รักอันตรายผู้ชายเย็นชา

ตอนที่ 3 : โบราณเขาว่า...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 158
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    4 พ.ย. 59



 

บทที่  3 โบราณเขาว่า...

 

มหาวิทยาลัย

          นักศึกษาที่กำลังเดินกันอย่างพลุกพล่านในบริเวณมหาวิทยาลัยส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวดูสนุกสนานรื่นเริงมีสีสัน แน่นอนล่ะก็นี่มันวันเปิดเรียนในระดับมหาวิทยาลัยวันแรกของเด็กปีหนึ่งทุกคนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้นี่นา  ฉันกับนามิเองก็กำลังนั่งคุยกันที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ต้นหูกวางห่างจากตึกเรียนไม่มากนัก  วันนี้เป็นวันเปิดเรียนวันแรกของเราและมันก็เป็นวันที่ฉันเกลียดที่สุดด้วย  เพราะมันคือวันรับน้อง!!  

วันที่พวกรุ่นพี่มักจะมีความสุขบนความทุกข์ของรุ่นน้อง ใครว่าวันรับน้องเป็นวันสนุกก็ช่างแต่ยายข้าวปั้นคนนี้ขอบอกว่ามันคือวันโลกาวินาศ!วันที่หนักกว่าสงครามโลกครั้งที่สอง สาม สี่ ห้า!!

                “ข้าวปั้น  เธอจะหน้าบึ้งอะไรนักหนา แค่รับน้องเอง”

                “แค่เหรอนามิ? นรกชัดๆ”

                “อย่าคิดในแง่ร้ายดิ แค่วันนี้วันเดียวเอง อย่าหน้าบูดเลยนะๆ ยิ้มหน่อยน๊า ข้าวปั้นคนเก่ง” นามิทำเสียงออดอ้อนพร้อมกับหน้าตาแอ๊บแบ๊วเหมือนตุ๊กตาบาร์บี้จนฉันเห็นก็อดใจอ่อนไม่ได้

                “เจอท่านี่เข้าไปจอดทุกทีสินะ”  เสียงใสๆ ของไข่ตุ๋นดังขึ้นข้างหูก่อนที่ฉันจะเห็นพ่อตัวดีกำลังนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนที่ฉันเพิ่งจะนำไปทำบุญถวายที่วัดพร้อมกับกวดน้ำอุทิศส่วนบุญไปให้เมื่อเช้าที่ผ่านมา  แต่ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจเสียงนั้นเสียเท่าไร

                “นั่นแหละ มันต้องอย่างนั้นสิ  ถึงจะใช่ข้าวปั้นตัวจริงของนามิ” 

               “แล้วนี่นามิกลัวรึเปล่า?”  ฉันหันไปจับสีหน้าท่าทางของเพื่อนสาว  ถ้าใครกล้าทำอะไรเพื่อนรักของฉันแม้แต่ผมแตกปลาย  ต่อให้เป็นรุ่นพี่ไอ้ข้าวคนนี้ก็ไม่ยอมก้มหัวให้เด็ดขาด!!

                “หือ!” นามิทำหน้าตา งงๆ กับคำถามของฉัน

                “ก็เรื่องรับน้องไง...นามิกลัวรึเปล่า  ถ้ากลัวก็บอก  เดี๋ยวข้าวจะดูแลนามิเอง จะไม่ให้รุ่นพี่คนไหนแกล้งนามิเลย”

                “นามิไม่กลัวอยู่แล้ว ก็มีข้าวปั้นคอยปกป้องอยู่แล้วนิจ๊ะ  ข้าวปั้นของนามิน่ะเก่งกว่าผู้ชายทั้งโลกเล้ย!

                “ไม่รู้ว่าเป็นคำชมหรือหรอกหาว่าฉันถึกกว่าผู้ชายนะเนี่ย”  ฉันแกล้งกอดอกหรี่ตามองเพื่อนอย่างจับผิดก่อนที่อีกฝ่ายจะแสดงท่าทางมีพิรุธ

                “เปล่าๆ ไม่ใช่อย่างนั้นซักหน่อย”

                “เหรอ...คิดไปคิดมาเหมือนข้าวโดนหลอกด่าทางอ้อมเลยเนอะ”  พูดแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเหล่ตามองยายเพื่อนตัวดีด้วยสายตาจับผิดอีกรอบ

                “โธ่ ใครจะว่าข้าวล่ะ อย่างอนเค้าสิตัว นะๆๆ คนดีของนามิ” นามิทำเสียงออดอ้อนพลางใช้มือเขย่าแขนฉันเบาๆ

                “เปล่างอนสักหน่อย...”

                “จริงนะ”

                “อืม”

    คุณพี่สุดหล่อรับโทรศัพท์ด้วยครับ คุณพี่สุดหล่อรับโทรศัพท์ด้วยครับ  ~

                “=_=*?” เสียงโทรศัพท์ใครดังยะเนี่ย เท่าที่จำได้ฉันไม่เคยตั้งเสียงเรียกเข้าที่หลงตัวเองเกินเหตุขนาดนี้มาก่อน

                “ข้าวปั้น...โทรศัพท์เธอดังน่ะ”

                “บ้าเหรอ...ฉันไม่เคยตั้งเสียงเรียกเข้าเสียงนี้” ฉันรีบปฏิเสธทันที ได้ยินแล้วอยากเห็นหน้าไอ้เจ้าของโทรศัพท์จริงจริ๊งว่ามันจะหล่อแค่ไหน

                “แต่มันดังมาจากกระเป๋าเธอ” นามิใช้นิ้วเรียวยาวชี้ไปที่กระเป๋าสะพายของฉันที่วางเอาไว้ข้างตัว  เฮ้ย!! แต่พอฟังดีๆ มันก็ดังมาจากกระเป๋าเราจริงด้วย

