ตอนที่ 6 : Page 3 [WELCOME TO CHASE YAGAWA]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1339
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    24 พ.ค. 62


 
 
 
Story: Page 3

          "Anyone can get dressed up and glamorous,

but it is how people dress in their days off that are the most intriguing."

 — Alexander Wang —


          ทั้งทั่วฮอลล์มืดสนิท มีแต่เพียงเสียงต่ำอันทรงพลัง ทำให้ผู้ชมรู้สึกตื่นเต้น แต่เพียงไม่นานเสียงดนตรีก็มีเสียงใหม่คล้ายกับเครื่องดนตรีสายโบราณเพิ่มโทนสูงขึ้นมา ให้บรรยากาศที่ขลัง  ทันใดนั้น เสียงกลองก็ดังขึ้นเป็นจังหวะเสียงดัง! พร้อมกับไฟที่ค่อยๆสว่างจากด้านหน้าเป็นประติมากรรมพีระมิดขนาดย่อม พร้อมเอฟเฟ็กต์สายฟ้าและชายร่างสูงในเสื้อผ้าที่ไม่สามารถบ่งบอกว่าจากยุคไหนอย่างแน่ชัด เพราะมันเป็นเหมือนเสื้อคลุมผสมเกราะที่ไม่ได้ปิดแผงอกล่ำกับกางเกงขาสั้นรัดรูป เข็มขัดสีทองแดงแฝงความเป็นอียิปต์โบราณ และกระบองที่มีลวดลายเก่าแก่ในมือ แต่ทั้งชุดดูมีความปัจจุบันไปพร้อมกัน เพราะเนื้อผ้าที่แตกต่างและสีเมทัลลิก ชายคนนั้นปรากฏตัวจากหลุมใต้เวทีที่ยกขึ้นสูงเรื่อยๆ เมื่อเกือบถึงเท่าพีระมิด ไฟก็ถูกพ่นมาจากข้างเวที พร้อมกับเสียงดนตรีที่เปลี่ยนจังหวะมาเร็วขึ้นและการเดินลงมาของชายผู้นั้น ตามด้วยชายอีกหลายคนในเสื้อผ้าที่ต่างกันจากข้างเวทีทางซ้าย ที่ค่อยๆเดินตามมาทีละสองคนอย่างเป็นจังหวะ ในเสื้อผ้าสไตล์เดียวกัน แต่ก็เปลี่ยนเป็นดูทันสมัยขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นสูท แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังคงธีม Exodus (การอพยพของชาวยิวจากอียิปต์) ไว้ด้วยสีที่แวววาว ลวดลายหรือซิลลูเอตที่แฝงความอียิปต์ไว้ นายแบบทุกคนตีหน้านิ่ว คิ้วขมวด และก้าวเท้าอย่างแข็งแกร่ง ทรงพลัง ไปทั่วเวทีเป็นแถวสี่เหลี่ยม จนเมื่อนายแบบคนสุดท้ายกลับขึ้นไป ทั้งฮอลล์ก็มืดอีกครั้ง แต่ว่ามีเสียงที่ฟังดูเหมือนคลื่น ภายในพริบตา ผ้าม่านตรงกลางเวทีก็เปิดออก เผยให้เห็นทะเล! คือทะเลที่เหมือนจริงบนเวที มีคลื่น มีน้ำ ไม่ใช่ภาพบนสไลด์! นายแบบทุกคนเดินออกมาพร้อมกัน นำโดยชายที่เดินเปิดตัวออกมาคนแรกในคราวที่แล้ว ซึ่งน่าจะเป็นโมเสส เดินโชว์เสื้อผ้าที่เป็นดั่งศิลปะชั้นสูงให้ผู้ชมอีกครั้ง เมื่อเขาเดินไปถึงแท่นที่ขึ้นลงได้ แท่นนั้นก็ยกตัวโมเสสขึ้น ตอนที่มันหยุด โมเสสก็ชูกระบองขึ้น พร้อมกับเอฟเฟ็กต์เสียงฟ้าร้องและน้ำที่จู่ๆก็แยกไปสองฝั่งอย่างน่าอัศจรรย์! เปิดทางให้นายแบบเดินไปบนทางที่ถูกเปิด กลับไปยังหลังเวทีได้ และปิดท้ายด้วยโมเสสที่ค่อยลงมาเดินปิดเป็นคนสุดท้ายเป็นการจบโชว์อย่างสวยงาม ก่อนที่หน้าจอจะมืดลงช้าๆ แล้วมีโลโก้แบรนด์ CHASE YAGAWA ฉายขึ้นมาแทน

            ฉันกดหยุดวิดีโอด้วยความทึ่ง แล้วจับหน้าอกด้านซ้ายพร้อมถอนหายใจ

            “เฮ้อ”

            กรรมแล้วไง.. นี่ฉันต้องไปเดินแบบในโชว์ที่ยิ่งกว่าละครเวทีอย่างนั้นน่ะเหรอ?

            ตั้งแต่กลับห้องมา ฉันใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง นั่งดูแฟชั่นโชว์ของดีไซน์เนอร์หลายแบรนด์รวมถึง CHASE YAGAWA ซึ่งในบรรดาที่เห็นมาทั้งหมด CHASE YAGAWA นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่เล่นใหญ่ที่สุดเลยล่ะ โชว์ก่อนหน้านี้มีให้นายแบบมาโหนสลิง เล่นกายกรรม ส่วนอีกซีซั่นหนึ่งที่ธีมเกี่ยวกับยุคหิน ก็มีสิงโตโผล่ขึ้นมาในโชว์ด้วย! แต่ว่าที่ผ่านมา CHASE YAGAWA มีแค่เสื้อผ้าผู้ชายเท่านั้น แฟชั่นโชว์เสื้อผ้าผู้หญิงครั้งแรก นี่ไม่อยากจะคิดเลย ว่าจะโหดขนาดไหน แต่ก่อนที่จะคิดไปถึงนั่น ฉันก็ลุกยืนขึ้นมา ก้มมองเท้าที่เขย่งขึ้นเพราะรองเท้าส้มเข็ม 3 นิ้วคู่เดียวที่มีอยู่ ก่อนจะลองเดินไปมา ตีหน้านิ่ง เหมือนนางแบบที่เห็นโชว์ของห้องเสื้อแบรนด์อื่น อย่างเก้กัง

            “โอ๊ยยย อุบาทว์จริง” ฉันหมดความอดทน ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง แล้วถอดส้นสูงที่น่าอึดอัดนั่นออกปาไปข้างๆ

            ฝึกเดินยังไง ก็ยิ่งเครียด เพราะเมื่อย้อนไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน...

 

            14.20

            @B Coffee

            “ว่าไงนะ??!!” รีแอ๊คชั่นตาโตเท่านกฮูก อ้าปากหวออย่างท้าทายแมลงวันและเสียงที่ถูกเปล่งขึ้นอย่างดังจากบาริสต้า ทำให้ฉันจุ๊ปากใส่เขาให้เบาๆ

            “ชู่ว์.. ยัยเกาหลีนั่นยังอยู่ในร้านนะ”

            “ครับ ที่รัก” เมื่อฉันเอ่ยจบ เพื่อนชายใจรักชายของฉันจึงกลับเข้าในโหมดหล่อเหลา สุดแมน พร้อมมีรอยยิ้มน่าหลงใหลอยู่บนใบหน้าทันที ฉันใช้หลอดคนลาเต้เย็นให้มันเย็นเท่ากัน ก่อนจะเอ่ยต่อ

            “ก็จริงน่ะสิ”

            “โอ้มายก็อดดดด นี่มันบ้าไปแล้ววว โอ๊ยยยย ฉันอยากเป็นเธอจัง ถ้าฉันได้เป็นมิวส์ของเขานะ หือ... ฉันก็จะได้เจอเขาเกือบทุกวัน ได้ขอคำแนะนำจากเขา ให้เขาช่วยเช็คสเก็ตช์ให้ฉัน ได้ใกล้ชิดเขา ได้ให้เขาแต่งตัวให้..”

