[X1 X YOU] ROZIANA : THE LOVER OF PRINCESS

ตอนที่ 3 : CHAPTER 2 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 554
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 63 ครั้ง
    2 ต.ค. 62





















      
        ข้าได้รับการต้อนรับอย่างดีจากองค์ราชาและองค์ราชินี หลังจากที่องค์ชายซึงอูได้พาข้ามาที่วังแล้วองค์ชายก็เพียงแต่กล่าวไว้ว่า



'ค่ำคืนนี้คงจะเป็นค่ำคืนที่น่าตื่นใจอยู่พอดู'




    และข้าเองเพิ่งจะได้เข้าใจว่าแท้จริงแล้ว องค์ราชาและองค์ราชินีได้ตระเตรียมงานเต้นรำไว้เพื่อฉลองต้อนรับการมาถึงของข้า ทั้งสองพระองค์ดูยินดีเสียมากมายที่ข้าได้ปรากฎตัวอยู่ต่อหน้า โดยเฉพาะองค์ราชินี ที่เมื่อข้ามาถึงและทำการเข้าเฝ้าทั้งสองพระองค์แล้ว พระองค์ก็เร่งรีบพาข้ามาขัดเนื้อขัดตัว และแปลงโฉมข้าเสียใหม่เพื่อเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงเต้นรำที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า ชุดที่พระองค์ทรงเลือกมาให้ข้านั้น เป็นชุดที่สวยงามแลดูแปลกตาไปจากชุดที่ข้าใส่เป็นประจำ อาจเป็นเพราะต่างอาณาจักรกัน จึงทำให้รูปแบบของชุดต่างไป แม้จะคล้ายกันอยู่บ้างในบางส่วน แต่ลวดลายกลับมีเอกลักษณ์ที่สามารถแยกออกได้ว่าชุดชุดนี้มาจากที่ใด











      

    ในความจริงแล้วอาณาจักรแห่งนี้เป็นอาณาจักรที่อุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยธรรมชาติ มากไปด้วยดอกไม้นานาชนิด ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา ซึ่งเป็นปกติของอาณาจักรทางตอนเหนือที่จะมีเทือกเขาอยู่ทั่วอาณาบริเวณ อีกทั้งอากาศนั้นก็ยังดีตลอดปี แตกต่างจากอาณาจักรของข้าที่มีอากาศที่ค่อนข้างจะอบอุ่นกว่ามาก ธรรมชาติป่าไพรนั้นมีอยู่ แต่จะเป็นป่าสนและป่าดิบชื้นเสียมากกว่า ส่วนการแต่งกาย 
ที่อาณาจักรของข้าค่อนข้างจะเรียบง่ายและมีลายปักไม่มากนัก หากมีก็จะนิยมใช้ไหมเงินไหมทองปักเป็นเส้นเพื่อเพิ่มความประกาย หรือหากไม่เช่นนั้นก็คงแต่งกายด้วยชุดที่มีสีสันสดใสไปเสียเลย




"เจ้างดงามเหลือเกินโรเซียน่า" ยามเมื่อมงกุฎประจำกายของข้าถูกสวมลงมา องค์ราชินีก็เอ่ยปากชื่นชมข้าด้วยความพึงใจ พระองค์มองดูความเรียบร้อยอยู่เพียงครู่หนึ่งก็เอ่ยตรัสขึ้นอีกครา



"เจ้ารู้หรือไม่ ว่าข้าเคยมีธิดา" แววตาขององค์ราชินีเศร้าหมองไปในทันตา ยามเมื่อพระองค์กล่าวถึงอดีตที่เกี่ยวกับพระธิดา



"..."



"เจ้าทำให้ข้าคิดถึงลูกของข้ามาก หากนางยังอยู่ก็คงสง่างามเช่นเจ้า" ฝ่ามือเรียวขององค์ราชินีโอบอุ้มใบหน้าของข้าไว้อย่างอาวรณ์ ข้าเอียงใบหน้ารับกับฝ่ามือของพระองค์ก่อนจะเผยยิ้มอ่อนออกไป



"ข้ามีเรื่องจะขอเจ้า"



"เพคะ?"



