ซื้อใจ...จำหน่ายรัก ฉบับขาย

ตอนที่ 4 : บทที่๔

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 285
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    6 ก.พ. 60

บทที่4

                อัมว่านะคะ เราไม่ควรจะจัดงานรื่นเริงให้มันเอิกเกริกในช่วงเวลานี้ เพราะคุณพ่อพึ่งจะเสีย ยังไม่ทันถึงเดือนด้วยซ้ำ  ถ้าเราทำอย่างนั้นมันดูจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่นะคะ หญิงสาวค้านเสียงอ่อนหลังจากที่ดูรายละเอียดการจัดงานทั้งหมด  สีหน้าของหล่อนดูไม่ค่อยสบายใจนัก

                แนบเนียน  ยิ่งกว่าดาราบางคน

                แกพูดอย่างนี้หมายความว่าอะไรนุชรนาฏพูดเสียงแข็ง  อัมธิกาหันไปมองก่อนที่จะอธิบายเสียงอ่อน ๆ

                นุช ฟังพี่อธิบายหน่อยนะ  พี่ไม่ใช่ไม่อยากให้นุชจัดงาน  แต่พี่เห็นว่าคุณพ่อพึ่งเสียถ้าเราจัดให้มันใหญ่เกินไป เกรงว่าจะเสียหายกับชื่อเสียงของนุชและทุก ๆ คน  ใครอื่นเขาจะพูดว่าอะไร  นินทาให้นุชเสียหายนะ

                อย่าดีแต่ปากสิอัมธิกา  เธอพูดแบบนั้นแต่ตัวเองล่ะไม่เห็นจะแต่งตัวไว้ทุกข์ให้พ่อเลยวชิราขัดขึ้น

                ที่จริงแล้วอัมแต่งชุดดำไว้ทุกข์อยู่นะวุธ  แต่เผอิญวันนี้อัมต้องไปเยี่ยมคนป่วยที่โรงพยาบาล  จะให้อัมแต่งชุดดำไปคงจะไม่เหมาะ จริงไหม ? อัมธิกาหันไปตอบเสียงหวาน มนสิการเห็นว่าถ้าขืนปล่อยให้อัมธิกาอยู่ต่อไป ลูก ๆ ของเธอคงจะต้องตกกับดักที่อัมธิกาสร้างไว้แน่  จึงเอ่ยตัดบทเสียเอง

                ที่อัมพูดมันก็มีเหตุผลนะลูก  แม่ว่าเราจัดเป็นงานเล็ก ๆ กันเองในบ้านดีกว่าไหม แล้วพอปีหน้า เราค่อยจัดตามใจลูก

                วชิราและนุชรนาฏหน้าตึงด้วยความไม่พอใจ อัมธิกาเห็นดังนั้นจึงแกล้งพูดออกไปอีกว่า

                อัมทำให้ทุกคนลำบากใจหรือเปล่าคะ ? หญิงสาวตีหน้าเศร้าประกอบ ถ้าเป็นเช่นนั้น  อัมก็ขอโทษด้วยค่ะที่เข้ามาวุ่นวายกับทุกคน

                ในเกมนี้  อัมธิกาสามารถเรียกคะแนนความสงสารจากบุคคลภายนอกไปได้เต็ม ๆ หากความแค้นของภายในก็ยิ่งเกิดขึ้นมากกว่าเดิม 

                แค้นหรือ ?

                 เชอะ ! อย่าฝันว่าหล่อนจะกลัว

               

                ช่วงบ่ายของวันนั้น อัมธิกาจึงออกไปเยี่ยมมารดาของกสิณอีกครั้ง บอกไม่ถูกว่ารู้สึกถูกชะตากับมารดาของเขาเหลือเกิน  ก่อนที่จะขึ้นไปเยี่ยมมาดาของเขา อัมธิกาแวะทำแผลที่ด้านล่างเสียก่อนแม้จะไม่ค่อยชอบให้พยาบาลทำแผลให้ แต่ก็ตัดสินใจทำเพื่อไม่ให้เสียเวลาภายหลัง