            “พอเลย โจชัว! นี่เพ้อไปไกลแล้วนะ” ฉันรีบเบรคหนุ่มหน้าใสข้างหน้า ที่ดูเหมือนจะจินตนาการไปโครตไกล จนหน้านี่เคลิ้มยังกับเป็นมิวส์ของเชส ยางาว่าจริงๆ

            “เธอต้องเป็นนะ เจสสิก้า เธอห้ามปฏิเสธเด็ดขาด” โจชัววางแก้วที่กำลังเช็ดอยู่ แล้วมองตาฉันพร้อมเอ่ยอย่างจริงจัง

            “ฉันไม่รู้อ่ะ.. ฉันยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขาเมาหรือโดนมนต์ดำของป้าหมอดูนั่นถึงมาพูดแบบนั้นใส่ฉัน”

            “เจส มั่นใจในตัวเองหน่อยสิ เธอโครตสวยเลยนะ ไม่มีผู้ชายแท้คนไหนไม่ตกหลุมรักเธอหรอก”

            “ตลกละ ถ้าเป็นงั้นจริง ป่านนี้ฉันมีแฟนไปแล้วเหอะ”

            “ก็เธอมาตรฐานสูงนี่นา” โจชัวแย้ง แต่ฉันก็ไม่ได้สวยเลิศเลออะไรขนาดนั้นจริงๆนี่นา แถมส่วนสูงอย่างฉันไม่ถึงมาตรฐานนางแบบที่นี่ด้วยซ้ำ เดินส้นสูงทีนึงก็แทบจะหน้าคว่ำ

            “ไม่แน่นะ เขาอาจจะลืมฉันไปแล้วก็ได้”

            หลังจากที่เชส ยางาว่าก็ยื่นข้อเสนอให้ฉันมาเป็นมิวส์ให้เขา เขาก็ให้ฉันกดเบอร์ให้เขา แล้วเขาก็ทิ้งนามบัตรมาให้ฉัน ก่อนจะเดินไปส่งฉันที่มหลัย ทุกอย่างเกิดขึ้นราวกับฝันไป แต่ว่านามบัตรที่ฉันกำลังมองดูอยู่นี่ เป็นสิ่งอย่างเดียวที่เตือนไว้ว่าทุกอย่างคือเรื่องจริง

            ฉันเงยหน้าขึ้นจะไปคุยกับโจชัว แต่ว่าเขากลับไม่ได้อยู่ที่เคานท์เตอร์คนเดียวอีกแล้ว ใบหน้าของเขาดูแหยลงนิดนึง เมื่อหญิงสาวร่างเล็ก หน้าขาวเดินเข้ามา เพื่อพูดคุยกับเขา ฉันจึงแอบลอบยิ้มขำกับท่าทีเป๋อๆของโจชัว

            ฉันมองเห็นโจชัวแยกออกไปรับลูกค้าและใบหน้าของโบยองที่ดูสลดลง ที่จริง ฉันควรจะแกล้งมาเล่นเป็นแฟนที่โครตรักปานจะกลืนกินของโจชัว แต่ฉันก็อดสงสารโบยองไม่ได้ เธอดูเศร้าทุกครั้งที่เห็นฉันในร้าน ถึงเธอจะยังพยายามเข้าหาโจชัวอยู่ก็เถอะ แต่เธอก็ค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ เธอคงหลงรักเขามากจริงๆ แต่ว่าโจชัวก็มีเหตุผลของเขาที่ต้องปกปิดสถานะทางเพศของเขาเช่นกัน

            Rrrr……

            ฉันรีบหยิบโทรศัพท์ที่สั่นอยู่บนโต๊ะขึ้นมา บนหน้าจอโชว์เบอร์โทรที่ไม่คุ้นตา แต่ฉันก็กดรับรับอยู่ดี เพราะเผื่ออาจจะเป็นอะไรสำคัญ

            “สวัสดีค่ะ”

            (สวัสดีครับ นี่ใช่มิสเจสสิก้า ยูนใช่มั้ยครับ) เสียงเข้มๆที่ไม่คุ้นหูของผู้ชายคนหนึ่ง เอ่ยชื่อนามสกุลฉันด้วยสำเนียงอเมริกันดังมาจากสาย ฉันจึงเอ่ยตอบรับอย่างงงงวย

            “ใช่ค่ะ นี่ใครเหรอคะ”

            (ผมชื่อแดเนียล วีเซลครับ)

            แดเนียลไหนนะ.. แดเนียล.. ชีวิตฉันเจอคนที่ชื่อแดเนียลมาแบบเกือบ 18 คนได้

            (ผมเป็นผู้ช่วยของมิสเตอร์ยางาว่าครับ)

            ฉันแทบจะพ่นลาเต้เย็นในปากออกทันทีที่ได้ยินคำว่า ผู้ช่วยของเชส ยางาว่า ?! บ้าน่า.. ฉันรีบมองหาโจชัว เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ว่าเขากลับติดลูกค้าอยู่จนทำให้มาช่วยฉันไม่ได้ ฉันจึงรีบกลืนน้ำให้หมด ก่อนจะเอ่ยตอบ

            “อ๋อ เหรอคะ..”

            ฉันรู้สึกแปลกๆในอก.. ตื่นเต้น ตกใจ สับสน กลัว ปนเปกันไปหมด แต่ความตกใจกลับหนักกว่าเดิมเมื่อเขาเอ่ยต่อว่า

            (มิสเตอร์ยางาว่าอยากให้คุณเข้าไปลองชุดที่สตูโอครับ)

            ลองชุด?! นี่มันเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?! แล้วฉันยังไม่ได้ให้คำตอบกับเขาเลยด้วยซ้ำ และเขาก็ไม่รู้จักฉันดีด้วยซ้ำ ตลกน่า!

             “คะ? คือไปลองชุด..

            (ครับ มิสเตอร์ยางาว่าบอกว่าคุณไม่ต้องแคสต์ติ้ง แต่เข้าไปได้เลยครับ)

            “เอ่อ.. ค่ะ”

            (เดี๋ยวผมจะส่งที่อยู่ทางเมสเสจนะครับ พรุ่งนี้ตอนบ่ายสามโมงว่างมั้ยครับ)

            “..น่าจะ..ว่างนะคะ”

            (ดีครับ งั้นเจอที่หน้าตึกบ่ายสามโมงตรง ถ้าใกล้ถึงแล้ว เมจเสจมาหาผมนะครับ)

            “ได้ค่ะ”

            (ครับ สวัสดีครับ)

            ปิ๊บ

            การสนทนาจบลงเพียงไม่ถึงหนึ่งนาที แต่เหมือนกับผ่านไปสามชั่วโมง ฉันเลื่อนโทรศัพท์ลงจากหูอย่างไม่รู้สึกตัว จนกระทั่ง โจชัวกลับมาหาฉัน พร้อมเอ่ยทักอย่างแปลกใจ

            “เจส เป็นอะไร”

            “โจชัว” ฉันค่อยๆเงยหน้าขึ้น สบตาเขา ก่อนจะเอ่ย “ผู้ช่วยของเชส ยางาว่าบอกให้ฉันไปลองชุดที่สตูดิโอ”

            “ว่าไงนะ!!!” โจชัวร้องขึ้นมาอย่างตกใจ อ้าปากหวอ ฉันจึงพยักหน้าเพื่อย้ำอีกครั้งว่ามันเป็นความจริง

            “โอ้มายก้อดด เจส เธอต้องไปนะ เธอต้องไปเป็นมิวส์ของเขาให้ได้นะ แล้วเธอต้องเล่าให้ฉันฟังด้วยว่ามันเป็นยังไง ละก็ต้องแนะนำฉันให้เขาด้วยล่ะ!

            “เดี๋ยวเถอะ นี่ฉันยังไม่ได้บอกเลยนะว่าจะเป็นมิวส์ให้เขา” ฉันแกล้งตีแขนของเขาดังเพียะ แล้วพึมพำ “เขาจะรับฉันรึเปล่าก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ”

            “บ้าน่า คิดบวกหน่อย” โจชัวเอ่ยให้กำลังใจ แต่ตาปรายลงมองฉันอย่างแปลกๆ “แค่ฝึกเดินบนส้นสูงไปก่อนหน่อยก็ดีนะ”

            “โอ๊ยยยย” พอถูกจี้จุด ฉันก็กุมขมับตัวเองด้วยความโครตปวดหัว กรรมๆๆๆๆๆๆ ทำไงดีเนี่ย ส้นสูงเป็นสิ่งที่ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อฉัน และฉันเองก็ไม่ได้เกิดมาสวมส้นสูงเช่นกัน คิดถึงการใส่ส้นสูงครั้งสุดท้ายคือปาร์ตี้กับพวกฟาบริเซียและโจชัวเนี่ยแหล่ะ และวันนั้นฉันก็ล้มหน้าทิ่มตอนลงบันได ระหว่างกำลังเดินกลับบ้านต่อหน้าทุกคนด้วยน่ะสิ..

            “โอเค ฉันเลิกไซโคเธอแล้วก็ได้” โจชัวเอ่ยขึ้นขำๆ “เอาจริงๆ เธอคิดยังไง อยากเป็นหรือเปล่า นางแบบน่ะ?

