คัดลอกลิงก์เเล้ว

ทายาทอสุรา

โดย P.ปัด

เมื่อเหล่าทายาทแห่งราชายักษ์ทั้งสี่ ออกจากวังอสูรมาใช้ชีวิตร่วมกับสังคมมนุษย์ เรื่องวุ่นวายจึงเกิดขึ้นตามมา!!

ยอดวิวรวม

3,488

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


3,488

ความคิดเห็น


34

คนติดตาม


33
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  4 ก.ย. 56 / 16:02 น.
นิยาย ҷ ทายาทอสุรา | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


พักโปรเจกต์ ไร้กำหนด สำหรับเรื่องนี้ค่ะ

 


เนื้อเรื่อง อัปเดต 4 ก.ย. 56 / 16:02


 

 

ทายาทอสุรา

..............

            ทั่วทั้งห้องเรียนต่างมีเสียงอื้ออึงดังระงมไปทั่ว เมื่ออาจารย์ภูริชซึ่งเป็นอาจารย์ประจำชั้นวัย 26 ปี พานักเรียนใหม่สองคนมาแนะนำตัวต่อหน้านักเรียนทุกคนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 2

            “พวกเขาจะมาเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนเดียวกับทุกคน  ทั้งคู่ย้ายมากลางเทอม อาจจะมีอะไรติดขัดบ้าง ครูหวังว่าพวกเธอจะให้ความช่วยเหลือเพื่อนใหม่ของเราเป็นอย่างดีนะ”

            ทันทีที่อาจารย์ประจำชั้นพูดจบเสียงนักเรียนในห้องก็ขานตอบรับพร้อมกัน โดยเฉพาะเสียงจากกลุ่มเด็กสาวที่ดูจะดังมากเป็นพิเศษ

            “เอ้า! ทั้งคู่ แนะนำตัวกับเพื่อน ๆ สักหน่อยสิ”

            อาจารย์ภูริชหันไปทางนักเรียนใหม่ของเขา ทั้งสองพยักหน้ารับรู้  จากนั้นเด็กหนุ่มที่ตัวสูงกว่า ซึ่งมีใบหน้าอ่อนโยนและดูสุภาพ ก็เอ่ยขึ้นก่อน

            “สวัสดีครับ ผมชื่ออาโป ชื่อเล่น น้ำ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะครับ”

            ทันทีที่เด็กหนุ่มแนะนำตัวจบพร้อมยิ้มอย่างสุภาพ เสียงสาว ๆ ก็กรี๊ดดังตามมาอย่างถูกใจจนอาจารย์ภูริชต้องขยับแว่นตากรอบดำหนาที่สวมอยู่ แล้วกระแอมเตือนพวกเธอค่อย ๆ

            “เอ้า ๆ ไม่ใช่คอนเสิร์ตนะจะได้มากรี๊ด ๆ กัน ... เธอล่ะ แนะนำตัวบ้างสิ”

            อาจารย์ภูริชหันไปพูดกับคนตัวเล็กกว่าอาโปที่ยืนข้างกัน เด็กหนุ่มอีกคนนั้นมีใบหน้าขรึม ติดจะบึ้งตึงเหมือนไม่สบอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ใบหน้านั้นหากจะว่ากันจริง ๆ แล้ว ดูจะออกไปทางหวานผิดชายเสียด้วยซ้ำ แถมรูปร่างยังค่อนข้างจะผอมและตัวเล็กกว่าเด็กวัย 16 ทั่วไปอีกด้วย

            “ผมชื่อเตโช ยินดีที่รู้จัก”

            ทั้งห้องเงียบกริบ เพราะสัมผัสได้ถึงความไม่เป็นมิตรที่มากับน้ำเสียงและสีหน้านั่นเต็มที่ อาจารย์ภูริชเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเปลี่ยนบรรยากาศโดยการเปลี่ยนเรื่องคุย

            “ดีล่ะ พวกเราก็รู้จักเพื่อนใหม่กันหมดแล้วสินะ ถ้าอย่างนั้น อาโป กับเตโช เธอไปนั่งโต๊ะสองตัวด้านหลังนั่นแล้วกัน”

            โต๊ะนักเรียนที่เพิ่มเติมมาถูกตั้งไว้ริมหน้าต่างหลังห้อง  ซึ่งโต๊ะแต่ละตัวในห้องเรียนจะเป็นโต๊ะแบบนั่งคู่ และถูกจัดตามเลขที่ และเนื่องจากเป็นเด็กใหม่เข้ามาพร้อมกัน อาโปและเตโชจึงนั่งติดกันโดยปริยาย

            “เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นโฮมรูมของวันนี้ก็มีเท่านี้ ฝากเพื่อนใหม่ด้วยนะ”

            อาจารย์ภูริชสรุปหลังจากใช้เวลาอบรมนักเรียนของเขาจนหมดคาบโฮมรูม ส่วนนักเรียนในชั้นก็นั่งรออาจารย์ท่านใหม่มาสอนในวิชาต่อไป 

            ระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนนี้เป็นระบบเรียนประจำห้อง นักเรียนจะไม่เปลี่ยนห้องเรียน ยกเว้นวิชาเฉพาะ ที่ต้องใช้สถานที่ประจำวิชานั้น ๆ

            “เอ๋? พวกนายเป็นญาติกันหรือ นามสกุลเดียวกันเลยนี่”

            เด็กหนุ่มที่นั่งโต๊ะด้านหน้าพวกของอาโปและเตโช ถามด้วยความสงสัย เพราะบังเอิญได้เห็นชื่อและนามสกุลของทั้งคู่บนสมุดเรียนเข้าพอดีตอนที่เขาตั้งใจว่าจะหันมาชวนทั้งคู่คุย

            “ครับ ...ราว ๆ นั้น”

            อาโปเป็นฝ่ายตอบคำถามอย่างสุภาพ จนคนฟังชะงักแล้วยิ้มกว้างส่งให้

            “ฮะ ๆ ไม่ต้องพูดสุภาพขนาดนั้นก็ได้ อ้อ ฉันชื่อคมกฤช หรือจะเรียก เอ ก็ได้ ส่วนหมอนี่ชื่อ จรัล”

            คมกฤชแนะนำตัวเองกับเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ อีกฝ่ายหันมามองแล้วยิ้มให้

            “เรียกเราว่าบอยก็ได้”

            “ยินดีที่รู้จักทั้งคู่นะครับ เอ แล้วก็บอย”

            อาโปรับคำอย่างสุภาพเหมือนเดิม จนเอต้องยักไหล่ แล้วคิดว่าหากชินแล้วอีกฝ่ายก็คงจะพูดปกติเอง

            “แล้วนาย...ชื่อเตโชสินะ มีชื่อเล่นเรียกง่าย ๆ  ด้วยหรือเปล่าล่ะ”

            คมกฤชหันมาถามเด็กหนุ่มอีกคนอย่างชวนคุย เตโชชะงัก แล้วนิ่งไปชั่วครู่จนคมกฤชรู้สึกอึดอัด และคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากคุยด้วย ทว่าก่อนที่เขาจะหันกลับ เสียงจากร่างเล็กนั่นก็ดังขึ้นเบา ๆ

            “เรียกไฟก็ได้”

            คมกฤชนิ่งอึ้งแล้วเหลือบมองคนพูดที่ยังคงก้มหน้าก้มตาเปิดดูสมุดหน้าขาว ๆ นั่นเหมือนเดิม เด็กหนุ่มจึงสบตากับเพื่อนของตน แล้วยิ้มนิด ๆ ก่อนหันกลับไปหาเตโช

            “งั้นก็น้ำ กับไฟสินะ ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งแล้วกัน”

            อาโปยิ้มรับ ส่วนเตโชพยักหน้าน้อย ๆ จากนั้นทั้งคมกฤชและจรัลจึงหันกลับไปตามเดิม เพราะอาจารย์ที่สอนวิชาคณิตศาสตร์เข้าห้องเรียนมาพอดี

 

            ช่วงพักกลางวัน อาโป กับเตโช ไปรวมกลุ่มทานอาหารกับพวกคมกฤชและมีเพื่อนผู้ชายอีกสามสี่คนตามไปสมทบ ส่วนสาว ๆ ในห้องก็มาตั้งกลุ่มซุบซิบแลกเปลี่ยนกับเพื่อนข้างห้อง ซึ่งก็ทำให้รู้ว่าอีกห้องหนึ่งก็มีนักเรียนสุดหล่อย้ายมาใหม่ด้วยเช่นกัน

            “จริง ๆ นะยะ หล่อมาก ๆ คนแรกนี่หล่อขรึม เย็นชานิด ๆ ให้ลุคเจ้าชายน้ำแข็งไม่มีผิด ส่วนอีกคนนี่หล่อแบบร้ายกาจ ดูเพลย์บอยหน่อย ๆ  แต่ทั้งสองคนนี่รัศนีความหล่อส่งประกายกระแทกตาฉันจนเบลอเลยเชียวล่ะ!