                ทำแผลเสร็จ  จึงขึ้นไปชั้นบน แต่พอมาถึงกสิณก็โผล่ออกมาจากห้อง

                อ้าวคุณอัม

                ดิฉันมาเยี่ยมคุณแม่ค่ะอัมธิกาบอกความจำนง  กสิณปิดประตูแล้วจึงบอกว่า

                แม่นอนหลับอยู่ครับ

                หรือคะอัมธิกาพูดสีหน้าผิดหวัง  จนชายหนุ่มต้องเอ่ยต่อ

                เอาอย่างนี้ไหมครับ  ผมเราไปหาอะไรทานกันข้างล่างก่อนแล้วค่อยขึ้นมาดูใหม่  ถ้าแม่ตื่น คุณจะได้ไปคุยกับท่าน

                อัมธิกาลังเลอยู่พัก  ก่อนที่จะตอบตกลง

                ก็ดีค่ะ..ดิฉันก็ยังไม่ได้ทานข้าวเที่ยงเลย

 

                “ตกลงคุณแม่คุณเป็นอย่างไรบ้างค่ะ ท่านเป็นอะไรมากหรือเปล่า ? อัมธิกาถามขึ้นอย่างอึดอัด เมื่อไม่เห็นว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะพูดอะไรอีก

                หล่อนและเขาลงมาที่ศูนย์อาหารข้างล่าง  และเมื่อต่างคนต่างซื้ออาหารของตนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็นั่งรับประทานกันเงียบ ๆ

                ตลอดเวลานั้นเขาแทบจะไม่พูดกับหล่อนเลย

                ต้องรอฟังข้อสรุปของหมอในวันพรุ่งนี้ครับ

                หรือคะ ? ท่านจะเป็นอะไรมากไหม

                ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

                อัมธิกาถอนหายใจยาว อึดอัด  ทำไมวันนี้ชายหนุ่มดูเงียบ ๆ ผิดปกติ  ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจาเหมือนเดิม  หรือไม่พอใจที่หล่อนเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับมารดาของเขากัน

                ขอโทษนะคุณกสิณ คุณไม่พอใจดิฉันหรือเปล่าคะ ? หล่อนตัดสินใจถามตรง ๆ โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว

                กสิณมองหน้าอย่างแปลกใจ  ก่อนที่จะถาม

                คุณหมายถึงเรื่องอะไรกัน ?

                ดิฉันก็ไม่ทราบนะคะ แต่รู้สึกว่าวันนี้คุณดูเงียบ ๆ เหมือนกับไม่ค่อยจะพอใจดิฉันสักเท่าไหร่ ถ้าคุณไม่ชอบใจที่ดิฉันเข้ามายุ่งวุ่นวายกับคุณแม่ของคุณ  ก็ช่วยกรุณาบอกกันตรง ๆ ได้ไหมคะ  อย่าทำเป็นนิ่งเฉยอย่างนี้ ดิฉันรู้สึกอึดอัด

                ไปกันใหญ่แล้ว  ผมไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้นกสิณบอก

                ถ้าคุณไม่คิดดิฉันก็ขอโทษด้วยค่ะ อัมธิกาพูดออกมาง่าย ๆ กสิณยิ้มออกมาเพียงนิด  แล้วทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง

                เขาจะเงียบทำไมนักหนานะ

                หรือทำหยิ่ง วางมาดเก๊ก?

                เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ชายหนุ่มกดรับ หล่อนจึงต้องหันมองไปอีกทางด้วยกลัวเสียมารยาท แต่แน่ล่ะหูฟังอย่างตั้งใจ

                ครับนาง

                อัมธิกาเหลือบมองเล็กน้อย

                ผมอยู่ที่โรงพยาบาลครับทางปลายสายพูดอะไรออกมาสักอย่าง  ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าหล่อนมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นกว่าเดิม  ก่อนที่จะตอบไปว่า

                โอเค ไม่เป็นไรครับ  ผมเข้าใจ  ไว้วันหลังก็ได้ครับ  ไม่มีปัญหาครับเดี๋ยวผมจะฝากบอกคุณแม่ให้

                จ๊ะ อย่าลืมที่สัญญาไว้นะครับนาง  รีบกลับมาเร็ว ๆ นะ

                นิ่งเงียบไปเมื่อชายหนุ่มพูดโทรศัพท์จบ  พอจะเดาได้ราง ๆ ว่าบุคคลที่เขาคุยด้วยคงจะเป็นคนรักของชายหนุ่มแน่ ๆ รู้สึกอิจฉาผู้หญิงคนนั้นเล็กน้อย

                คงจะดีใจน่าดูที่มีคนรักแบบชายตรงหน้า ครอบครัวของเขาดูอบอุ่นและเขาเองคงสามารถดูแลให้คนรักมีความสุขได้