            นางแบบเหรอ.. มันฟังดูไม่เลวนะ แต่ว่าฉันเนี่ยนะจะทำได้?

            “ฉันทำไม่ได้หรอก” ฉันส่ายหน้า

            “เจส เลิกดูถูกตัวเองได้แล้ว”

            “แต่ว่า...”

            “เลิกสรรหาข้ออ้างได้แล้ว ถ้าอยากทำก็ทำมันสิ จะกลัวอะไร” โจชัวจ้องมองมาที่ฉันด้วยใบหน้าจริงจัง

            “...”

            “เจส รู้มั้ยว่าเธอโชคดีแค่ไหน มีคนอีกมากมายก่ายกองที่ต่อคิวอยากจะทำงานกับเชส ยางาว่า แต่นี่เธอได้รับมันมาอย่างง่ายๆ มันแปลว่าเธอน่ะ มีความพิเศษที่เธอไม่รู้อยู่นะ รู้ตัวมั้ย”

            “พูดเป็นเล่นน่า”

            “ฉันไม่ได้พูดเล่น อีกอย่าง เธอยังไม่เคยลองดู แล้วจะรู้ได้ยังไง?

            “..ไม่รู้สิ”

            “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ลองไปตามนัดดูก่อนล่ะ แล้วค่อยตัดสินใจตอนนั้นเลย ถ้ารู้สึกไม่อยากทำจริงๆ ก็บอกเขาไปตรงๆ ดีมั้ย?

            ก็ฟังดูไม่เลว... คำพูดของฉันเริ่มคล้อยตามและมีกำลังใจเพิ่มขึ้นนิดๆ สิ่งที่โจชัวพูดอาจจะเป็นจริงก็ได้ ถึงฉันจะไม่เคยเดินแบบหรือถ่ายแบบมาก่อน แต่ว่าเรื่องพวกนี้ มันเรียนกันได้ ..มันอาจจะไม่ได้แย่อย่างที่คิดก็ได้...ล่ะมั้ง

            “ก็ลองคิดดูดีๆแล้วกันนะ เจส ว่าจะอยู่ในคอมฟอร์ทโซน ของตัวเองต่อไปหรือว่าจะก้าวออกมาทำในสิ่งที่ไม่เคยลองมาก่อน”

           


มาที่ปัจจุบัน..

ฉันที่เอาแต่ขยี้หัวอย่างไม่สนใจว่าจะเสียทรงเหมือนคนบ้า (เพราะกะจะสระผมวันนี้อยู่แล้ว) ก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม ประโยคสุดท้ายของโจชัวยังคงดังก้องอยู่ในหัว ทำให้ฉันรู้สึกสะท้อนใจแปลกๆ Comfort zone? เขตปลอดภัยงั้นเหรอ? โจชัวอ่านฉันออกหมดทุกอย่าง จริงอย่างที่เขาพูด ที่ผ่านมาฉันอยู่ในคอมฟอร์ทโซน ของตัวเองมาโดยตลอดเหมือนคนขี้ขลาด อยู่ในกรอบที่ผู้ใหญ่และสังคมขีดไว้ว่ามันเป็นทางที่มั่นคงที่สุดสำหรับอนาคตของฉัน หรือว่าฉันควรจะลองก้าวออกจากมันดูซักที?

ฉันก็คงยังนอนกลิ้งไปมา ตัดสินใจอะไรไม่ได้อยู่ดี ลึกๆก็อยากลองคว้าโอกาสนี้ แต่ก็ไม่มั่นใจว่ามันจะดีกับฉันหรือเปล่า? เอาเถอะ ถ้าอย่างงั้นฉันจะลองไปตามนัดดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจดาบหน้าเลยละกัน  อันที่จริงฉันยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรมากกว่าการนั่งดูโชว์อื่นเพิ่ม แถมรู้สึกเหมือนน้ำหนักจะเพิ่มมาตั้งสองกิโลในอาทิตย์นี้ มันไม่ใช่การเตรียมตัวที่ดีเลย แต่ฉันก็เหนื่อยมากที่จะทำอะไรเพิ่มจนกระทั่ง..

            พรุ่งนี้ได้มาถึง...


 

            14:50

          @CHASE YAGAWA’s Studio

            ฉันกุมโทรศัพท์ในมือด้วยใจที่ยังเต้นแรงกว่าปกติ ก่อนจะยกกระจกพกในกระเป๋าสะพายสีดำออกมาเช็คเมคอัพอีกครั้ง วันนี้ ฉันสวมเสื้อแขนยาวสีขาวที่มีระบายตรงแขน สอดชายเสื้อไว้ในกางเกงขาบานสีน้ำเงินเข้ม มีกลิ่นไอเรโทร เพื่อให้ดูเก๋และทะมัดทะแมงพร้อมๆกัน ส่วนผมฉันแค่หนีบให้ตรงยาวสลวยและเมคอัพ ก็แค่ปัดมาสคาร่าและแต้มลิปกลอสสีนู้ดให้ดูไม่หนักมาก เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันนี้ รอเพียงไม่กี่นาที ชายวัยยี่สิบกว่า ในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มก็เดินเข้ามาหาฉัน แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงไม่แน่ใจ

           “ใช่มิสเจสสิก้า ยูนหรือเปล่าครับ?

           “อ่อ ใช่ค่ะ ฉันเอง” เมื่อฉันตอบ ผู้ชายที่สวมสูทคนนั้นก็จึงฉีกยิ้มกว้างแบบไม่เห็นฟัน แล้วยื่นมือมาอย่างสุภาพ

           “โอ้ สวัสดีครับ มิสยูน ผมชื่อแดเนียล วีเซล ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

           ว้าว.. มิสยูน

 “สวัสดีค่ะ เจสค่ะ” ฉันยกมือขึ้นเชคแฮนด์กับเขาแล้วเอ่ยตอบพร้อมยิ้มน้อยๆ คนที่ชื่อว่าแดเนียล วีเซลนี่ดูเนี้ยบสุดๆ เหมือนกับนักธุรกิจหรืออะไรประมาณนั้น ทั้งแว่นตากรอบเหลี่ยมและผมที่เซ็ทขึ้นเรียบแปล้ บวกกับรอยยิ้มโปรเฟสชั่นนัล นี่ฉันต้องเรียกเขาว่ามิสเตอร์วีเซล เหมือนกับที่เขาเรียกฉันด้วยนามสกุลมั้ยนะ

 “งั้น เชิญทางนี้เลยครับเขาเอ่ยขึ้น พร้อมนำทางพาฉันเข้าไปในตึก ขึ้นลิฟต์ไปยังสตูดิโอข้างบน เมื่อถึงเลข 9 ประตูลิฟต์ก็เปิดออก เผยให้เห็นโลโก้ที่เหมือนกับในวิดีโอที่ฉันดูเมื่อวาน

 

CHASE YAGAWA

 

 ฉันรีบเดินตามผู้ชายที่ชื่อแดเนียล วีเซลไปเร็วๆ ซึ่งเขาก็พาฉันเดินเข้าไปในสตูดิโอขนาดใหญ่ ที่แบ่งเป็นห้องหลายห้อง พนักงานหลายคนเดินไปเดินมาพร้อมกับราวเสื้อผ้าเข็นได้หรือไม่ก็ถือบอร์ดหรือชิ้นส่วนผ้าไปมา เหมือนกับในสารคดี ฉันมองไปรอบๆ แล้วเห็นการตกแต่งสีขาวเทาดำ แบบ masculine และ minimal ซึ่งต่างจากสินค้าที่ไม่ได้ดูเรียบง่ายเหมือนกับสตูดิโอเลย

ระหว่างที่เดินตามเขามา ก็มีคนหลายคนมองฉันอย่างแปลกใจที่อยู่ๆ ฉันที่เป็นใครไม่รู้ก็เข้ามาที่นี่ จนมาถึงที่ห้องสีขาวโล่งห้องหนึ่ง ซึ่งมีชุดโซฟากับโต๊ะพร้อมน้ำดื่มรับแขกตั้งอยู่กับราวเสื้อผ้าในมุมเดียวเท่านั้น

“รอที่นี่ซักครู่นะครับ อาจจะนานซักหน่อยเพราะมิสเตอร์ยางาว่าติดประชุมอยู่ ถ้าอยากเข้าห้องน้ำ เดินออกมาเลี้ยวซ้ายสองรอบนะครับ รับชากับกาแฟหน่อยมั้ยครับ” คุณผู้ช่วยอธิบายทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว จบภายในทีเดียว ฉันจึงส่ายหน้ายิ้มๆด้วยความเกรงใจ

“ไม่เป็นไรค่ะ”

