Devil Hunter รักนี้สุดวุ่นเพราะมีคุณภูตมาเอี่ยว

ตอนที่ 4 : พันธนาการรัก ครั้งที่ 02 : เบื้องหลังของชมรมถ่ายรูป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 243
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 มี.ค. 57


ตอนที่ 2 : เบื้องหลังของชมรมถ่ายรูป











 

            ไม่น่าเชื่อว่าชาตินี้ฉันจะได้เจอสองอย่างที่ทำให้ใจเต้นรุนแรงพร้อมกัน อย่างแรกคือ...เจ้ากระรอกภูตที่เข้ามาโจมตี จนฉันใจเต้นด้วยความกลัว และอย่างที่สองคือ...ชายหนุ่มเรือนผมสีดำที่ช่วยฉันไว้เมื่อกี้ เขาทำให้ใจฉันเต้นจนห้ามไม่อยู่เลย ก็เล่นโผล่ออกมาช่วยซะเท่เลยนี่นา!

 

            “พอได้แล้ว เกวอเริล” ชายหนุ่มผู้มีพระคุณหันไปบอกเจ้ากระรอกภูตพร้อมกับจ้องมันด้วยสายตาคมกริบ เจ้ากระรอกนั่นส่งเสียงจิ๊จ๊ะอย่างขัดใจก่อนจะค่อยๆ กลับร่างเดิม กลายเป็นกระรอกตัวเล็กเหมือนในตอนแรก

 

            ว่าแต่ เกวอเริล นี่หมายถึงเจ้ากระรอกนั่นหรอ? ชื่อซะเท่เลยแฮะ

 

            “ชื่อข้ามันเท่มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

 

            และมันก็สามารถอ่านใจฉันได้จริงๆ ด้วย!

 

            เจ้ากระรอกสะบัดหน้าเชิดใส่ฉันแล้วเดินสะบัดหางหายเข้าไปในอาคารทันที ตอนนี้เลยเหลือเพียงฉันกับชายหนุ่มคนนั้น สถานการณ์แบบนี้ฉันควรจะชิ่งหนีไปก่อนดีกว่าใช่ไหมเนี่ย ถ้างั้น...

 

            หมับ!

            กำลังจะแอบหนีได้อยู่แล้วเชียว แต่ชายหนุ่มคนนั้นดันเข้ามาจับแขนฉันไว้ทัน

 

            “เอ่อคือ...”

 

            “เธอต้องตามฉันมาก่อน”

 

            “หา?”

 

            “การที่เกวอเริลโจมตีเธอ แสดงว่าต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างแน่ ซึ่งฉันอยากรู้ว่ามันคืออะไร”

 

            ฉันกำลังจะอ้าปากบอกว่าที่โดนเจ้ากระรอกภูตนั่นเข้ามาเล่นงานเพราะเผลอไปทำมันตก แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ผู้ชายคนนี้ลากฉันเข้ามาในอาคารเรียบร้อย ยิ่งพอเข้ามาข้างในก็ยิ่งรู้สึกขนลุกขนพองกว่าเดิม แถมยังเงียบอย่างกับป่าช้าด้วย นี่มันเป็นอาคารในมหาวิทยาลัยจริงๆ หรอเนี่ย

 

            ฉันโดนพาขึ้นมาชั้นสามก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องหนึ่ง ชายหนุ่มที่ลากฉันมาหยุดยืนนิ่งแล้วเขาก็ยกมือพนม เพียงแวบเดียว ฉันเห็นว่าที่ลูกบิดประตูเหมือนมีประจุไฟฟ้าไหลผ่านแล้วก็ยินเสียงแกรก หลังจากนั้นประตูก็ค่อยๆ เปิดออกเอง

 

            ครืนนน~

            ขนาดเสียงประตูเปิดยังน่ากลัวเลย!

