(one piece) straw hat pirate | short fanfiction (all luffy)

ตอนที่ 5 : (sf) The Devil's Trap [3] – Law x Luffy

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 542
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    22 เม.ย. 62

title :: The Devil's Trap

pairing :: Law x Luffy

author :: daydream

request by :: -

notes :: ยังไม่ตรวจคำผิดเลยครับ!

 

----|----|----|----|----

 

 

 

          สถานที่ที่ซันจิพาเขาไปคืออาคารร้างๆหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากค่ายทหารมากนัก ชายวัยกลางคนเจ้าของร่างสูงใหญ่ที่แสนคุ้นเคยนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำสนิทที่ดูใหม่เกินกว่าจะประดับอยู่ในอาคารซอมซ่อเช่นนี้ กลุ่มควันจากซิการ์ลอยเคว้งในอากาศ กลิ่นของมันชวนให้เด็กหนุ่มรู้สึกมึนไม่น้อย

 

          “ผมพาลูฟี่มาแล้วครับ” ซันจิเปิดบทสนทนาด้วยความสุภาพ มันดูเป็นเรื่องที่น่าตลกสำหรับลูฟี่เสียเหลือเกิน เขาไม่เคยเห็นคนอย่างซันจิสุภาพกับใครมาก่อนนอกจากผู้หญิง (ซึ่งในบรรดาทหารทั้งหมดที่ลูฟี่เคยพบ นามิคือทหารหญิงเพียงหนึ่งเดียวในนั้น)

 

          “งั้นแกออกไปรอข้างนอก ไว้ฉันคุยกับเด็กนี่เสร็จแกก็ส่งมันกลับไปหาทราฟาการ์ด้วย”

 

          “รับทราบครับ พลเอก”

 

          ร่างสูงของหนึ่งในทหารที่ลูฟี่รู้จักดีเดินออกจากห้องไปทันทีที่ได้รับคำสั่ง เด็กน้อยเม้มริมฝีปาก จะว่าไม่ได้เจอคนตรงหน้านานแล้วก็ย่อมได้ เอาน่า เกือบครึ่งเดือนนี่ก็นานพอตัวสำหรับลูฟี่นา

 

แต่ครอคโคไดล์ในยามนี้ก็ดูไม่ต่างจากตอนเจอกันครั้งล่าสุดมากนัก

 

“ทราฟาการ์เป็นไง”

 

“หมายถึงอะไร” ลูฟี่เลิกคิ้ว

 

“หมายถึงในความคิดของแกน่ะ ทราฟาการ์ดูเป็นไง”

 

“ก็..” เด็กหนุ่มลากเสียง ใบหน้าน่ารักมีสีหน้าครุ่นคิด ภาพของพลโทหนุ่มที่มักสวมหมวกประหลาดไม่เข้ากับชุดเครื่องแบบของนายทหารลอยเข้ามาในความคิด ใบหน้าที่มักเคร่งเครียดตลอดเวลาจนดูน่ากลัวไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร..

 

คิดมาถึงจุดนี้ก็ดันเผลอนึกไปถึงสีหน้าของอีกฝ่ายตอนทรมานนักโทษที่ชื่อมอร์แกน

 

จิตซะไม่มี

 

“หลอน”

 

ครอคโคไดล์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนหลุดหัวเราะ ลูฟี่ขมวดคิ้วมุ่น ลากเก้าอี้แถวๆนั่นมานั่งก่อนเปลี่ยนเป็นสีหน้าเบื่อโลก นัยน์ตาสีดำขลับกลอกไปมา

 

“พูดตรงๆเลยนะ ทำไมถึงส่งฉันไปอยู่กับหมอนั่นล่ะ ตอนทรมานนักโทษหมอนั่นดูเหมือนพวกโรคจิตเลย”

 

มันเป็นจริงอย่างที่ลูฟี่พูด แม้แต่ตัวครอคโคไดล์เองก็เคยเห็นลอว์ยามทรมานนักโทษมานับครั้งไม่ถ้วน สีหน้าที่เหมือนกำลังสนุกสนานกับเสียงกรีดร้องและหยาดเลือดนั้นยังจำได้ดี สำหรับลอว์แล้ว..เสียงกรีดร้องคือเสียงดนตรีที่ทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน ก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่คนปกติจะเข้าใจได้

 

“เพราะหมอนั่นมันอัจฉริยะ..ล่ะมั้ง?

