ข้อมูลของประเทศญี่ปุน Japan

ตอนที่ 4 : ประวัติศาสตร์ญีปุ่น 2 ยุคกลาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 101
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    19 ต.ค. 58

ยุคกลาง

ยุคโคะฟุง (ญี่ปุ่น古墳時代 Kofun-jidai ) อยู่ในช่วง ค.ศ. 250 - ค.ศ. 538 เมื่อประมาณกลางศตวรรษที่ 4 ชนเผ่าอิสระกลุ่มต่าง ๆ ได้ถูกรวบรวมโดยชนเผ่า ยามาโตะ (大和民族 Yamato-Minzoku) ขณะเดียวกันสุสานที่มีลักษณะพิเศษเป็นรูปกุญแจก็ถูกสร้างขึ้นทั่วไป ความรู้ และวิทยาการต่าง ๆ จากจีนได้หลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากในสมัยนี้ ในศตวรรษที่ 4 ชนเผ่ายามาโตะได้ขึ้นไปคาบสมุทรเกาหลีและรับเอาวัฒนธรรมการผลิตเครื่องใช้ของภาคพื้นทวีปมา ต่อมาในสมัยศตวรรษที่ 5 ชาวเกาหลีได้นำวิทยาการต่าง ๆ เข้ามา เช่น การผลิตเครื่องโลหะ เครื่องปั้นดินเผา การทอผ้า การถลุงเหล็ก และวิศวกรรมโยธา รวมทั้งมีการเริ่มใช้อักษรคันจิซึ่งเป็นตัวอักษรของจีนด้วย และเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 6 ลัทธิขงจื้อ กับศาสนาพุทธก็ได้แพร่หลายเข้ามาในญี่ปุ่นเช่นกัน ในศตวรรษที่ 7 เจ้าชายโชะโทะคุ (聖徳太子 Shōtoku-taishi) จัดวางระบบการปกครองโดยรวมอำนาจไว้ที่จักรพรรดิตามแบบราชวงศ์สุยกับราชวงศ์ถังของจีนได้สำเร็จเมื่อครั้งปฏิรูปการปกครองไทขะ (大化の改新 Taika-no-kaishin) และมีการส่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีจนถึงปลายศตวรรษที่ 9 ถึงสิบกว่าครั้ง

ระยะเวลาของยุคอาซึกะ (ญี่ปุ่น飛鳥時代 Asuka-jidai ) อยู่ในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นการในช่วง ค.ศ. 538- 710 ราชอาณาจักรมากมายตั้งในพื้นที่นี้ในช่วงเวลานี้ ระยะเวลาของยุคอะซึกะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้าน สังคม และการเปลี่ยนรูปการเมืองน้อย

