ตอนที่ 8 : Page 5 [TRAUMA]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1092
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    23 พ.ค. 62

 
 


Story: Page 5

"I don’t design clothes. I design dreams."

 — Ralph Lauren —

            สายตาโอหังที่ปรายมองทุกคนเหมือนตัวเองอยู่เหนือกว่า ผมยาวประบ่าสีบลอนด์ซีด และรสนิยมประโคมเพชรพลอยให้ดูฟู่ฟ่าน่าสะอิดสะเอียนนั่น ไม่มีทางเป็นใครคนอื่นได้ นอกจากมาโนโล ออร์ธ!

            มาโนโลใช้หางตาเหลือบมองผมอย่างเย็นชา ซึ่งผมเอง ก็ใช้สายตาแบบเดียวกันมองกลับไปในช่วงเวลาสั้นๆ ในขณะที่เดินเคียงข้างเจสไปที่รถโดยไม่ได้หยุดก้าว เพราะมันมีความจำเป็นต้องหยุดทักอะไรทั้งนั้น

            “เชส” เสียงหวานจากร่างบางที่นั่งอยู่เบาะด้านข้างเอ่ยเรียกชื่อผมขึ้น ผมจึงส่งเสียงตอบรับ

            “ว่าไง?

            “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ไม่ได้อยากจะก้าวก่ายเรื่องของคุณนะ แต่ฉันเห็นหน้าคุณดูไม่ค่อยสบายใจมาซักพักแล้ว”

            หืม... หน้าผมมันดูออกชัดขนาดนั้นเลยเหรอ

            “ไม่มีอะไรหรอก คิดเรื่องงานมากไปหน่อยน่ะ” ผมเลือกที่จะตอบปัดไปอย่างนั้น ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจ แต่เรื่องบางเรื่อง มันไม่มีความจำเป็นที่ต้องพูดขึ้นมา

            “อ่า เหรอคะ” น้ำเสียงหวานนั่นเปล่งขึ้นด้วยความดังที่เบาลงกว่าเดิม ผมกำลังขับรถ จึงไม่เห็นว่าเธอทำหน้าอย่างไร

            “หอเธออยู่ไหน ผมจะไปส่ง”

            เมื่อเจสบอกที่อยู่ของเธอเรียบร้อย เราสองคนก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก ตลอดทางจึงมีแต่ความเงียบ คนปกติอาจจะรู้สึกอึดอัด แต่สำหรับผม ความเงียบคือสิ่งที่ผมชอบที่สุด เพราะมันทำให้ผมมีสมาธิและสามารถใช้ความคิดได้ดีกว่าเดิม

            Apocalypse คือชื่อบันทึกทางศาสนาคริสต์ โดยนักบุญที่ชื่อว่าจอห์นเมื่อเกือบสองพันปีที่แล้ว เนื้อหาเกี่ยวกับการเปิดเผยคำทำนายจุดจบของโลก ว่ากันว่า เมื่อตอนที่จอห์น อัครสาวก ถูกจักรพรรดิโรมันเนรเทศไปที่เกาะ Patmos พระเจ้าได้ดลบันดาล เปิดตาให้เขาได้เห็นเหตุการณ์ในวันที่โลกจะสูญสิ้น โดยไม่ลืมที่จะกำชับ ให้เขาบันทึกทุกอย่างที่ได้เห็น เพื่อเตือนให้มนุษย์ได้สติ ระลึกถึงความผิด และกลับตัวกลับใจมาทำความดี จะได้ถูกรับเลือกให้ขึ้นสวรรค์แทนตกนรก

            ไอเดียนี้แวบเข้ามาในหัวในวันที่ผมเห็นแววตาเจสตอนที่ถูกคลาริสสบประมาทในวันนั้น มันดูแข็งกร้าว หนักแน่น ทรงพลัง และบ้าบิ่น ราวกับว่ามีไฟลุกขึ้นมาจริงๆ

            ความหยิ่งทระนงและมุ่งมั่นนั่น ทำให้ผมรู้สึกมีแรงบันดาลใจอย่างประหลาด แรงใจของเธอดูเหมือนจะมหาศาล เพียงแค่แววตา ก็แทบจะเผาตึกได้ทั้งตึกแล้ว ผมจึงเห็นภาพในหัวว่า หากเป็นวันที่โลกสูญสิ้น เธอคงจะคนสุดท้ายที่ไม่ท้อถอย ที่จะมีชีวิตรอด ถ้าผมเปลี่ยนภาพในหัวนั่นมาเป็นเธอเดินบนเวทีอย่างร้อนแรง ในเสื้อผ้าที่ผมดีไซน์ มันจะเจ๋งขนาดไหน

            ในซีซั่นที่กำลังจะมาถึงนี้ ผมตั้งใจจะใช้ธีมนี้สร้างคอลเลคชั่นทั้งสำหรับเสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิง รวมถึง แฟชั่นโชว์ ก็จะแสดงเสื้อผ้าของทั้งสองไลน์ไปพร้อมๆกันทีเดียว จะได้ทุ่มทุกอย่างไปที่งานเดียวเลย

  เอกลักษณ์ของ CHASE YAGAWA นอกจากความห่ามและความแปลกใหม่ท้าทาย ไม่ว่าคอลเลคชั่นนั้นจะมีแรงบันดาลใจมาจากอะไร มันจะต้องมีอารมณ์ที่แปรปรวน บ้าคลั่งซ่อนอยู่ ผมมั่นใจว่าธีม Apocalypse จะเน้นให้เอกลักษณ์ของแบรนด์ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม และประสบความสำเร็จไม่แพ้ซีซั่นก่อนหน้า

