{พรอสเฟีย} หลุดไปต่างโลกที่สงบสุข แล้วมันจะไปสนุกอะไร

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 3 ลืมตาตื่น และ ถือกำเนิด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 971
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    31 ส.ค. 58

จิ๊บๆๆๆ จิ๊บๆๆๆ  เสียงนาฬิกาปลุกเหนือหัวเตียงดังขึ้น เตือนให้รู้ว่าถึงเวลาตื่นไปเรียนได้แล้ว แต่แน่นอนว่านิสัยของคนส่วนใหญ่มักจะเมินเฉยต่อการปลุกครั้งแรก และสำหรับชายที่อยู่บนเตียงก็ดูเหมือนจะเป็นประเภทนั้น แต่มีบางอย่างที่ไม่ยอมให้เขานอนอู้อยู่บนเตียงแน่ๆ

[พี่ ตื่นได้แล้ว ถ้าไม่ตื่นฉันจะขึ้นไปลากลงมาน่ะ] เสียงเล็กแหลมของเด็กสาวตัวน้อยๆ ดังขึ้นมาจากข้างล่างหรือชั้นล่างนั้นเอง 

อืมม ยังคงไร้การตอบสนองจากร่างบนเตียงเหมือนเดิม

ตึก ตึก ตึก ตึก สักพักก็มีเสียงฝีเท้า วิ่งขึ้นมาชั้นบน อย่างรวดเร็ว

ปึ้ง เสียงของฝ่าพระบาทของน้องสาวตัวแสบ ทีบประตูเข้ามายังห้อง ซึ่งไม่ใช่แค่ครั้งนี้ที่ทำแบบนี้ ถ้าสังเกตจะเห็นว่าประตูมีรอยรูปฝ่าเท้าบางๆอยู่ และตัวล็อกของกลอนประตูที่มันหลุดง่ายซะเหลือเกิน แสดงให้เห็นว่าได้ผ่านการกระทำเช่นนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

[ตื่นแล้ววว พี่ตื่นแล้ว อย่าพึ่งเข้ามานะ พี่ตื่นแล้วนะ สา พี่ตื่นแล้ว] ฉันรีบลุกออกจากเตียงทันที หลังจากได้ยินเสียงของกำแพงด้านสุดท้ายที่พังลง โถ่เจ้าเพื่อนยากแกโดนอีกแล้ว

[โห้ ตื่นแล้วหรอ แล้วทำไมถึงไม่ขานตอบมาละ] ตรงหน้านั้นเปรียบได้กับดอกไม้ที่งดงาม ภาพของเด็กสาวตัวเล็กน่ารัก ทรงผมตัดสั้นอย่างกะทอมงั้นแหละ

[นี่ คิดอะไรอยู่น่ะ]

[เปล่า เปล่า ไม่ได้คิดอะไรเลยคับ] แม้เดี๋ยวนี้หัดอ่านใจได้ซะงั้น คนตรงหน้าคือน้องสาวฉันเองล่ะแต่ค่อนข้างจะนิสัยต่างกันสุดโต่งเลยล่ะ เป็นประเภทที่ชอบลุยละน่ะ ต่างกับฉันที่เอื่อยๆไปวันๆ 

[หึ กล้ามากที่เมินฉัน ส่งสัยอยากโดนทำโทษสินะ] เสียงใสน่ารักแต่ทำไมมันถึงได้รู้สึกหนาวอย่างนี้นะ

อึย ยิ้งมองไปที่ตาคมเข้มนั้นยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่

[ไม่ไม่ พี่ไม่ได้เมินน่ะ แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ] ฉันรีบแก้ตัวทันที แต่ในใจนะรู้ชะตากรรมของตัวเองดีเลยละ ซวยจริงๆ