"สัญญากับข้าได้หรือไม่ว่าเจ้าจะไม่ทอดทิ้งองค์ชายสาม"



    องค์ชายสามหรือองค์ชายอูซอก ข้าเคยได้ยินมาบ้างว่าองค์ชายองค์นี้รักสันโดษและไม่ใคร่สนใจโลกภายนอกนัก ทำให้เป็นองค์ชายที่ถูกมองว่าเย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำแข็ง และที่สำคัญไปกว่านั้นองค์ชายผู้นี้ยังเป็นพระโอรสองค์เดียวขององค์ราชินีอีกด้วย ข้าจึงไม่สงสัยมากนักว่าเหตุใดองค์ราชินีจึงต้องการให้ข้าใส่ใจดูแลโอรสของตน เพราะว่าผู้ที่จะเลือกว่าข้านั้นจะได้อภิเษกกับองค์ชายองค์ใด คือพระราชาแห่งอาณาจักรนี้เท่านั้น และถ้าหากข้าไม่ได้อภิเษกกับองค์ชายอูซอก องค์ชายก็จะยังไม่ได้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป และมีโอกาสเป็นไปได้สูงอย่างมากว่าจะโดนลอบสังหาร เพื่อไม่ให้เป็นการเสี่ยงต่อการก่อกบฎอย่างที่อาณาจักรส่วนใหญ่ต้องเจอะเจอ 



"หม่อมฉัน..."



"เจ้าจะทำอย่างไรก็ได้ ขอเพียงให้โอรสของข้าขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป" แววตาของราชินีเปลี่ยนไปอย่างทันตาเห็น จากความอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นโกรธแค้น จนทำให้ข้านึกหวั่นใจว่าหลังจากนี้อาจจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับราชวงศ์ๆนี้



"หม่อมฉันมิอาจตัดสินใจได้เพคะ แม้นชะตาชีวิตของหม่อมฉัน หม่อมฉันก็ไม่อาจตัดสินมันได้ด้วยตัวของหม่อมฉันเอง หากพระองค์อยากให้หม่อมฉันคอยปรนนิบัติรับใช้องค์ชายสามนั้น หม่อมฉันย่อมทำได้"



"..."



"แต่ถ้าหากจะให้หม่อมฉันตัดสินชะตาชีวิตของใครนั้น หม่อมฉันเกรงว่าจะไม่สามารถทำให้ความปราถนาของพระองค์เป็นจริงได้เพคะ"



    องค์ราชินีจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของข้าอย่างเดาได้ยากว่าพระองค์ทรงกำลังคิดสิ่งใดอยู่ หากแต่ข้าเองก็ไม่ได้หลบสายตาที่ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของข้าออกจากพระองค์เช่นเดียวกัน องค์ราชินีหัวเราะออกมาในลำคอเสียงแผ่วเบา แต่นั้นก็ดังพอที่จะสามารถทำให้ข้าได้ยินมันได้อย่างชัดเจน



"เจ้าช่างเป็นองค์หญิงที่เที่ยงธรรมเสียจริง ข้าต้องขอโทษเจ้าที่เอาแต่ใจมากไปเสียหน่อย แต่อย่างไรเสีย ข้าก็คงต้องฝากให้เจ้าคอยดูแลองค์ชายสามแทนข้า ส่วนเรื่องราชบัลลังค์ ข้าเชื่อว่าลูกของข้าจะต้องได้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป และจะไม่มีใครหน้าไหนเปรียบเหมือนได้ ถึงตอนนั้นเรามาคอยดูกันเถิด ว่าชะตาของเจ้าจะเป็นไปอย่างไร" 