  “เชส” เสียงหวานเอ่ยเรียกชื่อของผมอีกครั้ง “เราเคยเจอกันมาก่อนด้วยเหรอคะ”

  คำถามนี้ทำให้ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

  “ใช่ ทำไมเหรอ”

  “แต่ฉันไม่เห็นจำได้” เจสแย้งด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อ

  “เราเคยเจอกัน” ผมหยุดพูด เพื่อนับในใจ “สองครั้งก่อนที่ผมจะได้รู้จักเธอจริงๆ”

  “ที่ไหนล่ะคะ ใช่ที่มหาลัยหรือเปล่า”

  “เปล่า ผมไม่ได้หมายถึงตอนนั้น” ผมแก้ “ที่ซับเวย์ต่างหาก ทั้งสองรอบเลย”

  “ซับเวย์เหรอคะ?” ผมแอบเหลือบตามองใบหน้าของหญิงสาวที่นั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถ เจสดูสับสนมาก จนใบหน้าดูยุ่งเหยิง เพราะใช้ความคิดอย่างหนัก

  “เดี๋ยวนะคะ ฉันงงไปหมดแล้ว”

  ผมแอบลอบยิ้มที่มุมปาก ในขณะที่หักพวงมาลัยเข้าจอดรถริมทางฟุตบาธ เด็กน้อย สงสัยจังว่าเธอจะทำหน้ายังไงถ้าได้รู้ความจริง J

 

Jess’s Eyes:

ฉันเดินเข้าห้องของตัวเองด้วยความรู้สึกมึนงง คำตอบของเชสทำให้ฉันข้องใจไม่หายซักที ฉันไม่รู้เลยว่าเคยไปเจอเชสตอนไหน โดยเฉพาะที่ซับเวย์ ซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายด้วย แล้วพอฉันจะถามอะไรต่อ เขาก็เอาแต่แกล้งตอบกำกวมด้วย ถ้าไม่ได้ดูผิด เหมือนว่าเขาจะแอบยิ้มที่มุมปากตลอด ราวกับว่ากำลังสนุกอยู่เลยด้วยซ้ำ!

เราเคยเจอกันตอนไหนนะ?

ฉันทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเตียงของตัวเอง จะว่าไป นอกจากตอนที่มีคนน่ากลัวตามฉันมา ก็ไม่ได้คุยกับคนแปลกหน้าอีก

เอ๊ะ เดี๋ยวนะ?

เฮ้ฉันแค่อยากให้เธอหยุดแล้วฟังฉันพูดก่อน” ประโยคที่ผู้ชายเอเชียน่ากลัวในวันนั้นลอยขึ้นมา ฉันรีบเด้งตัวขึ้นมา แล้วรีบลงจากเตียง ไปเปิดลิ้นชักที่ฉันเก็บบิลและบัตรส่วนลดจากก้นกระเป๋าไว้ทั้งหมด ก่อนจะพบนามบัตรสีดำใบหนึ่ง ที่ฉันโยนมาไว้ที่นี่ โดยที่ไม่เคยอ่าน ซึ่งปรากฏตัวอักษรเรียงกันเป็น


Chase Yagawa

Creative Director & Founder of CHASE YAGAWA

 

‘เอานี่ไป แล้วถ้าสนใจอยากเป็นมิวส์ของผมเมื่อไหร่ก็โทรมาแล้วกัน’


อีกประโยคหนึ่งที่สำคัญลอยขึ้นมา หลังจากที่ฉันลืมมันไปชั่วคราว เพื่อเน้นย้ำว่ามันคือความจริง

ชัดเต็มๆเลย!!

ฉันทิ้งตัวลงบนพื้นอย่างอ่อนแรง ความรู้สึกช็อคยังคงอยู่ไม่หาย


          ใครจะคิดเล่าว่า ผู้ชายที่ดูขี้ยาคนนั้น คือคนเดียวกับเชส ยางาว่าจริงๆ!


          บ้าน่า! ดีไซน์เนอร์ที่โครตเนี้ยบและดูดีมีสไตล์ตลอดเวลาคนนั้น จะมีช่วงที่ผมยาวรุงรัง ผอมแห้ง ตาโปน แต่งตัวโทรมเหมือนคนติดยาอ่ะนะ?! แล้วที่สำคัญ วันนั้น ฉันก็ชิ่งหนีในตอนที่เขาพยายามจะทาบทามฉันไปด้วย!

          “โอ๊ย!!!” ฉันกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งอยู่คนเดียว บ้าที่สุดแล้วนี่เชสแค้นฉันหรือเปล่าก็ไม่รู้ น่าอายที่สุดถ้ายัยฟาบริเซียรู้คงได้โดนสมน้ำหน้าตายแน่

          หลังจากวันนั้น ฉันก็เข้ามาที่สตูดิโอเพื่อเทรนกับแคธรินอีกเป็นครั้งคราว แต่ว่าบ่อยครั้ง ที่เชสไม่ได้อยู่ที่นั่น หรืออาจจะอยู่ แต่ไม่อยากให้ฉันพบ เพราะว่าเขามีไลน์เสื้อผ้าผู้ชายที่ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ที่เขาเหมือนจะยุ่งเป็นพิเศษ

ส่วนในระหว่างนี้ ฉันก็ได้พัฒนาไปมากแล้วล่ะ ถึงแม้ว่าจะโดนติหรือดุแรงๆเหมือนทุกครั้ง แต่อย่างน้อยก็ได้ยินคำชมจากอดีตนางแบบยุค 80 คนนี้เพิ่มมาบ้างเหมือนกัน