[หึ ถือว่าวันนี้โชคดีไปละกัน เพราะฉันต้องเก็บแรงไว้ใช่ตอนแข่ง แต่อย่าให้ต้องขึ้นมาอีกละ ไม่งั้นละก็] พูดพร้อมกับเอาหน้ายื่นเข้ามาด้วยแววตาเหมือนเด็กกุ๊ยรีดไถตังไม่มีผิดเลย แล้วยังมือที่ปาดผ่านคอนั้นอีก แม้ช่างดูน่ากลัวซะจริง ถ้าไม่ติดว่าเท้าที่ต้องเขย่งจนสุดตัวขึ้นมา แทนที่จะน่ากลัวกลับดูน่าขำซะอีก ถ้าจะทำแบบนี้น่าจะเลือกคนหน่อยนะ ใช้ใส่คนตัวสูงแล้วฮาอิบอายเลย

[อุ๊บ อู อุ] ซวยละดันเผลอหลุดไปซะได้โดนแน่เลย หวังว่าจะไม่ได้ยินนะ

[เอาละ ถ้าพี่เข้าใจแล้วก็รีบลงไปได้แล้ว แม่ทำข้าวไว้ให้แล้ว และมันก็เสียเวลาฉันด้วยนะ] เด็กสาวพูดแล้วก็เดินออกจากห้องไปปล่อยให้เหลือแต่ชายหนุ่มที่ยืนมองด้วยความงุนงง

ทำไมถึงปล่อยไปง่ายๆแบบนี้เนี่ย หรือไม่สบายหว่า ไม่ไม่ไม่ สาไม่ได้มีนิสัยแบบนี้นี่นา ขนาดตอนที่บาดเจ็บขาขวาจากการแข่งขันเทควันโด ยังอุตสาใช้ขาซ้ายกระโดดถีบยอดหน้าของฉันไปเต็มๆ เอาซะหน้าหงายเลย 

แต่ช่างมันเหอะเพราะอะไรมันก็ไม่แน่นอน ใช่อย่างการที่ได้กินอาหารฝีมือแม่แบบวันนี้

[วันนี้ด้านนอกมีงานเทศกาลด้วยนะ เสียงดังเชียว] แม่พูดขึ้นเปิดการสนทนาบนโต๊ะอาหาร

[นั้นสินะครับ เสียงดังมากเลย] ฉันพูดตอบกลับเห็นด้วย จากเสียงที่อยู่ด้านนอกของบ้าน เหมือนกับอยู่ข้างๆเลยละ แถมยังพูดกันไม่รู้เรื่องด้วย

ฉันก็ไม่ได้สนใจนักรีบกินข้าวให้เสร็จจะได้ไปเรียน แล้วอยู่แม่ก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับบางสิ่งที่อยู่ในมือ

[มีอะไรหรอครับ แม่] ฉันถามออกไปจากท่าทางแปลกๆของแม่

แล้วแม่ก็เอาของที่อยู่ด้านหลังออกมา มันคือไฟฉายละ ไฟฉาย แล้วเอามาทำไมละนั้น 
จู่ๆแม่ก็เปิดไฟฉายส่องหน้า เต็มๆเลย แสงมันแยงเข้ามาในดวงตา โอ้มันจ้าซะเหลือเกิน จ้าซะยิ่งกว่าซีนอน

[ทำอะไรครับเนี่ยแม่] ฉันเอื้อมมือไปเพื่อคว้าไฟฉายนั้นให้ออกจากใบหน้า แต่กลับไม่สามารถคว้าไว้ได้ มันผ่านไฟฉายออกไป แล้วจู่ๆก็รู้สึกเหมือนร่างกายร่วงลงไป เหมือนโลกมันเอียง 


ตุบ อึก อา  ฉันค่อยๆลืมตาขึ้นมา รู้สึกจะฝันไปแหะ แต่ก็เป็นฝันที่ดีละนะ  ตอนนี้รู้สึกจะอยู่ในห้อง ห้องหนึ่งละนะ

