(จบเล่ม 1) Night Walker หน้ากากรัตติกาล ภาค1 ปฐมบทแห่งจอมโจร

ตอนที่ 2 : ราตรีที่1 สารท้าสีดำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 690
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    11 พ.ย. 61

ราตรีที่ 1


อย่า

เฮือก

ร่างกึ่งเปลือยผุดลุกขึ้นนั่งในสภาพที่ตื่นตกใจ เขาหายใจถี่ๆ อย่างเหนื่อยหอบราวกับวิ่งมาหลายร้อยกิโล เหงื่อกาฬไหลซึมจนเปียกชุ่มตามหน้าผากและไรผม มือข้างขวาเผลอลูบรอยแผลเป็นตรงอกด้านซ้ายที่เคยได้รับบาดเจ็บอย่างฉกาจฉกรรจ์ไปมา

นัยน์ตาสีรัตติกาลกวาดมองดูไปทั่วห้องอย่างตระหนก เหมือนต้องการจะดูให้แน่ใจว่าตรงที่ตัวเองตื่นขึ้นมา เป็นเพียงเตียงนอนในห้องนอนหรือไม่ ก่อนจะเสยผมที่ปรกหน้าตาขึ้นไปอย่างลวกๆ แล้วผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ เมื่อเห็นว่าภาพที่เห็นเมื่อกี้นี้เป็นเพียงแค่ความฝันในวัยเยาว์ที่เขาพยายามจะลบล้างมันออกไป

สิบแปดปีแล้ว ฝันบ้าๆ พวกนี้ยังมาหลอกหลอนฉันอยู่อีกรึไง

คิเคียว แอล คูเปอร์ หรือ เคียว บ่นพึมพำออกมา เขาเอามือเสยผมสีดำสนิทยุ่งๆ ขึ้นไปด้านบนอีกครั้งอย่างรำคาญ ก่อนจะกระชากผ้าห่มที่คลุมร่างกายเอาไว้ให้ออกจากตัว พร้อมกับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หกฟุต สองนิ้ว ของตัวเอง แล้วเดินเข้าห้องน้ำเพื่อทำภารกิจส่วนตัว

สายน้ำเย็นจัดจากฝักบัวช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายความกังวล เมื่อชำระล้างร่างกายที่เหนื่อยล้าจากความฝันเมื่อครู่เสร็จ คิเคียวก็จัดการปิดฝักบัวก่อนจะคว้าผ้าเช็ดตัวเอามาพันร่างกายท่อนล่างไว้อย่างลวกๆ พร้อมกับเดินออกมาจากห้องน้ำ แต่ก็ต้องชะงักฝีเท้าเอาไว้เพียงแค่นั้น เมื่อเดินผ่านกระจกบานใหญ่ที่ติดตั้งอยู่ภายใน

เขาหันไปมองกระจกบานใหญ่ก่อนจะเอามือลูบใบหน้า พลางจ้องมองภาพที่สะท้อนในกระจก สิ่งที่เห็นเป็นเพียงภาพของชายหนุ่มอายุยี่สิบหกปี ผู้มีใบหน้าเรียบนิ่ง นัยน์ตาสีรัตติกาลลึกลับและเยียบเย็น ผิวกร้านแดดเหมือนผ่านกิจกรรมกลางแจ้งมาอย่างโชกโชน

ก่อนจะเหลือบไปเห็นรอยแผลเป็นที่อกด้านซ้าย จนเผลอยกมือข้างขวาขึ้นมากุมมันอย่างลืมตัว สุดท้ายเขาก็อดนึกถึงเหตุการณ์วันนั้นไม่ได้อยู่ดี

เมื่อสิบแปดปีที่แล้ววันนั้นเขายังจำได้ไม่เคยลืม ในวันที่ฝนตกหนักลมกระโชกแรงและดูเหมือนจะไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยสักนิดเดียว อยู่ๆ ประตูหน้าบ้านที่ใครๆ ต่างก็เรียกมันว่าคฤหาสน์ที่เขาอาศัยอยู่ ก็มีแขกผู้มาเยือนยืนอยู่ที่หน้าประตูเพื่อขอหลบฝน

โดยที่ตัวเขาเองก็จำไม่ได้แล้วว่าชายผู้นั้นชื่อว่าอะไร เพราะสิ่งที่เขาจำได้มีเพียงแค่ว่า ชายผู้นั้นสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสแล็คสีดำ เดินขากะเผลกจนต้องใช้ไม้เท้าความยาวกว่าสามฟุตครึ่งค้ำยันเอาไว้ นอกเหนือจากตรงนั้นก็มีอีกสิ่งที่เขาจำได้ติดตาไม่เคยลืม

มันเป็นรอยสักรูปกางเขนคว่ำ ที่ดูคล้ายกับอสรพิษร้ายเลื้อยมาคลานทับกัน ซึ่งดูๆ ไปมันน่าจะเป็นรูปกางเขนที่น่าสะอิดสะเอียนจนน่าขนลุกมากที่สุดเท่าที่เคยเห็น และตรงกลางของรูปที่ว่านั่นก็มีตัวอักษรภาษาอังกฤษสลักไว้ว่า เอ แอล เอช อีกที โดยที่มันถูกวาดลวดลายเป็นรอยสักเอาไว้ตรงข้อมือด้านขวาของชายผู้นั้น