                “เนื้อคู่ถามหาแล้วมั้งเจ๊”  ไข่ตุ๋นยิ้มกรุ้มกริ่มเหมือนรู้ว่าใครโทร. มา  หลายหนเขามักจะรู้อะไรล่วงหน้าโดยที่ฉันเองยังตั้งตัวไม่ทันกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นซะอีก

ฉันรีบคว้ากระเป๋าขึ้นมาค้นหาไอ้ตัวต้นเสียง  ล้วงไปล้วงมาแล้วก็ แถ่น แถน แถ้น ~ เจอจริงด้วย โทรศัพท์ของอีตายากูซ่าที่ยัดเยียดไว้ให้ฉัน

                “รับสิข้าว”

                “นามิรับแทนไม่ได้เหรอ”  ฉันส่งสายตาวิ้งๆ  ออดอ้อนราวกับลูกแมวอ้อนแม่

                “ได้ไง เผื่อเป็นเบอร์นายเรียวอิจิอะไรนั่นฉันก็ซวยดิ  เธอรับนั้นแหละดีสุดแล้ว” ไม่คิดจะช่วยกันเลยนะยายเพื่อนคนนี้

~ ติ๊ด!! ฉันตัดสินใจรับสาย  ก่อนจะนิ่งฟังเสียงจากปลายสาย

                “นึกว่าคุณจะไม่รับซะแล้ว” ใช่จริงด้วย!  ฉันจำเสียงหมอนั้นได้ดี ต้องเป็นนายซากุระจังนั่นแน่ๆ

                “นายโทรมาทำไม ว่างนักรึไง ขอบอกตรงๆ เลยนะว่าฉันยุ่งอยู่  ไม่มีเวลาคุยกับนายหรอก  ถึงนายจะมีเงินค่าโทรศัพท์เป็นล้านหรือตื้อโทรมาอีกล้านสายตอนนี้ฉันก็ไม่ว่าง และอีกอย่างฉันขอบอกไว้เลยว่า  นายรีบมาเอาไอ้โทรศัพท์ซังกระบ๊วยหลงตัวเองเกินคนของนายคืนไปด้วย”

                “ผมแค่จะโทรมาทวงสัญญาที่คุณสัญญากับผมไว้  ไม่เห็นต้องว่ากันเป็นชุดเลยนิคุณ เดี๋ยวหูผมชาขึ้นมาคุณต้องรับผิดชอบอีกนะ”

                “สัญญาไร ไม่มี๊ไม่มี อ่ะ ไม่ได้ยินเลย นายว่าไงนะ แถวนี้ไม่ค่อยมีคลื่นเลยอ่ะ ฮัลโหล ฮัลโหลๆๆๆ ไม่ค่อยได้ยินเลย ฟี่ๆ ฟิ้วๆ แค่กๆ คอกฟี่ๆ ตูดๆ หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้  กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้งค่ะ ฟิ้วววววววว”

                “ฮัลโหลๆๆๆ เฮ้!! นี้ยายตัวแสบ” ฉันรีบตัดสายทันทีหลังจากใช้แผนการ(ขั้นเทพ)ปลอมแปลงเสียงเป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์  แม้แต่นามิยังต้องอ้าปากหวอมองหน้าฉันอย่างตกตลึง  ส่วนไข่ตุ๋นเหมือนจะชาชินกับพฤติกรรมฉันไปแล้วถึงได้นั่งอ่านการ์ตูนแล้วส่ายหัวเบาๆ

                “สะ...สะ...สุดยอดไปเลยข้าวปั้น” นามิชมพลางยกนิ้มโป้งให้ฉัน

                “ของแบบนี้ใครดีใครได้ สมน้ำหน้าหมอนั่น ป่านนี้คงระเบิดอารมณ์กับโทรศัพท์แล้วมั้ง ฮ่าๆ” ฉันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจ

                “แล้วไม่กลัวเค้าโทรมาอีกเหรอ”

                “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เพราะฉันปิดเครื่องแล้ว” ฉันว่าพลางชูโทรศัพท์ที่อยู่ในมือให้นามิดูอย่างอารมณ์ดี

                “สุดยอดไปเลยเพื่อนฉัน”

                “อ้าว แน่นอน อยากเห็นสีหน้าหมอนั่นจังเลยเนอะนามิเนอะ” ฉันหันไปหานามิ  แต่พบกับใบหน้าที่ตื่นตลึงอะไรบางอย่างของเพื่อนสาว  ฉันก็ไม่รู้ว่ายายนี่จะงัดไม้ซุงไม้สักไม้สนไม้ระแนงที่ไหนออกมาแกล้งกันอีกรึเปล่า

                “เป็นไรอีกทีนี้ จะหลอกว่ามีผียืนอยู่ข้างหลังฉันใช่ปะล่ะ โอ๊ย นามิ  เชยแล้วมุกนี้ เธอก็รู้ว่าฉันชินกับเรื่องพวกนี้ไปนานแล้ว  เอามุกใหม่บ้างเหอะ”

                “ยิ่งกว่าผีอีก”

                “ไม่ต้องมาโกหกซะให้ยาก”

                “ระ...ระ....”

                “ระวังเหรอ?”