            เพื่อนสาวจากอีกห้องบรรยายสรรพคุณเสียจนคนต่างห้องอยากเห็นตัวจริง พวกเธอจึงนัดกันว่าจะสลับกันไปแอบดูเด็กใหม่ของแต่ละห้องในช่วงพักกลางวันนี้ จากนั้นสาว ๆ ก็รีบกินทั้งข้าว ขนม ผลไม้ ที่วางตรงหน้าจนหมดอย่างรวดเร็ว ทำเอาผู้ชายที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ พวกหล่อนถึงกับนิ่งอึ้ง แล้วรู้สึกอิ่มจุกขึ้นมาทันที

           

            “น้ำ! ไฟ! มากินข้าวที่นี่เอง ฉันกับดินไปตามพวกนายที่ห้อง นึกว่าจะรออยู่เสียอีก”

            เสียงเรียกคุ้นเคยที่ดังขึ้น ทำให้เจ้าของชื่อนั้นชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหันไปหาต้นเสียงไล่เลี่ยกัน อาโปยิ้มรับเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ส่วนเตโชนั้นมองตอบแล้วเมินหันกลับไปจัดการอาหารกลางวันตรงหน้าของเขาต่อ

            “เอ๋? เพื่อนพวกนายหรือ ทำไมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”

            คมกฤชถามอย่างสงสัย เพราะหน้าตาของอีกสองคนดูดีมาก ชนิดว่าไม่น่าจะหลุดรอดสายตาของคนในโรงเรียนนี้ไปได้

            “ก็ย้ายมาพร้อมกันนั่นล่ะครับ”

            อาโปตอบคำถามนั้น ส่วนอีกสองคนก็ขอนั่งร่วมกลุ่มด้วย ซึ่งคนที่นั่งอยู่ก่อนต่างก็ขยับให้ด้วยความยินดี

            “พวกนายเป็นญาติกันหมดเลยหรือ หน้าตาดูดีกันทุกคนเลยนะ พ่อแม่นายคงต้องทั้งหล่อ ทั้งสวยมาก ๆ แน่เลย”

            จรัลบอกอย่างนึกทึ่ง ยิ่งพอมานั่งเรียงกันสี่คนแบบนี้ ก็ยิ่งดูเด่นมากยิ่งขึ้นไปอีก

            “ก็ไม่เท่าไหร่หรอก อ้อ ฉันชื่อวาโย เรียกว่าลมก็ได้ ส่วนหมอนี่วสุธา ชื่อเล่นว่าดิน”

            เด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลาคมคายแนะนำตัวเองและคนข้าง ๆ ซึ่งคนที่ชื่อวสุธานั้นพยักหน้าน้อย ๆ แล้วก็ไม่พูดอะไรได้แต่นิ่งเงียบเฉย จนจรัลต้องยิ้มแห้ง ๆ ให้ แม้ว่าวสุธาจะค่อนข้างเงียบคล้ายเตโช แต่เป็นเงียบที่ดูเย็นชาผิดกัน   ถึงบรรยากาศเมื่อแรกพบของเตโชจะดูค่อนข้างคุกคาม กดดัน แต่พอได้คุยกันแล้ว ก็ท่าทางจะคบง่ายกว่าที่คิดไว้เสียอีก

             “เอ้า! เงียบอีกแล้ว ทำตัวไร้มนุษยสัมพันธ์เหมือนเคยนะนายน่ะ เสียดายหน้าตาดี ๆ ชะมัด”

            วาโยหันไปบ่นคนข้างกาย ทำเอาเพื่อนร่วมโต๊ะต่างลอบกลืนน้ำลายลงคอ เพราะรู้สึกถึงบรรยากาศความไม่พอใจของคนที่นิ่งเงียบแผ่ซ่านออกมา

            “เงียบก็ยังดีกว่าชอบพล่ามไร้สาระล่ะน่า”

            เสียงที่ดังขัดขึ้น หาใช่เสียงของวสุธาแต่อย่างใด หากแต่กลับเป็นเสียงของเตโชที่พูดขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทำให้วาโยหันมามองแล้วแค่นยิ้มนิด ๆ ให้

            “จะหาเรื่องกันหรือไง”

            “ก็แค่พูดความจริง”

            ทั้งคู่โต้คารมพร้อมกับสบตากันนิ่ง จนคนอื่น ๆ ชักใจไม่ดี

            “หึ! ปากกล้านักนะเจ้าเปี๊ยก แต่ไม่รู้ว่าจะเก่งแค่ปากหรือเปล่าน่ะสิ”

            วาโยบอกพลางเหยียดยิ้มเยาะใส่ ส่วนเตโชนั้นชะงักกึก แล้วจ้องมองคนพูดด้วยแววตาวาววับ

            “อย่ามาเรียกฉันเจ้าเปี๊ยกนะ!

            “ก็แค่พูดความจริง”

            วาโยย้อนด้วยคำพูดเดียวกับเตโช พลางยักไหล่นิด ๆ ทำเอาเด็กหนุ่มร่างเล็กกัดฟันกรอดด้วยความโมโห แล้วลุกขึ้นพรวดเตรียมจะลุยเต็มที่ ทว่า...

            “เงียบได้แล้ววาโย นายด้วยเตโช ที่นี่เป็นสถานศึกษา ที่ผู้คนเข้ามาเรียนหาความรู้ ไม่ใช่ที่สำหรับทะเลาะวิวาท”

            เด็กหนุ่มผู้เงียบขรึมเย็นชาบอกขึ้นเรียบ ๆ ทว่านัยน์ตาคมกริบกวาดมองทั้งคู่ทีละคน วาโยทำเสียงฮึในลำคอ ก่อนจะนิ่งเงียบไป ส่วนเตโชเม้มปากน้อย ๆ  แล้วจึงพยักหน้ารับรู้ค่อย ๆ

            “จัดการได้เรียบร้อยเหมือนเดิมเลยนะครับ ดิน”

            อาโปเอ่ยชื่นชม ทำให้เตโชหันมามองอย่างนึกหมั่นไส้ ส่วนวสุธาไม่ได้ตอบอะไร เขาลุกขึ้นจากโต๊ะเงียบ ๆ ทำเอาคนอื่นสะดุ้งนึกว่าเด็กหนุ่มโกรธ ทว่าเพียงครู่เดียว วสุธาก็กลับมาพร้อมขนมปังสี่ถุง นมหวานหนึ่งกล่อง นมช็อกโกแลตอีกหนึ่งกล่อง

            “ของนาย”

            เด็กหนุ่มพูดสั้น ๆ แล้วส่งขนมปังมาให้วาโยสามถุง พร้อมกับนมช็อกโกแลต ส่วนของตัวเองมีเพียงนมหวานและขนมปังอีกถุงเท่านั้น วาโยนิ่งอึ้งรับมา ก่อนจะอมยิ้มน้อย ๆ แล้วบอกกลับไปสั้น ๆ เช่นกัน

            “ขอบใจ”

            เรื่องควรจะลงเอยด้วยความสงบเรียบร้อย ถ้าไม่ใช่เพราะวาโยจะหันมายักคิ้วให้กับคนร่างเล็กที่นั่งถัดจากอาโปไปอีก

            “หาเรื่องรึไง!

            “เตโช”

            วสุธาปรามทั้งที่ไม่หันไปมอง ทำเอาเตโชต้องกัดฟันกรอดแล้วสะบัดหน้าไม่ยอมหันไปทางวาโยอีก

            “ไม่ต้องยิ้ม นายด้วย ...เย็นนี้ฉันจะบอกให้ที่ครัวลดอาหารเย็นนายเหลือครึ่งหนึ่ง โทษฐานชอบทำตัวหาเรื่อง”

            วาโยที่กำลังยิ้มเยาะชะงักกึก พลางหันมามองคนที่กำลังกินขนมปังด้วยสายตาประท้วง แต่วสุธาก็ไม่สนใจ

            “พวกนายนี่แปลกดีแฮะ ทำตัวเหมือนพี่น้องกันเลยนะ”

            คมกฤชเอ่ยขึ้นบ้าง หลังจากนั่งอึ้งดูทั้งสี่คนมาได้สักพัก ทว่าคำพูดของเด็กหนุ่มนั้นกลับทำให้พวกเขาชะงักเล็กน้อย แล้วต่างมีท่าทีกลับมาเป็นปกติในเวลาอันรวดเร็ว

            “จะแปลกอะไรก็ในเมื่อพวกเขาเป็นญาติกัน”

            จรัลขัดเพื่อน เพราะลูกพี่ลูกน้องบางบ้านก็ถูกเลี้ยงดูมาให้สนิทเหมือนพี่น้องแท้ ๆ ก็มี

            “จริงสินะ ฉันก็ลืมไป”

            คมกฤชบอกพลางหัวเราะเบา ๆ ส่วนคนอื่น ๆ ก็ยิ้มน้อย ๆ แล้วต่างชวนเพื่อนใหม่ของพวกเขาคุยกันเรื่องเปื่อยไร้สาระไปตลอดพักกลางวันโดยไม่ได้สนใจสายตาร้อนแรงของสาว ๆ ที่กำลังมองอยู่ห่าง ๆ

 

            “นี่สินะ F4 ของแท้...ดอกไม้งามในหมู่ชายเถื่อน”

            เสียงเด็กสาวคนหนึ่งพึมพำด้วยใบหน้าที่ออกอาการเพ้อฝันเต็มที่ ทว่าคำพูดของเธอนั้นกลับเป็นที่เห็นด้วยของเพื่อน ๆ ที่เหลือ

            “นั่นสิ...อืม พวกเรามาตั้งแฟนคลับกันดีไหม หล่ออย่างนี้ควรเก็บไว้เป็นอาหารตา เป็นสมบัติของทุกคน ไม่ควรปล่อยให้ใครฉกชิงไปกกให้เสียของ พวกเธอว่าไงล่ะ”

            เด็กสาวอีกคนเสนอ คนอื่นมองอย่างลังเล เพราะลึก ๆ แล้วพวกเธอก็อยากเป็นเจ้าของคนหล่อ ๆ แบบนั้น แต่พอมาคิดว่าหากเป็นคนอื่นได้หนึ่งในสี่ไปครอบครองแล้วมาเดินเย้ยใส่ล่ะก็...