โจทย์ในคลาสของวันนี้คือความดุดัน 

เพราะว่าแคธรินได้ข่าวมาว่าคอลเลคชั่นหน้าจะเกี่ยวกับอะไรที่ดาร์คๆ เฟียซๆ อย่าง Apocalypse เธอจึงฝึกให้ฉันเดินแบบที่ในความรู้สึกที่เข้ากับโทนนั้นบ่อยครั้ง

          “เดินผิดจังหวะแล้วมีสมาธิสิ! มั่นใจกว่านี้!” เสียงตวาดของแคธริน ทำให้ฉันยืดตัวตรง แล้วโฟกัสกับจังหวะการเดินมากขึ้นกว่าเดิม

          “อารมณ์ดีแต่ว่าไม่ตื่นเต้น หิวแต่ไม่ได้อดอยาก ทำให้อารมณ์ของเธอสมดุลกัน”

ใช่ ฉันรู้สึกสนุกมาก ฉันเดินได้เจ๋งมาก ทุกคนต้องมองมาที่ฉัน..

ฉันนึกคำเหล่านี้ ขณะที่เดินด้วยความเร็วที่เร็วกว่าปกติ ตามโจทย์ที่ได้ เมื่อถึงตรงปลายทางเดิน ก็ถอดแจ๊คเก็ตออกมา ด้วยท่วงท่าเย้ายวน มีเสน่ห์ ก่อนจะหมุนตัวโชว์ดีเทลของแจ๊คเก็ต แล้วพาดมันขึ้นไว้กับหลังเดินกลับไป โดยที่คงสายตาดุดันไว้อยู่ เมื่อกลับมาถึงจุดเริ่มต้น ก็หันกลับไปโพสอีกที แล้วก็ค่อยยกมือขึ้นไฮไฟฟ์กับมือของแคธริน

“ดีมาก” แคธรินดูเหมือนจะพอใจกับผลลัพท์ของฉันในวันนี้ “วันนี้พอเท่านี้ล่ะ กลับบ้านได้แล้ว”

“ขอบคุณนะคะ แคธริน” ฉันถอดหายใจออกอย่างโล่งอก แล้วก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจ แล้วค่อยเดินไปเปลี่ยนรองเท้าเป็นส้นเตี้ยที่โหยหาตลอดทั้งชั่วโมง

“เธอควรจะหัดใส่ส้นสูงในชีวิตประจำให้บ่อยนะ จะได้ชิน” เทรนเนอร์สุดเฮี้ยวของฉันเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเอ็ด ฉันจึงหันไปบ่นเสียงอ่อน

“โธ่ แคธริน ใส่ส้นสูงเยอะๆมันไม่ดีต่อหลังของคุณนะคะ แถมยังทรมานเท้าอีกต่างหาก”

“ฉันก็ใส่เป็นประจำ หลังฉันก็ยังดีอยู่” อดีตนางแบบแย้งเสียงเขียว ฉันจึงรีบแก้ตัวด้วยความว่องไว

“ก็คุณเป็นซูเปอร์โมเดลระดับตำนานเลยนะคะ ไม่นับรวมเป็นคนธรรมดาแบบฉันหรอกค่ะ”

แคธรินส่ายหน้า เอ็ดฉันต่อด้วยน้ำเสียงดุนิดๆ แต่ก็ปนความหวังดีด้วย

“เดี๋ยวเถอะ เด็กคนนี้ เธอก็จะเป็นนางแบบเหมือนกัน นี่ฉันเตือนในฐานะที่เป็นเทรนเนอร์ของเธอนะ”

“เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะพยายาม” พอได้ยินเธอพูดอย่างนี้ ฉันจึงรับคำเสียงหงอย ฉันก็ควรจะพยายามมากกว่านี้อย่างที่เธอสอนแหล่ะ เพราะสำหรับสายอาชีพนี้ ฉันก็ถือว่าเป็นลูกไก่หัดเดินอยู่เลย ถึงแม้ว่าฉันจะตั้งใจเพียงแค่เป็นนางแบบให้ CHASE YAGAWA ในคอลเลคชั่นหน้า แต่ว่ามันก็เป็นโปรเจ็คท์ที่ยิ่งใหญ่และฉันก็ควรจะทำในส่วนของฉันให้ดีที่สุด

“แคธรินคะ”

“หืม?” ร่างสูงเพรียวของอดีตนางแบบดังชะงักลง แล้วหันกลับมาตามเสียงเรียกของฉัน

“แล้วเวลาที่คุณเดินแบบ ไม่เคยเจ็บเท้าหรือมีปัญหาอะไรบ้างเหรอคะ?

แคธรินหัวเราะพรืดออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยตอบ

“แน่นอนว่าต้องเคยสิ” เธอหมุนตัวเดินกลับเข้ามา เพื่อคุยกับฉันอย่างตั้งใจ “ช่วงแฟชั่นวีคนะ เท้าฉันระบมกับการเดินโชว์ติดต่อกันจนเป็นตาปลาบ่อยครั้ง ไปไหนไม่ได้หลายวันเลยล่ะ”

“โห แล้วทำยังไงล่ะคะทีนี้?” ฉันเบิกตาโต ด้วยความตกใจ บ้าน่า ฉันจินตนาการภาพเท้าที่ถูกกัดจนเป็นตาปลา ถลอกปอกเปิดออกมาได้เลยล่ะ อึ๋ย.. สยอง

“จะทำยังไงได้ละ นอกจากต้องทนเดินต่อไป” แคธรินหัวเราะออกมาเสียงอ่อน ใช้สายตามองฉันแบบเดียวกับที่มองเด็กน้อย ภายในดวงตาที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนนั่นเหมือนกับว่ากำลังระลึกความหลัง