อืม น่าจะเป็นผู้หญิงคนนั้นมั้งที่ช่วยนะ โครกก อืม เสียงท้องร้องก็ไม่ได้หายไปไหนด้วยเลย 
ก็แน่ละนอนเฉยๆจะไปอิ่มได้ไง ฉันหันซ้ายหันขวาเพื่อสำรวจห้องนี้ให้หมด แล้วก็มาหยุดที่โต๊ะเล็กข้างๆเตียงนี้ละ 

มันมีจานสีน้ำตาลว่างอยู่ละ และแน่นอนว่าในจานนั้นมีผลไม้กลมๆว่างไว้อยู่ 6 ลูกละ 
คิดว่าใช่ผลไม้นะ ก็เวลาเอาของให้คนป่วยก็ต้องผลไม้ใช่ไหมละ และยังวางเรียงกันเยอะขนาดนี้ก็ต้องใช่แล้วละ 

ถึงจะไม่รู้ว่าคือผลไม้อะไรแต่ว่ากระเพาะของฉันมันบอกว่าต้องการเป็นอย่างมาก เอาวะ ไหนดูสิ จากที่สังเกตมันเป็นผลไม้ที่มีผลทรงกลมเปลือกไม่หนา 

ลองใช้เล็บจิ้มเข้าไปแล้วรู้สึกจะคล้ายกับแอปเปิ้ลแต่กลิ่นคล้ายกับเลมอนเลยละ 
ฉันลองกัดเข้าไปที่เนื้อของมันรู้สึกได้เลยว่าความกรอบของมันนั้นสุดยอดมากแต่รสชาติค่อนข้างจืดไปหน่อยแหะ  

หืม รู้สึกด้านในจะมีอะไรอยู่ด้วยแหะ นี้มัน พอได้เห็นด้านในฉันก็รู้ได้ทันทีเลยว่ามันต้องอร่อยมากแน่และวิธีกินมันนั้นต้องกินยังไง ที่ทำไปเมื่อกี้มันผิดวิธีไปหน่อย ด้านในมันมีเนื้อเหมือนส้มโอละ แค่นี้ฉันก็รู้แล้ว 

คำต่อไปฉันกัดเข้าไปให้ถึงเนื้อด้านในของมัน โอ้ มันอะไรกันเนี่ยนี้มันโลกของรสชาติที่ไม่เคยลิ้มลองมาก่อน เซลล์กู__ของฉันตื่นขึ้นแล้ววววว

ฟุอาา กินซะหมดเลยแหะแต่ยังไม่รู้สึกอิ่มเท่าไหร่เลยแหะ แค่ผลไม้มันไม่ทำให้อิ่มได้หรอก ฉันต้องการมากกว่านี้อีกนะ ฉันนั่งลูบท้องตัวเองที่มันดูจะรู้สึกพอใจในผลไม้แปลกๆนั้นมากเลยละ

แอ๊ดด เสียงเปิดประตูเข้ามาในห้อง คนที่เปิดเป็นหญิงสาวที่รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา ส่วนอีกคนอึ๋ยยย อะไรโจรหรอเนี่ย หน้าลุงแก่โคตรโหดเลย แถมยังสูงโคตรประมาณ 2 เมตรกว่าๆ หัวล้านนั้นด้วย แล้วยังแผลเป็นที่โผล่ออกมาจากชุดชาวบ้านธรรมดานั้นอีก น่ากลัวชิบ 

[###########] เออพูดอะไรครับเนี่ยไม่รู้เรื่องเลยละครับ อะ พอดูดีๆแล้วผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่อยู่ที่บ้านใหญ่สุดนั้นนี่นา แต่คราวนี้ใส่ฮูดคลุมหัวไว้แล้วแหะ หรือว่าเราจะอยู่ที่บ้านหลังใหญ่หว่า ฉันไม่คาดหวังว่าในหมู่บ้านนี้จะมีโรงพยาบาลหรอกนะ แล้วสายตาที่มองมาเหมือนมองของแปลกนั้นมันอะไรฟระ ก็จริงที่สีผมของฉันมันแปลกตาแต่อย่ามองแบบนั้นสิมันเขินนะ