“โอเคครับ รอซักครู่นะครับ ถ้ามีอะไรก็โทรหาผมได้” เขากล่าวทิ้งท้าย พร้อมยิ้มสไตล์นักธุรกิจแบบเดิม ก่อนจะรีบปิดประตู แล้วเดินออกไป

ฉันจึงทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา แล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องนี้เป็นเพียงแค่ห้องสีขาวโล่ง ไม่มีอะไรเลยนอกจากสิ่งที่เห็นในตอนแรก บวกกับกระจกบานใหญ่ตรงข้างห้อง ฉันจึงเดาไม่ถูกว่าที่นี่มันใช้ทำอะไร เมื่อไม่มีอะไรทำ ฉันจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นเล่น Candy Crush รอ แล้วก็ดื่มน้ำที่เขาเตรียมให้ไปพลางๆ

แต่ว่ารอไปเกือบ 15 นาที ก็ยังไม่มีใครมาซักที ฉันเริ่มรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างบอกไม่ถูก จนต้องหันไปที่ประตูหลายรอบ แต่ก็ไม่มีวี่แววว่ามันจะถูกเปิดออกซักที จนในที่สุด ฉันก็รู้สึก

..ปวดฉี่

“ห้องน้ำ.. ต้องเลี้ยวซ้ายสองทีสินะ”

ในเมื่อไม่มีวี่แววว่าใครจะมา ฉันจึงลุกขึ้น เดินออกไปหาห้องน้ำให้เสร็จๆ จะได้ไม่อึดอัดอีกนาน แต่ว่า พอเลี้ยวซ้ายครั้งที่สอง มันกลับเป็นห้องขนาดกลางที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าน่ะสิ

ฉันเดินเข้าๆออกๆห้องนั้นสองสามรอบ แต่ก็ไม่เห็นทางเดินหรือห้องน้ำแถวนั้น จึงสันนิษฐานว่ามันน่าจะอยู่ในห้องที่เหมือนห้องเก็บเสื้อผ้านี่แหล่ะ ฉันจึงเดินไปที่ห้องนั้น แล้วเปิดประตูห้องอีกห้องที่เชื่อมกันอยู่ แต่ภาพที่เห็น ทำให้ฉันตกใจจนแทบจะเป็นลม

ตรงหน้าของฉัน มีผู้ชายเชื้อสายเอเชีย น่าจะเป็นคนจีนไม่ก็เกาหลีเพราะดูจากตาเรียวชั้นเดียว ที่มีรูปร่างค่อนข้างผอมและสูงโปร่ง หน้าท้องมีลอนกล้ามเนื้อน้อยๆ และเขาสวมเพียงแค่กางเกงในตัวเดียวกับกางเกงที่ดึงขึ้นมาถึงแค่เข่า!

ชายคนนั้นค่อยๆหันมา ในขณะที่ฉันค่อยๆอ้าปาก กำลังจะร้องกรี๊ด...

3…2…

“เธอน่ะ มาช่วยใส่กางเกงหน่อยสิ”

...

ฉันค่อยๆหุบปากลงและหมุนตัวหนี แต่เสียงห้าวนั่นกลับดังขึ้นอีกครั้ง ปลายเสียงติดความฉุนเฉียว

“เร็วๆสิ จะลีลาเพื่อ”

นี่มันอะไรกันวะคะ?!

“ขอโทษค่ะ ฉัน..” ฉันพยายามอธิบาย แต่..

“กางเกงนี่ใส่ยากชะมัด มาช่วยดึงเร็วๆหน่อยสิ ฉันต้องรีบไปงานอีกที่ต่อ” เหมือนว่าผู้ชายหล่อล่ำที่อยู่ในสภาพกึ่งเปลือยนั่นกลับไม่ฟังฉันเลยซะงั้น กวักมือเรียกฉันมาพร้อมกับพยายามดึงกางเกงที่ดูฟิตปั๋งนั่นขึ้น ในขณะเดียวกัน ที่ประตูทางออกก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา ฉันกำลังจะร้องขอความช่วยเหลือ แต่ว่าเธอกลับตะโกนมาทางผู้ชายคนนั้นว่า

“ซังฮุน ให้เธอช่วยนายแต่งตัวก่อนได้มั้ย เดี๋ยวฉันต้องจัดชุดสำหรับอีกเซ็ท ยืนบื้ออะไรอยู่น่ะ! ไปช่วยเขาสิ” กลายเป็นว่าฉันโดนด่าซะงั้น ผู้หญิงคนนั้นดูรีบและยุ่งอยู่ ส่วนผู้ชายที่ถูกเรียกว่าซังฮุนก็ดูโกรธกับกางเกงจนจะระเบิดแล้ว ฉันจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมแข็งใจ เดินไปช่วยดึงกางเกงของเขาขึ้น โดยที่พยายามจับแบบไม่ให้โดนเนื้อตัวเขาที่สุด พร้อมกับพยายามหลบตาไม่มอง...บั้นท้ายของเขา

“นี่เขาจ้างเธอมาได้ไงเนี่ย ไม่เป็นอะไรเลย” เขาบ่นเมื่อฉันแทบจะไม่ได้ช่วยให้กางเกงสวมง่ายขึ้น ฉันจึงหักใจ จับขอบกางเกงแน่นๆ ดึงขึ้นมาพรวดเดียว จนมันมาปิดก้นสุดฟิตของเขาสำเร็จ ฮือ.... มือฉัน สัมผัสก้นของเขาไปเต็มๆแล้ว

“แล้วเสื้อล่ะ?”

นี่ยังไม่จบอีกเหรอ?! ฉันได้แต่ร้องไห้ในใจ แล้วหยิบเสื้อเชิ้ตที่พาดตรงราวขึ้นมาให้เขา แต่เจ้าตัวกลับไม่ยอมรับ แล้วกางแขนออกเหมือนให้ฉันสวมให้

อีคุณชายนี่!

ฉันจึงสะบัดเสื้อ แล้วกางมันออก สวมให้ชายร่างสูงคนนั้นจากด้านหลัง พอสวมเข้าไปแล้ว เขาก็ยังหันกลับมาให้ฉันติดกระดุมให้อีก ฉันรีบๆทำมันไป พลางมองหาสไตลิสต์ตัวจริงที่หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ แล้วนี่ฉันจะบอกเขายังไงดีล่ะ ว่าฉันไม่ใช่สไตลิสต์ของที่นี่

เธอมาฝึกงานใช่มั้ย คราวที่แล้วยังไม่เห็นหน้าเธอเลยซังฮุนเอ่ยถามขึ้น ขณะที่ฉันติดกระดุมให้เขาเม็ดสุดท้าย

คือจริงๆแล้ว…”

เธอไม่ใช่เอมิลี่นี่?! ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน!

สิ้นเสียงตะโกน คำสบถที่ร้อยวันพันปีฉันจะนึกขึ้นมาใช้ก็ลอยขึ้นมาทันที

ตายห่-

“..ยัยโรคจิต!!!” ผู้ชายคนนั้นตะโกนชี้หน้าฉันด้วยความโมโห จนมีคนหลายคนวิ่งกรูเข้ามาดูสถานการณ์ ฉันรู้สึกถึงสายตาสอดรู้ปนดูแคลนจากหลายคน จึงรีบเอ่ยปกป้องตัวเองเสียงดัง

“ไม่ใช่นะคะ เข้าใจผิดหมดแล้ว ก็พวกคุณเล่นไม่ฟังฉันเลยนี่นา!

“งั้นพูดมา! เธอเป็นใคร” อีตานายแบบที่ใส่กางเกงเองไม่เป็นคนนั้นยังคงตะคอกฉันอย่างถือดี ทำให้อารมณ์ฉันขึ้นจนเถียงกลับเสียงแข็ง

“ฉันถูกเรียกมาแคสท์เป็นนางแบบของเชส ยางาว่า”

“ตลกละ ดีไซน์เนอร์เขายังไม่เริ่มโปรเจ็คต์เลยด้วยซ้ำ” เขาแค่นหัวเราะ แล้วพูดต่อ ดวงตาเรียวชายลงมองฉันอย่างแพรวพราว “หรือว่าเป็นแฟนคลับฉัน ยอมรับกันตรงๆก็ไม่มีใครว่าหรอกนะ”

เสียงซุบซิบดังขึ้นมาทันทีที่เขาเอ่ยจบ ฉันจึงเถียงกลับเสียงดัง

“นายน่ะสิบ้าหรือเปล่า ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายเป็นใคร”

“งั้นเธอก็คงเป็นยัยโรคจิตที่อยากแต๊ะอั๋งนายแบบสินะ” ไอ้ผู้ชายที่มีแต่กล้ามหน้าท้องแต่ไร้สมองนั่นยังคงพล่ามอย่างหลงตัวเอง “เป็นนางแบบประสาอะไร เตี้ยก็เตี้ย แถมยังไม่รู้เรื่องอะไรในวงการอีก”

“ขอโทษนะ นี่มันไม่หยาบคายไปหน่อยเหรอ?!