                “น้องอัมมาทำอะไรที่นี่ ? เสียงเรียกทักจากด้านหลังทำให้อัมธิกาหันไปมอง

                พี่ทศหล่อนเอ่ยด้วยความดีใจ

                ทศยันรีบเดินเข้ามาหาอัมธิกาอย่างรวดเร็ว  หล่อนจัดการแนะนำให้ทศยันรู้จักกับกสิณ

                พี่ทศคะนี่คุณกสิณ คุณกสิณคะ นี่คือพี่ทศยันค่ะ

                ทั้งคู่ต่างโคลงศีรษะให้กันอย่างไว้ท่า  แต่อัมธิกาไม่ได้สังเกต หล่อนหันไปถามทศยันว่า

                พี่ทศมาทำอะไรที่นี่คะ ?

                พี่มาเยี่ยมไข้ลูกค้าจ๊ะอัม  แล้วอัมล่ะ ยังไม่เห็นบอกพี่เลยทศยันถามกลับ แววตาอ่อนโยนบอกชัดถึงความหมายภายใน

                อัมมาเยี่ยมคุณแม่ของคุณกสิณค่ะ อัมธิกาพูดต่อ พี่ทศมาก็ดีแล้ว  พี่มีธุระอะไรอีกไหมคะ

                “หมดแล้ว เดี๋ยวพี่ว่าจะกลับบ้านเลย แม้จะตอบอย่างนั้น  แต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวไม่เต็มใจที่จะทำดังที่พูด

                งั้นพี่ทศรออีกนิดได้ไหม อัมว่าวันนี้จะไปค้างบ้านพี่ อัมเซ็ง หัวแตกแล้วไปไหนไม่ได้เลยอัมธิกาบ่นออกมา ตั้งแต่วันที่รถชนก็ไม่ได้ไปเที่ยวอีก เพราะเกรงว่าจะมีเหตุการณ์แบบครั้งที่แล้ว ครั้นจะเรียกแท็กซี่กลับ ก็รู้สึกไม่ไว้ใจ

                ก็ได้อัม

                ขอบคุณค่ะพี่  อัมรักพี่ทศที่สุดเลย

                กสิณไม่พูดอะไรตลอดการสนทนานั้น  ยิ่งฟังเขาก็รู้สึกแย่ขึ้นเรื่อย ๆ อัมธิกากล้าออกปากขอไปนอนบ้านผู้ชายอื่นก่อนได้อย่างไรกัน  นี่เป็นช่วงกลางวันแสก ๆ หล่อนมีสติครบถ้วนสมบูรณ์ดี  ไม่ขาดตกบกพร่อง  ทำได้อย่างไร ?

                ยิ่งนั่งอยู่กสิณก็ยิ่งไม่อยู่ใกล้หล่อนขึ้นไปเรื่อย ๆ เขาเกลียดหญิงแบบนี้เหลือเกิน  ผู้หญิงที่ไม่รู้จักรักนวลสงวนตัว ถือเอาแต่ค่านิยมรุ่นใหม่  อิทธิพลจากชาติตะวันตก  อย่างที่เพื่อนของเขาเคยพูดไว้  อัมธิกาเหมาะที่จะเป็นเพียงแค่คู่ควงสนุก ๆ คนหนึ่งเท่านั้น  แต่ไม่เหมาะที่จะเป็นแม่ของลูกแม้แต่สักนิด

                คุณกสิณคะ  ดิฉันคงต้องขอตัวกลับก่อนนะคะ ให้คุณแม่ของคุณพักผ่อนไปดีกว่า  แล้วพรุ่งนี้ดิฉันจะมาเยี่ยมท่านใหม่  ฝากเรียนท่านด้วยนะคะ

                ครับกสิณรับคำ  อัมธิกาจึงลุกขึ้นยืน พร้อม ๆ กับทศยัน  ทศยันจึงบอกกับชายหนุ่มว่า

                งั้นเราขอตัวนะครับคุณ

                ครับ

 

                 น้องอัม คราวหลังถ้าจะมาเยี่ยมใคร  ให้พี่มาเป็นเพื่อนก็ได้  อย่ามาคนเดียวแบบนี้อีก ทศยันพูดเสียงเข้มเมื่ออัมธิกาขึ้นมาบนรถ