[เออ คือว่า พวกคุณคงฟังไม่รู้เรื่องแต่ว่า ผมอยากบอกว่าเราพูดกันคนละภาษานะครับ] ฉันพูดขึ้นเพื่อบอกให้พวกเขารู้ว่าภาษาที่ใช้ของเรานั้นแตกต่างกัน พวกเขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาพูด 
ดูเหมือนพวกเขาจะรู้แล้วว่าภาษาต่างกันและฉันก็ฟังไม่ออกด้วย


###########


ข้าคืออดีตหัวหน้ากองทหารแนวหน้าที่ 5 ของอาณาจักรโครทีเซีย ชื่อว่า ดาริล ทาเลส 
หลังจากที่สงครามจบลงเหตุการณ์ทุกอย่างก็เริ่มสงบลง ทหารส่วนมากเลยได้แค่ยืนเป็นหุ่นอยู่บนกำแพงเมือง จะดีหน่อยก็พวกที่ถูกส่งไปเมืองที่ทำการบุกเบิกใหม่ แต่นั้นก็สำหรับทหารชั้นล่าง พวกยศสูงนะยิ่งกว่าปลาตายซะอีก ส่วนมากจึงขอเกษีณตัวเองออกไปหาที่อยู่ใหม่ หรือไม่ก็ผันตัวไปเป็นขุนนาง 

ข้าเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับงานในกองทัพ ประกอบกับอายุของข้านั้นก็ใกล้วัยเกษียณแล้ว และพอได้ปรึกษากับท่านบาทหลวงชอร์น นั้นก็ทำให้ข้าตัดสินใจได้แล้วว่าควรจะพอสะที จึงยื่นเรื่องกับทางกองทัพ และได้เข้าเฝ้าพระราชาพอเป็นพิธี พระราชาได้ประทานชื่อสกุลให้แก่ข้า  

หลังออกมาจากกองทัพ ข้าได้เดินทางออกจากเมืองหลวงไปแถวชายแดนของเมืองโบรกคาน ข้าเดินทางมาถึงหมู่บ้านที่ทำการบุกเบิกใหม่ หมู่บ้านสติก รู้สึกว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะเป็นเชื้อพระวงศ์ ที่ออกมาเป็นขุนนาง ถูกส่งมายังที่ห่างไกล 

ข้ารู้สึกแปลกใจมากที่รู้ เพราะส่วนมากจะอยู่บริเวณที่มีความปลอดภัยมากกว่านี้ ถึงจะออกมาเป็นขุนนางก็ตามที ส่วนใหญ่มีแต่พวกไม่ได้เรื่องแต่ว่านางนั้นแตกต่าง นางพยายามทำซึ่งต่างจากเชื้อพระวงศ์คนอื่นที่ไม่ได้พยายามอะไรเลย 

ข้ารู้สึกนับถือนางจากใจจริงทีเดียว จนมีพวกโจรมาบุก ข้าจึงจำเป็นต้องจับดาบอีกครั้ง เพื่อปกป้องหมู่บ้าน เมื่อเหตุการณ์จบลง นางได้เข้ามาขอให้ข้าช่วยทำหน้าที่ปกป้องหมู่บ้านจากพวกโจรและสัตว์ร้าย ตอนแรกข้าไม่อยากจะทำหรอกนะ 

แต่เพราะคำพูดของนางข้าจึงขอตอบรับความไว้ว่างใจนั้น นางบอกว่า "ฉันไม่สามารถปกป้องชาวบ้านจากพวกโจรและสัตว์ร้ายได้ ฉันไม่ต้องการที่จะรู้สึกสูญเสียอีกแล้ว ฉันไม่มีพลังพอที่จะต่อกรกับสัตว์ร้ายได้ แต่ฉันสามารถปกป้องพวกเขาจากการอดอยากได้ ท่านจะช่วยฉันหน่อยได้มั้ย ช่วยทำในสิ่งที่ฉันทำไม่ได้" สายตาที่นางมองข้ามันบอกทุกสิ่ง 

