ฤทัยภักดิ์

ตอนที่ 28 : ตอนที่ ๒๗ : นักโทษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 239
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    20 ม.ค. 58



“เพราะหม่อมฉันมีความรัก หม่อมฉันถึงต้องทำ !!!


ถ้อยคำที่ราบเรียบจากหญิงสาวมีอายุร่างโทรม ผู้เคยดำรงตำแหน่งเป็นถึงพระพี่เลี้ยงในพระธิดาองค์โตแห่งแผ่นดินอาโณทัย สร้างความฉงนให้กันบรรดาเจ้าฟ้าทั้งหกเป็นอย่างยิ่ง แต่ก่อนที่จะมีผู้ใดได้เอ่ยปากถามสิ่งใดออกไป สุรเสียงทรงอำนาจของเจ้าหลวงแห่งอาโณทัยก็ดังขึ้นมาเสียก่อน



“เอาล่ะ พวกเจ้าหกคนกลับมานั่นประจำที่ได้แล้ว พิธีจะเริ่มแล้ว”



“เสด็จพ่อ ที่ทรงคิดจะทำสิ่งใดกันพระเจ้าค่ะ” เจ้าฟ้าชายธนันต์ธรญ์ทูลถามบรรดาเจ้าหลวงทั้งหมดด้วยสีพระพักตร์เคร่งขรึม



ไร้คำตอบจากผู้เป็นพ่อและแม่ มีเพียงเหล่าราชองครักษ์ประจำพระองค์ในเจ้าหลวงทั้งสามที่เดินตรงมานำเสด็จเจ้าฟ้าทั้งหก กลับประจำที่ประทับ ตามรับสั่งจากองค์เจ้าหลวง



เมื่อทุกพระองค์เข้าประทับประจำที่เรียบร้อยแล้ว ประตูด้านหลังลานพิธีก็เปิดออกช้าๆ ก่อนที่จะปรากฏร่างของบุคคลมากมายที่กำลังจะเดินออกมายังบริเวณลานพิธี แต่มีหนึ่งในบุคคลเหล่านั้นที่ทำเอาราชองครักษ์ประจำพระองค์เจ้าฟ้าชายทักษิณากรอย่าง “เวทิน” ถึงกับเข่าทรุดเมื่อได้เห็นหน้าคนคนนั้นอย่าชัดเจน



“ท่านพ่อ...” เสียงครางของเวทิน เรียกให้สายพระเนตรของเจ้าฟ้าทั้งหกจับจ้องไปยังร่างของคนคนนั้นทันที เช่นเดียวกับ “วาทิน” อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งธาราบุรีที่บัดนี้ถูกจองจำไว้ด้วยโซ่ตรวนเส้นใหญ่ที่บริเวณข้อมือและขาทั้งสอง สายตาพร่ามัวของเขาพยายามมองหาเสียงเรียกของบุตรชายเพียงคนเดียวของตนอย่างคนที่มองสิ่งใดไม่ค่อยชัดเจนนัก



“เวทิน นั่นเจ้าหรือ” เสียงแหบแห้งดังออกมาจากปากของวาทิน ทำให้เวทินแน่ใจทันทีว่าเขาจำคนไม่ผิด ร่างสูงของราชองครักษ์เตรียมที่จะก้าวเข้าไปหาผู้เป็นพ่อของตน ผู้ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ทิ้งให้เขาและแม่ต้องเผชิญทุกข์สาหัสอยู่เพียงลำพัง แต่มือหนาของเหล่าราชองครักษ์ที่เหลือก็ยื่นมารั้งตัวเขาไว้เสียก่อนที่จะได้ก้าวเท้าออกไป เขาจึงทำได้เพียงเฝ้ามองดูร่างผอมของผู้เป็นพ่อค่อยๆเดินตามแรงจูงของทหารนายหนึ่งให้ตรงไปยังเก้าอี้อีกหนึ่งตัวที่อยู่ไม่ใกล้จากนิศามากนัก