                “ระๆ เรียวอิจิ”

                “ใคร? อ้อ อีตายากูซ่าน่ะเหรอ อ่ะๆๆ อย่ามาหลอกกันให้ยากเลยนามิ คราวนี้ฉันไม่หลงกลเธอหรอกนะแม่สาวขี้เล่น”

                “เล่นนี่ไม่ดูเวลาเลยนะเจ๊”  ไข่ตุ๋นสายหน้าเบาๆ ก่อนทำปากบุ้ยใบ้ให้หันไปมองข้างหลัง

                “สนุกมากมั้ยครับ  คุณนภัสสร นันทากร” ด้วยสัญชาตญาณของคนหูไวอย่างฉัน  เมื่อได้ยินเสียงใครบางคนเรียกชื่อฉัน(ซะเต็มยศ)  ดังมาจากข้างหลัง  ฉันก็เป็นอันต้องหันกลับไปดูทันที  และก็...

                “OoO//” (ฉัน)

                “^O^” (เรียวอิจิ) มะๆ มาได้ไงเนี่ย ไม่จริงๆ นี่ฉันตาฝาดไปใช่มั้ย หรือว่าฝันไป ใครก็ได้หยิกฉันทีเหอะ ไม่จริงใช่มั้ยยยยยย >_<//*

                “นามิไปกันเถอะ แถวนี้มีมารมาผจญ  ขืนอยู่ต่อฉันได้ฆ่าคนแน่ๆ” ฉันรีบลุกแล้วดึงนามิให้ลุกตามในทันที  ใครอยู่ก็บ้าแล้ว  มีวิธีเดียวคือ โกยอ้าวใส่เกียร์หมามันซะเลย แต่พอก้าวไปได้ไม่กี่ก้าวก็มีชายในชุดดำใส่สูทหนา  ผูกเนกไท สวมแว่นตาดำสองคนยืนขวางทางเอาไว้ อ้อ! นี่คิดจะใช้บอดี้การ์ดเหรอ?

                “ใจคอคุณจะไม่ทักคนรู้จักหน่อยหรือครับ คุณข้าวปั้น” หมอนี่รู้ทั้งชื่อจริงชื่อเล่นเราเลยเหรอเนี่ย  ชิ! บ้าชะมัดพวกมาเฟียเนี่ย  ไร้มารยาทกันทุกคนรึไงกันนะ  เที่ยวสืบค้นประวัติคนอื่นไปทั่วแบบไม่ได้รับอนุญาติ   

คราวนี้ข้าน้อยสมควรตายอย่างยิ่งเลยแหละ  แต่ที่แย่ๆคือ  ถ้าหมอนี่สืบประวัติเราก็ต้องรู้หมดว่ามีพ่อแม่ชื่ออะไร  บ้านอยู่ไหน  มีพี่น้องกี่คน  มีญาติโกโหติกากี่คน (กรรม) กรรมของยัยข้าวปั้นคนนี้รึไงกันเนี่ย >_<

                “ยังไม่ตายอีกเหรอยะ!!” ฉันสูดหายใจเข้าปอดและตัดสินใจถามออกไปแบบยียวนกวนประสาทจนยายนามิต้องกระตุกที่แขนเป็นเชิงห้ามเอาไว้ แต่มีเหรอที่ฉันจะฟัง

                “หึๆ ผมเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าคนไทยสมัยนี้เค้าทักกันด้วยคำพูดนี้”

                “เฉพาะกับบางคนเท่านั้นแหละ หลีกไป! ฉันรีบ”

                “ครับ...คุณผู้หญิง ยังไงซะเราก็ต้องเจอกันทุกวันอยู่ดี”

                “นายหมายความว่าไง?” ฉันถามแต่ก็ได้รับเพียงรอยยิ้มหวานๆ ของหมอนั่นและแววตาที่เต็มไปด้วยเลศนัยบางอย่างที่ชวนขนแขนแสตนอัพ  ซึ่งจังหวะที่หมอนั่นเดินจากไปพร้อมการ์ดส่วนตัวมันก็เป็นจังหวะเดียวกับที่สายตาของฉันสังเกตเห็นว่าเขาใส่ชุดนักศึกษาของมหาลัยนี้!! O_o

                “ข้าวเป็นไรไปน่ะ”

                “หือ เปล่านิ  พอดีฉันเพิ่งสงเกตุเห็นว่าหมอนั่นใส่ชุดนักศึกษามาหาลัยนี้”

                “ใช่ๆ ฉันก็เห็น หรือว่าเค้าจะเรียนที่นี่ คราวนี้เธอโดนแน่ๆ ข้าวปั้น ทำไงดีๆ ฉันกลัวเธอโดนทำร้ายจังเลย ให้พ่อฉันจ้างการ์ดส่วนตัวให้เธอเลยดีมั้ย”

                “เว่อร์ไปนามิ....เธอลืมไปแล้วรึไงว่าฉันแชมป์เทคอนโดห้าสมัยซ้อนนะ”

                “จริงด้วย!” นามิร้องด้วยเสียงที่ตื่นเต้น ไม่รู้จะดีใจอะไรนักหนา แต่คราวนี้ยายจอมเป็นห่วงคงหายห่วงแล้วล่ะ เฮ้อ! แต่ยังไงซะพรุ่งนี้สงสัยฉันคงต้องพลางตัวไม่ให้หมอนั่นหรือคนของเค้าจำได้  ไม่งั้นโดนจับไปทำไส้กรอกแน่

                “ช่างเหอะ ยังไงหมอนั่นคงไม่บังเอิญอยู่คณะเดียวกับเราหรอก”

                “แต่ถ้า...”

                “อย่า! อย่าแม้แต่จะพูดนามิ เธอพูดทีไรฉันซวยทุกที ถ้าขืนเธอพูดว่า ถ้าเค้าอยู่คณะเดียวกับเราจะทำไง ฉันรู้ว่าเธอจะว่าอย่างนั้น”

                “อือ”

                “นั่นไง!