ข้าจึงได้ตอบรับความหวังของนางแล้วฝึกชาวบ้านที่ดูจะมีแววให้สามารถปกป้องคนอื่นๆได้ และสอนวิธีใช้อาวุธให้ชาวบ้านได้ใช้ป้องกันตัว

ในวันนี้ข้าก็ตื่นขึ้นมาร่วมฝึกดาบพร้อมกับพวกชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง พอฝึกเสร็จก็พาคนที่มีฝีมือและพรานประจำหมู่บ้านออกไปล่าสัตว์ในป่าเขตลึก เพราะแถวหมู่บ้านนั้นไม่ค่อยมีสัตว์ป่าอยู่สักเท่าไหร่นัก 

วันนี้ถือว่าโชคดีมากที่ล่าแมงมุมเนื้อกลับมาได้ สงสัยต้องเอาไปฉลองซะแล้ว เพราะแมงมุมเนื้อนั้นถือว่าหาได้อยากมาก ถ้าไม่เข้าไปหาในดันเจี้ยน ก็ต้องไปในแผ่นดินเดวิลล่า 

ข้ารู้สึกดีใจอย่างมากที่จะได้ลิ้มรสชาติที่ไม่ได้กินมานาน พวกข้าพากันล่าสัตว์เล็กอีกสักสองสามตัวจึงกลับเข้าหมู่บ้าน พอมาถึงดวงตะวันก็เริ่มโน้มไปหานิทราแล้ว พวกข้าจึงรีบแยกย้ายไปเตรียมของสำหรับงานเลี้ยงฉลองในคืนนี้ 

แต่ก่อนที่จะได้แยกย้าย บาบาร่าก็วิ่งเข้ามาหาข้า ดูนางจะมีเรื่องร้อนใจบางอย่าง นางเป็นหมอยาเพียงคนเดียวในหมู่บ้านนี้ นางอาศัยที่หมู่บ้านนี้ก่อนข้ามาซะอีก บางทีอาจจะอาศัยมาแต่รุ่นแรกแล้วละมั้ง

[ท่านดาริล ช่วยมากับข้าหน่อย ท่านรอล่ามีเรื่องจะปรึกษา] ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาที่ลำบาก ถึงขนาดต้องให้ข้าช่วย คงเป็นเรื่องของทางอาณาจักร หรือไม่ก็พวกขุนนางจอมรังควาน

[เข้าใจแล้ว บอกนางรอสักเดี๋ยว ข้าขอเปลี่ยนเสื้อก่อน] ข้าตอบออกไปแล้วเดินเข้าบ้านไปเปลี่ยนชุดที่เปื้อนรอยเลือดออก แล้วใส่ชุดผ้าบางทำจากใบฟอรัส แล้วเดินไปยังบ้านของรอล่า

แอ๊ดด ข้าเปิดประตูเข้าไปในบ้าน ก็เห็นนางคุยอยู่กับบาบาร่า เหมือนจะพูดถึงใครสักคนอยู่

[ว่าไง มีเรื่องอะไรรึ] ข้าถามขึ้น แล้วเดินเข้าไปหาที่โต๊ะรับแขก นั่งลงยังอีกฝั่งหนึ่ง 

[คือว่า วันนี้มีคนคนหนึ่งเข้ามาหาฉันที่บ้านแล้วเออ เขา...] รอล่าดูอำอึงสักพักนางก็หันไปทางบาบาร่า ข้าเลยหันตามไป