หลังจากนั้นก็ปรากฏร่างของชายสูงอายุอีกคนหนึ่งที่แม้จะถูกโซ่ตรวนพันธนาการร่างกายไว้ แต่ก็ยังไม่อาจลบความสง่าที่มีอยู่ในตัวของชายผู้นี้ได้เลย เจ้าฟ้าชายธนันต์ธรญ์เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นชายผู้นั้นอย่างเต็มพระเนตรก็ให้ต้องทรงลุกขึ้นมาประทับยืนด้วยความตกพระทัยทันที ซึ่งไม่ต่างอะไรกับคามิลที่ตกใจจนถึงกับปล่อยมือหลุดจากการดึงแขนของเวทินไว้



“ท่านครู !!!” เสียงเรียกอย่างดังผสมไปด้วยความตกใจของเจ้าฟ้าชายธนันต์ธรญ์และคามิลดังขึ้น เรียกให้ร่างสูงนั้นชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงไม่แม้แต่จะหันกลับมามองยังชายหนุ่มทั้งสองที่ส่งเรียกเสียงตน จะมีก็แต่เพียงแววตาเท่านั้นที่ไหววูบไปตามเสียงเรียกของอดีตศิษย์โปรดทั้งสอง



ก่อนที่เหตุการณ์จะวุ่นวายไปมากกว่านี้ เจ้าหลวงพิษณุพงศ์จึงเสด็จออกไปประทับที่แท่นพิธีเพื่อยุติเสียงอื้ออึงในถ้ำทั้งหมดลง ราชครูจากทั้งสามแคว้นจึงทยอยกันขึ้นมาประจำที่บนแท่นพิธี เสียงร่ายมนต์บางอย่างจึงดึงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากพราหมณ์ทั้งเกือบยี่สิบคนที่อยู่ในถ้ำ ตามมาด้วยสามราชครูที่ก้าวออกมายืนยังเบื้องหน้าพระพักตร์ของเจ้าหลวงทั้งสามเพื่อทำพิธีบางอย่างอยู่ครู่หนึ่ง จึงถอยหลังกลับไปยืนนิ่งที่หน้าพระรูปของอดีตราชินีผู้ล่วงลับจากทั้งสองแคว้นคู่มิตร พร้อมๆกับที่เสียงสวดมนต์ที่ดังกระหึ่มได้เงียบลงไป คงเหลือแต่เพียงความเงียบที่ก่อตัวขึ้นภายใจถ้ำ ได้ยินเพียงเสียงหายใจของแต่ละคนที่ดังอยู่อย่างแผ่วเบาเท่านั้น



“ได้เวลาแล้วสินะ” ถ้อยรับสั่งเบาหวิวดังออกมาจากโอษฐ์หนาแห่งองค์เจ้าหลวงพิษณุพงศ์แห่งอาโณทัย

“พี่ขอโทษนะ มินตราวดี ที่ปล่อยให้เรื่องของเจ้าล่วงเลยมาจนป่านนี้ ขอโทษที่ทำร้ายจิตใจลูกสาวของเรา ขอโทษที่เพิ่งหาคนผิดมาลงโทษได้ และขอโทษที่ปล่อยให้เจ้าอยู่คนเดียวมานานเหลือเกิน”

พระหัตถ์แกร่งของผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินอาโณทัยค่อยๆลูบลงบนพระรูปของราชินีคู่บุญที่ได้จากไปไกลนานนับสิบปี  พระเนตรคมที่เคยดุดันอยู่เสมอ บัดนี้กลับอ่อนแสงลงอย่างเหนื่อยล้า น้ำพระเนตรอุ่นๆไหลออกจากดวงเนตรอย่างไม่อาจหักห้ามพระทัยไว้ได้อีก ไม่ต่างจากองค์เจ้าหลวงอัคนินทร์แห่งโกสินทร์ที่ทำได้แต่เพียงประทับยืนนิ่งมองพระรูปของคู่ชีวิตที่จากไปไกลแสนไกลอย่างไม่มีวันกลับ เจ้าหลวงกรินทร์ธรจึงทรงทำหน้าที่ปลอบประโลมเพื่อนรักทั้งสองด้วยการยื่นพระหัตถ์ไปวางบนพระอังสาของพระสหายทั้งสองก่อนจะตบเบาๆเพื่อปลอบใจ


..................................................ต่อตรงนี้จ้า...................................................
 