“จำไว้นะ นางแบบอย่างเรา คือไม้แขวนเสื้อของดีไซน์เนอร์” แววตาของแคธรินที่มองลึกเข้ามาในตาฉันทอประกายความจริงจัง แต่ว่าแฝงด้วยความหวังดี แบบที่อาจารย์มีต่อลูกศิษย์

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หน้าที่ของเราคือเดิน ถ้าเดินไม่ได้ พรีเซ้นท์ชุดออกมาไม่ได้ เธอก็เป็นนางแบบไม่ได้ สิ่งที่เธอควรทำเวลาได้รองเท้ามา คือใส่มัน แล้วฝึกเดินให้ชินก่อนขึ้นไปบนรันเวย์”

ฉันฟังคำอธิบายของอดีตนางแบบมือโปรอย่างตั้งใจ พลางเก็บมันมาคิด นางแบบไม่ใช่อาชีพที่สามารถเป็นกันง่ายๆอย่างที่หลายคนคิดจริงๆ เบื้องหลังความสวยงามนั้น มีทั้งความเจ็บปวด ความกดดัน และความเพียรพยายามอย่างสูง เช่นเดียวกับดีไซน์เนอร์ ฉันล่ะนับถือแคธรินจริงๆ ที่ผ่านมันมาได้และสามารถประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้

“แต่ว่าก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเคล็ดลับหรืออะไรหรอกนะ” ประโยคต่อมาของสตรีวัยกลางคนทำให้ฉันตาวาวเป็นประกายทันที เพราะงั้นฉันจึงรีบถามออกไป ด้วยความอยากรู้

“เคล็ดลับอะไรเหรอคะ?

แคธรินส่ายหน้า ก่อนจะตอบ

“ก็ไม่ใช่ความลับอะไรหรอก ก็พวกตัวช่วยเบสิคทั่วไปแหล่ะ เช่นแผ่นแปะรองเท้า พลาสเตอร์ ถ้าแอดวานซ์กว่านั้นก็ซิลิโคนเจลแบบที่ใช้ยัดนมนั่นแหล่ะ สปาเท้าก็ช่วยได้เหมือนกัน”

“อ๋อ ค่ะ”

“แล้วก็ต้องขึ้นอยู่กับรองเท้าด้วย เพราะอย่าให้มันหลุดออกมาให้ผู้ชมเห็นเสียล่ะ”

“เข้าใจแล้วค่ะ”

“สุดท้าย ก็แค่ practice makes perfect นั่นแหล่ะ ไม่มีอะไรมากกว่านี้” เทรนเนอร์สุดสวยของฉันทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านี้ พร้อมกับแย้มรอยยิ้มบางๆ ตามสไตล์ของเธอ “ถ้าไม่มีคำถามอะไรแล้ว ฉันไปก่อนนะ”

“ขอบคุณนะคะ แคธริน” ฉันเอ่ยลาเธอ พร้อมรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะหยิบกระเป๋า แล้วเดินออกจากห้องตามไป

บทเรียนที่ได้จากแคธรินวันนี้ ทำให้ฉันประทับใจเธอมากกว่าเดิมเป็นทวีคูณ ถึงเธอจะชอบทำตัวโหดใส่ฉันก็เถอะ แต่ฉันก็สัมผัสได้ถึงความปราถนาดีที่มีให้ฉัน ซึ่งฉันก็สำนึกคุณค่าของมันมาก และจะไม่มีทางทำให้เธอผิดหวังเด็ดขาด!

“เจส เรียนเสร็จแล้วใช่มั้ย? มาช่วยพวกฉันหน่อยสิ!” เสียงตะโกนเรียกจากชายร่างป้อมในห้องที่ฉันเดินผ่าน ทำให้ฉันหยุดเดิน แล้วเปลี่ยนทิศทางการเดิน ไปตามเสียงเรียกแทน

“สวัสดีค่ะ ทุกคน” ฉันเดินเข้าไปที่ห้องนั้น ก่อนจะเอ่ยทักทายสมาชิกของห้องอย่างคุ้นเคย ซึ่งพวกเขาก็ต้อนรับการมาของฉันอย่างน่ารัก สภาพของห้องทำงานยังคงดูวุ่นวายเหมือนเดิม มันเต็มไปด้วยกระดาษแพทเทิร์นขนาดใหญ่ หุ่นที่มีชิ้นผ้าปักอยู่ด้วยเข็มอย่างลวกๆ เสียงจักรเย็บผ้าที่ทำงานเสียงดัง แล้วก็กองผ้าต่างๆมากมาย ส่วนทุกคนก็กระจายกันทำงานของตัวเองทั่วห้อง ถูกต้องแล้ว พวกเขาก็คือบรรดาดีไซน์เนอร์และช่างเทคนิคของ CHASE YAGAWA

“ฉันคิดแล้วไม่ผิด เธอเหมาะกับกระโปรงทรงนี้ที่สุดละ!” คริส ฮอลแลนด์ ช่างเย็บผ้าวัยสามสิบต้นอุทานขึ้นเสียงสูงออกสาว พร้อมกับโบกมือให้ฉันหมุนตัวไปรอบหนึ่ง เพื่อเห็นเห็นรายละเอียดของกระโปรงยาว ที่ทำมาจากผ้ามัสลินเป็นต้นแบบ คริสเป็นคนแรกที่เข้ามาทักฉันในครั้งที่สองที่ฉันมาที่สตูดิโอ เพื่อให้ฉันช่วยมาเป็นแบบให้กับพวกเขา เพราะจะได้ดีไซน์งานที่จะตรงความต้องการของหัวหน้ามากที่สุด เขายังเป็นคนที่พาฉันไปทำความรู้จักกับพนักงานคนอื่นๆของ CHASE YAGAWA อีกด้วยล่ะ

