ตอนที่ 7 : Page 4 [MANHATTAN BARBIE]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1154
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    23 พ.ค. 62



Story: Page 4

"Playing dress-up begins at age five and never truly ends."

— Kate Spade —

@CHASE YAGAWA’s Studio

“ผ้าม้วนนี้ ใครสั่งมา” น้ำเสียงทุ้มดังขึ้นเสียงต่ำ พร้อมกับม้วนผ้าชิฟฟ่อนลวดลายแปลกตาที่โดนวางกระแทกลงบนโต๊ะ ทำให้ผู้ได้ยินต้องรู้สึกเย็นซู่ไปถึงกระดูกสันหลัง เป็นเวลาหลายวินาทีกว่าที่จะมีผู้กล้าค่อยๆเอ่ยตอบขึ้นมาด้วยเสียงทำใจดีสู้เสือ

          “ฉันเอง เชส”

          ดวงตาคมเรียวตวัดไปที่ชายร่างท้วมที่เปล่งเสียงออกมาฉับพลัน จนเจ้าตัวแอบเสียวสันหลังวูบ

          “เท่าที่จำได้ ผมไม่ได้บอกให้สั่งผ้าม้วนนี้มานะ”

          “ฉันเห็นว่ามันน่าจะเข้ากับคอลเลคชั่น แล้วลายนี้มันก็กำลังจะกลายเป็นเทรนด์อยู่ด้วย..”

          “คริส” ครีเอทีฟดีไซน์เนอร์หนุ่มเอ่ยชื่อลูกน้องของเขาเสียงเข้ม “นายอยู่ที่นี่มาได้กี่ปีแล้ว”

          “ก็...จะสองปีแล้ว”

          “สองปี?” เชสทวนคำเสียงต่ำ “อยู่นานมาขนาดนี้แล้วยังคิดไม่ได้อีกเหรอว่าที่ CHASE YAGAWA เทรนด์คือสิ่งสุดท้ายที่เรานึกถึง”

          ใบหน้าของคริสซีดเผือก จนเพื่อนร่วมงานที่กำลังทำงานอยู่โต๊ะข้างๆแอบส่งสายตาเห็นใจมาให้ คริสเอ๊ย... วันนี้วันซวยซะแล้ว ที่ดันไปโชว์โง่ใส่เชส ยางาว่าเต็มๆขนาดนั้น

          “เอาไปทิ้งซะ ผมไม่ชอบ” ม้วนผ้าราคาแพงถูกโยนใส่คนที่สั่งซื้อมาจนรับแทบไม่ทัน ก่อนที่ชายร่างสูงผู้เป็นหัวหน้าจะเดินออกไปจากห้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย พร้อมกับทิ้งท้ายเสียงเย็น

          “เพราะว่าเทรนด์เป็นช่วงเวลาสุดท้าย ก่อนที่มันจะกลายเป็นอะไรที่เส็งเคร็ง”



Jess’s Eyes:

ฉันตอบตกลงไปแล้ว ว่าจะเป็นมิวส์ให้กับเชส ยางาว่า

ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะทำให้รู้สึก..ไม่รู้สิ ดีในแบบที่ไม่ดีทั้งหมด เอาจริงๆ ฉันก็ยังคงมีความกลัวอยู่ในใจ แต่ว่าพอนึกถึงคำพูดของโจชัวและพรสวรรค์ของเชส มันทำให้ฉันรู้สึกว่าถ้าทิ้งโอกาสนี้ไป ก็คงจะไม่น่ามีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว อีกอย่าง ฉันประทับใจกับความทุ่มเทที่เชสมีให้กับแฟชั่นมาก ยิ่งตอนที่ฉันได้รู้ว่าเขาตัดชุดเสร็จหลังจากเจอฉันไม่กี่วัน เลยรู้สึกว่าการทำงานกับเขา อาจจะทำให้ฉันได้เรียนรู้มุมมองใหม่ๆจากเขาก็ได้

แต่เนื่องจากสกิลเดินแบบที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินของฉันเป็นปัญหาที่น่าหนักใจสำหรับการเป็นมิวส์ของเชส ยางาว่า ตอนนี้ ฉันจึงยืนอยู่ตรงหน้าสตูดิโอของ CHASE YAGAWA อีกครั้ง หลังจากวันที่ตอบตกลงไปไม่กี่วัน ถึงแม้ฉันจะเป็นครั้งที่สองที่มาเหยียบที่นี่ แต่ว่าฉันก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ดี เพราะว่าวันนี้ฉันกำลังจะได้เริ่มเรียนเดินแบบอย่างจริงจัง

“สวัสดีค่ะ” หลังจากเดินเข้ามาข้างใน ฉันก็เอ่ยทักผู้หญิงที่นั่งอยู่หลังเคานท์เตอร์ เมื่อเธอเห็นฉันก็ยิ้มแล้วเอ่ยตอบ

“สวัสดีค่ะ ใช่คุณเจสสิก้า ยูนรึเปล่าคะ” ครั้งนี้ไม่ใช่มิสยูนแฮะ..

“ใช่ค่ะ”

“เชิญทางนี้เลยค่ะ แคธรินรอในห้องแล้ว”

ผู้หญิงคนนั้นเดินนำฉันไปยังห้องสีขาวโล่งห้องเดิม ที่ฉันเคยถูกด่ายับไปเมื่อวันก่อน รู้สึกกระสับกระส่ายเล็กน้อย เมื่อรู้สึกถึงสายตาที่มองมาของพนักงาน

“แคธรินคะ ลูกศิษย์ของคุณมาถึงแล้วค่ะ” ผู้หญิงที่พาฉันมาส่งเปิดประตู แล้วเอ่ยขึ้นกับคนด้านใน ก่อนที่จะแง้มประตูให้กว้างขึ้น เพื่อให้ฉันเดินเข้าไป

“สวัสดีค่ะ” ฉันเอ่ยทักทายอาจารย์คนใหม่ของฉัน พร้อมรอยยิ้มกว้าง  สุภาพสตรีร่างสูงที่ยืนหันหลังรออยู่ตรงหน้าต่างค่อยๆหันมา ก่อนจะแย้มยิ้มรับ

“สวัสดีจ้ะ”

