ราชาซอมบี้ตนนั้น...น้องผมเอง

ตอนที่ 1 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 285
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    3 เม.ย. 64

          ตอนที่ผมอายุได้ 3 ขวบ ผมได้พบกับน้องสาวเป็นครั้งแรก ตอนนั้นเธอดูน่าเกลียดจริง ๆ ตัวเธอเล็กนิดเดียวเหมือนห่อผ้ายับ ๆ นอนอยู่ในโถแก้ว เพราะแม่ผ่าคลอดก่อนกำหนด 

          แม่ดูเป็นกังวลมากเธอมักจะเศร้าเสียใจอยู่บนเตียงโรงพยาบาล ผมเลยต้องทำตัวน่ารัก ๆ เพื่อทำให้เธอยิ้มได้มากขึ้น 

          ตอนนั้นแม่มักพูดถึงแต่น้อง
          “น้องสาวลูกจะต้องไม่เป็นไร เธอเป็นนางฟ้าน้อยของพวกเรา เธอต้องไม่เป็นไร”

          แม้ผมจะไม่ค่อยพอใจที่แม่นึกถึงแต่เจ้าก้อนอัปลักษณ์นั่นแต่ผมก็ต้องพูดปลอบเธอ “ใช่ฮะ นางฟ้าของเราต้องไม่เป็นไรฮะ”

          แม่พาผมไปเฝ้ามองน้องทุกวันตอนเที่ยงผ่านตู้กระจกที่กั้นพวกเราเอาไว้ แล้วเวลานับเดือนก็ค่อย ๆ ผ่านไป สุดท้ายน้องสาวของผมเธอก็รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์

          คุณพยาบาลอุ้มเจ้าตัวอัปลักษณ์นั่นส่งให้แม่ เธอยิ้มหวานแล้วบีบแก้มผม “ที่นางฟ้าน้อยรอดมาได้ ต้องเป็นเพราะพลังแห่งรักของคุณพี่ชายแน่ ๆ เลยจ้า แหมมาเฝ้าเกาะตู้ทุกวันไม่ห่างเลย” แล้วเธอก็หันไปหัวเราะกับแม่ที่กลับมาสดใสอีกครั้งเมื่อได้อุ้มน้อง

          ไม่จริงสักหน่อย ใครจะชอบมันกัน ผมก็แค่มาเฝ้าดูมันไว้แล้วกลับไปบอกให้แม่สบายใจเท่านั้น เพราะแม่ก็อาการไม่ดีต้องนอนอยู่บนเตียงทั้งวันหลังจากฝืนคลอดมันออกมา เวลาจะไปไหนแต่ละทีก็ต้องพึ่งรถเข็นกับพยาบาลคอยประคองไม่ห่าง

          แม่ที่นั่งอยู่บนรถเข็นยื่นน้องสาวเข้ามาใกล้ผม เจ้านั่นไม่ได้อัปลักษณ์เท่าตอนแรกแล้ว ผมรู้เพราะผมมาเฝ้าดูเธอทุกวัน ในทุกวันเธอค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ 

          ผิวสีขาวอมชมพู แก้มยุ้ยที่มีเส้นเลือดฝาดสีแดงก่ำ ดวงตากลมใสสีดำสนิทราวกับลูกปัด '
หึ เธอก็ยังน่าเกลียดอยู่ดี'

          “ลูกดูน้องสิ เธอน่าจะชอบลูกมากนะ” แม่พูดยิ้ม ๆ เมื่อน้องสาวส่งเสียง แอ๊ะ อ๊ะ เหมือนมนุษย์ต่างดาวอยู่ในอ้อมแขนเธอ เมื่อเธอยื่นน้องมาทางผม

          “นางฟ้าของแม่ หนูชอบพี่ชายใช่ไหมคะ นี่พี่ชายลูกนะ พี่วี แล้วนี่ก็น้องสาวลูก น้องมีน ไหนทักทายกันหน่อยเร็ววว~”

          แม้จะไม่ชอบใจนัก ผมก็ส่งยิ้มให้น้องแล้วยื่นมือแตะเข้าที่หน้าผากเธอตามที่แม่ต้องการ ผมไม่อยากเห็นตาดำ ๆ นั่นเลยแตะที่หน้าผาก แต่เหมือนจะแตะหนักมือไปหน่อยมันเลยส่งเสียงดัง ดีที่แม่คิดว่ามันชอบผมเลยร้องเสียงดัง

