[X1 X YOU] ROZIANA : THE LOVER OF PRINCESS

ตอนที่ 4 : CHAPTER 3 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 692
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 125 ครั้ง
    3 ต.ค. 62

















       ข้าและองค์ชายอึนซังต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เราทั้งคู่มีหลายสิ่งที่คล้ายกัน เริ่มจากชอบอ่านหนังสือเช่นกัน ชอบฤดูหนาว และชอบวาดรูปเมื่อยามว่างเหมือนกัน เมื่อได้พูดคุยกันเช่นนี้แล้ว ข้าก็ยิ่งมีความรู้สึกที่ดีต่อองค์ชายผู้นี้เพิ่มเป็นเท่าตัว พระองค์ช่างอ่อนโยนหากแต่ก็แข็งแกร่งสมชายชาตรี คราใดที่ได้เดินตามแผ่นหลังกว้างแผ่นนี้ราวกับตัวข้านั้นจะปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา ช่างอบอุ่นและน่าเชื่อถือ ยากเหลือเกินที่ข้าจะหักห้ามใจตัวเองไม่ให้หลงรักบุรุษผู้นี้ได้


"อากาศข้างนอกเริ่มเย็นลงแล้ว ข้าว่าเรากลับไปข้างในกันเถอะ" องค์ชายร่างสูงตรงหน้าหันหน้ามาพูดกับข้าพร้อมกับรอยยิ้มแสนหวานเช่นเคย ข้ายิ้มตอบและพยักหน้ารับ เราสองเริ่มออกเดินเคียงคู่กันไปอีกครา


"เจ้าขี้โกงจังเลยนะอึนซัง เหตุใดถึงได้หว่านล้อมองค์หญิงของพวกเราให้อยู่ข้างเจ้าเพียงคนเดียวเล่า" ตรงหน้าของข้าปรากฎบุรุษชายรูปร่างสูงและมีสายตาคมกริบ ราวกับมีดนับพันเล่มที่พร้อมพุ่งเข้ามาทิ่มแทงทุกครั้งที่ชายผู้นี้มองมา ร่างสูงยืนพิงกำแพงพร้อมกับชายอีกผู้หนึ่งที่ข้าเพิ่งจะสังเกตเห็น ช่างต่างกัน...บุรุษผู้นี้มีหน้าตาที่เฉยชาจนรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งตัว สายตาที่ไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ ทำให้ข้าเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา



องค์ชายอูซอกงั้นหรือ



" 'ต่อแต่นี้ไป ข้าจะดูแลเจ้าเอง' หึ ช่างน่าขันเสียจริง เด็กอย่างเจ้าหน่ะหรือจะดูแลใครได้" บุรุษชายคนแรกเอ่ยขึ้นพรางหัวเราะเย้ยหยันต่อคำพูดขององค์ชายอึนซังที่เพิ่งจะเอ่ยกับข้าไปเมื่อไม่นาน



"แล้วผู้ที่ไร้มารยาทเช่นท่าน ดีกว่าข้าที่ใดหรือ" องค์ชายอึนซังใช้ลำตัวหนาของพระองค์บังข้าจนมิด น้ำเสียงที่สดใสเมื่อครู่หายไปในทันที แปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเดียวกันกับที่ใช้พูดกับองค์ชายซึงอู น้ำเสียงเย็นชาที่ข้าไม่ใคร่อยากได้ยิน



"ไม่เอาหน่าอึนซัง ต่อหน้าองค์หญิงเจ้าไม่จำเป็นต้องแสร้งทำก็ได้ เพราะใครๆก็รู้ว่าเจ้าหวังสิ่งใด"



"..."



"โอรสจากนางสนมเช่นเจ้า อย่าใฝ่สูงเกินตัวเสียจะดีกว่า"



"..."



"เสด็จพ่อแต่งตั้งเจ้าให้เป็นองค์รัชทายาทก็ดีเพียงไรแล้ว" ยิ่งอีกฝ่ายพูดตอกย้ำมากสักเท่าใด มือหนาขององค์ชายอึนซังก็กำแน่นมากเพียงเท่านั้น ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีขององค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรฟาเลนเดียเกิดขึ้นให้ข้าเห็นเรื่อยๆ นั้นทำให้ข้าเริ่มเป็นกังวลว่าชีวิตต่อจากนี้ของข้าจะสงบสุขได้อย่างไร



"พอได้แล้วซึงยอน" เสียงทุ้มอีกเสียงดังขึ้นหลังจากที่เงียบอยู่นาน นั้นทำให้บุรุษคนแรกที่ข้าเพิ่งจะได้รับรู้ว่าแท้จริงแล้วคือองค์ชายซึงยอน องค์รัชทายาทลำดับที่ 2 หยุดพูดลง



"อึนซัง เสด็จพ่อให้พวกข้าสองคนมาตามเจ้า"



"ทราบแล้วท่านพี่อูซอก" องค์ชายอึนซังตอบรับและทำท่าจะจูงมือข้าให้เดินตามไปเช่นเคย



"เจ้าเพียงคนเดียว ส่วนองค์หญิงโรเซียน่าต้องอยู่กับพวกข้า" มือหนาขององค์ชายซึงยอนรั้งมือข้าไว้ก่อนที่ข้าจะได้ทันก้าวตามองค์ชายอึนซังไป องค์ชายอึนซังขมวดคิ้วด้วยความเคืองใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มถามผู้เป็นพี่ตรงหน้า



"เพราะเหตุใด"



"เป็นพระประสงค์ขององค์ราชินี" กล่าวจบองค์ชายซึงยอนก็ดึงตัวข้าไปไว้ทางด้านหลังของพระองค์ แต่ดูเหมือนองค์ชายจะออกแรงมากเกินไป ตัวข้าจึงเสียหลักเซไปจนเกือบจะล้มลง แต่ก็ถือว่ายังเป็นโชคดีของข้า เพราะองค์ชายอูซอกที่ยืนอยู่ไม่ไกลเข้ามาประคองข้าไว้ได้ทันท่วงที ตอนนี้ข้าจึงอยู่ในวงแขนหนาที่โอบล้อมเอวของข้าไว้ สายตาของเราสอดประสานกัน เป็นครั้งแรกที่ข้าได้มองเครื่องหน้าของพระองค์ใกล้ๆ สมแล้วจริงๆที่ได้รับสมยานามว่าเป็นองค์ชายเย็นชา ใบหน้านี้เรียบนิ่งเสียยิ่งกว่ารูปปั้นในสวนของพระราชวัง แต่ในคราเดียวกันก็ยังงดงามดั่งรูปปั้นนั้นเช่นกัน


"ขออภัยแทนซึงยอนด้วย" องค์ชายอูซอกเอ่ยขึ้นเบาๆ และประคองข้าให้กลับมายืนได้ปกติดังเดิม