            “ตกลง! งั้นพวกเรามาร่างกฎในการเป็นแฟนคลับกัน จะได้ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ตบตีแย่งชิงกันทีหลัง!

            ทั้งหมดต่างเห็นดีด้วย แล้วรวมกลุ่มกันคิดกฎด้วยท่าทางจริงจัง จนอาจารย์ที่ผ่านมานึกว่าพวกสาว ๆ กำลังรวมกลุ่มกันติวหนังสือ จึงเผลออุทานด้วยความชื่นชม ทว่าบรรดานักเรียนชายที่อยู่แถวนั้นและได้ยินทุกอย่างดีมาแต่ต้น กลับหันมามองอาจารย์ท่านนั้นพร้อมยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะสั่นศีรษะไปมาอย่างระอา พลางเดินหนีออกห่างพวกสาวเหล่านั้นอย่างนึกขยาดขึ้นมาตงิด ๆ

 

            ตกเย็นหนุ่มรูปงามทั้งสี่ก็ต้องทำให้เพื่อนนักเรียนตกตะลึงอีกครั้ง เมื่อมีรถลีมูซีนหรูสีดำมาจอดรับพวกเขาถึงหน้าประตูโรงเรียน

            “ผมบอกแล้วไงว่าไปกลับเองได้น่ะคุณชานนท์”

            วสุธาตำหนิคนที่มารับเขา ชายวัยกลางคนสวมสูทภูมิฐานหน้าตาและบุคลิกดูสง่าแย้มยิ้มเจื่อนลงน้อย ๆ ก่อนจะแย้งค่อย ๆ ตามมา

            “แต่ผมมีหน้าที่ดูแลพวกคุณทั้งสี่ที่นี่ครับ จะปล่อยให้พวกคุณลำบากโดยการไปแออัดยัดเยียดนั่งรถเมล์ของพวกมนุษย์ได้ยังไงล่ะครับ”

            ชานนท์รีบบอกก่อนจะสะดุ้งเมื่อวสุธาปรายตามา ทำให้ชายวัยกลางคนนึกขึ้นได้ว่าเผลอหลุดคำพูดต้องห้ามไปเสียแล้ว

            “ขออภัยครับ”

            “ไม่เป็นหรอกน่าดิน ดีเสียอีก เรียนก็เหนื่อยแล้ว มีรถรับไปกลับก็ยิ่งดีใหญ่”

            วาโยเอ่ยขัดอย่างรำคาญ เพราะเขาหิวและอยากจะกลับไปกินข้าวเย็นที่บ้านจะแย่อยู่แล้ว แต่วสุธากับชานนท์ก็เอาแต่คุยกันอยู่ไม่เลิก จนกลายเป็นเป้าสายตาของทั้งโรงเรียนไปเรียบร้อย

            “ผมว่าแบบนี้ก็ดีไปอีกแบบนะครับดิน  คิดดูสิครับ ถ้าเกิดกลับรถโดยสารอื่น ๆ พร้อมกับ คนอื่นถ้ามีเรื่องขึ้นมา ก็คงลำบากใช่ไหมครับ”

            อาโปเน้นคำพูดบางคำทำให้คนฟังชะงัก ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ

            “งั้นก็ได้...”

            ชานนท์ฟังแล้วก็ยิ้มรับอย่างยินดี จากนั้นเขาจึงเปิดประตูให้ทั้งสี่ขึ้นรถ แล้วตัวเองก็เดินไปนั่งข้างคนขับ ก่อนสั่งให้รถแล่นออกไป

 

            “นี่ คุณชานนท์ พรุ่งนี้ให้พ่อครัวทำข้าวกล่องให้ด้วยสิ รู้ไหมว่าวันนี้ผมได้กินขนมปังแค่สามถุงกับนมกล่องเดียวเองนะ น่าอนาถไหมล่ะ”

            นั่งรถมาได้สักพัก วาโยก็บ่นติดอ้อนนิด ๆ จนคนที่ซื้อขนมปังให้กินเหลือบมองอย่างหมั่นไส้

            “ใครใช้ให้ตำหนิอาหารที่โรงอาหารไปหมดกันล่ะ อีกอย่างเดินไปซื้อให้กินก็น่าจะพอใจแล้วนะ”

            “ก็ใครใช้ให้นายบอกเลิกข้าวกล่องแต่แรกล่ะ!

            วาโยแย้งกลับ แต่นั่นทำให้คนฟังที่นั่งเงียบ ๆ ขัดขึ้น

            “เรื่องมาก อาหารโรงเรียนก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรสักหน่อย”

            วาโยหันขวับมาเขม่นไม้เบื่อไม้เมาของตน แล้วยักไหล่นิด ๆ

            “ลิ้นจระเข้อย่างนาย กินอะไรมันก็เหมือน ๆ กันล่ะ แล้วถ้าอร่อยจริง มีหรือที่ดินจะยอมกินขนมปังเหมือนฉันน่ะ”

            วสุธาชะงักเล็กน้อยที่ถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วมในการทะเลาะกันของทั้งคู่  แล้วเหลือบมองกระจกรถยนต์ด้านหน้าที่มีสายตาของชานนท์มองกลับมาอย่างเป็นกังวล ว่าจะเกิดการทะเลาะวิวาทกันบนรถหรือไม่

            “ชานนท์ พรุ่งนี้คุณก็สั่งให้คนจัดข้าวกล่องส่วนของวาโยมาแล้วกัน ...แล้วพวกนายล่ะจะเอาด้วยไหม”

            เด็กหนุ่มผู้เงียบขรึมหันมาถามอีกสองคน อาโปยิ้มน้อย ๆ ยังไม่ตอบ แต่เหลือบมามองคนตัวเล็กข้างเขา

            “ไม่ล่ะ ฉันไม่ใช่เด็กอนุบาล ถึงจะได้พกข้าวกล่องไปกินโรงเรียน”

            เตโชตอบเรียบ ๆ แต่ทำให้คนที่ถูกพาดพิงกัดฟันกรอด วสุธาลอบถอนหายใจ ก่อนจะหันไปทางอีกคน

            “แล้วนายล่ะอาโป”

            “ผมเอาแบบเตโชก็ได้ครับดิน”

            คนตัวเล็กเหลือบมองคนข้างเขาแล้วค้อนขวับให้ นึกหมั่นไส้ขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ คงเป็นเพราะท่าทางยิ้ม ๆ และคำพูดสุภาพ ที่เจ้าตัวมีกับคนอื่นเสมอ แต่ไม่ค่อยมีใครดูออกหรอกว่า  จริง ๆ แล้วอีกฝ่ายนั้นคิดอะไรอยู่กันแน่

            “แล้วนายล่ะดิน ไม่กินด้วยกันหรือข้าวกล่องน่ะ”

            วาโยหันไปถามแล้วจ้องอย่างไม่ค่อยพอใจนัก วสุธานิ่งเงียบชั่วครู่ แล้วสั่นศีรษะเบา ๆ

            “ฉันจะกินอาหารโรงเรียน”

            “เออ! ท้องเสียก็อย่ามาบ่นทีหลังแล้วกัน!

            วาโยประชด แล้วทำเป็นเมินมองไปอีกทางอย่างหงุดหงิด ส่วนเตโชยิ้มนิด ๆ ที่มุมปากอย่างสะใจ  ทางด้านอาโปมองทั้งคู่แล้วอมยิ้มน้อย ๆ กับอาการ ติดพี่ที่วาโยและเตโช แสดงออกมาให้เห็น

 

            ทว่าระหว่างทั้งสี่กำลังนั่งเงียบ ๆ อยู่ในรถ พวกเขาก็ต้องชะงักเล็กน้อย เมื่อสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างด้านนอก ก่อนที่รถลีมูซีนคันหรูจะเบรกสุดแรง จนคนที่นั่งบนเบาะแทบจะตกเบาะหล่นลงมาถ้าเกาะพนักพิงไม่ทัน

            “ฮ่า ๆ ในนั้นมียักษ์น้อย ๆ น่ากินอยู่ใช่ไหม ...ส่งมันมาให้ข้า ...ข้าจะกินหัวใจของพวกมันเอง!

            ร่างสูงใหญ่ เกือบสามเมตร หน้าตาดุดัน มีเขี้ยวยาวพ้นริมฝีปากมาเกือบฟุต กลางหน้าผากมีเขาสีขาวโง้งยาวงอกออกมา ผมสั้นเกรียนสีดำ ท่อนบนเปลือยเปล่า แต่ท่อนล่างสวมกางเกงผ้าขาดเป็นริ้ว ๆ   ร่างนั้นกระโดดออกมายืนขวางหน้ารถ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโวยวายของบรรดาไทยมุงที่ผ่านไปมาแถวนั้น

            “พวกดีแต่บ้าพลังแต่สติปัญญาต่ำเอ๊ย ...สงสัยจะเป็นไอ้พวกนอกคอกของตระกูลสายรองแน่”

            วาโยสบถเบา ๆ อย่างหงุดหงิดมากขึ้น เขาดัดมือแล้วทำท่าจะขยับตัวลุก ทำให้วสุธาต้องเอ่ยเตือน

            “อย่าให้มันเอิกเกริกนักนะวาโย”

            “รู้แล้วน่า ไว้เป็นหน้าที่ของฉันเอง”

            วาโยบอกพลางยกยิ้มด้วยความมั่นใจ เขาเดินลงจากรถ ตามไปสมทบพวกชานนท์และบอดี้การ์ดอีกสี่คน ที่ขับรถตามมาอีกคัน ทั้งหมดกำลังตรงเข้าขัดขวางไม่ให้ร่างสูงใหญ่ตรงหน้าลงมือโจมตีนายน้อยคนสำคัญของพวกตน

            “ถอยไป ผมจัดการเอง!

