(จบเล่ม 1) Night Walker หน้ากากรัตติกาล ภาค1 ปฐมบทแห่งจอมโจร

ตอนที่ 28 : ออกัส อาเจง ลูปิน (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 71
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    4 ก.ย. 61

เมื่อเห็นสีหน้าที่เริ่มวิตกกังวลของศัลยแพทย์หนุ่ม คิเคียวจึงเดินไปหาเพื่อนร่วมชายคาแล้วตบไหล่เบาๆเอาน่า อย่าทำหน้าเครียดแบบนั้นสิ ยังไงซะฉันก็มั่นใจว่าเราไม่มีทางไปพัวพันกับเรื่องพรรณนั้นแน่นอกจาก…” พูดได้เพียงแค่นั้น คำพูดเหล่านั้นก็ถูกกลืนหายข้าไปในลำคอ ก่อนเจ้าตัวจะเหยียดยิ้มออกมาบางๆ ราวกับว่ากำลังนึกอะไรบางอย่างอยู่ในใจ

ส่งผลให้ศัลยแพทย์หนุ่มถึงกับต้องจ้องหน้านักสืบเจ้าปัญหาด้วยสายตาฉงนปนสงสัย เขาหรี่ตาเพ่งมองเพื่อนร่วมชายเอาไว้เพื่ออ่านความในใจ แต่สุดท้ายก็หาอะไรไม่เจอจากแววตานั้นอยู่ดี ชายหนุ่มจึงพูดออกไปเบาๆ ด้วยความรู้สึกหงุดหงิดนิดๆ ว่านอกจากอะไรของแกวะ

พอได้เห็นสีหน้าของคู่สนทนา คิเคียวจึงเปรยออกไปอย่างคนอารมณ์ดีนอกจากเรื่องบ้าๆ พวกนี้จะวิ่งเข้ามาหาเอง” ก่อนจะเดินไปนั่งบนโซฟาตัวสีขาว แล้วเหยียดแขนทั้งสองข้างอย่างสบายใจ ราวกับว่าไม่อะไรที่น่าวิตกกังวล

เมื่อเห็นความผ่อนคลายของคู่สนทนา ศัลยแพทย์หนุ่มก็พูดด้วยท่าทีที่คลายความวิตกกังวลลงแล้วทีนี้แกจะเอายังไงต่อวะก่อนจะเดินมานั่งโซฟาอีกตัวที่ตั้งอยู่ด้านขวาของเพื่อนร่วมชะตากรรม

ก็ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นชายหนุ่มพึมพำตอบออกมาเบาๆ ตอนนี้แกกับฉันมีหน้าที่เพื่อไปสืบดูว่ายายวาเลนเซียก่อนจะถูกรถไฟชนทำอะไรที่ไหนมาบ้าง ย้อนหลังไปสักห้าปีก็พอเอาแบบละเอียดๆ เลยยิ่งดี

พอได้ยินสิ่งที่นักสืบพูดออกมา สีหน้าของหมอเซนก็เคร่งเครียดลงทันที พร้อมกับพูดด้วยเสียงที่ค่อนข้างดังว่าแกพูดเล่นใช่ไหม” ก่อนจะลุกขึ้นแล้วกระชากคอเสื้อคู่สนทนาขึ้นมาอย่างโมโห เพราะเรื่องที่เพื่อนร่วมชายคาขอมา มันมากเกินกว่าที่คนอย่างเขาจะหาได้จริงๆ ถึงตัวเขาจะมีความสารถทางด้านนี้อยู่ก็จริง แต่ยังไงข้อมูลที่ไม่ถูกบันทึกไว้ก็มีมากพอกัน และที่สำคัญช่วงเวลาแบบนั้นความทันสมัยมันเข้าถึงเหมือนตอนนี้เสียที่ไหนกันและคิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ หรือไง ที่จะหาตัวตนของคนคนหนึ่งในสมัยนั้น

ฉันไม่ได้พูดเล่นคิเคียวพูดออกมา เขาไม่ตอบโต้การกระทำของเพื่อนตัวเอง เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องโมโหแน่ๆ ชายหนุ่มจึงทำเพียงแค่จ้องหน้านิ่งๆ ด้วยแววตาที่ค่อนข้างมุ่งมั่นและตั้งใจต่อให้ต้องรื้อประวัติทั่วทั้งเมืองจากแผ่นกระดาษเก่าๆ ขึ้นราในกองขยะฉันก็จะทำ

เมื่อห็นท่าทางไม่ยอมแพ้ของคู่สนทนาศัลยแพทย์หนุ่มก็ผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่อย่างเอือมๆ แล้วคลายมือที่ขย้ำคอเสื้อของเพื่อนตนออก ก่อนจะทรุดลงนั่งที่โซฟาตามใจแกก็แล้วกัน

งั้นพรุ่งนี้เรา…” แต่ทว่าคำพูดเหล่านั้นก็หยุดชะงักลงแทบจะทันที เมื่อเจ้าของนัยน์สีรัตติกาลรับรู้ได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล

เมื่อเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนอยู่ไม่เป็นสุขของคู่สนทนา ศัลยแพทย์จึงโพล่งออกไปว่าเป็นอะไรของแกวะไอ้คิเคียวอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่…”

แต่คำพูดของหมอเซนก็หยุดเพียงแค่นั้นเมื่อได้ยินเสียงปรามเบาๆ ออกมาชู่” จบคำคิเคียวยกนิ้วชี้ขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะชี้ไปด้านหลังม่านสีฟ้าสดใสอย่างระวัง

