ตอนที่ 63 : Artificial Family บทที่ 6.5 ภัยร้ายที่คืบคลาน(4)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    6 มิ.ย. 62

Artificial Family บทที่ 6.5 ภัยร้ายที่คืบคลาน(4)


- ภายในของขอบฟ้าเหตุการณ์ ตำหนักของพระผู้สร้าง -


“นี่เดธ ดูเหมือนว่าเวลาของข้าจะมาถึงแล้วนะ ยังไงก็ช่วยดูแลสถานที่แห่งนี้ในช่วงที่ข้าไม่อยู่.ให้หน่อยได้ไหม?” ครีเอเตอร์ได้พูดออกมาพร้อมกับถามเดธที่นั่งจิบชาอยู้ด้านข้าง


“เจ้านั่นมันมาแล้วหรอ เร็วกว่าที่ข้าคิดไว้มากเลยนะแล้วนายมีอะไรที่จะฝากให้ข้าจัดการอีกไหม?” ผู้คุมกฎแห่งความตายได้พูดออกมา


“ถ้าทำได้ข้าเองก็อยากให้นายช่วยจับตาดูเด็กคนนั้นแทนข้าสักหน่อย” ครีเอเตอร์ได้พูดออก


“นายหมายถึงยัยหนูที่ชื่อโฮริอย่างงั้นหรอ ถึงเด็กนั้นจะมีอะไรที่พิเศษไปมากกว่าคนทั่วไป แต่จนถึงตอนนี้ข้าเองก็ยังไม่รู้เลยว่าทำไม นายต้องสนใจในตัวเด็กคนนั้นมากขนาดนี้” เดธได้พูดออกมา เขารู้สึกว่าเด็กคนนั้นไม่ได้มีอะไรที่น่าจนใจขนาดนั้น


ถึงเหตุการณ์ที่อีเดนจะเป็นเรื่องที่เกินขาดแต่มันก็จัดได้ว่าเป็นเพียงสิ่งผิดปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ ไม่มากไม่น้อนไปกว่านั้น


ครีเอเตอร์ที่เห็นแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มและพูดออกมา


“ในวันข้างหน้า นายอาจจะกลายเป็นคนที่เชิดชูตัวเธอมากกว่าใครๆ ก็ได้นะ” ก่อนที่จะวาปหายตัวไปทิ้งเอาไว้แค่เดธที่กำลังนั่งมองดูโฮริผ่านทางภาพสังเกตการณ์อยู่


“...”


“ข้าหวังว่าที่นายพูดจะเป็นจริงนะ” เดธได้พูดออกมาโดยไม่สนใจว่าครีเอเตอร์จะได้ยินหรือไม่ก็ตาม


******************************

- บางสถานที่ในดาราจักร สถานที่ที่เกิดการผิดปกติของห้วงมิติ -


“เราเจอกันอีกแล้วสินะ” ครีเอเตอร์ได้พูดขึ้นมา นี้เป็นครั้งที่เท่าไหรกันแล้วนะที่ทั้งสองคนได้เจอกัน


ดวงตาสีแดงที่ขยับไปมาได้หยุดลงก่อนที่จ้องมองไปยังที่มาของเสียงนั้น


“อะไรกัน? นายมันเด็กขี้แยที่อ่อนแอและน่าสมเพชไม่ใช่หรอ?” เป็นเสียงของหญิงสาวที่พูดออกมาผ่านทางช่องว่างระหว่างมิติ


มันเป็นเสียงที่แย่ น่าสยดสยอง ทำให้รู้สึกสะอิดสะเอียน เต็มไปด้วยความน่ารังเกียจสุดจะบรรยาย เป็นคำพูดที่เหมือนเป็นคำสาปแช่งทุกสรรพสิ่งที่ได้ยิน


