เอลลิเซีย...อัญมณีแห่งราชันย์

ตอนที่ 22 : ตอนที่ 20 : โบฟาเรียส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,649
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    22 เม.ย. 52

/>

ชายหนุ่มทั้งสามต่างห้อมล้อมร่างไร้สีเลือดที่นอนนิ่งอยู่กับพื้นหญ้าอย่างวิตกกังวล ซึ่งฮาฟพยายามเขย่าเรียกเท่าไรแต่อาร์กลับไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย

อาร์ อาร์

 ดูที่มืออาร์ซิ

เสียงทักทวงจากคนช่างสังเกตอย่างโนอาร์ดังขึ้น ก่อนจะฮาฟจะแกะมือที่ยังคงกำแน่นอยู่ที่อกออก มือด้านขวาของอาร์ปรากฏรอยแผลคล้ายโดนไฟลวกอยู่กลางฝามือเช่นเดียวกับตามบริเวณนิ้วที่สัมผัสโดนจี้ห้อยคอ

“รีบพาอาร์จากที่นี่ก่อนเถอะ ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว เดี๋ยวใครมาเห็นจะยุ่งเปล่าๆ”

“นายสองคนช่วยอุ้มอาร์ขึ้นมาหน่อย เดี๋ยวฉันจะแบกไปเอง”

โนอาร์กับชาลส์ช่วยอุ้มร่างของอาร์พาดไว้บนหลังฮาฟ เรียบร้อยจึงพากันเร่งรีบเดินกลับเข้าปราการของตน และใช้เวลาเพียงนานเท่าไรจึงบรรจุถึงห้องนอนของตน ก่อนจะวางร่างที่ไร้สติลงบนเตียงนอนพร้อมกับเริ่มสักถามคนที่น่าจะรู้สาเหตุของเรื่องนี้มากที่สุด

“โนอาร์นายพอจะรู้ไหนว่าเกิดอะไรขึ้น”

“ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน”

“จะเกี่ยวข้องกับลมหายใจแห่งเทพหรือเปล่านะ”

“ฉันไม่แน่ใจหรอกนะชาลส์ ท่านลุงท่านป้าไม่เคยบอกอะไรไว้เหมือนกัน”

“ดูนั่น” ชาลส์ตะโกนเสียงดังลั่นเรียกให้เพื่อนอีกสองคนหันไปมองยังจี้ห้อยคอที่เคยแนบอยู่กับอกของอาร์ คอยๆลอยสูงขึ้นแม้สายสร้อยจะคล้องอยู่กับคอเจ้าของเช่นเดิม พร้อมกับแสงสีแดงเพลิงเรืองรองที่เริ่มส่องสว่างออกมาทีละน้อย

“ชาลส์ สร้างเกราะป้องกันเดี๋ยวนี้”

ทันทีที่สิ้นเสียงออกคำสั่งของฮาฟ ชาลส์รีบยกมือวาดเป็นวงกลมกลางอากาศเรียกคฆาไม้สีเหลืองหม่นที่มีอักขรสีน้ำตาลที่สลักซ้อนทับกันทึบ จนทำให้มองพาดๆแล้วเห็นเป็นสีน้ำตาลเสียมากกว่าปักลงกับพื้นห้องพร้อมกับบทเวทย์กำกับสำหรับสร้างเกราะป้องกันได้ถูกร่ายขึ้นครอบคลุมร่างของทั้งสามคนไว้ภายใน

“โปเทสต้า เอ็กซิเมนทรา”

หลังจากนั้นฮาฟทำการเรียกคฑาสีขาวที่มีอักขรสีทองสวยงามสลักลวดลายอย่างวิจิตรออกมาบ้าง ซึ่งคฑาดังกล่าวเรียกความสนใจจากโนอาร์ได้ไม่น้อยแต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้จึงจำเป็นต้องปัดความสงสัยทิ้ง ก่อนจะหันมาเรียกคฑาสีดำสนิทของตนมากระชับไว้ในมือบ้าง  ทว่ากลับต้องประหลาดใจหนักขึ้นกับเวทย์บทที่เจ้าของคฑาสีขาวส่งเสียงออกมา

“เอมมารา ดาเวนนิคาซาร์”

เกราะป้องกันสีขาวบริสุทธิ์ต่างไปจากเกราะเวทย์สีเหลืองของชาลส์ถูกกางป้องกันขึ้นมาอีกชั้น หากจุดประสงค์ของมันใช้เพื่อป้องกันกระแสเวทย์สีแดงเพลิงที่อาจจะทำลายห้องนี้ พร้อมกันไม่ให้คนอื่นๆที่อยู่ในปราการรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทันใดนั้นไอเวทย์กับแสงสีแดงเพลิงคล้ายถูกดูดกลับเข้าไปยังจุดกำเนิดของมัน แต่แล้ว

ตูม!