“ทำไม?

ฉันขึงตาใส่เขาอย่างเอาเรื่อง โดยที่นายแบบหยิ่งผยองนั่นถลึงตากลับใส่อย่างไม่ยอมแพ้ ไอ้ผู้ชายคนนี้มัน..!

หนวกหูชะมัด!

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นก้อง ราวกับเสียงสายฟ้าประกาศิตฟาดลงมา ทำให้ทั้งเสียงเล็กเสียงน้อยที่ดังจอแจเงียบกริบภายในชั่ววินาที เหลือเพียงแค่เสียงฝีเท้าของร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตสีกรมท่าลายพริ้นท์รูปดวงตาและกางเกงยีนส์สีหม่น ที่กำลังเดินเข้ามาทางพวกเรา ดวงตาเรียวดั่งพญาเหยี่ยวกวาดตาจ้องไปรอบๆแล้วจบที่ฉันกับนายแบบที่ชื่อซังฮุน

“แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” เชส ยางาว่าเอ่ยถามฉัน พลางมองสลับไปที่ซังฮุนอย่างสงสัย แต่ไอ้นายแบบไร้สมองนั่นกลับชิงตอบซะก่อน

“ยัยโรคจิตนี่แฝงตัวมาเป็นสไตลิสต์เพื่อแต๊ะอั๋งฉัน!

“ก็บอกแล้วไงว่าเข้าใจผิด คิดว่าตัวเองดังขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ยัย..!” ไอ้นายแบบตาตี่นั่นแยกเขี้ยวจนแทบจะกินหัวฉันได้แล้ว จนเชสต้องปรามเสียงดุ

“ซังฮุน” เชสเรียกชื่อของคนขี้ฟ้องเสียงเรียบ ก่อนจะเอ่ยเสียงเฉียบ “หุบปาก”

ฉันเกือบหลุดยิ้มเยาะออกมา แต่กลั้นไว้ได้

“อะไรของนายวะ!” ซังฮุนเดินทำท่าเหมือนจะไปหาเรื่องเชส “ยัยนี่คือคนรู้จักนายหรือไง”

“ก็เออน่ะสิ” เชสตอบเสียงห้วน เมื่อได้ยินอย่างนั้น ซังฮุนก็ชำเลืองมองฉันด้วยหางตา แล้วพึมพำ

“แล้วไม่บอกตั้งแต่ทีแรก”

อ้าว? แล้วใครเป็นคนที่ขัดฉันทุกครั้งที่จะพูดเล่า?!

“แล้วตกลงยัยนี่เป็นใคร” ซังฮุนเอ่ยขึ้นมา พลางมองฉันด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนกำลังวิเคราะห์

“นี่เจส” น้ำเสียงทุ้มของเขาเวลาเอ่ยชื่อฉันทำให้ฉันใจสั่นแปลกๆ แต่สู้ไม่ได้กับประโยคต่อไป “เธอคือมิวส์คนใหม่ของฉัน”

ทุกคนที่มุงดูอยู่ต่างหลุดอ้าปากหวอกันเป็นตามๆกัน

“ยัยนี่เนี่ยนะ?” ซังฮุนมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างจาบจ้วง ตาเบิกกว้างเหมือนไม่อยากเชื่อ มุมปากยกขึ้นอย่างเบี้ยวๆ

“ไปเช็คสายตาใหม่อีกทีมั้ยเพื่อน”

หยาบคาย! สาบานได้ ถ้าไม่มีกฏหมายคุ้มหัวมันอยู่ ป่านนี้ฉันคงวิ่งเข้าไปเสยหน้ากวนตีนของหมอนี่ไปแล้ว!

“หุบปากน่า ถ้าไม่อยากให้นี่เป็นแคมเปญสุดท้าย” เชสขู่เสียงเข้ม แต่เหมือนว่าซังฮุนจะไม่ได้รู้สึกรู้สา เขาเดินเข้ามาตบบ่าของเชส เอ่ยยิ้มร่า ก่อนจะเดินออกไป

CHASE YAGAWA ขาดฉันไม่ได้หรอก”

“ลองดูมั้ยล่ะ” เชสตอบเสียงเย็น แต่ซังฮุนก็เดินออกไป พร้อมฮัมเพลงเหมือนไม่แคร์

“แล้วพวกเธอว่างมากเหรอ” เชสกวาดตามองทุกคนที่ยืนดูละครหลังข่าวอยู่ เอ่ยเสียงเรียบแต่ดุดัน จนทุกคนรีบเดินหนีออกไปทำงานทำการของตัวเอง เมื่อในห้องเหลือเพียงแค่เรา เชสก็ขอโทษฉันอีกครั้ง สีหน้าดูเพลียจิตอย่างหนักหน่วง

“ต้องขอโทษแทนซังฮุนด้วยนะ หมอนั่นเพิ่งถูกสตอล์คเกอร์บุกมาน่ะ”

ไอ้กล้ามล่ำสมองเท่าเม็ดถั่วเขียวดังขนาดนั้นจริงดิ?! แต่จากวิธีการพูดของพวกเขาสองคน คงน่าจะสนิทกันพอตัว

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ขอโทษที่ทำให้เกิดความวุ่นวายนะคะ”

“ไม่ใช่ความผิดเธอหรอก” เขาส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป “ตามมาสิ”

เมื่อเขาเรียก ฉันจึงรีบเดินแกมวิ่งตามร่างสูงไป จะว่าไป เชสเป็นผู้ชายที่ร่างสูงในระดับที่สามารถเป็นนายแบบได้อย่างสบาย ที่ที่เขาพาฉันไป ไม่ใช่ห้องโล่ง แต่เป็นห้องที่เล็กกว่าและมีจักรเย็บผ้า กองผ้า หุ่นที่ถูกผ้าสีดำคลุมไว้ เกลื่อนตามโต๊ะตรงกลางและตรงริม ให้ฟีลเหมือนห้องเย็บผ้าห้องหนึ่ง เชสหันมาพูดกับฉันในขณะที่นำฉันเดินไปในห้อง

“มาถึงขนาดนี้แล้ว ผมเดาว่าคงไม่ได้มาปฏิเสธหรอกเนาะ”

นัยน์ตาของเขาราวกับมีประกายส่งเสียงชิ้งออกมา เหมือนว่าถ้าลองให้ฉันตอบว่าไม่ เขาคงจะโยนฉันลงจากชั้นเก้านี่

“ม..ไม่หรอกค่ะ แต่ว่าฉันแค่อยากจะบอกคุณว่า ฉันเดินแบบไม่เป็น แล้วก็ห่วยมากด้วย เลย..”

“ก็ช่างมันสิ” เขาบอกปัดมันอย่างง่ายๆ “ไม่เป็นก็สอน ขอแค่เธอเซย์เยสซะอย่าง”

เดี๋ยวนะ.. มันง่ายขนาดนั้น?

“แน่ใจเหรอคะ” ฉันเอ่ยถามอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ “ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามิวส์ต้องทำอะไร”

“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก” เขาเอ่ยยิ้มๆ “ก็แค่เป็นแรงบันดาลใจให้ผม เท่านั้นล่ะ”

คำตอบที่เขาบอก ไม่ได้คลายความสงสัยของฉันเลยแม้แต่น้อย

“แล้วมันหมายความว่ายังไงเหรอคะ”

“มานี่สิ” เขากวักมือเรียกฉันมาหาเขาที่ริมโต๊ะ สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หุ่นที่ปกคลุมด้วยผ้าสีดำ เมื่อฉันเดินไปถึง เขาก็หันมาถามฉันอีกที “พร้อมมั้ย?

สายตาของเขากลับไปอยู่ที่หุ่นนั่นอีกครั้ง เขาหมายถึง..มีอะไรบางอย่างจะให้ฉันดูบนหุ่นนั่นสินะ?

