเวลาที่มินกยองไม่อยู่สองสาวมักจะนัดเจอกันเสมอ  บ่อยครั้งที่ชียอนไปค้างที่คอนโดของเยบินซึ่งมินกยองรู้เรื่องนี้ดีและสนับสนุน  มันดีที่คนที่เขารักทั้งสองคนรักกันแบบนี้  จะว่าเห็นแก่ตัวก็ได้นะแต่ถือว่าตัดปัญหาใหญ่ไปได้หนึ่งเรื่องละกัน

 

                มินกยองและเยบินคบกันตั้งแต่มหาวิทยาลัยปี 1 ตลอดเวลาที่คบกันไม่เคยมีปัญหานอกใจ  มินกยองเป็นคนรักที่ดีมากคนหนึ่ง เป็นคู่รักที่ใครต่างก็อิจฉา  แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่ห่างไกลทั้งคู่ก็ไม่เคยปล่อยให้ระยะทางมาทำลายความสัมพันธ์

 

                จนกระทั่งเมื่อ 3 ปีก่อน คิมมินกยองได้พบกับพัคชียอนโดยบังเอิญ

 

                แน่นอนว่ามันไม่ใช่รักแรกพบอะไรเทือกนั้น  มันเป็นความรักที่ค่อยๆ ก่อตัวเสียมากกว่า  เมื่อรู้ตัวอีกทีหัวใจที่เคยมีแต่คังเยบินก็มีพัคชียอนเข้ามาอีกคน  แม้คนเด็กกว่าจะขอเป็นฝ่ายถอยกับความรักในครั้งนี้และมินกยองจะยุติความสัมพันธ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้น  แต่เป็นคังเยบินเสียเองที่ไม่ยอมให้มันเป็นเช่นนั้น

 

                ปฏิเสธไม่ได้ว่าในคราแรกที่คนรักได้มาสารภาพว่าเขากำลังรักใครอีกคน  มันทำให้เธอเจ็บปวดไม่น้อยจนขอเลิกกับเขา  แต่ทว่าเป็นคนที่มาทีหลังเข้ามาขอโทษ ขอให้ทั้งสองอย่าเลิกกันและจะเป็นฝ่ายไปเอง  มินกยองตามง้อ ทำทุกอย่างเพื่อให้คนรักกลับมาเคียงข้างเขาเหมือนเดิมในขณะที่เขาเองก็เจ็บปวดที่ต้องปล่อยใครอีกคนไป

 

                เรื่องราวรักสามเส้าที่ดูจะจบลงด้วยดีนั้น  กลับเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อคังเยบินได้บังเอิญเจอกับชียอนและมีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องสนิทกันอย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้  จนในที่สุดแล้วมันก็จบลงที่...

 

มินกยอง รักเยบินและชียอน

เยบิน รักมินกยองและชียอน

ชียอน รักมินกยองและเยบิน

 

…………………………………………………………………………………….

 

                ‘ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะ  คราวนี้พวกนั้นเล่นเธอหนักแน่ๆ

 

                คำเตือนจากรุ่นพี่ที่พ่วงด้วยตำแหน่งเจ้านายยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่ไปไหน  ตั้งแต่ที่ต้องไปต่างประเทศจนกลับมาเกาหลีแล้วเธอยังคิดเรื่องนี้ไม่ตก  เธอพอจะรู้ว่าเป็นใคร  แต่ที่ไม่รู้คือคนพวกนั้นจะทำอะไรกับเธอกันแน่  บังเอิญเธอไปรู้เห็นการฮั้วประมูลโครงการใหญ่ของบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่  ซึ่งเธอไม่เห็นด้วยและมักจะคอยขัดขวางอยู่เสมอ  และเพราะเธอกุมความลับอันเน่าเฟะอยู่จึงถูกดึงตัวให้อยู่ที่นี่เพื่อที่คนพวกนั้นจะได้คอยควบคุมเธอไม่ให้แพร่งพรายความลับนี้ออกไป  โชคดีที่รุ่นพี่ของเธอมีอำนาจในบริษัทอยู่บ้างทำให้คนพวกนั้นไม่กล้าทำอะไรร้ายแรง  แต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นแบบนั้นเสมอไป  ในเมื่อตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกนั้นจะมีผู้มีอิทธิพลคอยหนุนหลังอยู่