          หลังจากวันนั้นไม่นานนักแม่ก็ได้ออกจากโรงพยาบาล ทุก ๆ วันเจ้าตัวน่าเกลียดนั่นก็ค่อย ๆ โตขึ้น โดยมีผมกับแม่คอยเอาใจช่วยอยู่ข้าง ๆ 

          ในตอนที่เธอเริ่มผลิกตัวได้ครั้งแรก ตอนที่เธอเริ่มคลาน ตอนที่เธอเริ่มหัดพูด และตอนที่เธอเริ่มเดิน เบาะรองเวลาเธอทำพลาดก็คือตัวผมคนนี้ ผมที่คอยเดินตามข้าง ๆ พุ่งเข้าไปรับร่างน้องที่กำลังหัดเดินด้วยตัวเอง แล้วก้าวผิดจนสะดุดล้ม 

          ตุบ!
          'คิก คิก' เสียงหัวเราะชอบใจดังขึ้นมาบนอกผม ผมไม่ได้ว่าเธอแต่ค่อย ๆ ประคองเธอยืนอีกครั้ง ถ้าไม่ใช่ว่าแม่ทนเห็นมันเจ็บไม่ได้ละก็ ผมไม่แลมันหรอก!
 
           'ชิ...ไอ้ตัวน่ารำคาญ ทำไมถึงได้น่ารำคาญแบบนี้ แค่จะเดินดี ๆ ก็ยังไม่ได้เลย' ผมบ่นอยู่ในใจ นอกจากนี้มันยังชอบป่วยอยู่บ่อย ๆ แม่เลยเป็นห่วงมันมาก ผมจึงต้องตามดูแลมันทุกฝีก้าวแบบนี้เพื่อไม่ให้แม่เป็นกังวล

          วันเวลาผ่านไปจนผมต้องเข้าโรงเรียนอนุบาลเป็นวันแรก

          “แม่! ผมไม่อยากไป ถ้าผมไปใครจะดูน้อง แล้วถ้าน้องเป็นอะไรไป...อืออออ”

          แม่ยกมือขึ้นมาบีบแก้มผมแล้วยิ้มดุ ๆ “พี่วีครับ นางฟ้าของเราไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นนะ พี่แก้วก็อยู่กับน้องทั้งคน ไม่ต้องห่วงไปหรอก พี่วีต้องไปโรงเรียนได้แล้วนะ แม่อ่อนข้อให้จนลูกจะ 4 ขวบอยู่แล้ว ครั้งนี้แม่ไม่ยอมแล้ว เดี๋ยวเราก็ได้แก่สุดในห้องหรอก”

          “ไม่เห็นเป็นไรเลย ผมเรียนพร้อมมีนก็ได้” ผมเถียงกลับ เจ้านั่นอ่อนแอขนาดนั้นจะไปเรียนคนเดียวได้ยังไง ถ้าเกิดอะไรขึ้นแม่ต้องเสียใจแน่

          “ไม่ได้!” แม่พูดโกรธ ๆ “ถ้าลูกไม่ไปเรียนแม่จะโกรธแล้วนะ อยากให้แม่เป็นนางมารเหรอ แม่เข้าใจที่ลูกรักน้องมาก แต่จะติดน้องเกินไปไม่ได้นะ เดี๋ยวเพื่อน ๆ ก็ล้อเอาหรอก”

          ผมอมลมอย่างขัดใจ นี่ผมทำเพื่อแม่นะ

          “หยุดทำหน้างอลเลยพี่วี เดี๋ยวได้ไปเจอเพื่อน ๆ ก็ลืมแม่กับน้องแล้ว ที่โรงเรียนสนุกจะตายแล้วลูกจะขอบใจแม่”

          “ไม่มีทาง ผมไม่ลืมแม่กับน้องหรอก” ผมพูดงอล ๆ ขณะโดนแม่จูงเข้าไปหาผู้หญิงที่ยืนอยู่หน้ารั้วโรงเรียน

          “สวัสดีค่ะคุณแม่ นี่น้องวีใช่ไหมเอ่ย น่ารักจริง ๆ เลยค่ะ มามะตามครูเข้าไปหาเพื่อน ๆ กันเถอะ” ผู้หญิงคนนั้นว่าก่อนจะพยายามหาทางคว้าตัวผมไปจับ แต่ว่าผมเกาะแม่แน่นก่อนจะส่งสายตาไม่อยากไปให้แม่ 

          'ไม่เอานะ ไม่ไป ผมต้องดูแลน้องนะ ไว้ใจพวกพี่เลี้ยงไม่ได้หรอกแม่ แค่ตอนนี้น้องอยู่กับยัยป้านั่นสองคนผมยังกังวลเลย ถ้าเธอปล่อยน้องทิ้งไว้แล้วหนีไปเล่นโทรศัพท์ล่ะ ถ้าเธอ...แม่!'