เธอเดินตรงเข้ามาหาฉันที่กำลังเดินมาหาเธอเช่นกัน อาจารย์คนใหม่ของฉันเป็นผู้หญิงวัยประมาณปลาย 40 ถึง 50 ต้นๆ ที่มีรูปร่างสูงโปร่งและเพรียว เหมือนนางแบบ ผมสีบลอนด์สว่างถูกรวบขึ้นตึง เผยให้เห็นใบหน้าเล็กตอบที่มีโหนกแก้มสูงได้ชัด เมื่อได้เดินไปเทียบใกล้ๆ กะได้เลยว่าเธอต้องสูงเกิน 175 ซม.แน่ๆ

“ฉันแคธริน สแตนเวย์”

“เจสค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” ฉันยื่นมือไปเชคแฮนด์กับแคธริน พร้อมแนะนำตัวกลับ

“ยินดีที่ได้เจอเธอเช่นกัน ฉันไม่ได้รับงานเทรนนางแบบมานานแล้ว แต่เชสโทรมาขอร้องฉันโดยเฉพาะ ฉะนั้น หวังว่าเธอจะไม่ทำให้พวกเราผิดหวังนะ” แคธรินไม่รอช้า กดดันฉันอ้อมๆทันที ทั้งที่ใบหน้าเรียวยังเจือยิ้มอยู่ ฉันจึงพยักหน้า พร้อมสบตาเธออย่างจริงจัง

“แน่นอนค่ะ”

“ดี” แคธรินยิ้มรับ ก่อนจะเอ่ยต่อ

“ฉันพอรู้มาบ้างว่าเธอเป็นมิวส์ของเชส และก็ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านเดินแบบมาก่อนเลยใช่มั้ย”

“ไม่เคยค่ะ”

“แล้วก็เดินบนส้นสูงไม่คล่อง?

“ค่ะ”

“งั้นเหรอ..” แคธรินเดินวนไปนั่งลงบนโซฟา พร้อมกับทำหน้าเหมือนครุ่นคิด

“งั้นลองเดินให้ฉันดูหน่อยได้มั้ย” เธอเงยหน้าขึ้นแล้วถามฉัน พร้อมกับกอดอกรอ ฉันจึงพยักหน้าให้อย่างลังเล

“เอ่อ..ค่ะ”

“ดี งั้นสแตนบายตรงโน้นนะ อืม..เอาเป็นว่า สมมุติว่า เธอเป็นนางแบบให้แบรนด์เสื้อผ้าลำลองกึ่งสปอร์ตแวร์(กีฬา)แล้วกัน คิดถึงแบรนด์ Alexander Wang ก็ได้ ชุดเธอยังได้อยู่ จินตนาการดูว่าต้องเดินยังไง อินเนอร์เป็นยังไง” แคธรินตั้งโจทย์ให้ฉันอย่างรวดเร็ว โดยไม่ลืมที่จะใบ้ให้นิดหน่อย

Alexander Wang งั้นเหรอ แบรนด์นี้เป็นแบรนด์แฟชั่นระดับสูงที่เน้นโทนสีดำ ความร็อค ชิคและก็มีความเป็นชาวนิวยอร์กมากๆ เสื้อผ้าค่อนข้างสวมใส่สบาย เป็นกึ่งสปอร์ตแวร์และสตรีทสไตล์ เพราะฉะนั้น ฉันควรจะเดินแบบกระฉับกระเฉง เผยอมุมปากขึ้น เหมือนจะยิ้มแต่ไม่เชิงซักหน่อยสินะ คงเป็นเพราะวันนี้ฉันสวมเสื้อสเวตเตอร์ตัวใหญ่กับกางเกงยีนรัดรูป ดูสบายๆ แคธรินถึงยกตัวอย่างถึงแบรนด์นี้สินะ

“อ้อ แล้วเปลี่ยนไปใส่รองเท้าคู่นั้นด้วยล่ะ” เสียงตะโกนของแคธรินดังขึ้น ทำให้ฉันต้องวนกลับไปเปลี่ยนรองเท้าตรงราวเสื้อผ้า ทว่า เมื่อได้เห็นรองเท้าที่อยู่ในกล่อง ก็แทบจะโขกหน้าผากตัวเองกับกำแพง เพราะนี่มันรองเท้าส้นสูงห้านิ้วคู่เดิม ที่เชสให้ฉันใส่เดินในวันนั้นชัดๆ!

เพื่อความไม่ทุลักทุเล ฉันจึงหยิบมันแล้วเดินไปใส่ที่จุดเริ่มต้นแทน แคธรินไม่ได้เปิดเพลง เธอรอให้ฉันสวมรองเท้า ยืนรอเรียบร้อย ก่อนจะให้สัญญาน

Go!

ทันทีที่เสียงดีดนิ้วดังขึ้นเป๊าะ ฉันก็เดินเป็นเส้นตรงด้วยความเร็วที่เร็วกว่าปกตินิดหน่อย พยายามทำตัวให้ดูชิลที่สุด ถึงแม้ว่าเท้าของฉันจะเจ็บมากๆ โดยการแกว่งแขนตามจังหวะการเดิน ไม่ให้มากเกินไปเหมือนที่ถูกติคราวก่อน ให้ตายเถอะ! ถ้าจะกัดกันขนาดนี้ ฆ่าฉันกันเลยมั้ย? เมื่อถึงปลายของรันเวย์(จำลอง) ฉันไม่ได้โพสอะไรมาก เพียงแค่บิดไหล่ให้ตัวเอียง 45 องศาสองสามที แล้วสะบัดตัวหันหลังเดินกลับไวๆ แล้วค่อยหันมาโพสท่าเท้าสะเอว เหมือนที่นางแบบหลายคนทำ เป็นอันว่าจบ

ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าทำได้ดีกว่าเดิมเยอะนะ หลายวันที่ผ่านมา ฉันฝึกเดินแบบและดูแฟชั่นโชว์ในระดับที่รู้จักหมดทุกแบรนด์ไปแล้ว แต่ว่าแคธรินยังคงนั่งกอดอก ขาไขว่ห้าง ปรายตามองฉันอย่างครุ่นคิด คิ้วของเธอขมวดลง

“ไม่ได้เรื่อง!

โดนด่าอีกแล้ว..