                “แล้วถ้ามันใช่ล่ะ ฉันว่ามันคงไม่บังเอิญแล้วมั้ง”

                “ฉันคงไม่โชคร้ายขนาดนั้นมั้ง ไหนบอกหมอดูเธอแม่นนักแม่นหนาไง”

                “จริงด้วย!! หรือว่าเนื้อคู่ที่ท่านหมอว่าจะเป็น...” และคราวนี้ฉันก็ไม่ปล่อยให้นามิได้พูดมันออกมาอีกตามเคย  เพราะฉันรู้ว่ายายนี่กำลังคิดอะไรอยู่น่ะสิ

                “ไม่มีทาง ถ้าหมอนั่นเป็นเนื้อคู่ฉัน ฉันยอมกระโดดน้ำตายยังดีกว่า!

                “จริงดิ...แต่เค้าก็หล่อดีเนอะ  ถ้าใครได้เป็นแฟนคงดี” นามิพูดอย่างเหม่อลอย นี่เพื่อนฉันหลงเสน่ห์หมอนั่นได้ไงเนี่ย นายต้องเล่นของแน่ๆ  นายซากุระจัง!

                “โชคร้ายอ่ะดิ ฉันว่าถ้าผู้หญิงคนไหนได้เป็นแฟนหมอนั่นคงโชคร้ายสุดๆ อย่าบอกใครเลย  และที่สำคัญคือ  ยายผู้หญิงคนนั้นคงตาถั่วหรือไม่ก็ไม่มีตาล่ะมั้งถึงได้ไปเลือกควงหมอนั่นน่ะ”

                “ระวังเหอะ  ว่าเค้าแบบนั่น   มันจะเข้าตัวเองซะหมด”

                “ไม่มีวัน!!

                “โบราณน่ะเค้าบอกว่า  เกลียดอะไรได้อย่างนั้น เคยได้ยินป่ะล่ะแม่สาวอารมณ์ร้าย”

                “แล้วพอดีคนอย่างเจ๊ข้าวก็ไม่ใช่พวกงมงายตามคำบอกของโบราณเสียด้วยน่ะสิพี่นามิ”  ไข่ตุ๋นกระซิบข้างหูนามิเบาๆ เหมือนกลัวว่าฉันจะได้ยินทั้งที่ไอ้ตัวแสบคงรู้ดีว่านามิไม่มีทางได้ยินหรือเห็นเขาอยู่แล้ว

                “ไม่ต้องมาสอนเลยนามิ ยังไงซะฉันก็ไม่มีวันญาติดีกับนายซากุระจังนั่นแน่นอน”

                “เค้าชื่อซากุราอิ ไม่ใช่ซากุระจังซักหน่อย อีกอย่างคำว่าจังเค้าเอาไว้ลงท้ายชื่อผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย เธอนี่จริงๆ เล้ย ชอบเปลี่ยนชื่อให้คนอื่นอยู่เรื่อย”

                “ช่างสิ ฉันพอใจจะเรียกงี้ หมอนั่นดูๆ ไป  เหมือนพวกตุ๊ดพวกเกย์จะตายไป”

                “เอาเข้าไป กรรมจริงๆ”

                “ฉันต่างหากที่ต้องพูดคำนั้น ไม่รู้ว่าชาติก่อนฉันไปเคยทำเวรทำกรรมอะไรมาถึงได้มาเจอไอ้หมอนี่ตามมาขอส่วนบุญไม่เลิก เฮ้อ ~ คอยดูนะ  ถ้ามาอีกแม่จะต่อยให้ไปนอนยอดน้ำข้าวต้มที่โรงบาลเลย!

                “เวรหนอเวร เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร”

                “สาธุ! ( _/|_\ )”

                “อือ ไหว้พระเถอะโยม” นามิยังเล่นไม่เลิก

                “ฮ่าๆ”  ฉันหันไปส่งค้อนทางสายตาให้วิญญาณอีกดวงที่กำลังหัวเราะท้องคัดท้องแข็งอยู่ไม่ห่างกันก่อนจะหมายมั่นปั้นมือเอาไว้ว่าหากดวงซวยเจอหมอนั่นอีกรอบต้องหาทางทำอะไรสักอย่างแบบจริงๆ จังๆ สักที

 

สนามฟุตบอล  

กิจกรรมรับน้องเริ่มต้นไปได้สวย มีทั้งเสียงร้องเพลง  เสียงกลอง  เสียงกรี๊ดของพวกสาวๆ ที่กรี๊ดกันหูฉันแทบฉีก ไม่รู้จะกรี๊ดจะคึกเป็นม้าอะไรกันนักหนา น่าเบื่อชะมัดเลย ไม่เห็นจะสนุกตรงไหนเลย  มีแต่พวกรุ่นพี่ต่างหากที่สนุกเพราะได้แกล้งรุ่นน้อง ดูดิหน้าฉัน  เลอะสีหมดเลย  คนอื่นเองก็มีสภาพไม่ต่างจากฉันเลยแม้แต่คนเดียว

                “น้องได้เกรดภาษาไทยเท่าไหร่ค่ะ” รุ่นพี่คนที่ยืนถือโทรโข่งถามรุ่นน้องอีกคนที่เพิ่งถูกเรียกตัวออกไปแนะนำตัวที่หน้าแถวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

                “ได้เกรดสี่ค่ะ” ป้าดดดด เก่งปานนั้นเลยเหรอยะหล่อน ไม่น่าเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อ ดูหน้าเธอสิยังกับเด็กเรียน แถมใส่แว่นหนายิ่งกว่าปูนซีเมนซะอีก แต่งตัวดูสุภาพเรียบร้อยซะด้วย