 

“..”

 

“ส่งอัจฉริยะให้อัจฉริยะดูแล ไม่ใช่ความคิดที่ดีรึไง?

 

“ไม่อ่ะ” ส่ายหน้าอย่างทันควันด้วยสีหน้าบู้บี้อย่างไม่พอใจ ครอคโคไดล์วางมือลงบนศีรษะที่ไร้ซึ่งหมวกฟางใบเดิมที่แสนคุ้นเคย ก่อนโยกมันไปมาเหมือนอีกคนเป็นเด็กตัวเล็กๆ และลูฟี่ก็ไม่ได้ปัดมือนั้นออก นัยน์ตาสีดำขลับของชายร่างสูงใหญ่ทอดมองเด็กหนุ่มที่ตนรับมาเลี้ยงเมื่อปีที่แล้วด้วยสายตาอ่านยาก

 

“จำเอาไว้นะเจ้าหมวกฟาง”

 

“....”

 

“ถึงจะไม่อยากพูดแบบนี้ซักเท่าไหร่ แต่แกต้องปกป้องทราฟาการ์ นั้นคือเจตนาที่แท้จริงที่โดฟลามิงโก้ส่งแกมาให้คอยติดตามเจ้านั่น อย่าให้ความสามารถที่หมอนั่นมีต้องหายไปอย่างน่าเสียดาย กองทัพยังต้องการหมอนั่น ไม่ว่าจะยังไง..”

 

“...”

 

“ก็อย่าให้ทราฟาการ์ตายเด็ดขาด นี่คือภารกิจที่เจ้าโดฟลามิงโก้มอบให้แก”

 

“...”

 

“รู้ใช่มั้ยว่าฉันไม่อยากให้แกตาย เพราะฉะนั้น..อย่าให้ภารกิจนี้มีข้อผิดพลาด เพราะโดฟลามิงโก้จะไม่มีวันปล่อยแกไว้แน่ ดังนั้นแกต้องปกป้องเจ้าศัลยแพทย์แห่งความตายนั่น”

 

“...”

 

“เพื่อรักษาชีวิตของตัวแกเอง”

 

 

 

 

 

“ไปไหนมา”

 

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองผู้ถามก่อนส่ายหัวไม่ยอมตอบ ลอว์เลิกคิ้ว ถึงกระนั้นก็ไม่คิดที่จะเซ้าซี้แต่อย่างใด เขาก้มหน้าลงเช็คเอกสารบนโต๊ะทำงานอย่างตั้งใจ ปล่อยให้เด็กหนุ่มที่ถูกรับฝากเอาไว้โดยพลเอกแห่งกองทัพอย่างครอคโคไดล์และโดฟลามิงโก้อยู่กับตัวเอง นัยน์ตาสีดำขลับนั้นดูไร้ประกายอย่างน่าประหลาด ลูฟี่ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง เจ้าตัวเหมือนกำลังมีเรื่องให้คิด..

 

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะสนใจ

 

ตั้งแต่เมื่อวานที่จู่ๆเจ้าเด็กนี่ก็เดินกลับมาที่ค่ายทหารหลังจากหายตัวไปเกือบ 2 ชั่วโมง ก็แปลกๆไป เหมือนมีเรื่องให้คิด? เหม่อลอยบ่อยขึ้น และตามติดเขามากขึ้น แต่ถึงลูฟี่ไม่มาคอยตามติดเขา ลอว์ก็เชื่อว่าตัวเขาจะเป็นคนลากอีกฝ่ายมาเดินอยู่ข้างๆเอง ก็เพราะมีหน้าที่ที่ต้องดูแลนี่นะ แถมลูฟี่ยังมีฝีมือและทักษะ..นั่นทำให้เขาสนใจ และคิดได้ว่าควรเก็บคนอย่างลูฟี่ไว้ใกล้ตัว ทำให้กลายเป็นลูกน้องของเขาซะ นั่นคงดีกว่าให้ไปเป็นคนของเจ้าจระเข้