“เดินได้เก้งก้างมาก อย่าว่าแต่บนรันเวย์เลย แค่เดินออกไปข้างนอก ไม่มีคนหัวเราะใส่ก็บุญแล้ว”

อึก.. เจ็บชะมัด

“เธอดูพยายามมากเกินไป จนดูฝืน รอยยิ้มดูเฟคมาก อย่างกับเพิ่งเลิกกับแฟนแล้วโดนบังคับมาเดิน เดินแบบนี้ ลูกค้าเขาจะอยากซื้อเสื้อผ้าบนตัวเธอได้ไง” แคธรินร่ายคำตำหนิยาวเป็นชุด จนฉันใจเสียนิดหน่อย แต่ไม่ได้มากเท่าครั้งก่อน เพราะสงสัยมีภูมิต้านทาน -_- แคธรินกุมหน้าผาก ถอนหายใจ มองทอดออกไปด้านข้างอย่างครุ่นคิด แล้วบ่นออกมา

เฮ้อ.. จะสอนยังไงดีเนี่ย เธอยังใส่ส้นสูงไม่คล่องเลย งั้นเอาอย่างนี้ ลองเดินไปเดินมาให้ชินกับรองเท้าก่อนแล้วกัน เดินจนกว่าจะรู้สึกชินเหมือนใส่ผ้าใบ

ฉันจึงส่งเสียงตอบรับ แล้วรีบปฏิบัติทันที ฉันเดินไปเดินมารอบห้อง พยายามคิดว่ากำลังใส่รองเท้าผ้าใบสบายๆ แต่ว่าความเจ็บบนเท้ากลับขัดขวางไม่ให้ทำได้ดั่งใจนึก ฉันจึงหยุดเดิน แล้วสวมรองเท้าใหม่

รองเท้ามีปัญหางั้นเหรอ?” แคธรินเอ่ยถามขึ้นมา เมื่อเห็นว่าฉันก้มลงถอดรองเท้าออก

“ค่ะ มันบีบปลายเท้าแน่นเกินไป” ฉันตอบ ในขณะที่แคธรินลุกขึ้น เดินมาหาฉัน แล้วย่อลงก้มมอง

“รองเท้าคู่นี้ซื้อจากไหน ซื้อเองเหรอ?

“เปล่าค่ะ มิสเตอร์ยางาว่าเพิ่งสั่งมา”

“ให้ตายเถอะ เด็กคนนี้ วันแรกก็กะจะรังแกมิวส์ของตัวเองเลยสินะ” แคธรินหัวเราะพรืดออกมา พร้อมกับพึมพำ ฉันจึงกะพริบตาปริบๆด้วยความงง แล้วก็ต้องตกใจ เมื่ออยู่ๆเธอก็ถอดรองเท้าของเธอออก แล้วเลื่อนมันมาตรงหน้าฉัน

“ใส่ซะสิ มือใหม่อย่างเธอ หัดเดินสามสี่นิ้วให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาห้านิ้ว”

“เอ๊ะ แต่ว่า..”

“ใส่ไปซะ ฉันดูแล้วเธอใส่ไซส์เดียวกับฉันได้ เร็วเข้าสิ อย่ายืดเยื้อให้เสียเวลา” แคธรินเอ็ดนิดๆเมื่อเห็นว่าฉันยังลังเลอยู่ ฉันจึงรีบสวมส้นสูงของเธอทันที รองเท้าของแคธรินให้ความรู้สึกสบายกว่าคู่ของสตูดิโอมาก อย่างน้อยส้นก็สูงแค่สามนิ้ว แล้วก็ไม่ใช่ส้นเข็มอย่างคู่นั้น ปลายเท้าก็เป็นหัวมนธรรมดา ไม่ได้บีบนิ้วเท้าเหมือนคู่ก่อนด้วย

ฉันลองเดินไปมา โดยมีเสียงของแคธรินกำกับ เธอปรับให้ฉันยืดตัวให้สูง ทิ้งไหล่ไว้ด้านหลัง ระหว่างที่เดินก็แกว่งมือให้เป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังสอนท่าโพสที่ทำให้ดูมั่นใจมากขึ้นด้วย

“นี่ มั่นใจเดินเก้งก้างอย่างนี้เหรอ ดูฉันนี่ ยืดตัวให้สูง อย่าห่อไหล่ เงยหน้าขึ้น มองโฟกัสไว้ที่จุดเดียว แล้วเดิน!

แคธรินเดินให้ดูเป็นตัวอย่าง ทุกย่างก้าวของเธอสม่ำเสมอ ดูสง่างามและโปรมาก ฉันจึงพยายามทำตาม แต่ว่า..

“แข็งไป รีแล็กซ์กว่านี้!

“อย่ากระแทกเท้าแรงสิ เดินเป็นนางแบบ ไม่ใช่เดินเป็นช้าง!

“เชิดหน้าขึ้น หยุดแล้วโพส บิดหันหลัง ผิดจังหวะแล้ว!

          ...และเสียงแว้ดแบบนี้ก็ดังขึ้นต่อไปเรื่อยๆ จนปาไปชั่วโมงกว่า ฉันก็หมดแรงเหมือนเพิ่งไปวิ่งมาสิบกิโล กระทั่งเสียงของอาจารย์สุดเฮี้ยบดังขึ้นเป็นอันกล่าวว่าจบคลาส ราวกับเสียงระฆังของสวรรค์

          “วันนี้ พอเท่านี้ก็แล้วกัน” แคธรินเอ่ย หลังจากฉันเดินวนเป็นรอบที่สองร้อย ฉันก้มลงถอดสิ่งที่พันธนาการเท้าทั้งสองข้างของฉันทันทีที่เธอพูดจบ เท้าฉันเจ็บสุดๆจากการเดินบนรองเท้าส้นสูงนี่ไปมาหลายครั้ง ถึงมันจะเตี้ยกว่าคู่แรกก็เถอะ ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าผู้หญิงบางคนสามารถใส่มันทุกวันได้ยังไง นี่สินะ เขาถึงว่ากันว่า ความสวยงามต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด

          “เธอเริ่มเดินได้แล้วนะ แต่ก็ยังต้องฝึกฝนให้เดินได้ธรรมชาติกว่านี้ กลับบ้านอย่าลืมเอาหนังสือเล่มใหญ่มาวางไว้บนศีรษะตอนเดินด้วยล่ะ ครั้งหน้า ฉันจะเทสต์เธอดู” อาจารย์วัยกลางคนของฉันสั่งการบ้านทิ้งท้าย ในขณะที่หยิบกระเป๋าสะพาย พร้อมจะกลับ ฉันจึงรีบเร่งเก็บของตาม แล้วไม่ลืมที่จะขอบคุณเธอ