          แม่ดึงตัวผมออกแล้วดันส่งไปให้ผู้หญิงคนนั้น

          “ไปอยู่กับคุณครูก็ทำตัวดี ๆ นะพี่วี 
ปกติเขาไม่ดื้อแบบนี้นะคะครู พอดีต้องแยกจากน้องสาวที่ตัวติดกันเลยงอแงเป็นพิเศษ” แม่พูดเสียงดุกับผม ก่อนจะหันไปพูดกับคนที่ถูกเรียกว่าครูคนนั้น

          “ไม่เป็นไรค่ะ เรื่องปกติเด็ก ๆ มักกลัวที่จะห่างกับครอบครัว เดี๋ยวได้เจอเพื่อนแล้วก็จะลืมไปเองนั่นแหละค่ะ” เธอพูดก่อนจะบอกลาแม่แล้วลากผมเดินเข้าโรงเรียน ผมหันมามองแม่หลายครั้ง หวังว่าแม่จะใจอ่อน แต่แม่ก็แค่ยืนอยู่กับที่แล้วโบกมือให้กำลังใจผม

          'แม่นะแม่ นี่ผมทำเพื่อแม่นะ'

          พอรู้ว่าแม่ไม่มีทางมารับผมไปจากมือผู้หญิงคนนี้แน่ ผมก็รู้สึกแย่ แต่ผมไม่ร้องไห้หรอกนะ แค่ยัยน้องน่าเกลียดนั่นร้องแม่ก็ปวดใจแล้ว ผมไม่มีทางให้แม่เห็นน้ำตาผมเด็ดขาด มันยังไม่ไหลซะหน่อย ผมซบหน้าเข้ากับแขนของครูบังสายตาแม่ไว้

          ผมเศร้านะ แต่ตอนนี้ผมปวดหูมากกว่า เด็กคนอื่น
 ๆ ในห้องแต่ล่ะคนพากันร้องไห้หาแม่กับพ่อ “เงียบนะ ถึงร้องแม่ก็ไม่มาหรอก!” ผมว่าออกไปอย่างโกรธ ๆ แต่แล้วพวกนั้นก็ร้องไห้นักกว่าเก่าจนผมต้องยกมือปิดหูแล้ววิ่งไปหาครู 

          เจ้าพวกขี้แยไม่เห็นน่าเป็นเพื่อนเหมือนที่แม่ว่าสักนิด แม่โกหก ผมอยากกับบ้านแล้ว

          ถึงจะคิดอย่างนั้น แต่วันต่อไปแม่ก็มาปล่อยผมไว้ที่โรงเรียนอีก ถึงเจ้าพวกนั้นจะไม่น่าหนวกหูเท่าเมื่อวาน แต่ก็ยังน่ารำคาญอยู่ดี สองวันนี้ผมได้รู้แล้วว่าน้องของผมน่ารักมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับเจ้าพวกขี้แยนี่ น้องของผมเธอแค่ร้องไห้เวลาเธอเจ็บกับตอนเธอเป็นไข้เท่านั้น

          ผมอยากให้ถึงตอนเย็นไว ๆ พี่เลี้ยงจะได้อุ้มน้องมารับผมกลับบ้าน

          แล้วเวลาก็ผ่านไปจนผมใกล้จบอนุบาลสาม จู่ ๆ น้องก็ป่วยหนักจนต้องนอนโรงพยาบาลนานเป็นเดือน เพื่อที่พี่เลี้ยงจะได้สะดวกดูแลพวกเรา ผมเลยต้องเข้าไปกินนอนในโรงพยาบาลอีกครั้ง ช่วงนี้แม่ทำงานหนักขึ้นเพื่อหาเงินรักษาน้อง ทำให้ไม่มีเวลาอยู่กับพวกเรานัก 

          แม้ผมจะเสียใจแต่ผมก็เข้าใจแม่ แม่เลี้ยงพวกเราสองคนด้วยตัวคนเดียว เพราะพ่อเลิกกับแม่ไปมีผู้หญิงอื่นตั้งแต่แม่ยังไม่คลอดน้อง