นอกจากนั้นเขาก็จำลายละเอียดของชายผู้มาใหม่คนนั้นไม่ได้อีกเลย เพราะเมื่อชายนิรนามเข้ามานั่งพักภายในบ้านได้เพียงไม่นาน ตัวเองก็ถูกผู้เป็นมารดาพาไปนอนตามประสาเด็กอายุแปดขวบพึงกระทำ

แต่ทว่าพอเข้าสู่ห้วงนิทราได้ไปเพียงไม่นานก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมา เพราะรู้สึกปวดท้องเข้าห้องน้ำอย่างกะทันหัน เลยทำให้ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำอย่างช่วยไม่ได้เพื่อทำภารกิจส่วนตัว และหลังจากที่จัดการธุระส่วนตัวเสร็จ แล้วกำลังจะเดินกลับไปนอนอยู่นั่นเอง

จู่ๆ เซโน่ชายชราอายุห้าสิบปีต้นๆ ผู้เป็นคนสวนของบ้านหลังนี้ ก็มาอุ้มตนเองขึ้นพาดบ่า ก่อนจะพาเขาเดินเข้ามาในห้องเก็บของที่นานๆ จะเปิดเข้ามาสักที พอเปิดประตูห้องเก็บของเข้ามาได้ ฝุ่นมากมายก็คละคลุ้งออกมา มันตลบอบอวลไปทั่วจนตัวเขานั้นถึงกับไอโขลกๆ สองสามครั้งเพราะสูดละอองฝุ่นพวกนั้นเข้าไป

แต่ยังไม่ทันที่ฝุ่นเหล่านั้นจะจางหายแล้วได้หยุดพักหายใจ เขาก็ถูกชายชราจับยัดให้เข้ามาอยู่ในตู้เสื้อผ้าเก่าๆ ใกล้ผุเต็มทีที่อยู่ด้านในสุดของห้องทันทีที่เดินมาถึง

ซึ่งตัวเขาเองเมื่อโดนกระทำแบบนี้ ก็เพียงแค่ตกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้มีอาการหวาดกลัวแต่อย่างใด เพราะว่าชายชราเองนั้นก็ชอบเล่นกับตนเองแบบนี้อยู่เป็นประจำ

ลุงเซโน่ จะเล่นซ่อนแอบกับผมหรือเขาเอียงคอถามอย่างสงสัย นัยน์ตาสีนิลมีแววตกใจแต่ก็รู้สึกตื่นเต้นไปในตัว ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าหมองลงเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเล่นหรือทำกิจกรรมอะไร ไม่อย่างนั้นถ้าโดนผู้เป็นมารดาจับได้ว่าแอบมาเล่นอาจถูกดุเอา แต่ตอนนี้มันยังไม่ถึงตอนเช้าเลย เดี๋ยวคุณแม่ท่านจะดุผมเอา

คุณนายท่านอนุญาตแล้วขอรับ แต่ตอนนี้คุณหนูต้องแอบอยู่ในนี้ก่อนนะขอรับเซโน่เอ่ยอย่างร้อนรน ก่อนจะหันรีหันขวางไปมาอย่างตื่นตกใจ ถ้ากระผมไม่มาเปิดให้ อย่าออกมาจากตรงนี้เด็ดขาดเลยนะขอรับจบคำของเซโน่ตัวเขาเองก็ได้แต่ฉีกยิ้มกว้างออกมา พร้อมกับพยักหน้าลงอย่างเข้าใจ หลังจากวางใจ เซโน่จึงรีบปิดประตูตู้เอาไว้แล้วเดินจ้ำพรวดๆ ออกไปจากตรงนั้นทันที

ส่วนตัวเขานั้นเมื่อรู้ว่าได้เล่นก็ได้แต่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ในตู้เสื้อผ้าอย่างมีความสุขเต็มที่ ที่จู่ๆ ผู้เป็นมารดาก็อนุญาตให้ตัวเองเล่นได้ในยามค่ำคืนนี้ และมันคงจะดีไม่น้อยถ้าได้ชวนเด็กสาวข้างบ้านมาเล่นด้วยกัน

ตอนนี้วาเลนเซียจะทำอะไรอยู่กันนะ

เขานึกถึงชื่อเด็กสาวข้างบ้านแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มีเพียงแค่เด็กผู้หญิงคนนี้ที่เขารู้จัก และคุยเล่นได้อย่างสนิทใจ พอคิดถึงชื่อนี้ทีไรก็รู้สึกสุขใจทุกครา

แต่ทว่านั่งคิดถึงเด็กหญิงที่คุ้นเคยได้เพียงไม่นาน ก็มีเสียงร้องโหยหวนของใครบางคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดี ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทเป็นระยะๆ ให้ได้ยิน ส่งผลให้เขาสะดุ้งแล้วรู้สึกตัวจนตื่นจากภวังค์

เสียงกรีดร้องเหล่านั้นทำให้นึกเอะใจขึ้นมา ว่าจะต้องมีอะไรบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นแล้วแน่นอน เขาจึงเอื้อมมือไปดันประตูตู้เสื้อผ้าเพื่อเปิดมันและจะได้ออกไปดู