“เอาล่ะ ทุกคนฟังเราให้ดี” เจ้าหลวงกรินทร์ธรผู้ทรงมีพระสติมากที่สุดในขณะนี้มีพระดำรัสขึ้นมาท่ามกลางความเงียบของทุกคนภายในถ้ำ สายพระเนตรเฉียบคมเบือนไปยังเจ้าฟ้าทั้งหกและเหล่าราชองครักษ์ทั้งหลายด้วยทรงทราบดีว่าพระราชดำรัสต่อจากนี้อาจจะบาดพระทัยของเหล่าเจ้าฟ้า และรวมถึงราชองครักษ์ทั้งหลาย เพราะบุคคลทั้งสามที่อยู่เบื้องหน้าของทุกคนนั้นมีความสำคัญยิ่งต่อเด็กๆเหล่านี้ทุกคน สายพระเนตรของเจ้าฟ้าทั้งหกในยามนี้จับจ้องอยู่ที่องค์เจ้าหลวงทั้งสาม เพื่อรอคอยว่าจะมีรับสั่งใดต่อมาอีก

“บุคคลทั้งสามที่ถูกจองจำด้วยโซ่ตรวนอยู่ด้านหน้าของทุกคนในขณะนี้ คือ บุคคลที่ร่วมมือกันวางยาพิษในพระกระยาหารขององค์ราชินีแห่งอาโณทัยและโกสินทร์ และอาจหมายรวมถึงองค์ราชินีแห่งธาราบุรีด้วย”

“ไม่จริง” ถ้อยรับสั่งสวนออกมาจากเจ้าฟ้าธนันต์ธรญ์ ทรงไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าท่านครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่พระองค์จะเป็นผุ้ที่ประสงค์ร้ายกับพระมารดาของพระองค์ได้

“เงียบก่อน ชายธัน” เจ้าหลวงอัคนินทร์ตรัสปรามพระโอรสของพระองค์เอง

“นี่ไม่ใช่การจับคนสุ่มสี่สุ่มห้า แต่พ่อ ท่านอา และท่านลุงของเจ้าร่วมมือกันหาความจริงมาได้สักระยะแล้ว” รับสั่งจากเจ้าหลวงอัคนินทร์ทำเอาน้ำพระเนตรเอ่อรอบดวงเนตรคมของชายชาตินักรบอย่างเจ้าฟ้าชายธนันต์ธรญ์ ไร้ซึ่งดำรัสใดๆตอบกลับมา มีเพียงสายพระเนตรแฝงแววเศร้าที่ทอดไปยังร่างของชายผู้ที่เคยเป็นท่านครูอย่างต้องการคำตอบ แต่ชายเฒ่ากลับเบือนหน้านี้ศิษย์รักเพราะไม่อาจสู้สายตาแห่งคำถามนั้นได้ เท่านี้ก็พอเพียงที่จะเป็นคำตอบให้กับเจ้าฟ้าชายพระองค์ใหญ่กับคามิลราชองครักษ์ได้แล้ว

วรกายสูงแกร่งวิ่งตรงเข้าสู่ร่างของคนที่ได้ชื่อว่าฆ่าพระมารดาอย่างรวดเร็วจนไม่ทันมีคนห้ามได้ตามพระนิสัยที่ค่อนข้างจะร้อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พระหัตถ์แกร่งกระชากคอเสื้อของคนที่เคยเป็นอาจารย์จนร่างอีกฝ่ายปลิวติดมือขึ้นมา