 

เสียของเปล่าๆ

 

หลังจากนั่งหลังขดหลังแข็งทำงานไปถึงครึ่งค่อนวัน เมื่อหันมาอีกทีก็พบว่าคนตัวเล็กนั้นหลับไปเสียแล้ว ลอว์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปยังโซฟาที่คนตัวเล็กนอนอยู่ ผิวขาวเนียนละเอียด รูปร่างผอมแห้งเก้งก้าง แม้แต่ฝ่ามือเองก็ไม่ได้นุ่มนิ่มเหมือนผู้หญิง ค่อนไปทางกระด้าง..บ่งบอกว่าอาจจับอาวุธมาตั้งแต่เด็ก บนใบหน้าเรียวมีรอยแผลเป็นอยู่ใต้ตา

 

ใช้เวลากว่า 5 นาทีเพ่งพินิจมองใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างละเอียด ตอนนอนหลับก็ดูเหมือนกับเด็กวัยรุ่นธรรมดาๆ ไม่คิดว่าพอตื่นขึ้นมาจะนิ่งเงียบเป็นเป่าสาก แม้แต่ตอนเจอกันครั้งแรก..ก็ดูจะเป็นคนไม่ค่อยพูด ค่อนไปทางไม่สนใจโลกเสียด้วยซ้ำ มีช่วงก่อนหน้านี้กระมั้งที่พูดขึ้นมาบ้าง

 

แต่พอหลังจากเมื่อวาน..ก็กลับไปเป็นเหมือนตอนที่เจอกันแรกๆอีกครั้ง

 

และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาสงสัย

 

เด็กนี่ไปทำอะไรมา

 

 

 

-----|-----|-----|-----|-----

 

 

 

          มันเป็นความจริงที่ว่าลูฟี่เป็นเด็กมีพรสวรรค์ นับจากตอนที่เจอกันครั้งแรก..นี่ก็เป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้ว ด้วยเวลาเพียงแค่นี้ลูฟี่สามารถท้าประลองกับซันจิและโซโล และสามารถเอาชนะได้ นัยน์ตาคมทอดมองร่างเล็กที่ลุกขึ้นมาหลังจากนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นทรายเพราะเหนื่อยจากการเอาชนะมือดาบอันดับหนึ่งของกองกำลังของลอว์ ฝีมือของโซโลไม่ใช่เล่นๆเลย อย่างน้อยการฝึกซ้อมด้วยกันทุกวันก็ทำให้เขาพัฒนาขึ้นมาก

 

          แม้จริงๆแล้ว..ลูฟี่แอบคิดว่านี่ไม่ใช่ความสามารถทั้งหมดของเขา

 

          เขาคิดว่าตัวเองน่าจะมีความสามารถมากกว่านี้ เพียงแต่ยังไม่สามารถใช้ได้เต็มที่ด้วยเหตุผลบางอย่าง สาเหตุที่คิดแบบนี้ก็เพราะในบางครั้งที่เขาต่อสู้ เขารู้สึกเหมือนร่างกายมันร้อนรุ่มราวกับกำลังถูกเปลวเพลิงแผดเผา รู้สึกเหมือนตัวเองอาจกลายเป็นปีศาจกระหายเลือดที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ เพราะแบบนั้นทันทีที่รู้สึกว่าคุมตัวเองไม่ไหว..เขาจะรีบยอมแพ้แต่โดยดี

 

          แต่นี่เป็นครั้งแรก

 

          เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถคุมตัวเองได้จนกระทั่งชนะโซโล

 

          เรียกว่าพัฒนาขึ้นก็คงได้ล่ะมั้ง?