          “มีน กินส้ม อ้ำเร็ว” ผมป้อนกลีบส้มที่แกะเองกับมือให้น้องที่นั่งอยู่บนเตียง มือเล็กจิ๋วของเธอพันผ้าพันแผลที่มีเข็มน้ำเกลืออันใหญ่ติดอยู่ เลยไม่สะดวกขยับตัวแรงนัก

          “พี่วีจะสายแล้วนะคะ ต้องไปโรงเรียนแล้ว วันนี้สอบวันแรกนะ” เสียงพี่เลี้ยงเรียกผม เธอถือกระเป๋านักเรียนลายเบ็นเท็นรอผมอยู่หน้าประตูห้อง

          “ผมป้อนส้มให้มีนอยู่ครับ” ผมยัดส้มเข้าปากมีนอีกลีบ แก้มขาวที่มีเลือดฝาดอยู่เสมอเพราะผิวเธอบางมากพ่องตุ้ยเพราะส้ม

          “โอเคค่ะ เดี๋ยวพี่แก้วเอารถมารับหน้าตึกนะคะ พี่วีป้อนน้องเสร็จแล้วรีบลงมานะ” พี่เลี้ยงวัยขึ้นเลขสามพูดแล้วหิ้วกระเป๋าผมลงไปรอข้างล่าง

          ผมป้อนส้มเธอไปเรื่อย ๆ จนหมด แล้วลูบหัวเธอเบา ๆ ก่อนไปโรงเรียน “พี่ต้องไปโรงเรียนแล้ว มีนต้องหายไว ๆ นะจะได้ไปงานบันฑิตน้อยกับพี่ได้”

          “อือ” ปากเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยส้มที่ยังเคี้ยวไม่หมดส่งเสียงตอบรับ หัวก็ยังพยักหน้างึกงัก เธอรีบกลืนส้มในปากแล้วพูดส่งพี่ชายที่เดินไปเปิดประตูเสียงดัง “หนูจะหายไว ๆ คะ!”

          แต่ถึงยังงั้นเช้าวันงานน้องสาวผมเธอก็ยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล ผมรู้อยู่แล้วล่ะว่าใจเธอเข้มแข็งแต่ร่างกายเธอกลับไม่เป็นอย่างนั้น สุดท้ายแม่เลยทำเรื่องขอพาน้องออกจากโรงพยาบาลวันหนึ่ง 

          วันนี้นอกจากผมที่อยู่ในชุดบันฑิตน้อยสีน้ำเงินเข้ม น้องสาวที่ถอดสายน้ำเกลือออกก็สวมชุดกระโปรงสีชมพูน่ารัก เธอดูเหมือนนางฟ้าน้อยจริง ๆ ถ้าไม่ติดว่าผ้าพันแผลกับเข็มน้ำเกลือยังอยู่บนมือเล็ก ๆ นั่น

          พวกเราได้ถ่ายรูปร่วมกันอยู่ไม่ถึงชั่วโมง แม่ก็ต้องพาน้องกลับโรงพยาบาล ผมไม่ได้เสียใจหรอกที่เราไม่เหมือนกับครอบครัวอื่น ผมกังวลมากกว่าที่หน้าน้องเริ่มซีด แต่แม้เธอจะหลับตั้งแต่อยู่บนรถผมก็ยังไม่หายกังวล

          ก่อนที่เทอมใหม่จะเริ่ม น้องสาวของผมก็ได้ออกจากโรงพยาบาล เธอหายดีและกลับมายิ้มแย้มเหมือนเดิมแล้ว

          ผมไม่ต้องสอบขึ้นชั้นป.1เพราะผมยังเรียนอยู่โรงเรียนเดิม แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมเพราะมีนจะมาเข้าอนุบาล 1 ที่เดียวกัน!

          เด็กหญิงอยู่ในชุดนักเรียนกระโปรงน้ำเงินพร้อมกับกระเป๋าสะพายลายเบ็นเท็นเหมือนกัน แต่คนละใบกับผม ผมชอบดูอะไรเธอก็จะชอบด้วยเหมือนกัน ผมชอบทำอะไรเธอก็ชอบทำตามผม 

          วันแรกที่มาโรงเรียนเธอไม่งอแง น้องสาวเดินจับมือผมเข้าห้องเรียนเด็กอนุบาลอย่างว่าง่าย ผมอยู่เป็นเพื่อนเธอที่ห้องเด็กอนุบาลเมื่อเสียงเพลงเข้าแถวดังขึ้นใกล้จบ ถึงได้บอกลาเธอออกมาเข้าแถวตัวเอง