                ทำไมคะ พี่ทศเป็นห่วงอัมหรออัมธิกาถามเสียงใส  หัวเราะน้อย ๆ อย่างล้อเลียน

                พี่ไม่ได้พูดเล่น ๆ นะอัม  พี่จริงจัง

                อัมก็ไม่ได้ว่าอะไรหนิคะ

                อัม พี่ขอนะ  คราวหลังถ้าจะมาเยี่ยมใคร  อัมต้องให้พี่มาด้วย

                “ไม่เอาหรอกค่ะ  ให้พี่ทศมา  เดียวคนก็เข้าใจผิดคิดว่าพี่เป็นแฟนอัมกันพอดี  คราวนี้อัมหาแฟนไม่ได้แล้วจะยุ่งนะคะ

                ทศยันเลือกจ้องมองไปที่ถนนตรงหน้าเพื่อซ่อนความรู้สึก ก่อนจะถอนหายใจแล้วก็เปลี่ยนอารมณ์ให้กลายเป็นคำพูดหยอกเย้ากึ่งตัดพ้อ

                นี่แสดงว่าอัมเห็นพี่เป็นตัวขัดขวางความรักของอัมหรือ  แบบนี้ถ้ามีสาวน้อยคนไหนโทรมาบอกให้พี่ไปรับเพราะกำลังเมาอยู่  พี่คงต้องคิดดูอีกทีแล้วมั้ง กลัวกลายเป็นการขัดขวางการหาแฟนของอัม

                โถ่ พี่ทศก็ อย่าน้อยใจสิคะ อัมแค่หยอกเล่นนิดเดียวเอง นะๆๆๆไม่โกรธอัมนะคะหญิงสาวยกมือส่งนิ้วก้อยให้กับทศยัน ยิ้มหวานอย่างน่าเอ็นดู

                เขาไม่ได้น้อยใจ  หากเจ็บปวดกับความรักที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นนอกจากคำว่าพี่ชาย

                ทศยันทำหน้าขรึมอยู่ได้พักเดียวก็อดไม่ไหวต้องยิ้มออกมาอย่างหมั่นไส้

                ทุกทีเลยอัม ทำท่าแบบนี้ทีไร  พี่ต้องใจอ่อนทุกที .ให้ตายเถอะแม่ตัวแสบ

                อัมธิกาหัวเราะสุดเสียง  ยิ้มกับท่าทางนั้น

 

                แล้วหนูจะตัดไหมวันไหนจ๊ะ ?

                มะรืนนี้ค่ะ เฮ้อ คิดแล้วก็หวาดเสียวอัมธิกาทำตัวลีบอย่างคนที่เกรงกลัวจริง ๆ สร้างรอยยิ้มอย่างเอ็นดูให้แก่คุณวิลาวัณย์เป็นอย่างยิ่ง

                ทำไม ไม่เห็นจะมีอะไรน่ากลัวเลย

                น่ากลัวค่ะ อัมยืนยัน ตอนที่อัมหัวแตกเมื่อตอนเด็กน่ะคะ อัมเคยเข้าไปตัดไหม  มันน่ากลัวมาก ๆ มีคนอยู่เต็มไปหมด  พยาบาล ชะงักเสียงไป เมื่อนึกได้ว่าตนเองกำลังพูดถึงเรื่องอะไร

                ภาพความหน้ากลัวตอนนั้นยังติดอยู่ในความทรงจำ

                กำลังพูดคุยถึงความรู้สึกตนเองมากไปแล้ว  ความรู้สึกเป็นสิ่งละเอียดอ่อน จะเปิดเผยไม่ได้

                มีอะไรหรือจ๊ะหนูอัม ทำไมไม่เล่าต่อล่ะ

                อัมธิกาส่ายหน้ายิ้มนิด ๆ ซ่อนความรู้สึกในจิตไว้อย่ารวดเร็ว  หากมีหรือที่ผู้ผ่านโลกมามากอย่างคุณวิลาวัณย์จะไม่รับรู้ความผิดปกตินี้

                ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ อย่าไปสนใจมันเลย

                หากเมื่อคุณวิลาวัณย์จะถามอะไรต่อไป  กสิณก็เข้ามาข้างในห้องขัดจังหวะการสนทนานั้นเขาชะงักเมื่อเห็นอัมธิกาอยู่ด้วย

                สวัสดีค่ะคุณกสิณ

                ครับ

                เป็นไงบ้างลูก หมอเขาว่าแม่เป็นอะไร สีหน้าของคุณวิลาวัณย์ดูกังวล  เมื่ออัมธิกาเห็นดังนั้น  จึงพูดขึ้นเพื่อที่จะปลอบใจ

                คุณแม่คงไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ แข็งแรงขนาดนี้

                คุณอัมธิกา กสิณเรียกชื่อหญิงสาวเสียงแข็ง อัมธิกาชะงักหันไปมองชายหนุ่มอย่างสงสัยเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ

                คะ ?