 

          “เก่งขึ้นนี่” ยิ้มรับคำชมจากนายทหารหัวเขียวที่ตนพึ่งเอาชนะไปได้หมาดๆ โซโลยีผมเขาจนยุ่งฟู อดไม่ได้ที่จะปัดมือออกไปเพราะแอบรู้สึกรำคาญ หลังจากที่หายตัวไปในครั้งนั้นลูฟี่ก็พูดน้อยลงเหมือนตอนที่เจอกันครั้งแรก แต่ไม่นานเจ้าตัวก็กลับมาเป็นปกติ เริ่มยิ้มบ้างอะไรบ้าง และสนิทกับทหารคนอื่นๆในค่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

          แม้ปกติจะตัวติดกับลอว์ตลอดเวลา แต่ถ้าลอว์ต้องการที่จะอยู่คนเดียวเมื่อไหร่ ลูฟี่ก็จะไปอยู่กับซันจิไม่ก็โซโลแทน

 

          ร่างเล็กวิ่งกลับไปหาลอว์ที่ยืนมองการประลองของเขากับโซโลอยู่นอกสนาม ลอว์ไม่ได้กล่าวชื่นชมอะไรนัก แต่แค่ดูจากสายตาก็รู้ว่าคงพอใจอยู่พอสมควร ก็นะ เป็นคนคอยสอนทักษะการต่อสู้ต่างๆให้เขาในยามว่างเองนี่

 

          ความสัมพันธ์เหมือนกับ..ครูกับลูกศิษย์?

 

          สำหรับลอว์แล้ว..ลูฟี่คงเป็นเหมือนอาวุธชิ้นหนึ่งกระมั้ง? ต้องพกติดตัวตลอดเวลาเพื่อไว้ป้องกันตัวเอง ทั้งยังต้องลับให้คมเพื่อที่จะสามารถฟาดฟันศัตรูตรงหน้าอย่างแม่นยำ ไม่ใช่ทั้งลูกน้อง ไม่ใช่ทั้งเพื่อน เป็นเพียงอาวุธที่ลอว์ดูแล โดยแลกกับการที่ต้องปกป้องลอว์จากศัตรู

 

          ลูฟี่นิยามตัวเองไว้แบบนั้น

 

          “เราจะไปไหน” หลังจากที่อาบน้ำล้างตัวในค่ายทหารเสร็จ ลอว์ก็เดินนำเขาขึ้นรถ อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรเลยซักอย่าง เพราะแบบนั้นลูฟี่ถึงสงสัย ทางที่รถแล่นผ่านไม่ใช่ทางไปฐานทัพและไม่ใช่ทางกลับคฤหาสน์ของลอว์

 

          ที่แน่ๆ..รถคันนี้กำลังแล่นขึ้นเขา

 

          “ฉันต้องไปเจรจากับสายลับของเราที่ถูกส่งตัวไปสืบที่จักรวรรดิแกรนด์ไลน์” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ เท่าที่จำได้..สถานรับเลี้ยงเด็กที่ครอคโคไดล์ไปเจอเขาก็เป็นสถานรับเลี้ยงเด็กเล็กๆที่ตั้งอยู่ระหว่างเขตแดนของจักรวรรดิแกรนด์ไลน์และสหพันธรัฐออลบลู  ภาพเพลิงที่กำลังแผดเผาที่นั่น..เขาคิดว่าน่าจะถูกลูกหลงจากสงครามของทั้งสองอาณาจักร

 

         สงคราม..ที่พรากผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย

 

เขานั่งเงียบภายในรถ รู้สึกหนาวสั่นโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจจะเป็นเพราะแอร์ในรถ? ไม่ใช่..เพราะลอว์ยังคงมีท่าทีปกติ ไม่เห็นจะเป็นแบบเขา เด็กหนุ่มครุ่นคิด

 

          ในทันใดนั้นเอง..เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างแล่นเข้ามาในโสตประสาท เดี๋ยวก็หนาวเหน็บ เดี๋ยวก็ร้อนรุ่ม

 

          รู้สึกถึง..

 

          อันตราย!!

 

         ตู้ม!!

