(จบเล่ม 1) Night Walker หน้ากากรัตติกาล ภาค1 ปฐมบทแห่งจอมโจร

ตอนที่ 26 : ออกัส อาเจง ลูปิน(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 108
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    6 ก.ย. 61


ราตรีที่ 3

           หลังจากที่เดินเข้ามาภายในห้องได้ ชายหนุ่มก็จัดการวางข้าวของทุกอย่างลง ก่อนจะรื้อค้นทุกซอกทุกมุมเพื่อหาสิ่งแปลกปลอมที่อาจแอบลักลอบถูกเข้ามาซุกซ่อนไว้แบบไม่ได้รับเชิญ ตามความเคยชิน

           เมื่อตรวจดูทุกสิ่ง พอเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสงสัย ชายหนุ่มก็จัดการเก็บข้าวของทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้ เข้าตู้เสื้อผ้าด้วยความรวดเร็ว

จากนั้นก็เอื้อมมือไปคว้าเอาผ้าเช็ดตัว แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปเพื่อทำภารกิจส่วนตัว สายน้ำเย็นจัดจากฝักบัว ชวนให้หวนคิดถึงบางสิ่งบางอย่างที่ตัวเขานั้นกดเอาไว้ในมุมที่ลึกที่สุดของหัวใจจนตีคุขึ้นมา

คิเคียวยันมือทั้งสองข้างไว้กับผนัง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสายน้ำที่กำลังไหลเข้าหาใบหน้า เขาค่อยๆ หลับตาลงอย่างช้าๆ ภาพความทรงจำครั้งวัยเยาว์ผุดขึ้นมาในมโนความทรงจำ

เพื่อนสมัยเด็กอย่างนั้นเหรอ

           เมื่อสิบแปดปีก่อนเสียงพูดคุยของเหล่าเด็กๆ อายุราวๆ เจ็ดถึงสิบสองปี ในขณะที่กำลังเดินทางไปโรงเรียน ดังเจื้อยแจ้วอยู่ด้านนอกประตูรั้วขนาดใหญ่

เด็กชายตัวน้อยอายุราวๆ แปดขวบเห็นจะได้ เขาสวมเสื้อยืดสีขาวคอฮาวายกับกางเกงยีนส์สีซีดแบบสบาย กำลังยืนเอามือจับราวเหล็ก ที่ไม่ต่างจากกรงขนาดยักษ์ขวางกั้น ก่อนจะได้แต่มองออกไปด้วยสายตาที่เหม่อลอย

           “อยากไปโรงเรียนกับเขาบ้างจัง”

เสียงบ่นพึมพำออมาจากริมฝีปากเล็กๆ นั่นอย่างเลื่อนลอย นัยน์ตาสีนิลทอดมองออกไป ด้วยจิตใจที่ไหวหวั่นเพราะตั้งแต่ตัวเขานั้นจำความได้ สิ่งที่เห็นเหล่านี้ก็เหมือนภาพฉายซ้ำๆ ที่ไม่มีวันได้จับต้อง

เด็กชายตัวน้อยเอื้อมมือออกไปหมายจะไขว่คว้า แต่สิ่งที่ได้มีเพียงอากาศที่ไม่มีตัวตน ก่อนจะปล่อยมือลงข้างลำตัว แล้วเดินเข้าไปด้านในอย่างเฉื่อยชา

สิ่งเดียวที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวตลอดมา คือเพื่อนเพียงแค่คนเดียวที่มาเล่นกับตัวเองอยู่เป็นประจำ เพราะตัวของคิเคียวเมื่อสมัยยังเป็นเด็กตัวเขานั้นนั้น ไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กทั่วๆ ไป

เนื่องจากเป็นเพราะร่างกายที่ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาเท่าไร ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้เฉกเช่นเด็กปกติทั่วไป มีบ่อยครั้งที่ตัวเขานั้นเดินไปถามผู้เป็นบิดาและมารดาด้วยความอึดอัดใจ แต่สิ่งที่ได้ก็มีเพียงคำตอบที่ว่าร่างกายและสุขภาพไม่แข็งแรง ส่งผลให้เด็กชายเบอร์ลินไม่ได้ไปไหนมากไปกว่าประตูรั้วบ้านของตัวเอง

           เด็กชายตัวน้อยจึงมีเพื่อนเล่นเพียงคนเดียว คือเด็กสาวข้างบ้านตัวเอง ที่ทุกๆ วันหลังจากเลิกเรียน เธอมักจะแอบหนีบิดามารดาของตัวเองมาเล่นกับเขาอยู่เป็นประจำ และมันคงจะเป็นแบบนี้ตลอดไป