                ผมต้องการคุยกับแม่ผมตามลำพัง  ขอความกรุณาด้วย คำพูดของเขาส่งผลให้อัมธิกาหน้าเสีย  จนคุณวิลาวัณย์ต้องออกปากปรามบุตรชาย

                กิณ ลูกพูดแบบนั้นได้ยังไงกัน

                “ไมเป็นไรหรอกค่ะ อัมขอตัวนะคะพรุ่งนี้อัมจะมาใหม่หญิงสาวพูดเรียบ ๆ ราวกับไม่ใส่ใจ  หากสีหน้านั้นแสดงความน้อยใจได้ชัด ยกมือไหว้ทำความเคารพคุณวิลาวัณย์อย่างรวดเร็ว  ก่อนที่จะรีบเดินออกไปจากห้อง  ไม่ได้เข้าไปลาชายหนุ่ม

                เมื่อลับหลังอัมธิกา  คุณวิลาวัณย์จึงหันไปถามกสิณด้วยความไม่เข้าใจ

                ลูกไปพูดแบบนั้นกับหนูอัมได้ยังไงกัน  เขาได้ยินแล้วจะรู้สึกยังไง

                ช่างเขาสิแม่  เขาจะคิดยังไงก็เป็นเรื่องของเขา

                 คุณวิลาวัณย์ส่ายหน้าอย่างระอาใจกับพฤติกรรมของบุตรชาย  ซึ่งแข็งกระด้าง พูดจาตรง ๆ แบบไม่สนใจว่าใครจะรู้สึกเช่นไร

                แม่ครับ ผลของหมอออกมาแล้ว

                แล้วหมอว่ายังไงล่ะ ถามเนือย ๆ กลับไป

                ต้องผ่าตัดอย่างเดียวเท่านั้นครับแม่  ทุกอย่างจึงจะดีขึ้น

 

                หลังจากให้ทางโรงพยาบาลล้างแผลเสร็จแล้ว  หญิงสาวจึงกลับไปที่บ้านอย่างหงอยเหงา  ใจรู้สึกหดหู่อย่างประหลาดกับคำพูดของชายหนุ่ม  

                ใช่สิ หล่อนไม่ใช่คนในครอบครัวของเขา

                อัมธิกาเดินลงจากรถแท็กซี่อย่างคนเซื่องซึม  มองเห็นแต่ภาพสีหน้าเย็นชา เฉยเมยของชายหนุ่ม

                บ้าน่ะ  แค่คำพูดของคน ๆ เดียวมีผลต่อหล่อนมากอย่างนี้เขียวหรือ ?

                คำพูดของคนอย่างเขามันไม่มีผลต่อคนอย่างหล่อนหรอก

                ผู้หญิงอย่างหล่อนไม่เคยยอมแพ้ต่อใคร ต่อไปหล่อนจะเข้าไปยุ่งกับมารดาของเขาให้มากกว่านี้อีก

                นังอัม เสียงตวาดขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดของนุชรนาฏทำให้อัมธิกาแสยะยิ้ม

                อย่างน้อยหล่อนก็ไม่มีวันแพ้คนที่เรียกหล่อนเมื่อสักครู่นี้หรอก

                นุชรนาฏยืนขวางอยู่ที่หน้าประตู สีหน้าของน้องสาวร่วมมารดานั้นบึ้งตึง  ใบหน้าบ่งบอกถึงความแค้นจัด หลังจากที่อัดอั้นมาตั้งแต่เมื่อวาน  เพราะอัมธิกาไม่ได้กลับมาค้างที่บ้าน

                ถ้าค้างที่บ้านก็โง่เต็มทน

                มีอะไรหรือคะอัมธิกาปรับสีหน้าท่าทางของตนให้กลายเป็นความเยาะเย้ยถามเสียงระรื่นออกไป

                คงไม่มีอะไรมากนักหรอก นอกจากโมโหที่งานวันเกิดถูกล้มเลิก

                แก แกทำอย่างนั้นได้ยังไงกัน

                ฉันไปทำอะไรให้เธอ  ฉันว่าฉันอยู่เฉย ๆ แล้วนะ

                เฉยงั้นหรือ  เฉยของแกคือทำให้งานของฉันพังอย่างงั้นหรืออัมธิกา

                อัมธิกาเลิกคิ้วสูงขึ้น  ตีหน้าซื่ออย่างน่าหมั่นไส้ในความรู้สึกของนุชรนาฏ

                ฉันไปทำอะไรให้อีกล่ะคะ แล้วจะไปรู้ได้ไงว่าคุณกำลังจะทำงานอะไร ?