"หม่อมฉันไม่เป็นอะไรเพคะ" ข้ากล่าวจบจึงมองไปทางองค์ชายอึนซังที่มองข้าอยู่ก่อนแล้วด้วยแววตาเป็นห่วง ที่แสดงออกมาให้ข้าเห็นได้ชัดเจน ข้าส่ายหน้าเบาๆให้พระองค์ได้รับรู้ว่าข้าไม่เป็นอะไร ก่อนที่องค์ชายจะพยักหน้ารับแล้วเดินเข้าด้านในไป



"เมื่อครู่ข้าต้องขออภัย ไม่คิดว่าตัวเจ้าจะเบาเสียจนออกแรงเพียงนิดเดียวก็ปลิวไหวเหมือนขนนกเสียแล้ว" องค์ชายซึงยอนหันหน้ามาหาข้าพร้อมกับเอ่ยขอโทษ องค์ชายผู้นี้ดูอ่อนโยนแตกต่างกับเมื่อครู่ที่ช่างร้ายกาจจนข้านึกเคืองใจแทนองค์ชายอึนซัง แต่ก็ทำได้เพียงแต่เก็บความโกรธเคืองไว้อยู่ภายในใจ เพราะไม่อยากมีปัญหากับผู้ใดทั้งนั้นตราบเท่าที่ข้ายังต้องอยู่ที่นี้



"หามิได้เพคะ"



"เจ้าดูอ่อนแอเหลือเกินโรเซียน่า ข้าไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดอึนซังและท่านพี่ซึงอูถึงได้คอยตามเจ้าไม่ห่างเช่นนี้"



"..."



"เพราะอีกประเดี๋ยวก็คงเป็นข้าที่คอยตามติดเจ้าเช่นกัน" ใบหน้าของข้าเห่อร้อนขึ้น เมื่อองค์ชายซึงยอนเผยยิ้มและพูดออกมา เหตุใดถึงดูราวกับคนละคนเช่นนี้ ทั้งที่ตอนพูดคุยกับองค์ชายอึนซังก็ดูร้ายกาจต่างจากที่คุยกับข้า  ทั้งน้ำเสียง รอยยิ้มแสนอบอุ่นและจริงใจ ยิ่งทำให้ข้าสับสนว่าองค์ชายผู้นี้เป็นคนอย่างไรกันแน่ 



"เรารีบไปที่ห้องเสวยกันได้แล้ว อีกไม่นานเสด็จพ่อและเสด็จแม่ก็คงจะไปถึง" องค์ชายอูซอกก้าวเดินนำข้าและองค์ชายซึงยอนไปก่อน องค์ชายซึงยอนเพียงแค่ผายมือให้ข้าเดินไปข้างหน้าก่อน แล้วพระองค์จึงเดินรั้งท้ายตามมา












     งานเลี้ยงเต้นรำจบลงได้สักพักใหญ่แล้ว ข้า องค์ราชา องค์ราชินีและองค์รัชทายาททั้งหกพระองค์ ต่างพร้อมหน้ากันอยู่ที่ห้องเสวย ข้านั่งอยู่ข้างกายองค์ชายซึงอู ที่เมื่อเห็นข้าก้าวเหยียบเข้ามาในห้องเสวยก็รีบมาดึงมือข้าไปนั่งข้างๆพระองค์ทันที ถัดจากข้าก็เป็นองค์ชายอูซอกที่นั่งเสวยอาหารอยู่เงียบๆไม่พูดไม่จากับผู้ใด และตรงข้ามข้าคือองค์ชายโยฮัน ที่ข้าเพิ่งจะพบหน้าและกล่าวทักทายกันไปบ้างเล็กน้อยแล้ว องค์ชายโยฮันและองค์ชายจุนโฮ ทั้งสองพระองค์นี้ดูจะสนิทและมีความสัมพันธ์อันดีกันที่สุดแล้ว อีกทั้งทั้งสองพระองค์ยังเป็นผู้สร้างสีสันให้กับราชวงศ์อีกด้วย เพราะตลอดเวลาที่ได้ร่วมโต๊ะอาหารกับองค์ชายทั้งสอง พระองค์ก็คอยถามไถ่และเล่าเรื่องราวน่าขันมากมายให้ข้าได้ฟัง จนองค์ราชินีอดที่จะเอ็ดไม่ได้ว่าเป็นการเสียมารยาทนักที่พูดเสียงดังระหว่างเสวย จนองค์ชายโยฮันและองค์ชายจุนโฮสงบนิ่งไปพร้อมกับใบหน้าที่หงิกงออย่างน่าเอ็นดู


"จริงสิ องค์หญิงโรเซียน่า แล้วอาณาจักรของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง เห็นว่าสวยงามยิ่งจริงหรือไม่" องค์ราชาเอ่ยถามข้าขึ้นมาอย่างใคร่รู้ ข้าส่งยิ้มให้พระองค์เล็กน้อยอย่างนึกดีใจที่คนต่างอาณาจักรพูดถึงอาณาจักรของข้าในทางที่ดีถึงเพียงนี้



"หากตอบว่าใช่ก็คงจะเป็นการโอ้อวดอาณาจักรของหม่อมฉัน แต่หากตอบว่าไม่หม่อมฉันก็คงกลายเป็นคนพูดปดเพคะ"



"ฮ่าๆ ข้าถูกใจเจ้ายิ่งนัก เป็นองค์หญิงที่มีคารมหลักแหลมเสียจริง" ข้ายิ้มน้อยก่อนจะเริ่มจัดการกับอาหารตรงหน้าต่อไป



"ฝ่าบาทเพคะแล้ว...ทรงตัดสินพระทัยได้หรือยังเพคะว่าจะให้องค์หญิงอภิเษกกับองค์รัชทายาทองค์ใด" ราวกับทุกอย่างหยุดนิ่งไปเสียดื้อๆ ทุกคนบนโต๊ะอาหารนิ่งงันไปในทันทีหลังจากที่องค์ราชินีเอ่ยจบ ความกังวลใจเริ่มเกาะกินตัวข้า ข้ายังไม่พร้อม...



"งานอภิเษกจะถูกจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า"



"..."



"ขอให้องค์หญิงกับซึงอูตระเตรียมตัวกันให้ดี ข้าจะให้ครูหลวงมาสอนโรเซียน่าเรื่องวัฒนธรรมของอาณาจักรเรา" องค์ชายซึงอูอย่างนั้นรึ? ข้าเบิกตากว้างและหันใบหน้าไปมององค์ชายซึงอูที่อยู่ข้างๆกาย ที่ ณ ตอนนี้ก็มองข้าอย่างประหลาดใจไม่ต่างกัน



"เหตุใดถึงเป็นองค์ชายซึงอูหล่ะเพคะ!" องค์ราชินีแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน นั้นทำให้องค์ราชาเริ่มจะมีน้ำโหขึ้นมาเพียงเล็กน้อยโดยการเพิ่มน้ำเสียงในการเอ่ยพูดดังขึ้นกว่าเก่า



"ซึงอูเหมาะสมที่สุดแล้ว! ทั้งปัญญา และความพร้อม"



"ผู้ที่จะขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทนข้าต้องมีคุณสมบัติเช่นไรบ้างเจ้าก็รู้ดีไม่ใช่หรือ"



"หม่อมฉันทราบดีเพคะ แต่อูซอกก็เพียบพร้อมทุกอย่างเช่นกัน เหตุใดพระองค์ถึงไม่เคยเหลียวแลมองลูกของหม่อมฉันบ้าง!!"