แต่ก็ต้องชะงักการกระทำทั้งหมดนั้นลง เพราะนึกถึงคำพูดของชายชรา พร้อมกับพึมพำออกมาว่า ลุงเซโน่บอกให้อยู่ในนี้นี่นาสิ้นสุดความคิดดังกล่าว เขาจึงเปลี่ยนจากเอื้อมมือไปเปิดประตูตู้เสื้อผ้า แล้วหันมาแอบมองดูผ่านช่องเล็กๆ ตรงขอบประตูตู้แทน

รูเล็กๆ ที่ได้ความสว่างจากแสงสีส้มของหลอดไฟฟูออเรสเซ้นช่วยเพิ่มอัตราการมองเห็นอีกแรง ส่งผลให้มองเห็นภายนอกตู้ได้ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง นัยน์ตาสีนิลพยายามเพ่งมองดูบรรยากาศภายนอกตู้เสื้อผ้าด้วยความสนใจ

สิ่งที่เห็นตรงหน้ามีเพียงอุปกรณ์เก่าๆ วางระเกะระกะอยู่มากมาย ทั้งโต๊ะไม้โอ๊กเก่าๆ ที่ขาหัก นอนเอียงกระเท่เร่อยู่ข้างๆ ผนัง ทั้งยังมีโซฟาขาดๆ สีแดงซีดวางอยู่ข้างกัน รวมถึงตุ๊กตาไขลานของเล่นเมื่อครั้งยังเป็นเด็กเล่นอยู่ประจำ

โดยที่เขานั้นได้แต่นั่งคุกเข่าแอบดูอยู่ข้างในอย่างตั้งอกตั้งใจ เพราะคิดว่าการเล่นซ่อนแอบที่ตัวเองหวังไว้ คงเริ่มขึ้นแล้วอย่างแน่นอน

พอนั่งแอบดูได้สักครู่ใหญ่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อจู่ๆ ก็มีคนเปิดประตูห้องเก็บอุปกรณ์พรวดพราดเข้ามาแบบกะทันหัน

โดยที่ผู้เข้ามาใหม่นั้นเป็นหญิงสาวคนรับใช้คนหนึ่งภายในบ้าน ที่กำลังวิ่งเข้ามาอย่างตื่นกลัว บริเวณร่างกายของเจ้าหล่อนนอกร่มผ้ามีร่องรอยถูกอะไรบางอย่างกรีดเป็นทางยาวอยู่หลายจุด โลหิตสีแดงสดไหลปรี่ออกมาจากบาดแผลเหล่านั้นอย่างไม่ขาดสาย จนชุดเอี๊ยมสีขาวดำตามแบบฟอร์ม มีแต่คราบสีแดงคล้ำเป็นตะกรันติดอยู่เกรอะกรังบ้างประปราย นัยน์ตาสีดำสนิทเบิกโพลงอย่างหวาดกลัว เธอกำลังเดินร่นถอยหลังราวกับคนที่กำลังถูกคุกคาม พอวิ่งเข้ามาเพียงไม่นานก็มีชายนิรนามถือดาบซามูไรเดินตามเข้ามา

อย่า อย่าทำอะไรฉันเลย ฉันไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น

สาวรับใช้พูดแบบติดๆ ขัดๆ ออกมาก่อนจะเดินถอยหลังอย่างลนลาน สองมือยกขึ้นบังใบหน้าแล้วพยายามปัดป้องตัวเองด้วยมือเปล่าตามสัญชาตญาณ

ขอโทษด้วย แต่นี่คือคำสั่ง

จบคำร่างสูงก็เหยียดยิ้มที่มุมปากออกมา ก่อนจะตวัดดาบซามูไรสีเงินวาววับ เขาเหวี่ยงดาบขึ้นลงเพียงแค่สองครั้ง ก็ส่งผลให้ข้อมือทั้งสองข้างที่หญิงสาวใช้ปัดป้องใบหน้าถึงกับขาดกระเด็น

รวมถึงลำคอขาวนวลก็ไม่อาจพ้นคมดาบนี้ไปได้ มันเฉือนเนื้อและกระดูกต้นคอบางส่วนไป แต่ด้วยแรงของผู้เป็นเจ้าของที่พยายามเบี่ยงศีรษะหนี จึงทำให้มันหงายลงมาจนห้อยอยู่ด้านหลังแทน

นัยน์ตาสีดำสนิทเบิกโพลงจ้องมองมาที่เด็กชายซึ่งกำลังนั่งคุกเข่าดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ด้านใน มันเป็นแววตาสุดท้ายที่ทั้งหวาดกลัวเคียดแค้นและชิงชัง ไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างที่ควรจะเป็น

เพียงแค่เสี้ยววินาทีหลังจากโดนคมดาบ ร่างของสาวรับใช้ก็ทรุดฮวบลงกับพื้นทันที โลหิตสีแดงข้นพุ่งทะลักออกมาจากปากแผลฉกรรจ์กระเซ็นไปทั่วทิศ ร่างกายเกร็งกระตุกเบาๆ สองสามครั้งก่อนสิ้นลม

เมื่อได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบทุกอย่างแบบชัดเจน ตัวเขานั้นก็ได้แต่ทรุดลงนั่งลงอย่างอ่อนแรง ก่อนจะใช้สองเท้าตะกายพื้นไม้ภายในตู้ราวกับหนูติดจั่น เพื่อขยับร่างกายให้ชิดกับผนังอย่างหวั่นใจ