 

                [พี่กลับมาหลายวันแล้วนะคะ  แต่ทำไมยังไม่มาหาหนูบ้างเลย]

                “ก็พี่บอกว่าไม่ว่างไงคะ  งานพี่ยุ่งมาก”

                [ยุ่งจนไม่มีเวลาเลยเหรอคะ หรือพี่กำลังมีคนอื่นเหรอ]

                “ถ้าพูดไม่รู้เรื่องแบบนี้  พี่ว่าเราอย่าเพิ่งคุยกันเลยจะดีกว่า”

 

                หงุดหงิด ใช่! มินกยองกำลังหงุดหงิดมาก  หงุดหงิดที่อีกฝ่ายพูดไม่รู้เรื่องแบบนี้  ตั้งแต่กลับมาเธอยังไม่ได้ไปหาคนรักทั้งสองคนเลย  อ้างเพียงแค่ว่างานยุ่งมาก  ไม่มีเวลา  แต่ความจริงแล้วเธออยากอยู่ห่างจากทั้งสองสักพักเพราะกลัวจะมีอันตราย  เธอไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรและร้ายแรงแค่ไหน  เธอเข้าใจที่ชียอนจะงอแงแบบนี้เพราะน้องคงคิดถึงเธอมาก  เธอเองก็คิดถึงอีกฝ่ายไม่ต่างกัน  แต่มันก็อดหงุดหงิดไม่ได้

 

                     [หงุดหงิดใส่น้องแบบนี้มันใช่เหรอ]

                     “ชียอนโทรไปฟ้องเธออีกแล้วเหรอเนี่ย”

                     [ใช่! แล้วตอนนี้น้องร้องไห้หนักมากด้วย]

                     “. . .”

                     [เธอเป็นอะไร รู้ตัวไหมว่าดูแปลกไปมาก]

                     “คงไม่คิดว่าฉันจะมีคนอื่นเหมือนน้องใช่ไหม”

                     [ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนยังไงน่ามินกยอง]

                     “เฮ้ออออออ”

                     [เธอจะไม่เล่าก็ไม่เป็นไรนะ แต่โทรไปง้อน้องหน่อยก็ดี น้องคิดถึงเธอมากนะ]

                     “ฉันรู้.. แล้วเธอ คิดถึงฉันบ้างมั้ย”

                     [ตอนแรกก็คิดถึง แต่จะเลิกคิดถึงถ้าไม่ง้อน้อง]

                     “เธอนี่จริงๆ เลยน้า เดี๋ยวฉันจะไปง้อน้องเดี๋ยวนี้แหละ”

                     [ดีมาก]

                     “เยบินนา ~

                     [อะไร]

                     “ฉันรักเธอมากนะ รู้ไหม”

                     [อืม ฉันก็รักเธอมากเหมือนกัน]

 

                เรื่องปกติเวลาที่มินกยองทะเลาะกับชียอน  เยบินจะเป็นคนกลางคอยประสานความสัมพันธ์ให้  และเมื่อถึงคราวที่เยบินกับมินกยองทะเลาะกันบ้าง จะเป็นชียอนที่เป็นคนกลาง  ส่วนเยบินกับชียอนนั้น ทั้งคู่ไม่เคยทะเลาะจนต้องพึ่งคนกลางสักที

 

 

                เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้  ในวันนี้มินกยองจึงต้องพาชียอนออกมาเที่ยวบ้างหลังจากไม่ค่อยได้ออกไปไหนด้วยกันเลยตลอดสองเดือนที่ผ่านมา  กับเยบินก็เช่นกัน  เพราะเธอกลัว... กลัวว่าจะเกิดอะไรไม่ดี

 

                จากความช่วยเหลือของรุ่นพี่เธอในการเปิดโปงความชั่วทำให้มินกยองได้รับการคุ้มครองจากตำรวจในฐานะพยานคนสำคัญ  แม้จะมีการจับกุมและอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนแล้วแต่เธอก็ยังไม่วางใจ  เป็นอันรู้ดีว่ามีอีกหลายคนที่เสียผลประโยชน์ในครั้งนี้และต้องการจะเอาคืนจากเธออย่างสาสม