"หรือเพราะอูซอกไม่ได้เกิดมาจากความรักอย่างเช่นองค์ชายซึงอูเพคะ พระองค์ถึงไม่เคยสนพระทัย" องค์ราชินีเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งน้ำตา สถานการณ์ตอนนี้ทำให้ห้องเสวยมาคุขึ้นไปทุกที นางข้าหลวงและเหล่าทหารคุ้มกัน ต่างก้มหน้าก้มตาไม่รับรู้แลไม่เห็นสิ่งใด องค์ชายอูซอกและองค์ชายซึงอูที่ถูกกล่าวถึงต่างก็เงียบงันกันทั้งคู่ ทุกคนหยุดรับประทานอาหารและเฝ้ามองเหตุการณ์ตรงหน้าพร้อมอารมณ์ที่ดูอึดอัดอย่างเห็นได้ชัดเจน




"การที่เจ้าเป็นองค์ราชินี ไม่ได้แปลว่าเจ้าสามารถพูดกับข้าเช่นนี้ได้นะโรเซสต้า!"



"ดูเหมือนข้าจะคิดผิดที่แต่งกับเจ้า เพราะเจ้าไม่คู่ควรกับตำแหน่งนี้ที่โอลิเวียเคยเป็นเลยสักนิด"



"หากไม่เป็นเพราะความตายพรากนางไปจากข้า ข้าจะไม่มีวันรับเจ้าเป็นองค์ราชินีอย่างแน่นอน จำเอาไว้!!!"




     







       ประโยคทิ่มแทงหัวใจที่ฝ่าบาททรงตรัสออกมา ทำให้ข้ารู้สึกปวดร้าวแทนองค์ราชินีและองค์ชายอูซอก ถึงตอนนี้ความสงสัยที่อยู่ในใจข้าเริ่มปลดออกทีละน้อยๆ ต้นเหตุที่ทำให้องค์ราชินีคับแค้นใจถึงเพียงนี้ข้าได้รับรู้มันแล้ว สายตาของข้าลอบมององค์ชายอูซอกที่นั่งกำมือแน่นอย่างข่มกลั้น ข้าเข้าใจดี ว่าการที่ไม่ได้เป็นที่ต้องการของคนที่ตนรักเป็นเช่นไร เพราะเสด็จพ่อของข้าเองก็กระทำกับข้าเช่นนี้ไม่ต่างกัน
ไม่รู้ว่าเพราะความเห็นใจหรือสิ่งใด ข้าจึงส่งมือไปกอบกุมทับมือขององค์ชายอูซอก ที่วางอยู่บนหน้าตักอย่างแผ่วเบา เมื่อพระองค์รู้สึกได้ถึงสัมผัสที่ข้ามอบให้ สายตาว่างเปล่านั้นก็มองมาที่ข้า ซึ่งตอนนี้มันไม่ได้ว่างเปล่าอย่างเช่นเคย มันกลับเต็มไปด้วยความเศร้าหมองและคลอหน่วยไปด้วยน้ำตา ที่หากเพียงกระพริบตาเพียงหนึ่งครั้งมันก็พร้อมจะพรั่งพรูออกมาได้ในทันที ข้าบีบมือแน่นกว่าเก่า อย่างน้อยๆตอนนี้ข้าก็อยากจะปลอบประโลมบุรุษตรงหน้า ในใจข้ารู้ดีว่าการกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่สตรีมิควรทำ แต่ช่างประไร ในเมื่อตอนนี้สิ่งที่องค์ชายอูซอกต้องการที่สุดคือคนที่เข้าใจพระองค์ ซึ่งในเมื่อข้าเข้าใจพระองค์ดี แล้วจะให้ข้านิ่งเฉยได้อย่างไร



          ฝ่ามือหนาขององค์ชายอูซอกแปรเปลี่ยนเป็นผู้กอบกุมมือของข้าแทน ข้ามองการกระทำที่ไม่คาดคิดนี้อย่างตกใจ แต่สิ่งที่ได้กลับมานั้นคือรอยยิ้มอบอุ่นจากองค์ชาย รอยยิ้มที่ข้าไม่เคยนึกคิดว่าจะได้เห็นมัน ราวกับพระองค์กำลังกล่าวขอบคุณข้าผ่านรอยยิ้มนั่น


"เสด็จพ่อพะย่ะค่ะ ข้าว่าให้องค์หญิงโรเซียน่าเป็นผู้เลือกด้วยตัวของนางเองดีหรือไม่" เป็นองค์ชายที่อยู่ข้างๆข้าอีกพระองค์เอ่ยขึ้นหลังจากที่ภายในห้องเสวยเงียบไปเสียนานจากเหตุการณ์เมื่อครู่


"เจ้าหมายความว่าอย่างไร" 


"ลูกหมายความว่า หากให้นางเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะอภิเษกกับผู้ใดจากพวกข้าทั้งหกคน มันคงจะเป็นการไม่บังคับฝืนใจนางมากกว่าพะยะค่ะ"


"เหมือนดั่งเช่นที่เสด็จพ่อก็ทรงเลือกหัวใจตัวเองก่อนหน้าที่เช่นกัน"


"แต่ถ้าหากนางไม่ได้เลือกเจ้า เจ้ารู้ดีใช่หรือไม่ว่าบัลลังค์จะไม่ได้เป็นของเจ้าอีก"


"ลูกทราบดีพะย่ะค่ะ และลูกก็จะยอมรับการตัดสินใจของนาง" 


"ย่อมได้! หากภายในหนึ่งเดือนนี้ องค์หญิงโรเซียน่าประกาศรักกับพวกเจ้าคนใด ผู้นั้นจะได้อภิเษกกับนางและได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แทนข้า" 


    องค์ราชาประกาศกล้าวดังทั่วทั้งห้องเสวย ความหนักใจตกมาอยู่ที่ข้าในที่สุด เป็นการดีอยู่หรอกที่จะให้ข้าแต่งงานกับองค์ชายที่ชอบพอด้วย แต่มันก็คือการแย่งชิงข้าเพื่อบัลลังค์ไม่ใช่หรือ สุดท้ายแล้วข้าก็เป็นได้แค่หมากตัวหนึ่งอยู่ดี แล้วมันจะต่างเช่นไรกับการบังคับให้ข้าแต่งกับใครโดยที่ไม่ได้รักเล่า