“ท่านทำได้ยังไง ท่านทำแม่ชายได้ยังไงท่านครู” สุรเสียงสั่นเครือในขณะตรัสพร้อมๆกับพระหัตถ์แกร่งที่เขย่าร่างของผู้เป็นรูจนสั่นคลอน เจ้าฟ้าชายทักษิณากรและเจ้าฟ้าชายภูธเรศวร์ต้องรีบเสด็จไปรั้งพระพาหาแกร่งนั่นก่อนที่จะทรงทำสิ่งใดร้ายแรงไปมากกว่านี้ เช่นเดียวกับเหล่าราชองครักษ์ที่ก็ต้องช่วยกันรั้งร่างของคามิลและเวทินไว้เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายนั้นวิ่งตามองค์ฟ้าชายไปประทุษร้ายนักโทษ

“พี่ชายธัน พอแล้ว พอแล้วครับ” เสียงร้องห้ามของสองเจ้าฟ้าชายพร้อมๆกับแรงฉุดดึงทำให้พระหัตถ์แกรงของเจ้าฟ้าชายธนันธรญ์หลุดออกจากคอเสื้อของอดีตพระอาจารย์ ที่ตอนนี้เงยหน้าขึ้นมาสบสายพระเนตรเศ้ราหมองนั้นอย่างเงียบๆ ไร้ซึ่งแววใดๆทั้งสิ้นในดวงตาฝ้าฟางนั่น

“กลับมานั่งยังที่ของเจ้า เจ้าฟ้าชายรัชทายาทแห่งโกสินทร์” สุรเสียงเรียบของผู้เป็นเจ้าหลวงแห่งโกสินทร์เรียกให้เจ้าฟ้าชายทั้งสองต้องช่วยกันดึงเอาวรกายสูงกลับมายังที่ประทับ

“เวทิน...”สุรเสียงหวานขององค์ราชินีจิตรสุดาส่งตรงมายังร่างของราชองครักษ์ในพระโอรสของพระองค์อย่างเป็นห่วง ด้วยทรงเอ็นดูเขาดั่งบุตรคนหนึ่ง ทรงเห็นเขามาตั้งแต่วันที่เขาลืมตาดูโลกจึงทรงเป็นห่วงเขามากเช่นเดียวกันเมื่อบิดาบังเกิดเกล้าผู้ซึ่งเคยเป็นคนสนิทขององค์เจ้าหลวงแห่งธาราบุรีจู่ๆก็กลับกลายมาเป็นผู้ร่วมลงมือวางยาพิษสามราชินีแห่งแคว้นสามมิตรหลังจากที่ข่าวคราวเงียบหายไปนานร่วมสิบปี โดยทิ้งให้บุตรชายเพียงคนเดียวต้องดิ้นรนดูแลผู้เป็นแม่แต่เพียงลำพัง โชคยังดีที่เขาเป็นเด็กดี ขยันและมีฝีมือ จึงได้ผ่านการัดเลือกเข้ามาเป็นราชองครักษ์ผู้ติดตามพระโอรสของพระองค์

เวทินที่ในยามนี้นั่งก้มหน้าอยู่กับพื้นถ้ำเพื่อกลั้นน้ำตาไม่ให้มันไหลลงมา แต่ก็ยากที่จะทำได้ พ่อที่หายไปเป็นสิบปีจนเขาคิดว่าท่านคงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เขาพยายามทุกทางที่จะตามหาท่าน แต่ไม่ว่าพยายามเท่าไหร่ก็ไม่เคยได้ร่องรอยของท่านแม้แต่น้อย จวบจนวันที่เขาได้เข้ามาเป็นราชองครักษ์ เจ้าฟ้าชายทักษิณากรก็ทรงมีน้ำพระทัยดีต่อเขาสั่งให้เหล่ากองทหารช่วยกันสืบเสาะหาร่องรอยของพ่อเขาในทุกๆด้านที่พอจะทำได้ แต่ก็ยังไร้ซึ่งวี่แวว ... ไม่คิดเลยว่าวันนี้ วันที่ได้เจอหน้าพ่ออีกครั้ง จะเป็นวันที่เขาและพ่อยืนอยู่คนละฝั่ง พ่อที่เคยเป็นยอดคนในใจเขากลับกลายเป็นบุรุษที่ถูกตาหน้าว่าสังหารองค์ราชินี พ่อที่เคยเป็นทหารมือดี วันนี้กลับกลายเป็นผู้ร้าย ... เขาไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรต่อไปดี