           เบอร์ลินแหงนมองท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “บ่ายสองโมงกว่าแล้วสินะยังไม่ถึงเวลาต้องฉีดยา” จบคำเขาก็เดินไปยังรั้วกำแพงสูงด้านฝั่งตะวันออกแทบจะทันที

           เมื่อมาถึงก็เห็นได้ว่า บริเวณที่เบอร์ลินยืนอยู่นี้ ด้านหน้าของเขาเป็นกำแพงอิฐสีแดงสูงราวๆ สองเมตรเห็นจะได้ มีตะไคร่น้ำจับตัวกันเกาะอยู่บ้างประปราย บริเวณตีนรั้วมีโพรงเล็กๆ พอให้เด็กลอดออกไปแบบสบาย ต้นหญ้ามากมาขึ้นปกคลุม

ส่งผลให้ไม่มีใครสังเกตเห็นจุดบกพร่องเล็กนี้เลยสักคน เด็กชายตัวน้อยหันซ้ายหันขวาไปมาอย่างระวัง เมื่อเห็นว่าไม่มีใคร เขาก็มุดโพรงดังกล่าวออกไปทันที

เมื่อออกมาได้ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือ ป่าสนขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตา ต้นสนมากมายจนนับไม่ไหว เด็กชายตัวน้อยเพ่งมองเข้าไป แล้วพึมพำออกมาเบาๆ “จะมีจริงๆ อย่างที่ลุงเซโน่เล่ารึเปล่านะ ปีศาจแมงมุม” ก่อนจะเดินเข้าไปในป่าทันที

           พอเดินมาเขาไปได้ไม่นาน เบอร์ลินก็เจอเข้าอาคารเก่าๆ หลังหนึ่งตั้งอยู่ และข้างๆ ตึกที่ว่าก็มีเศษซากของเครื่องมือเก่าๆ บางอย่างมากมาย กองสุมกันจนท่วมศีรษะ และที่สำคัญมีผู้คนสวมชุดหมีสีขาวคลุมทั้งใบหน้ากำลังทำงานอยู่สองสามคน

เมื่อเห็นดังนั้นเบอร์ลินจึงรีบหลบเข้าไปด้านหลังต้นไม้ใหญ่ทันที นัยน์ตาสีนิลกวาดมองไปมาอย่างระวัง ก่อนจะพึมพำเบาๆ ว่า “คนพวกนี้เป็นใครกัน”

แต่ทว่าในขณะที่เขากำลังแอบมองอยู่นั้น “ทำอะไรอยู่น่ะเบอร์ลิน” ก็มีเสียงเจื้อยแจ้วเอ่ยเรียกจากทางด้านหลัง ดังขึ้นมา ก่อนเจ้าของเสียงที่ว่าค่อยๆ เอามือมาแตะที่หลังเบอร์ลินแบบไม่ทันตั้งตัว

           ส่งผลให้เด็กชายตัวน้อยถึงกับสะดุ้งอย่างตกใจทันที นัยน์ตาสีนิลสั่นระริกด้วยความตระหนก ก่อนจะหันหน้าไปมองตามเสียงดังกล่าว ก็เห็นได้ว่าคนที่เข้ามาแกล้งให้ตกใจเล่นนั้นคือ วาเลนเซีย เพื่อนสาวคนสนิทเพียงคนเดียวของตัวเอง โดยที่เด็กสาวอยู่ในชุดนักเรียนที่ใส่ไปเมื่อเช้า กำลังหัวเราะกับท่าทีตื่นตกใจของเพื่อนตัวเอง

เมื่อเห็นดังนั้นเบอร์ลินได้แต่ อุทานออกมาเบาๆ ว่า “วาเลนเซียเธอมาทำอะไรที่นี่”ก่อนจะสอดส่ายสายตาไปมาเพื่อมองหาสิ่ผิดปกติ ที่อาจเกิดขึ้นมาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว

           พอได้เห็นท่าทีของคู่สนทนา วาเลนเซียก็พูดแบบขำๆ ว่า “ฉันก็มาหาเธอน่ะสิ” ก่อนจะพยายามเอียงศีรษะออกนอกที่กำบัง เพื่อมองดูสิ่งที่ต้นไม้ใหญ่บังเอาไว้ “ว่าแต่เธอกำลังดูอะไรอยู่น่ะ”