"ถึงคราวนี้ก็คงจะไม่มีผู้ใดกล่าวว่าข้าว่าไม่เป็นธรรมแล้วใช่หรือไม่" องค์ราชาลอบมององค์ราชินีที่นั่งมองหน้าพระองค์อยู่นานสองนาน สายตาแสนเศร้าและโกรธเคืองที่เดิมก็มีอยู่มากโขแล้ว ยิ่งฝ่าบาทตรัสประโยคนี้ขึ้นมา ราวกับความโกรธก็ปะทุขึ้นมาอีกละลอก องค์ราชินีเม้มปากอย่างอดกลั้นและลุกเดินออกจากห้องเสวยไปในทันที


"เสด็จแม่! เสด็จพ่อข้าทูลลา" องค์ชายอูซอกวิ่งตามผู้เป็นแม่ของตนไป ทั้งห้องเสวยกลับมาเงียบงันอีกครั้ง ข้าได้แต่ก้มหน้าด้วยความอึดอัด อาหารรสเลิศตรงหน้าที่ยังทานได้ไม่ทันอิ่มท้อง ก็ต้องถูกปล่อยให้เหลือบานอยู่บนโต๊ะ บรรยากาศเช่นนี้ใครจะไปทานต่อได้ลงหล่ะจริงหรือไม่


"เห้อ! ข้าหล่ะเหนื่อยใจเสียจริง เชิญพวกเจ้าทานต่อเถอะ ข้าอิ่มแล้ว" องค์ราชาลุกเดินออกจากห้องเสวยไปอีกพระองค์ เหลือทิ้งไว้เพียงข้า และองค์รัชทายาทอีกห้าพระองค์


"เอ่อ หม่อมฉันก็อิ่มแล้วเพคะ" ข้าไม่อยากอยู่ในห้องเสวยที่แสนอึดอัดนี้ต่อไป จึงโพร่งออกมาเสียงอ่อยเพราะกลัวเหลือเกินว่าจะเป็นการเสียมารยาท ธรรมเนียมของอาณาจักรข้าคือห้ามลุกออกจากโต๊ะอาหารก่อนผู้ที่มีอายุหรือยศสูงกว่าจะทานเสร็จ เช่นนั้นหลังจากที่ข้าเอ่ยจบข้าจึงยังไม่ลุกไปในทันที


"เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ เพราะพวกข้าก็คงจะทานต่อไม่ลงแล้วเหมือนกัน" องค์ชายโยฮันเป็นผู้กล่าวขึ้น นั่นทำให้เราทุกคนต่างลุกออกจากห้องเสวยไปพร้อมกัน แต่ทั้งที่ออกมาจากห้องเสวยแล้ว ก็ยังไม่มีผู้ใดแยกย้ายออกไปยังห้องบรรทมของตัวเอง แต่กลับเดินตามข้ามาเรื่อยๆจนถึงสวนของพระราชวัง นั่นก็ยิ่งทำให้ข้าไม่เป็นส่วนตัวเอาเสียเลย แต่ถึงกระนั้นข้าก็ไม่บังอาจเอ่ยปากไล่ให้พวกองค์ชายไปไหนได้ เพราะข้าก็ไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้นอยู่แล้ว


    ข้าเลิกคิดและแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน อาณาจักรแห่งนี้สวยงามยิ่งนัก แม้นตอนกลางคืนก็ยังเห็นดวงดาวมากมาย ทางช้างเผือกที่ยากนักที่จะปรากฏในอาณาจักรข้า กลับปรากฏเด่นชัดอยู่ตรงหน้าในอาณาจักรนี้ สายลมหนาวที่พัดผ่านยิ่งนำพากลิ่นหอมของดอกไม้มาปะทะให้ข้าได้กลิ่นมัน ข้ายกยิ้มขึ้นอย่างผ่อนคลาย อย่างน้อยๆข้าก็คงจะมีที่โปรดภายในวังแห่งนี้เสียแล้ว



"ดูเจ้าจะชอบที่นี้นะองค์หญิง" เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหลังข้า เป็นองค์ชายจุนโฮที่ข้าไม่ค่อยได้พูดคุยกับพระองค์เสียเท่าไหร่ เพราะในคราแรกที่เห็น พระองค์ดูเป็นผู้ที่พูดน้อยจนไม่กล้าที่จะเอ่ยถามสิ่งใด ทำได้เพียงแต่ถอนสายบัวทักทายเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วข้าคิดผิด เพราะเมื่อได้เห็นตอนที่พระองค์เอ่ยพูดในห้องเสวยกับองค์ชายโยฮัน นั้นทำให้ข้าได้รู้ว่าพระองค์เป็นองค์ชายที่ร่าเริงและซุกซนจนเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้เป็นอย่างดี


"เพคะหม่อมฉันชอบที่นี้ ฟาเลนเดียสวยกว่าทิโอเปียเป็นเท่าตัวเลยเพคะ" ข้าเอ่ยตอบไปพร้อมกับรอยยิ้ม ไม่วายที่จะนั่งลงที่ศาลาหินอ่อนใจกลางสวนดอกไม้แห่งนี้ องค์ชายทั้งห้าพระองค์เห็นเช่นนั้นก็นั่งลงตามข้าเช่นเดียวกัน


"อย่างไรกัน เมื่อครู่เจ้ายังบอกอยู่เลยนี่ว่าอาณาจักรของเจ้าก็งดงามมากเช่นกัน" องค์ชายโยฮันหัวเราะออกมาเบาๆให้กับคำตอบของข้าที่ดูจะขัดแย้งกันชอบกล