 

                “มีความสุขมั้ย”

                “มีสิคะ อากาศดีมาก แถมวิวก็สวย”

                “พี่หมายถึง  ที่เราเป็นแบบนี้มีความสุขไหมคะ”

                “ถ้าไม่มีความสุขหนูคงไม่อยู่แบบนี้หรอก”

 

                รอยยิ้มที่มีให้กัน  อ้อมกอดที่อบอุ่นเป็นเครื่องยืนยันคำตอบของคำถามนั้นเป็นอย่างดี  สองร่างที่ยืนดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันท่ามกลางธรรมชาติแสนสวยด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความสุข  ไม่ได้รับรู้เลยว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า  มัจจุราชกำลังมาเยือน

 

…………………………………………………………………………………….

 

                ฝนที่โปรยปรายเปรียบดั่งฟ้ากำลังร่ำไห้ต่อดวงวิญญาณที่จากไป  ผู้คนที่สวมชุดดำพากันทยอยกลับหลังเสร็จสิ้นพิธีกรรมทางศาสนา  เหลือเพียงครอบครัวและคนสนิทที่ยังคงยืนนิ่งมองป้ายหินอ่อนเหนือหลุมฝังศพนี้  ถัดไปไม่ไกลมีหญิงสาวคนหนึ่งยืนมองอยู่  แม้ร่างกายจะเปียกปอนจากฝนที่กำลังตกแต่เธอก็ยังยินดีที่จะยืนอยู่แบบนั้น  จนเมื่อแสงสว่างได้ลาลับไปเหลือเพียงแต่แสงไฟดวงเล็กที่คอยให้ความสว่าง ไม่มีใครอยู่ที่นั่นแล้วสองขาเรียวจึงได้พาตัวเองมายืนมองรูปถ่ายด้วยสายตาที่พร่าน้ำตา  เข่าทรุดอย่างห้ามไม่ได้  หัวไหล่สั่นไหวบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าคนๆ นี้กำลังร้องไห้หนักแค่ไหน

 

                เธอไม่ได้รับอนุญาตให้มาร่วมพิธีเพราะคนในครอบครัวนั้นโกรธเกลียดเธอมาก  ทำได้เพียงมองอยู่ไกลๆ คอยให้ทุกคนกลับไปหมดถึงได้เข้ามาแบบนี้  มือเรียวลูบไล้ใบหน้าบนภาพถ่ายนั้นเบาๆ  มีคำพูดมากมายที่อยากบอกกับคนที่นอนข้างใต้นี้  แต่ก็ทำได้เพียงร้องไห้จนแทบขาดใจ  ถ้าเป็นไปได้..คิม มินกยอง ก็อยากเป็นคนที่นอนอยู่ที่นี่เสียเองไม่ใช่คนรักของเธอ

 

                ไม่ใช่ พัค ชียอน

               

                หลังจากที่สวีทกันท่ามกลางพระอาทิตย์ตก  ทั้งสองคนก็ตั้งใจจะกลับไปหวานกันที่คอนโดต่อ  ว่ากันว่าเมื่อยามมีความสุขคนเราก็มักจะไม่สนใจสิ่งรอบกายนอกจากความสุขที่อยู่ตรงหน้า  จึงไม่ได้รู้เลยว่ามีใครที่กำลังเดินตามมา

 

                เมื่อถึงจุดที่ไร้ผู้คน  ถึงเวลาที่ใครคนนั้นต้องทำภารกิจ  มือกร้านหยิบอาวุธคู่ใจขึ้นมาเล็ง  ด้วยระยะแบบนี้ไม่มีทางที่มืออาชีพจะทำพลาด

 

                ปุ้ก!!!

 

                ลูกตะกั่ววิ่งออกจากรังเพลิงผ่านกระบอกเก็บเสียงไปยังเป้าหมาย  ความแรงของปืนนี้มากพอที่จะทำให้กระสุนทะลุหัวใจเหยื่อได้ไม่ยาก  และมันควรจะเป็นเช่นนั้นถ้าไม่ใช่...