          “ขอบคุณมากนะคะ แคธริน ฉันจะกลับไปทำตามแน่นอนค่ะ”

          “จ้ะ แล้วเจอกัน” แคธรินยิ้มรับ ก่อนจะเดินออกไปจากห้องอย่างสง่างาม สมกับเป็นครูฝึกนางแบบ

          จะว่าไป แคธรินนี่ก็หน้าคุ้นๆเหมือนกันนะ เหมือนจะเคยเห็น ลองเสิร์ชดูดีมั้ย

          ฉันควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพาย แล้วหยิบมันขึ้นมาเพื่อพิมพ์ชื่อของอาจารย์ที่เพิ่งกลับไปเมื่อครู่นี้ลงในเครื่องมือค้นหา โดยที่คำตอบแรกที่เจอคือบทความจากนิตยสารแฟชั่นชื่อดังอย่าง UN Magazine หัวข้อ นางแบบที่เคยฮิทในยุค 80 ตอนนี้ พวกเขาทำอะไรกันอยู่ฉันจึงไม่รอช้า กดเข้าไปดูแล้วเลื่อนไปไม่กี่หน้า ก็เจอภาพสองภาพของผู้หญิงต่างวัย แต่โครงหน้าเหมือนกัน รูปหนึ่งสาว รูปหนึ่งดูมีอายุ ชื่อ Kathryn Stanway เด่นหราอยู่ตรงกลาง บอกให้ฉันรู้ว่า ไม่ผิด นั่นคืออาจารย์ของฉันเอง!

          สรุปว่า แคธรินเคยเป็นนางแบบที่ดังมากๆในยุค 80 นี่เอง ตายละ ไม่ฉุกคิดขึ้นมาได้ไง เมื่อเห็นอย่างนี้ ฉันก็กลับไปเสิร์ชต่อเพื่อดูผลงานต่างๆของเธอ แคธรินเป็นผู้หญิงที่ดูสง่าและดูแพงมาก แต่ละแบรนด์ที่เธอเคยเดินแบบกับถ่ายแบบด้วย ก็เป็นแบรนด์ระดับสูงทั้งนั้น หลังจากบอกลารันเวย์ เธอก็ผันตัวมาทำธุรกิจส่วนตัว บวกกับเทรนนางแบบในเอเจนซี่ใหญ่ๆ ไม่น่าล่ะเธอถึงเฮี้ยวขนาดนี้

          ฉันเดินออกไปจากห้อง หลังจากที่แคธรินออกไปไม่นาน แต่ว่าไม่คิดว่า เมื่อเดินออกไปถึงเคานท์เตอร์ต้อนรับ กลับมีใครบางคนนั่งรออยู่

          “มิสเตอร์ยางาว่า?

          “เชส” ร่างสูงแก้ ก่อนจะลุกขึ้นเดินมาหาฉัน พร้อมเอ่ยเสียงเรียบ “มีแค่แดเนียลเท่านั้นแหล่ะ ที่เรียกผมแปลกๆแบบนั้น”

          อ้าว...

          ฉันรู้สึกหน้าแตกนิดหน่อย แต่ว่าเชสเหมือนจะไม่ได้คิดอะไรมาก เขาลุกขึ้นเดินมาหาฉัน พร้อมถามไถ่ตามประสา

          “แล้วคลาสเป็นไงบ้าง?

          “ก็ดีค่ะ”​ ฉันเอ่ยตอบ พร้อมยิ้มแห้ง เพราะความจริง มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น วันนี้เชสเสื้อยืดสีเทา ทับด้วยแจ๊ตเกตสีน้ำเงินเข้มที่มีลายปริ๊นท์รูปภาพวาดหน้าคนเบี้ยวๆสไตล์อินดี้กับกางเกงหนังสีดำขลับ ผมถูกเซ็ทอย่างไม่ตั้งใจมาก ดูชิล แต่ก็ชิคสมกับเชส ยางาว่า เหมือนว่าเขาเองก็กำลังพิจารณาการแต่งตัวของฉันอยู่เนืองๆเหมือนกัน แต่ว่า ตอนนี้ ฉันใส่แค่เสื้อยืดสีเทาหลวมโคร่งทับด้วยคาร์ดิแกนสีดำกับกางเกงยีนส์ แบบดูธรรมดาสุดๆ ซึ่งสีหน้าของเขาก็ดูเรียบนิ่ง ดูไม่ออกว่าคิดยังไง

          “คุณมาทำงานในวันอาทิตย์ด้วยเหรอคะ”

          “อืม ผมเข้ามาเคลียร์งานนิดหน่อย แล้วก็มารอเจอเธอด้วย”

คำตอบของเขา ทำให้ฉันเขินเล็กน้อย จนไม่รู้จะตอบยังไง ถึงเขาคงไม่ได้คิดอะไรก็เถอะ

          “หลังจากนี้ เธอจะไปไหนต่อรึเปล่า” ดีไซน์เนอร์หนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มมีเสน่ห์ของเขา ฉันจึงส่ายหน้า

          “คงกลับหอเลยค่ะ”

          “ดี งั้นไปกินข้าวกัน” สายตาที่เต็มไปด้วยอิทธิพลนั่น จ้องลงมาในนัยน์ตาของฉันอย่างคาดหวัง “ผมอยากคุยกับเธอ ได้มั้ย?