                “แก  อย่างนี้มันต้องโดนซะบ้าง อย่าคิดนะว่าฉันไม่กล้าทำอะไร

                ก็เอาสิคะ คุณเข้ามาเลย แล้วเราจะได้เห็นดีกันว่าคุณหรือฉัน ใครแรงกว่าใครอัมธิการับคำท้าอย่างไม่เกรงกลัว

                นุชรนาฏชะงัก ไม่กล้าเข้าไปทำอันตรายแก่อัมธิกา เพราะทราบดีว่าอัมธิกาจะไม่ยอมปล่อยให้ตนเองเป็นฝ่ายถูกกระทำข้างเดียวแน่  และไม่แน่หล่อนอาจจะเอาคืนถึงสองเท่าก็เป็นได้  ดังนั้นอย่างน้อยในเวลาที่บ้านไม่มีใครเช่นนี้ หญิงสาวจึงไม่อยากที่จะเสี่ยง

                ในที่สุดก็เหมือนเดิมนะนุชรนาฏ  เอาแต่เห่า ไม่กล้ากัด  อย่างเธอก็ทำได้เพียงแค่นี้แหละ อัมธิกาพูดเยาะๆ ก่อนที่จะเดินลอยหน้าเข้าไปในตัวบ้าน  นุชรนาฏได้แต่มองตามอย่างฮึดฮัด

                ฝากไว้ก่อนเถอะอัมธิกา  ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่

 

                อัมธิกาถอนหายใจอย่างหนักหน่วงเมื่ออยู่ในห้อง มือหยิบกุญแจจากหลังตู้เสื้อผ้าสูงเพื่อไขกุญแจลิ้นชักข้างเตียงนอน ก่อนที่จะเปิดหยิบกล่องดนตรีไขลานเก่า ๆ ขึ้นมา

                กล่องดนตรีนี้เป็นของแม่ หญิงสาวจำได้ว่าแม่เคยไขมันให้ดูตั้งแต่เด็ก ๆ อัมธิกาหมุนลานอันเล็ก ๆ นั้น แล้วกลไกลก็เริ่มทำงาน

                เสียงดนตรีอันแสนไพรเราะดังขึ้น อัมธิกาหลับตาลงช้า ๆ รับเสียงเหล่านั้นเข้าสู่หัวใจ

                เสียงเพลงค่อย ๆ ดึงความทรงจำของหญิงสาวออกมาทีละนิด  จนในที่สุดภาพอันเลือนรางแห่งวันวานได้ชัดเจนมากขึ้น

                แม่เอามาจากไหนคะ อัมอยากได้จัง อัมธิกาวัยสิบขวบนั่งมองกล่องดนตรีที่อยู่ในมือมารดาอย่างพอใจ

                ตาใสแป๋วจ้องมองด้วยความชอบและหลงใหล

                หนูชอบหรือจ๊ะ

                เด็กหญิงอัมธิกาพยักหน้าอย่างรวดเร็ว

                แม่จะให้หนู  แต่หนูต้องสัญญากับแม่สองข้อ  ทำได้ไหมจ๊ะ

                อัมธิกาลังเลเล็กน้อย ตั้งแต่หล่อนจำความได้  สิ่งที่แม่จะพยายามย้ำนักย้ำหนานั้นก็คือต้องรักษาคำพูด เมื่อสัญญาแล้วจะต้องไม่คืนคำ  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

                แล้วอัมต้องสัญญาว่าอะไรคะ

                แม่จะไม่บอกจนกว่าอัมจะยอมตกลง  ถ้าอัมยอมตกลง แม่จะบอก

                อัมธิกาลังเลไม่กล้าเอ่ยปาก  กลัวว่าตนจะทำไม่ได้  แต่เมื่อมารดาลูบศีรษะเด็กหญิงอย่างแผ่วเบาเป็นเชิงให้ความมั่นใจ จึงยอมพยักหน้าตกลงทันที