เสียงระเบิดที่เกิดขึ้นมีต้นเหตุจากแสงสีแดงที่คล้ายกำลังจะเลื่อนหายไป หากกลับปรากฏขึ้นอีกครั้งและยิ่งทวีความรุนแรงเมื่ออาร์คืนสู่ร่างหญิงสาวตามกำหนดเวลาสามชั่วโมง ก่อนจะเกิดการระเบิดส่งให้ร่างของชายหนุ่มทั้งสามลอยอัดกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างจัง หากไม่ได้เกราะเวทย์ป้องกันสองชั้นแน่นอนว่าพวกเขาคงไม่ได้มีเพียงแค่รอยฟกช้ำและห้องนี้คงไม่สามารถรักษาสภาพเดิมไว้ได้

ทว่าไม่ได้มีเพียงร่างไร้สติของอาร์ ซึ่งมีไอเวทย์สีเพลิงแผ่ปกคลุมอยู่รอบกาย ไม่ได้โดนอัดกระเด็นด้วยแรงระเบิดเช่นพวกตน หากกลางห้องยังวัตถุทรงกลมที่สร้างเกราะเวทย์สีเงินห่อหุ้มร่างสัตว์สีขาวไว้ลอยอยู่กลางอากาศ

ด้วยความมึนงงที่ได้รับจากการถูกอัดกระแทกอย่างแรง ทำให้ชายทั้งสามไม่แน่ใจกับภาพที่เห็นเท่าไรนัก แต่สุดท้ายกลับปฎิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เมื่อเห็นเกราะเวทย์เงินที่จางหายไป เผยให้ร่างของสัตว์สีขาวสองที่สะบัดไปมา ขาสองคู่ก้าวเดินมาทางพวกตน พร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นเสมือนเป็นการยืนยันคำรบสอง

“อยากช่วยเพื่อนของพวกเจ้าไหม”

“ทู แกพูดได้” เสียงคนที่ตั้งสติไม่อยู่กับการเห็นตัวประหลาดตรงหน้าอย่างชาลส์ตะโกนขึ้นมาก่อน

“ในกลุ่มพวกเจ้ามีใครเป็นธาตุน้ำบ้าง”

“แกเป็นตัวอะไรกันแน่ ทู” โนอาร์พูดสอบถามน้ำเสียงเครียด เพราะไม่คอยวางใจเจ้าสัตว์ที่พูดจอกับตนในเวลาที่เท่าใดนัก

“ไม่ใช่เวลาที่จะมาซักไซ้เรื่องนั้น ท่านอาร์เรนามากกว่าที่พวกเจ้าต้องห่วงในเวลานี้มิใช่หรือ”

“ถามหาคนธาตุน้ำ แกรู้วิธีรักษาอาร์ยังงั้นเหรอ”

“ข้ายอมรู้ดี มิเช่นนั้นข้าจะถามหาคนธาตุน้ำกับพวกเจ้าทำไมกัน”

“แล้วพวกฉันจะไว้ใจแกได้เหรอ”

“พวกเจ้ามีทางเลือกด้วยหรือ”

ทั้งสามต่างจ้องมองกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ซึ่งก็จริงอย่างที่เจ้าสัตว์สี่ขาที่เพิ่งเปิดเผยตัวว่าสามารถสื่อสารได้เฉกเช่นเดียว กับมนุษย์พูด เพราะในที่นี้ไม่มีใครรู้แม้แต่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอาร์ดังนั้นการจะหาวิธีรักษาจึงยากเสียยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร หนทางเดียวที่เหลืออยู่ คือ ต้องยอมเสี่ยงเพื่อแลกกับการฟื้นคืนสติของเพื่อนตน

“ฉันธาตุไฟ”

“ธาตุดิน ชาลส์นายหละ”

“ลมนะซิ แล้วจะทำไงหละที่นี่”

“ไม่มีธาตุน้ำ งั้น...ใช้ธาตุดินน่าจะพอไหว”

“ใช้ธาตุอื่นแทนได้ด้วยเหรอ” แต่แท้ที่เจ้าขนปุยจะตอบคำถามชาลส์ กลับบ่นพึมพำอยู่ตัวเดียว ก่อนจะเอ่ยเรียกโนอาร์

“หาคนธาตุน้ำตอนนี้คงไม่สะดวกนัก แต่ถึงอย่างไรดินขมน้ำ หากลองใช้ธาตุดินคงพอยืดเวลาไปได้ชั่วคราว เจ้ามาทางนี้”