เจ้าฟ้าชายทักษิณากรขยับพระวรกายลงนั่งคุกเข่าต่อหน้าผู้เป็นราชองครักษ์และสหายร่วมเป็นร่วมตาย ก่อนจะวางพระหัตถ์ทั้งสองข้างลงบนไล่ที่กำลังสั่นสะท้านนั้นอย่างเห็นใจ พระองค์ทรงทราบดีเหลือเกินว่าในยามนี้ “เพื่อน” ของพระองค์กำลังโศกเศร้ามากเพียงใด ไม่ต่างจากเจ้าฟ้าหญิงชาคริยาที่เสด็จมาประทับเคียงข้างผู้เป็นดั่งพี่ชายคนที่สองของพระองค์เพื่อถ่ายเทกำลังใจให้กับเขาอย่างเต็มที่

“เอาล่ะ ต่อจากนี้นักโทษทั้งสามจะกล่าวสารภาพก่อนจะเข้าสู้พิธีลงทัณฑ์” เจ้าหลวงพิษณุพงษ์ทรงประกาศกร้าวขึ้นหลังจากที่ทรงนิ่งเงียบดูเหตุการณ์ความเป็นไปเบื้องหน้าอยู่นาน

นักโทษทั้งสามมิได้มีท่าทีเกรงกลัวต่อคำกล่าวนั้นแม้แต่น้อย มีเพียงสายตาสามคู่ที่ทอดมองไปยังบุคคลที่ตัวเองอยากจดจำในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต

“ฟ้าหญิง อภัยให้หม่อมฉันเถิด นิศาคนนี้รักพระองค์ยิ่งชีวิต หากแม้จะทรงเกลียดหม่อมฉันก็คงไม่อาจจะกล่าวโทษแก่พระองค์ได้ หม่อมฉันผิด ผิดที่คิดใหญ่ใฝ่สูง” คำร่ำร้องในใจของอดีตพระพี่เลี้ยงมาพร้อมกับแววตาเศร้าโศก ถูกส่งตรงมายังเจ้าฟ้าหญิงมนัสวีแห่งอาโณทัย ที่แม้จะทรงเสียพระทัยเพียงใดก็มิอาจให้อภัยแก่คนที่ฆ่าแม่ของพระองค์ได้ แม้จะรักจะผูกพันธ์มาเพียงใด พระองค์ก็ไม่อาจทนเห็นคนที่ต้องการทำร้ายครอบครัวของพระองค์ได้ เจ้าฟ้าหญิงในยามนี้ทรงประทับนิ่งอยู่บนเก้าอี้ หันพระปฤษฎางค์ให้กับอดีตพระพี่เลี้ยง แม้แต่หางพระเนตรก็มิแลไปทางนั้นแม้แต่น้อย พระกิริยานี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่อดีตพระพี่เลี้ยงมากจนไม่อาจควบคุมความเข็มแข็งของตนไว้ได้อีกแล้ว พระธิดาและพระโอรสองค์น้อยๆที่เธอเคยเลี้ยงอุ้มชูมาบัดนี้กำลังเกลียดเธอ แม้แต่หน้าก็ไม่ทรงหันมาแล ...