 

          รถคันหรูตกอยู่ในกองเพลิงทันทีที่เสียงระเบิดดังขึ้น เปลวไฟที่แผดเผารถทั้งคันจนยากจะบอกว่ามีใครรอดชีวิต เขม่าควันลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ลูฟี่ที่ผลักลอว์ออกจากรถได้ทันท่วงทีก้มหน้าสำลักควันเสียยกใหญ่ นัยน์ตาสีดำขลับยังคงเบิกค้าง รู้สึกอึ้งไม่หายที่ตนพึ่งจะผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาอย่างฉิวเฉียด เงยหน้าขึ้นมองคนตัวสูงเพื่อสังเกตว่ายังปลอดภัยดีหรือไม่ น่ายินดี ที่นอกจากแผลถลอกเล็กๆน้อยๆก็ไม่มีแผลอะไรอีก

 

          ลูฟี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนที่จะชะงักไปเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเขาช่วยลอว์ออกมาได้แค่คนเดียว มีทหารอีกสองนายรวมถึงคนขับรถอีกหนึ่งอยู่ในนั้น

 

         ไม่ รู้สึกผิดไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร

 

         เขามีหน้าที่เพียงแค่ปกป้องลอว์ แค่นั้น

 

          ลอว์หยัดตัวลุกขึ้นมา เพราะถูกลูฟี่ผลักลงมาจากรถจนกระเด็นไปบนพื้นหญ้า จึงทำให้ชุดเครื่องแบบทหารต้องเลอะดินและเศษใบไม้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสนใจในตอนนี้ อาวุธที่ติดตัวเขาในตอนนี้มีแค่ปืนพกเพียงกระบอกเดียวเท่านั้น เขาเม้มริมฝีปาก ฉุดร่างของเด็กหนุ่มหมวกฟางขึ้นมาก่อนพาวิ่งไปทางเดียวกัน

 

          “เกิดอะไรขึ้น!?” ลูฟี่ถามเสียงดัง แม้เขาจะผลักลอว์ออกมาจากรถที่กำลังจะระเบิดได้ทัน แต่เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมรถคันนั้นถึงได้ระเบิดได้ ลอว์หันมามองแม้จะกำลังวิ่งอยู่

 

          “พวกจักรวรรดิคงจับได้แล้ว เลยมาเล่นงานเราก่อน”

 

          อาจจะจับได้..ตั้งแต่ตอนที่หมัดอัคคีแอบเข้ามาในฐานทัพเมื่อเดือนก่อนแล้วก็ได้ ลอว์คิด นี่คงเป็นแผนของพวกตัวเป้งๆในจักรวรรดิ อาจจะจับได้ตั้งแต่ตอนนั้น แต่ไม่ฆ่าและไม่ส่งกลับมา เพราะต้องการใช้เพื่อล่อคนของสหพันธรัฐ..

 

          และคนที่พวกนั้นต้องการล่อก็คือ..

 

          เขา

 

          ชายหนุ่มจับปืนพกที่เสียบอยู่ตรงกระเป๋ากางเกงแน่น มืออีกข้างกึ่งลากกึ่งจูงลูฟี่ให้วิ่งตามเขา ได้ยินเสียงฝีเท้าจากที่ไกลๆก็พอรู้ว่าพวกมันกำลังตามล่าตัวเขาอยู่แน่ๆ ไม่ไกลจากที่นี่จะมีโกดังร้างและบ้านร้าง มันอาจจะพอให้ซ่อนตัวได้

 

          เขาเพียงแค่ต้องอดทน แม้จะโกรธแค้น..แต่การหันหลังไปประจันหน้ากับศัตรูที่มีจำนวนคนมากกว่าเป็นเท่าตัวนั้นคือการกระทำที่โง่เขลา เด็กประถมยังรู้เลยว่าไม่มีทางชนะ ทางที่ดีควรหาที่ตั้งหลักก่อนคงจะดีกว่า

 

          ปัง!