 

            เมื่อประตูเปิดจนสุด ภาพที่เห็นเบื้องหน้าทำให้ฉันแทบช็อก นี่ฉันกำลังอยู่ในอาคารของมหาวิทยาลัยเวอโรน่าจริงๆ ใช่ไหม ภายในห้อง ไม่มีวัสดุอุปกรณ์ชิ้นไหนเลยที่สื่อถึงการเรียนการสอน แถมยังมีเครื่องไม้เครื่องมือแปลกประหลาดอยู่ตั้งหลายอย่างแน่ะ นอกจากนี้ยังมีชายหนุ่มอีกหนึ่งคนนั่งอยู่ในห้องก่อนแล้ว พร้อมด้วยเจ้ากระรอกภูตตัวนั้นที่เกาะอยู่บนไหล่เขา และยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก ฉันก็โดนลากเข้ามายืนตรงหน้าชายหนุ่มที่เจ้ากระรอกภูตเกาะอยู่

 

            “ช่วยอธิบายเรื่องผู้หญิงคนนี้ให้ฟังหน่อย” ชายหนุ่มผู้มีพระคุณของฉันบอกเสียงเรียบ

 

            “แหมๆ อย่าใจร้อนน่า ฮาร์เวียร์ ฉันก็กะจะบอกอยู่แล้ว ทำเป็นวัยรุ่นใจร้อนไปได้”

 

            “งั้นก็บอกมาสิ ออนเดร”

 

            อืม...ชายหนุ่มที่ช่วยฉันไว้ชื่อ ฮาร์เวียร์ ส่วนชายหนุ่มที่เจ้ากระรอกภูตนั่นเกาะอยู่ชื่อ ออนเดร ชื่อเพราะกันจังเลยแฮะ แถมหน้าตายังชวนเคลิบเคลิ้มทั้งคู่อีกต่างหาก...

 

            ฟ่อออ~

            เจ้ากระรอกภูตหันมาขู่ฉันทันที แถมยังทำท่าทางเหมือนหวงคนที่ชื่อออนเดรนั่นด้วย ลืมไปว่ามันอ่านใจได้ แต่ฉันก็แค่ชมเขาเองนี่นา ไม่เห็นต้องหวงขนาดนั้นเลยนี่ เชอะ!

 

            “งั้นก่อนอื่นเลย...” ออนเดรลุกขึ้นมายืนประจันหน้ากับฉัน “ขอโทษที่ทำให้เธอตกใจนะ พอดีเกวอเริลเล่นแรงไปหน่อย”

 

            “...”

 

            “ฉันชื่อออนเดร ส่วนนี่ก็ฮาร์เวียร์” เขาแนะนำตัวแล้วเชิญให้ฉันนั่ง ก่อนที่เขาจะหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งจากกระเป๋าเสื้อออกมาวางไว้บนโต๊ะ น่าตกใจว่าคนในรูปถ่ายนั่นคือ...

 

            ...ฉันเอง...

 

            หรือว่าก่อนหน้านี้ที่ได้ยินเสียงชัตเตอร์ถ่ายรูปคือฝีมือผู้ชายคนนี้หรอ?

 

            “ขอโทษนะที่แอบถ่ายรูปเธอ” ออนเดรเริ่มพูดต่อ “ว่าแต่เธอชื่ออะไรหรอ”

 

            “เอ่อ...แพนโดร่า”

 

            “เอาล่ะ แพนโดร่า ถึงจะเพิ่งเจอกันครั้งแรก แต่ฉันขอพูดตรงๆ เรื่องที่เกวอเริลเข้าไปเล่นงานเธอเลยแล้วกันนะ”

 

            ฉันพยักหน้ารับหงึกหงัก ฉันเองก็อยากรู้ว่าทำไมเจ้ากระรอกภูตนั่นจะต้องเข้ามาเล่นงานฉันด้วย ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าฮาร์เวียร์เข้ามาช่วยไว้ไม่ทัน ฉันจะเป็นยังไง

 

            “เจ้าก็โดนข้าเล่นงานจนเละไงล่ะ”

 

            แล้วฉันก็โดนเจ้ากระรอกภูตมันอ่านใจอีกแล้ว แถมยังจะแขวะกลับมาอีกนะ!