ยุคนะระ (ญี่ปุ่น奈良時代 Nara-jidai นะระจิได ) (ค.ศ. 710 – 794) เมื่อปี ค.ศ. 710 ขณะที่บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองด้วยหลักกฎหมายและจริยธรรมก็ได้ย้ายเมืองหลวงมาที่เฮโจเคียว หรือเมืองนาระและบริเวณใกล้เคียงในปัจจุบัน แต่ในเวลาต่อมาก็เริ่มเกิดความวุ่นวายเมื่อระบบโคจิโคมิน (公地公民制 Kōchi-kōmin-sei: ระบบที่รัฐบาลกลางครอบครองที่ดินทั้งหมดและปันส่วนให้กับขุนนางและชาวนา โดยที่ชาวนาต้องเสียภาษีที่ดิน) เสื่อมลงเนื่องจากมีที่ดินที่ได้รับยกเว้นภาษี อยู่เป็นจำนวนมาก รวมถึงความยากจนไร้ที่อยู่อาศัยของชาวนา ในสมัยนี้ศาสนาพุทธได้รับการทำนุบำรุงอย่างดี ทำให้วัฒนธรรมหรือศิลปะทางพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก เริ่มจากวัฒนธรรมอาสุกะ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาอันดับแรกของญี่ปุ่นในต้นศตวรรษที่ 7 หรือวัฒนธรรมฮาคุโฮ ในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 7 ที่แสดงให้เห็นความทุกข์ยากของมนุษย์ จนถึงวัฒนธรรมเท็มเปียว ในกลางศตวรรษที่ 8 ที่แสดงถึงความรู้สึกของมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามที่เป็นจริง ซึ่งรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของราชวงศ์ถัง “มันโยชู” (万葉集 Man’youshuu) คือ งานชิ้นเอกแห่งยุค ซึ่งเป็นการรวบรวมบทกวีของคนทุกระดับชั้นตั้งแต่สามัญชนจนถึงจักรพรรดิไว้ประมาณ 4,500 บท โดยใช้เวลารวบรวมจนถึงกลางศตวรรษที่ 8 รวมเป็นเวลาถึง 400 ปี ใน “มันโยชู” ได้รับบรรยายความรู้สึกของการใช้ชีวิตอย่างสมถะของคนญี่ปุ่นในสมัยโบราณได้อย่างตรงไปตรงมา และยังคงเป็นที่ประทับใจของคนญี่ปุ่นจำนวนมากในปัจจุบันนี้ นอกจากนี้ ยังมี “โคจิกิ” (古事記 Kojiki) ซึ่งเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับเก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีอยู่ (ค.ศ. 712) “นิฮงโชกิ” (日本書紀 Nihonshoki) ซึ่งเป็นบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ตามลำดับเวลาฉบับเก่าแก่ที่สุด (ค.ศ. 720) และหนังสือรวมบทกวี “ไคฟูโซ” (懐風藻 kaifuusou) ฉบับเก่าแก่ที่สุด (ค.ศ. 751) ซึ่งเป็นครั้งแรกของการรวมนเวลาต่อมาก็เริ่มเกิดความวุ่นวายเมือชาวนายากจนลง คนไร้ที่อยู่อาศัยมีมากขึ้น และจากการที่มีโชเอน ซึ่งเป็นที่ดินที่ได้รับการยกเว้นภาษีเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ระบบโคจิโคมิน (ระบบที่รัฐบาลกลางเป็นผู้ครอบครองที่ดินทั้งหมด และบันส่วนให้ขุนนางกับชาวนา โดยที่ชาวนาต้องเสียภาษีที่ดิน) เสื่อมลง

ยุคเฮอัง (ญี่ปุ่น平安時代 Heian-jidai เฮอังจิได ) อยู่ในช่วง ค.ศ. 794 -ค.ศ. 1185

ในปลายศตวรรษที่ 8 มีการย้ายเมืองหลวงไปที่ เฮอังเกียว (平安京 Heian-kyou) หรือเมืองเคียวโตะในปัจจุบัน นับเป็นยุคทองของประเทศญี่ปุ่น ที่ทั้งศิลปะและวัฒนธรรมรุ่งเรืองถึงขีดสุด มีการพัฒนาปรับปรุงวัฒนธรรมต่างๆ ที่หยิบยืมมาจากประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ถัง และลัทธิขงจื้อ จนกลายเป็นวัฒนธรรมแบบเฉพาะตัวของญี่ปุ่น เฮอัง (平安,Heian) แปลว่า ความสงบสันติ

ยุคคะมะกุระ (ญี่ปุ่น鎌倉時代 Kamakura-jidai ) หรือ อ่านแบบไทย คะมะกุระตรงกับปีค.ศ. 1185-ค.ศ. 1333 เป็นยุคที่ญี่ปุ่นเริ่มต้นการปกครองระบบศักดินาโดยจักรพรรดิเป็นผู้มีอำนาจการปกครอง แต่เพียงในนามรัฐบาลทหารที่เรียกว่า คะมะกุระ บะกุฟุ ซึ่งมีโชกุนเป็นหัวหน้าปกครองประเทศในนามจักรพรรดิมีอำนาจเด็ดขาดทั้งทางการเมืองและการทหาร โยริโตโมะแห่งตระกูลมินาโมโต้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโชกุนคนแรกจัดตั้งรัฐบาลทหารมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองคะมะกุระส่วนจักรพรรดิประทับที่เมืองเฮอัง ในยุคคะมะกุระญี่ปุ่นต้องเผชิญหน้ากับการรุกรานจากกองทัพมองโกลภายใต้การนำของกุบไลข่านในสมัยราชวงศ์หยวนซึ่งโดนโจมตีครั้งแรกในปี ค.ศ. 1274 และอีกครั้งในปี ค.ศ. 1281 แต่กองทัพมองโกลเข้าโจมตีญี่ปุ่นไม่สำเร็จเพราะสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยกองทัพมองโกลได้รุกรานสู่ญี่ปุ่นโดยเข้าโจมตีภาคเหนือของเกาะคีวชู กองทัพทหารได้ทำการต่อสู้ป้องกันอย่างเข้มแข็ง ประกอบกับภัยธรรมชาติเป็นส่วนช่วยเหลือ ญี่ปุ่นจึงรอดพ้นจากอันตรายมาได้ แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเสื่อมอำนาจในการควบคุมชนชั้นนักรบของรัฐบาลทหารสงครามครั้งนี้ได้สร้างความอ่อนแอให้กับรัฐบาลทหารคะมะกุระอย่างมากส่วนความเจริญทางด้านวัฒนธรรมนั้น