 

          กระสุนสีเงินพุ่งแหวกอากาศเฉียดศีรษะของลอว์ไปเพียงเล็กน้อย ชายหนุ่มชะงัก นึกขอบคุณลูฟี่ที่ดึงเขาให้เซไปทางตัวเองก่อนที่ลูกกระสุนจะเจาะกบาล ความรู้สึกหงุดหงิดพวยพุ่ง หากทำได้..เขาก็อยากจะจัดการฆ่าไอเลวพวกนั้นให้หมด กล้าดียังไงมาระเบิดรถของเขา กล้าดียังไงมาฆ่าลูกน้องเขา ชายหนุ่มกัดฟันกรอด อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงดึงมือลูฟี่วิ่งต่อไป

 

          ยังไม่ใช่ตอนนี้

 

          ถ้าหันไปสู้ตอนนี้..สิ่งเดียวที่ได้รับคือความตาย ต้องรอโอกาสที่เหมาะสม

 

          ทางฝั่งลูฟี่ที่วิ่งตามการนำของลอว์จนมาถึงโกดังร้างๆแห่งหนึ่ง นึกขอบคุณพระเจ้าที่ดลบันดาลให้ฝนตกทำให้เสียงฝีเท้าที่ไล่ตามพวกเขามาหยุดลง พวกเขาติดอยู่ในเขาลูกนี้ และคงออกไปไม่ได้จนกว่าจะคิดแผนจัดการพวกนั้นให้หมด ตอนนี้พวกศัตรูคงกำลังหาที่หลบฝนอยู่ซักแห่ง และมันพอจะถ่วงเวลาได้บ้าง

 

          ลูฟี่ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นซีเมนต์ ชุดที่สวมใส่เปียกแฉะจนรู้สึกหนาวสั่น เด็กหนุ่มปลดกระดุมจนสุดก่อนนำเสื้อไปตากไว้ตรงตู้ว่างๆตู้หนึ่ง ลอว์เองก็ทำไม่ต่างกัน หลังจากที่ผละออกมาจากตู้นั้นได้ก็หันกลับไปมองที่ลูฟี่ แผ่นหลังเล็กที่แสนบอบบางนั้นเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น นั่นไม่ใช่แผลที่เกิดขึ้นเร็วๆนี้

 

          อย่างต่ำก็สี่ถึงห้าปี

 

          รู้ตัวอีกทีเขาก็ไปยืนซ้อนหลังของเด็กหนุ่มตัวเล็กเสียแล้ว มือหนาสัมผัสลงบนแผ่นหลังที่ว่างเปล่า อุณหภูมิของร่างกายที่เย็นเยียบเพราะฝนตกทำให้ลูฟี่สะดุ้งจนตัวโยน เด็กหนุ่มหันหลังมาทำท่าจะห้าม แต่กลับส่งเสียงห้ามไม่ออก ลอว์ลูบไล้รอยแผลเป็นบนแผ่นหลังด้วยนัยน์ตาที่ทอประกายความรู้สึกบางอย่างที่ลูฟี่ไม่เข้าใจ ด้วยความสับสน เด็กหนุ่มเผลอเงยหน้าขึ้นจนมองเห็นกล้ามหน้าท้องแน่นๆ ลืมไปได้อย่างไรว่าลอว์ไม่ได้ใส่เสื้อ

 

          แม้จะไม่ได้มีกล้ามเป็นมัดๆเหมือนพวกที่ชอบเล่นกล้าม แต่ก็ไม่ได้พุงพุ้ยเหมือนคนทั่วไป เรือนร่างแกร่งที่แข็งแรงเป็นตัวบ่งบอกว่าเจ้าตัวคงฝึกฝนมาอย่างหนักและสม่ำเสมอเพื่อที่จะเป็นทหารที่ยอดเยี่ยม

 

          ทั้งรอยสักที่อยู่ทั่วกายแกร่งนั้นทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกแปลกตา ร้อนไปทางใบหน้าเมื่อเผลอคิดว่าหากสัมผัสลงบนอกแกร่งนั้นจะเป็นเช่นไร ลูฟี่หันหน้าหนีสายตาที่มองมาทันที

 

          บ้าชะมัด ตอนที่เขาเห็นกล้ามหน้าท้องของโซโลก็ไม่ได้รู้สึกแบบนี้ซักหน่อย

 

          ต้องเป็นเพราะรอยสักนั่นแน่ๆ!