                “งั้นคงรู้เรื่องเกี่ยวกับพระรามใช่มั๊ย” รุ่นพี่คนนั้นถามเสียงดัง (ดังอยู่แล้วก็พูดใส่โทรโข่งซะขนาดนั้น -_- )

                “ค่ะ”

                “งั้นพี่มีคำถาม ไม่รู้ว่าเด็กเรียนอย่างน้องจะตอบได้รึเปล่า?” พูดเหมือนดูถูกรุ่นน้องเลยนิยายรุ่นพี่ ถามมาๆ ตอบไม่ได้นังข้าวคนนี้ช่วยเอง

                “ถามได้เลยค่ะ”

                “แต่ถ้าตอบไม่ได้น้องต้องจูบกับน้องผู้หญิงคนที่นั่งอยู่คนที่สิบห้าของแถวที่สามนะ” ป้าดดด เล่นงี้เลยเหรอเฟ้ย! คิดได้ไงให้ผู้หญิงจูบผู้หญิง  ขนาดผู้ชายจูบผู้หญิงยังน่าเกลียดแล้วนะ เอ๊ะเดี๋ยว!! สิบห้าแถวสามมันก็....ฉันสิวะ!   O_o//

                “ข้าวปั้นไม่เป็นไรหรอกฉันเชื่อว่ายายแว่นต้องตอบได้ หน้าเด็กเรียนขนาดนั้น” นามิพูดปลอบ

                “สาบานได้ว่าถ้ายายแว่นตอบไม่ได้ฉันจะเลาะฟันหน้ายายเจ๊ที่ถือโทรโข่งนั่นออกมาดูเล่น!”  รังสีอำมหิตที่แผ่รัศมีวงกว้างออกมาจากตัวฉันทำให้หลายๆ คนที่นั่งใกล้ๆ กันต้องหน้าถอดสีพร้อมกับขยับออกห่างเล็กน้อยด้วยท่าทางหวาดระแวง

                “พระรามมีขี้แมลงวันกี่จุดบนตัว?  ว่าไงคะน้อง?”  ยายรุ่นพี่ต้อนยายแว่นด้วยคำถามที่ฉันอยากเอาโทรโข่งที่ยายเจ๊ตรงหน้านั่นถืออยู่ฟาดปากคนถามสักทีสองทีให้หายบ้า

                “คือ....เอ่อ”

                “ตอบไม่ได้ใช่มั๊ยล่ะ” ยายรุ่นพี่พูดเยาะ แม่เจ้าโว้ย!  อย่าบอกนะว่าฉันต้องจูบกับยายนี่โชว์ทุกคน >O< สยองสุดๆๆ ว่ะ ม่ายยย....ทำไม่ฟ้าดินต้องแกล้งแต่ฉันด้วย  เอาวะ  เป็นไงเป็นกัน! 

                “แล้วรุ่นพี่รู้เหรอค่ะว่าพระรามมีขี้แมลงวันกี่จุดบนตัว” ฉันยืนขึ้นถามยายรุ่นพี่อย่างกล้าหาญ

                “ไม่รู้ ถ้าพี่รู้พี่จะถามน้องเหรอค่ะ” ยายนั่นตอบหน้าตายก่อนจะหัวเราะคิกคัก

                “คิดว่ายายแว่นเป็นนางสีดากลับชาติมาเกิดรึไงล่ะคะคุณรุ่นพี่?  ถ้าเวลาว่างมากพอก็วางโทรโข่งแล้ววิ่งไปกระโดดน้ำตายย้อนเวลากลับไปดูขี้แมลงวันบนตัวพระรามเองเถอะเจ๊!!” สิ่งที่ฉันสวนกลับไปเจ็บจี๊ครับพี่น้อง  ยายรุ่นพี่ถึงกับอ้าปากค้าง  ทำหน้าสตั้นไปหลายวิก่อนที่ทุกคนจะเงียบกริบไม่กล้าส่งเสียงอะไรอีก

                “เป็นรุ่นน้องห้ามเถียงหรือต่อปากต่อคำกับรุ่นพี่  น้องไม่รู้เหรอครับ”  เสียงเหี้ยมของไอ้อ้วนคนข้างๆ ดังขึ้น  แต่ฉันกลัวที่ไหน  ดันไปยืนเท้าสะเอวมองหน้าพวกเขาราวกับตัวเองอยู่เหนือกว่า

                “รุ่นพี่ก็คนเหมือนกันแหละวะ  ทำไม คิดว่าเป็นรุ่นพี่แล้วจะข่มรุ่นน้องได้รึไง  บอกไว้ก่อนว่าฉันไม่ใช่พวกรุ่นน้องหัวทึบที่จะถูกเอาเปรียบง่ายๆ นะ”

                “อ้าวเฮ้ยน้อง  พูดงี้ก็สวยดิ!

                “อุ้ย!  ขอบคุณที่ชมว่าสวยนะคะ  พี่อ้วนจ้ำม่ำ”

                “เธอ!!”  ไอ้อ้วนชี้หน้าตั้งท่าจะเข้ามาหาเรื่อง  ส่วนฉันก็ถลกแขนเสื้อเหมือนนักเลงพร้อมรับมือในทันที  เล่นเอานามิและเพื่อนชายรุ่นเดียวกันอีกคนที่ลุกออกจากแถวมาฉุดกระชากลากดึงฉันเอาไว้แทบลมจับกับพฤติกรรมห้าวหาญเกินคนปกติทั่วไปของฉัน

                “เอ่อๆๆ ช่างหัวมัน เอาเป็นว่าทุกอย่างเป็นโมคะ น้องกับไปนั่งที่ได้แล้ว” ยายเจ๊ที่ถือโทรโข่งรีบห้ามทัพ  ดึงตัวไอ้อ้วนกลับไป  เป็นไงล่ะคิดจะต่อความยาวสาวความยืดกับนังข้าวปั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!