           “เธอจะยื่นหัวออกไปทำไม” พูดจบเบอร์ลินก็จับศีรษะของวาเลนเซียให้กลับมาอยู่ในท่าเดิม ก่อนจะกระซิบเบาๆ ว่า “ฉันมาแอบดูปิศาจแมงมุมที่คนเขาพูดถึงกันนะสิ”

           “ปิศาจแมงมุม” วาเลนเซียพูดทวนคำ ก่อนจะยื่นมือไปจับแขนเสื้อเบอร์ลินเอาไว้ด้วยความหวาดหวั่น แล้วขยับร่างกายจนชิดเด็กชาย เธอพูดด้วยเสียงสั่นๆ ว่า “ฉันว่าเรารีบกลับกันเถอะแถวนี้ไม่มีอะไรน่าดูสักนิด” จบคำนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มก็สอดส่ายไปมาอย่างหวาดระแวง

           “โธ่วาเลนเซียเธอไม่ต้องกลัวถึงขนาดนั้นก็ได้” เสียงของเด็กชายเอ่ยออกมา เขาหันหน้าไปมองเพื่อนคนสำคัญ ก่อนจะยิ้มน้อยๆ ออกมา “ดูซะสิมีอะไรซะที่ไหนกันนอกจากเศษเครื่องมือทางการแพทย์ที่ไม่ได้ใช้แล้ว”

           หลังจากได้ยินสิ่งที่เบอร์ลินพูดออกมา วาเลนเซียก็อุทานเบาๆ ว่า “เธอรู้ได้ยังไงเบอร์ลิน ว่านั่นเป็นเครื่องมือแพทย์” ก่อนจะพยายามเพ่งมองสิ่งของเก่าๆ มากมายที่กองอยู่อย่างพินิจ “ฉันก็เห็นมีแต่เศษเหล็ก ที่มีแต่ขี้โคลนเขรอะ”

           “ไม่รู้สิ แต่ดูเหมือนฉันจะคุ้นเคยกับของพวกนี้มากพอดู” เด็กชายตัวน้อยพูดออกมา นัยน์ตาสีนิลจับจ้องไปที่เครื่องมือเก่าๆ อย่างไม่อาจละสายตาไปไหน

           “เธอพูดอะไร ทำไมฉันถึงไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูดออกมาเลย”

           “นั่นสิ ฉันเองก็ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองพูด เบอร์ลินพูดออกมาก่อนคำพูดเหล่านั้นจะค่อยๆ ถูกกลืนลงไป ความเจ็บปวดที่จู่ๆ ตีคุขึ้นมาจากภายใน ส่งผลให้ต้องเอามือกุมช่วงท้อง แล้วทรุดลงตรงนั้นทันที 

           “อาการปวดกำเริบอีกแล้วเหรอเบอร์ลิน” วาเลนเซียโพล่งออกมาอย่างตกใจ ก่อนจะรีบนั่งยองๆ ลง เธอล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าขึ้นมา แล้วค่อยๆ ซับเหงื่อที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของเด็กชายเบาๆ “เป็นยังไงบ้าง”

           “ฉันไม่เป็นไรแล้วล่ะ” เด็กชายพูดเบาๆ แล้วฝืนยิ้มออกมา ก่อนจะพยายามเอามือไปยันกับต้นไม้ใหญ่เพื่อช่วยให้ตัวเองยืนขึ้นมาให้ได้

           ส่งผลให้วาเลนเซียต้องรีบเอามือทั้งสองข้างช่วงพยุงอีกแรง “อย่าพูดว่าไม่เป็นไรนะเบอร์ลินดูสิหน้าซีดเหงื่อออกมากขนาดนี้ แล้วยังจะมาบอกว่าไม่เป็นอะไรได้ยังไง” วาเลนซียพูดอย่างตำหนิ ก่อนจะเอาผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในมือซับเหงื่อให้อย่างแผ่วเบา “ฉันว่าเราสองคนรีบกลับเข้าบ้านเถอะ เดี๋ยวเป็นหนักกว่านี้มันจะแย่เอา”

           “ฉันก็ว่าแบบนั้นเหมือนกัน แอบหนีออกมานานแล้ว”

           “มาเถอะฉันช่วยพยุง”

           “ขอบใจ”

           จบคำวาเลนเซียก็ค่อยๆ ช่วยพยุงเบอร์ลินเดินกลับเข้าใป ด้านในของรั้วกำแพง หลังจากวันนั้นไม่นาน ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล ไม่มีวันได้กลับไปเป็นเหมือนเดิม

 

         


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

90 ความคิดเห็น

  1. #88 87122~~¶ (@TARN2017) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 10:52
    ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะT^T สู้ๆนะคะ
    #88
    1