          “ผมว่าเพิ่มอีกชั้นตรงนี้จะดูดีกว่านี้นะ” ไอแซ็ค คารอน ดีไซน์เนอร์หนุ่ม ลุคเนิร์ด ก้มตัวลงนั่งยองชี้ไปที่กระโปรงด้านขวา ฉันก้มลงมองตาม กระโปรงตัวนี้มีความสูงที่เอวของฉัน แล้วยาวไปถึงครึ่งน่อง มันถูกเดรปปิ้งและเพิ่มชั้นมาเป็นสามชั้น จนดูมีรายละเอียดเยอะทีเดียว

          “แล้วก็เพิ่มความพลิ้วไหวอีกหน่อยก็ดีนะ” ช่างแพทเทิร์นสาวที่ชื่อมาร์นี่ บู๊ทเดินเข้ามาให้ไอเดีย

          “อืม ยังไงก็ต้องทำอย่างนั้นอยู่แล้ว มันจะได้ดูอลังการเวลาพายุพัดตีหน้านางแบบแรงๆ” คริสเอ่ยขึ้นอย่างเห็นด้วย ในขณะที่จดโน๊ตลงสมุด

          “เดี๋ยวนะคะ อะไรคือพายุกันคะ”

          “ฉันแค่เดาไปเรื่อยน่ะ โชว์ของ CHASE YAGAWA เคยมีธรรมดาซะที่ไหน ถ้าเกี่ยวกับ Apocalypse ได้มีพายุจำลองมาเป็นเอฟเฟ็คท์เริ่ดๆแน่” คริสตอบเจื้อยแจ้วอย่างอารมณ์ดี แต่ฉันกลับอ้าปากค้าง

          “พายุ?  นี่ฉันอุตส่าห์หัดเดินเป็นแล้ว ยังต้องมาฝึกเดินต้านลมอีกเหรอคะ?” ฉันร้องถามเสียงสูง คริสจึงพยักหน้า แล้วเอ่ยเสริมเหมือนว่ามันเป็นเรื่องปกติมาก

          “ใช่ ดีไม่ดี เชสอาจจะเพิ่มเป็นพายุฝนฟ้าคะนอง ฝึกเดินกลางฝนด้วยก็ดีนะ”

          Holy Sh*t!!!

          ฉันกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ให้ตายเถอะพายุไม่พอ ถ้ามีฝนอีก เตรียมตัวไถลหน้าทิ่มตกเวทีได้เลย!

          “คริสก็แค่เดามั่วไปอย่างนั้นแหล่ะ อย่าเครียดเลย” ไอแซ็คที่กำลังนั่งจัดแพทเทิร์นอยู่บนโต๊ะช่วยเอ่ยปลอบฉันอย่างใจดี แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังไม่หายผวาอยู่ดี

          “เอาน่า เธอเหลือเวลาอีกตั้งเยอะ” คริสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก็แหงสิ เขาไม่ใช่คนที่ต้องเดินบนเวทีนี่นา     

          ฉันเดินกลับเข้าไปหลังม่านเพื่อถอดกระโปรงต้นแบบออก แล้วคืนให้กับทีมดีไซน์เนอร์ที่กำลังหัวหมุนกับงานอยู่ เหมือนว่าคอลเลคชั่นนี้จะคืบหน้าไปได้พอสมควรแล้วล่ะ ฉันเริ่มเห็นมู้ดบอร์ด ตัวอย่างผ้า แบบร่างสดใหม่แปะอยู่ตามผนังของห้องทำงาน

          คริสเป็นคนแรกที่เข้ามาคุยกับฉัน ระหว่างตอนที่นั่งรอแคธริน ในคลาสที่สอง เขาเป็นเกย์หนุ่มอารมณ์ดีวัยสามสิบรูปร่างอวบ ใส่แว่น ยิ้มเก่ง ในตอนแรก เขาเพียงแค่อยากรู้ว่ามิวส์ของเชสเป็นอย่างไรและจะขอให้ฉันลองเสื้อผ้าบางชิ้นที่เขาลองตัดมาทดลองดู คุยไปคุยมา กลายเป็นว่าเราคุยกันถูกคอ ฉันจึงได้รู้ว่าเขาเข้ามาทำงานกับเชสเมื่อสองปีก่อน เมื่อได้รู้จักคริส ฉันจึงได้รู้จักกับบรรดาดีไซน์เนอร์ ช่างทำแพทเทิร์น ช่างตัดเสื้อ รวมถึงไอแซ็ค ดีไซน์เนอร์เจ้าของผมหยิกฟูลุคเนิร์ด ที่ว่ากันว่า เป็นคนที่ถูกเชสด่าน้อยสุด ในบรรดาดีไซน์เนอร์ทั้งหมด

          “เอ๊ะ ตอนแรกฉันเคยเหมือนเห็นผ้าสีนี้ทำเป็นเดรสปักเลื่อมไม่ใช่เหรอคะ” ฉันชี้ไปที่เดรสอีกตัวที่ตัดด้วยผ้าจริงซึ่งอยู่ข้างหลังฉัน เท่าที่จำได้มันเสร็จแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมสภาพถึงเหมือนเสร็จไปครึ่งเดียวกันนะ