 

          “เลิกมองหลังฉันซักที โทราโอะ” หันไปแหวลั่นเมื่อร่างสูงมีทีท่าว่าจะไม่ยอมถอนสายตาไปง่ายๆ แต่สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่การเลิกมองแผ่นหลังของเขา แต่เป็นคำถามที่เอื้อนเอ่ยออกมาทั้งๆที่สายตาก็ยังไม่ละไปไหน

 

          “แกไปได้แผลพวกนี้มาจากไหน”

 

          “ฮะ..?

 

          “แผลเป็นที่หลัง ไปได้มาจากไหน”

 

          “จำไม่ได้หรอก”

 

          ลอว์เลิกคิ้ว “หมายความว่าไง”

 

          “ความทรงจำฉันมันขาดๆหายๆ ตั้งแต่เด็กแล้ว เรื่องที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง เรื่องก่อนหน้านั้นยิ่งแล้วใหญ่ แต่..”

 

          ร่างสูงเงียบ เปิดโอกาสให้คนตัวเล็กได้เล่าในสิ่งที่เขาไม่เคยรู้จากปากของครอคโคไดล์

 

          “เหมือนฟาเธอร์ที่เลี้ยงดูฉันที่นั้นจะเคยเล่าไว้นะ ว่าพ่อฉันเป็นพวกหัวรุนแรง โดยเฉพาะตอนเมา และฉันก็ชอบโดนทำร้ายร่างกายบ่อยๆ” ไม่ได้มีรอยยิ้มข่มขื่นบนใบหน้านั้น มีเพียงใบหน้าว่างเปล่าที่บ่งบอกได้ว่าเจ้าตัวไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องที่เล่าเลยซักนิด ไม่ได้มีอารมณ์ร่วม ไม่ได้เสียใจ ไม่ได้หวั่นไหว

 

          ไม่รู้สึกอะไร..ทั้งๆที่นั่นเป็นเรื่องราวของตัวเอง

 

          “แม้แต่ที่หัวนี่..” มือเล็กชี้มาที่ศีรษะตัวเองก่อนฉีกยิ้มบางๆ “ก็เคยโดนพ่อเอาไม้ฟาดเหมือนกัน”

 

          แม้ปากจะยิ้ม..แต่นัยน์ตากลับว่างเปล่าสิ้นดี

 

          ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมเหมือนคนที่กำลังเล่าเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เหมือนกับว่า..แค่กำลังถ่ายทอดสิ่งที่ได้ยินมาให้คนอื่นฟังก็เท่านั้น

 

          ก็แหงล่ะ เพราะเขา..จำเหตุการณ์พวกนั้นไม่ได้ซักอย่าง

 

          ลอว์เพียงแค่มองคนตัวเล็กนิ่งๆ เขาหย่อนตัวลงนั่ง มือแกร่งดึงร่างเล็กที่ยืนอยู่อย่างแรงจนเด็กหนุ่มเซลงมานั่งตัก ลูฟี่เลิกคิ้ว เหลียวหน้าหันไปมองคนตัวสูงด้วยความสงสัย แต่สิ่งที่ได้รับกลับมากลับเป็นเพียงใบหน้าไม่รู้ไม่ชี้เท่านั้น

 

          “นั่งนิ่งๆ อย่าขยับล่ะ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนเอนหลังพิงกำแพงพร้อมหลับตาลงเพื่อพักสายตา ทิ้งให้คนตัวเล็กกว่าที่นั่งพิงอกอยู่บนตักทอดมองสายตาด้วยความไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงทำแบบนี้ เพราะสงสารเขาหรือ? หรือเวทนา? หรือสมเพช? ไม่ว่าจะอะไรลูฟี่ก็ไม่ได้การทั้งนั้น สำหรับเขา..ความรู้สึกพวกนั้นมันกินไม่ได้ มันไม่จำเป็น และเขาไม่ต้อง

 

          เพียงแต่..ไม่รู้ทำไม

 

          ชั่วครู่หนึ่ง เขากลับรู้สึกดี

 

          “อีกไม่นานพวกมันจะมาที่นี่” คนที่หลับตาอยู่พูดเสียงเบา ลูฟี่พยักหน้ารับและไม่เอ่ยอะไรออกมาเพื่อเปิดโอกาสให้ลอว์ได้พูดต่อให้จบ

 

          “พวกมันมีประมาณ 5 หรือ 6 คน ทั้งหมดเป็นนักฆ่ามืออาชีพ”

 

          “แล้ว?