เจ้าสัตว์สองหางที่ขนาดตัวไม่ใหญ่ไปกว่าลูกสุนัขทั่วไปเท่าไรนักเดินนำไปยังเตียงที่อยู่ด้านใน ก่อนที่จะกระโดดขึ้นนั่งบนฟุกนุ่มพร้อมกับยื่นเท้าหน้าเข้าสัมผัสกับมือของอาร์ พร้อมกับส่งเสียงออกคำสั่งเล็กน้อย

“เจ้าเอามือแตะที่ตัวข้า”

โนอาร์ยอมปฎิบัติตามคำสั่งแต่โดยดี ถึงแม้ตนจะไม่รู้ว่าวิธีการเช่นนี้จะรักษาอาร์ได้อย่างไร เช่นเดียวกับเพื่อนอีกสองคนที่ลุกขึ้นจากจุดที่โดนอัดกระเด็นไปในตอนแรกมายืนอยู่ข้างๆเตียง

“ข้าจะเริ่มหละนะ”

เส้นใยเวทย์สีเงินหนึ่งสายปรากฏขึ้นที่ปลายเท้าปุกปุยคอยเคลื่อนจากปลายนิ้วเรียวที่แต่สัมผัสกัน ลักษณะคล้ายยอดอ่อนที่แตกใบออกเรื่อยๆจนถึงช่วงคอเรียวขาวเนียน เวทย์สีเงินกลับถูกเปลี่ยนทิศให้กระวัดพันเกลียวตั้งแต่สร้อยคอไปถึงจี้ห้อยคอที่ยังลอยอยู่ในลักษณะเดิม

“เจ้าสร้างเกราะเวทย์รอบตัวข้าและสองคนนี้ ส่วนเจ้าร่ายเวทย์อีกบทให้ข้า คงไม่ดีถ้าคนภายนอกได้ยินเสียงประหลาดที่เกิดขึ้นในนี้”

ฮาฟและชาลส์เอาคฑาที่ยังถือติดมือปักลงกับพื้น แล้วจึงร่ายเวทย์สองบทที่ต่างกัน คฑาสีขาวใช้สร้างเกราะเวทย์คล้ายโดมครอบร่างทั้งสามไว้ภายใน ส่วนคฑาสีเหลืองน้ำตาลก่อเกิดไอเวทย์สีเหลืองจากปลายคฑาก่อนจะแพร่ขยายฉาบรอบๆผนังทั้งสี่ด้าน หลังจากเห็นว่าเกราะป้องกันเรียบร้อยดีแล้ว เจ้าทูจึงหันมาเริ่มปฎิบัติงานในส่วนของตน

กันทัวรา เฟรมมิสอันครอส

สิ้นเสียงร่ายเวทย์รอบตัวโนอาร์ปรากฎกระแสพลังเวทย์สีดำที่เปลี่ยนสภาพเป็นเส้นใยพลังเวทย์หลายร้อยเส้นที่เคลื่อนตัวจากแขนขวาหายวับเข้าไปสในทูเจ้าสัตว์ขนปุย ก่อนจะเห็นไอเวทย์สีดำปรากฎขึ้นอีกครั้งในสายใยเวทย์สีเงินที่คอยไหลรินจากมือของอาร์ไปจนถึงจุดที่พันเกียวกับลมหายใจแห่งเทพไว้

แต่แทนที่ไอเวทย์สีดำจะหยุดอยู่ที่การพันวนรอบๆลมหายใจแห่งเทพเช่นเดียวกับไอเวทย์สีเงินของทู หากยังคงเคลื่อนตัวสู่ด้านของจี้ห้อยคอที่มีเรดการ์เนทประดับอยู่ จากเส้นใยหลายร้อยสายกลับทักทอหากันคล้ายโซ่ตรวนย่อส่วนเริ่มโอบล้อมเสมือนกันกักขังอัญมณีสีเพลิงไว้ภายใน พร้อมกับเจ้าทูเอ่ยขึ้นครั้ง

ครอส

กึก! วูบ!

โซ่ตรวนจำลองที่เกิดจากพลังเวทย์ปฐพีของโนอาร์ผูกพันธนาการเข้าหากันจนเกิดเสียงคล้ายเหล็กกระทบกัน พร้อมกับแสงสีแดงวูบที่สว่างจ้าทำให้คนที่อยู่นอกเกราะป้องกันชั้นดีที่ฮาฟสร้างขึ้นต้องยกมือมาป้องกัน แต่เมื่อแสงเลื่อนหายไปฮาฟรีบคล้ายเวทย์ทันทีเพื่อตรงเข้าไปหาร่างของเพื่อนอีกคนที่สลบเหมือดอยู่กับพื้นห้อง เช่นเดียวกับชาลส์ที่รีบหยุดเวทย์ของตนพร้อมกับเลงคฑาตรงมายังเจ้าทู หมายจะใช้เวทย์ทำร้ายหากไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ

โนอาร์ แกทำอะไรโนอาร์

แค่ถูกดึงพลังเวทย์ออกมาใช้มากเกินไป พักเสียหน่อยก็ไม่เป็นไรแล้ว

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับอาร์

อัญมณีแห่งอัคคี สูญเสียภาวะการกักเก็บพลังแห่งเทพก่อนเวลาอันควร

ทำไมแกถึงรู้เรื่องของอาร์ แกเป็นใครกันแน่

เรื่องนั้นยังมีเวลาอีกเยอะที่พวกเจ้าจะสักถามข้า แต่ตอนนี้สิ่งที่ควรทำ คือ พาเพื่อนเจ้าไปพักซะ ไม่แน่อาจจะต้องพึ่งพลังเวทย์นั้นอีก เพราะข้าไม่แน่ใจว่าพลังปฐพีจะสามารถสะกดพลังที่รั่วไหลออกมาได้หมดไหม

หมายความว่ายังไง

หากจะขมไฟ ต้องใช้น้ำ แต่เมื่อไม่มีน้ำ ข้าจึงเอาพลังธาตุดินที่สามารถขมธาตุน้ำ ซึ่งแม้จะไม่สามารถขมไฟได้ทั้งหมดแต่น่าจะสามารถสะกดการรั่วไหลของพลังเวทย์ได้ชั่วคราว

ชั่วคราว?”

พวกเจ้าต้องหาคนธาตุน้ำ ที่สำคัญต้องมีพลังเวทย์ในระดับที่มากพอหรือใกล้เคียงกับพวกเจ้ามาให้ข้า ก่อนถึงคืนวันเพ็ญ รู้ใช่ไหมว่านั้นหมายความว่ายังไง

อีกแค่สามวันเท่านั้นเองนะ ชาลส์ส่งเสียงโวยลั่น ก่อนฮาฟจะสอบถามขึ้นมาบ้าง

แล้วถ้าหากหาคนธาตุน้ำไม่ได้หละ

 ความเจ็บปวดแสนสาหัสเกินกว่าจะจินตนาการได้...หากร่างนั้นต้องรับพลังที่ไม่สมควรเป็นของนางในเวลานี้

 

ภายในห้องร่างของอาร์ยังนอนนิ่งไร้สติซึ่งไม่ต่างกับโนอาร์ที่นอนพักอยู่บนเตียงของฮาฟมาร่วมกว่าชั่วโมง โดยมีข้างเตียงของอาร์มีฮาฟนั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง ส่วนชาลส์ลากเก้าอี้อีกตัวมาจับจองอยู่ปลายเตียง ซึ่งทั้งคู่พร้อมใจหันไปตามเสียงเคลื่อนไหวจากโนอาร์ที่พยายามดันตัวลุกขึ้น แล้วจึงสะบัดศีรษะเพื่อขับไล่ความอ่อนเพลียที่ยังลงเหลืออยู่ ก่อนจะได้ยินเสียงร้องทักของฮาฟ

โนอาร์ ลุกได้แล้วเหรอ

อาร์เป็นไงบ้าง ประโยคแรกที่หลุดออกจากปากเมื่อตนได้สติ

ยังไม่ฟื้นเลย แต่คิดว่าคงไม่น่าเป็นห่วงแล้วหละ ฮาฟพูดตอบ ก่อนชายคนที่นั่งอยู่ปลายเตียงจะพูดสอบถามอาการ

“แล้วเจ้าทูหละ”

“อยู่นั่น ตอนพานายมาที่เตียง หันไปอีกทีก็นอนซะแล้ว คงจะใช้พลังเวทย์ไปเยอะ”

นายเดินไว้ไหมโนอาร์

อืม พอไหว มีอะไรงั้นเหรอชาลส์

“ฉันว่าจะกลับห้องพักนะ ฮาฟนายอยู่คนเดียวได้ใช่ไหม

“ได้ซิ”

“งั้นเดี๋ยวฉันพาโนอาร์กลับห้องพัก เสร็จแล้วคงเข้าห้องตัวเองเลย กลัวพวกลูอิสกับคาเซลจะสงสัย

ฮาฟถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ไปตามพวกฉันได้เลยนะ”

ไม่ต้องเป็นห่วง พวกนายไปพักเถอะ อีกอย่างพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าด้วย

นายก็พักซะบ้างนะ พวกฉันไปก่อนหละ

หลังจากเพื่อนทั้งสองกลับสู่ห้องพักของตน คนที่สมควรจะพักผ่อนเพราะเหนื่อยล้าไม่ต่างกันยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมราวรูปสลักชั้นดี ใบหน้าหล่อราวภาพวาดจากจิตรกรมือเอกพร้อมนัยน์ตาสีน้ำผึ้งที่คอยจับจ้องร่างบางไม่วางตา หากทว่าภายในหัวสอมองกับภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น กับคำถามมากมายที่ผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน และไม่ว่าจะขบคิดสักเท่าไรคำตอบที่สามารถตอบโจทย์เหล่านั้นได้มีแค่เพียงความดำมืดที่ไม่มีจุดสิ้นสุด