                “เธอนี่บ้าเลือดชะมัด!”  เพื่อนชายคนใหม่ที่นั่งแถวข้างๆ ยกนิ้วให้ฉันอย่างชื่นชม  ส่วนไอ้คนที่ไปช่วยนามิลากฉันกลับมานั่งที่เดิมกำลังมองฉันด้วยท่าทางชื่นชมไม่ต่างกัน  นี่ฉันกลายเป็นจุดสนใจของเพื่อนทั้งคณะไปแล้วรึไงเนี่ย?

                “เอาล่ะค่ะน้องๆ มาถึงเลิกงามยามดีกันแล้ว” ยายรุ่นพี่กลับเข้าเรื่องอีกรอบ

                “ขอเชิญพบกับ...หนุ่ม Hot ของคณะเราได้เลยค่ะ”

                “หนุ่ม Hot เนี่ยนะ...คิดได้ไง ดีแต่เก็กหล่อไปวันๆ น่ะสิไม่ว่า” ฉันบ่นพึมพำจนนามิต้องหันมามองอย่างขำๆ

                “ขำอะไรนามิ”

                “เปล่านิ...รู้น่า  ว่าข้าวไม่ชอบพวกเก็กหล่อไปวันๆ ไม่เห็นต้องบ่นดังเลยนิ”

                “เบาๆ เองนะ”

                “เบามาก ป่านนี้ได้ยินกันทั้งมหาลัยแล้วมั้ง”

                “เว่อร์”

                “สวัสดีครับน้องใหม่ทุกคน พี่มีนามว่าไนท์นะครับ  เป็นเลขาประธานคณะ”

                “ครับ พี่ชื่อหลิว เป็นเหรันยิกครับ”

                “ผมเจมส์เป็นรองประธาน”

                “ส่วนผม...” เอ๊ะ!! ทำไมเสียงคนสุดท้ายมันฟังคุ้นๆ นะ ฉันรีบเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าเป็นนายนั่นจริงด้วย โอ้แม่เจ้า!! O_O

                “ซากุราอิ เรียวอิจิ เรียกสั้นๆ ว่า  เรียวอิจิ  ก็ได้ครับ” สั้นตรงไหนกันยะ

                “นั่นมัน...ข้าวปั้นเธอซวยแน่” นามิชะงักพร้อมกับหันมาสบตาฉัน  ไม่ต้องย้ำ  ฉันรู้ย่ะ!

                “ผมเป็นประธานของคณะเราเนี่ยแหละครับ ยินดีที่ได้รู้จักรุ่นน้องทุกคนนะครับ”

                “กรี๊ดดดดด >_<” อะไรกันนักหนา หูฉันจะแตกอยู่แล้วโว้ยย!! ผู้หญิงพวกนี้อะไรกัน ไม่อายกันบ้างรึไง พวกบ้าคนหล่อ >///< แล้วนี่ฉันไปชมเค้าทำไมเนี่ย

                “ก่อนอื่นเราจะมาเล่นเกมทายปัญหากันก่อน ใครตอบไม่ได้ก็ต้องเต้นท่ากบให้เพื่อนๆ ดูดีมั้ยครับ” คนที่ชื่อเจมส์พูดด้วยรอยยิ้มที่สาวๆ เห็นแล้วก็กรี๊ดแตกกันอีกรอบ คิดได้ไง  เต้นท่ากบเนี่ยนะ =_=* อยากบีบคอไอ้คนพูดจริงๆ เล้ย  

                “งั้นเราใช้วิธีสุ่มเอาดีกว่านะครับ” คนชื่อหลิวเสริมทันที

                “งั้นแถวที่...3 คนที่..15 แล้วกันนะครับ” ไนท์พูดเสริม เดี๋ยวสิ!!  ฉันอีกแล้วเหรอวะเนี่ย!?

                “น้องผู้หญิงคนที่หน้าหมวยๆ  น่ะออกมาข้างหน้าเลยค่ะ” ยายเจ๊คนเดิมแสยะยิ้มเหี้ยม  คิดจะเอาคืนกันเหรอยายหน้าปลาหมึก! >_<

                “ไปสิข้าวปั้น...ออกไปเหอะน่า แค่ตอบคำถามเองนะ ไม่มีไรมากหรอก เดี๋ยวนามิเป็นกำลังใจให้ แต่ห่างๆ พอนะ” ไหงเป็นงั้นล่ะ โอ๊ย! ทำไมชีวิตฉันมันถึงเจอแต่โชคร้ายอย่างนี้เนี่ย >_<  

ฉันจำใจเดินออกไปอย่างเซ็งๆ  ไม่ต้องถามหรอกว่าอีตายากูซ่านั่นจะสะใจแค่ไหน หน้ากระโดดกัดหูนัก  ถ้าไม่ติดว่าหมอนี่เป็นประธานคณะน่ะ

                “ชื่ออะไรเอ่ย” รุ่นพี่ที่ชื่อหลิวถาม

                “จะเอาชื่อจริงหรือชื่อเล่นล่ะค่ะ” กวนนะฉัน หึๆ

                “แล้วเธอมีกี่ชื่อล่ะยายหมวย” คนที่ชื่อเจมส์หน้าออกไปทางลูกครึ่งฝรั่งหน่อยก้มลงถาม

                “ฉันไม่ได้ชื่อหมวย ชื่อเล่นมันก็แขวนอยู่ที่คอแล้วจะถามทำไมไม่ทราบ” ฉันว่าพลางชี้ที่ป้ายกระดาษที่รุ่นน้องทุกคนมีแขวนไว้ที่คอให้หมอนั่นดู