            วาโยบอกด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ทำให้ชานนท์และเหล่าชายในสูทดำชะงักงัน ก่อนจะสบตากันแล้วขยับถอยฉากออกมา แต่ก็ยังคงอยู่ในระยะที่ให้ความช่วยเหลือได้ หากอีกฝ่ายพลั้งเผลอ

            “ออกมาเรียนวันแรก ก็มีเรื่องเลยแฮะ แต่ก็ดี กำลังหาที่ระบายอารมณ์อยู่พอดี!

            เด็กหนุ่มพึมพำด้วยสีหน้าท่าทางดูสนุกสนาน ส่วนสิ่งมีชีวิตอันน่าตื่นตระหนกก็แสยะยิ้มเมื่อเห็นเหยื่อที่ตนต้องการลงมาหาถึงที่  ทว่าก่อนที่จะเริ่มลงมือปะทะกัน วาโยก็ชะงักเล็กน้อย ราวกับจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

            “ไม่ได้การ ๆ ขืนลืมตัวเดี๋ยวดินจะโกรธเอา”

            วาโยพึมพำเบา ๆ แล้วหันไปทางชานนท์ ก่อนจะออกคำสั่ง

            “คุณชานนท์ ช่วยลบความทรงจำของคนแถวนี้หน่อย ผมจะกั้นเขตแดน!

            ชานนท์สะดุ้ง แล้วรีบโค้งรับคำสั่งทันที

            “ครับ คุณวาโย!

            จากนั้นพอชายวัยกลางคนยื่นมือไปข้างหน้า ก็บังเกิดหมอกควันหนาทึบไปทั่ว ผู้คนละแวกนั้นค่อย ๆ หลับผล็อยไปทีละคนสองคน เห็นดังนั้นวาโยจึงแย้มยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ  สิ่งมีชีวิตเบื้องหน้ากัดฟันกรอดที่ถูกเมินและพุ่งตรงเข้าโจมตีโดยการใช้มือใหญ่โตนั้นอัดไปที่ร่างของเด็กหนุ่มเต็มแรง

            “คุณวาโย!

            ชานนท์อุทานด้วยความตกใจ ก่อนจะหลุดถอนหายใจอย่างโล่งอกตามมา เมื่อพื้นผิวถนนบริเวณที่ถูกแรงหมัดแตกเป็นหลุมลึก ไร้ซึ่งร่างนายน้อยของเขาอย่างที่ควรเป็น  หากแต่เจ้าของร่างกำลังกระโดดลอยตัวอยู่กลางอากาศ ประสานมือทั้งสองเป็นสัญลักษณ์สามเหลี่ยม ฉับพลัน กล่องโปร่งแสงก็ลอยออกมาจากมือของเขา และขยายตัวครอบคลุมสร้างกำแพงโปร่งใสเป็นบริเวณกว้างอย่างรวดเร็ว ผู้คนรอบด้านหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ เหลือแต่เพียงวาโย และสิ่งมีชีวิตใหญ่โตเบื้องหน้าเท่านั้น

            “หึ ๆ ต่อให้กางเขตแดนไป ก็ใช่ว่าจะช่วยให้เจ้าได้เปรียบข้าหรอกนะ!

            ร่างสูงใหญ่ตวาดลั่น ทว่าวาโยที่ค่อย ๆ ลอยลงมายืนอยู่บนพื้นกลับยักไหล่นิด ๆ แล้วเปรยตอบ

            “คิดว่าฉันกางเขตแดนเพราะเรื่องพรรค์นั้นหรือ  หึ! ช่วยไม่ได้นี่นะ พวกตระกูลสายรองก็มีแต่พวกสมองทึบแทบทั้งนั้น”

            “หุบปากของเจ้านะ เจ้ายักษ์น้อยโอหัง!

            เสียงตวาดดังลั่นจนพื้นดินรอบด้านสั่นสะเทือน ทว่าวาโยกลับไม่ได้ตื่นตระหนก ตรงข้ามกับยืนนิ่งเฉยมองร่างใหญ่เบื้องหน้าอย่างใจเย็น

            “ข้าจะกินหัวใจของเจ้า แล้วนำซากของเจ้าส่งไปให้ราชาหน้าโง่ที่เห็นมนุษย์ดีกว่าพวกตัวเองนั่นเสีย!

            ร่างสูงใหญ่ตวาด วาโยทำท่าหาวยาวอย่างเบื่อหน่าย นั่นยิ่งทำให้อีกฝ่ายเดือดดาลมากยิ่งขึ้น

            “ตายเสียเถอะแก!

            ขาดคำ ร่างนั้นก็ตรงไปคว้าเสาไฟข้างทางแล้วหักมันออกมาติดมืออย่างง่ายดาย ก่อนจะจับมันฟาดลงไปที่ร่างของเด็กหนุ่มโดยไม่สนสายไฟระโยงระยางเกะกะนั่นสักนิด

            “เฮ้อ...ดีนะที่กางเขตแดนไว้ ไม่อย่างนั้นคงต้องมาเก็บกวาดหนักทีหลังแน่”

            วาโยพึมพำ แล้วพลิ้วตัวหลบได้อย่างไม่ลำบาก เขาถอนหายใจเมื่อเห็นร่างตรงหน้ายิ่งบ้าคลั่งหนักกว่าเดิม

            “ขี้เกียจเล่นด้วยแล้ว หิวข้าวจะตาย แถมมื้อเย็นดินยังจะมาสั่งงดข้าวครึ่งหนึ่งอีก”

            เด็กหนุ่มบ่นอุบกับตัวเอง โดยทำเป็นเมินร่างที่กำลังอาละวาดเสีย ทว่าเมื่อเสาไฟฟ้าต้นเดิมถูกฟาดมาที่ร่างเขาอย่างประชิดตัวจนยากหลบ มือเรียวยาวจึงยกขึ้นดันเบา ๆ กันเอาไว้อย่างง่ายดาย ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้จู่โจม

            “ฉันมีทางเลือกให้นายสองทาง หนึ่ง ไสหัวกลับไปแล้วอย่าโผล่มาให้พวกฉันเห็นหน้าอีก และสอง...ตายซะ”

            ท้ายประโยคน้ำเสียงฟังดูเยียบเย็นจนอีกฝ่ายเสียวสันหลังวาบไปชั่ววูบ เจ้าตัวกัดฟันกรอดอย่างโมโหระคนหวาดกลัวเมื่อได้รับรู้ถึงพลังอันแท้จริงของหนึ่งในว่าที่ทายาทราชายักษ์ตรงหน้า

            “ถึงยังไงข้าก็ต้องถูกตามล่าอยู่ดี สู้ฆ่าเจ้าแล้วกินหัวใจของเจ้ามาเพิ่มพลังเสียยังดีกว่า!

            วาโยถอนหายใจอย่างระอาต่อคำพูดนั้น เขาแสร้งสั่นศีรษะไปมาค่อย ๆ แล้วจึงปรากฏรอยยิ้มเย็นชาขึ้นบนใบหน้าคมคายนั่น

            “งั้นก็เลือกตายสินะ”

            ขาดคำของเด็กหนุ่ม เส้นผมที่เคยสั้นปรกคอก็ค่อย ๆ ยาวสยายอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนเป็นสีเงินอย่างน่าอัศจรรย์ นัยน์ตาสีดำขลับกลับกลายเป็นสีเทา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายก็ปรากฏรอยอักขระโบราณที่ซีกหน้าข้างขวาไล่ยาวไปถึงแขนและลำตัว กลางหน้าผากมีเขาสีเงินงอกออกมาเกือบฝ่ามือ แต่ร่างกายนั้นกลับหาได้ขยายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าใดนัก

            “จะ...เจ้า เป็นยักษ์ลมหรอกหรือนี่”

            ร่างสูงใหญ่เอ่ยละล่ำละลักอย่างตกใจ เพราะยักษ์ที่มีอักขระเวทธาตุยามแปลงร่างนั้น หาได้ยากยิ่งในหมู่ยักษ์ด้วยกัน โดยสีของเขาที่งอกออกมากลางหน้าผาก และอักขระเวทแต่ละชนิดก็จะแตกต่างกันออกไปตามแต่สายพลังเวทที่เจ้าของร่างมี 

            “ดูออกด้วยหรือ ฉลาดกว่าที่คิดไว้อีกนะ”

            “มะ...ไม่จริง นอกจากบุตรคนโตของราชายักษ์แล้ว ไม่มีทายาทคนใดที่มีมารดาเป็นเชื้อสายบริสุทธิ์ของเผ่าพันธุ์ยักษ์นี่ แล้วเจ้าจะได้รับพลังเวทธาตุลมมาได้อย่างไรกัน!