ความหวาดกลัวมากมายพรั่งพรูเข้ามาในจิตใจ จนรู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บสั่นสะท้านอยู่ตรงนั้น ลมหายใจเริ่มติดขัดและอาจจะกำลังขาดหายไปในไม่ช้า ถ้าเขาไม่สามารถควบคุมสติเอาไว้ให้ได้

เขาจึงพยายามควบคุมสติอันน้อยนิดของตัวเองไว้ ด้วยการนับหนึ่งถึงสิบอย่างช้าๆ แล้วยกสองมือเล็กๆ ที่กำลังสั่นระริกไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาปิดปากก่อนจะกรีดร้องออกมาเบาๆ อย่างตื่นตกใจ

มันเลยทำให้ชายนิรนามรู้สึกได้ถึงอีกชีวิตหนึ่งที่หลบซ่อนตัวอยู่ด้านใน เขาผุดยิ้มที่มุมปากออกมาอย่างบางเบา แต่รอยยิ้มนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นที่น่าขนลุกด้วยเช่นกัน ก่อนจะสืบเท้าเดินเข้ามาใกล้ แล้วเอื้อมมือมาจับประตู

เฮ้ยทางนี้โว๊ยไอ้เนรคุณ

แต่ทว่าในขณะที่เริ่มจะอับจนหนทาง จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนดังเข้ามา ส่งผลให้ตัวเขานั้นที่เริ่มสิ้นหวังและหมดแรงพยายามขยับร่างกายแสนหนักอึ้งให้ลุกขึ้นด้วยแรงทั้งหมดที่มี เพื่อแอบมองดูเหตุการณ์ทุกอย่างตรงขอบประตูตู้อีกหน

สิ่งที่เห็นจากรูเล็กๆ ที่พยายามสอดส่องผ่านม่านน้ำตาของตัวเอง ก็เห็นได้ว่าคนที่ส่งเสียงตะโกนท้าทายออกมา เป็นเสียงของชายชราผู้เป็นคนสวนของบ้านหลังนี้นั่นเอง

โดยที่ชายชราคนดังกล่าวกำลังร้องตะโกนโหวกเหวกโวยวายอยู่ที่หน้าประตูห้องเก็บของอย่างท้าทาย มือทั้งสองข้างของเขาก็ถือปืนลูกซองแฝด บราวนิ่ง เตรียมพร้อมอยู่ในมือ ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ ว่า ตายไปซะจบคำเสียงระเบิดกัมปนาทจากปืนลูกซองก็ดังจนสั่นสะท้านไปทั่วทั้งบริเวณ

ซึ่งเป้าหมายของปากกระบอกปืนในครั้งนี้ กำลังยืนมองเซโน่ด้วยแววตาที่เรียบนิ่ง ไม่มีท่าทีที่หวั่นวิตกออกมาให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว

จนกระทั่งกระสุนลูกโดดเบอร์ สิบสอง จีเอ พุ่งออกมาจากปากกระบอกปืนด้วยอัตราเร็วสามร้อยหกสิบฟุตต่อวินาที มันก็ตัดผ่านม่านอากาศพุ่งตรงไปหาชายนิรนามผู้นั้นอย่างรวดเร็ว

แต่ทว่าเพียงแค่เสี้ยววินาทีที่ลูกกระสุนพุ่งทะยานเข้าไปหมายจะปลิดชีวิต กลับถูกเป้าหมายตวัดดาบซามูไรความยาวกว่าสามฟุตครึ่งเพียงแค่ครั้งเดียว ความแข็งแรงของดาบปัดกระสุนกระเด็นหายวับไป นัยน์ตาสีสนิมมองไปที่ชายชราฉายแววผยองออกมาให้เห็น แล้วเหยียดยิ้มมุมปากออกมาอย่างท้าทาย

แก

ถึงตากระผมบ้างนะขอรับ

สิ้นคำของชายนิรนาม เขาก็เดินตรงดิ่งไปหาเซโน่ที่กำลังก้าวถอยหลังอย่างตกตะลึงทันที นัยน์ตาสีสนิมแข็งกร้าวจ้องมองคนตรงหน้าแบบไม่กะพริบ เมื่อเดินพ้นธรณีประตูออกมาได้ ก็เงื้อดาบซามูไรขึ้นเพื่อหมายจะปลิดชีวิตของชายชราผู้นี้ให้ดับดิ้นลง

ส่วนเซโน่เองก็ได้แต่ก้าวถอยหลังอย่างหวาดหวั่นตามสัญชาตญาณของตัวเอง เมื่อรู้ว่าลูกกระสุนที่ปลดปล่อยออกจากปากกระบอกปืนที่ตัวเองถืออยู่ไม่สามารถทำอันตรายแก่ชายผู้นี้ได้เลย

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มได้แต่จ้องมองชายนิรนามอย่างตกตะลึง เมื่อตนนั้นถูกคุกคามแบบตั้งตัวไม่ติด ก่อนจะเหลือบไปเห็นคมดาบที่กำลังจะฟันลงมา

เซโน่จึงได้สติขึ้นมาแล้วเบี่ยงตัวหลบคมดาบที่ฟาดฟันเพื่อปลิดชีวิตได้แบบทันท่วงที เลยทำให้คมของดาบซามูไรตัดได้แค่เพียงแขนขวาจนขาดกระเด็น เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดก็พรั่งพรูออกมาจากปากของชายชราผู้นี้ โลหิตสีแดงสดมากมายไหลทะลักออกมาจากบาดแผลฉกรรจ์จนเจิ่งนองไปทั่วทั้งบริเวณ