                “ชื่อข้าวปั้นหรอ ฮ่าๆ ผู้หญิงบ้าอะไรวะชื่อข้าวปั้น เชยชะมัด ฮ่าๆ” เจมส์หัวเราะราวกับดูหนังตลก

                “ขำอะไรไม่ทราบคุณเส้นตื้น เป็นผู้หญิงชื่อข้าวปั้นแล้วมันหนักกบาลคุณรุ่นพี่เหรอค่ะ ถึงจะเป็นผู้หญิงก็ต่อยผู้ชายได้นะวุ้ย!” ฉันเริ่มของขึ้น

                “ฮ่าๆ โดน” พี่หลิวกับพี่ไนท์กอดคอกันหัวเราะอย่างชอบใจ  นานๆ ครั้งจะหาผู้หญิงที่กล้าต่อปากต่อคำกับนายเจมส์ได้ล่ะมั้ง

                “เธอนี่กล้านะ  กวนประสาทรุ่นพี่”

                “นายเป็นเอเลี่ยนรึไงล่ะ  ฉันถึงต้องกลัว”

                “หึๆ” เรียวอิจิขำในลำคอ

                “กรี๊ดดดด!!” ไม่ใช่เสียงหมอนั่นหรอก  แต่เป็นเสียงสาวๆ ที่นั่งอยู่ต่างหาก สงสัยงานนี้ฉันคงกลายเป็นดาวเด่นแล้วมั้ง  พวกนั้นถึงกรี๊ดกร๊าดแล้วมองฉันด้วยแววตาปลาบปลื้มปานจะกลืนกันทั้งตัวแบบนั้น สยองแม่เจ้าโว้ย!! 

                “เธอ!!

                “ไม่เอาน่าเจมส์ ฉันว่าเรามาเริ่มเกมกันดีกว่าว่ะ” เรียวอิจิรีบขัดขึ้นมาก่อนที่สงครามประสาทระหว่างเพื่อนรักของเขากับฉันจะเริ่มขึ้นกลางกิจกรรมรับน้อง

                “นี่ฉันเห็นแก่เพื่อนฉันนะ  ไม่งั้นเธอโดนดีแน่  ยัยข้าวเน่า” เขาเดินมากระซิบที่ข้างหูฉันอย่างข่มขู่แต่มีเหรอที่ฉันจะสะทกสะท้าน ไม่มีเลยล่ะพี่น้อง

                “จะถามก็รีบถามเถอะค่ะ” ฉันหันเป็นบอกรุ่นพี่ที่เป็นผู้หญิงในคณะอย่างนุ่มนวล

                “ค่ะ”

                “เดี๋ยวค่ะ...ถ้าฉันตอบถูกล่ะ” ฉันถามออกไปอย่างไม่คิด

                “ถ้าชนะเธอต้องการอะไรล่ะ” นายเจมส์หันมาถามฉัน

                “ในเมื่อถ้าฉันตอบผิดก็ต้องเต้นท่ากบ งั้นถ้าฉันตอบถูก  คุณรุ่นพี่ทั้งสี่คนก็ต้องยอมเต้นท่าหมาฉี่โอเคมั้ย?”

                “เฮ้ย!!!”  ไม่ใช่แค่เจมส์ที่เบิกตากว้างร้องเสียงหลง  เพื่อนของเขาเองก็มีท่าทีไม่ต่างกัน

                “หรือว่าไม่กล้า” ฉันเดินไปกระซิบที่ข้างหูเจมส์อย่างดูถูก แล้วก็เป็นไปตามแผน หมอนั่นมองค้อนแล้วบ้าจี้ตอบตกลงในทันที

                “ตกลง!

                “เฮ้ย!!”  พวกเรียวอิจิหันไปมองหน้าเจมส์พร้อมกัน

                “ทายมาเลย มีกี่คำถาม”

                “มีสิบคำถาม ถ้าน้องตอบถูกเจ็ดข้อขึ้นไปถือว่าชนะ” พี่หลิวจำใจเดินเข้ามายืนตรงหน้าฉัน

                “งั้นเรามาเริ่มคำถามแรกกันเลย” พี่ไนท์พูดแทรก

                “พระอะไรมีหนวด?” คำถามบ้าอะไรฟ่ะ มันคำถามกวนประสาทคนตอบชัดๆ =_=* เอาว่ะยัยข้าวปั้น  ลองเสี่ยงดวงตอบดูล่ะกัน

                “เป็นไรไปล่ะ หรือว่าเธอตอบไม่ได้” เจมส์เดินเข้ามาพูดเยาะฉันที่ข้างหูเบาๆ  และมันก็ทำให้ฉันหมั่นไส้จนกระตุกยิ้มออกมา

                “นายได้เต้นท่าหมาฉี่แน่” ฉันยิ้มเจ้าเล่ห์จนเจมส์ต้องขมวดคิ้วขึ้นอย่างสงสัย ก่อนที่ฉันจะหันไปตอบคำถามพี่หลิว

                “พระนะแจ๊ะ แพะนะจ๊ะ” ลืมบอกไปว่าไอ้ปันปันมันชอบถามคำถามกวนๆ  แบบนี้กับฉันที่บ้านหลายหน  จำได้ตั้งหลายคำถามที่ไอ้น้องจอมกวนมันเอามาถาม ^O^สงสัยงานนี้ต้องยกความดีให้มันและคงต้องเลี้ยงขนมปันปันซะแล้ว

                “ถะ...ถูกต้อง”