          วันทั้งวันผมกังวลเรื่องเธอ จะมีใครแกล้งเธอไหมเธอจะมีเพื่อนรึเปล่า กังวลไปหมดจนไม่เป็นอันเรียน

          ตอนเที่ยงผมเลยไปเกาะรั้วเด็กอนุบาลดูน้องในสนามเด็กเล่น แต่ก็ยั้งตัวไว้แค่ตรงนั้น แม้ว่าใจผมแทบจะพุ่งเข้าไปหาเธอก็ตาม

          ก่อนเข้าเรียนแม่บอกว่าผมต้องปกป้องน้อง พี่ชายต้องปกป้องน้องสาว แต่พี่ชายก็ต้องปล่อยให้น้องเติบโตด้วยตัวเอง ถ้าผมเข้าไปยุ่งกับเธอมากไป เธอจะทำอะไรไม่เป็นแล้วก็จะโดนเพื่อนล้อว่าเป็นเด็กติดพี่ ซึ่งผมก็เข้าใจ

          ท่องเอาไว้เพื่อน้อง เพื่อน้อง ผมกลั้นใจเฝ้าระวังอยู่นอกรั้วสนามเด็กเล่น ดูว่าใครกล้ารังแกน้องผม ผมจะจดบัญชีดำไว้แล้วจะไปคิดบัญชีมันหลังเลิกเรียน แต่หมดพักเที่ยงก็ไม่เกิดอะไรร้ายแรงขึ้น ผมถึงได้ผ่อนคลาย ผมทำใจให้สงบแล้วกลับเข้าห้องเรียนตัวเอง

          ความปวดท้องที่อดกินข้าวเที่ยงไม่ได้หนักหนาสำหรับผมเท่าไหร่ แต่ถ้าต้องเฝ้าน้องตอนเที่ยงทุกวันผมคงต้องหาอะไรมากินตอนกลางวันซะแล้ว เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง จะได้มีแรงดูแลปกป้องน้องได้ตลอดทั้งวัน

          นมกับขนมปังน่าจะดี? พกพาสะดวก เดี๋ยวกลับไปจะให้พี่แก้วเตรียมไว้ ผมหมายหมั่นอยู่ในใจ

          ก่อนกริ่งเลิกเรียนจะดัง ผมเก็บของใส่กระเป๋าเตรียมตัวนับเวลารอเลิกเรียน พอกริ่งดังขึ้นจริง ๆ และครูบอกเลิกชั้นเสร็จ ผมก็พุ่งตัวออกจากห้องทันที

          เด็กอนุบาลจะเลิกเรียนช้ากว่าเด็กประถมอยู่หน่อย ๆ เพราะต้องนอนกลางวัน ผมเลิกบ่าย 3 เด็กอนุบาลเลิกบ่าย 3 ครึ่ง แต่ครูจะไม่ปล่อยออกมา ต้องรอผู้ปกครองเข้าไปรับ ไม่เหมือนเด็กประถมที่ปล่อยฟรีตั้งแต่เลิกเรียน

          ผมไปรอรับเธอหน้าห้อง ครูที่จำผมได้เลยให้ผมเข้ามานั่งรอในห้องเป็นสิทธิพิเศษ แม้ว่าผมจะปฏิเสธไปแต่ครูก็บอกว่าไม่เป็นไรเพราะหลานสาวเธอที่แก่กว่าผมปีหนึ่งก็มารอเธอเลิกสอนในห้องเหมือนกัน

          “คิก คิก ที่คุณแม่บอกว่าพี่วีติดน้องนี่เรื่องจริงสินะคะ มารอรับน้องทันทีที่เลิกเรียนแบบนี้เนี่ย” คุณครูอนุบาลส่งเสียงแซวเมื่อผมมองน้องไม่วางตา แล้วหลังจากนั้นผมก็ได้เข้ามาในห้องนี้ทุกวันที่เลิกเรียน

          นานวันเข้า ผมก็เริ่มห่างหายจากเพื่อน พักเที่ยงก็ไม่ไปเล่น เลิกเรียนก็ไม่เห็นหน้า ทำให้ผมมักจะอยู่ตัวคนเดียว ตอนจับกลุ่มก็เป็นเศษเกินอยู่เสมอ แต่ผมไม่แคร์ เรื่องแค่นี้ผมทำเองคนเดียวก็ได้

          แล้วผมก็เริ่มเรียนเทควันโดเสริมในวันเสาร์-อาทิตย์ โดยมีน้องเรียนบันเล่ต์อยู่ห้องเรียนข้าง ๆ 