[เขาหมดสติลงไปตรงหน้าบ้านขณะคุยกับท่านรอล่าอยู่น่ะค่ะ ท่านรอล่าเลยให้ข้ามาตรวจดูอาการให้น่ะค่ะ] บาบาร่าลตอบออกมาอย่างครบถ้วน ดูท่าเขาคงจะเป็นคนใหญ่คนโตละมั้ง

[แล้วมีปัญหาอะไรละ หรือจะเป็นขุนนางใหญ่ แล้วเขาเป็นอะไรรึเปล่า] ข้าถามออกไปเพื่อหาสาเหตุที่เรียกข้ามา และถามถึงอาการของเขา เพราะหากคนใหญ่คนโตเป็นอะไรไป หมู่บ้านนี้ได้มีปัญหาแน่

[เปล่าค่ะ เขาแค่หมดสติเพราะไม่ได้ทานอาหารแค่นั้นเอง แต่ปัญหานะอยู่ที่ตัวตนของเขามากกว่าค่ะ] บาบาร่าตอบออกมาถึงอาการของคนที่หมดสติไปว่าเป็นเพราะอะไร

[ตัวตนงั้นรึ ทำไมเขาเป็นใครกันละ] ข้ายิ่งหวั่นวิตกมากขึ้น ถ้าเกิดเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจละก็เรื่องใหญ่แน่ๆ ทั้งเรื่องของสาเหตุที่เขามาอยู่ที่นี้ และสาเหตุที่เขาต้องอดอาหารจนหมดสติ อาจเป็นได้ว่ามีกองโจรที่คอยดักปล้นระหว่างทางก็ได้

[ใจเย็นก่อนค่ะท่านดาริล มันไม่ใช่ปัญหาแบบนั้นค่ะ] รอล่าพูดเตือนสติข้า ที่กำลังเตลิดไปไกล ข้ารีบเปลี่ยนสีหน้ากลับเป็นปกติทันที แต่ยังคงความวิตกไว้เล็กน้อย

[เป็นปัญหา คืออะไรละ] ข้าถามออกไปเพื่อหวังคำตอบ แต่ดูพวกนางจะไม่ค่อยอยากพูดเท่าไหร่ รอล่าลุกขึ้นแล้วหันมาทางข้า 

[ท่านเข้าไปดูเองดีกว่านะคะ รู้สึกว่าเขาเองจะตื่นแล้วด้วย]นางพูดพร้อมกับผายมือไปทางห้องนอนสำรองของบ้าน

ข้าที่ต้องการรู้สถานการณ์ของเรื่องราวให้เร็วที่สุดจึงเดินไปเปิดประตูทันที และข้าก็เห็นเด็กหนุ่มที่รูปร่างผอมบางไม่มีเรี่ยวแรง ช่างเสียชาติชายนัก และใบหน้าที่ดูจะตกใจกับใบหน้าของข้าอยู่ไม่น้อย ดูๆไปก็แค่คนขี้โรคธรรมดาไม่น่าสนใจสักนิดเดียว แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องทำให้ข้าชะงัก เส้นผม เส้นผมสีดำนั้น มันดำเข้มเหมือนจะดูดกลืนทุกๆสิ่งเข้าไปเลยละ ข้าไม่เคยเห็นเส้นผมแบบนี้มาก่อนในชีวิตกว่า58ปีของข้าเลย

[เป็นยังไงบ้างคะ ท่านดาริล] รอล่าถามขึ้นทำให้ข้าหลุดจากพะวัง ข้าหันกลับไปตอบนาง

[ไม่รู้สิข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย  เจ้าหนุ่มเจ้าเป็นใครกัน] ข้าหันไปถามทางเจ้าหนุ่มที่มีสีผมแปลกตา อะ สีนัยตาก็สีดำเหมือนกันเหรอะ ช่างแปลกประหลาดซะจริง

[############]เจ้าหนุ่มนั้นหันมาทางพวกข้าแล้วก็พูดขึ้น ด้วยภาษาที่พวกข้าไม่รู้จัก