วัฒนธรรมของชนชั้นนักรบได้ก่อกำเนิดขึ้นโดยมีวัฒนธรรมของชนชั้นปกครองเป็นรากฐาน แต่ยังคงเอกลักษณ์ของชนชั้นนักรบไว้ อันได้แก่ ความมีพลวัตร และการสะท้อน ความเป็นจริงอย่างเรียบง่าย ในด้านศาสนา พุทธศาสนาแบบคะมะคุระก็ได้กำเนิดขึ้นโดยพระเถระผู้มีชื่อเสียง อย่าง โฮเน็น (Hounen) ชินรัน (Shinran) และนิฉิเรน (Nichiren) เป็นต้น นักรบฝั่งที่ราบคันโตจะนับถือศาสนาเซนอันได้รับการถ่ายทอดจากจีนแผ่นดินซ้องในศตวรรษที่ 12 เป็นหลัก รูปแบบศิลปะใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้นในยุคนี้ อย่างเช่น ปฏิมากรรมสมัยคะมะคุระตอนต้นนั้น จะมีลายเส้นที่หนักแน่นมีพลังเหมือนของจริง และแสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ วรรณศิลป์ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่ชนชั้นนักรบนิยม เช่น “เฮเคะ โมะโนะงะตะริ (Heike Monogatari) ” ซึ่งแต่งขึ้นเมื่อต้นศตวรรษที่ 13 เป็นผลงานที่ดีที่สุดในจำนวนนิยายเกี่ยวกับการสู้รบ และก็ยังมีหนังสือรวบรวมบทเรียงความเรื่อง “โฮโจกิ (Houjouki) ” ซึ่งแต่งในศตวรรษที่ 13 และ “สึเระซุเระงุซะ (Tsurezuregusa) ” ซึ่งแต่งในศตวรรษที่ 14

ยุคมุโระมะชิ (ญี่ปุ่น室町時代 Muromachi-jidai ) ตรงกับค.ศ. 1336 -ค.ศ. 1568 ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 14 อะชิคะงะ โยะชิมิสึ ได้ปราบปรามชนชั้นปกครองลงอย่างราบคาบ และตั้งรัฐบาลโชกุนขึ้นอีกครั้งที่ เคียวโตะ ซึ่งรัฐบาลโชกุนนี้ได้ปกครองญี่ปุ่นต่อมาเป็นเวลานานถึงสองศตวรรษเศษอันเป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมของชนชั้นนักรบก็ได้กลืนวัฒนธรรมของชนชั้นปกครองลงอย่างราบคาบเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามรัฐบาลโชกุนของตระกูลอะชิคะงะ เกิดจากการรวมตัวของขุนศึกสำคัญ ๆ ตามหัวเมืองต่าง ๆ เข้าด้วยกัน จึงเป็นธรรมดาที่การรวบอำนาจให้รัฐบาลมีเสถียรภาพนั้นเป็นไปได้อย่างลำบาก ดังนั้นในครึ่งหลังศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา ขุนศึกตามหัวเมืองต่าง ๆ จึงเริ่มทำสงครามแย่งชิงอำนาจกัน จนทั้งประเทศญี่ปุ่นตกเข้าสู่ยุคสงคราม ภายในยุคนี้เป็นยุคที่ชนชั้นนักรบมีอำนาจเหนือเกษตรกรและมีกรรมสิทธิเหนือที่ดินจึงเป็นการปกครองระบบศักดินาโดยสมบูรณ์ ด้านเศรษฐกิจก็เจริญรุ่งเรืองมาก เนื่องจากทำการค้ากับจีนสมัยหมิงด้านวัฒนธรรม ลัทธิเซนเป็นส่วนเพิ่มเติมให้กับวัฒนธรรมของชนชั้นปกครองและชนชั้นนักรบ ซึ่งเห็นรูปแบบได้จากตำหนักทอง (Kinkaku) ในปลายศตวรรษที่ 14 อันเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมคิตะยะมะ (Kitayama) และตำหนักเงิน (Ginkaku) ในปลายศตวรรษที่ 15 อันเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมฮิงะชิยะมะ (Higashiyama) การละคร อย่างเช่น โน เคียวเง็น และการต่อเพลง ก็เริ่มแพร่หลายสู่ประชาชนภายนอก ศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น อย่างเช่น พิธีชงชา การจัดดอกไม้ ก็เริ่มมีรากฐานมาจากยุคนี้ และในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 พวกฝรั่ง เช่น ชาติโปรตุเกส และสเปนก็ได้นำอาวุธปืนยาวและศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่ที่ญี่ปุ่น


