{พรอสเฟีย} หลุดไปต่างโลกที่สงบสุข แล้วมันจะไปสนุกอะไร

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 7 โครทีเซีย และ ความหวัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 693
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    1 ก.ย. 58

ภาษาเฟามัวร์ เป็นภาษาหลักของแผ่นดินอาลเดนเซีย แต่เดิมนั้นเป็นภาษาของเผ่าเอลฟ์ป่า ถูกเรียกว่าภาษาดริม และได้มีการดัดแปลงโดยเผ่ามนุษย์ให้เหมาะสมกับเผ่าตนเอง 

และในยุคที่มนุษย์รุ่งเรือง ภาษาเฟามัวร์ก็ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งแผ่นดิน เพราะเป็นภาษาที่ถูกดัดแปลงใหม่จึง สามารถที่จะสื่อสารกับผู้ที่ใช้ภาษาดริมได้ด้วย 

ต่อมาเมื่อได้รับอิทธิพลของมนุษย์มากขึ้นภาษาที่ใช้จึงเปลี่ยนเป็นภาษาเฟามัวร์กันมากขึ้น จนในที่สุดก็กลายเป็นภาษาหลักของแผ่นดินนี้ ถึงจะมีความแตกต่างทางด้านของคำหรือสำเนียงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาในการสื่อสารเลย

ภาษาเฟามัวร์เป็นภาษาที่ใช้อักษรภาพในการเขียน ก็คงจะคล้ายกับภาษาญี่ปุ่นที่โลกเดิมนั้นละ 

ทำไมถึงเป็นภาษาญี่ปุ่นนะหรอ ก็เพราะว่าเป็นภาษาที่ยืมมาจากภาษาดริม ก็เหมือนกับภาษาญี่ปุ่นที่มีรากศัพท์มาจากภาษาจีนยังไงล่ะ

และนอกจากนั้นยังมีอักษรเสียงเหมือนกับตัวฮิรางานะของญี่ปุ่นด้วย แต่ว่าเสียงที่ออกดันเหมือนกับภาษาอังกฤษซะงั้นนะ

โชคดีที่ในโลกเดินฉันเคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมาบ้าง จึงพอจับหลักการออกเสียงได้ แต่ก็ไม่ได้ลงลึกถึงกับพูดได้หรอก แค่พอเข้าใจสิ่งที่สื่อมาบางคำแค่นั้นเอง ตัวคันจิก็ไม่ได้เรียนด้วย เลยเป็นแค่งูๆปลาๆ 

แต่กับภาษาเฟามัวร์แล้วก็ถือว่าง่ายกว่ากันอยู่บ้าง เพราะส่วนใหญ่จะใช้เป็นอักษรเสียงกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะอักษรภาพนั้นในบางพื้นที่ก็เขียนไม่เหมือนกัน 

ในวันนี้ก็เป็นวันที่สามแล้วสำหรับการเรียนหรือก็คือวันที่หกในการมาถึงโลกพรอสเฟีย ฉันพึ่งรู้ว่าโลกนี้ชื่อพรอสเฟียก็ตอนที่คุณบาบาร่าสอนให้อ่านคัมภีร์ของศาสนจักรแห่งอามเมล เป็นชื่อของเทพที่ปกครองท้องฟ้า ในความเชื่อของศาสนาอามเมล เชื่อว่าเทพอามเมลนั้นเป็นเทพที่ให้ชีวิตแก่ทุกสิ่งบนพื้นโลก เทพอามเมลนั้นไม่ได้ถูกนับรวมกับเทพทั้งสิบสามแห่งธรรมชาติ 

เทพทั้งสิบสามแห่งธรรมชาติ เป็นเทพที่ควบคุมปรากฏการณ์ต่างๆ ในการใช้เวทมนตร์ก็จำเป็นต้องขออนุญาตจากเทพทั้งสิบสามเสียก่อน

เรื่องราวของเทพทั้งสิบสามเป็นสิ่งที่ฉันให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะว่าเกี่ยวกับการใช้เวทมนตร์ของโลกใบนี้ แต่ว่าก็ยังติดอยู่ที่การสัมผัสพลังเวทย์ ถ้าไม่สามารถสัมผัสถึงพลังเวทย์ได้ก็ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ใดๆได้ 