 

            “อย่าเสียมารยาทนะ เกวอเริล” ออนเดรปราม แล้วหันมาหาฉันต่อ “ที่จริงฉันเป็นคนสั่งให้เกวอเริลเข้าไปโจมตีเพื่อทดสอบเธอเอง”

 

            “ทำไมต้องทดสอบด้วย” ฮาร์เวียร์เป็นคนถาม

 

            ออนเดรมองหน้าฉันสองคนก่อนจะเอื้อมมือไปวางเหนือรูปถ่าย แล้วก็ปรากฏแสงสีขาวแวบหนึ่งจากนั้นเขาก็เอามือออก แสงสีขาวหายไป แล้วบนรูปถ่ายก็ค่อยๆ ปรากฏตัวเลขสีขาวขึ้น ตัวเลขเพิ่มค่าขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่ค่าเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้า แล้วตัวเลขนั่นก็เปลี่ยนเป็นสีแดง

 

            “นี่คือค่าพลังวิญญาณ” ออนเดรบอกพร้อมกับส่งยิ้มมาให้ “ค่านี้เป็นค่าที่สูงที่สุดแถมเป็นสีแดงด้วย”

 

            “สีแดง?”

 

            “ปกติแล้วถ้าตัวเลขที่เป็นสีขาวก็คือพลังวิญญาณปกติของคนทั่วไป แต่ถ้าตัวเลขมีค่าถึงเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าแถมยังเป็นสีแดงแบบนี้ หมายความว่าคนคนนี้มีพลังวิญญาณไม่จำกัดจนวัดค่าพลังไม่ได้แล้ว” ฮาร์เวียร์รับหน้าที่อธิบาย

 

            แสดงว่าฉันมีพลังไม่จำกัดงั้นหรอ? ว่าแต่เจ้ารูปนี้มันวัดพลังได้จริงๆ หรอ ไม่อยากจะเชื่อ

 

            ออนเดรมองมาแล้วเหมือนจะรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ เขาเลยเริ่มอธิบายต่อทันที “รูปนี้ถ่ายจากกล้องวัดพลังวิญญาณ มันเลยสามารถบอกค่าพลังได้”

 

            “...”

 

            “เพียงใส่พลังวิญญาณลงไปในรูปนิดหน่อย ค่าพลังถึงจะปรากฏขึ้น ไม่งั้นมันก็จะเป็นรูปถ่ายธรรมดาเท่านั้น”

 

            “หมายความว่านายเห็นว่าพลังฉันเยอะเลยทำการทดสอบงั้นสิ” ฉันถามออกไปตรงๆ

 

            “อืม” ออนเดรพยักหน้ารับเบาๆ “ปกติแล้วคนทั่วไปจะรู้จักที่นี่ในฐานะชมรมถ่ายรูป แต่ความจริงแล้ว...”

 

            “ที่นี่คือห้องชมรมถ่ายรูปหรอ!” ฉันไม่สนใจว่าออนเดรจะพูดอะไรต่อแล้วตะโกนถามออกมาทันที “ถ้างั้นฉันขอสมัครเข้าชมรมค่ะ!

 

            “หา?”

 

            “ฉันอยากจะสมัครเข้าชมรม ขอใบสมัครด้วยค่ะ!

 

            คำขอสายฟ้าฟาดของฉันทำเอาออนเดรอึ้งไปนิดหนึ่งก่อนจะเผยยิ้มหวานออกมา เขาลุกขึ้นไปหยิบเอกสารในลิ้นชักแล้วส่งมาให้ฉัน ซึ่งมันคือเอกสารสำหรับสมัครเข้าชมรมนั่นเอง

 

            ดีใจจัง จะได้เข้าชมรมเดียวกับพี่ชายแล้ว...

 

            ขวับ!