          “อ้อ เธอจำได้ด้วยเหรอ” คิ้วของคริสกระตุกขึ้นอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ “เชสไม่ชอบ เลยให้แก้ใหม่ตั้งแต่แรกน่ะสิ”

          ฉันอ้าปากค้าง เข้าใจทันทีว่าทำไมคริสถึงดูหงุดหงิดเมื่อพูดถึงเดรสตัวนั้น เหมือนว่าเขาใช้เวลาตัดเป็นอาทิตย์เลยนะ

          “ฮึ่ยพูดถึงแล้วก็ขึ้น คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของแล้วจะเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือไง คิดว่าตัวเองเซ้นส์ดีอยู่คนเดียวหรือไง...อุ้ย”

          อยู่ๆ คริสที่กำลังนินทาเจ้านายตัวเองอยู่ฉอดๆก็รีบตะครุบปากตัวเอง ฉันหันไปมองตามสายตาของเขา ก่อนจะพบว่าเชสกำลังเดินเข้ามาหาพวกเรา แล้วเอ่ยเสียงทุ้ม

          “พล่ามอะไรน่ะ”  

          “เปล่าจ้ะ ไม่มีอะไรจ้ะ แค่อารมณค้างกับซีรี่ย์เมื่อคืนเฉยๆน่ะ อะโฮ่ะๆๆๆ”

          ท่าทีของคริสเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่กำลังก่นด่าก็กลายเป็นมายิ้มหวานประจบประแจงเจ้านายเฉย

          ดูเหมือนว่าเชสจะไม่ติดใจอะไรซะด้วย เขาเดินเข้ามาเช็คงานของพวกคริส ก่อนจะเอ่ย

          “ผมว่าตัวนี้ใช้ได้เลยนะ เสร็จแล้วก็ลองขึ้นผ้าจริงเลย”

          ใบหน้าของคริสบานแฉ่งเป็นทานตะวันทันทีที่หัวหน้าอนุมัติ แต่แล้วมันก็แฉ่งอยู่ได้ไม่นาน เมื่อร่างสูงชี้ไปที่ชุดที่เพิ่งถูกสั่งให้แก้กับเสื้อแจ๊คเก็ตที่โชว์อยู่ข้างๆ

          “แต่ตัวนั้น ผมไม่ชอบผ้าสีนั้นแล้ว ทิ้งไปเลยแล้วกัน ตัวนั้นก็ด้วย”
          ใบหน้าของคริสชาเหมือนกับก้อนหิน รวมถึงไอสังหารของไอแซ็คกับปากที่กระซิบว่าฆ่าฉันเถอะของมาร์นี่
          “เอาตามนี้นะ ขอให้เสร็จไม่เกินพรุ่งนี้ด้วย ผมจะได้รีบทำอย่างอื่นต่อ เจส มากับผมหน่อย”

          คริสแทบจะน้ำลายฟูมปากเมื่อได้ยินถึงเดดไลน์ บ้าหรือเปล่า เดรสที่มีดีเทลเยอะขนาดนี้ภายในพรุ่งนี้เนี่ยนะฉันรู้สึกสงสารพวกเขาขึ้นมา แต่ก็ได้แต่แค่ตบบ่าให้กำลังใจในขณะที่เดินตามเชสออกไป

"แล้วจำได้หรือยัง ว่าเคยเจอผมที่ไหน"

ฆ่าฉันเถอะ! 

#%^*+=%$&*)@^*#!!!!!!

เมื่อเห็นหน้าตาเหมือนคนสำลักน้ำของฉัน รอยยิ้มล้ำลึกจึงกระตุกขึ้นมา

“จำได้แล้วสินะ”

“ก็คุณในตอนนั้น ดูไม่เห็นเหมือนคุณเลยนี่นา”

ก็เขาในตอนนั้น.. ทั้งโทรม ทั้งเน่า ราวกับกุ๊ยข้างถนนเลยไม่ปาน...

"ช่วยไม่ได้ ก็มันก่อนแฟชั่นวีคนี่" เชสตอบหน้าตาย ราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติ

"หืม.. คุณจะเป็นอย่างนั้นทุกครั้งตอนช่วงนั้นเหรอคะ" ฉันหรี่ตา ถามเขาด้วยความสงสัย เชสจึงปฏิเสธเสียงติดขัด

“ก็ไม่.. มั้ง เปล่านะ.. ไม่หรอก”

แปลว่าใช่สินะ เหอะๆ

"ก็นั่นแหล่ะ ช่วยไม่ได้นี่นา งานต้องมาก่อนเสมอ"

เขาแก้ตัวโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลยซักนิด

"จริงเหรอคะ?

ฉันหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้กับสิ่งที่ได้รู้วันนี้ นี่มันบ้าไปแล้ว จากเชสที่โครตเนี้ยบ จะสามารถกลายเป็นเชสเวอร์ชั่นซอมบี้ได้ง่ายและเป็นเรื่องปกติขนาดนั้นเลยเนี่ยนะ?

“เธอหิวมั้ย”

“นิดหน่อยค่ะ คุณหิวเหรอ”

โครก…

ไม่ต้องรอฟังคำตอบ เสียงท้องของเชสก็ดังขึ้นมาเสียก่อน ใบหน้าของเราสองคนค้าง ก่อนที่ฉันจะหลุดหัวเราะออกมา

“นี่คุณไม่ได้กินข้าวมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย?

เชสนิ่งไปซักพักเหมือนกำลังคิด แล้วตอบ

“ขนมปังสองแผ่นตอนเช้า”

“บ้าไปแล้ว งั้นรีบไปกันเถอะค่ะ ก่อนที่คุณจะเป็นลม” ฉันอุทานออกมาอย่างตกใจ นี่เขาไม่รู้จักรักษาสุขภาพตัวเองเลยหรือไง“นี่คุณไม่ปวดท้องแย่แล้วเหรอ?