เมื่อหนีไม่พ้นจึงถูกฟันเข้าอย่างจัง เซโน่เลยได้แต่พยายามกัดฟันอย่างสุดกำลัง มือข้างซ้ายกุมบาดแผลแล้วบีบต้นแขนเอาไว้ ก่อนจะใช้แรงเฮือกใหญ่วิ่งชนชายนิรนามด้วยแรงทั้งหมดที่มีหมายให้ล้มลง

ส่งผลให้ชายนิรนามที่ไม่ทันได้ตั้งตัว เซถอยหลังไปกระแทกกับประตูห้องเก็บอุปกรณ์จนมันปิดลง 

เมื่อทุกอย่างถูกกลืนกินด้วยความเงียบอีกครั้ง ก็ได้แต่นั่นคุดคู้แอบอยู่ในตู้เสื้อผ้าเก่าๆ อย่างหวาดหวั่น ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะลุกขึ้นยืนเพื่อวิ่งหนีออกมา ร่างกายสั่นเทิ้มเพราะหวาดกลัวระคนลนลานอยู่ตรงนั้น หัวใจบีบคั้นเต้นไม่เป็นส่ำ ลมหายใจติดขัดเหมือนคนจะเป็นไข้ นัยน์ตาสีนิลเบิกโพลงหยาดน้ำตามากมายพรั่งพรูรินไหล มือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดปากเอาไว้ แล้วพยายามกลั้นสะอื้นไม่ให้เสียงใดๆ เล็ดลอดออกไป

แกรกๆ …!

คุณหนูเบอร์ลิน อยู่ไหนน้า ออกมาหากระผมเร็ว กระผมมีขนมจะให้

เบอร์ลินบดเบียดร่างกายอยู่ในตู้เสื้อผ้าได้เพียงไม่นาน ก็ได้ยินเสียงโลหะครูดกับพื้นกระเบื้องส่งเสียงดังจนรู้สึกเสียวสันหลัง ตามมาด้วยเสียงแหบพร่าของชายนิรนามดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทแบบไม่ทันได้ตั้งตัว ส่งผลให้ร่างกายอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงไปอีกเท่าตัว

โดยที่ตัวของเขาเองเมื่อได้ยินเสียงคุกคามเข้ามาใกล้ ก็มีปัญญาทำได้แค่พยายามขยับร่างเล็กๆ ของตัวเองให้เบียดชิดผนังตู้เสื้อผ้าด้วยความหวั่นใจ ความหวาดกลัวเพิ่มพูนเข้ามาในจิตใจ จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจสุดท้ายที่กำลังจะมาเยือน

หลังจากได้ยินเสียงของประตูห้องเก็บอุปกรณ์ถูกเปิดออก เพียงไม่นานประตูตู้เสื้อผ้าปราการด่านสุดท้าย ที่ตัวเขาเองหลบซ่อนตัวเอาไว้ก็หนีไม่พ้น มันถูกเปิดออกแทบจะทันทีที่ชายนิรนามคนนั้นย่างเท้าเข้ามา ก่อนจะถูกชายคนนั้นฉุดกระชากให้ออกไปจากที่กำบัง ถึงแม้จะพยายามต่อสู้ดิ้นรนต่อสู้สุดกำลังก็ไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการนี้ไปได้ เขาจึงถูกลากตัวไปที่ห้องครัวใหญ่ และถูกคมดาบซามูไรแทงเข้าตรงอกด้านซ้ายแบบทันท่วงที

เมื่อชายนิรนามได้สังหารเบอร์ลินจนคิดว่าชีวิตดับดิ้นไปแล้ว ก็จัดการเทน้ำมันเชื้อเพลิงรอบๆ ตัวคฤหาสน์หลังนี้พร้อมกับจุดไฟเผาทำลายทุกอย่างให้สิ้น เพื่อบรรลุภารกิจของตัวเอง

แต่ทว่าจู่ๆ ตัวของเด็กชายที่น่าจะสิ้นชีวิตไปแล้ว กลับสะดุ้งตัวตื่นและได้สติขึ้นมา พร้อมกับหันซ้ายหันขวาอย่างหวาดหวั่น นัยน์ตาสีนิลมองเห็นเปลวไฟบรรลัยกัลป์ที่กำลังโหมกระพือ

สิ่งที่คิดได้ตอนนั้นคือต้องหนีจากจุดที่อยู่ตรงนี้ให้ได้ เขาจึงรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ก่อนจะใช้มือเล็กๆ กุมปากแผลฉกรรจ์เอาไว้ เพื่อปิดโลหิตสีแดงข้นไม่ให้ไหลทะลักออกมา แล้วพยายามตะเกียกตะกายหนีออกจากกองเพลิง

เบอร์ลินพยายามตะกายตัวหนีออกมาทางช่องแคบๆ สำหรับทิ้งขยะในห้องครัว เมื่อหนีออกมาจากบ้านที่กลายเป็นขุมนรกได้ ก็เดินสะเปะสะปะไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย เลือดไหลโทรมกายหยดไปตามทางเดินที่ชื้นแฉะ ถึงจะเหนื่อยแทบขาดใจ ก็พยายามเดินและเดินไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ทว่าด้วยร่างกายที่อ่อนล้าจากการสูญเสียเลือดมากเกินไป ทำให้ร่างกายเริ่มไร้เรี่ยวแรง