    เอ่ยแต่เพียงเท่านั้นพระองค์ก็ก้าวเดินออกไปอย่างเยือกเย็น ดวงหน้าเรียบนิ่งขององค์ราชินีเมื่อครู่ยังคงติดตรึงอยู่ในความคิดของข้า ช่างเป็นองค์ราชินีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความพิศวงเกินจะคาดเดาเสียจริง ความอ่อนโยนนั้นช่างเหมือนกับแสงแดดของพระอาทิตย์ยามเย็น ยามเมื่อฉายแสงทออ่อนย่อมอบอุ่นไปทั้งใจ แต่ความเย็นชานั้นก็ดุจดั่งภูเขาน้ำแข็ง แกร่งและหนาวเหน็บเกินกว่าที่ใครๆจะสามารถพิชิตได้ ข้าคงต้องระวังองค์ราชินีไว้เสียแล้ว


"องค์หญิงเพคะ ถึงเวลาแล้วเพคะ" เจสสิก้าเป็นผู้เดินมาตามข้า เพื่อเข้าไปยังงานเลี้ยงที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ข้าเพียงแต่พยักหน้าตอบรับแล้วเดินนำหน้านางออกไป



"วันนี้พระองค์ทรงงดงามมากเลยเพคะ หม่อมฉันคิดว่าผู้ที่อยู่เบื้องหน้าของหม่อมฉันตอนนี้เป็นเทพธิดาเสียอีก" เจสสิก้ากล่าวขึ้นมาในขณะที่สองเท้าก็ยังก้าวเดินตามข้ามาไม่ห่าง



"เจ้าเยินยอข้า จนข้าเคยตัวเสียแล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไปข้าคงไม่พ้นถูกกล่าวว่าเป็นองค์หญิงที่เรินเร่อหลงตัวเองเป็นแน่"



"แต่นางก็พูดไม่ผิดนี่จริงหรือไม่ เพราะว่าเจ้าก็งดงามเหมือนเทพธิดาดั่งที่นางพูด" เสียงที่ตอบกลับมาหาใช้เสียงของเจสสิก้าไม่ แต่เป็นเสียงนุ่มทุ้มของบุรุษชายที่ข้าไม่คุ้นเคย ข้าหันไปทางที่มาของเสียงนั้น จนได้พบเข้ากับร่างสูงของบุรุษผู้หนึ่งที่เมื่อดูจากการแต่งกายแล้ว คงจะเป็นหนึ่งในองค์ชายของราชวงศ์นี้เป็นแน่ เห็นดังนั้นข้าจึงถอนสายบัวอย่างนอบน้อมแก่ผู้ที่อยู่เบื้องหน้า แม้นจะยังไม่มั่นใจว่าองค์ชายองค์นี้มีนามว่าอะไร แต่ก็คงไม่เสียหายอะไรหากจะเอ่ยถามออกไปในภายหลัง



"เจ้าคงยังไม่รู้นามของข้า" ร่างสูงก้าวเดินเข้ามาใกล้ตัวข้า และส่งมือหนามาเชยคางให้ข้าเงยหน้าขึ้นสบสายตาเข้ากับดวงตาคมที่เปล่งประกายจนเสมือนข้าถูกต้องมนต์สะกด มิให้สามารถละสายตาไปจากดวงตาคู่นี้ได้



"ข้ามีนามว่าอึนซัง องค์รัชทายาทลำดับที่ 6 ของอาณาจักรฟาเลนเดีย"



"เป็นเกียรติที่ได้พบพระองค์เพคะ" 



"เป็นจริงอย่างที่ทุกคนกล่าวไว้ ว่าองค์หญิงจากอาณาจักรทิโอเปียงามเสียจนไม่สามารถละสายตาออกจากดวงหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดานี้ได้" องค์ชายอึนซังไม่พูดเปล่า ยังทรงลูบไล้มือใหญ่ไปตามกรอบหน้าและเรียวแก้มของข้าอย่างแผ่วเบา ราวกับข้าเป็นเครื่องแก้วชิ้นงามที่บอบบางจวนจะแตกสลายไป



"ทรงพูดเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันก็เป็นเหมือนดั่งสตรีทั่วไปเท่านั้น" ข้าพยายามเบี่ยงใบหน้าออกจากฝ่ามือขององค์ชายอึนซัง อาการเขินอายเกาะกินที่ความรู้สึกของข้าเข้าอย่างจัง ข้าเอ่ยคำพูดแสนน่าขันออกไปอย่างรู้อยู่เต็มอกว่ามันก็เป็นเพียงการถ่อมตนอย่างหนึ่งเพียงเท่านั้น เพื่อไม่ให้ตัวของข้าเองดูหยิ่งผยองมากจนเกินไป



"ผิดแล้วโรเซียน่า ความงามของเจ้า คงไม่อาจหาใครมาเปรียบเหมือน"



"..."



"แม้แต่ข้าเองที่ได้เห็นเจ้าเพียงเสี้ยวหน้า หัวใจของข้าก็แทบจะหลุดออกมาจากอกเสียแล้ว"


    



     ราวกับคำสารภาพรักเสียก็ไม่ปาน เพียงแค่เสียงทุ้มนั้นเอ่ยปาก หัวใจของข้าก็สั่นไหว ทุกครั้งยามเมื่อใบหน้าคมคายของชายตรงหน้าขยับเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่ ข้าก็เสมือนศิลาที่ไม่สามารถขยับไปไหนได้ ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยดวงตาคู่นี้ของเขา ช่วยบอกข้าทีเถิดว่าอาการของข้าตอนนี้ใช่คนที่กำลังตกหลุมรักอยู่หรือไม่ เหตุใดใจของข้าถึงสั่นไหวถึงเพียงนี้



"ให้ข้าเป็นผู้พาเจ้าไปยังงานเต้นรำได้หรือไม่องค์หญิง" องค์ชายอึนซังเอื่อนเอ่ย ก่อนจะส่งมือหนามาตรงหน้าพร้อมกับโน้มตัวลงมาให้เสมอกับตัวของข้า



"หากหม่อมฉันปฏิเสธ องค์ชายจะทรงทำเช่นไรเพคะ" หากข้าตอบตกลงไปในที คงหนีไม่พ้นโดนกล่าวว่า ว่าเป็นองค์หญิงใจง่ายเพียงแค่มีบุรุษชายยื่นมือมาให้ ก็พร้อมจะโอนอ่อนจับมือนั้นไปในทันที เสด็จแม่ของข้าเคยสอนไว้ ไม่ว่าจักบุรุษหรือสตรีควรมีชั้นเชิงในการวางตัว ไม่โอนอ่อนจนเกินไป แต่ก็ไม่แข็งเสียจนทำให้ไม่อยากมีใครเข้าหา



"หากเจ้าปฏิเสธ ข้าก็จักตามไปยื่นมือให้เจ้าอยู่เช่นนี้ จนกว่าเจ้าจะยอมจับมือของข้าและเดินเคียงข้างกายข้าไปพร้อมกัน"



"เป็นเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยากจะพิสูจน์ ว่าองค์ชายจะทำได้จริงอย่างที่ทรงเอ่ยพูดหรือไม่" สิ้นเสียงของข้า ข้าเพียงแต่ถอนสายบัวและเดินเลี่ยงออกมาจากองค์ชายอึนซังแล้วเข้างานเลี้ยงเต้นรำมาด้วยตัวของข้าเอง



"องค์หญิงโรเซียน่า แห่งทิโอเปีย เสด็จแล้ว!!" ทหารเฝ้าประตูเมื่อเห็นข้าจึงรีบเอ่ยเสียงประกาศนามให้ทุกคนในงานเลี้ยงได้รับรู้ ข้ายืนอยู่บนบันไดขั้นสูงสุด มองลงไปยังงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์มากมายที่กำลังมองมาที่ข้า สายตาเหล่านั้นทำให้ข้าเจียนจะลมจับ ข้าชังงานเข้าสังคมเป็นไหนๆ ทุกๆครั้งที่มีงานเลี้ยงที่พระราชวังของข้า ข้าก็มักจะเลี่ยงหรือแกล้งป่วยมาโดยตลอด ข้าเบื่อต่อการกระทำแสนเสแสร้งของผู้คนเหล่านั้น ทุกคนล้วนแล้วแต่สวมหน้ากากเข้าหากัน ข้าหน่ายที่จะต้องมาทนฟังคำพูดเยินยอมากมายที่ไม่จริงใจ เอ่ยชมข้าเพียงเพราะต้องการจะประจบประแจงเพื่อหวังบางสิ่งจากตัวข้า แต่วันนี้ข้าคงหลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนเช่นเคย หากทำเช่นนั้นมีหวังหัวข้าได้หลุดออกจากบ่าในเร็วพลันเป็นแน่ 