"งดงามเพคะ แต่เป็นความงามที่ข้าเห็นแล้วไม่มีความสุขเท่า" ใช่ ข้าไม่เคยมีความสุข เพราะข้าไม่เคยออกไปนอกพระราชวังเลยสักครั้งตลอดทั้งชีวิตที่ข้าเกิดมา ข้าใช้ชีวิตอยู่แต่ในนั้น ดูได้แต่สวนดอกไม้ในวัง คราแรกที่ข้าได้ออกมาจากพระราชวังเมื่อจำเป็นต้องเดินทางมาอาณาจักรแห่งนี้ ข้าถึงได้ประจักแก่สายตาตัวเองแล้วว่าทิโอเปียงดงามเสียจนข้าไม่สามารถบรรยายได้ รถม้าวิ่งผ่านเมืองหลวง ข้าได้พบเห็นผู้คนมากมายที่ต่างรวมตัวกันที่ท้องถนนเพื่อมาส่งข้า เสียงตะโกนกล่าว 'ทรงพระเจริญ' นั่นยิ่งทำให้ข้าตื้นตันและรู้สึกผิดเสียมากที่ไม่เคยออกจากวังมาดูดำดูดีเหล่าชาวบ้านเลยสักครั้ง ผ่านพ้นจากเมืองหลวงเข้าสู่เขตป่า ป่าสนที่ข้าไม่เคยเห็นจริงๆนอกจากภาพวาดในหนังสือ นั่นยิ่งทำให้ข้าคิดว่าหรือทิโอเปียจะเป็นอาณาจักรที่หลุดออกมาจากในนวนิยายกัน ลำธารไหลเอื่อย นกน้อยที่ต่างส่งเสียงร้องแข่งกัน ไพเราะจนข้าเสียดายที่จะไม่ได้ฟังมันอีก ทุ่งดอกไม้หลากสีมากมายยิ่งแสดงความอุดมสมบูรณ์ในอาณาจักรของข้าได้เป็นอย่างดี เป็นความสุขในช่วงเวลาสั้นๆ เป็นครั้งแรกและคงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะได้เห็นความสวยงามของทิโอเปีย นั้นทำให้ข้าเป็นทุกข์มากกว่าจะเป็นสุขอย่างไรเล่า แต่เมื่อมาถึงฟาเลนเดียแห่งนี้ ราวกับว่าข้ากำลังจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ชีวิตที่คงจะวุ่นวายอยู่มากพอดู หากแต่ก็ท้าทายจนข้าอยากจะลองเสี่ยง อย่างน้อยๆข้าก็คงจะได้ทำในสิ่งที่ข้าอยากจะทำมากขึ้น


"ข้าหวังว่าที่นี้จะทำให้เจ้ามีความสุข" องค์ชายอึนซังที่นั่งอยู่ข้างกายข้าเอ่ยขึ้น เป็นดั่งเช่นทุกครั้งถึงแม้ประโยคที่พระองค์เอื่อนเอ่ยจะแสนธรรมดา แต่ผู้ที่รับฟังมันเช่นข้าก็ใจเต้นแรงทุกครั้งที่ได้ยิน ข้าหลงใหลเสียงทุ้มหวานและรอยยิ้มอบอุ่นของพระองค์ อย่างไรกันโรเซียน่า เจ้าเป็นสตรีเช่นไร เหตุใดถึงได้หลงรักบุรุษเพศภายในวันเดียวที่ได้พบกัน


"แต่ข้าว่าทิโอเปียคงไม่งดงามดั่งเช่นที่เจ้าพูด"


"อะไรที่ทำให้พระองค์ทรงคิดเช่นนั้นเพคะ" ข้าถามองค์ชายซึงอูที่เอ่ยขึ้นพร้อมกับที่ลุกเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าข้า


"เพราะความงามของเจ้าคงบดบังสิ่งสวยงามของอาณาจักรทิโอเปียไปจนสิ้นเสียแล้ว" องค์ชายซึงอูยื่นนิ้วเรียวมาเกี่ยวปรอยผมที่ร่วงหล่นปลกหน้าข้าขึ้นทัดกับใบหูเบาๆ ใบหน้าของข้าเห่อร้อนจนคิดว่าตอนนี้มันคงจะแดงประจักแก่สายตาองค์ชายทุกพระองค์เป็นแน่


"ท่านพี่ซึงอู ไม่ต้องรีบร้อนทำให้องค์หญิงใจเต้นแรงก็ได้ เพราะตอนนี้คงมีผู้ที่นำหน้าเราไปไกลเสียแล้ว จริงหรือไม่อึนซัง" องค์ชายซึงยอนที่เงียบอยู่นานจนข้าลืมไปเสียแล้วว่าพระองค์ก็ทรงอยู่ที่นี้ด้วย เอ่ยขึ้นเหน็บแนมองค์ชายอึนซังอีกครั้ง เหตุใดกัน ทั้งๆที่องค์ชายอึนซังก็ดูเป็นผู้สงบเงียบและไม่หาเรื่องผู้ใดก่อนแท้ๆ ทำไมองค์ชายซึงยอนถึงต้องคอยจ้องจะใช้คำพูดทำให้เจ็บช้ำน้ำใจอยู่เรื่อยไป ข้าส่งสายตาค้อนเล็กน้อยให้องค์ชายซึงยอนทรงรู้สึกตัว และใช่พระองค์รู้สึกตัว


"เหตุใดเจ้าถึงมองข้าเช่นนั้นเล่าโรเซียน่า"


"หม่อมฉันเพียงแต่ไม่เข้าใจพระองค์เพียงเท่านั้นเพคะ" ข้าเอ่ยจบก็ลุกขึ้นเดินออกจากศาลาหินอ่อนในทันที โดยไม่เอ่ยลาองค์ชายพระองค์ใดเลย ข้าแค่รู้สึกโกรธเล็กน้อย ข้าไม่ชอบบุคคลที่แบ่งแยกชนชั้นและดูถูกผู้ที่ต่ำต้อยกว่าตน ต่ำกว่าแล้วไม่ใช่คนหรืออย่างไร ถึงพระองค์จะทำดีและอ่อนโยนกับข้ามากเพียงไร แต่ข้าก็ขอปฏิยานตนไว้ ณ ตรงนี้เลยว่า ข้าจะไม่มีวันอภิเษกกับองค์รัชทายาทลำดับที่สองอย่างพระองค์เป็นแน่ ผู้ที่ดูถูกคุณค่าของชีวิตคนข้าจะไม่มีวันรักคนเช่นนี้อย่างแน่นอน











ด้านศาลาหินอ่อน



"หึ ดูท่าว่าเจ้าจะทำสำเร็จนี่อึนซัง" องค์ชายซึงยอนพูดขึ้นหลังจากที่ร่างแน่งน้อยของโรเซียน่าเดินออกไปพร้อมกับความโกรธเคืองที่มีต่อตน


"เช่นนั้น ท่านพี่ก็ควรรีบทำให้โรเซียหลงรักท่านเสีย เพราะถ้าหากช้าไปล่ะก็ โอรสสนมเช่นข้าจะเป็นผู้ที่แย่งบัลลังค์ไปจากท่านเอง"


"สักวันโรเซียจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเจ้ามันจอมปลอมเพียงใด ภายใต้รอยยิ้มแสนซื่อของเจ้าล้วนแล้วแต่อาบยาพิษเสียทั้งนั้น" องค์รัชทายาทลำดับที่หนึ่งอย่างองค์ชายซึงอู เป็นฝ่ายพูดขึ้นบ้าง ใช่ ใครๆต่างก็รู้ว่าองค์ชายอึนซังกระหายอำนาจมากเพียงไร พระองค์ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนขึ้นไปอยู่จุดสูงสุด แล้วเหตุใดการที่จะหลอกให้องค์หญิงจากทิโอเปียมารัก พระองค์จะทำไม่ได้เล่า


"หึ ถ้าเช่นนั้นก็รอดูต่อไปเถิด ว่าพวกท่านจะหยุดข้าได้หรือไม่"