          “ได้สิคะ” ฉันรีบตอบทันที พร้อมยิ้มกว้าง มีแค่คนบ้ากับโง่เท่านั้นแหล่ะ ที่จะกล้าปฏิเสธคำชวนของดีไซน์เนอร์อย่างเขา เชสยิ้มขึ้นอย่างพอใจ ก่อนจะเดินพาฉันไปที่รถของเขา แต่ทว่าเมื่อเห็นรถของเขา ฉันค่อนข้างจะแปลกใจ ทั้งที่ไม่ควรจะแปลกใจ เมื่อเห็นว่า

          ขึ้นมาสิเชสตะโกนจากฝั่งคนขับของรถมินิคูเปอร์สีเหลืองอ๋อยคันเล็ก ฉันจึงรีบเปิดประตูไปนั่งทันที ก่อนจะแอบชำเลืองมองร่างสูงที่กำลังขับรถเล็กๆไปข้างหน้าอย่างอารมณ์ดี แปลกใจนิดหน่อยแฮะ ที่เขาจะชอบรถคันเล็กๆแบบนี้ มันไม่อึดอัดเหรอ ที่คนสูงๆอย่างเขาต้องมายัดอยู่ในรถแคบๆ แต่จะว่าไป เรื่องดีไซน์และสีก็ดูขี้เล่นเข้ากับสไตล์เขาเหมือนกัน ในระหว่างที่ฉันคิดอะไรเรื่อยเปื่อย เสียงทุ้มมีเอกลักษณ์ของชายหนุ่มก็ดังขึ้น

          “อยากกินอะไรเป็นพิเศษมั้ย”

          “อะไรก็ได้ค่ะ”

          “งั้นเอาใหม่ ไม่อยากกินอะไรเป็นพิเศษมั้ย”

          “เอ่อ... ไม่เอาฟาสต์ฟู้ดค่ะ ไม่ชอบเบอร์เกอร์”

          “โอเค ผมก็เหมือนกัน งั้นไปร้านที่มีเมนูหลายแบบ ดีมั้ย?

          “ได้ค่ะ”

          “โอเค”

เชสขับรถไม่ได้เร็วมากจนน่าหวาดเสียว เขาคุยกับฉันบ้างนิดหน่อย แต่ส่วนใหญ่จะเพ่งสมาธิไปที่ถนน เพียงไม่นาน เราก็มาอยู่ในย่านโซโฮ (SOHO) ย่านช้อปปิ้งชื่อดังในนิวยอร์ก แต่ว่าแถวนี้ รถจะค่อนข้างติดกว่าที่อื่น ประมาณ 30 นาทีกว่า รถคันน้อยก็หยุดเคลื่อนที่ในซอยหนึ่ง ทว่า ฉันไม่เห็นร้านอาหารแถวนี้เลย นอกจากร้านเสื้อผ้าดีไซน์เนอร์ที่ตั้งไล่เลียงกัน

“ตามมานี่” ร่างสูงกล่าว ก่อนจะเดินนำไป ฉันรีบเดินแกมวิ่งเหยาะๆตามเขาให้ทัน แล้วถาม

“นี่เราจะไปไหนกันเหรอคะ”

“เล่นเกมแต่งตัวตุ๊กตาไง” ร่างสูงตอบพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ ฉันรีบเดินตามร่างสูงที่เดินนำฉันไปยังร้านดีไซเนอร์แบรนด์ที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าสวยๆ

เขาเลือกเสื้อผ้าให้ฉันไปลองสองสามรอบ ซึ่งแต่ละตัวที่หยิบขึ้นมา ถ้าเป็นฉันจะไม่มีวันจับเด็ดขาด แต่พอลองใส่คู่กับชิ้นอื่นๆที่เขาเลือกมา กลับดูไม่เลวเลย ทว่าเขาก็เลือกซื้อแค่เสื้อกับเสื้อโค้ทบางๆ แล้วก็ไปร้านอื่นอีก เพื่อให้ลองกระโปรงกับกางเกง สามสี่ตัว แล้วก็ได้กางเกงสีน้ำตาลเงาๆมา พร้อมกับกระเป๋าสะพายข้างใบเล็กสีเลือดวัวมา ก่อนจะพาไปเลือกรองเท้าบู้ทให้ฉันเป็นอันเสร็จ ซึ่งฉันโครตอยากจะร้องไห้ เมื่อเห็นป้ายราคาของแต่ละชิ้นเนี่ยเกือบเท่าหรือมากกว่าเงินเดือนของฉันด้วยซ้ำ แต่ว่าใบหน้าของดีไซน์เนอร์หนุ่มดูมีความสุขมากกับการช้อปปิ้งให้ฉัน เหมือนกับเล่นเกมแต่งตัวตุ๊กตาจริงๆ

เพอร์เฟ็กต์” เมื่อฉันออกมาจากห้องลองชุด พร้อมกับเสื้อผ้าทั้งหมดที่เขาเลือกมาให้ เขาก็เอ่ยปากชม จนฉันรู้สึกหน้าร้อนนิดๆ

“มาดูกระจกนี่สิ ชอบมั้ย”

ฉันเดินไปดูที่กระจกใหญ่อย่างที่เขาบอก ที่จริง ฉันก็เห็นตัวเองในห้องลองแล้วล่ะ เสื้อลายปริ๊นท์สีน้ำเงินแดงส้มกับกางเกงสีน้ำตาลเงา ทับด้วยโค้ทสีผ้ากำมะหยี่สีแดงและกระเป๋าสะพายสีม่วงเข้ม เข้ากันอย่างลงตัว ทำให้ฉันดูมั่นและเก๋ขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แล้วพอได้มายืนอยู่เคียงข้างเชส สีเสื้อผ้าของเราดูตัดกัน แต่ก็เข้ากันในเวลาเดียวกัน แต่แบบ..ถ้าเขาใส่สีเขียว เราคงดูเหมือนไฟจราจร

“ตกลงชอบมั้ย?

“ชอบค่ะ” ฉันพยักหน้าหงึกหงัก เชสจึงยิ้มอย่างพอใจ

“โอเค ไปกันเถอะ”


 

@Jekyll & Hyde Club, New York City

นิวยอร์กเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวและร้านอาหารหลายหลายชนิดมากเกินกว่าที่ใครจะนึกขึ้นได้ แต่ว่าสาบานได้ว่าฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันจะมีร้านอาหารกึ่งผับแบบนี้อยู่ที่นี่ด้วย!