            วาโยหรี่ตามองร่างตรงหน้าที่ดูจะรู้ข้อมูลพวกตนเป็นอย่างดี แต่เขาก็ไม่ค่อยแปลกใจเท่าใดนัก  ตอนอาศัยอยู่กับมารดาตามลำพังก่อนที่จะถูกเรียกตัวกลับไปพบราชายักษ์ผู้เป็นบิดา เขาก็ถูกลอบทำร้ายจากพวกปีศาจทั้งเผ่าเดียวกันและต่างเผ่ามาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว

            “ไม่แปลกอะไรที่นายจะไม่รู้ ...เพราะพวกที่รู้ ก็ตายหมดนี่นะ”

            วาโยบอกด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย ก่อนจะหันมายิ้มเยียบเย็นให้ร่างสูงใหญ่ที่เผลอก้าวถอยหลังอย่างลืมตัว

            “งั้นเพื่อเป็นของขวัญก่อนตาย จะบอกแถมให้แล้วกัน นอกจากฉันแล้ว พวกพี่น้องของฉันอีกสามคนนั่น ก็มีพลังเวทธาตุในตัวด้วยกันทั้งนั้น ... แต่มันก็ไม่แปลกอะไรนักหรอก ก็พ่อของพวกเราเป็นถึงราชายักษ์ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งครอบครองพลังเวทธาตุพื้นฐานทั้งสี่นี่นะ”

            คนฟังตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะลนลานหนีตายอย่างตื่นตระหนก หากฝั่งตรงข้ามเป็นยักษ์ธรรมดาทั่วไปเขาก็คงเสี่ยงสู้ตายเต็มที่  แต่ยักษ์ที่มีเวทธาตุในร่างนั้นแตกต่างออกไป นอกจากพลังกายที่แข็งแกร่งแล้ว ยังมีพลังเวทมหาศาลที่มีฤทธานุภาพผิดจากยักษ์ทั่วไปในเผ่าอีกด้วย  โดยเฉพาะยักษ์ที่ครอบครองพลังธาตุพื้นฐานซึ่งช่วยเสริมพลังในการต่อสู้เช่นอีกฝ่ายด้วยแล้ว ยักษ์ปลายแถวที่มีเพียงกำลังและฤทธิ์เล็กน้อยอย่างเขามีหรือที่จะสู้ได้

            “หนีไม่รอดหรอก...หึ”

            วาโยมองตามแผ่นหลังใหญ่โตที่วิ่งหนีไปสุดกำลัง แล้วยกยิ้มเย็นชา เขายื่นมือออกไปด้านหน้าชี้นิ้วไปที่ร่างนั้น ก่อนจะทำท่ายิงค่อย ๆ ใส่อีกฝ่าย

            “ปัง!

            เด็กหนุ่มเอ่ยเบา ๆ พร้อมกับที่สายลมคมกริบนับร้อยพัดจากเบื้องหน้าเขาตรงเข้าตัดร่างเนื้อสูงใหญ่ขาดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ส่งกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว จนเจ้าตัวนิ่วหน้า

            “อา...สงสัยต้องงดเนื้อเย็นนี้เสียแล้วแฮะ”

            วาโยยักไหล่นิด ๆ แล้วหลับตาลงช้า ๆ เส้นผม สีตารวมถึงอักขระประหลาดบนร่างกาย และเขากลางหน้าผากก็กลับคืนสู่สภาพก่อนหน้านั้นอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มประสานมือเป็นสัญลักษณ์เดิมอีกครั้งเหมือนตอนสร้างเขตแดน กำแพงโปร่งใสที่ล้อมอาณาบริเวณละแวกนี้ก็ถูกดูดกลับสู่ฝ่ามือของเขา ร่องรอยการอาละวาดและความเสียหายที่อีกฝ่ายทำไว้ก็กลับกลายเป็นอย่างเดิม ยกเว้นซากศพที่ถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนั่น

            “ฝากจัดการให้ด้วยแล้วกัน”

            วาโยเดินล้วงกระเป๋าแล้วออกคำสั่งต่อชานนท์ที่ลอบกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะโค้งรับแล้วสั่งให้ลูกน้องจัดการทางนี้ให้เรียบร้อย ส่วนตัวเขาก็ออกคำสั่งให้คนขับรถลีมูซีนนำทั้งสี่คนกลับบ้านไปก่อน ชายวัยกลางคนเหลือบดูซากศพเคราะห์ร้ายตรงหน้าพลางคิดในใจอย่างขยาด

          ช่างสมกับเป็นทายาทของราชายักษ์คนปัจจุบันจริง ๆ แม้แต่ความเด็ดเดี่ยวและโหดเหี้ยมก็ถอดแบบกันมาไม่มีผิด

            จากนั้นชานนท์ก็รอจนลูกน้องของตนเก็บกวาดจนเสร็จและใช้พลังพิเศษของเขาฟื้นคืนสติไทยมุงที่ถูกทำให้สลบเหล่านั้น ทั้งหมดมีสีหน้ามึนงง และไม่รู้ว่าพวกตนหลับไปได้อย่างไร แต่ที่แน่ ๆ ทุกคนได้ลืมเหตุการณ์ที่เห็นสิ่งมีชีวิตประหลาดน่าอัศจรรย์ที่ปรากฏตัวก่อนหน้านั้นจนหมดสิ้น

 

             วสุธาเหลือบมองเด็กหนุ่มที่นั่งข้างเขาก่อนจะหันไปลอบถอนหายใจเบา ๆ กลิ่นคาวเลือดยังคงเหลือติดร่างเจ้าตัวมา แม้จะเบาบางมากก็ตาม แต่เขาก็ยังสัมผัสได้อยู่ดี

            “ฆ่าอีกแล้วสินะ”

            “ช่วยไม่ได้ ให้โอกาสหนีแล้วแต่ไม่ยอมเอง ฉันไม่ผิดนะ”

            วาโยรีบแย้ง แต่เมื่อเห็นวสุธาเงียบไป เด็กหนุ่มก็เริ่มมีสีหน้าหมองลงก่อนจะเริ่มถามด้วยน้ำเสียงอ้อน ๆ

            “โกรธหรือดิน...”

            “เฮอะ! ถ้าโกรธดินคงจะยอมพูดด้วยหรอก รู้ดีแท้ ๆ จะถามทำไม!

            เตโชเอ่ยขัดอย่างหมั่นไส้ ไม่ชอบที่พี่ชายคนที่สามทำมาอ้อนพี่ชายคนโตต่อหน้า และที่สำคัญวสุธาก็มักจะใจอ่อนกับวาโยอยู่เสมอ ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นตัวปัญหาและชอบขยันก่อเรื่องที่สุดในหมู่พี่น้องแท้ ๆ

            “ไม่เอาน่าไฟ รู้ว่าอิจฉา แต่ทะเลาะกันไม่ดีนะครับ”

            อาโปที่นั่งข้าง ๆ แย้งพร้อมรอยยิ้ม แต่ทำให้คนฟังสะดุ้งเฮือก แล้วรีบหันไปโวยวายใส่ทันที

            “ใครอิจฉา! พูดจาให้มันระวังปากหน่อยนะนายน่ะ!

            “ปิดปากน้องชายคนโปรดนายไว้เลยนะน้ำ ฉันจะคุยกับดินแบบเงียบ ๆ ไร้คนรบกวน”

            วาโยหันไปบอกพี่ชายคนรอง ที่อายุมากกว่าเขาแค่หนึ่งเดือน แล้วจึงหันไปทางวสุธาอีกครั้ง

            “ถ้านายไม่โกรธ เย็นนี้ช่วยเพิ่มข้าวให้ฉันเหมือนเดิมได้ไหม ออกแรงมากแบบนี้ ฉันยิ่งหิวหนักไปอีกน่ะ”

            เด็กหนุ่มรีบอ้อน โดยไม่สนสายตาเขม่นของเตโชที่มองมาแม้แต่น้อย วสุธาลอบถอนหายใจ แล้วหันไปบอกกับอีกฝ่าย

            “จะลองคิดดู...”

            วาโยแย้มยิ้มกว้างอย่างยินดี แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินประโยคถัดมา

            “ถ้าสามารถสงบปากสงบคำไม่ทะเลาะกับเตโชไปจนถึงบ้านได้ล่ะนะ”

            เตโชหลุดหัวเราะก๊ากออกมาอย่างสะใจ แล้วจากนั้นน้องคนสุดท้องที่อายุห่างจากพี่คนโตแค่สามเดือนก็เริ่มลงมือกลั่นแกล้งพูดจากกระแนะกระแหนพี่คนที่สามไปตลอดทาง วาโยนั้นได้แต่ท่องอดทนไว้ ด้วยความโมโห แต่แล้วก็อดไม่ได้ระเบิดลงก่อนจะถึงบ้านแค่อีกห้าสิบเมตรเท่านั้น

            “งดข้าวเย็นทั้งคู่นะวันนี้ แล้วนั่งคุกเข่าสำนึกผิดที่ห้องนั่งเล่นหนึ่งชั่วโมงด้วย”

            วสุธาออกคำสั่งด้วยใบหน้าเรียบเฉย และด้วยคำสั่งของบุตรชายคนโตของราชายักษ์ และพี่ชายซึ่งเป็นที่รักของน้องสามและสี่ นั่นจึงทำให้วาโยกับเตโชต้องยอมรับโทษทัณฑ์นั้นไปอย่างจำใจ ส่วนอาโปพี่ชายคนรองผู้แสนดี ก็แสดงออกถึงความเห็นใจน้องชายทั้งสองโดยการนำอาหารนานาชนิดมากินยั่วคนที่กำลังนั่งคุกเข่าสำนึกผิดในห้องนั่งเล่นด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยกว่าปกติเป็นพิเศษ จนทำให้วาโยและเตโชถึงกับคิดตรงกันเป็นครั้งแรกว่า จะหาทางแก้เผ็ดอีกฝ่ายคืนให้จงได้

           

            รายงานผ่านจอโน้ตบุคจากคนสนิทซึ่งถูกส่งไปให้ดูแลบุตรชายทั้งสี่ ทำให้ร่างสูงสง่าซึ่งกึ่งนั่งกึ่งเอนบนเก้าอี้หนังอย่างดี หลุดแย้มยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะปิดเครื่องลง แล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงาน ตรงไปยังสวนหน้าคฤหาสน์ ที่มีร่างงดงามของสตรีผู้หนึ่งกำลังจัดโต๊ะอาหารว่างรออยู่