                “เฮ้ย! รู้ได้ไงว่ะ” ไนท์กับเจมสห์หันไปมองหน้ากันงงๆ  แอบคิดตรงกันว่าข้าวปั้นต้องเป็นพวกชอบอ่านหนังสือทายคำกวนๆ แน่  แต่ดูจากบุคลิกห้าวๆ แมนๆ ไม่สนใจใครแบบนี้ไม่น่าจะชอบหนังสือประเภทนี้  พวกนั้นคงคิดแบบนั้นกับฉันแน่ๆ

                “คำถามต่อไป”

                “เกมมันยังไม่จบอย่าเพิ่งดีใจไป...เคยได้ยินมั้ยว่า  สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหารน่ะ”  นายเจมส์หันไปกระซิบกับเพื่อนเบาๆ

                “ฉันกลัวว่าเราเนี่ยแหละจะเป็นศพ” รุ่นพี่ไนท์แอบกลืนน้ำลายลงคอแล้วหันมามองหน้าฉัน

“สแคร์รู๊ท 3 ส่วน h เท่ากับเท่าไหร่?

                “ต้นไม้ตาย เพราะ 3 = three หาร h ก็เหลือ tree ต้นไม้  ต้นไม้ถอดรากออก ก็ กลายเป็นต้นไม้ตาย”

                OoO” (หลิว/ไนท์/เจมส์/เรียวอิจิ)

                O___O” (ทุกคน) ฮ่าๆ เป็นไง อย่ามาดูถูกยัยข้าวปั้นคนนี้

                “สุดยอดไปเลยน้องข้าวปั้น! เพิ่งมีน้องคนแรกนี่แหละที่ตอบคำถามกวนบาทาของไอ้หลิวได้ ฮ่าๆๆ” (ไนท์)

                “รีบๆ  ถามรีบๆ  จบเถอะค่ะ”

                “จัดไปดิ๊ไอ้หลิว เอาแบบยากๆ เลยนะเว้ย” เจมส์ว่าพลางมองหน้าฉันกวนๆ  เหมือนจะพูดทางจิตว่า ยังไงซะศึกครั้งนี้เขาต้องไม่แพ้ ไม่มีวันที่เขาจะมาแพ้เด็กบ้านๆ อย่างฉัน  เพราะศึกครั้งนี้มีร่างกายและหน้าตาเป็นเดิมพัน!

                คาถาอะไรช่วยประหยัดค่าโทรศัพท์?

                “พุทธโธ พุธโทร วันพุธค่อยโทร วันอื่นห้ามโทร

                “ปลาอะไรเอ่ย ขี้เกียจ?

                “ปลาวาฬ ชอบวาน ไม่ยอมทำเอง

                “ไก่อะไรเป็นฆาตกร?

                “ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง

                “มันอะไรเอ่ยข้างนอกสีแดง ข้างในสีเขียว?

                “มันมีซะที่ไหนล่ะ

                “สมมุติว่าแมวผสมกับยีราฟจะเป็นอะไร?

                “เป็นสมมุติ”

                O__O” (ทุกๆคน)

                “^O^” (ฉัน)

                “จระเข้โดนตัดหางเป็นอะไร !!!”

                “เป็นแผล !”

                “ล้างจานยังไงมือไม่เปียก?

                “กินแล้วแช่ให้แม่ล้าง

“เซเว่นอีเลเว่นขายอะไร ?

“ขายมันทั้งวันทั้งคืน ฮ่าๆๆๆ^O^ฉันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างผู้ชนะ(เหมือนนางมารร้ายเลยว่าป่ะ)

“ปะ...ปะ...เป็นไปไม่ได้” รุ่นพี่หลิวพูเหมือนไม่เชื่อว่าฉันตอบถูกทั้งหมด

 “กรี๊ดดดดดด!!! >_<” สาวๆ ที่นั่งอ้าปากหวออยู่นานต่างพากันกรี๊ดฉันกันยกใหญ่

“เป็นไปไม่ได้” (เจมส์)

“อัจฉริยะ” (ไนท์)

“เอาล่ะ เชิญทำการแสดงค่ะคุณรุ่นพี่” ทวงสัญญาในทันที

“แสดงอะไร” เจมส์พูดหน้าตายพลางทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้กับเรื่องที่ตัวเองเดิมพันไว้

“อ้าว พูดงี้จะเบี้ยวใช่ป่ะ ทุกคนเอาไงดีเนี่ย รุ่นพี่ไม่รักษาสัญญาแบบนี้มันน่านับถือมั้ยเนี่ย”

“ใช่ๆ เต้นๆๆๆ เราจะดูรุ่นพี่เต้น เราไม่ยอมๆๆๆๆ”

“เพราะแกคนเดียวไอ้เจมส์ เอาไงล่ะทีนี้ไอ้ตัวสร้างปัญหาเอ๊ย!!” ไนท์หันมาตำหนิเจมส์อย่างอดไม่ได้

“ใครจะรู้วะ ว่ายัยนั่นจะเก่งขนาดนี้”

“เฮ้ย! เลิกเถียงกันดีกว่าว่ะ ยังไงแกก็ไปเดิมพันกับเค้าไว้แล้ว  มีวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้” คำพูดของเรียวอิจิทำให้เพื่อนๆ ในกลุ่มหันไปมองเป็นตาเดียวก่อนจะถามพร้อมๆ กัน

“วิธีไหนวะ!?”

“ก็ทำตามสัญญาไงวะ”

“เฮ้ย!!! O___O” หลิว/ไนท์/เจมส์




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

52 ความคิดเห็น

  1. #14 Looney00 (@Looney00) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 / 04:25
    55555ข้าวปั้จัดให้
    #14
    0