                ค่ะ อัมจะสัญญา

                ศารพางส่งกล่องดนตรีนั้นให้อัมธิกา  เด็กหญิงรับมันเอาไว้ แต่ตาเหลือบมองที่มารดาอย่างใจจดใจจ่อ

                กล่องดนตรีนี้จะเป็นตัวแทนของเราสองคน  คืออัมกับแม่ เมื่อใดที่อัมหยิบมันขึ้นมาฟัง อัมจะได้ยินทุก ๆคำพูดของแม่ เหมือนกับว่าแม่มานั่งอยู่ข้าง ๆ อัมเสมอ และสัญญาที่แม่เคยขอไว้กับอัมก็จะเข้ามาอยู่ในความทรงจำของลูก ทุกคราที่ลูกเปิดมัน

                “ตกลงสัญญานั้นมีอะไรบ้างคะแม่เด็กหญิงแทบจะไม่ได้ฟังที่มารดาพูดในตอนแรกเลย เพราะมัวแต่สนใจอยู่ตรงสัญญาที่ต้องรับปาก

                ลักษณะเช่นนี้เรียกรอยยิ้มอย่างเอ็นดูที่อ่อนหวานปนเศร้าจากมารดาได้มากนัก    

                ข้อแรก อัมต้องสัญญาว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อัมจะต้องอยู่ได้ด้วยตนเอง จะต้องเข้มแข็ง ไม่ร้องไห้ถ้าไม่จำเป็น จะต้องอดทนให้ได้ ต่อให้ใครที่อยู่ตรงหน้ากำลังจะฆ่าลูก  ลูกจะต้องนิ่งและเผชิญหน้ากับมันอย่างกล้าหาญ ใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาอย่างคนมีสติ  แล้วก็ ไม่ฆ่าตัวตายเด็ดขาด  อัมจะสัญญาได้ไหม ?

                อัมธิกานิ่ง ก่อนที่จะเอ่ยถามเป็นการเป็นงานว่า

                อัมจะร้องไห้ไม่ได้เลยหรือคะแม่

                ศารพางโอบเด็กหญิงเข้ามาไว้กับอก  ก่อนที่จะพูดแก้ว่า

                อัมร้องได้จ๊ะ  แต่จะต้องร้องเพราะว่าเรื่องที่อัมทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ

                แล้วถ้าอัมเจ็บล่ะคะแม่ ถ้าอัมโดนมีดบาด อัมจะทำยังไง อัมร้องได้ไหม

                แม่ให้อัมร้องได้แค่นิดเดียวเท่านั้น หลังจากนั้น อัมจะต้องไม่ร้อง และถ้าโตขึ้น อัมทำได้อัมจะต้องไม่ร้องออกมาเลย

                อัมไม่รู้ว่าอัมจะทำได้หรือเปล่า

                อัมต้องทำได้ ถ้าอัมสัญญา หนูจะต้องทำได้แน่นอน สัญญากับแม่มาซิ

                ค่ะอัมสัญญาอัมธิการับคำ หนักแน่น จริงจัง แล้วจากนั้นจึงเอ่ยถามถึงสัญญาข้อที่สองทันที

                แล้วข้อที่สองล่ะคะ

                ศารพางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนที่จะเอ่ยอกมาว่า

                ข้อที่สอง อัมต้องจำไว้ว่า คนที่อัมจะแต่งงานด้วย จะต้องมีความหนักแน่น  มีความจริงใจ  เข้าใจอัม และรับได้ในทุก ๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับอัม  คน ๆ นั้นจะต้องเป็นคนแรกที่อัมได้มอบของขวัญล้ำค่าของลูกผู้หญิงให้กับเขา  และเป็นคนเดียวที่ไม่ว่าอัมจะสุขหรือจะทุกข์ เขาจะอยู่กับอัมไปตลอดชีวิต เป็นคนที่อัมไว้ใจได้มากที่สุดอีกคนหนึ่งรองจากแม่ อัมสัญญากับแม่ได้ไหมว่าอัมจะต้องเลือกคู่ครองแบบนี้และจะต้องรอเวลาเพื่อมอบของขวัญล้ำค่าให้แก่เขา  อย่าประพฤติตัวเหลวไหล

                แม่ขา  ของขวัญล้ำค่าของแม่มันคืออะไรคะ ?