            แต่ความดีใจมันก็อยู่ได้ไม่ถึงนาที เมื่อเอกสารถูกฮาร์เวียร์แย่งไปหน้าตาเฉย

 

            “นายจะให้ยัยนี่เข้าชมรมจริงๆ หรอ” ฮาร์เวียร์หันไปถามออนเดรเสียงเรียบ แต่ก็ยังไม่วายชำเลืองหางตามามองฉัน

 

            “ก็ใช่ไง หรือนายมีอะไรติดขัดหรอ”

 

            “เรื่องพลังวิญญาณของยัยนี่ฉันไม่ขัดข้อง แต่เรื่องการปราบภูต...ยัยนี่ไม่ได้เรื่องเลยนะ”

 

            “ฉันรู้ แต่เรื่องแบบนั้นมันฝึกกันได้นี่”

 

            “แต่มันอันตรายเกินไป”

 

            แล้วสองหนุ่มก็มองหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร เอ่อ...ถ้ายังไงช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจหน่อยได้ไหมว่าคุยเรื่องอะไรกันอยู่ แล้วฉันไปเกี่ยวอะไรกับการปราบภูตด้วย?

 

            “เกี่ยวสิ” เจ้ากระรอกภูตแอบอ่านใจฉันอีกแล้ว “แต่ก่อนอื่นเลิกเรียกข้าว่าเจ้ากระรอกสักที ข้าชื่อเกวอเริล!

 

            “โอเค เกวอเริล ช่วยอธิบายให้ฟังที” ฉันว่าอย่างเหนื่อยใจ เฮ้อ!

 

            “อย่างที่ออนเดรบอกไปว่าเบื้องหน้าที่นี่คือชมรมถ่ายรูป แต่เบื้องหลังที่จริงคือชมรมปราบภูตต่างหากล่ะ”

 

            “...”

 

            “พวกเราจะรับงานปราบภูตที่ชั่วร้ายให้กับคนที่มาขอร้อง ซึ่งคนที่รับหน้าที่ปราบก็คือสมาชิกทุกคนในชมรม แต่ว่าตอนนี้สมาชิกชมรมมีแค่ห้าคนรวมข้าด้วยก็เป็นหก ซึ่งน้อยมากถ้าเทียบกับจำนวนภูตชั่วร้ายที่เพิ่มขึ้นทุกวัน”

 

            ก็จริงนะ...ฉันโดนคุณพ่อกรอกหูทุกวันว่าภูตที่ชั่วร้ายเกิดจากความสิ้นหวัง ความโกรธเกลียด ความอิจฉาริษยาของมนุษย์ ซึ่งมันเกิดขึ้นทุกวันทุกเวลา ถ้าจะมีจำนวนเยอะก็คงไม่แปลก

 

            “ดังนั้นพวกข้าจึงอยากจะรับสมาชิกเพิ่มไงล่ะ” เกวอเริลว่าพร้อมกับเดินลงมาจากไหล่ของออนเดรแล้วมายืนบนโต๊ะใกล้ฉัน ซึ่งฉันอยากจะกระโดดหนีมาก “และก็อยากได้สมาชิกที่มีพลังวิญญาณมากอย่างเจ้า”

 

            “...”

 

            “นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่ได้ไปเปิดบูธ เพราะถึงไปเปิดก็ใช่ว่าจะเจอคนที่มีพลังวิญญาณหรือมองเห็นภูตได้”

 

            “ก็เลยต้องแอบซุ่มถ่ายรูป”

 

            “ใช่ เพื่อถ่ายรูปวัดพลังวิญญาณไง ออนเดรก็ถ่ายรูปเจ้าได้พอดีแถมข้าก็อ่านใจเจ้าได้ว่าอยากเข้าชมรมถ่ายรูปอยู่แล้ว ก็เลยกลับมารอที่ห้อง แล้วข้าก็ออกไปทดสอบเจ้าก่อนไง”

 

            “...”

 

            “แต่เจ้าน่ะ ถึงพลังวิญญาณเยอะ แต่ดันกลัวภูตเสียนี่!