เขาจึงตัดสินใจทิ้งตัวลงนั่นตรงข้างๆ กองขยะที่ทับถมกันจนสูงท่วมหัว ก่อนจะเอนศีรษะลงนอนบนสิ่งปฏิกูลอย่างหมดกำลัง หยาดน้ำตามากมายค่อยๆ ไหลอาบแก้ม ภาพอดีตค่อยๆ ฉายออกมาในมโนสำนึกของตัวเอง และแล้วทุกอย่างก็ดับวูบลง

 

ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูห้องเรียงสติสัมปชัญญะของชายหนุ่มให้หลุดออกจากภวังค์ ร่างสูงจึงเอามือข้างขวาลูบแผลเป็นที่อกข้างซ้ายไปมา ก่อนจะพึมพำออกมาว่าเบอร์ลิน คาร์สัน น่ะตายไปแล้ว จะเหลือก็แต่ คิเคียว แอล คูเปอร์ และ ไนท์ วอล์กเกอร์ คนนี้เท่านั้น เลิกคิดถึงชื่อนั้นแล้วอยู่กับ ปัจจุบันสักทีจบคำเขาก็ปล่อยมือออกจากแผลเป็นที่อกด้านซ้ายแล้วรีบเดินออกจากห้องน้ำด้วยความรวดเร็ว

ก๊อกๆ

คิเคียวแกนอนตายกลายเป็นศพอยู่ในนั้นแล้วรึไงวะ

เดี๋ยวแปบ ไอ้หมอ แกจะรีบไปที่ไหนของแกวะ

คิเคียวตะโกนออกไป หลังจากที่คู่กรณีเคาะประตูพร้อมกับตะโกนเข้ามาไม่หยุดหย่อน เขาเดินไปเปิดประตูตู้เสื้อผ้าแล้วคว้ากางเกงยีนส์ขายาวสีน้ำเงินเข้มที่ม้วนรวมกันกับเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทจนยับยู่ยี่ ก่อนจะจัดการสะบัดมันสองสามครั้งแล้วสวมใส่อย่างลวกๆ แบบไม่ใส่ใจ จากนั้นจึงเดินไปเปิดประตูเมื่อจัดการธุระส่วนตัวเสร็จสิ้นลง

พอประตูถูกเปิดออกสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ก็คือคนที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกันอย่าง ไบรอัน โรโกโซพ หรือ หมอเซน ศัลยแพทย์มือหนึ่งและเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่รู้เรื่องของเขา กำลังยืนจ้องหน้าเจ้าของห้องอย่างเขาอยู่หน้าประตู

โดยที่เซนคนนี้เป็นชายหนุ่มอายุ ยี่สิบหกปี อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสแล็คสีดำ และสวมเสื้อกาวน์สีขาวทับอีกที ในมือถือหนังสือพิมพ์ของฉบับวันนี้กับจดหมายสีดำอีกหนึ่งฉบับ นัยน์ตาสีเทาฉายแววหงุดหงิดอยู่ภายใน ก่อนจะมองเข้าไปที่เจ้าของห้องอย่างเซ็งๆ

นึกว่าอืดอยู่ในนั้นแล้วซะอีก ฉันจะได้ชันสูตรศพให้

เออน่า แล้วมีเรื่องอะไร หน้าตาอย่างกับเจอคนไข้ให้ศัลยกรรมทั้งตัว

มีเรื่องว่ะศัลยแพทย์หนุ่มพูดออกมาเพียงแค่นั้น ก่อนจะชูหนังสือพิมพ์กับจดหมายสีดำที่อยู่ในมือขึ้นมา นัยน์ตาเทาฉายแววกังวลอยู่ภายใน แล้วพูดออกมาว่า ในหนังสือพิมพ์นี่ไม่ค่อยเท่าไรหรอก แต่จดหมายนี่สิที่เป็นปัญหาจบคำเขาก็ยื่นของทั้งสองสิ่งไปให้คู่สนทนา

เมื่อเห็นดังนั้น คิเคียว จึงยื่นมือออกไปรับของจากคู่สนทนา แล้วก็ก้าวเท้าออกมาจากห้องนอนของตนเองทันที ก่อนจะเดินไปพร้อมกับเพื่อนร่วมชายคาเพื่อตรงไปยังห้องทำงานด้วยความรวดเร็ว

พวกเขาทั้งสองเดินผ่านระเบียงห้องต่างๆ อยู่หลายห้อง ก่อนจะเดินเลี้ยวซ้ายเพื่อลงบันไดวนมายังชั้นล่าง จากนั้นก็เลี้ยวขวาแล้วเดินตรงไปจนสุดทาง

จนในที่สุดทั้งสองคนก็มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องห้องหนึ่ง มันเป็นประตูห้องด้านในที่อยู่ลึกที่สุดในตัวบ้าน เมื่อประตูถูกเปิดออก ก็เห็นได้ว่าภายในห้องไม่มีอะไรอยู่เลยนอกจากชั้นหนังสือ ที่มีหนังสือมากมายหลายพันเล่มอัดกันแน่นจนเต็มผนังทั้งสามด้าน