                ไว้พออัมโตขึ้น  อัมจะรู้เองจ๊ะ  แต่แม่เชื่อว่าอัมจะต้องทำได้

                ข้อที่สองมันยาวจังนะแม่  พออัมสัญญาแล้ว แม่จะจดลงในกระดาษให้อัมได้ไหมคะ ? อัมจะได้เอาไปท่อง

                “แม่เชื่อว่าอย่างอัมคงไม่ต้องจดหรอก  เพราะเวลาที่อัมเปิดกล่องดนตรีนี้อัมจะนึกถึงคำพูดของแม่ได้ทุกคำ  คราวนี้อัมสัญญามาสิจ๊ะ

                ค่ะแม่ อัมสัญญาค่ะ อัมธิกายังคงรับปาก แม้จะไม่ค่อยเข้าใจอะไรนัก

                ดีมากอัม ดีมาก

                ศารพางกอดอัมธิกาไว้แน่น  น้ำตาไหลออกมา  จนเด็กหญิงอัมธิกาต้องทักขึ้นเสียงดัง

                แม่ แม่ร้องไห้ทำไมคะ ไหนแม่บอกว่าจะต้องไม่ร้องไห้ถ้าไม่จำเป็น  แล้วแม่จะร้องไห้ทำไมกัน

                แม่ของหล่อนยิ่งร้องไห้มากกว่าเดิม  ตอบเสียงสะอื้นเป็นห้วง ๆ ว่า

                เพราะ...แม่...ไม่เก่งเหมือนอัม ไงจ๊ะ

                เสียงดนตรีหยุดลง  อัมธิกาจ้องมองกล่องดนตรีนั้นนิ่ง  และรู้สึกผิดขึ้นมาที่อีกไม่นานหล่อนจะต้องละเมิดข้อสัญญาตามคำขอของแม่

ไม่อยากทำอย่างนั้น  แต่มันจำเป็น

หึ จำเป็นเพราะพ่อแท้ ๆ

ต้องผิดคำพูด

พ่อที่จ้องทำลายหล่อนทุกทาง  พรากทุกอย่างไปจากชีวิตหล่อนแม้กระทั่งแม่ พ่อทำให้แม่ตาย

ค่อย ๆ เก็บกล่องดนตรีนั้นลงไปในที่เดิม  ใส่กุญแจล็อกไว้แน่น

หลังจากที่แม่ได้ให้กล่องดนตรีเพลงนี้แก่หล่อน  สี่วันต่อมาหลังจากนั้น  แม่ก็เสียชีวิตลงด้วยการกินยาเข้าไปเกินขนาด  ส่งผลให้โรคประจำตัวของแม่กำเริบขึ้น

แม่เป็นโรคหัวใจ

และหญิงสาวก็พอจะทราบดีว่า  แม่จงใจฆ่าตัวตาย

ภาพแม่หน้าตาซีดขาวนอนตัวแข็งทื่อตาเบิกโพลงอยู่บนที่นอนนั้นติดตา

อัมธิกาเลื่อนเข้าไปในผ้าห่มอย่างรวดเร็ว  ปัดความไร้สาระออกจากสมอง  รู้สึกว่าจิตใจหดหู่เศร้าหมองเกินกว่าจะคิดอะไรทั้งสิ้น

สิ่งที่หล่อนรู้เพียงอย่างเดียวคือ  อะไรที่ทำให้พวกมันสุข  หล่อนจะทำลาย ให้สมกับที่มันทำลายชีวิตของหล่อน

มนสิการ วชิรา นุชรนาฏ


-----------------------------------------------------------------------

ตัวอย่างตอนต่อไป

เธออยากรู้ไม่ใช่หรือว่าฉันจะทำยังไง เอาสิ  ฉันก็มาให้เธอดูแล้วไงล่ะ

  อัมธิกากระชากผมของฝ้ายอย่างแรง  ลงมาจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ ส่วนแจ่มไม่กล้าทำอะไร ได้แต่มองดูอย่างหวาด ๆ

เมื่อกี้ฉันได้ยินว่าอะไรนะ เธอว่าเธอจะตบสั่งสอนฉันไม่ใช่หรือแต่ก่อนที่จะทำอย่างนั้นนะ  ลองดูแรงตบของฉันก่อนไหม

หญิงสาวฟาดฝ่ามือลงไปที่ใบหน้าของฝ้ายอย่างรุนแรงสองครั้งติดกัน  อีกมือหนึ่งยังคงยึดผมของเด็กคนใช้ไว้แน่น  แม้อีกฝ่ายจะยายามกมือออก  แต่มันก็ไม่ได้ผล

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น