            “อ้าว...ลงมาแล้วหรือคะ ฉันกำลังจะให้สาวใช้ไปตามคุณมาพักทานอาหารว่างอยู่เชียว”

            ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคมคาย และมีเรือนร่างสูงใหญ่สมส่วนราวดังเทพบุตรกรีก แย้มยิ้มให้กับสตรีเบื้องหน้าเขา

            “มีอะไรหรือคะอธิป ดูคุณอารมณ์ดีจริงนะคะวันนี้”

            หญิงสาวเอ่ยทักอย่างแปลกใจ อีกฝ่ายยกยิ้มน้อย ๆ แล้วบอกออกไปตามตรง

            “ก็ไม่มีอะไรมากหรอกมันตรินี แค่ลูกชายคนที่สามของฉันก่อเรื่องอีกแล้ว”

            ร่างโปร่งอุทานเบา ๆ เอามือทาบอก แล้วเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง

            “แล้ววาโยเป็นไงบ้างคะ เป็นอันตรายหรือเปล่า”

            อธิปหัวเราะเบา ๆ ต่อท่าทางที่หญิงสาวแสดงออก ก่อนจะสั่นศีรษะไปมา

            “เธอนี่นะ ขนาดแม่แท้ ๆ ของเด็กนั่น เขายังไม่ห่วงลูกชายตัวเองเลยด้วยซ้ำ”

            ทว่าร่างโปร่งกลับส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม

            “ไม่หรอกค่ะคุณ จริง ๆ แล้ว มายาวี รักวาโยมาก แต่ที่ต้องทำเป็นเย็นชาไร้เยื่อใยและตัดใจส่งเด็กคนนั้นกลับมาง่าย ๆ  เพราะไม่อยากให้ใครใช้เธอและวาโยมาเป็นหมากในการเลือกทายาทสืบทอดต่อจากคุณต่างหาก”

            อธิปยิ้มตอบให้กับคนรัก แม้มันตรินีจะถูกคัดเลือกมาให้เป็นราชินีของเขาโดยที่เขาไม่ได้สมัครใจ แต่ด้วยนิสัยอันอ่อนโยนของหล่อน ก็ทำให้เขาตกหลุมรักได้ไม่ยากนัก

            ทว่านอกจากมันตรินีที่เป็นเผ่ายักษ์สายเลือดบริสุทธิ์ และมายาวีที่เป็นเผ่าพรายซึ่งงดงามและแข็งแกร่งแล้ว อธิปยังมีหญิงคนรักอีกสองนาง  ก็คือ  เกวลีหญิงสาวเผ่าเงือกผู้ซึ่งเข้าใจในตัวเขามากกว่าใคร  และอารียา หญิงสาวชาวมนุษย์ผู้อ่อนหวาน บอบบาง ไร้เดียงสา

            แต่ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นชายาของราชายักษ์ ทว่าอีกสามนางนั้นเป็นคนต่างเผ่า จึงไม่ได้รับการแต่งตั้งและยอมรับจากเผ่าพันธุ์ยักษ์ หากก็ยังได้รับการยกเว้นเฉพาะแต่ทายาทสืบเชื้อสาย ที่สามารถเข้ามาอาศัยในเขตแดนของวังอสูร และมีสิทธิ์สืบทอดเป็นทายาทต่อจากราชายักษ์คนปัจจุบันได้

            “ฉันเป็นห่วง เกวลี กับ มายาวีจังค่ะ ไม่รู้ว่าพวกเธอจะถูกรังควานมากไหม ทั้งพวกด้านนอกนั่น แล้วก็พวกท่านพ่อ...”

            มันตรินีพึมพำอย่างรู้สึกผิด  เธอรู้ดีว่าบิดาต้องการหนุนวสุธาบุตรชายของเธอให้เป็นทายาทต่อ และเคี่ยวเข็ญเด็กหนุ่มให้เรียนรู้ทุกอย่างที่เหมาะสมในการเป็นทายาท โดยปลูกฝังความเกลียดน้อง ๆ ทั้งสามไปด้วย และหาทางเล่นงานเด็กทั้งสามซึ่งถูกเลี้ยงดูจากภายนอกอยู่เสมอ   แต่เมื่ออธิปเรียกลูกชายทั้งหมดให้กลับมาอยู่ในวังอสูรตอนที่ทุกคนอายุ 13 ปี จากการได้ใช้ชีวิตร่วมกันสักระยะ ก็ทำให้ช่องว่างระหว่างพี่น้องเริ่มลดลง สมกับคำว่าสายเลือดยังไงก็ตัดไม่ขาด 

            “ไม่ต้องห่วงหรอก มายาวีน่ะเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว พรายอย่างนางเก่งเสียกว่ายักษ์สายเลือดบริสุทธิ์บางคนของเผ่าเราเสียอีกนะ ส่วนเกวลี ใครล่ะจะหาญกล้าไปยุ่งกับธิดาจ้าวบาดาลอย่างนางได้ มีแต่ยักษ์โง่ ๆ ไร้เงาหัวเท่านั้นล่ะที่จะกล้า”

            อธิปบอกอย่างอารมณ์ดี ทำให้มันตรินีคลายกังวลได้มาก ระยะเวลาไม่กี่ปีที่เธอดูแลบุตรชายของสามีทั้งสี่ ก็ทำให้เธอเอ็นดู และมอบความรักให้พวกเขาราวดังเป็นลูกในไส้ตัวเองก็ไม่ปาน และอีกสามคนนั่นก็นับถือและให้ความเคารพเธอเฉกเช่นมารดาคนหนึ่งเช่นเดียวกัน

            “ถ้าทุกคนได้อยู่ร่วมกันก็คงดีสิคะ ทั้งฉัน มายาวี เกวลี แล้วก็อารียา  ...”

            ชื่อของหญิงสาวอีกคนทำให้อธิปเงียบไป เขาหวนคิดถึงหญิงสาวชาวมนุษย์ผู้อ่อนหวาน ไร้เดียงสา และอ่อนแอผู้นั้น ความรักระหว่างเขากับเธอเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และจบลงอย่างรวดเร็ว อารียาตายหลังจากคลอดเตโชได้เพียงไม่กี่วัน อธิปเลือกที่จะฝากฝังเตโชไว้กับคนสนิทซึ่งอยู่ภายนอก  เพราะวังอสูรในยามนั้นไม่ปลอดภัยนัก เขาเพิ่งจะได้สืบทอดเป็นราชายักษ์ต่อจากราชาองค์ก่อน การปกครองภายในก็ระส่ำระสาย แบ่งพรรคแบ่งพวกเป็นหลายฝ่าย ไม่มีใครไว้ใจได้ แม้แต่คนสนิทอย่างบิดาของมันตรินี ที่ไม่มีทางเห็นบุตรคนอื่นของเขาดีกว่าหลานชายแท้ ๆ ของตนเองแน่

            ใช้เวลาถึงสิบปี กว่าอธิปจะยึดอำนาจเบ็ดเสร็จปกครองเผ่ายักษ์ได้อย่างสมบูรณ์ สิบปีที่เขาทอดทิ้งให้บุตรชายอีกสามคนเติบโตกันเองโดยที่เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เวลาสิบกว่าปีที่ผ่านไม่แปลกเลยสักนิดที่เขาจะได้รับความเย็นชาใส่ ยามเมื่อบุตรชายทั้งสามกลับมาหาเขาอีกครั้ง

            “อธิปคะ...”

            มันตรินีมองสามีของเธอที่นิ่งเงียบไปอย่างเป็นกังวล ราชายักษ์ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหันมายิ้มอ่อนโยนให้อีกฝ่าย

            “ไม่เป็นไร ...คงจะมีสักวัน ที่พวกเราจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขแน่ ฉันเชื่อแบบนั้น”

            อธิปเอ่ยปลอบทำให้มันตรินียิ้มออกมาได้ ราชายักษ์ชักชวนให้ราชินีของเขานั่งทานของว่างร่วมกัน และชวนคุยเรื่องรื่นรมย์ต่าง ๆ โดยทิ้งความกลัดกลุ้มทั้งหลายไว้ในใจไปเงียบ ๆ เช่นนั้น

             

            เสียงท้องร้องดังโครกครากสนั่น จากเด็กหนุ่มที่กำลังเดินย่องไปที่ตู้เย็นในครัวตอนดึก ทว่าเขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเงาคุ้นตายืนดักรอล่วงหน้าแถวนั้น

            “ดิน!