“เวทิน ลืมซะเถอะลูกว่าเคยมีพ่อที่ชั่วช้าเช่นนี้ พ่อมันไม่คู่ควรกับการเป็นพ่อของเจ้า พ่อทำความผิดที่ใหญ่หลวงเกินจะอภัยได้ พ่อคิดร้ายต่อราชวงศ์ พ่อไม่ใช่พ่อของเจ้าตั้งแต่วันที่พ่อเดินจากเจ้ามาแล้วเวทิน โทษนี้ใหญ่หลวงนัก แต่ก็ถือว่าเจ้าหลวงทรงมีเมตตาที่ไม่เอาผิดเจ้ากับแม่ของเจ้า ขอให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปให้มีความสุขนะลูกพ่อ” วาทินกล่าวออกมาเสียงดัง เพราะสายตาของเขาที่พร่ามัวไม่สามารถมองเห็นได้ว่าลูกชายคนเดียวของเขานั้นอยู่ตรงส่วนไหนของถ้ำ น้ำตาของคนเป็นพ่อไหลอาบแก้ม เขาอยากจะกอดลูกชายคนนี้สักครั้ง แต่คงทำไม่ได้เสียแล้ว ลูกชายของเขาเป็นราชองครักษ์มีหน้าที่พิทักษ์ราชวงศ์ แต่เขากลับเป็นฝ่ายทำลายราชวงศ์คงจะไม่แปลกถ้าตอนนี้ลูกชายจะหันปลายดาบเข้าหาเขา ในขณะที่เวทินนั้นแทบทรงตัวไม่อยู่กับคำพูดของพ่อ สองขาที่เพิ่งมีเรี่ยวแรงพยุงตัวขึ้นมายืนต้องทรุดลงไปอีกครา แน่แล้ว ... พ่อเขาทำแน่แล้ว ... น้ำตาของราชองครักษ์คู๋พระทัยเจ้าฟ้าชายหยดลงพื้นถ้ำอย่างไม่อายใคร ความศรัทธาในตัวพ่อของเขามันหมดสิ้นไปแล้ว เจ้าฟ้าทั้งหก รวมถึงเพื่อนราชองครักษ์ที่เหลือได้แต่เฝ้ามองดูสหายของพวกเขาปลดปล่อยความทุกข์ในใจออกมาให้หมด เพื่อที่เขาจะมาสารถกลับมายืนได้อย่างสง่าอีกครั้ง


หากแต่นักโทษคนสุดท้าย ผู้เป็นถึงอดีตพระอาจารย์ในองค์รัชทายาทแห่งโกสินทร์กลับเลือกที่จะหลับตานิ่ง คล้ายกำลังทำสามาธิกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ไร้ซึ่งท่าทีหวาดกลัว ไร้ซึ่งคำกล่าวลาสุดท้าย ปล่อยให้ผู้เป้นศิษย์รักทั้งสองมองภาพของอาจารย์ตนอย่างตั้งใจที่จะเก็บไว้ในส่วนลึกของความทรงจำยามที่อาจารย์ได้จากไปไกลแสนไกล





ครบแล้วจ้าาาาาา
 






กราบขอประทานอภัยนักอ่านทุกท่าน ที่ข้าพเจ้า "แก้วนารี" ได้หายไปเสียนานทีเดียว ... ฮ่าๆๆ (เป็นทางการไปไหม)
แก้วต้องขอโทษรีดเดอร์ทุกท่านจริงๆค่ะ ที่หายไปนานโดยไม่บอกกล่าวใดๆทั้งสิ้น เนื่องจากเป็นช่วงของการสอบสัมภาษณ์เข้าเรียนต่อ รวมถึงแก้วต้องย้ายเมืองที่ศึกษาด้วย ไหนจะลงทะเบียนเรียน หาหอใหม่ ไม่สบาย ขอเน็ตใหม่ บลาๆๆ ... ทำให้แก้วแบ่งเวลามาแต่งนิยายต่อไม่ได้ แต่.. แก้วก็ยังพยายามเจียดเวลามาเท่าที่เวชาอันแสนยุ่งจะอำนวย  แก้วไม่ได้ลืมรีดเดอร์ทุกคนนะคะ ไม่ได้เลิกอัพนิยาย ตอนนี้เวลาเริ่มจะลงตัวบ้างแล้ว รับรองว่าแก้วจะมาบ่อยๆเหมือนเดิมค่ะ 

ปล. ขอบคุณรีดเดอร์ที่ยังติดตาม "ฤทัยภักดิ์" นะคะ ใกล้จบแล้ว ฝากด้วยค่ะ :)

แก้วนารี
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

46 ความคิดเห็น

  1. #31 jee (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2557 / 14:26
    รออยู่นะคะ
    #31
    0