###########

หลังจากที่ฉันพูดเป็นภาษาไทยออกไป ทุกคนก็ยืนอึ้งกันทั่วหน้าเลย จะเข้าใจที่ฉันจะสื่อไหมเนี่ย เอาวะ ด้านได้อายอด 

[ผม  ไม่เข้าใจ  ภาษา ของ พวกคุณ ] ฉันพูดพร้อมกับทำไม้ทำมือออกไปด้วย ก็ทำไปมั่วๆนั้นแหละ แต่ก็แค่สะบัดมือไปมาแค่นั้นเอง แต่ที่น่าห่วงคือ ในโลกนี้นั้นเขาจะใช้รูปแบบของภาษามือเหมือนกับโลกเดิมรึเปล่า เพราะถ้ามันเป็นคนละความหมายละก็ ทั้งประโยคก็จะเพี้ยนไปหมดเช่นกัน แต่ดูจากสีหน้าของแต่ละคนแล้วดูจะเข้าใจในสิ่งที่สื่อไม่มากก็น้อยละ

[#เจ้าหนุ่มนี้พยายามจะบอกอะไรพวกเรารึเปล่าเนี่ย#] เสียงกระซิบเบาๆของลุงหน้าโหดถามไปยังอีกสองคนที่เหลือ ดูเหมือนว่าตาลุงนั้นจะไม่เข้าใจแหะ 

[#ฉันว่าเขาคงจะสื่อว่า ไม่เข้าใจที่พวกเราพูดมากกว่าน่ะค่ะ#] คราวนี้เป็นพี่สาวผมฟ้าพูด ก็ดูดีๆแล้วอายุคงห่างไม่มากเรียกพี่สาวไปนั้นแหละดีแล้ว แต่จะให้เรียกพี่สาวเฉยๆมันยังไงยังไงอยู่เลยเติมสีผมให้ด้วย จะได้แยกลักษณะเด่นได้เลย

[#นั้นสิน่ะค่ะ แต่มีคนที่ไม่เข้าใจภาษาเฟามัวร์อยู่ด้วยหรอค่ะเนี่ย#] คราวนี้เป็นคุณป้า ที่พูดอะไรออกมา แต่ดูจากสายตาที่เหมือนว่ามองอย่างเคลือบแคลงนั้นอะไรอะ สงสัยในตัวฉันหรอ 

[ผม ไม่เข้าใจ ที่พวกคุณพูดเลย ช่วยอธิบายให้ผมที ได้ไหม] ฉันพูดออกไป เพื่อให้พวกเขาสนใจด้วยว่าฉันยังอยู่ที่นี่นะ

[#อืมม ก็ไม่รู้ว่าพูดอะไรนะ แต่ก่อนอื่นเลย เราควรแนะนำตัวกันก่อนดีมั้ย#] ตาลุงนั้นหันมาพูดกับฉันแล้วก็หันกลับไปหาพวกเขาอีกรอบ นี้จะตัดฉันออกเลยสินะ พวกเขาพูดคุยกันนิดหน่อยก่อนที่พี่สาวผมฟ้าจะหันมาทางฉันและก้าวเข้ามาหนึ่งก้าวก่อนที่จะก้มหัวให้และพูดขึ้น

[#ฉันชื่อ รอล่า ทาเบลล่า#] เธอชี้ไปที่ตัวเองแล้วพูอะไรสักอย่าง เบลล่า เบลล่า เนี่ยละ แอะหรือจะเป็นชื่อหว่า

[#รอล่า ทาเบลล่า#] เธอพูดอีกรอบหนึ่งและพูดซ้ำพร้อมกับชี้ไปที่ตัวเอง นั้นมันชัดเจนเลยว่าเป็นชื่อของเธอ เหมือนจะให้เริ่มจากแนะนำตัวก่อนสินะ