     ข้าเยื่องก้าวเดินลงไปตามขั้นบันไดช้าๆ ข้างกายของข้ายังมีเจสสิก้าคอยเดินตามอยู่อย่างระแวดระวัง อีกเพียงอึดใจเดียวเท้าของข้าก็จะแตะลงที่พื้นอย่างง่ายดาย หากไม่เป็นเพราะองค์ชายอึนซังรั้งแขนของข้าไว้ ท่ามกลางสายตาของผู้คนในงานเลี้ยง ข้าไม่ทันรู้ตัวเลยเสียด้วยซ้ำว่าองค์ชายเดินตามมาถึงตัวข้าตั้งแต่ตอนไหน ณ ตอนนี้ใบหน้าของข้าคงจะแสดงคำถามมากมาย เพราะข้าไม่รู้ถึงเหตุผลที่องค์ชายตรงหน้าทรงกระทำอยู่ องค์ชายอึนซังดึงให้ข้าเข้าไปขนานข้างกับตัว พร้อมทั้งโน้มใบหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูของข้าอย่างแผ่วเบา



"หากเจ้าอยากรู้ว่าข้าจักทำจริงอย่างที่ข้าพูดได้หรือไม่นั้น..." องค์ชายอึนซังปล่อยแขนของข้าออก และก้าวเดินมายืนอยู่เบื้องหน้าของข้า เพียงชั่วครู่ร่างสูงขององค์ชายก็คุกเข่าลงแนบพื้น พร้อมกับยื่นมือหนาออกมาเพื่อรอการตอบรับจากฝ่ามือของข้า




"เต้นรำกับข้าได้หรือไม่โรเซียน่า" เสียงนุ่มทุ้มเอื่อนเอ่ยออกมา เป็นคำเชิญชวนที่ตัวข้าเองได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน แต่เหตุใดครั้งนี้มันกลับทำให้หัวใจของข้าแทบจะหยุดเต้นไปในที เหตุใดข้าถึงส่งมือไปทาบทับกับมือหนาตรงหน้า ไม่เหมือนดั่งเช่นทุกครั้งที่ข้ามัวแต่ปฏิเสธอย่างทันควัน องค์ชายอึนซังผู้นี้หรือข้ากำลังตกหลุมรักพระองค์แล้วจริงๆ



"เพคะ" การตอบรับของข้าเรียกรอยยิ้มหวานออกมาจากใบหน้าขององค์ชาย ฝ่ามือหนาจูงมือของข้าไปยังกลางท้องพระโรง ดนตรีถูกบรรเลงขึ้นพร้อมกับที่เราสองเริ่มเต้นรำไปตามเสียงเพลง ข้าสบสายตาของบุรุษตรงหน้าเฉกเช่นเดียวกับอีกฝ่ายที่ก็มองลึกเข้ามาในดวงตาของข้า 



ใช่...ถึงตอนนี้ข้าแน่ใจแล้ว ว่าข้าตกหลุมรัก...องค์ชายอึนซัง




"หากโชคชะตา เป็นผู้นำพาให้เราได้พบกัน ข้าก็จักเชื่อในโชคชะตาตลอดไป" องค์ชายอึนซังเอ่ยขึ้นเสียงเบา แต่กลับดังพอที่จะทำให้มันก้องไปทั้งใจของข้าได้ เหตุใดพระองค์ถึงมีอิทธิพลต่อหัวใจของข้าเช่นนี้ ช่วงเวลาเพียงแค่ไม่นานแต่พระองค์กลับทำให้หัวใจของข้าแทบจะลอยออกมาจากอกได้ทุกครั้งที่ทรงเอื่อนเอ่ย แล้วข้าควรทำเช่นไรเล่า หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าคงจะถอนตัวออกจากพระองค์ไม่ได้เสียแล้ว