"เจ้าจะทำจริงๆหรืออึนซัง กับองค์หญิงที่ใสสะอาดถึงเพียงนั้นหน่ะหรือ" องค์ชายอึนซังแสยะยิ้มร้ายกาจออกมาส่งไปให้องค์ชายโยฮันที่เอ่ยประโยคเมื่อครู่ จิตใจงดงามเสียเหลือเกินนะท่านพี่โยฮัน แท้จริงแล้วท่านก็ต้องการองค์หญิงโรเซียน่าเพื่อบัลลังค์เช่นกันไม่ใช่หรือ


"แล้วพวกท่านจะได้รู้ว่าข้าทำอะไรได้บ้าง" ร่างสูงขององค์ชายองค์สุดท้องก้าวออกไปจากศาลาหินอ่อนพร้อมรอยยิ้มร้ายกาจ เหลือไว้แต่องค์ชายทั้งสี่พระองค์ที่ต่างพากันถอนหายใจกันอย่างเหนื่ออ่อน แท้จริงแล้วองค์รัชทายาททั้งหกเคยสนิทกันมาก มากจนถึงแม้จะต่างสายเลือดก็รักกันดั่งเช่นพี่น้องแท้ๆ แต่เพราะนางสนมจูเลียหรือผู้เป็นมารดาขององค์ชายอึนซังค่อยๆปลูกฝังความเห็นแก่ตัวและอำนาจให้กับพระองค์ จึงทำให้องค์ชายที่เคยร่าเริงและมีเมตตาแปรเปลี่ยนเป็นองค์ชายที่ไร้ซึ่งคุณธรรมและกระหายอำนาจ ความสนิทสนมระหว่างองค์ชายทั้งหกจึงค่อยๆเลือนหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความเกลียดชัง


"ข้าจะปกป้องโรเซียน่าให้ได้ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม" องค์ชายซึงอูกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่นและจริงจังที่สุด พระองค์ตกหลุมรักองค์หญิงโรเซียน่าตั้งแต่แรกเห็น ร่างแบบบางที่ยิ้มรับให้กับความสวยงามของธรรมชาติ ครั้งเมื่อที่พระองค์เจอกับนางครั้งแรก รอยยิ้มของโรเซียน่าก็ตรึงติดอยู่ในดวงใจขององค์ชายตั้งแต่นั้นมา นางผู้ที่อ่อนโยนและบริสุทธิ์ถึงเพียงนั้น ไม่สมควรที่จะได้รับความเจ็บปวดหรือความทุกข์ใดๆทั้งสิ้น


"คงไม่ใช่ท่านพี่เพียงผู้เดียวหรอกที่จะปกป้องโรเซียน่า เตรียมใจไว้เถิดต่อแต่นี้พวกเราคงต้องแข่งขันเพื่อแย่งชิงหัวใจรักของนางมาให้ได้กันเสียแล้ว" องค์ชายจุนโฮกล่าวขึ้นพร้อมกับสอดสายตามองทอดออกไปไกล อย่างนึกคิดบางอย่างอยู่ 





'ต่อแต่นี้ความสัมพันธ์ของพวกเราคงถึงคราวต้องแตกหักกันแล้วกระมัง'













     ข้าเดินมุ่งไปยังห้องบรรทมของตัวเอง เจสสิก้าที่แยกจากข้าตั้งแต่อยู่ภายในงานเลี้ยงเต้นรำ เมื่อเห็นข้าเดินมาจนถึงท้องพระโรงที่นางยืนคอยท่าอยู่ก็ยิ้มร่าขึ้นมาอย่างดีใจ ปกติทั้งข้าและนางไม่ค่อยอยู่ห่างกันเสียเท่าไร หากไม่เป็นเพราะข้าขอใช้เวลาอยู่คนเดียว เจสสิก้าก็จะไม่ไปไหนไกลจากข้า จะมีก็แต่ครานี้กระมังที่ข้าไม่มีนางคอยตามติดเป็นเวลากว่าสองชั่วโมง


"หม่อมฉันเป็นห่วงองค์หญิงเหลือเกินเพคะ วังนี้ช่างใหญ่หลวงนัก หม่อมฉันเดินวนไปมาราวกับเขาวงกต" เป็นจริงอย่างที่นางว่า พระราชวังแห่งนี้งดงามและใหญ่โตจนคิดว่าให้เดินรอบๆมันภายในหนึ่งวันก็คงจะเดินได้ไม่ทั่ว คงไม่แปลกที่ผู้มาใหม่อย่างข้าและเจสสิก้าจะหลงทางได้โดยง่ายหากไม่มีผู้นำทางให้


"เจ้ากังวลสิ่งใดกัน รอบกายข้ามีอัศวินมากมาย ข้าจะเป็นอะไรไปได้เสียเล่า"


"หม่อมฉันไม่ได้ห่วงว่าจะมีผู้ใดมาทำอันตรายองค์หญิงเพคะ แต่หม่อมฉันห่วงว่าองค์หญิงจะรับมือกับเหล่าคนที่นี้ไม่ได้"


"อาจจริงดั่งเจ้าว่า แต่ก็ใช่ว่าข้าจะรับมือไม่ได้นี่" ข้ายิ้มน้อยมองหน้าเจสสิก้าที่ทำหน้างุนงงส่งมาให้ข้า ถูกแล้วที่นางจะไม่เข้าใจ ตลอดสองชั่วโมงที่เจ้าไม่ได้อยู่กับข้า เจ้าคงพลาดเรื่องสำคัญไปหลายเรื่องเลยหล่ะเจสสิก้า ผู้คนที่นี้รับมือได้ยากจริง แต่ข้าก็เตรียมตัวตั้งรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวข้าในอนาคตอันใกล้นี้แล้วเช่นกัน ถึงจะกังวลอยู่บ้างแต่ข้าก็มั่นใจว่าข้าจะรับมือกับทุกปัญหาที่เข้ามาได้


"ดึกมากแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถอะ ห้องของเจ้าอยู่ไม่ไกลใช่หรือไม่"


"ไม่ไกลเพคะ เดินขึ้นบันไดทางปีกขวา ทั้งหมดนั้นเป็นห้องของเหล่านางข้าหลวงเพคะ" นางว่าพลางบอกทางให้ข้าได้รับรู้ที่พักอาศัยของนางข้าหลวง ถือว่าระบบภายในวังแห่งนี้ดีทีเดียวเพราะไม่ว่าจะเป็นการแยกห้องนอนบุรุษ-สตรี ให้อยู่คนละฝากฝั่งแล้ว ยังมีการเฝ้าเวรยามและตรวจตราอย่างแน่นหนา ดูจากเหล่าอัศวินทหารภายในวัง ที่ต่างประจำการเฝ้าทั่วทุกห้องและทุกจุดภายในวัง หากมีโจรลอบเข้ามาคงต้องมีฝีมือดีพอที่จะลอดพ้นสายตาของเหล่าอัศวินพวกนี้ได้