“ผมชินแล้วน่า”

“ทำแบบนี้บ่อยๆไม่ได้นะคะ เดี๋ยวโรคกระเพาะก็ถามหาหรอก”

“เอาเถอะ ผมก็ทำแบบนี้ตลอด ไม่เห็นจะเป็นอะไร แล้วเราจะไปที่ไหนกันดี”

นั่นน่ะสิ.. อ้อ รู้แล้ว

“เดี๋ยวฉันพาไปเองค่ะ”


 

  @Cham Real Thai, New York City

            “อาหารไทย?

            “ใช่ค่ะ อาหารบ้านเกิดฉันเอง” ฉันเอ่ยกับเชสพร้อมรอยยิ้มกว้าง หลังจากคุยกับพี่บริกรเป็นภาษาไทย พี่เขาพาพวกเรามานั่งตรงริมกระจก แล้วนำเมนูมาให้ เชสเปิดดูเมนูอย่างสนอกสนใจ

            “เคยทานมั้ยคะ”

            “เคยนะ ผมรู้จัก...” เขามองขึ้นไปข้างบน คิ้วขมวดขึ้นเหมือนกับกำลังนึก “ท่ม..ยาม..”

            “ต้มยำกุ้ง?

            “นั่นแหล่ะ”​ เชสขำนิดๆ แล้วเอ่ยต่อ “แล้วก็ผัดหมี่อะไรซักอย่าง..”

            “ผัดไทย?

            “นั่นแหล่ะ”

            ฉันยิ้มขำกับความจำปลาทองของเขา แล้วเอ่ยถาม

            “คุณจะสั่งอะไรเหรอคะ”

            “อืม.. ยังไม่รู้ เธอล่ะ”

            “ผัดกะเพราไก่ เป็นเมนูง่ายๆที่เอาไก่กับใบกะเพราแล้วก็ซอสหอยนางรมมาผัดกันน่ะค่ะ  คุณอยากทานเมนูแบบไหนเหรอคะ”

            “พวกเส้นๆน่ะ ช่วยแนะนำหน่อยได้มั้ย”

            “ได้สิคะ” ฉันพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น แล้วเปิดไปดูหน้าที่เขียนว่า Noodles ไล่ดูแต่ละเมนู

  “อืม.. ผัดซีอิ๊วมั้ยคะ”

  “ผาด..ชี..อิ้วววว?” สำเนียงเวลาพยายามก๊อปปี้ภาษาไทยของเขาตลกชะมัด ฉันหลุดขำออกมา ใบหน้าของเขาดูเหลอหลา “นี่ชื่อเหรอ?

  “ผัดซีอิ๊วต่างหากค่ะ”

  “ผาดชี..อี้วววววววว” เขาทำหน้าขยะแขยง แล้วลากเสียงคำสุดท้ายยาว “อี้วว แบบนี้เนี่ยนะ”

  “ไม่ใช่อี้วววซักหน่อย มันชื่อซอสหวานๆภาษาไทยต่างหากค่ะ” ฉันเอ่ยแก้เสียงสูง เสียงอี้วเป็นคำที่คนอเมริกันพูดออกมาเวลาเห็นหรือได้ยินอะไรน่าขยะแขยง หรือเหมือนกับคำว่าอี๋ของคนไทยนั่นแหล่ะ ไม่น่าเขาถึงทำหน้าแปลกๆ ก่อนจะขำออกมา

  “อ้าว อย่างงั้นเหรอ” เขาส่ายหน้ายิ้มๆ เหมือนชอบใจ “โอเค งั้นผมเอาเมนูนี้ ผาดชีอี้วววว”

  เขาดูขำหนักมาก ในขณะที่ฉันส่ายหน้าอย่างเพลียๆ เล่นอะไรเหมือนเด็กก็ไม่รู้

  และอย่างที่คาดไว้.. เมื่ออาหารมาเสิร์ฟ เขาก็มองดูหน้าตาของผัดซีอิ๊วอย่างสนอกสนใจ

  “ทำไมสีดำปี๋อย่างงี้ล่ะ” เขาถามขึ้นมาเหมือนเด็กๆ “ไม่น่าล่ะ ถึงชื่อว่าผาดชีอี้ววววววว”

  “เชสไม่ใช่ละ” ดูสิ พูดชื่อเฉยๆ ยังต้องทำหน้าตลกๆอีก ฉันหยิบช้อนส้อมขึ้นมา แล้วเอ่ย “กินได้แล้วค่ะ อย่ามัวแต่มอง”

  “สีดูน่ากลัว ผมจะเชื่อเธอได้มั้ย...”

  “ลองกินไปเถอะน่า” ฉันเอ่ยเสียงดุ แล้วลงมือทานข้าวผัดกะเพราของตัวเอง อร่อยชะมัด ไม่ได้กินตั้งนาน ><

  เชสมองหน้าฉันเหมือนลังเล จนฉันต้องส่งสายตาดุๆให้อีกที ถึงเขาจะลองจิ้มเส้นเข้าปากหนึ่งคำ จากนั้นตาของเขาก็เบิกขึ้นกว้าง

  “อร่อย...”