“ค่ะ”

ทันทีที่ฉันตอบรับ ผ้าสีดำนั่นก็ถูกดึงออก เผยให้เห็นเดรสสีขาวที่ทั้งสวย เท่ และล้ำสมัยสุดๆ ช่วงบนเป็นแขนกุดและถูกเดรปปิ้ง*กับเนื้อผ้าที่ดูแข็ง ทำให้ทรงไหล่ถูกเน้นขึ้นมา เพิ่มความเด็ดเดี่ยวอย่างเท่ๆ ส่วนช่วงล่างที่เป็นกระโปรงความยาวระดับเข่าปล่อยให้ดูหลวมโปร่งสบาย ไม่เข้ารูป ดูชิลและเก๋มากๆ

[*Draping (เดรปปิ้ง): ศิลปะการจับจีบผ้าชนิดหนึ่ง]

“มันเจ๋งมากๆเลยค่ะ” ฉันอุทานออกมา พลางเดินเข้าไปดูใกล้ ก่อนจะสังเกตเห็นว่าที่จริงแล้ว มันคือจัมพ์สูท ไม่ใช่เดรสอย่างที่คิด

“ชอบมั้ย” เชสยืนกอดอกพิงโต๊ะ อมยิ้มถาม

“ชอบมากเลยค่ะ” 

ฉันพูดจากใจจริงเลยนะ ชุดนี้มีเอกลักษณ์และก็เก๋มาก มีความสตรีทสไตล์ แต่ก็ดูแพงในขณะเดียวกัน มันทำให้ฉันคิดถึงผู้หญิงที่แข็งแกร่ง ให้ตาย เลือดเฟมินิสต์ของฉันพลุ่งพล่านแล้ว

“ดีใจที่เธอชอบนะ” เขาเอ่ย ในขณะที่ฉันหมุนหุ่นไปมาเพื่อดูรายละเอียด “ผมดีไซน์แล้วตัดชุดนี้ขึ้นมาหลังจากที่ได้เจอกับเธอน่ะ”

หา? ภายในสามวันเนี่ยนะ

“ลองใส่ดูสิ ผมกะไซส์เธออาจจะไม่พอดี แต่ว่ามันต้องสวยมากบนร่างของเธอแน่” ดีไซน์เนอร์หนุ่มกล่าว พร้อมเข้ามาถอดชุดออกจากหุ่น แล้วยื่นให้ฉัน คือนี่เขาแค่มองฉันแล้วกะไซส์ฉันง่ายๆขนาดนี้จริงดิ นี่มัน...

“อ่า..ค่ะ” ฉันก้มหน้างุด รับชุดมาอย่างระมัดระวัง แม้แต่รอยเย็บและตะเข็บต่างถูกเก็บอย่างดีและปราณีต นี่มัน..สุดยอดไปเลย

“เปลี่ยนสิ” เชสกอดอกเร่ง

ฉันรีบเปลี่ยนไปใส่ชุดของเชสหลังผ้าม่านด้วยความว่องไว เมื่อเสร็จแล้ว จึงรีบออกไปเปิดประตูให้ผู้ที่สร้างสรรค์จัมพ์สูทตัวนี้เข้ามาชมผลงาน

ทันทีที่เขาได้เห็นฉัน ดวงตาคมคู่นั้นก็เบิกขึ้นนิดๆ เขานิ่งไปอยู่ซักพัก ก่อนจะเอ่ยออกมา

“สวย.. สวยมาก” นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายระยับ มองดูฉันและเสื้อผ้าด้วยสายตาที่ชื่มชม แบบที่ศิลปินที่กำลังมองผลงานชิ้นเลิศของตน

“ผมคิดไม่ผิดจริงๆ ชุดนี้เหมาะกับเธอมากที่สุด” เขาเอ่ยออกมา ในขณะที่ เดินเข้ามาประชิดตัวฉัน มือของเขาเอื้อมมาเหมือนจะสัมผัสเนื้อผ้า จนฉันเผลอถอยหลังด้วยความตกใจปนเขินนิดๆ

“เอ่อ.. ขอโทษที ผมคงตื่นเต้นมากไปหน่อย” เขารีบถอยออกไป เมื่อเห็นท่าทีของฉัน ใบหน้าเขาดูตื่นตกใจ จนฉันต้องรีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน

“ไม่หรอกค่ะ ฉันแค่ตื่นเต้นนิดหน่อย”

“แล้วคุณเห็นตัวเองในกระจกหรือยัง”

“ยังค่ะ”

“มานี่สิ” เขากวักมือเรียกฉันไปที่หน้ากระจกบานใหญ่ เมื่อฉันเดินเข้าไป ก็ต้องตกใจกับเงาสะท้อนบนกระจกของหญิงสาวสูงประมาณ 168 ซม.ที่กำลังสวมจัมพ์สูทขาวบริสุทธิ์ กลืนกับผิวสีอ่อนเป็นประกาย ซิลลูเอตที่เน้นเอวและไหล่ที่ตั้งขึ้นทำให้ดูมีความเป็นผู้หญิงที่สง่าและเต็มไปด้วยความมั่นใจ ดูเฉี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“เอวหลวมไปนิดนึงนะ ผมคงต้องเอาไปแก้ก่อน”

เสียงของเชสดังขึ้นจากข้างหลัง พร้อมกับความรู้สึกของมือที่คีบเนื้อผ้าที่เหลือออกมา ทำให้ฉันสะดุ้งนิดหน่อย แต่เชสเหมือนกำลังหมกมุ่นกับการสำรวจรายละเอียดของเสื้อผ้าของเขา เขาเข้ามาใกล้มาก จนฉันได้กลิ่นน้ำหอมโทนกลิ่นไม้เซ็กซี่

“เจส เธอจะว่าอะไรมั้ยถ้าผมขอวัดตัวเธอ”

ไม่!

ฉันผวาขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อได้ยินคำขอของดีไซน์เนอร์อัจฉริยะ ไม่นะ ไซส์ของผู้หญิง เป็นความลับที่น่าหวงแหนมากที่สุดแล้ว แล้วเมื่อวาน น้ำหนักที่พุ่งมา ขืนให้วัดตอนนี้... ไม่ได้ ฉันไม่โอเค! TOT

แต่ถึงอย่างนั้น ขอร้องเถอะ หยุดทำแววตาใสซื่อเหมือนชวนคนอื่นกินข้าวได้มั้ย ใบหน้าของเชสดูปกติมาก เขาเอียงคอน้อยๆเมื่อเห็นท่าทีลังเลของฉัน ก่อนจะเอ่ยขึ้นต่อ

“ไม่นานหรอก ผมไม่โดนตัวเธอแน่นอน แต่ถ้าไม่สบายใจ ให้ผมเรียกผู้หญิงมาช่วยวัดก็ได้นะ”

“งั้นก็ได้ค่ะ” ฮืออ.. ฉันพูดไปแล้วววว ถ้าหัวใจร้องไห้ได้ ป่านนี้ ตัวของฉันคงทะลักออกมาด้วยน้ำตาแล้วล่ะ ดีไซน์เนอร์หนุ่มจึงยิ้มน้อยๆ แล้วเดินไปหยิบสายวัดมาอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่ฉันจะได้เตรียมตัว เตรียมใจ (แขม่วพุง) เชสก็เข้ามา พร้อมกับกระซิบ

“ผมเริ่มวัดที่ข้างบ่าก่อนนะ” ว่าแล้ว เขาก็ใช้สายวัดทาบระหว่างต้นคอกับข้อไหล่ของฉัน แล้วไปต่อที่ความยาวบ่า ความยาวช่วงบน ความยาวจากเอวถึงเข่า รอบอก รอบเอว รอบสะโพกด้วยความคล่องแคล่วและเบาหวิว มือของเขาไม่ได้สัมผัสโดนฉันเลยแม้แต่น้อยอย่างที่เขาพูด เพียงไม่นานเขาก็วัดตัวฉันเสร็จ แล้วก็จดยิกๆลงสมุดรวดเดียวพร้อมกันทั้งหมด

“คุณจำได้ทั้งหมดเลยเหรอคะ”

“อืม ตอนสมัยเรียนมันต้องรีบตลอดเวลาน่ะ” ใบหน้าของเขามีสีหน้าเคร่งเครียด ตั้งใจ เหมือนทุกครั้งที่กำลังทำงาน คำพูดของเขาไม่ผิด ชีวิตของคนในวงการนี้ ถ้ามัวแต่ยืดยาด ก็ไม่มีวันนำหน้าใครไปได้หรอก เชสคงรู้ข้อนี้ดี ถึงทำให้แบรนด์มาได้ถึงขนาดนี้ ฉันมองจัมพ์สูทที่ฉันกำลังสวมใส่อยู่อีกครั้ง มันดูเหมือนเป็นชิ้นงานที่ไม่น่าทำขึ้นมาเสร็จภายในสามวัน ยิ่งมองยิ่งทำให้ฉันรู้สึกประทับใจในพรสวรรค์ของเขา

          “ก็ลองคิดดูดีๆแล้วกันนะ เจส ว่าจะอยู่ในคอมฟอร์ทโซน ของตัวเองต่อไปหรือว่าจะก้าวออกมาทำในสิ่งที่ไม่เคยลองมาก่อน”