ตอนนี้ ฉันกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวตรงข้ามกับดีไซน์เนอร์หนุ่มที่กำลังดูเมนูอยู่อย่างชิลๆ ไม่เหมือนฉันที่หันซ้าย หันขวา มองไปรอบๆอย่างตื่นตาตื่นใจ ปนหวาดกลัวเล็กน้อย บรรยากาศของที่นี่มืดและน่าสยองขวัญ ตั้งแต่เดินเข้ามาก็เห็นโครงกระดูก ปีศาจจำลอง ตุ๊กตาผี หัวของสัตว์และนักแสดงที่แต่งตัวในธีมนักวิทยาศาสตร์โรคจิต มองไปกำแพงก็มีหุ่นแฝดสยามขยับหัวไปมา ให้ความรู้สึกหลอนๆ เหมือนกับอยู่ในบ้านผีสิง เขาสั่งแซนด์วิชไก่ไป ส่วนฉันก็จิ้มเมนูพาสต้าไปง่ายๆ เมื่อบริกรรับออเดอร์เรียบร้อย เชสก็ชวนฉันคุยขึ้นมา

“กลัวผีรึเปล่า ขอโทษนะที่ไม่ได้เตือนก่อน”

“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่รู้ว่ามีที่แบบนี้อยู่ด้วย แปลกใจเหมือนกัน”

“ผมบังเอิญเจอที่นี่ในอินเทอร์เน็ตหลายปีก่อนน่ะ ตอนหาแรงบันดาลใจให้กับคอลเลคชั่นแรกของผม”

“จริงเหรอคะ งั้นก็นานเลยน่ะสิ” ฉันอุทานขึ้นด้วยความสนใจ ว้าว งั้นที่นี่ก็เป็นที่ในประวัติศาสตร์ของ CHASE YAGAWA น่ะสิ

“อืม แต่มันเป็นคอลเลคชั่นแรก มีอะไรที่ผมอยากแก้อีกเยอะเลยล่ะ” เชสเปรยขึ้นพลางเสมองออกไปด้านข้าง แต่แล้ว ฉันก็ต้องสะดุ้งเพราะมีเสียงแหลมของผู้ชายดังขึ้นมาจากตรงคุกจำลอง ฉันเพิ่งสังเกตุว่าคนข้างในเป็นคนที่มีชีวิต สวมหน้ากากปีศาจสีแดง เอ่ยยินดีต้อนรับ พร้อมกับทำเสียงน่ากลัวและแอบหยอดมุขตลกภายหลัง และแล้ว ตุ๊กตาเด็กผู้หญิงผมทองถือมีดก็เริ่มขยับ พร้อมกับส่งเสียงโหยหวนออกมาพรรณนาถึงความเหงา ทันใดนั้น หัวของมันก็หมุนกลับไปแล้วหน้าของมันก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแยกเขี้ยว ตาสีแดง พร้อมกับคำรามออกมา จนฉันเผลอร้องกรี๊ดเอามาด้วยความตกใจ จนชายตรงข้ามหลุดหัวเราะออกมา

“ไหนบอกว่าไม่กลัวไง”

“ไม่กลัวแปลว่าตกใจไม่ได้เหรอคะ” ฉันบ่นงึมงำอย่างเคืองๆ ก็เล่นหักคอ ส่งเสียงน่ากลัวอย่างไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ จะไม่ให้ตกใจได้ไง

“ขี้กลัวนะเนี่ยเรา” เชสเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอก ฉันจึงยู่หน้าตอบกลับ

“อย่างกับคุณไม่กลัวอะไรเถอะ”

“แน่นอน ผมคือเชส ยางาว่านะ” ว่าแล้วก็ยักคิ้วให้อย่างกวนๆ จนฉันทำหน้าเหมือนไม่เชื่อใส่

“แล้วแคธรินเป็นไงบ้าง สอนดีมั้ย” เชสเปลี่ยนเรื่องกลับมาที่คลาสวันนี้ ฉันจึงพูดอะไรไม่ได้ นอกจากยอมรับในพัฒนาการที่ห่วยแตกของตัวเอง

“ก็ดีนะคะ แคธรินมืออาชีพมากเลยค่ะ แต่ว่าฉันยังเดินได้แย่อยู่ดี”

“แล้วแคธรินได้ดุเธอมั้ย”

“ตั้งแต่เริ่มเลยค่ะ”

เชสจึงหัวเราะออกมา

“ว่าละ แคธรินก็เป็นอย่างนี้แหล่ะ แต่เป็นนางแบบที่เก่งมาก ไม่มีลูกศิษย์คนไหนของเธอไม่ประสบความสำเร็จหรอก”

          “ใช่ค่ะ ฉันยังต้องพยายามอีกเยอะ”
          “ดีแล้ว” เชสพยักหน้าด้วยความพอใจ “แล้วเธอได้ไปทำการบ้านมามั้ย ว่าแบรนด์ของเราเป็นยังไง”

“ก็ทำมาบ้างแล้วค่ะ” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ

“แล้วเธอคิดว่า CHASE YAGAWA เป็นยังไงล่ะ”

“ก็...น่าจะเด่นเรื่องความทันสมัย เล่นกับความดาร์ค แต่ก็มีการเล่นกับสีสัน เน้นลายกราฟิก มีความตะวันออกแฝงอย่างเช่นในคอลเลคชั่นที่ทำให้คุณเป็นที่รู้จักที่สุดคือซามูไร ดอกไม้และก็เลือด ใช่มั้ยคะ”

เชสพยักหน้ารับ แล้วเสริมต่อ

“ถูกต้อง CHASE YAGAWA เป็นแบรนด์ที่ทำให้ผู้ใส่เป็นตัวของตัวเอง มั่นใจและกล้าที่จะบ้าบิ่น เป็นผู้นำเทรนด์ ผมถึงชอบใช้สีดำมาจับคู่กับสีสันอื่นๆ จับสิ่งที่ไม่เข้ากันมารวมกัน เน้นความ abstract* และ avant-garde**

[*Abstract (แอบสแตก): ศิลปะนามธรรม ศิลปินมักจะถ่ายทอดความรู้สึกโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง

[**Avant-garde (อาว็อง การ์ด): คำภาษาฝรั่งเศษ​แปลว่า ศิลปะก้าวหน้า ให้ความสำคัญต่อผลผลิตอันเกิดจากอัจฉริยภาพของศิลปิน การริเริ่มสร้างสรรค์ส่วนตัว ]

อ๋อ ไม่น่าล่ะ คอลเลคชั่นที่มีชื่อเสียงอีกอันหนึ่งก็มีธีมเกี่ยวกับยุคดึกดำบรรพ์กับวัฒนธรรมฮิปฮอป

“เพราะฉะนั้น ผู้หญิงของเชส ยางาว่า เธอคิดว่าจะเป็นยังไงล่ะ”

คำถามนี้ ทำให้ฉันนิ่งไปซักพัก ทุกอย่างมันเร็วมาก ฉันเพิ่งได้มารู้จักแบรนด์นี้อย่างจริงจังก็เมื่อไม่นานมานี้ แต่ว่าฉันก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าฉันรู้จักมันมากพอหรือเปล่า

“ก็น่าจะเป็น..ผู้หญิงที่มั่นใจและเท่ เป็นผู้นำหรือเปล่าคะ”

“อืม.. แล้วไงต่อ” เชสยังคงถามต่อ แล้วฉันควรจะตอบยังไงดีล่ะเนี่ย

“ก็.. มีความเปรี้ยว ผู้หญิงที่กล้าทำสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ?