เพียงเท่านั้นเพื่อนร่วมชายคาอย่างไบรอัน โรโกโซพก็เข้าใจความหมายในทันที เขาจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วสืบเท้าเข้าไปหาเป้าหมายย่างแผ่วเบา และเมื่อได้รับสัญญาณบางอย่างจากคู่สนทนา ชายหนุ่มก็ดันประตูกระจกบานเลื่อนให้เปิดออกทันทีที่คิเคียวเปิดผ้าม่านออกเช่นกัน

แต่ทว่าสิ่งที่เห็นคือความว่างเปล่า กับสายลมเย็นที่ปะทะใบหน้าจนรู้สึกได้ถึงความชาที่เเล่นเข้ามาจู่โจมอย่างกะทันหันของบรรยากาศที่หนาวเย็น

เมื่อเห็นดังนั้นคิเคียวจึงเปรยเบาๆ ว่ายังไม่ยอมแพ้ล่ะสินะก่อนจะเหยียดยิ้มบางๆ ออกมา

พอได้ยินคำพูดที่เพื่อร่วมชายคา หมอเซนก็โพล่งออกไปว่าแกหมายความว่ายังไงวะก่อนจะจ้องมองคู่สนทนาด้วยสายตาที่งงๆ

ก็หมายความอย่างที่พูดออกไปนั่นแหละ

ยังไงวะฉันไม่เข้าใจศัลยแพทย์หนุ่มเปรยเบาๆ ก่อนจะแหงนมองระเบียงด้านบนด้วยสายตาที่ยังไม่วางใจก็ที่ฉันเห็นและดูทิศทางก็รู้แค่ว่า ไอ้เวรนั่นหนีขึ้นไปข้างบนนี้ แล้วทำไมแกถึงบอกว่ายังไม่ยอมแพ้ล่ะ น่าจะบอกพวกไม่กล้ามาเผชิญหน้ากันตรงๆ น่าจะถูกกว่า

ที่ฉันพูดนั่นแหละถูกแล้วคิเคียวพูดออกมา เขาแหงนมองด้านบนด้วยสายตานิ่งๆ ยากที่จะอ่านความรู้สึกใดๆ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไอ้เวรนั่นพยายามจะมายืนตรงนี้

นี่อย่าบอกนะว่า

อย่างที่แกคิดนั่นแหละไอ้หมอ ไอ้บ้านั้นเมื่อกี้นี้แอบเข้ามาด่อมๆ มองๆ ที่ระเบียงห้องฉันก่อนแกจะเข้ามาแล้วล่ะ

แล้วทำไมแกไม่บอกฉันวะ

“อย่าคิดมากน่าไม่เป็นไรหรอก ไม่มีอะไรต้องกังวลไป แค่เพื่อนเดินทางอยากรู้จักฉันมากขึ้นก็เท่านั้นเอง

"แต่ว่า"

"ไม่มีแต่หรอกไอ้หมอ เพราะคนพวกนั้นจะไม่มีทางได้ข้อมูลอะไรมากไปกว่ารอยแผลเป็นบนตัวฉันอยู่แล้ว"

 

ในขณะนั้นเองด้านบนของระเบียงชั้นถัดไป เสียงผ่อนลมหายใจอย่างบางเบา ของชายคนหนึ่งอย่างโล่งใจ

เขาสวมเสื้อยืดสีน้ำตาลกางเกงยีนส์สีเข้มถูคลุมทับด้วยโอเวอร์โค๊ทสีดำสนิทที่มีฮู๊ดคลุมศีรษะอีกที กำลังก้มมองลงไปยังระเบียงด้านล่างด้วยสายตาที่ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

  คนหรือหมาวะจมูกดีเป็นบ้า

  เขาบ่นพึมพำออกมาเบาๆ พลางดูดควันบุหรี่ที่คาบไว้ในปากลึกๆ แล้วผ่อนลมหายใจอย่างบางเบาเพื่อปล่อยควันพิษที่พึ่งสูดเข้าไปอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะกระชับเสื้อโอเวอร์โค๊ทที่สวมใส่ให้กระชับเข้าหาตัว

สายลมเย็นเอื่อยๆ ลอยมาปะทะผิวกายนอกร่มผ้า จนรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังสั่น แต่ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมเข้าไปด้านในของอาคาร

เขาล้วงเอาโทรศัพท์มือถือที่เก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมา แล้วกดหมายเลขออกไป เสียงรับจากสัญญาณปลายสายดังขึ้น ชายหนุ่มจึงกรอกเสียงลงไปเป้าหมายรู้ตัวเสียก่อนจะทันได้สังเกตอะไรเพิ่มเติมนอกจาก…” ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ แล้วพูดอีกครั้งว่า “ดูจากสภาพร่างกายของผู้ชายคนนั้นเหมือนผ่านอะไรมาเยอะพอควร

หลังจากนั้นชายหนุ่มก็นิ่งเงียบฟังคำสั่งจากปลายสายอยู่ครู่ใหญ่ ถึงจะกรอกเสียงตอบรับกลับไปเบาๆครับหัวหน้าเขากดวางสายลง แล้วเอาโทรศัพท์คู่ใจยัดใส่กระเป๋ากางตามเดิม ก่อนจะเอาแผ่นเหล็กแผ่นเล็กๆ กับลวดเส้นสั้นๆ ขึ้นมา เพื่อมาสะเดาะกุญแจประตูกระจกบานใหญ่

เขาจัดการสอดของสองสิ่งเอาไว้แล้วจัดการสะเดาะกุญแจ เสียคึกเบาๆ หลังจากที่พยายามอยู่ครู่ใหญ่ก็ดังขึ้นมา เพื่อบ่งบอกว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นประสบความสำเร็จลงด้วยดี ชายหนุ่มจึงเลื่อนเปิดบานประตูนี้ แล้วเดินเร้นกายหลบเข้าไปด้านใน





ปล. เนื้อหาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสมนะคะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

90 ความคิดเห็น