ยุคเซ็งโงะกุ

ยุคเซ็งโงะกุ (ญี่ปุ่น戦国時代 Sengoku-jidai ) เป็นช่วงเวลาของความไม่สงบใน ญี่ปุ่น อันเกิดจากอำนาจการปกครองของ โชกุนตระกูลอะชิคะงะในยุคมุโระมะจิเสื่อมลง ทำให้บรรดาไดเมียวผู้ปกครองแคว้นต่างๆ ในญี่ปุ่นต่างพากันตั้งตนเป็นอิสระ โดยเฉพาะไดเมียวที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงเกียวโตมากๆ และทำสงครามกันเอง ทำให้ญี่ปุ่นลุกเป็นไฟ บ้านเมืองไม่มีขื่อแป โชกุนที่เกียวโตไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเป็นเพียงหุ่นเชิดของไดเมียวที่มีอำนาจ สมัยเซงโงกุเป็นสมัยแห่งวีรบุรุษ โดยเฉพาะวีรบุรุษทั้งสามที่รวมประเทศญี่ปุ่นให้กลับเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งเป็นการสิ้นสุดสมัยเซงโงกุ ได้แก่ โอะดะ โนะบุนะงะ โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ และ โทะกุงะวะ อิเอะยะสึ

อักษรคันจิของคำว่ายุคเซ็งโงะกุ ตรงกับคำว่า "ยุคจ้านกว๋อ" ในภาษาจีนหมายถึง "ยุครณรัฐ" หรือ "ยุคแห่งไฟสงคราม" อนึ่ง ยุคแห่งไฟสงครามในประวัติศาสตร์จีนเกิดขึ้นอยู่ในช่วงระหว่าง 477-222 ปีก่อน ค.ศ.

ยุคเซ็งโงะกุของญี่ปุ่น นับเป็นส่วนหนึ่งของยุคมุโระมะจิ ในยุคนี้เองก็มียุคสมัยย่อยแฝงอยู่ คือ สมัยอะสึจิ และ สมัยโมะโมะยะมะ เรียกรวมกันว่า สมัยอะสึจิ-โมะโมะยะมะ

ยุคอะซุชิโมะโมะยะมะ (ญี่ปุ่น安土桃山時代 Azuchi-Momoyama jidai ) เป็นยุคที่เริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 1573 - ค.ศ. 1603 ระหว่างสงคราม โอะดะ โนะบุนะงะ และ โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ ยกทัพเข้าสู่ที่พำนักของ โชกุน อะชิกะงะ คือปราสาทอะซุชิ (ปราสาทที่อยู่ในจังหวัดชิงะ) และ ฮิเดะโยะชิ ยกทัพเข้าสู่ปราสาทโมโมยามาในกรุงเกียวโตนครหลวงเก่าของญี่ปุ่น ในระยะเวลานี้ โอะดะ โนะบุนะงะ ยกทัพเข้าไปในกรุงเกียวโต นครหลวงเก่าของญี่ปุ่นในปี 1568 เมื่อเขานำกองทัพของเขาเข้ากรุงเกียวโตนครหลวงเก่าของญี่ปุ่น

ยุคเอะโดะ (ญี่ปุ่น江戸時代 Edo-jidai ) หรือยุคที่เรียกว่า ยุคโทะกุงะวะ (徳川時代 Tokugawa-jidai) ค.ศ. 1603 - ค.ศ. 1868 คือยุคที่มีไดเมียวตระกูลโทะกุงะวะเป็นโชกุน เริ่มเมื่อโทะกุงะวะ อิเอะยะซุ ได้รวบอำนาจและตั้งรัฐบาลโชกุนขึ้นที่เอโดะ (ปัจจุบันคือโตเกียว) ใน ค.ศ. 1603 และหลังจากนั้นอีก 260 ปี การปกครองทั้งหลายก็ตกอยู่ในอำนาจของตระกูลโทะกุงะวะ รัฐบาลเอะโดะได้ลิดรอนอำนาจจากจักรพรรดิ เชื้อพระวงศ์ และพระสงฆ์จนหมดสิ้น และปกครองเกษตรกรไปทีละเล็กละน้อย เมื่อเกษตรกรอันเป็นฐานอำนาจของรัฐบาลเอะโดะยากจนลงจนเดือดร้อน การปกครองของตระกูลโทะกุงะวะก็เริ่มสั่นคลอนลงตั้งแต่เข้าศตวรรษที่ 19