ในทุกวันหลังจากเลิกเรียนภาษาเฟามัวร์กับคุณบาบาร่าแล้ว ฉันก็จะอยู่แต่ในบ้านของตัวเอง คอยฝึกสัมผัสเวทย์ให้ได้ 

ในเรื่องการเรียนภาษาเฟามัวร์ถือว่าไปได้ด้วยดีเลยทีเดียว สามารถที่จะพูดคุยในประโยคง่ายๆได้แล้ว และการแนะนำตัวเอง แต่ก็ยังติดที่การต้องมานั่งจำรูปแบบของตัวอักษรให้หมด 

เวลาที่เรียนจะเริ่มตั้งแต่เที่ยงไปถึงเย็น ในตอนแรกๆจะใช้ภาษามือในการสื่อสารแต่พอผ่านไปวันหนึ่งก็จะเริ่มไม่ใช่แล้ว และวันนี้ก็จะเป็นการสื่อสารด้วยคำพูดเพียวๆ ไม่มีภาษามือช่วยแล้ว แถมยังต้องมาทำการบ้านอีก การบ้านมันตามมาหลอกหลอนถึงที่นี่เลย ในต่างโลกก็ยังจะมีอีกนะ


การเรียนภาษาในวันนี้เป็นเรื่องของอาณาจักรโครทีเซีย เกี่ยวกับการก่อตั้ง การสงคราม และการปกครอง

ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องพวกนี้มันควรจะเป็นวิชาประวัติศาสตร์ แต่ก็ช่างเถอะเพราะมันก็มีภาษาเหมือนกัน แถมเรียนครั้งเดียวได้สองวิชาก็คุ้มละ

ฉันที่ต้องการจะเพิ่มค่าความสัมพันธ์กับคุณบาบาร่าจึงตั้งใจเรียนรู้ภาษาของโลกนี้อย่างเต็มที่ จนไม่ได้มีเวลาฝึกการสัมผัสพลังเวทย์เลย

แต่ผลตอบรับมันก็ดี เพราะว่าที่บ้านของคุณรอล่ามีหนังสือเกี่ยวกับผลึกเวทย์ ถึงจะน่าเสียดายที่ไม่มีหนังสือสอนการใช้เวทมนตร์ ก็แน่ล่ะใครจะมีเก็บไว้กันละ ในเมื่อสามารถใช้ได้กันเป็นปกติ เหมือนไม่มีหนังสือสอนการเดินนั้นแหละหรือมีหว่า

แต่ปัญหาอยู่ที่จะไปยืมยังไงเนี่ยแหละ ครั้งสุดท้ายที่เจอกันก็.... เอาเถอะคงไม่คิดมากหรอกมั้ง
วันนี้ก็เรียนไปอย่างช้าๆเหมือนทุกวัน คุณบาบาร่าสอนได้เก่งมาก เข้าใจง่ายมากสำหรับฉันคงเพราะมีพื้นฐานการใช้จากภาษาญี่ปุ่นที่เรียนตอนมัธยม

อาณาจักรโครทีเซียก่อตั้งโดยราชวงศ์ โครทีน่า แล้วก็ได้เริ่มทำสงครามกับอาณาจักรใกล้เคียง จนก่อตั้ง จักรวรรดิอาดีเซีย ในระหว่างนั้นราชวงศ์ก็ได้มีการเปลี่ยนมือเป็น ราชวงศ์ทาเบลล่า

จนมาถึงสงครามใหญ่ระหว่างชาวสวรรค์กับปีศาจ ซึ่งปีศาจจากที่คุณบาบาร่าพูดถึง ก็เป็นชาวสวรรค์เองนั้นแหละ แต่เหมือนกับเป็นพวกที่ถูกเนรเทศออกมา แล้วถูกเรียกว่าปีศาจแทน