"เช่นนั้นก็ดี ไปเถิด เจ้าคงเหนื่อยจากการเดินทาง ยังไม่ได้พักเลยใช่หรือไม่"


"ขอบพระทัยเพคะองค์หญิง เช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลา ขอให้ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนที่ดีของพระองค์เพคะ" เจสสิก้าเอ่ยลาข้าและแยกตัวออกไป เมื่อเห็นนางเดินไปจนลับสายตาแล้ว ข้าจึงมุ่งไปยังห้องของตัวเองบ้าง ข้าเดินตัดผ่านท้องพระโรงและก้าวขึ้นบันไดไปยังทางปีกซ้าย ที่ที่มีไว้สำหรับเหล่าเชื้อพระวงศ์เพียงเท่านั้น ข้าเดินทอดน่องไปตามระเบียงทางเดินที่ยาวสุดลูกหูลูกตา แสงจันทร์สาดลงมากระทบตาข้าให้แหงนมอง พระจันทร์ช่างงดงามเสียจริง หากได้มองกับคนที่รักคงจะเป็นค่ำคืนที่แสนวิเศษเป็นแน่



"ดาวกระดาษ สาดแสง แต่งแต้มฟ้า 
 ไม่เท่าหนึ่งจันทรา คราเฉิดฉาย
 แม้รายล้อม พร้อมดาว พราวพร่างพราย
 ไม่อาจเทียบ หนึ่งหมาย มิคลายปอง

 
 ดั่งเย้ยแสง แสร้งส่อง ท้องฟ้ากว้าง
 กระพริบพร่างพรายแพร้ว ไร้แววหมอง
 แสงนวลใย ใสเจื่อ ระเรื่อทอง
 งามแผ่วผ่อง นภา ให้ตราตรึง
 

 คราวโศกเศร้า เหงาใจ ใครบ่นว่า
 แสงนวลตา เลือนหาย ให้คิดถึง
 แม้มีดาว มากมาย ในคำนึง
 ยังรำพึง ถึงจันทร์ นั้นหนึ่งเดียว 
 

 หากมีใคร รู้ซึ่ง หนึ่งคำรัก
 คำยิ่งใหญ่ เกินจัก หักใจเหลียว
 ยากหาสิ่ง ใดแทน แน่นดั่งเกลียว 
 มิอาจเกี่ยว ข้องใคร นอกใจจันทร์"





(cr: สุนันยา)


    


    ข้าหันหน้ามองผู้ที่เอื่อนเอ่ยบทกลอนเมื่อครู่ หากฟังแค่เพียงผ่านหูคงเป็นกลอนที่กล่าวถึงดวงจันทร์เท่านั้น แต่เมื่อจับใจความของมันให้ดี บทกลอนนี้ช่างหวานเสียจนหากใครได้ฟัง ย่อมโอนอ่อนราวกับได้ยินคำสารภาพรักเสียก็ไม่ปาน ดวงหน้าที่กระทบแสงจันทร์ของบุรุษตรงหน้าข้าทำให้ข้าเห็นคร่าตาของผู้มาใหม่ได้ชัดขึ้ บุรุษที่มีใบหน้าแสนเย็นชา นิ่งงันราวกับแม่น้ำให้ฤดูเหมันต์ สองขายาวขององค์ชายอูซอกก้าวเข้ามาใกล้ข้าเรื่อยๆ จนช่องว่างระหว่างเราสองลดน้อยลง

"บทกลอนของโทมัส ทีย์ นักเขียนเร่ร่อนหน่ะ" ร่างสูงหยุดยืนอยู่ข้างกายข้า พร้อมกับท้าวแขนลงบนราวระเบียง แหงนหน้ามองพระจันทร์และเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ


"เป็นบทกลอนที่วิเศษมากๆเพคะ"


"เขาแต่งบทกลอนนี้เพื่อมอบให้สตรีรักที่เขาเฝ้ารอ"


"..."


"สตรีที่เขารู้ดีว่าไม่มีทางครองรักกับนางได้"


"ยามเมื่อพวกเขาทั้งสองได้มาพบกันอีกครั้ง คราเมื่อสตรีผู้นั้นแหงนหน้ามองพระจันทร์ นางก็เอ่ยขึ้นถามโทมัสว่า 'ดวงจันทร์ดวงเดียวกัน มองชมแต่ละครั้งใยแตกต่าง' "


"..."


"โทมัส ทีย์ จึงเอ่ยตอบนางไปว่า 'ดวงจันทร์ยังคงเป็นดวงเดิมไม่เปลี่ยน ใจคนชมต่างหากที่เปลี่ยนไป' " จบประโยคของบุรุษตรงหน้า ทั้งข้าและองค์ชายอูซอกต่างมองเข้ามาในตาของกันและกัน ดวงตาโศกคู่นี้ฉายเด่นชัดในดวงตาข้า บุรุษชายผู้นี้ต้องเจอเรื่องร้ายแค่ไหนกันถึงจะครอบครองแววตาแสนเศร้านี้ได้ แท้จริงแล้วองค์ชายอูซอกไม่ได้เย็นชา เพียงแต่พระองค์ทรงปิดกั้นตัวเองจากสิ่งที่จะทำร้ายความรู้สึกของพระองค์เพียงเท่านั้น ภายใต้จิตใจนั้นยังคงแฝงไปด้วยความหวังและความปราถนาที่จะพบเจอกับความสุขอีกครั้ง


"เป็นเรื่องราวที่น่าเศร้ายิ่งนัก การที่ได้รับรู้ว่าหัวใจของคนรักเปลี่ยนไป ช่างแสนเจ็บปวด"


"ความเจ็บปวด เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น หากเจ้าไม่รู้สึกรัก ไม่แลเหลียวสิ่งใด เจ้าก็จะไม่เจ็บปวด" ดวงตาของร่างสูงละออกไปจากข้า และเสมองพระจันทร์อีกครา ยิ่งตอกย้ำข้าว่าองค์ชายผู้นี้โดดเดี่ยวมากมายเหลือเกิน


"แม้ว่าความสุขอันใกล้อาจจะมาพร้อมกับความรักหน่ะหรือ เช่นนั้น...หากไม่รัก และไม่แลเหลียวสิ่งใด จะพบพานกับความสุขได้ที่ใดกัน" ข้าตอบกลับไป เรียกสายตาขององค์ชายได้เป็นอีกครา หากแต่ครานี้พระองค์กลับยิ้มออกมาเล็กน้อย และหัวเราะขึ้นเสียงเบา


"ถูกของเจ้า หากการรักใครสักคนจักทำให้ข้าเป็นสุข..." พระองค์ขยับตัวเข้าใกล้ข้าเรื่อยๆ ข้าได้แต่ถอยตัวถดหนีทีละก้าวๆ แต่ก็ต้องจนตรอก เมื่อมือใหญ่ขององค์ชายอูซอกยื่นมาโอบรัดรอบเอวของข้า และดึงเข้าไปใกล้พระองค์ ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันอย่างชัดเจน