            “มาทำอะไรดึก ๆ ดื่น ๆ ไม่หลับไม่นอน”

            น้ำเสียงเรียบเฉยถามพร้อมกับใบหน้าขรึมตามปกติ ทำให้คนถูกจ้องยิ้มเจื่อน ๆ

            “ง่า...คือมาเดินเล่นนิดหน่อย”

            “เดินเล่นเสียไกลเชียวนะ จากห้องนอนมาถึงห้องครัวนี่น่ะ”

            วสุธาเอ่ยต่อด้วยใบหน้าเย็นชา ทำให้คนที่แก้ตัวต้องร้องโอดครวญออกมา

            “โธ่! ดิน ก็ฉันหิวนี่นา ปกติกินสามมื้อแบบอิ่มหนำสำราญใจทุกวัน พอต้องมาเรียนหนังสือบ้า ๆ นี่ กลับต้องอยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ แถมเมื่อตอนเย็นคืนร่างเดิมไปด้วย ก็ยิ่งหิวหนักไปใหญ่”

            วสุธามองคนโวยวายตรงหน้าเขา แล้วเอ่ยย้อนกลับไป

            “ก็แล้วทำไมต้องคืนร่าง ลำพังแค่ฝีมืออย่างศัตรูครั้งนี้ ไม่เห็นจำเป็นที่นายจะต้องกลับคืนสู่ร่างจริงให้ทางนั้นรับรู้เลยด้วยซ้ำ”

            วาโยสะดุ้ง แล้วทำเป็นเหลือบมองโน่นนี่ จนอีกฝ่ายถอนหายใจเบา ๆ แล้วเปรยบ่นยาวใส่

            “นิสัยไม่คิดหน้าคิดหลัง รักสนุก เอาแต่ความสะใจของนายเมื่อไหร่จะดีขึ้นสักทีนะวาโย หากเจ้ายักษ์ปลายแถวนั่นหนีรอดไปได้ แล้วข่าวเรื่องที่นายกับพวกอาโปและเตโชมีเวทธาตุในร่างหลุดไป พวกระดับสูงทั้งจากเผ่าเราและเผ่าอื่นก็ยิ่งเพ่งเล็งมาที่พวกนายมากขึ้นกว่าเก่าอีกรู้ไหม”

            “แต่ฉันก็เก็บกวาดเรียบร้อยดีแล้วไม่ใช่หรือไง”

            วาโยแย้งเสียงอ่อย แต่ก็ต้องก้มหน้าหลบตาเมื่อวสุธาปรายสายตาเยียบเย็นมาแทนคำพูด

            “ขอโทษ ...ทีหลังจะระวังตัวกว่านี้”

            เด็กหนุ่มบอกอย่างสำนึกผิด เรียกเสียงถอนหายใจแผ่วเบาจากอีกฝ่าย

            “ดี...ถ้าอย่างนั้นก็ไปกินข้าวได้แล้ว แต่นายต้องอุ่นเอาเองนะ”

            วาโยชะงักก่อนจะมองคนพูดอย่างประหลาดใจ

            “หรือว่านายให้ทางครัวเก็บอาหารเย็นให้ฉัน?

            วสุธาไม่ตอบ แต่เดินกลับห้องไปเงียบ ๆ ทิ้งให้คนที่ยืนอยู่นิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะแย้มยิ้มน้อย ๆ ตามมาอย่างดีใจ แล้วตรงไปที่ตู้เย็นหยิบอาหารกล่องใหญ่ที่แพคพลาสติกใสออกมาอุ่นกินอย่างหิวโหย

 

            “ฮึ! อะไร ๆ ก็วาโย หมอนั่นทำเรื่องตั้งกี่ครั้ง ไม่เห็นว่าดินจะโกรธบ้างเลย”

            เตโชบ่นอุบกับตัวเอง หลังจากแอบมองทั้งคู่สนทนากันได้พักใหญ่พอเห็นว่าวสุธาเดินมา เขาก็รีบวิ่งกลับห้องแล้วมาบ่นกับตุ๊กตากระต่ายตัวโตที่ใช้แทนหมอนข้างนอนกอดมาตลอดเกือบสิบปี จนจากที่เคยเป็นสีชมพูกลับกลายเป็นสีจางซีดเก่า แต่ก็ยังคงสะอาดเพราะเจ้าของซักตากอย่างถนอม ทุก ๆ อาทิตย์

            “ช่วยไม่ได้นี่ ถ้าอยากให้ดินรัก ไฟก็ทำตัวอ้อน ๆ ให้มากกว่านี้สิครับ”

            เสียงกระต่ายตอบกลับมา ทำให้เตโชสะดุ้งโหยง ก่อนจะชะงักเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ ชะโงกหน้าไปมองคนที่นั่งแอบอยู่ที่ซอกข้างเตียงเขาอีกด้าน

            “นายเข้ามาที่นี่ได้ไง!

            “ก็ว่าจะแวะเอาเสบียงรอบดึกมาส่ง แต่เห็นไฟไม่อยู่ในห้องก็เลยนั่งรออยู่เรื่อย ๆ ยังไงล่ะครับ”

            เตโชกัดฟันกรอด สาบานได้เลยว่าเขาไม่รู้สึกตัวว่าอีกฝ่ายอยู่ในห้องตอนเข้ามาแม้แต่น้อย แสดงว่าอาโปจงใจลบพลังและตัวตนให้ว่างเปล่า จนเขาจับสัมผัสไม่ได้นั่นเอง

            “ไม่ต้องมาจุ้น ฉันไม่ได้หิว!

            ขาดคำเสียงท้องร้องก็ประท้วงออกมา ทำเอาคนพูดหน้าแดงก่ำ จากนั้นจานแซนวิชชิ้นโตจึงยื่นส่งมาที่หน้าของเด็กหนุ่ม จนคนมองต้องกลืนน้ำลายลงคอ

            “แซนวิชทูน่าของโปรดยังไงล่ะครับ แล้วก็มีนมสตอเบอรี่แถมอีกเหยือกด้วยนา”

            อาโปหยิบเหยือกนมสตอเบอรี่ขึ้นมาวางข้าง ๆ ราวกับเล่นกล เตโชเหลือบมองอย่างลังเล ก่อนที่จะทนความหิวไม่ไหว เจ้าตัวหน้าแดงนิด ๆ แล้วเอ่ยตอบเสียงกระชาก

            “กินก็ได้! เพราะกลัวว่าจะเสียของหรอกนะ ไม่ใช่เพราะหิว!

            “ครับ ๆ รู้แล้วล่ะครับ”

            อาโปบอกขำ ๆ กับท่าทางปากไม่ตรงกับใจของอีกฝ่าย  แซนวิชน่ะเขาทำมาให้ก็จริง แต่นมสตอเบอรี่ของโปรดอีกอย่างของเจ้าตัวนี่สิ วสุธาฝากเขามาให้อีกฝ่ายต่างหาก ซึ่งเขาคาดเดาได้เลยว่าเตโชจะมีรอยยิ้มบนใบหน้าขนาดไหนเมื่อได้รู้  แต่ก็นั่นล่ะ เขาเลือกที่จะไม่บอก แล้วให้เตโชคิดว่าเขาเป็นคนนำมาให้ทั้งสองอย่างจะดีกว่า

          ก็เห็นน้องเล็กที่น่ารัก สนใจแต่พี่ชายคนโตอย่างเดียว พี่คนรองอย่างเขาก็อิจฉาเป็นเหมือนกันล่ะนะ

           

            ขณะที่สองในสี่ของทายาทราชายักษ์ กำลังมีความสุขในการจัดการอาหารมื้อดึก  ณ ห้องกว้างหรูหราในคอนโดสูงกลางกรุงแห่งหนึ่ง เจ้าของห้องนั้นก็กำลังนั่งจิบไวน์ชั้นดีทีละน้อยพร้อมกับรับรู้ข่าวสารที่ลูกน้องคนสนิทรายงานให้ฟัง

            “เจ้าไกรสรที่เราส่งไปโดนสังหารเรียบร้อยแล้วครับ ผู้ที่สังหารก็คือทายาทคนที่สามของราชายักษ์ครับ”

            ร่างสูงสง่าพยักหน้ารับรู้อย่างไม่แปลกใจนัก ใบหน้างดงามใต้ความมืดแย้มยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยถาม

            “แล้วสภาพศพล่ะ”

            ผู้เป็นลูกน้องเงียบไปสักครู่ แล้วจึงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วลง

            “สภาพศพกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย คล้ายดังถูกตัดด้วยคมมีดจำนวนมหาศาลครับ ส่วนวิธีการฆ่านั้นไม่มีใครทางฝั่งเราได้เห็น เพราะอีกฝ่ายกางเขตแดนกั้นไว้อยู่”

            มือที่ถือแก้วไวน์กระตุกนิด ๆ แล้วจึงหัวเราะออกมาเบา ๆ

            “น่าสนใจดีนี่ ...ก็คิดอยู่แล้วว่ายักษ์ปลายแถวชั้นต่ำของตระกูลอย่างนั้นจะทำอะไรพวกมันได้  แต่ไม่คิดว่าจะใจดี สงเคราะห์ให้ถึงขนาดนี้”

            ต่อให้เป็นปีศาจยักษ์ระดับต่ำขนาดไหน แต่ลองโดนเล่นงานจนสภาพศพแทบจำไม่ได้แบบนี้ ผู้ที่เล่นงานได้ ก็ย่อมไม่ใช่ยักษ์ธรรมดาเป็นแน่

            “ใช้น้ำหรือ ...ไม่สิ น่าจะเป็นธาตุลมมากกว่า”

            อีกฝ่ายสรุปกับตัวเองง่าย ๆ ทำให้คนฟังลอบกลืนน้ำลายลงคอ

            “เป็นไปได้ว่าสองในสี่จะมีเวทธาตุ หรืออาจจะมีทั้งสี่คนนั่นเลยก็ได้”

            “ถ้าเช่นนั้นทางพวกเราก็คงต้องจัดเตรียมมือสังหารระดับสูงยิ่งกว่านี้สิครับ”

            ข้อเสนอของลูกน้องคนสนิททำให้คนฟังยกยิ้มน้อย ๆ แล้วสั่นศีรษะเบา ๆ

            “ไม่ล่ะ”

            คำปฏิเสธสั้น ๆ ทำให้อีกฝ่ายงุนงงนัก ทว่าพอเห็นรอยยิ้มเย็นชาที่ตามมา เขาก็เสียวสันหลังวาบไปทั่วร่างเลยทีเดียว