ฉันคิดถึงคำพูดของโจชัวขึ้นมาอีกครั้ง แล้วจู่ๆ ประตูก็เปิดออกอีกครั้ง แต่คราวนี้ผู้มาเยือนกลับไม่ใช่คนที่ฉันคุ้นหน้า เธอเป็นผู้หญิงตัวสูง ผมสีบลอนด์ยาวสลวยถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะ เผยให้เห็นหน้าผากเนียนและใบหน้ารูปไข่ ที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนนู้ดเรียบหรู เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินกับมินิสเกิร์ตรัดรูปสีเทาสุดเปรี้ยว คู่กับรองเท้าส้นสูงปรี๊ดสีสด ดวงตาสีฟ้าเรียวมองมาที่เชส ก่อนจะตวัดมาที่ฉันอย่างฉงน

          “นี่น่ะเหรอ คนที่นายบอกฉัน”

          “อืม เป็นไง”

          ผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามาหาฉัน พร้อมสังเกตฉันเหมือนประเมินอยู่ในใจ ดวงตาเรียวยาวของเธอหรี่ลงนิดหน่อย แล้วมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า พร้อมกอดอก ฉันจึงส่งยิ้มให้เธอ เพื่อไม่ให้ดูน่าอึดอัด

          “ก็โอเคนะ” เธอหันไปกล่าวสั้นๆกับเชส ด้วยสีหน้ามึนตึงเหมือนเดิม ก่อนจะหันมามองฉันอีกทีแล้วพูดต่อ “แต่เตี้ยไปหน่อย”

รอยยิ้มของฉันเจื่อนลงเล็กน้อย ก็ทำไงได้ ก็คนมันสูงสุดได้เท่านี้นี่! จะด่ายัยนี่กลับก็ไม่ได้ เพราะเธอก็สูงกว่าฉันพอตัว

“เธอสูงพอดีแล้วล่ะ ผมไม่ได้ทำเสื้อผ้าให้ยีราฟใส่ซักหน่อย” เชสเอ่ยขึ้นมาช่วยฉันเสียงเรียบ

“ฉันพูดตามมาตรฐานความเป็นจริงนะเชส” เธอโต้ตอบด้วยน้ำเสียงที่สูงขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าสวยเปรี้ยวนั่นยู่ลงน้อยๆ

“ผมก็พูดตามความเห็นของผม” เขาตอบเสียงเรียบเหมือนปกติ จ้องตาของผู้หญิงคนนั้นกลับอย่างเนือยๆ จนเธอต้องถอนหายใจแล้วส่ายหน้า ก่อนจะหันกลับมาหาฉัน

“แล้วเธอสูงเท่าไหร่นะ”

168 ซม.ค่ะ”

“ว่าละ เตี้ยไปนะ”

ค่ะ ป้า!

ฉันแย้มยิ้มรับคำวิจารณ์ เหอะ ถ้าอยู่ที่ไทย ฉันถือว่าสูงนะ!

“เอาเถอะ ฉันชื่อคลาริส สมิธ เป็นรองหัวหน้าดีไซน์เนอร์ของที่นี่ ส่วนเธอ.. เจสสิก้าใช่มั้ย”

“ใช่ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”​ ฉันยื่นมือไปเช็คแฮนด์กับเธอพอเป็นพิธี (แค่แตะมือด้วยซ้ำ) ก่อนที่เธอจะพูดเรื่องงานต่อทันที

“โอเค งั้นเธอจะเดินแบบด้วยใช่มั้ย”

“คะ?

“ลองเดินให้ฉันดูหน่อยสิ”

ฉันแข็งไปด้วยความตกใจ กะพริบตาปริบๆ เดี๋ยวนะ? จะให้เดินเลย? ซึ่งคลาริสก็มองฉันด้วยตาโตแบบเดียวกัน

“เดินบนส้นสูงไม่ได้เหรอ”

“ฉันพอเดินได้ค่ะ แต่ว่าไม่เคยเดินแบบมาก่อน” ฉันเอ่ยตอบอย่างกึ่งถ่อมตัว เพื่อไม่ให้เธอหาเรื่องด่าฉันได้ แต่ในใจคือแทบจะร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือดแล้ว!

“ดีจ้ะ งั้นเดินให้ดูหน่อย” คลาริสแย้มยิ้มหวาน ราวกับดอกกุหลาบให้ฉันเป็นครั้งแรก ทำให้ฉันรู้สึกสยองขึ้นมา

“คลาริส เจสยังไม่ใช่นางแบบนะ อย่าขู่เธอมากสิ” เชสเอ่ยขึ้นมา นัยน์ตาดูสงบราบเรียบเช่นเดียวกับน้ำเสียง ไม่สามารถเดาอารมณ์ได้

“แต่เดี๋ยวก็ต้องเป็นแล้วไม่ใช่หรือไง” คลาริสเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความหงุดหงิด เธอเดินออกไปจากห้อง โดยไม่ลืมเรียกให้ฉันเดินตามมาที่ห้องโล่งๆสีขาวห้องแรกที่แดเนียลให้ฉันไปรอ

“เชส ที่นี่มีรองเท้าส้นสูงมั้ย”

“ผมเพิ่งสั่งมา อยู่นี่” ระหว่างที่คลาริสเดินวนไปมาเพื่อหารองเท้าให้ฉันตามตู้ เชสก็เดินไปที่มุมๆหนึ่ง แล้วกลับมาพร้อมส้นสูงสีดำสามคู่แบบเดียวกันเป๊ะๆ ร่างสูงก้มลงวางมันตรงหน้าฉัน พร้อมกับกล่าว

“ผมกะไซส์รองเท้าเธอมาประมาณนี้ น่าจะพอดีซักคู่”

“ขอบคุณค่ะ” ฉันรีบย่อตัวลงรับมา จริงๆโทรมาถามก็ได้นะ ไม่ต้องซื้อเผื่อมาให้เปลือง แต่รองเท้าพวกนี้... มันส้นเข็ม หัวแหลม สูงประมาณห้านิ้ว ตรงกับแบบที่ฉันหนีทุกครั้งเวลาต้องซื้อส้นสูงไปงาน นี่เขาไม่ได้แกล้งฉันใช่มั้ย?!

ฉับพลัน เสียงดนตรีก็ดังขึ้น เป็นจังหวะกลางๆเหมือนธีมเพลงแคทวอร์คธรรมดา คลาริสเปิดเพลงเสร็จ แล้วจึงเดินกลับมานั่งลงบนโซฟา ก่อนจะเอ่ยสั่ง

พร้อมแล้วเดินมาจากตรงริมห้องนะ

ฉันที่พยายามสวมรองเท้าอย่างทุลักทุเลก็ได้แต่ขานรับ แล้วมองไปที่มุมห้องที่เธอชี้ มันมีระยะทางไกลพอสมควรเลยนะ เพราะงั้นที่นี่น่าจะเป็นฟิตติ้งรูม แต่ช่างมันก่อนเถอะ ตอนนี้...

ฉันตายแน่ๆ

ฉันลุกขึ้นยืน พยายามเดินให้เบาและเป็นธรรมชาติที่สุดอย่างระวัดระวังไปที่จุดสตาร์ท ให้ตายเถอะ รู้สึกไม่ถนัดชะมัด ปลายเท้าก็รู้สึกบีบรัดจนเจ็บด้วย ฉันถอนลมหายใจออก ให้ผ่อนคลาย มั่นใจสิ มั่นใจน่ายัยเจส! เธอทำได้ เธอดูมันมาบ่อยแล้ว ก็แค่ทรงตัว เดินไปอย่างปกติ แล้วก็มั่นใจ!

ฉันให้กำลังใจตัวเองในใจ ใช้หูฟังจังหวะเพลงให้ใจและกายละลายไปกับมัน เมื่อพร้อมแล้ว ฉันก็หันกลับไปด้วยความมั่นใจ ประจวบกับที่สายตาประสานเข้ากับแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหมายบางอย่างอันทรงพลังของชายหนุ่มบนโซฟา ริมฝีปากทรงเสน่ห์หยักยิ้มขึ้นมาน้อยๆ ก่อนจะอ้าปากพูดแบบไม่มีเสียงว่า เธอทำได้

ใช่แล้ว ฉันทำได้!

เมื่อจังหวะย้อนกลับมาถึงพาร์ทแรก ฉันก็ถอนหายใจแรงๆให้โล่ง ก่อนจะเชิดหน้าขึ้น ก้าวเดินออกไป..!