คิเคียว แอล คูเปอร์ พร้อมกับเพื่อนร่วมชายคา จึงเดินเข้ามาด้านใน จากนั้นนักสืบหนุ่มจึงเอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มหนาในชั้นที่สุดมือเอื้อมของตู้ที่ติดผนังด้านตรงข้ามกับประตู ก่อนจะขยับมันออกมาเพียงแค่ครึ่งเดียว

เสียงคล้ายๆ โลหะครูดกับพื้นปูนดังขึ้นเบาๆ จากนั้นไม่นานชั้นหนังสือด้านในสุดก็เลื่อนเข้าหาผนังอีกด้านอย่างช้าๆ เผยให้เห็นประตูสีเดียวกับฝาผนังอีกบานที่อยู่ด้านใน

กรุณายืนสักครู่เพื่อตรวจสอบรูม่านตา

เสียงตอบรับอัตโนมัติดังขึ้นทันทีที่ชั้นหนังสือหยุดเคลื่อนไหว จากนั้น คิเคียว แอล คูเปอร์ และไบรอัน โรโกโซพ ก็มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูตามคำบอกของเสียงลำโพงบนผนังที่ดังมา

พวกเขาทั้งคู่ ยืนนิ่งๆ สักครู่ใหญ่ ก็มีแสงสีฟ้าสาดส่องตรงดวงตาของทั้งสองคน เพื่อต้องการสแกนรูม่านตาของทั้งคู่ว่าเป็นเจ้าของห้องที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะหากเกิดว่ามีคนแฝงตัวลักลอบเข้ามาด้านใน กระบวนการป้องกันตนเองก็จะทำงานทันที

เพียงเสี้ยววินาทีที่กระบวนการตรวจสอบสิ้นสุดลง ประตูสีเดียวกับฝาผนังก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ และทันทีที่ก้าวเข้ามาได้แสงไฟส่องสว่าง ก็สว่างไสวขึ้นอัตโนมัติทันที ก่อนที่ประตูบานเดิมจะค่อยๆ เคลื่อนปิดอย่างรู้งาน

เมื่อเข้ามาด้านในก็เห็นได้ว่า ภายในห้องมีข้าวของเครื่องใช้มากมาย ทั้งจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ที่ฉายภาพทุกส่วนของคฤหาสน์หลังนี้ รวมทั้งเครื่องซีพียูคอมพิวเตอร์อีกหลายตัว เครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ ที่อยู่อย่างสงบนิ่งในห้องปลอดเชื้อมากมาย

ตามมาด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทันสมัย ชุดสีดำสองชุดห้อยอย่างสงบนิ่งอยู่ตรงมุมด้านซ้ายข้างในสุดของห้อง เพื่อรอเวลาที่เจ้าของจะมาใช้มัน ซึ่งบริเวณตรงกลางมีโต๊ะทำงานกับเก้าอี้อยู่สองตัว

คิเคียว แอล คูเปอร์ จึงเดินเอาหนังสือพิมพ์ฉบับของวันนี้ไปวางบนโต๊ะ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้อย่างใจเย็น นัยน์ตาสีรัตติกาลค่อยๆ กวาดมองหน้าหนังสือพิมพ์แล้วไล่อ่านที่ละคอลัมน์ทุกคอลัมน์ที่ปรากฏให้เห็น แต่ก็ต้องมาสะดุดอยู่ที่คอลัมน์หนึ่งที่มีใจความว่า

 

เอาอีกแล้ว Night Walker ออกอาละวาดอีกแล้ว

คราวนี้ขโมยสร้อยคอไพลินราคาร่วมร้อยล้านออกไปจากงานแสดงอัญมณี

 

แต่ยังไม่ทันที่ คิเคียว แอล คูเปอร์ จะพูดหรือเอ่ยคำใดออกมา ศัลยแพทย์หนุ่มเพื่อร่วมชายคาก็ชิงพูดออกมาซะก่อนว่าก็เมื่อวานพวกเราพึ่งบินกลับมาจากลาสเวกัส แล้วแกจะเข้าไปขโมยไอ้สร้อยพลอยสีน้ำเงินสองร้อยกว่ากะรัตนั่นตอนไหน หรือว่าเดี๋ยวนี้มีงานแล้วไม่ยอมบอกกันแถมยังแอบไปทำคนเดียว

จะบ้ารึไงถึงฉันจะเป็นคนที่ทำให้ตำรวจปวดหัวเล่นก็เถอะ แต่ฉันไม่ได้สามารถแยกร่างได้ขนาดนั้น จะทำงานทีถ้าไม่มีแก ฉันก็ทำไม่ได้หรอก

ตัวปลอม

ก็เออ น่ะสิ

ตัวปลอมออกอาละวาดแบบนี้ ฉันว่าไม่ค่อยดีเท่าไรศัลยแพทย์หนุ่มพูดออมาก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงหกฟุต สี่นิ้ว ของตัวเอง พลางโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย มือทั้งสองข้างเท้ากับโต๊ะเอาไว้ พร้อมกับโพล่งออกมาว่า คิเคียวถ้าเรื่องนี้แกไม่จัดการให้มันกระจ่าง ฉันว่ามันต้องมีเรื่องบานปลายแน่ๆ แต่ที่สำคัญปัญหามันไม่ได้มีแค่นั้น ดูนี่สิจบคำเขาก็เลื่อนจดหมายสีดำอีกฉบับหนึ่งไปให้