            “ปล่อยให้เด็ก ๆ พวกนั้นใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานในโรงเรียนนี่ไปก่อนดีกว่า ...และเมื่อถึงตอนนั้น ฉันจะลงมือเอง”

            พอเอ่ยจบเจ้าของร่างบนเบาะหนังก็โบกมือเบา ๆ ตัดบทไม่ให้อีกฝ่ายรบกวน ทำให้ผู้เป็นลูกน้องรีบโค้งแล้วถอยออกไปจากห้องนั้นทันที

            “เด็กน้อยทั้งสี่ ทายาทของราชายักษ์เอ๋ย ...เราไม่มีความแค้นต่อกันก็จริง แต่มันช่วยไม่ได้นะ ในเมื่อพวกเธออยู่ในตระกูลสายหลัก และฉันอยู่ในตระกูลสายรองแบบนี้”

            แม้จะอยู่ในสถานะสัมพันธ์เครือญาติ แต่สำหรับสังคมปีศาจแล้ว ตระกูลสายรองก็ยังคงอยู่ใต้เงาของตระกูลสายหลักเสมอ ต้องทำงานเป็นมือเป็นเท้า ไร้เกียรติยศชื่อเสียง ไม่แตกต่างจากการเป็นลูกน้องทั่วไปเท่าใดนัก  และไม่ว่าจะมีทายาทเพียบพร้อมสมกับฐานะราชาสักเพียงใด ก็ไม่อาจมีวันครองตำแหน่งราชาได้ หากยังมีทายาทตระกูลสายหลักหลงเหลืออยู่

             เพราะสาเหตุนี้เอง จึงเป็นเหตุให้เหล่าทายาทของตระกูลสายหลักถูกปองร้ายอยู่ตลอดเวลา หากแต่แม้ตระกูลสายหลักจะรู้อยู่แก่ใจ ก็ไม่อาจจับใครมาลงทัณฑ์ได้ เพราะทางตระกูลสายรองจะถือผู้ที่ทำงานพลาด ว่าเป็นพวกนอกคอก และไม่รับผิดชอบต่อการกระทำความผิดของผู้นั้นทันที 

            การมีอยู่ของเครือญาติที่พร้อมจะห้ำหั่นกันอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ มีแต่ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น จึงจะสามารถอยู่รอด และครอบครอง วังอสูรได้

            ณ ปัจจุบัน ทายาทของราชายักษ์ทั้งสี่ ต่างก็กำลังฝึกฝนการเข้าสังคมมนุษย์อยู่นอกเขตวังอสูรตามกฎโบราณของตระกูลสายหลัก ที่ตราไว้โดยราชายักษ์รุ่นแรก  โดยเป้าหมายที่แท้จริงของกฎในครั้งนี้ หาใช่เพื่อเป็นการฝึกให้รู้จักสังคมของพวกมนุษย์แต่อย่างเดียวไม่  หากแต่ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นทายาทของราชายักษ์ล้วนมีศัตรูมากมาย  ผู้ที่สามารถดำรงชีวิตรอดในทุกวันที่เต็มไปด้วยการไล่ล่าและลอบสังหารเท่านั้น จึงควรค่าที่จะได้การยอมรับ ให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งของราชายักษ์คนต่อไปนั่นเอง

 

END

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ P.ปัด จากทั้งหมด 15 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

34 ความคิดเห็น

  1. #34 sam
    วันที่ 20 เมษายน 2555 / 18:09
    น่าสนใจนะคะ เป็นเรื่องยาวก็ดีคะ น่าสนใจหลายเรื่องเลย

    ทำไม่ถึงรุมรักพี่ดินกันหละ
    #34
    0
  2. วันที่ 18 เมษายน 2555 / 17:06
    น่าอ่านมากค้า ทำเป็นเรื่องยาวคงดี^_^
    #33
    0
  3. #32 รักเลย
    วันที่ 29 มีนาคม 2555 / 22:37
    อ่านแล้วชอบเลย กลิ่นอายนิยายน่าสนุกดี รอท่านผู้แต่งมาต่อเป็นเรื่องยาว



    ตัวละครมีมิติ น่าสนใจ รีบๆมาต่อโดยเร็วนะ
    #32
    0
  4. วันที่ 1 มีนาคม 2555 / 19:43
     คำไวพจน์ของดิน / แผ่นดิน  ...มีหลายชื่อค่ะ  แต่ปัดชอบวสุธา เลยใช้ชื่อนี้ค่ะ



    วสุธา น. แผ่นดิน, พื้นดิน. (ป., ส.).
    #31
    0
  5. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 / 20:36
    ชอบจังแต่สงสัยว่าทำไมดินถึงไม่ชื่อ พสุธา ละ
    #30
    0
  6. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 / 21:58

    ชอบอ่า รอเรื่องยาวอยู่น๊า

    ไฟซึนเดะเระชัดๆ!! น้ำกับไฟ อิอิ จิ้นๆๆ

    #29
    0
  7. #28 เอมี่
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 / 08:50
    รอเรื่องยาวอยู่นะคะ สนุกมากค่ะ :)
    #28
    0
  8. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 / 15:39
    จะรออ่านนะคะ
    #27
    0
  9. #26 bks
    วันที่ 27 มกราคม 2555 / 21:12
    สนุกดีค้าบบบ >
    #26
    0
  10. วันที่ 20 มกราคม 2555 / 09:49
    อยากอ่านค่าาา สนุกดี
    #25
    0
  11. วันที่ 19 มกราคม 2555 / 21:41
    อยากอ่านจังค่ะ แต่งเรื่องยาวเถอะนะ พลีสสสส
    #24
    0
  12. วันที่ 18 มกราคม 2555 / 03:03
    หนุกมาก น่าสนใจค่ะ

    ถ้าทำเป็นเรื่องยาวก็จะอ่านแน่นอนค่าาา
    #23
    0
  13. วันที่ 13 มกราคม 2555 / 22:23

    อยากอ่านต่ออ่ะ หนุกมากกกกกกกก  อยากให้ทำเป็นหนังสือด้วยค่ะ

    #22
    0
  14. วันที่ 13 มกราคม 2555 / 21:17
     สนุกมากเลยค่ะ อยากให้แต่งต่อจัง 
    #21
    0
  15. วันที่ 13 มกราคม 2555 / 19:17
     พล็อตน่ารักดีนะคะ...พี่น้องสินะ
    ถ้าแต่งต่อจะตามนะคะพี่สาว
    #20
    0
  16. วันที่ 13 มกราคม 2555 / 16:24
    น่าติดตามดีครับ ใครจะได้เป็นทายาทต่อแน่หนอ
    #19
    0
  17. วันที่ 13 มกราคม 2555 / 00:30
     แต่งต่อคะพี่..อย่าทำให้อยากแล้วจากไปนะ*0*
    #18
    0
  18. วันที่ 12 มกราคม 2555 / 14:30
     #16 - ขอเวลาเคลียร์ตอนพิเศษใน DD ก่อนจ้า  ถ้าเสร็จทันกำหนด คาดว่าจะเริ่มเขียนเรื่องนี้เป็นเรื่องยาว ในเดือนมีนาคมเป็นต้นไปค่ะ ^ ^ 

    #17
    0
  19. #16 วุ้นเส้น
    วันที่ 12 มกราคม 2555 / 08:33
    สนุกมากเลย..อย่ามาให้อยากแล้วจากไปนะ..คงเกิดอาการลงแดงแน่ๆ เลย
    #16
    0
  20. #15 mee
    วันที่ 11 มกราคม 2555 / 14:31
    สนุกมากค่ะ อยากอ่านแบบยาวๆแล้วล่ะ^^

    พี่คนโตเป็นที่รักของน้องสาม น้องสี่เลยนะคะ

    อย่างนี้พี่คนรองย่อมน้อยใจล่ะน้า^^
    #15
    0
  21. วันที่ 11 มกราคม 2555 / 11:30
    สนุกมากค่ะ
    อยากให้แต่งต่อค่ะ
    #14
    0
  22. #13 .........
    วันที่ 10 มกราคม 2555 / 20:42
    น่าอ่านมากค่ะ รีบมาต่อนะคะ รออ่านอยู่ค่ะ
    #13
    0
  23. #12 หลิว
    วันที่ 10 มกราคม 2555 / 19:22
    สนุกมากค่ะ อยากอ่านแบบเรื่องยาวค่ะ
    #12
    0
  24. วันที่ 10 มกราคม 2555 / 12:29
     #9 --หมายถึงถ้าผลตอบรับน้อยเกินคาด (แบบว่าไม่สนใจแนวนี้เลย) ก็จะลงที่บอร์ดตัวเอง หรืออาจจะซุ่มเขียนไปไม่ลงเน็ตก็ได้ค่ะ  แต่ดูภาพรวมแล้ว ก็คิดว่าน่าจะได้ลงให้อ่านที่เด็กดีนี่ล่ะค่ะ (แต่ขอเคลียร์ DD ให้เสร็จทำมือก่อนล่ะนะคะ จึงจะได้เริ่มเขียนเรื่องใหม่)
    #11
    0
  25. วันที่ 10 มกราคม 2555 / 12:13
    อืมมมมม... สนุกดีค่ะ น่าจะต่อเป็นเรื่องยาวจริงๆน่ะแหละ (*^◯^*)

    ปล.ที่ว่าถ้าเขียนต่อแต่จะไม่ลงที่นี่ แล้วจะลงที่ไหนคะ ไอจะได้ตามไปอ่านไง (*^^*)
    #10
    0