 

            ฉันได้แต่ลอบกลืนน้ำลายลงคอ หมายความว่าถ้าฉันสมัครเข้าชมรมนี้ก็จะต้องทำหน้าที่ปราบภูตด้วยหรอ น่ากลัวจัง แต่ว่าถ้าไม่เข้าชมรมนี้ ฉันก็จะไม่ได้อยู่ชมรมเดียวกับพี่ชายน่ะสิ

 

            “ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วนะ เจ้าน่ะ...” เกวอเริลเริ่มพูดต่อพร้อมกับเดินกลับขึ้นไปบนไหล่ออนเดร “เอาแต่นึกถึงพี่ชาย พี่ชายเจ้าอยู่ชมรมถ่ายรูปนี่หรือไงกัน”

 

            “อืม!

 

            “แล้วพี่ชายเจ้าชื่ออะไร”

 

            “พี่ฉันชื่อ...แอนดี้”

 

            ครืนนน~

            สิ้นเสียงฉัน ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับชายหนุ่มผู้มาใหม่อีกสามคน และหนึ่งในนั้นก็มีพี่ชายของฉันด้วย

 

            “พี่คะ! ฉันร้องเรียกแล้ววิ่งไปกอดพี่ชายทันที พี่ แอนดี้ ชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะกอดฉันตอบในท่าเดียวกัน ลืมบอกไปว่าพวกเราเป็นพี่น้องที่ติดกันมากเลยล่ะ!

 

            “แพนโดร่า น้องมาได้ยังไง”

 

            พอเจอคำถามแบบนี้เข้าไป ฉันเลยพยักพเยิดหน้าไปทางพวกฮาร์เวียร์ที่นั่งทำหน้าเครียดกันอยู่ พี่แอนดี้เลยพาฉันเดินกลับเข้าไปหาพวกเขา พร้อมด้วยชายหนุ่มอีกสองคนที่เดินตามมาติดๆ ใบหน้าออกแนวสงสัยของพี่แอนดี้ทำให้ออนเดรต้องอธิบายใหม่ตั้งแต่ต้น พอได้ฟังเรื่องราวจบแล้วพี่แอนดี้ก็หันมาถามทันทีว่า...

 

            “น้องจะสมัครเข้าชมรมหรอ”

 

            “ใช่ค่ะ ฉันอยากสมัครเข้าชมรมเดียวกับพี่...”

 

            “พี่ไม่อนุญาต!

 

            “...”

 

            “ยังไงก็ห้ามสมัครเข้าชมรมนี้เด็ดขาด!

 

            “ทำไมล่ะคะ”

 

            “ยังไงก็ห้ามสมัครเด็ดขาด!

 

            ฉันมองหน้าพี่แอนดี้แล้วก็เหมือนจะร้องไห้มะรอมมะร่อ ทำไมกันล่ะ ทำไมจะต้องห้ามไม่ให้ฉันสมัครเข้าชมรมด้วย ฉันแค่อยากจะอยู่กับพี่แอนดี้เท่านั้นเอง...

 

            หมับ~

          แต่แล้วอยู่ๆ ก็มีมือมาวางบนหัว ฉันเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าเป็นหนึ่งในผู้ชายที่มาพร้อมกับพี่แอนดี้ เขาลูบหัวฉันเบาๆ พร้อมกับส่งยิ้มมาให้ ก่อนจะหันไปหาพี่แอนดี้

 

            “ให้สมัครเข้าก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลยนี่ แถมพลังวิญญาณของน้องนายยังเยอะขนาดนี้ เยอะกว่าพวกเราทุกคนอีกนะ”

 

            “แต่ว่าน้องสาวฉันกลัวภูตนะ เพราะงั้นเธอต่อสู้ไม่ได้หรอก”

 

            “อ๋อ ที่แท้ก็เป็นห่วงน้องนี่เอง”

 

            พอได้ยินแบบนี้ฉันเลยเผลอยิ้มออกมาอย่างลืมตัว ดีใจจังที่พี่แอนดี้ไม่อยากให้สมัครเข้าชมรมเพราะเป็นห่วง แต่ไม่ว่ายังไงฉันก็อยากจะเข้าชมรมเดียวกับพี่ชายอยู่ดี