 

          “ตอนนี้นายไม่มีอาวุธอะไรซักอย่างนอกจากมีดสั้นนั่น ถูกมั้ย? เพราะฉะนั้น..วิ่งไปหยิบปืนที่ลิ้นชักตรงนั้นซะ ฉันเคยเอามันมาซ่อนเอาไว้ และทันทีที่พวกนั้นเข้ามา..ก็วิ่งหนีไปจากที่นี่ซะ”

 

          “เดี๋ยวนะ ให้ทิ้งนายไว้ที่นี่?

 

          “ฉันจัดการได้สบายๆอยู่แล้ว”

 

          ลูฟี่เงียบไป เขารู้อยู่แล้วว่าลอว์เก่งขนาดไหน เขากับลอว์ไม่เคยต่อสู้ร่วมกัน ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าหากต้องมาสู้กับศัตรูด้วยกันจะเข้าขากันมากน้อยแค่ไหน ถ้าเกิดมันดันขัดแข้งขัดขากันขึ้นมา..ก็มีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง  เขาครุ่นคิด

 

          แต่ถึงแม้จะคำนวณผลดีผลเสียซักเท่าไร ลูฟี่ก็ย่อมรู้คำตอบของตัวเองดีอยู่แล้ว

 

         

 

          ในที่สุดพายุฝนก็สงบลง เด็กหนุ่มกำกระบอกปืนสีเงินที่ตนพึ่งได้มาแน่น มืออีกข้างตั้งท่าพร้อมวิ่งทันทีที่มีการบุกโจมตีที่นี่ เขาได้ยินเสียงฝีเท้า ลอว์หันมาพยักหน้าให้อย่างรู้กัน

 

          เด็กหนุ่มหมวกฟางหลับตาลง

 

          ก่อนที่เขาจะออกตัววิ่งไปทางประตูหลังของโกดังอย่างรวดเร็ว

 

          ปัง!

 

          พร้อมกับเสียงลั่นไกปืน

 

 

         

 

 

 

 

T
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #33 Fang11071998 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 01:40
    อยากอ่านต่ออาาา
    #33
    0
  2. #32 FocusJK (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 มกราคม 2563 / 00:38

    อ่านข้ามปี555
    #32
    0
  3. #25 Mtkpk (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 23:38
    เรื่องนี้ดีจังเลยค่ะ ทำไมเพิ่งเจอออ TT จะมาต่อมั้ยค่ะ อยากอ่านต่อมากเลยค่ะ
    #25
    1
    • #25-1 Mtkpk(จากตอนที่ 5)
      10 มิถุนายน 2562 / 23:39
      *จะมาต่อมั้ยคะ
      #25-1
  4. #23 _____ _ __ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 13:23
    เข้มข้นมาก! ชอบหนูฟี่แบบเงียบๆมาก แต่พอเขินลอว์แล้วน่ารักเลยแง้ แอบคิดว่าลูฟี่นี้ต้องมีความลับแน่นอน!
    #23
    0
  5. #22 LatteChan (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 20:07

    ยังไงลูฟี่ก็ไม่ทิ้งลอว์แน่ๆ ลูฟี่ยิงหลอกแล้วล่อให้นักฆ่าพวกนันตามตัวเองรึเปล่า

    เรื่องนี้ไม่นึกว่าลูฟี่จะชอบลอว์ก่อนนะเนี่ย แอบผิดคาดนิดนึงง

    #22
    0
  6. #21 Jitlada Jakthong (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 18:12

    ม่ายยย ลอว์ลูต้องไม่ตายน้าาาา

    #21
    0