"เช่นนั้นข้าก็คงจะรักเจ้าได้เช่นกัน เพราะดูเหมือนข้าจะเป็นสุขทุกครั้ง...ยามเมื่อมองเห็นดวงหน้าของเจ้า" ใบหน้าขององค์ชายอูซอกค่อยๆเลื่อนก้มต่ำลงมาเรื่อยๆ ปลายจมูกของเราสองแตะกันในที่สุด ดวงใจของข้าสั่นระรัว เหตุใดจึงไม่ผลักไส... แรงดึงดูดที่พระองค์มี ทำให้ข้าไม่สามารถขยับไปไหนได้ ยามเมื่อริมฝีปากของบุรุษตรงหน้าทาบทับลงมา ราวกับโลกทั้งใบแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพู ข้าเป็นสตรีหลายใจไปแล้วหรือ เจ้าชอบพอองค์กับชายอึนซังอยู่จริงหรือไม่ เหตุใดจึงหวั่นไหวยามเมื่อองค์ชายผู้นี้มอบจุมพิศให้ แม้นจะไม่มีการรุกล้ำใดๆ เพียงแค่เป็นแตะลงเบาๆเท่านั้น แต่เท่านั้นก็มากพอที่จะทำให้หัวใจของข้าเด่นดังจนรู้สึกว่าจวนจะระเบิดออกมาอยู่ในทีเสียแล้ว วงแขนหนากระชับอ้อมกอดให้แนบชิดกันยิ่งขึ้น ข้าราวกับคนจะสิ้นสติ ร่างกายอ่อนแรงแทบจะล้มลง โชคดีที่มีวงแขนคู่นี้ประคับประคองไว้ไม่ให้ทรุดลงได้ องค์ชายอูซอกถอนจูบออกไป แต่ก็ยังมิวายกดจูบสั้นๆลงมาอีกครั้ง นั้นทำให้ข้าก้มหน้างุดเสียแทบจะจมดิน หัวใจยังคงเต้นแรงอยู่ไม่หายจนเกรงว่าร่างสูงตรงหน้าข้าจะได้ยิน


จุ๊บ!



"หากเป็นเมื่อก่อน ข้าคงไม่เข้าใจว่าอาการตกหลุมรักเป็นเช่นไร และจักเกิดขึ้นได้ง่ายขนาดไหน"


"แต่ในครานี้ ข้าเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ว่าการตกหลุมรักผู้ใดสักคนนึงมันช่างง่ายดายแลทำให้ข้าเป็นสุขได้ถึงเพียงนี้"


"หากเจ้ายังทำตัวน่าถนุถนอมเช่นนี้ต่อไป เห็นทีข้าคงปล่อยให้เจ้าเป็นของผู้ใดไม่ได้เสียแล้ว"








     ข้ากลับเข้ามายังห้องบรรทมในที่สุด องค์ชายอูซอกยืนกรานว่าจะเป็นผู้เดินมาส่งข้าให้ถึงที่ด้วยตัวเอง หลังองค์ชายมอบจุมพิศให้กับข้า ราวกับพระองค์ก็แปรเปลี่ยนไปเป็นคนละคน องค์ชายเจ้าของใบหน้าแสนเย็นชาแลไม่ยีระต่อสิ่งใด กลับมอบรอยยิ้มอบอุ่นส่งมาให้ข้าไม่ขาด ระหว่างที่เราร่วมเดินมาด้วยกันตามทาง เสียงทุ้มหวานเอ่ยราตรีสวัสดิ์ ยิ่งทำให้ค่ำคืนนี้ของข้าดูเหมือนจะเป็นค่ำคืนที่แสนพิเศษ อย่างที่เจสสิก้าอวยพรให้แก่ข้า


องค์ชายอึนซัง


องค์ชายซึงอู


องค์ชายอูซอก




     สามพระองค์ที่ทำให้ข้าหัวใจเต้นแรงได้ยามเมื่ออยู่ใกล้ ข้าสับสนเหลือเกิน คราแรกข้าแน่ใจว่าผู้ที่ข้าชอบพอมากที่สุดคงจะเป็นองค์ชายอึนซังเสียแน่แล้ว แต่เมื่อพบเจอกับคำพูดหยอดหวานขององค์ชายซึงอูและจุมพิศแสนอ่อนโยนขององค์ชายอูซอก ข้าก็แทบจะทึ้งหัวตัวเองให้ขาดสะบั้น เพราะไม่รู้เลยว่าผู้ใดกันแน่ที่ข้าจักต้องมอบหัวใจรักให้ หากมีแค่สามพระองค์ก็คงดี เพราะถ้าองค์ชายที่เหลือต่างพากันทำให้ข้าสับสนวุ่นวายหัวใจอีก ข้าคงไม่วายได้หนีกลับทิโอเปียเป็นแน่ อย่างน้อยๆก็ขออย่าให้ข้าหลงรักผู้ใดเพิ่มอีกเลย










      













ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 125 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

31 ความคิดเห็น

  1. #28 Park Cr (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 14:56
    ปักธง โยฮันได้ไหมฮือ แต่ใจจริงอยากได้ซึงอู แต่ก็แบบ ฉันทิ้งคนอื่นไม่ได้ เหมารวมทั่งหมดนี้แหละ;-;
    #28
    0
  2. #25 Baifer77 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 20:16
    องค์ชายอูซอกค่ะTT//ปักธง
    #25
    0
  3. #24 Yanisa.a (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 22:43
    องค์ชายซึงยอนด้วยค้าบเตง
    #24
    0
  4. #22 Melovekn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 23:02
    รอนะไรท์รอคอยมาเลยยยย
    #22
    0
  5. #21 เฮอร์มอยส์ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 18:07
    องค์ชายซึงยอนเท่านั้นเพคะ!!
    #21
    0
  6. #20 NoppawanChol (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 21:10
    เลือกม่ายด้ายยยยยยยยยยยยยยยย
    #20
    0
  7. #15 SOYU Girlz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2562 / 00:12

    น่าจะยากนะคะโรเซียน่า นี่พึ่งสามคนที่มำให้ใจสั่นเอง 5555 แง้ง
    #15
    0
  8. #14 ppcuxxkl (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 22:50

    ฮืออออ สู่ขิตในวันที่ดืออ //สู้ๆนะคะไรท์
    #14
    0
  9. #12 NaNankkkk (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 05:09
    ชอบบบ มาต่อนะไรท์~~~
    #12
    0
  10. #10 AomAom123456 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 19:39
    สนุกง่าาาแต่งหลายๆตอนนะคะ
    #10
    0
  11. #9 ppcuxxkl (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 09:33
    เดือดมากก
    #9
    0
  12. #8 SOYU Girlz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 01:28
    ฮื่อบรรยากาศมาคุแน้วว
    #8
    0