 

            “ก็ใช่ไง เพราะงั้นอย่าให้เธอสมัครเลยนะ ลูอาน นายเป็นประธานชมรมสามารถสั่งได้นี่”

 

            ผู้ชายที่ลูบหัวฉันอยู่ชื่อ ลูอาน และเป็นประธานชมรมด้วยหรอเนี่ย ดูท่าทางใจดีจังเลยแฮะ

 

            “ฉันเป็นประธานก็จริง แต่ฉันไม่ได้เผด็จการนะ” ลูอานบอกอย่างลำบากใจ ก่อนจะหันมองทุกคนในที่นี้ “เรามาออกเสียงกันไหมว่าจะให้น้องสาวแอนดี้สมัครเข้าชมรมไหม ใครให้สมัครได้ก็ยกมือขึ้น”

 

            พรึบ!

            คนที่ยกมือขึ้นมีออนเดร ลูอาน แล้วก็เกวอเริล เอ๋...เกวอเริลยอมรับฉันด้วยหรอเนี่ย สงสัยอยากจะเอาใจออนเดรชัวร์เลยแฮะ ส่วนคนที่ไม่ได้ยกมือก็มีพี่แอนดี้ ฮาร์เวียร์ แล้วก็...ผู้ชายอีกคนที่ฉันยังไม่รู้จักชื่อ แถมคนนี้ยังมองฉันตาขวางอีกต่างหาก

 

            “รีส นายก็ไม่อยากให้สมัครหรอ”

 

            นายตาขวางชื่อ รีส แฮะ

 

            “ใช่ ฉันไม่ยอมรับพวกอ่อนแอสู้ไม่เป็น” พูดไม่พูดเปล่ายังส่งสายตาทิ่มแทงมาให้ด้วยนะ

 

            ลูอานมองทุกคนอย่างหนักใจ ในเมื่อคะแนนเสียงเป็นสามต่อสามเท่ากันเพราะงั้นเลยตัดสินใจลำบาก แต่ที่สุด ในฐานะที่เป็นประธานชมรม ลูอานเลยเสนออีกหนึ่งไอเดียขึ้นมา

 

            “เมื่อเป็นแบบนี้ เรามาจัดการทดสอบขึ้นดีไหม”

 

            “...”

 

            “จะหาคนที่มีพลังวิญญาณเยอะแบบนี้มันยากมากเลยนะ ถ้าน้องสาวของแอนดี้สามารถผ่านการทดสอบได้ก็จะได้สมัครเข้าชมรม โอเคไหม”

 

            “ก็ดีนะ ยุติธรรมดี” ออนเดรเห็นด้วย

 

            ทุกคนเลยมองหน้ากันแล้วพยักหน้ารับ ตกลงแล้วฉันจะต้องผ่านการทดสอบก่อนถึงจะสมัครเข้าชมรมได้ใช่ไหม รู้สึกกลัวขึ้นมายังไงก็ไม่รู้สิ แล้วจะผ่านการทดสอบไหมเนี่ย!


 


 

 

 

แฮ่กๆๆ รู้สึกเหนื่อยกับการอัพตอนนี้มาก แบบว่าแอบยาวได้อีก!
ตอนแรกกะว่าจะอัพทุกวันเสาร์ แต่ด้วยสภาวะตอนนี้ถ้าอัพแบบนั้นมีหวังนักอ่านหายหมดแน่

ก็เลยตั้งใจว่าจะอัพทุกวันหรือไม่ก็วันเว้นวันค่ะ
ซึ่งแต่ละตอนก็ยังยาวได้ใจอีกต่างหาก ( คิดเองว่ามันยาว ฮ่าๆ )
ยังไงก็ช่วยติดตามกันด้วยนะคะ ขอขอบพระคุณมากค่ะ แล้วเจอกันตอนหน้าค่า! ^^

+ ❥ Free theme mouse.naru

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

65 ความคิดเห็น