ดูเหมือนว่าจะเป็นสงครามที่ยาวนานที่สุด กินเวลาไปถึง1000ปีกว่าๆ ถึงจะดูเหมือนเหลือเชื่อแต่ก็เป็นความจริง เพราะทางจักรวรรดิก็ได้มีการบันทึกเรื่องราวเอาไว้ด้วย ถึงจะมีบ้างส่วนที่ดูจะบิดเบือนไปบ้างก็ตาม 

ในหนังสือที่คุณบาบาร่าให้มาก็เป็นการเขียนที่ใส่ความรู้สึกของผู้เขียนเข้าไป เลยทำให้หาข้อมูลที่น่าเชื่อถือค่อนข้างยาก 

อย่างบางการกระทำของกองทัพปีศาจที่บอกว่าได้ส่งกองกำลังบุกไปตีเมืองทางใต้ ทั้งๆที่กำลังสู้ศึกอยู่ที่เมืองตอนกลางอยู่แท้ๆ เป็นกลยุทธ์ที่ไม่เหมาะสมมาก และยังเขียนอวยชาวสวรรค์มากเกินไป ทำให้น่าเบื่อมาก แต่จะไม่อ่านก็ไม่ได้เพราะคุณบาบาร่าสั่งมา

นอกจากประวัติศาสตร์ของอาณาจักรแล้วยังมีเรื่องระบอบการปกครอง ซึ่งก็เป็นอย่างที่คอดไว้ เป็นระบบฟิวดัลนั้นเอง แต่มีข้อแตกต่างอยู่บ้าง

อย่างแรกเลยคือ ไม่มีระบบการยกที่ดินให้ ทุกที่บนแผ่นดินโครทีเซียเป็นของราชวงศ์ทาเบลล่า ไม่ว่าจะทำความดีความชอบแค่ไหนก็ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ทุกสิ่งเป็นขององค์จักรพรรดิ เป็นคำที่สื่อความหมายของระบบนี้ได้ดีที่สุด

อย่างที่สองคือ การทหาร ปกติแล้วจะมีผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบทางการทหาร คล้ายกับผบทบนั้นแหละ เป็นผู้กำอำนาจทางการทหารอย่างเด็ดขาด แต่กลับที่นี่ทุกสิ่งเป็นขององค์จักรพรรดิ อำนาจทางการทหารองค์จักรพรรดิเป็นผู้ควบคุมเองโดยตรง 

เหมือนจะเป็นการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เป็นการมอบหมายให้ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจ เป็นการควบคุมเอง เท่ากับว่าอำนาจทุกอย่างองค์จักรพรรดิเป็นผู้ถือสิทธิ์ขาด เป็นการรวมอำนาจเป็นหนึ่งเดียว แล้วก็ได้ผลดีด้วย เพราะตั้งแต่เปลี่ยนการกุมอำนาจทางทหาร การก่อกบฏก็ทำได้ยากขึ้น ทหารทั้งหมดของอาณาจักรเป็นขององค์จักรพรรดิการจะต่อต้านจึงทำได้ยากยิ่ง

และอย่างสุดท้ายเรื่องของทาส ที่นี้ไม่มีทาสเลย ต้องบอกว่ายกเลิกไปแล้วมากกว่า แต่ว่ายกเลิกไปนานมากตั้งแต่ก่อนก่อตั้งอาณาจักรโครทีเซียซะอีก 

มันจึงเป็นเรื่องที่แปลกมากสำหรับยุคสมัยนี้ เพราะว่าในยุคที่สิ่งอำนวยความสะดวกยังไม่มีมากเท่าไหร่ การจะทำงานอะไรซักอย่างจึงต้องใช้กำลังมาก แต่ถ้ามีทาสก็จะทำให้ทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุให้การมีทาสยังคงมีอยู่ต่อไปได้

ในโลกของเราที่ได้ยกเลิกทาสไปแล้ว ถ้าคิดให้ดีว่าเรายังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเท่าไหร่ก็คงยังไม่เลิกทาสหรอก เพราะมนุษย์นั้นชอบความสะดวกสบายเหนือสิ่งอื่น จนต้องรอให้ตนเองนั้นอยู่อย่างสบายเสียก่อนจึงหันไปมองรอบข้าง 