      ดนตรีบรรเลงจบลง เราสองผละตัวออกจากกันเบาๆอย่างเว้นความเหมาะสม ข้ายังไม่ทันที่จะได้เอ่ยพูดสิ่งใด ร่างทั้งร่างของข้าก็ถูกกระชากไปโดยผู้ใดผู้หนึ่ง จนเซไปกระทบเข้ากับอีกฝ่ายอย่างจัง ข้าเงยหน้ามองผู้ที่กระทำการณ์เสียมารยาทครั้งนี้ว่าเป็นใคร




องค์ชายซึงอู?




"หากเจ้าจะรับรู้นะอึนซัง ข้าเจอนางก่อน" องค์ชายซึงอูบีบรั้งข้อมือของข้าอย่างแรงจนข้านิ้วหน้าด้วยความเจ็บ แต่ถึงเพียงนั้นการปะทะคารมก็ยังไม่สิ้นสุดลง แต่กลับเป็นการเริ่มจุดฉนวนแห่งปัญหาขึ้นมาแทน เมื่อองค์ชายอึนซังเริ่มเป็นฝ่ายโต้กลับไปบ้าง



"แต่ถ้าหากท่านพี่จะทรงทราบ องค์รัชทายาททุกพระองค์เป็นคู่หมั้นของนาง เพราะอย่างนั้นข้าเองก็มีสิทธิ์นี่จริงหรือไม่"



"ข้าเพียงแต่เปรยบอกเจ้าไว้ ว่าใครกันที่มาก่อน" องค์ชายซึงอูวาดวงแขนหนาขึ้นโอบรอบไหล่ของข้าไว้หลวมๆ ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย นี่มันสงครามประสาทอะไรกันหรือ เหตุใดข้าต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ด้วย


"เช่นนั้นข้าเองก็จะทูลบอกท่านพี่ไว้ ว่าผู้ที่มาทีหลังก็อาจจะหัวเราะเสียงดังได้ยิ่งกว่าผู้ที่มาก่อนก็ได้" ด้านองค์ชายอึนซังก็เพียงแต่เอ่ยกล่าวเสียงเรียบนิ่ง แลยิ้มเล็กๆที่มุมปาก ช่างดูแตกต่างจากองค์ชายอึนซังองค์เมื่อครู่ ผู้ที่มีรอยยิ้มหวานตรึงที่หัวใจ


"มีอีกหนึ่งสิ่งที่ข้าอยากจะทูลท่านพี่ หากไม่ถนุถนอมก็อย่าทรงใช้ความรุนแรง" ว่าจบเพียงเท่านั้นมือหนาขององค์ชายอึนซัง ก็เอื้อมมาปัดแขนหนาของผู้เป็นพี่ออกจากไหล่ของข้า ก่อนจะรั้งข้อมือข้าให้เดินตามไปเบาๆ นี่เห็นข้าเป็นตุ๊กตาล้มลุกกันหรือย่างไร คิดจะฉุดก็ฉุด คิดจะดึงก็ดึง ข้าก็เวียนหัวเป็นเหมือนกันนะ!!