“อืม..” ดีไซน์เนอร์หนุ่มที่ควบตำแหน่งบอสของฉันลากเสียงยาว หรือว่าฉันจะตีความผิด?

“ในความคิดของผม.. ผู้หญิงของเชส ยางาว่าเป็นผู้หญิงที่มีความกล้าหาญและแข็งแกร่ง”

เหมือนว่าฉันคงตอบไม่ถูกใจเขาซักเท่าไหร่ เชสจึงอธิบายความเห็นของเขาให้ฟัง

“ดูไร้เดียงสา แต่เจนโลก” นัยน์ตาเรียวสีดำสนิทสบมาที่ตาของฉันอย่างลึกล้ำ

“ลึกลับแต่น่าท้าทาย และสุดท้าย..” เสียงนุ่มทุ้มนั้นลากยาวเมื่อมาถึงตรงนี้ ก่อนจะเปล่งเสียงคำสุดท้ายออกมา

“..ดึงดูด”

สายตาที่เขามองมาที่ฉันดูลึกซึ้ง จนใจของฉันสั่นไหว

“ผมคิดคอนเซ็ปท์ได้แล้วล่ะ”

เอ๊ะ?

“คอลเลคชั่นแรกมีชื่อว่า Apocalypse”

Apocalypse… ที่แปลว่าวันสิ้นโลกอ่ะนะ?

“ผมจะเน้นสีดำ เทา ขาว แล้วก็แดง สตอรี่ที่อยากได้คือผู้หญิงของเชส ยางาว่าที่แข็งแกร่งและยืนหยัดด้วยตัวเอง แม้กระทั่งในวันที่โลกล่มสลายก็ยังสู้ต่ออย่างกล้าหาญ แล้วก็ต้องมีอิมเมจความสวยในการย่อยสลาย” ชายหนุ่มเอ่ยต่อ พร้อมรอยยิ้มบางๆที่น่าดึงดูดใจอย่างประหลาด “ผมได้แรงบันดาลใจคอนเซ็ปท์นี้จากเธอล่ะ”

ฉันจึงยิ้มพยักหน้ารับอย่างเขินๆ

แต่เดี๋ยวก่อนนะ..?

นี่สิ่งที่เขาเห็นในตัวฉันคือ..

สตรีที่แข็งแกร่งสะเทินน้ำสะเทินบกดั่งเหล็กกล้า ยืนหยัดกระทั่งในวันโลกแตกอ่ะนะ?

นี่ฉันควรจะดีใจมั้ยเนี่ย?!

 

Chase’s Eyes:

          คุณเคยถูกใจใครอย่างไม่มีเหตุผลมั้ย?

          คำถามนี้ไม่ได้เป็นเชิงชู้สาวนะ แค่เป็นการถูกใจแบบชื่นชม หรือเพราะได้รับแรงบันดาลใจที่จะทำอะไรซักอย่าง

ถ้าคุณเป็นนักเขียน มันอาจจะเป็นตอนที่คุณขึ้นรถบัส แล้วเหลือบไปเห็นผู้หญิงหรือผู้ชายที่ดึงดูดสายตาคุณสุดๆ จนอยากจะจับมาเป็นพระเอกหรือนางเอก ถ้าคุณเป็นนักแต่งเพลง มันอาจจะเป็นตอนที่คุณมองผู้หญิงคนหนึ่งที่ริมแม่น้ำ แล้วมีเสียงเมโลดี้ขึ้นบนหัวขึ้นมาเอง

          สำหรับผม มันเกิดขึ้นไม่บ่อยนักหรอก

          ผมเริ่มดีไซน์เสื้อผ้าตั้งแต่อายุ 11 แน่นอนว่าเป็นแค่การวาดรูปงูๆปลาๆ เรื่อยเปื่อยตามใจชอบ ผมได้เรียนรู้ว่าดีไซน์เนอร์มักจะดีไซน์เสื้อผ้าเป็นคอลเลคชั่นตอนอายุ 12 ผมจึงนั่งคิดธีมขึ้นมาจากประสบการณ์ในช่วงนั้น จำได้ว่าครั้งหนึ่ง เคยคิดเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อมดที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางมนุษย์ ผมจินตนาการเขาเป็นเด็กผู้ชายผมสีส้มจินเจอร์ ใส่แว่นตากลม ดูอ่อนแอ แต่ที่จริง ก็แค่แกล้งทำตัวอย่างนั้น เพราะต้องปกปิดพลัง ด้วยความบังเอิญ ผมพบเด็กผู้ชายที่มีหน้าตาตรงกับที่ผมจินตนาการไว้อย่างไม่ผิดเพี้ยนในค่ายตอนซัมเมอร์ ผมตื่นเต้นมากๆ จึงพยายามตีสนิทกับเขา ในขณะเดียวกัน ก็ขอถ่ายรูปและแอบถ่ายรูปเขาตลอดอาทิตย์นั้น จนเพื่อนสนิทของผมนึกว่าผมโรคจิต ไม่ก็เป็นเกย์

          ให้ตายเถอะ! ตอนนั้นผมก็ปัญญาอ่อนจริงๆนั่นแหล่ะ แต่เอาเป็นว่านั่นคือมิวส์คนแรกของผม ที่ทำให้ผมอยากจะดีไซน์อะไรบางอย่างให้เขาใส่

          เมื่อผมโตขึ้น ความคิดความชอบของผมก็เปลี่ยนไป ผมดีไซน์เสื้อผ้า เพื่อตัวเอง ตามความชอบและความสนใจของผมในขณะนั้น อาจจะมีคนที่ผมชื่นชม ผ่านเข้ามาประปราย แต่ว่าแทบไม่มีใครที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับเด็กคนนั้น อาจจะมีผู้หญิงคนหนึ่งในสมัยเรียน แต่มันก็ไม่ได้รุนแรงเท่า กับตอนที่ได้มาเจอผู้หญิงที่ชื่อเจสโดยบังเอิญ

          ใบหน้าของเจสที่ยิ้มกว้างอยู่ดีๆก็จางลง เพราะอะไรบางอย่าง เธอเงยหน้าขึ้นสบตาผมตาด้วยดวงตาเฉี่ยวคู่นั้น แล้วถาม

“ในสายตาของคุณ ฉันดูเป็นแบบนั้นเหรอคะ”

แบบในคอนเซ็ปท์น่ะนะ?