“ไม่เอาน่า เราเองก็เจอกันมาตั้งหลายครั้งแล้ว ทำไมเราสองคนไม่มาสนิทกันให้มากกว่านี้สักหน่อยล่ะ?” ครีเอเตอร์ได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะจริงใจเท่าไหร


“ไร้สาระ ใครจะไปอยากไปสนิทกับคนที่ไม่มีอะไรดีแบบนายที่ทำได้แค่ยิ้มแห้งไปวันๆ ที่ตัวตนมีแต่ความไร้สาระที่ไม่มีแม้แต่แก่นสารอะไรเลย” เสียงนั้นยังคงพูดออกมา


ถ้าเป็นคนทั่วไปก็คงรู้สึกแย่ถ้าโดนต่อว่าไปขนาดนั้นแต่ไม่ใช้สำหรับครีเอเตอร์ที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว


“เธอเองก็ยังคงปากเสียเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลยนะ แต่ข้าว่าพวกเราเองก็คุยกันมามากพอแล้วล่ะ” ครีเอเตอร์ได้พูดออกมาพร้อมกับหยิบปากกาขนนกสีทองขึ้นมาไว้ในมือ


“นายเองยังคิดที่จะต่อต้านข้าอีกหรอ? นายนี่ยังคงโง่เง่าเหมือนเดิมเลยนะ ทำไมไม่แค่ถอดใจและยอมรับถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเหมือนกับครั้งก่อนๆ ล่ะ” เสียงนั้นยังคงตอกย้ำความเป็นจริงในอดีตที่เขาไม่อาจปกป้องสิ่งใดได้เลย


“ครั้งนี้มันจะไม่เหมือนเดิม ถ้าหากมีใครต้องพ่ายแพ้ คนๆนั้นต้องเป็นแกไม่ใช้ข้า” ครีเอเตอร์ได้พูดออกมาพร้อมกับตวักปากกาขนนกจนน้ำหมึกสีดำได้พุ่งเข้าไปยังมิติที่ถูกแตกออกเพื่อเข้าซ่อมแซม


“เด็กตัวน้อยที่ไม่รู้จักโตอย่างนายไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน? สิ่งที่นายทำได้ในตอนนี้ก็แค่ทำตัวปากดีเท่านั้นล่ะ” เสียงนั้นยังคงพูดจาถากถางต่อไปก่อนที่ตัวของมิติจะถูกปิดลงกลับเข้าสู่สภาพเดิมเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ตอนนี้เหลือแค่ครีเอเตอร์ที่ยังคงตรงนี้อยู่เพียงผู้เดียวเท่านั้น


“ทุกอยากจะไม่เป็นไปในแบบที่เธอต้องการแน่นอน” ครีเอเตอร์ได้พูดออกมา


มันจะต้องไม่จบลงเหมือนเดิมแน่ ข้ารู้สึกได้


“แล้วเธอล่ะคิดว่ายังไงบ้าง? ไทม์” ครีเอเตอร์พูดขึ้นมาเพราะต้องการถามถึงความคิดเห็นของคนที่เฝ้ามองอยู่


“รู้ตัวด้วยหรอ ข้าว่าข้าซ่อนตัวดีแล้วนะ” ไทม์ที่ดูถึงการสนทนาของทั้งสองได้ปรากฎตัวออกมา


เป็นร่างของหญิงสาวที่ใส่แว่นตาสีดำพร้อมกับมีนาฬิกาทรายอันใหญ่ที่ประดับไว้บนหัวของเธอได้แสดงร่างออกมาให้เห็น


เธอผู้นี้เป็นผู้คุมกฎแห่งกาลเวลา สามารถเดินทางไปมาระหว่างช่วงเวลาต่างๆ ได้อย่างอิสระไม่ว่าจะเป็น อดีต ปัจจุบัน หรือแม้แต่อนาคตก็ตาม