ขอเรียนเชิญคุณ คิเคียว แอล คูเปอร์คิเคียวพูดดังๆ ออกมาหลังจากที่หยิบซองจดหมายขึ้นมาดู แล้วเงยหน้ามองศัลยแพทย์หนุ่มผู้เป็นเพื่อนสนิทอีกครั้งแล้วพึมพำว่า แต่กลับไม่มีชื่อคนส่งจบคำชายหนุ่มก็พลิกจดหมายไปมา ก่อนจะเปิดซองออกดู เพื่อดึงการ์ดสีดำสนิทขึ้นมา ซึ่งการ์ดภายในใบนี้ถูกเขียนด้วยลายมือโดยใช้หมึกสีแดงว่า

 

คุณ Night Walker

ขอเรียนเชิญ

ในวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 2018 เวลาทุ่มครึ่ง

ที่เรือสำราญ อัญมณีสีน้ำเงิน ที่คุณตามหารอคุณอยู่

 

เอ๊ะเดี๋ยวนะ ไนท์ วอล์กเกอร์ อย่างงั้นหรือคิเคียวพูดพึมพำออกมาหลังจากที่อ่านข้อความในการ์ดใบเจ้าปัญหาจบลง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบซองจดหมายขึ้นมาดูให้แน่ใจอีกที นัยน์ตาสีรัตติกาลเบิกกว้าง ก่อนจะขมวดมุ่นจนเริ่มเป็นปมทันที เมื่อเห็นว่าจดหมายฉบับนี้ชื่อที่จ่าหน้าซองกับชื่อที่อยู่ด้านในเป็นคนละชื่อกัน แต่หน้าซองกลับจ่าถึง คิเคียว แอล คูเปอร์

ใช่ที่นี้รู้รึยังว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นมา

เมื่อสิ้นเสียงของ คิเคียว แอล คูเปอร์ ศัลยแพทย์หนุ่มเพื่อนสนิทถึงกับโพล่งออกมาอย่างอดไม่ได้ เพราะเขารู้อยู่แล้วถึงแม้ว่าชื่อทั้งสองชื่อจะเป็นชื่อของเพื่อนตนก็ตาม แต่นอกเหนือจากเขาแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าชื่อทั้งสองชื่อนี้เป็นคนคนเดียวกัน

เพราะชื่อของ คิเคียว แอล คูเปอร์ เป็นชื่อของนักสืบหนุ่มชื่อดัง ที่คลี่คลายคดีต่างๆ มากมาย และอยู่ฝ่ายเดียวกันกับตำรวจ แต่ทว่า ชื่อ ไนท์ วอล์กเกอร์ มันเป็นชื่อของมหาวายร้ายแห่งราตรี อาชญากรที่ตำรวจทุกคนตามไล่ล่า ชื่อของชายที่ขึ้นชื่อว่าปั่นป่วนกรมตำรวจจนหัวหมุน และที่สำคัญไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริง แล้วแบบนี้จะมีคนอื่นนอกจากเพื่อนสนิทอย่างเขารู้เรื่องนี้ได้ยังไง

ว่า คิเคียว แอล คูเปอร์ กับ ไนท์ วอล์กเกอร์ คือคนคนเดียวกัน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

90 ความคิดเห็น

  1. #53 Aoohapyn (@apyn666aoo) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 มีนาคม 2561 / 16:22
    อ่านเพลินมากครับ อิ ๆ
    #53
    1
  2. #47 Blue (@amalina) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:26
    ใช้ จู่ๆ เป็นคำไทยนะ ไม่ใช่ อยู่ๆ ภาพรวมบรรยายสวยดีเห็นภาพ แต่บางครั้งอยากให้กระชับกว่านี้ คำซ้ำคำเกินมีพอสมควรแต่ไม่ถึงกับไม่ดี แต่บางอย่างสามารถตัดทอน หรือปรับรูปประโยคได้ เช่น

    โดยผู้ที่เข้ามาใหม่นั้นเป็นหญิงสาวคนรับใช้ภายในบ้านหลังนี้กำลังวิ่งเข้ามาอย่างตื่นกลัว อาจแก้เป็น หญิงสาวคนรับใช้คนใหม่กำลังวิ่งเข้ามาอย่างตื่นกลัว (ตัดภายในบ้านออก เพราะคนอ่านน่าจะอนุมานได้ว่า น่าจะต้องทำงานภายในบ้าน)
    #47
    1
    • #47-1 วาฬสีเทา. (@parn1112) (จากตอนที่ 2)
      23 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:37
      ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ
      #47-1
  3. #14 Mizza (@wawy111) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:03
    น่าสนุกๆ น่าติดตามค่า 
    #14
    1
    • #14-1 วาฬสีเทา. (@parn1112) (จากตอนที่ 2)
      2 กุมภาพันธ์ 2560 / 11:06
      อย่าลืมมาอ่านของเก๊าต่อล้วยน้า
      #14-1
  4. #3 VP.รัตติกาล (@pumVP) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 09:28
    โหดได้อีก บรึ๋ยๆ

    เป็นกำลังใจให้จ้า
    #3
    1
    • #3-1 วาฬสีเทา. (@parn1112) (จากตอนที่ 2)
      12 มกราคม 2560 / 20:16
      อยากให้โหดกว่านี้อีกนิดนุงเหมือนกัน ใจน้าเดวจะพยายามเขียนโหดๆ
      #3-1