 

                “พี่คะ ระวัง”

                “ชียอน!!!!!!!!!

 

                เป็นคนที่เดินอยู่ข้างๆ หันมาเห็นพอดี  จึงใช้ตัวเองผลักคนรักล้มลงไป  แล้วเจ้ามัจจุราชตัวจ้อยก็ได้กระชากวิญญาณผู้มาขัดขวางการทำงานของมัน

 

…………………………………………………………………………………….

 

                เวลาเคลื่อนผ่านจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี  หลายสิ่งเปลี่ยนไปแต่บางสิ่งยังอยู่เหมือนเดิม  คิม มินกยองยังคงคบกับเยบินต่อไป  แต่หัวใจก็ไม่เคยลบเลือนเด็กที่เธอรักออกไปจากใจ  เธอไปหาชียอนที่สุสานแทบไม่เคยขาด  นอกเสียจากว่าเธอจะไปไม่ได้จริงๆ  ความคิดถึงเปี่ยมล้นอยู่ในใจเสมอ

 

                ไม่ต่างจากเยบิน  ถึงแม้เธอจะไม่ได้มาบ่อยครั้งเช่นคนรักแต่ก็ทุกครั้งที่ว่างเธอก็จะมาที่นี่  วันแรกๆ เธอเองก็ทำใจไม่ได้แต่ต้องเข้มแข็งเพื่อมินกยอง  เราสองคนช่วยกันเยียวยาหัวใจจนกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง

 

เยบิน เสียคนที่เธอรัก  แต่มินกยองเสียคนที่รักและมีบาดแผลลึกในหัวใจ

 

…………………………………………………………………………………….

 

                คุณคิดว่าคนเราจะเจอเรื่องที่เสียใจได้ในเวลาอันใกล้กันแค่ไหน ?

 

                ใครจะคิดกันว่าในวันนี้ คัง เยบินจะต้องกลับมาที่สุสานแห่งนี้อีกครั้งไม่ใช่เพื่อเยี่ยมชียอน

 

                หากแต่...

 

                “พี่พามินกยองมาหาเธอแล้วนะชียอน  ไม่ต้องเหงาแล้วนะ  ต่อจากนี้เธอกับมินกยองจะได้อยู่ด้วยกันทุกวัน...ตลอดไป”

               

                คิม มินกยองประสบอุบัติเหตุ  เขาถูกรถชนจากการที่เข้ามาช่วยเยบินเอาไว้  หลังนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราได้เพียงสองสัปดาห์เขาก็จากไปอย่างสงบจากที่การเธอตัดสินใจถอดอุปกรณ์ช่วยชีวิตเพื่อให้เขาไม่ต้องทรมานอีกต่อไป

 

                เพราะเธอรู้ดีว่าปาฏิหาริย์มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับเธอ

 

                โลกอาจโหดร้ายกับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจนเกินไป  ความตายพรากคนรักไปจากเธอทั้งสองคน  เหลือไว้เพียงความรักในความทรงจำและความเดียวดายบนเส้นทางที่เธอต้องเดินคนเดียว

 

ครั้งเสียชียอนเธอยังมีมินกยองแม้เธอจะเป็นฝ่ายต้องปลอบโยนเขาก็ตามที

แต่ในวันนี้ คัง เยบิน เสียคนรักไปแล้วทั้งสองคน

แล้วใครกันที่จะปลอบโยนเธอ

 



- END -

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ p_sone99 จากทั้งหมด 14 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 25 กรกฎาคม 2561 / 04:08
    อ่านแล้วหดหู่มากค่ะ ทำไมดาร์กอย่างงี้
    บรรยายเนื้อเรื่องได้สนุกมากค่ะ
    #2
    0
  2. วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 02:36
    ...... สุดท้ายก็เหลือเยบินอยู่คนเดียวสินะ ฮืออสงสาร

    ตอนแรกก็แอบงงความสัมพันธ์แบบนี้ มันมีในโลกด้วยหรอ รักกันสองสามคนเนี้ย แต่ในเมื่อโอเคเราก็โอเค555 ขอบคุณสหรับฟิคนะคะ บรรยายได้สนุกดีคะ ชอบมากๆ
    #1
    1