“ใช่”

ผมพยักหน้าไปตามตรง ซึ่งเธอก็ส่งยิ้มแหยๆกลับมา เหมือนไม่ได้ดีใจขนาดนั้น ผมพูดอะไรผิดเหรอ ผมก็แค่ตอบตามตรงนี่?

ระหว่างที่ผมกำลังประมวลความคิดอยู่ บริกรก็นำอาหารมาเสิร์ฟ หน้าตาของอาหารร้านนี้ก็เหมือนกับร้านอาหารทั่วไป ไม่ได้ดูหวือหวาหรือแปลกประหลาดเหมือนกับธีมและการตกแต่งของร้าน รสชาติก็เหมือนกัน ไม่ได้ดีมาก แต่ก็ไม่ได้แย่ ถือว่าจ่ายให้บรรยากาศที่แหวกแนว หาไม่ได้ในร้านอาหารทั่วไป ผมเหลือบมองหญิงสาวหน้าใสที่ก้มหน้าค่อยๆทานอาหารอย่างเกร็งๆอย่างพิจารณา ในแวบแรก เจสดูเป็นผู้หญิงที่เป็นตัวของตัวเองและมีความมั่นใจสูง เธอมีสายตาที่เฉียบคมและเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่แตกต่างจากคนอื่น แต่พอเจอกันหลายๆครั้ง ผมก็ค้นพบว่าตัวของเธอก็มีความเป๋อซ่อนอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังคงน่าดึงดูดสำหรับผมเหมือนเดิม การได้มองเธอไปเรื่อยๆ ทำให้ไอเดียของผมแล่นขึ้นมาในแบบที่นางแบบหรือดาราคนอื่นไม่สามารถทำได้

“อ้อ แล้วก็เสื้อผ้าพวกนี้ ฉันจะซักแห้งแล้วเอามาส่งคืนให้คุณนะคะ” เธอเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกังวลและเกรงใจ

“ไม่ต้องหรอก เก็บไว้เถอะ” ผมปฏิเสธทันทีที่เธอบอกอย่างนั้น

“จะได้ยังไงล่ะคะ ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก มันมากเกินไป”

“ทำไมล่ะ ผมตั้งใจมอบมันให้คุณ”

          “แต่ว่า..”
          “ผมไม่ได้แต่งตัวผู้หญิงสนุกๆแบบนี้มานานแล้วล่ะ อีกอย่าง ถ้าเธอคืนมันมาให้ผม คิดว่าผมจะเอาไปใส่เหรอ”

ที่ผมพาเธอไปซื้อเสื้อผ้าวันนี้ไม่ใช่เพราะผมหวังอะไรจากเธอหรือคิดอะไรมากมาย มันแค่เป็นไปตามอารมณ์ของผมเท่านั้น รวมทั้งอยากลองเห็นเธอในลุคที่เปรี้ยวกว่านี้ ไม่ใช่แบบน่าเบื่อแบบเสื้อสีเทาทับคาร์ดิแกนเปื่อยๆแบบเมื่อกี้น่ะ

“เพราะฉะนั้น รับไปเถอะ อย่าคิดมาก”

ใบหน้ารูปไข่ของเธอก็ยังเจือความกังวลอยู่ดี แต่ก็ไม่ได้แย้งอะไร ผมจึงเปลี่ยนเรื่องชวนเธอไปคุยเรื่องอื่น ไม่นาน เธอก็กลับมาคุยเสียงใสอย่างเคย เหมือนว่ามีเวทมนต์บางอย่าง การใช้เวลากับเจสสิก้า ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจขึ้นอย่างประหลาด ทุกมุมของเธอมีความแตกต่างและน่าค้นหา ไม่ว่าจะตอนยิ้ม ตอนใช้ความคิด ตอนเหม่อหรือตอนเขิน เธอเป็นเหมือนภาพวาดที่ผมอยากจะลงสี ที่ทำให้เธอเจิดจรัสยิ่งกว่าเดิม

ผมเรียกเช็คบิล แล้วเดินเคียงข้างเธอออกจากร้าน ในหัวของผมเป็นไปด้วยไอเดียใหม่ๆมากมายเกี่ยวกับคอลเลคชั่น หลังจากไปส่งเธอ ผมคงต้องรีบกลับไปที่สตูดิโอ เพื่อร่างแบบเพิ่ม แต่ว่าตอนที่ก้าวเดินออกจากร้าน ผมได้เหลือบไปเห็นร่างของชายผมบลอนด์คนหนึ่งที่ผมไม่มีวันลืม ซึ่งผู้ชายคนนั้นเองก็กำลังจ้องมองมาที่ผมเช่นกัน

ไอ้มาโนโล...

 


 

 

B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

216 ความคิดเห็น

  1. #30 dragon200 (@yugifsy2000) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 มีนาคม 2560 / 10:29
    5555 sanook
    #30
    1
  2. #28 Farella (@roria) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มีนาคม 2560 / 17:31
    สงสารนาง โดนด่ารัวๆ ????
    #28
    1
    • #28-1 Mad Magic Mushroom(?!) (@pandolla1418) (จากตอนที่ 7)
      9 มีนาคม 2560 / 01:24
      ก็ต้องโหดหน่อยแหล่ะค่ะ จะได้เก่งเร็วๆ หุๆ
      #28-1
  3. #27 dragon200 (@yugifsy2000) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มีนาคม 2560 / 16:06
    ลงเร็ววว ????????????
    #27
    1
  4. #26 Kris216 (@supranee216) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มีนาคม 2560 / 07:56
    เจิมมมม
    #26
    1
  5. #25 Porii (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มีนาคม 2560 / 00:24
    เจิมค่าาาม
    #25
    1