ขอโทษ...ที่ฉันไม่สามารถแบกรับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดแทนเธอได้

น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความปวดร้าวที่เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลแดงเอื้อนเอ่ยออกมา ยามนึกถึงความอ่อนด้วยของตน พร้อมมือหนาที่สัมผัสไรผมที่เคลียอยู่กับใบหน้าหวานอย่างห่วงแหน เพราะเหตุการณ์ในวันนี้ทำให้ฮาฟรู้สึกได้ว่าตนนั้นทำได้เพียงแค่มองและนั่งเฝ้าดูอยู่เช่นนี้ ไม่สามารถยื่นมือเข้าช่วยคนที่สำคัญสำหรับตนได้เลยแม้แต่น้อย ก่อนชายหนุ่มถ่ายทอดความอบอุ่นความห่วงใยผ่านริมฝีปากหนาหยักได้รูปยามสัมผัสตรงหน้าผากมน พร้อมกับคำสัญญาที่แม้จะแผ่วเบาราวสายลมผ่านหากกลับหนักแน่นในความรู้สึกของคนฟังที่เริ่มได้สติ

ฉันจะไม่ปล่อยให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายเธอได้อีก ฉันขอสัญญาด้วยชีวิต

ฮาฟ เสียงแหบพร่าของอาร์ เรียกให้ฮาฟก้มลงมองใบหน้าที่เริ่มมีสีเลือดแสดงให้เห็นว่าอาการดีขึ้นมากแล้ว

ฟื้นแล้วเหรอ รู้สึกยังไงบ้าง

“รู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย เกิดอะไรขึ้นกับฉันงั้นเหรอ”

“เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก ถ้าฟื้นได้แบบนี้คงไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วหละ”

เอ๋! เสียงใคร คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจ หากทว่ายังไม่ทันเอ่ยถาม ตัวเฉลยกลับลอยมาอยู่ตรงหน้า เมื่อเจ้าสัตว์ขนปุยที่ตนเอามาเลี้ยงเดินขึ้นมานั่งปุกบนอก ก่อนจะโน้มลงมาใกล้พร้อมกับคำทักทายที่เรียกความตกใจจากอาร์ได้อย่างดี

“สวัสดีท่านอาร์เรนา ข้าชื่อโบฟาเรียส”  จ๊าก....นะ นะ น้องหมา พูดได้ แถมแนะนำตัวเองอีกต่างหาก อาร์ดีดตัวขึ้นจากเตียงราวกับติดสปริง ส่งให้เจ้าทูร่วงจากอกตกไปอยู่ปลายเตียง ก่อนจะใช้มือจับไหล่ทั้งสองข้างของฮาฟเขย่าอย่างแรง

“ฮาฟ ฉันเป็นอะไร ฉะ ฉันเห็นเจ้าทูพูดได้ ฉันเป็นโรคร้ายแรงงั้นเหรอ ฉันจะตายไหม”

“สงบใจก่อนเถิด ท่านอาร์เรนา” เสียงที่ลอยเข้าโสตประสาท เรียกให้อาร์หันกลับไปมองยังต้นเสียงอีกครั้ง ก่อนจะหลับตาปี๋พร้อมกับสะบัดศีรษะไปมาอยู่หลายตลบ ไม่จริงน่า ฉันฝัน ฝัน ตื่นซิ ตื่น

“อาร์ ลืมตาเถอะ ไม่มีอะไรหรอก”

อาร์คอยๆลืมตาทีละข้างเนื่องด้วยตนยังไม่แน่ใจกับสิ่งที่เห็นเมื่อกี่เท่าไรนัก ก่อนจะได้ยินคำยืนยันจากฮาฟ ว่าที่ตนได้ยินเจ้าทูพูดนั่นเป็นเรื่องจริง

“แกพูดได้จริงเหรอ ทู ว้าวยอดไปเลย”

อาร์ตื่นเต้นจนลืมสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นกับตน และเจ้าสัตว์ขนปุยบัดนี้ได้กลายเป็นตุ๊กตาให้อาร์กอดรัดฟัดเวี่ยงอย่างมันมือ ก่อนชายที่นั่งข้างๆจะทนไม่ไหวกับภาพบาดตาที่เห็นอาร์อุ้มเจ้าสัตว์สองหางขึ้นมาสัมผัสแก้มเนียนที่ควรจะเป็นสิทธิ์ของตนคนเดียว จนต้องกระชากเจ้าตัวผู้ที่แม้จะเป็นแค่น้องหมาออกจากมือ

“ทำอะไรนะฮาฟ หึหึ” ท่าทางหวงกางไม่เข้าเรื่องของชายตัวโตตรงหน้า ทำให้อาร์ต้องหัวเราะอย่างขบขันกับการกระทำที่ไม่ได้เข้ากับตัวเลยแม้แต่น้อย

ขำอะไรฮะ

ท่าทางนายมันตลกนี่ หึหึ

อยากหัวเราะนักใช่ไหม งั้นเห็นทีต้อง...