ฉันเดินไปข้างหน้า แกว่งแขนเป็นจังหวะ ตามเสียงเพลงที่เปิดคลอเอาไว้ สายตาเพียงโฟกัสไปที่กำแพงสีขาวเหนือผู้ชมทั้งสองเพื่อลดความประหม่า ฉันพยายามเชิดหน้าเดินต่อไปให้เป็นธรรมชาติที่สุด แต่ว่าทุกครั้งที่ก้าวเดิน ปลายเท้าก็รู้สึกเจ็บแปล๊บจนดูไม่เป็นธรรมชาติ โอ๊ย! ฉันเกลียดคนที่ซื้อรองเท้า ไม่สิ คนดีไซน์อีรองเท้าบ้านีที่สุด ถ้าจะออกแบบมากัดเท้ากันขนาดนี้! ถึงอย่างนั้น ฉันต้องสู้ให้ถึงที่สุด! เมื่อเดินใกล้ถึงตรงหน้าของพวกเขา ฉันก็หยุดโพสท่าเบสิคที่สุดอย่างจับเอว เอียงข้างไปมาสองที แล้วค่อยหันหลังเดินกลับมาจนถึงจุดเริ่มต้น

เฮ้อออ..

ฉันพ่นลมหายใจออกอย่างแรงเมื่อกลับมาถึงที่เดิม ก่อนจะค่อยหันไปดูปฏิกิริยาของผู้ชมทั้งสอง

ใบหน้าของเชสดูเรียบนิ่ง แต่เหมือนคิ้วของเขาจะขมวดลงนิดหน่อย แต่คลาริสนี่ถึงขั้นเบือนหน้าหนี แล้วส่ายหน้า

...ซวยแล้วไงล่ะ

“กลับมานี่ก่อน” เชสกวักมือเรียกฉันกลับไปหาเขา เมื่อฉันเดินไปถึงตรงหน้าของดีไซน์เนอร์ทั้งสอง คลาริสก็เอ่ยปากขึ้นมาว่า

“ไม่ได้เรื่อง”

สายตาของเธอทอดมองมาที่ฉันอย่างเย็นชาปนดูแคลน ก่อนจะพรั่งพรูคำตำหนิออกมาเป็นชุด

“เดินได้ห่วยมาก ดูเก้งก้าง เหมือนเด็กอนุบาลกระแดะใส่ส้นสูงของแม่ ตาก็แข็ง มือก็แกว่งเยอะไป ลิงยังเดินได้น่าดูกว่าเธอ”

เหมือนถูกปาก้อนหินมาใส่หน้า ดีไซน์เนอร์สาวเอ่ยถามฉันต่อด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง

“ถามจริง เคยเดินใส่ส้นสูงกี่ครั้ง”

“เอ่อ... ไม่บ่อยค่ะ แค่เวลาออกงานไม่กี่รอบ” ฉันก้มหน้าตอบด้วยเสียงแผ่วเบา ใบหน้าของฉันชาไปหมด ขณะที่เสียงติเตียนยังดังต่อ

“ว่าแล้วไง เฮ้อ”

เธอหันหน้าไปกล่าวกับเจ้านายของเธอ ด้วยน้ำเสียงติดวีน

“ฉันไม่เข้าใจสายตาของคุณจริงๆ จะเลือกใครก็ไม่รู้มาเป็นมิวส์ของคอลเลคชั่นเปิดตัวเนี่ยนะ บ้ารึเปล่า นางแบบดังๆที่คุณสนิทด้วยก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ ไม่เลือก คุณเป็นดีไซน์เนอร์นะ ไม่ใช่นักปั้นนางแบบซักหน่อย”

“คลาริส ผมเลือกเธอเป็นมิวส์ของผมแล้ว อีกอย่าง เธอไม่จำเป็นต้องเดินแบบหรือถ่ายแบบซักหน่อย” เชสขัดด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติ ใบหน้าของเขาดูฉุนเฉียว พอๆกับคลาริส จนเหมือนว่าสามารถระเบิดออกมาได้ทั้งคู่

“คะ? ฉันไม่เข้าใจคุณ เป็นมิวส์แล้วถ้าไม่ให้ทำงาน แล้วจะมาทำอะไร มานั่งๆนอนๆแถวนี้ ให้กำลังใจคุณดีไซน์งั้นเหรอ แล้วนี่เซ็นสัญญาไปแล้ว? สัญญาอะไร..”

“ฉันจะเป็นนางแบบให้ CHASE YAGAWA ค่ะ” เมื่อคลาริสเริ่มพูดดูถูกฉันแรงขึ้น ฉันจึงเอ่ยขึ้นขัดทันทีด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“เดินแบบกับถ่ายแบบ ฉันจะทำมันทั้งหมดค่ะ” ฉันสบตากับคลาริสอย่างแข็งกร้าว ซึ่งเจ้าตัวก็สบตาฉันกลับมาอย่างรุนแรงไม่แพ้กัน

“จะได้เหรอ? เดินบนส้นสูงยังไม่เป็นเลย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเดินรันเวย์ของเชส ยางาว่าที่ไม่ใช่แค่ที่ราบธรรมดานะ เธอได้ขายขี้หน้าก่อนแน่”

ที่เธอพูดไม่ผิดหรอก แต่ว่า...

“ไม่ต้องห่วงค่ะ วันนี้ ฉันเดินได้ทุเรศมากเพราะฉันไม่เคยทำมันมาก่อน แต่ขอแค่ฉันได้เรียนรู้ ได้ฝึกซ้อม ฉันจะพิสูจน์ให้คุณเห็นว่ามิสเตอร์ยางาว่าไม่ได้เลือกมิวส์ผิดคน!

ฉันเหลือบมองไปที่เชสที่ตอนนี้กำลังมองมาที่ฉันพร้อมรอยยิ้มพอใจที่มุมปาก แล้วสบตาคลาริสอย่างมุ่งมั่น ในเมื่อมีโอกาสทองอยู่ตรงหน้าและมีคนที่มั่นใจในตัวฉันมากขนาดนี้ ก็คงถึงเวลาแล้วล่ะ ที่ฉันต้องก้าวออกมาจากคอมฟอร์ทโซนของตัวเองซักที!

“ปากเก่งดีนี่ งั้นฉันจะรอดูว่าเธอมีดีแค่คำพูดหรือเปล่า” คลาริสยิ้มเยาะ แต่ฉันก็ส่งยิ้มที่หวานดั่งกุหลาบที่สุดกลับไป

คอยดูเถอะ ยัยป้า ขอแค่ฉันตั้งใจ ยังไงฉันก็จะพิสูจน์ให้ดูว่าฉันนี่แหล่ะ มิวส์ที่เหมาะสมที่สุดของ CHASE YAGAWA!


 

    



 ~ติดตามเรื่องของซังฮุนได้ที่นี่นะคะ 

รับประกันความฮาค่ะ

PANTASIA

 


 


 

 

 

S
N
A
P

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

216 ความคิดเห็น

  1. #24 marlade (@dream-dream) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:50
    ชอบมากกกก มาต่อเร็วๆน้าาาา
    #24
    1
    • #24-1 Mad Magic Mushroom(?!) (@pandolla1418) (จากตอนที่ 6)
      1 มีนาคม 2560 / 05:16
      ขอบคุณนะคะ ดีใจที่ชอบ >< กำลังเร่งปั่นค่า รอหน่อยนะ!
      #24-1
  2. #23 dragon200 (@yugifsy2000) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:31
    sanooookkkk mak ka na tid tarm
    #23
    1
  3. #22 -Sayuri- (@Cinderera22) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 17:30
    อ่านรวดเดียวเลย สนุกมากอ่ะ งื้อออออออ~
    #22
    1
    • #22-1 Mad Magic Mushroom(?!) (@pandolla1418) (จากตอนที่ 6)
      28 กุมภาพันธ์ 2560 / 04:10
      ดีใจที่ชอบนะคะ >< เห็นแล้วชื่นใจจัง ขอบคุณนะคะที่ติดตาม
      #22-1
  4. #21 Farella (@roria) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:42
    เมื่อไหร่เฮียเชสจะโผล่มา
    #21
    1
  5. #20 yanisakpp (@yanisakpp) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 / 17:40
    มาต่อเร็วๆน้าา
    #20
    1
  6. #19 yanisakpp (@yanisakpp) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:59
    เจิมมมม
    #19
    1
  7. #18 BBMTT (@BBMTT) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:56
    เจิมมม
    #18
    1
    • #18-1 Mad Magic Mushroom(?!) (@pandolla1418) (จากตอนที่ 6)
      20 กุมภาพันธ์ 2560 / 16:31
      ขอบคุณนะคะ มาเร็วอีกแล้ว ><
      #18-1