          ที่พวกเราต้องมาเรียนเสริมเพราะแม่กะว่าจะเลิกจ้างพี่เลี้ยง เธอเห็นว่าผมโตแล้วและดูแลตัวเองกับน้องได้ดี ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่ว่าถ้าเลิกจ้างพี่เลี้ยงพวกเราก็ต้องเรียนพิเศษรอแม่กลับมารับ ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมบอกว่าเราอยู่บ้านกันเองได้ แต่แม่ก็ยังไม่วางใจ

          ผมเลยเสนอว่าถ้าจะต้องเรียนเสริมผมต้องได้อยู่ใกล้ ๆ น้อง แล้วผมก็อยากเรียนศิลปะป้องกันตัวไว้ปกป้องน้องในอนาคตด้วย

          แม่ยอมเปลี่ยนแผนจากที่จะส่งเราเรียนเสริมวิชาทั่วไป เป็นการเรียนออกกำลังกายแทน ซึ่งเธอชั่งใจแล้วก็คิดว่ามันดีต่อการเจริญเติบโตของพวกเรา อีกเหตุผลที่แม่ยอมเพราะถ้าน้องมีนได้ออกกำลังกายเธออาจจะป่วยน้อยลงด้วย

      ผมเลยโอเคกับมันไม่ดื้อที่จะอยู่บ้านอีกต่อไป 
      พอเราเข้าโรงเรียนทั้งคู่ แม่ก็ไปทำงานทั้งที่เป็นวันเสาร์-อาทิตย์ นอกจากงานประจำ เธอก็รับงานเสริมด้วยเพราะต้องส่งเสียลูกสองคนเรียน แต่ถึงอย่างนั้นพวกเราสามคนก็ยังมีความสุขด้วยกันในตอนเย็นของทุกวัน 

          หลังจากที่มีนเริ่มเรียนบันเลต์ น้องผมก็ป่วยน้อยลงจริง ๆ พวกเรามีความสุขมาก เธอได้ขึ้นเวทีแสดงบันเล่ต์ที่โรงเรียนด้วย ผมเป็นคนถือกล้องโพลาลอยอันใหญ่ตามถ่ายเธอ เพราะผมยังเด็กอยู่ เลยถือกล้องวิดีโอไม่ไหวมือไม่นิ่งพอ แม่เลยเป็นคนถือกล้องโทรศัพท์ถ่ายวิดีโอแทน ภาพที่ผมถ่ายวันนี้ถูกแปะไว้ในผนังห้องรับแขก รวมกับภาพถ่ายอื่น ๆ ของพวกเราที่มีอยู่เต็มพนัง

          วันเวลาแห่งความสุขผ่านไปจนน้องสาวขึ้นชั้นประถม และผมก็ขึ้นชั้น ป.4
          ผมกับน้องเราได้อยู่ตึกเดียวกันแล้วครับ~

—————————
ไหนตอนแรกใครเกลียดน้องคะพี่วี แหมมมมม ไอ้ซิสค่อน
อยากเขียนเรื่องนี้ อยากได้น้องสาวเบื่อแล้วน้องชาย 555 เขียนน้องชายมาหลายเรื่องแล้วง่ะ
ย้ำอีกครั้งนี่นิยายนอมอล ไม่วาย ไม่วายยยยย เครนะ

ที่เปิดเรื่องนี้เพราะ 'อยากเห็นพี่น้องปั่นจักรยานไปด้วยกันในวันสิ้นโลก'
เราฝันเรื่องนี้นานมาก นานกว่าทีมรวมวายร้ายแต่ปะติดปะต่อไม่ได้สักที จนในที่สุดก็ได้เปิดเรื่องนี้ขึ้นอย่างจริงจัง

ยังไงก็ฝากพี่วีกับน้องมีนไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ เรื่องนี้อบอุ่น อุ่นจนเข้าสายดาร์กไปเรย
ทำยังไงเราก็ตัดขาดกับนิยายซอมบี้ไม่ได้ซะที แงงงงงงง (ตัดขาดนิยายพี่น้องไม่ได้ด้วย ไรต์เป็นคนรักเด็ก อิอิ)
#พี่วีน้องมีน


น้องมีนอุ๋ง ๆ น่าร๊ากกกก~~
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #2 Kuroshio (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 13:45
    จากเด็กมาค่อนเทิร์นอินทูซิสค่อน555
    #2
    0
  2. #1 lovelaki (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 01:52
    ความเป็นซิสค่อนมาเต็มๆ
    #1
    0