หยุดอยู่นั่นเลยนะ ฮาฟ

โทษฐานที่เธอหัวเราะฉัน ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน

อย่าเข้ามานะ

อาร์ตะโกนลั่น ทันทีที่เห็นชายหนุ่มลุกจากเก้าอี้ ยิ้มกรุมกริ่มที่มาพร้อมนัยน์ตาสีน้ำผึ้งที่มีแววของแผนการร้ายที่ซุกซ่อนไว้จนอาร์เริ่มรู้สึกหวั่น รีบยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาเป็นเกราะกำบังยามฉุกเฉินเมื่อฮาฟโน้มตัวเข้าใกล้ตนเรื่อยๆ

“`แค๊กๆๆ

เสียงไอจากสัตว์ขนปุยสี่ขาที่จงใจดังขึ้นขัดจังหวะอย่างเห็นได้ชัด ทำให้นัยน์ตาสีน้ำผึ้งวาวโรจน์ด้วยความหงุดหงิด เพราะนับเป็นครั้งที่สองแล้วที่มีคนมาขัดขว้างโอกาสงามของตน พร้อมกับตวัดหางตาไปมองเจ้ากางขว้างคออย่างมาดร้าย ต่างกับอาร์ที่กลับยิ้มกริ่มในใจ เพราะการที่มีทูอยู่ด้วยหมายความว่าตนไม่อยู่สองต่อสองกับฮาฟอีกต่อไป

ข้าไม่อยากขัดขว้างพวกเจ้านักหรอก แต่นี่ใช่เวลาที่เจ้าสองคนจะมาผลอดรักกันหรือ

ใครว่าเราสองคนพลอดรักกันฮะ ทู เสียงหวานรีบพูดแก้ตัวทันที

ช่างเถอะ ตอนนี้ถึงเวลาที่เราต้องรู้จักการอย่างเป็นทางการสักทีท่านอาร์เรนา

ทู แกรู้เหรอว่าฉันเป็นใคร

ข้ามีนามว่าโบฟาเรียส ต่อไปเลิกเรียกข้าด้วยชื่อนั่นเถิด ข้าไม่คุ้นกับมันเท่าไรนัก

โบฟาเรียส ยาวชะมัดงั้นเรียกว่าโบฟแทนหละกันนะ จำง่ายดี

แล้วแต่ท่านเถอะ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าชื่อประหลาดนั้น

โบฟถามอะไรหน่อยซิ แกมาจากไหน

ข้ามาจากแดนเทพ

แดนเทพ เอสการ์ดงั้นเหรอ มิน่าแกถึงพูดได้

เพราะแบบนี้แกถึงรู้วิธีรักษาอาร์ซินะ เสียงคนที่เงียบไปนานด้วยความไม่สบอารมณ์พูดขึ้นมาบ้าง เพราะตนสงสัยมาตั้งแต่แรกแล้วว่าทำไมโบฟถึงรู้วิธีการสะกดอัญมณีแห่งอัคคี

รักษา? จริงซินะ เกี่ยวกับที่ฉันหมดสติไปหรือเปล่า

รักษางั้นหรือ นั่นคงเรียกว่ารักษาไม่หรอก เพราะแท้จริงท่านอาร์เรนาหาได้เจ็บป่วยไหม

งั้นที่แกบอกว่าอัญมณีแห่งอัคคี สูญเสียภาวะการกักเก็บพลังแห่งเทพหมายความว่ายังไง

ข้าก็หมายความตามที่พูดไปนั่นแหละ

เออ เดี๋ยวนะฮาฟ นายกับโบฟคุยเรื่องอะไรกันนะ ฉันไม่เข้าใจ ด้วยเพราะเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงที่ตนหมดสติไป อาร์จึงได้แต่ทำหน้างงไม่เข้าใจกับสิ่งที่สัตว์หนึ่งตัวกับคนตรงหน้าพูดโต้ตอบกัน ฮาฟจึงทำหน้าที่เล่ารายละเอียดต่างๆให้หญิงสาวที่ยังคงกิ่งนอนกิ่งนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง

ถ้าอีกสามวันหาคนธาตุน้ำแบบที่โบฟต้องการไม่ได้ ฉันจะต้องเป็นแบบตอนหัวค่ำอีกงั้นเหรอ

และคราวนี้อาจจะรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า

แต่ฉันไม่เข้าใจ ทำไมอยู่อัญมณีถึงเก็บพลังเทพไม่ได้หละ ฉันไม่เชื่อหรอกนะว่ามันจะเกิดขึ้นมาเอง

 ฉันก็คิดเหมือนกับเธอ และสิ่งที่จะให้คำตอบได้ที่ดีสุด......... ฮาฟพูดพร้อมกับสายตาที่จับจองไปยังโบฟาเรียสที่รีบก้าวถอยพร้อมกับเตรียมวิ่งหนีสุดชีวิต ยามเห็นสายตาสองสีที่พุ่งตรงมา ร่างสูงใหญ่กระโจนเข้ามาขว้างทางหลบหนี เช่นเดียวกับอาร์ที่ผ้าห่มหนามาดัดแปลงเป็นแหใช้ตะคุบเจ้าสัตว์แดนเทพที่ดิ้นคลุกคลักอยู่ภายใน

เล่ามาให้หมดเลยนะว่าแกรู้อะไรเกี่ยวฉันบ้าง

ข้าไม่มีวันบอกพวกเจ้าหรอก

แกแน่ใจนะว่าจะไม่บอกพวกฉัน อาร์ส่งเสียงขู่เพื่อหวังจะให้โบฟยอมคายความลับ หากมันยังคงยืนยันคำเดิมเสียงแข็ง

คิดว่าข้าจะกลัวพวกเจ้าอย่างนั่นหรือ ไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืน

หน่อย เป็นลูกหมาตัวกระเปียกเลียก มาเรียกฉันว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืน รอยยิ้มเหี้ยมปรากฎขึ้นบนใบหน้าของอาร์ แม้แต่ชายหนุ่มด้านข้างยังรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เพราะจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นยิ้มแบบนี้ตนได้แผลฝกช้ำไม่กี่สิบ ที่ดันอาสาไปเป็นคู่มือประลองดาบให้กับหญิงสาวที่ไม่ได้บอบบางดังเช่นรูปร่างเท่าไรนัก ก่อนจะอาร์เอ่ยเรียกฮาฟให้มาเปลี่ยนหน้าที่ถือผ้าห่มแทนตน แล้วจึงพยักหน้าส่งสัญญาณให้ยกผ้าห่มขึ้นเมื่อตนตั้งท่าเตรียมพร้อมแล้ว

โซลิดิไฟล ฟรีซ

ร่างที่กำลังจะวิ่งหนี กลับแข็งทือราวกับโดนสต๊าฟเมื่อโดนเวทย์ของอาร์เข้าอย่างจัง เหลือเพียงแค่ดวงตาที่กลอกกลิ้งไปกับปากที่ส่งเสียงโวยวายไม่หยุด ในขณะที่ฮาฟอยู่ในภาวะงงๆ เล็กน้อยเพราะตนยังมองไม่ออกว่าอาร์ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่

ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ

บอกมาก่อนซิ แล้วฉันจะปล่อย

ข้าอายุมากกว่าพวกเจ้าไม่รู้กี่ร้อยรอบปี ทำแบบนี้กับข้าได้ยังไง เจ้าพวกเด็กไร้มารยาท

คำก็เด็กไร้มารยาทบ้างหละ เด็กเมื่อวานซืนมั้งหละ เห็นทีต้องออกแรงซะหน่อยหละ ไม่งั้นแกคงไม่ยอมบอกฉันแน่ๆ”

“คิดว่าคนอย่างข้า จะกลัวคำขู่ของเด็กอย่างเจ้าอย่างนั่นหรือ”

อาร์ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พร่างคว้าหาอะไรบ้างอย่างจากกองสัมภาระของตน ก่อนจะหยิบของบางอย่างซ่อนไว้ด้านหลังของตนแล้วเดินกลับมายังร่างที่ยังคงแข็งทื่อในลักษณะเดิม พร้อมกับเอ่ยถามคำถามประหลาดที่สร้างความแปลกให้ทั้งคนและสัตว์

“ฮาฟ มีเวทย์บทไหนบ้างไหมที่ป้องกันไม่ให้ของที่โดนถอนไปแล้วกลับคืนมาได้อีก”

“หา!” ฮาฟพูดเสียงหลง เพราะไม่เข้าใจว่าเวทย์บทถามคืออะไร แต่ทันใดนั้นความหงุ่นงงที่มีก็ได้รับคำตอบเมื่อเห็นของที่หญิงสาวที่อยู่ในมือ และตนพอจะรู้แล้วว่าจุดประสงค์ของอาร์คืออะไร ก่อนจะลงมาเล่นละครบททรมานสัตว์อย่างนึกสนุก