“มันก็เป็นเรื่องที่เดาได้ไม่ยากหรอก แต่เธอเองก็คงจะเดินทางไปดูผลของศึกครั้งนี้แล้วใช้ไหมล่ะ? เธอช่วยบอกข้าหน่อยได้ไหมว่าสุดท้ายแล้วผลมันจะออกมาเป็นยังไง” ครีเอเตอร์ได้ถามออกไป แน่นอนการรู้ถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นก่อนมันย่อมเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเขาแน่นอน


“นายนี้ยังคงเป็นคนที่ใจร้อนเหมือนเดิมเลยนะ ทั้งที่เรื่องราวยังไม่ทันจะเกิดขึ้นเลย แต่นายกลับต้องการที่จะรู้ถึงตอนจบแล้วเนี่ยนะ มันอาจจะจบลงที่ความพ่ายแพ้ของนายก็ได้” ไทม์ได้พูดออกมาพร้อมกับทำท่าทางไม่พอใจ


“ไม่ว่าผลมันจะเป็นยังไง ข้าเองก็ยังคงอยากรู้อยู่ดี” ครีเอเตอร์ได้พูดออกมา


ไทม์ที่เห็นแบบนั้นก็เงียบไปก่อนที่จะพูดออกมา


“แม้ผลอาจจะไม่ได้ออกไปในทางที่นายต้องการ แต่ศึกครั้งนี้จะจบลงที่ไม่มีผู้แพ้ ข้าเองก็คงบอกได้แค่นี้ แต่นายควรจะรีบไปได้แล้วนะ”


ในขณะที่ทั้งสองคุยกัน มิติตรงจุดอื่นก็เริ่มที่จะเกินรอยร้าวแสดงถึงการแทรกแซงของเจ้าสิ่งนั้น


โดยที่ไม่ทันจะตอบกลับ ร่างของเขาก็ได้หายไปจากสายตาของไทม์มุ่งไปซ่อมแซมมิติตรงนั้นต่อ


แม้มันจะเป็นวิธียื้อเวลาที่ปลายเหตุแต่มันก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการชะลอการปะทะกันของพวกเขาทั้งสองคน


“จริงๆ แค่พวกนายทั้งสองแค่ปรับความเข้าใจกันสักนิดก็เป็นเพื่อนที่ดีกันได้แล้วแท้ๆ...” ไทม์ได้บ่นพึมพําออกมา


ตัวเธอที่รู้ถึงบทสรุปของเรื่องราวย่อมรู้ถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวเช่นกัน


Artificial Family บทที่ 6.5 ภัยร้ายที่คืบคลาน(จบ)

บทถัดไป

Artificial Family บทที่ 7 สถานที่ชุมนุมของเหล่านภา ดวงดาวที่ถูกปกคลุมไปด้วยท้องทะเล อความารีน


******************************

รูปของไทม์จาก Her Tears Were My Light (Visual Novel)



ก็เรื่อยๆ นะ ต่อไปจะเป็นการเล่าเรื่องต่อในมุมมองของโฮริแล้ว


ขอขอบคุณท่านผู้อ่านที่ติดตามนะ

คอมเม้น กดติดตาม กดให้กำลังใจเพื่อใส่ไฟให้กับเรา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

153 ความคิดเห็น

  1. #85 oom003 (@oom003) (จากตอนที่ 63)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 22:01
    "

    มีลางสังหรณ์ว่าโฮริ ต้องเอาผู้หญิงที่คุยกับ-อะไร ที่คุยอีวงฟาย เอ้ยอัสเตอร์ ใช้ไม่นะ-ผู้สร้างเนี้ย มาเป็นหนึ่งในฮาเร็ม ยูริอย่างเเน่นอน ข้าขอยืนนั่งนอนเเละเดินวิ้งยันเลยที่เดียวๆๆๆๆ...." โอม
    #85
    2
    • #85-1 Evirdkung (@passapondrive) (จากตอนที่ 63)
      9 พฤษภาคม 2562 / 22:06
      คิดไปเอง ตอบไม่ได้เหมือนกันนะ
      #85-1