    องค์ชายอึนซังพาข้าออกมาที่สวนดอกไม้ในราชวัง เป็นสวนที่สวยอยู่มากทีเดียว มองเพียงครู่เดียวข้าก็รู้สึกผ่อนคลายมากกว่าตอนอยู่ภายในงานเต้นรำเสียเป็นไหนๆ


"ข้าต้องขออภัย หากท่านพี่กระทำรุนแรงกับเจ้า เจ็บตรงไหนหรือไม่"



"หม่อมฉันไม่เป็นอะไร ทรงอย่ากังวลเลยเพคะ"



"แน่ใจแล้วหรือ ข้อมือของเจ้าช้ำแดงเสียเพียงนี้ จะไม่เป็นไรได้อย่างไรกัน" ไม่ว่าเปล่าสองมือใหญ่ยื่นมากอบกุมข้อมือของข้า เพื่อตรวจตราอาการอย่างวิตกกังวล



"เพียงแต่ห้อเลือดเท่านั้น วันสองวันก็หายดีแล้ว"



"แต่ข้าเป็นห่วง" เสียงทุ้มเอ่ยออกมาทันควัน ข้าเพียงแต่นิ่งงันหูอื้อดับ ช่างซื่อตรงเสียจนทำให้ข้าหัวใจสั่นไหวได้ตลอดเวลา พระองค์จะทรงทราบหรือไม่ว่าข้าไม่ได้มีจิตใจที่แข็งแกร่งมากพอที่จะต่อต้านกับคำพูดแสนหวานเหล่านี้ของพระองค์ได้



"ต่อแต่นี้ไป ข้าจะดูแลเจ้าเอง"



"อย่าทรงลำบากเลยเพคะ หม่อมฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ" ข้าที่ไม่อยากรู้สึกหวั่นไหวมากไปกว่านี้ จึงตอบปฏิเสธไป สีหน้าขององค์ชายตรงหน้าแสดงออกอย่างชัดเจนว่าาไม่ชอบใจกับคำตอบของข้าเท่าไหร่นัก



"เป็นเพราะเหตุใด เจ้ารังเกียจข้างั้นหรือ"



"หม่อมฉันไม่บังอาจ เพียงแต่ หม่อมฉันกลัว"



"กลัวสิ่งใด"



"..." ข้าไม่มีความกล้าพอที่จะเอ่ยตอบไป ช่างยากเหลือเกินที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ โดยที่บุรุษตรงหน้าจะไม่เข้าใจผิดว่าข้ารังเกียจ ข้าแค่กลัว...กลัวว่านานไปข้าจะรักพระองค์อย่างหมดหัวใจอย่างไรเล่า กับข้าที่ช่างไร้ประสบการณ์ด้านความรักเช่นนี้ มันช่างง่ายดายยิ่งที่ข้าจะตกหลุกรักบุรุษชายเช่นพระองค์



"หากกลัวว่าข้าจะกระทำมิควรกับเจ้า ย่อมกลัวได้ แต่ถ้าหากเจ้ากลัวว่าหัวใจของเจ้าจะหวั่นไหวต่อข้า...ได้โปรดจงอย่ากลัว เพราะมันเป็นสิ่งที่ข้าอยากให้มันเกิดขึ้นมากที่สุด ณ ตอนนี้" เหมือนทรงสามารถอ่านใจข้าได้ คำพูดเหล่านั้นที่พูดออกมามันช่างตรงกับความคิดที่ตีรวนกันในหัวของข้าเสียยิ่งกว่าจับวาง ข้าดูออกง่ายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ



"เราเพิ่งจะพบหน้ากันได้เพียงไม่นาน" ข้ากำลังจะเอ่ยบอกถึงความเหมาะสมและความเป็นจริง ว่าแท้จริงแล้ว พบกันเพียงไม่นานคงไม่อาจรักกันได้ในทันที



"แล้วเจ้าเชื่อในรักแรกพบหรือไม่" ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมาจากปากของข้าอีก หากพระองค์ทรงเชื่อเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยากจะทูลพระองค์เช่นกันว่า...







หม่อมฉันเชื่อ เพราะหม่อมฉันก็ตกหลุมรักพระองค์ตั้งแต่แรกพบเช่นกัน...























    























ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 63 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

31 ความคิดเห็น

  1. #7 NaNankkkk (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 21:07
    รอนะคะ สู้ๆค่ะ
    #7
    0
  2. #6 ppcuxxkl (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 08:45

    สู้ๆนะคะ
    #6
    0