ยุคนี้เป็นยุคที่วัฒนธรรมของราษฎรสามัญเจริญจนถึงที่สุด ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 17 จนถึงต้นศตวรรษที่ 18 เป็นยุคของวัฒนธรรมเก็นโระขุ (元禄文化 Genroku-bunka) ซึ่งเป็นของนักรบผสมกับราษฎรสามัญ มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองใหญ่ ๆ อย่างเกียวโต โอซาก้า เอกลักษณ์คือละครหุ่น ละครคาบุขิและหัตถกรรมต่าง ๆ มีศิลปินกำเนิดจากราษฎรสามัญมากมาย เช่น นักเขียน อย่าง อิฮารา ไชคาขุ (井原西鶴 Ihara Saikaku) นักกลอนไฮขุ อย่าง มัทสึโอะ บาโช (松尾芭蕉 Matsuo Bashou) นักแต่งบทละครหุ่น ละครคาบิขุ อย่าง ชิคามัทสึ มงซาเอมง (近松門左衛門 Chikamatsu Monzaemon) จนเมื่อศตวรรษที่ 19 ศูนย์กลางของวัฒนธรรมได้ย้ายไปอยู่เอะโดะ เป็นยุคของวัฒนธรรม คะเซ (化政文化 Kasei-bunka) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของชนชาวเมือง อันได้แก่ นวนิยาย ละครคาบุขิ ภาพอุคิโยะ บุงจิง-งะ เป็นต้น

การศึกษาและวิชาการก็เจริญรุ่งเรือง ชนชั้นนักรบเล่าเรียนปรัชญาของขงจื๊อและหลักคำสอน จูจื่อ (朱子学 Shushi-gaku) ซึ่งเป็นปรัชญาพื้นฐานที่ค้ำจุนการปกครองของรัฐบาลเอะโดะ การศึกษาเกี่ยวกับญี่ปุ่นและดัตช์ (ฮอลันดา)(蘭学 Ran-gaku) เจริญรุ่งเรืองตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา มีการเปิดโรงเรียนตามหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อลูกหลานของชนชั้นนักรบ ราษฎรสามัญเองก็นิยมส่งลูกหลานเรียนหนังสือเช่นกัน

บะกุมะสึ

บะกุมะสึ (ญี่ปุ่น幕末 bakumatsu , "ปลายยุคบะกุฟุ") เป็นชื่อเรียกช่วงเวลาปลายยุคเอะโดะซึ่งนำไปสู่การสิ้นสุดของรัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะ ชื่อดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นจากเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นโดยรวมระหว่างปี ค.ศ. 1853 - 1867 ซึ่งเป็นระยะที่ญี่ปุ่นได้ยกเลิกนโยบายปิดประเทศที่เรียกว่า ซะโคะคุ และเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลแบบศักดินาของโชกุนไปสู่รัฐบาลสมัยใหม่ในยุคเมจิ การแบ่งแยกทางอุดมการณ์และทางการเมืองในยุคนี้ส่วนใหญ่แบ่งออกเป็นกลุ่มผู้รักชาติที่เรียกว่า "อิชินชิชิ" ซึ่งสนับสนุนจักรพรรดิ และกองกำลังฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลโชกุนตระกูลโทะกุงะวะ เช่น กลุ่มชินเซ็งงุมิ เป็นต้น

อ้างอิงจาก :https://th.wikipedia.org/wiki/บะกุมะสึ
https://th.wikipedia.org/wiki/ยุคเอะโดะ
https://th.wikipedia.org/wiki/ยุคอะซุชิโมะโมะยะมะ
https://th.wikipedia.org/wiki/ยุคเซ็งโงะกุ
https://th.wikipedia.org/wiki/ยุคมุโระมะชิ
https://th.wikipedia.org/wiki/ยุคคะมะกุระ
https://th.wikipedia.org/wiki/ยุคเฮอัง
https://th.wikipedia.org/wiki/ยุคนะระ
https://th.wikipedia.org/wiki/ยุคอาซึกะ
https://th.wikipedia.org/wiki/ยุคโคะฟุง

0 ความคิดเห็น