ฉันพอจะนึกออก บทสองบท

งั้นดี เสียงพูดของอาร์ดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเอาของที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง ชูเด่นตั้งใจให้โบฟได้เห็นเต็มสองตาว่ามันคืออะไร

เจ้า เจ้าคิดจะทำอะไรข้า

หึหึ

จ๊ากกก........................ เสียงที่ร้องดังลั่นราวกับถูกเฉียด น้ำตาแห่งความเจ็บปวดปรากฎคลอเบ้าตา พร้อมกับขนสีขาวหนึ่งกระจุกที่ถูกกระชากออกไปด้วยผลงานของเทปกาวชนิดพิเศษในมือของท่านหญิงอาร์เรนา

ฮาฟ เดี๋ยวรอฉันจัดการกรอนขนให้หมดก่อนนะ แล้วนายค่อยใช้เวทย์บทนั้นตกลงไหม

 ได้ซิ

อาร์ส่งเสียงออกคำสั่งกับฮาฟเล็กน้อย แล้วจึงหันกลับมายังทิศทางเดิมเพื่อเริ่มเล่นบททรมานสัตว์เป็นคำรบที่สอง ซึ่งเวลานี้ดวงตาที่เคยมีน้ำตาคลอกลับกรุ่นไปด้วยเพลิงแห่งความโกรธ แต่นั่นไม่ทำให้อาร์เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อยกลับรู้สึกขบขันอย่างเก็บอารมณ์ไม่อยู่ ก่อนจะลงมือแปะอาวุธชนิดพิเศษของตนเข้ากับขนสีขาวอีกครั้ง หากรอบนี้ยังไม่ทันได้กระชากขนกระจุกใหม่เป้าหายกลับเอ่ยยอมแพ้เสียก่อน

หยุด! ข้ายอมบอกแล้ว

 

ใครอยากรู้.....ติดตามในตอนต่อไปจ้า ^^

ฝากโว๊ต ฝากเม้นท์กันสักนิด....ขอบคุณก๊าบบบบ  o(_ _)o

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

1,493 ความคิดเห็น

  1. #1450 Fairy dream (@roiza) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2554 / 12:19
    เจ็บเเทนโบฟเลยย
    #1450
    0
  2. #940 maysarin (@maysarin) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2552 / 02:58
    เล่นถอนขนกันเลยเหรอเนี่ย
    อึอึ น่าสงสารโบฟ
    #940
    0
  3. #553 เมมฟิส (@tiks) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 29 มีนาคม 2552 / 15:24
    น่าสงสาร  หรือสะใจโบฟดีน่ะ
    #553
    0
  4. #552 Reader (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 / 13:00
    สนุกดีอะ และขอบอกที่พิมพ์ผิดนะ

    ตรง ที่โบฟ โดนอาร์เอาเทปกาวดึงขนออก บรรทัดที่ขึ้นต้นด้วย

    "จ๊าก... ร้องลั่นเหมือนถูกเฉือด นะ ใช้เชือดตัวนี้อะ ไม่ใช้ ฉ ใช้ ช



    อัพเร็วๆ นา แล้วจะช่วยดูคำผิดใช้ ขอบคุณๆๆๆๆๆ
    #552
    0
  5. #551 the mushroom (@avaevefy) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2552 / 13:23
    ครึๆๆ โบฟน่าร้ากกกกกกกกก~! ^________^
    #551
    0
  6. #550 ... (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 / 19:01
    สู้ๆค่ะ



    รีบมาอัพนะค้า
    #550
    0
  7. #549 neyon_phoenix (@neyon_phoenix) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 / 17:10

    หนุกจร้าหนุก

    #549
    0
  8. #548 yookeeboy (@yookeeboy) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 / 09:10
    สู้ๆๆ....แล้วมาอัพเร็วนะ
    #548
    0
  9. #547 pearvi (@pearvi) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 / 23:44
    ค้างอะ
    ต่อๆ
    #547
    0
  10. #546 สู้ต่อไป.... ทาเคชิ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 / 19:01
    อัพโลดค่ะ
    #546
    0
  11. #545 neyon_phoenix (@neyon_phoenix) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 / 21:56

    มาอัฟเร็ว ๆ นะ

    #545
    0
  12. #544 khwan (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 / 20:09
    ต่อด่วนนนนน
    #544
    0
  13. #543 buksom (@pant) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 / 17:00
    โห คนธาตุนำเป็นใครละเนี้ย รีบมาอัพเร็วๆๆๆๆ
    #543
    0
  14. #542 pearvi (@pearvi) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 / 16:23
    ทั้งเม้นกับโวตให้แล้วนะ รีบมาอัพนะ
    #542
    0