[#คนนี้คือ ท่านดาริล  ทาเลส   และนี้คุณบาบาร่า#] เธอพูดแล้วชี้ไปที่ตาลุงกับคุณป้า นั้นคงเป็นชื่อของพวกเขาละนะ แต่ทำไมชื่อของคุณป้าดูสั้นจัง หรือในโลกนี้จะมีการจำกัดคนที่มีชื่อสองคำหว่า

[#รอล่า ทาเบลล่า        ดาริล   ทาเลส        บาบาร่า #]

[#เข้าใจรึเปล่าคะ#] คราวนี้เธอพูดสั้นกว่าครั้งที่แล้ว คงตัดส่วนของคำนำหน้าออกสินะ แล้วก็มีอีกประโยคตามมา คงจะถามว่าเข้าใจรึเปล่าละมั้ง

[ ......... ] กำลังอ้าปากจะพูดชื่อออกไปแต่พอมาคิดดูแล้ว ในโลกนี้คนที่มีนามสกุลคงจะพิเศษกว่าคนทั่วไปแน่ 
ดูอย่างตาลุงนั้น ถึงน่าตาจะน่ากลัว แต่ลักษณะการยืนนั้นองอาจมาก เหมือนทหารที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี รวมกับรอยแผลพวกนั้นจึงสรุปได้เลยว่าต้องเป็นอดีตทหารที่ปลดประจำการแล้ว 

ส่วนทางด้านของพี่สาวผมฟ้า ดูลักษณะแล้วก็ดูเป็นผู้ดีมีชาติตระกูล ถึงสีผิวจะคล้ำไม่ได้ดูแล แต่ก็พอสรุปได้ว่าคงจะเคยเป็นผู้ดีมาก่อน

ส่วนคุณป้าก็เป็นแค่คุณป้าที่หาได้ทั่วไป ถึงจะมีกลิ่นที่เหมือนกับพวกหมอยาแต่ก็คงเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา

จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับ เดาได้ว่าผู้ที่มีสกุลในโลกนี้คงต้องได้รับจากกษัตริย์หรือเชื้อพระวงศ์แน่ๆ แล้วฉันที่มีนามสกุลก็คงต้องถูกคิดว่าเป็นคนใหญ่คนโตแน่ๆ และมันจะแปลกมากที่ไม่รู้เรื่องของภาษา ดังนั้นทางที่ดีที่สุดก็คือ

หลังจากที่คบคิดอยู่ในใจอย่างยาวนานก็ได้คำตอบออกมาแล้วชื่อของฉันคือ

[อาเธอร์   ฉันชื่อว่า  อาเธอร์]

ชื่อของตำนานผู้ครอบครองดาบศักดิ์สิทธิ์ ที่ครอบครองชื่อของฉัน ไม่มีชื่อไหนเหมาะกว่านี้แล้ว
ต่อจากนี้ฉันคือ อาเธอร์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

103 ความคิดเห็น

  1. #102 คมดาบพิรุณ (@jamkatana) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2558 / 00:07
    ไรต์ สรรพนามแทนตัวผู้ชายทำไมเป็น ฉัน ล่ะ อ่านแล้วโครตหงุดหวิดเลย
    #102
    0
  2. #48 A-Langod (@alangod) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 กันยายน 2558 / 12:57
    แล้วจะคุยกันรู้เรื่องมั้ยเนี่ยแบบนี้
    #48
    0
  3. #3 River of Death (@minttyleena) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2558 / 11:42
    ไดผ่าน * ได้
    เพื่อนยากแก่โดน * แก
    ยิ้งมองไป * ยิ่ง
    ว่างเรียงกัน * วาง
    ขาดหวัง * คาด
    จะเขาใจ * เข้า
    จะพูดชื่ออกไป * ออก
    ใช้ กับ ใช่ คะ กับ ค่ะ นะ กับ น่ะ ใช้ผิดบ้างในหลายๆประโยคค่ะ ˚ω˚
    #3
    0