มื่อความต้องการใช้แรงงานลดลง การมีทาสที่ไม่จำเป็นก็เป็นการสิ้นเปลืองและไม่มีความจำเป็นเท่าที่ควร การเลิกทาสจึงได้ถูกสังเกตเห็นว่าควรจะยังมีอยู่รึเปล่าในเมื่อตัวเราก็แทบจะไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว

แต่สำหรับในโลกนี้ ที่พึ่งจะเข้าสู่ยุคการพัฒนานั้นแรงงานเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง แล้วถ้ามีทาสละก็มันจะช่วยได้มากเลยละ แต่ผู้คนในอาณาจักรนี้กลับมองข้างก่อนที่จะมองหน้าจึงทำให้ทาสนั้นไม่มีอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์เลย หรืออาจจะเคยมีแต่ไม่ได้บันทึกไว้ก็ได้ เพราะฉันก็เรียนจากแค่ตำราที่เขียนโดยคนของอาณาจักรนี้

ถ้าอย่างนั้นแล้วพวกเขาเอาแรงงานจากไหน คำตอบก็คือ"แรงงานที่ดิน" เป็นคำเรียกของผู้คนที่เป็นแรงงานที่ยืมที่ดินที่ทางขุนนางได้รับหน้าที่จากองค์จักรพรรดิให้มาดูแล ใช้ทำไร่ทำสวน 

ซึ่งข้าตอบแทนก็คือการคอยช่วยงานในยามที่มีคำสั่งรองขอมาไม่ว่าจะเป็นการสร้างกำแพง สร้างบ้าน สร้างคฤหาสน์ ทุกอย่างที่ทางผู้รับผอดชอบที่ดินผืนนั้นจะเรียกใช้ จะว่าเหมือนทาสก็ไม่ใช่ เพราะว่าทางผู้รับผิดชอบก็พอจะมีสติอยู่บ้างในการเรียกใช้ 

จึงทำให้ดูเป็นระบบที่ดีทีเดียว แต่ก็ยังมีบางพวกที่จะแหกคอกนิดหน่อย คือพวกที่จิกหัวใช้ทุกวัน ใครเจอแบบนันก็ซวยไปเพราะตามกฎหมายแล้วต้องทำตามที่ผู้รับผิดชอบที่ดินสั่งเรียกใช้ เพราะถือเป็นค่าเช่าที่ดิน และแน่นอนว่าจะต้องเช่ากันทุกคนเลย 

ยกเว้นกับกลุ่มผู้อยู่อาศัยขนาดเล็ก หรือก็คือระดับหมู่บ้าน เพราะจะถือว่าที่ดินผืนนั้นยังไม่เหมาะสมจะเป็นขององค์จักรพรรดิ ดังนั้นก็จะมีหมู่บ้านเยอะแยะมากมาย แต่เมืองกลับมีน้อยนิดเพราะไม่อยากที่จะยกที่ดินให้แก่องค์จักรพรรดิ แต่ก็มีขอเสียที่ว่าไม่ได้รับการคุ้มครองจากทหารของอาณาจักร ต้องจ้างไปเองถึงจะมีทหารคอยปกป้อง

ซึ่งนั้นก็จะเป็นข้อเสียของระบบนี้เลยทีเดียว แต่เหมือนว่าในช่วงจักรพรรดิสองรุ่นก่อนก็พยายามจะเปลี่ยนแปลงระบบนี้มากขึ้นแล้วก็จากที่คุณบาบาร่าเล่าให้ฟังว่าองค์จักรพรรดิคนปัจจุบันก็มีแผนที่จะปรับเปลี่ยนระบบนี้อยู่เหมือนกัน


ในวันนี้การเรียนค่อนข้างจะหนักเพราะเป็นเรื่องที่มีแต่ศัพท์เฉพาะทางทั้งนั้น เลยทำให้ใช้เวลามากกว่าทุกวัน กว่าจะจบเรื่องก็ตกเย็นแล้ว ก้อนเมฆสีเขียว ที่เห็นเมื่อไหร่ก็ไม่ชินสักที อาบแสงอาทิตย์ตกดินสวยงามตามาก