  “ก็บอกแล้ว” ฉันยิ้มอย่างเชิดๆใส่ ฉันเลือกไม่ผิดจริงๆ

            เชสลงมือทานอาหารของเขาติดกันโดยไม่พูดไม่จาถึงสามคำ แล้วถึงพูดขึ้นมา

            “สีมันดูน่ากลัวมากเลยนะ ทำไมถึงอร่อยขนาดนี้”

            “ก็เขาถึงว่ากันไง ว่าอย่าตัดสินอะไรจากภายนอก”

            พอฉันพูดแบบนี้ เชสก็มองฉันด้วยสายตาแปลกๆ

            “วันนี้พูดมีหลักการนะ”
            “อะไรกันคะ ปกติฉันก็เป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว” ​ฉันโต้เสียงสูง 
                          “ไม่เห็นจะรู้สึกอย่างนั้น”

            “ว่าไงนะคะ?

            “โอเค ล้อเล่น” พอฉันทำหน้าหาเรื่องใส่ เขาก็ก้มหน้ากินอาหารต่อด้วยสีหน้าเนือยๆ มันน่ามั้ยล่ะ!

            “เธออยู่ที่อเมริกามากี่ปีแล้ว”

            “ฉันมาตั้งแต่เกรดสิบ ก็น่าจะห้าหกปีแล้วนะคะ”

            “ก็นานเหมือนกันนะ ไม่น่าล่ะ ภาษาอังกฤษของเธอถึงดีมาก” เชสพยักหน้าเหมือนกำลังรับรู้ “แล้วเธอเรียนไฟแนนซ์ใช่มั้ย ชอบหรือเปล่า”

            “ก็โอเคนะคะ ก็เรียนได้”

            “พูดเหมือนเธอไม่ได้ชอบมันขนาดนั้น?

            “ก็ชอบแหล่ะค่ะ” เชสดูฉันออกหมดเลย หรือว่าท่าทางของฉันมันอ่านง่ายไป? “แต่ก็ไม่ได้มากขนาดนั้นนั่นแหล่ะ”

            “แล้วทำไมถึงเลือกเรียนด้านนี้ล่ะ? หางานง่ายเหรอหรือว่าที่บ้านบังคับ?

            “ก็..ตามนั้นแหล่ะค่ะ”

            “แล้วสิ่งที่ชอบจริงๆล่ะ มีมั้ย?

            “ฉันเคยชอบศิลปะนะคะ”

            “แบบไหน”

            “วาดภาพสีพู่กัน แต่ว่าเลิกไปแล้ว”

            “ทำไมถึงเลิกล่ะ”

            “พ่ออยากให้เลิกค่ะ แล้วฉันก็จะได้ตั้งใจกับการเรียนได้เต็มที่”

            “อย่างงั้นเหรอ” สีหน้าของเชสดูเรียบเฉย ดวงตาลุ่มลึกคู่นั้นมองฉันอย่างซับซ้อนเข้าใจยาก “แปลว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เธอชอบจริงๆ”

            “ทำไมคุณถึงคิดอย่างนั้น”

            “ถ้าเธอรักมันจริงๆ ไม่ว่าใครจะบังคับเธอหรือว่ายังไง เธอก็คงไม่มีทางทิ้งมันลง”

            “...”

            “ต่อให้ใครจะห้ามเธอ ถ้าเธอรักมันจริงๆ เธอคงจะหาทางหรือว่าแอบทำมันต่อไป”

            แต่ถ้าเป็นเพราะว่าฉัน..ทำมันไม่ได้แล้วล่ะ?

            “นั่นสินะคะ” ฉันได้แต่กลืนความคิดนี้เอาไว้ แล้วคลี่ยิ้ม “ฉันคงยังหาสิ่งที่ชอบไม่เจอ”

  “ผมมั่นใจว่าซักวันเธอต้องหามันเจอแน่ๆ” เชสเอ่ยขึ้น พร้อมมองฉันอย่างจริงจังที่แฝงไปด้วยความจริงใจ

  “ฉันก็หวังไว้อย่างนั้นเหมือนกันค่ะ” ฉันคลี่ยิ้ม พยักหน้า “เช็คบิลเลยมั้ยคะ”

            “ได้”

            หลังจากนั้น เชสก็ขับรถไปส่งฉันที่หอ บรรยากาศหลังจากนั้นก็กลับมาเป็นปกติ เราคุยกันอีกหลายเรื่องตลอดทาง แต่พอกลับมาถึงหอแล้ว ฉันก็ได้แต่นั่งเหม่ออยู่บนโต๊ะอย่างไร้เป้าหมาย เป็นเวลานาน กว่าที่ฉันจะตัดสินใจหยิบกระดาษเอสี่ออกมาจากตู้ แล้วหยิบพู่กันกับสีน้ำที่ซื้อมาแต่ไม่เคยได้ใช้ออกมา แต่ว่ามือของฉันกลับสั่น... สั่นไปด้วยความกลัว รวมถึงหลายๆความรู้สึกที่ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่มันช่างเจ็บปวดเหลือเกิน..

 


 
 
   สำหรับใครที่ยังไม่กดติดตาม
ขอฝากเฮียเชสในอ้อมอกอ้อมใจ
ด้วยการกดปุ่มข้างล่างเลยนะคะ
รัก~

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

216 ความคิดเห็น

  1. #37 -Sayuri- (@Cinderera22) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 17:52
    OMG!!! ใครง่ะ
    #37
    1
  2. #36 Porii (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 มีนาคม 2560 / 23:41
    รอต่ออค่าาา
    #36
    1
  3. #35 Joysweetmelon (@Joysweetmelon) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 มีนาคม 2560 / 19:21
    เจิมมมมมม
    #35
    1
  4. #34 -Sayuri- (@Cinderera22) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 มีนาคม 2560 / 18:51
    เจิมมม~
    #34
    1