วันนี้ก็บอกลากับคุณบาบาร่าตามเดิม และเธอก็พูดแค่ประโยคเดิมซ้ำๆ อยู่แค่นั้น ดูเหมือนว่าการเพิ่มค่าความสัมพันธ์กับคุณป้าบาบาร่าจะยากซะแล้ว

เหมือนกับว่าคุณบาบาร่าสร้างกำแพงกั้นขวางเอาไว้ไม่ให้เจาะเข้าไปได้อย่างงั้นแหละ อาจจะเพราะเป็นคนต่างถิ่นที่ไม่รู้ที่มาก็ได้ เลยยังไม่ไว้ใจ

แต่แบบนี้เรื่องการเรียนเวทมนตร์ของฉันก็ต้องเลื่อนไปไม่มีสิ้นสุดนะสิ อาจจะไม่มีวันใช้เวทมนตร์เลยก็ได้

กลับถึงบ้านก็ได้แค่ทบทวนในเนื้อหาที่เรียนมาด้วยแสงจากตะเกียงเก่าที่ยืมมาจากคุณแมท พรานป่าที่อาศัยอยู่ถัดไปสามหลัง เป็นคนที่นิสัยดีมากๆเลย แถมยังสนิทด้วยง่ายมาก ดูจะเข้ากับคนได้เก่งไม่มีอคติกับผู้อื่นเป็นคนที่เฟรนลี่มากๆ 

อย่างเมื่อวานก็เอาเนื้อกระต่ายป่าที่ล่ามาได้มาแบ่งให้อีกด้วย และที่สำคัญเลยเป็นคนที่บ้ายอมาก อยากได้อะไร หรืออยากรู้อะไรก็ถามได้เลยแค่พูดชมนิดหน่อยก็ยอมให้หมดแล้ว

หลังจากที่ทบทวนเนื้อหาสำหรับวันนี้แล้วก็ฝึกฝนการสัมผัสกับพลังเวทย์อีกครั้ง ด้วยการนั่งสมาธิทำจิตให้ว่างเปล่าแล้วหายใจเข้าออกช้าๆ 

การทำแบบนี้ทุกวันนอกจากเพื่อฝึกการสัมผัสแล้วยังได้การมีสมาธิที่ดีอีกด้วยมันทำให้สมองโล่งมาก นอนหลับง่าย ตื่นมาก็สดชื้น แต่ว่าก็ไม่ได้ทำให้สัมผัสเวทย์ได้เลย

ไม่ว่าจะลองจินตนาการถึงพลังงานในร่างกายก็แล้ว การรวบรวมสมาธิก็แล้ว หรือการเผ่งสมาธิไว้ที่จุดจุดเดียว อย่างที่นิ้วมือหรือสะดือ ก็ยังไม่รู้สึกถึงอะไรเลย

ยิ่งนานวันก็ยิ่งท้อแท้ แต่เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ใฝ่ฝันก็เลยอยากจะไม่ให้มันเป็นแค่ฝันเท่านั้น จึงพยายามอยู่ทุกวัน แต่ว่าเมื่อมันไม่เคยตอบรับตัวของฉันเลยสักครั้งไฟจากความหวังก็เริ่มจะมอดดับหลง

จนบางครั้งก็คิดว่ามันคงจะเป็นเพราะฉันมันคนละโลกกับพวกเขา แต่แบบนั้นมันรู้สึกว่ายอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลอง ก็เลยพยายามเรื่อยมาและตลอดไป

ฉันก็ยังคงหวังอยู่ว่าสักวันจะสามารถเข้าใจได้ถึงเวทมนตร์ แล้วก็หลับไหลไป คืนนี้ก็เป็นคืนที่อบอุ่นอีกคืน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

103 ความคิดเห็น

  1. #52 A-Langod (@alangod) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 กันยายน 2558 / 15:08
    เอ็งนี่รีบเนอะ มาต่างโลกไม่ได้ไม่กี่วันก็คิดจะใช้เวทมนต์แล้ว
    #52
    0
  2. #22 Natdanai Wichapong (@chiba_tatsuya) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 กันยายน 2558 / 20:16
    ขอบคุณครับ
    #22
    0