ตอนที่ 4 : PAGE 2 [TO BE ECCENTRICALLY CREATIVE]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1332
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    23 พ.ค. 62

 

 
Story: Page 2 
 “I’m a very down-to-earth person,
 but it is my job to make that earth more pleasant.”

— Karl Lagerfeld —


[3 notifications]
‘Dad: ตื่นหรือยัง’
‘Dad: พ่อยื่นคำขาดแล้ว อย่าทำตัวงี่เง่า
‘Dad: ตื่นแล้วโทรหาพ่อด้วย


           ฉันถอนหายใจแล้วสอดโทรศัพท์ของฉันเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ท พยายามข่มอารมณ์ แล้วทอดสายตามองไปรอบตัว ตอนนี้ฉันถูกล้อมรอบด้วยนักศึกษาที่เดินขวักไขว่ไปมากันเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่แปลก ในเวลาที่เป็นช่วงเปลี่ยนบล็อคบนตึกเรียนของภาควิชาการเงินของมหาวิทยาลัยที่ฉันกำลังเรียนอยู่ ให้ตายสิ ฉันไม่ชอบเวลาต้องเดินตัดทางที่มีคนเดินสวนไปมาเยอะแยะเลย มันรู้สึกยังกับข้ามถนนที่มีรถยนต์วิ่งไม่ปาน เฮ้อ.. เหนื่อยชะมัด เมื่อคืนฉันนอนไปแค่สองชั่วโมงเอง เพราะมัวต้องปั่นรายงานให้โปรเฟซเซอร์ไวท์เฮดจอมโหดนั่น นี่ขนาดอัดคาเฟอีนไปแล้ว ตาของฉันก็เปิดได้แค่ครึ่งเดียวตลอดทั้งวันเท่านั้นอยู่ดี

            “เจส ทางนี้!” เสียงใสที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางขวา ฉันจึงหันไปทางเสียงที่เรียก แล้วพบกับร่างเล็กเจ้าของทรงผมซอยสั้นสีเข้มสุดเฉี่ยว ใบหน้าสวยที่ฉาบไปด้วยเมคอัพโทนดาร์คประดับไปด้วยรอยยิ้มสดใส ในมือของเธอมีถ้วยกาแฟร้อนอยู่สองแก้ว

            “ไงฟา อุ้ย ขอบคุณนะ” ฉันเอ่ยทักทายฟาบริเซีย เพื่อนสาวและรูมเมทสุดเก๋จากโปรตุเกส ก่อนจะรับแก้วกาแฟที่เธอยื่นให้ขึ้นจิบ อื้ม... เพียงแค่กาแฟดำอึกเดียว ฉันก็รู้สึกสดชื่นขึ้นถึง 20% แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังไม่ถึงระดับที่ฉันยังมีแรงพอทำนู่นนี่อยู่ดี

            “ฟา ฉันว่าวันนี้เรากลับหอเลยดีมั้ย ฉันใกล้ตายจริงๆละ”​ ฉันเอ่ยถามเพื่อนสนิทควบรูมเมทด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าและแกล้งทำให้ตาดูลอยกว่าเดิมขึ้นไปอีก คนที่ถูกถามจึงตวัดตาขึ้น แกล้งมองฉันอย่างดุๆ แล้วเอ่ยตอบ

            “นี่ ฉันอุตส่าห์ซื้อกาแฟมาให้เธอเลยนะ ถ้าจะเบี้ยวงั้นคืนมาเลย เธอต้องไปนะ ครั้งนี้ มันคืออะไรที่ห้ามพลาดที่สุด”

            “อ้าว ทำไมล่ะ ร้อยวันพันปี เธอไม่เห็นนึกอยากมาฟังเวลามีคนข้างนอกมาพูดเลย”

            “ยัยบ้า นี่เชส ยางาว่า’มาเองเลยนะ ปกติดีไซน์เนอร์ระดับนั้นเขาจะมาบรรยายให้เด็กมหาลัยฟังกันที่ไหนเล่า ยิ่งเป็นผู้ชายหาตัวจับยากอย่างเชส ยางาว่าด้วย!” ฟาบริเซียอธิบายอย่างยาวพรืดรวดเดียว ยางาว่างั้นเหรอ? คุ้นชื่อจังเลยนะ

            “เดี๋ยวนะ เชส ยางาว่าที่ดังๆอยู่น่ะเหรอ?” ฉันพูดออกมาทันทีที่นึกขึ้นได้ ฉันจำได้แล้ว เชส ยางาว่า! เขาคือเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายที่โจชัวพูดถึงเมื่อวันก่อนและกำลังโครตดังเป็นพลุแตกอยู่ตอนนี้!

            “ก็ใช่น่ะสิ”

            “บ้าา จริงดิ? เชส ยางาว่าเนี่ยนะ จะมาเอง?!” ฉันทวนอีกรอบด้วยความแปลกใจ

            “ใช่มั้ยล่า? ฉันก็อึ้งอยู่เหมือนกัน ถึงต้องไปให้ได้ไง” ฟาบริเซียเอ่ยด้วยความตื่นเต้น ฉันจึงเลิกบ่นอิดออด แล้วเดินตามเธอไปยังห้องบรรยายอย่างโดยดี

            อย่างที่คาด ภายในห้องบรรยายเต็มไปด้วยนักศึกษานั่งจับจองที่กันมากมาย เสียงซุบซิบดังกระหึ่ม ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ชายผู้ที่เป็นดาวเด่นของวันนี้ ซึ่งกำลังดื่มน้ำอยู่ ฉันกับฟาบริเซียย่องขึ้นไปหาที่นั่งข้างบน ก่อนจะหันไปมองผู้ที่จะมาบรรยายในวันนี้ ถึงฉันจะเห็นไม่ค่อยชัดมาก เพราะลืมทั้งแว่น ทั้งคอนแทคเลนส์ ก็พอเห็นว่าเขาสวมเสื้อสูทสีดำลายตารางหมากรุก ที่ดูไม่ธรรมดาและเนคไทสีแดง ดูสุภาพ แต่ก็ไม่น่าเบื่อ เหมือนกับสไตล์ของ CHASE YAGAWA ที่ฉันเห็นในรูปภาพ ชุดนี้ทำให้คนที่อยู่ตรงหน้าห้องดูพิเศษกว่าใคร คงเป็นเพราะผู้ออกแบบคือผู้สวมใส่ด้วย

            “โอ้มายก๊อด ทำไมเขาถึงฮอตขนาดนี้?!!” ฟาบริเซียกระซิบ สติเธอดูหลุดไปแล้วจริง มองไปรอบๆ ฉันก็เห็นผู้หญิงหลายคนที่มีท่าทางกระริกกระรี้เหมือนเธอเยอะเหมือนกัน บ้างก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นถ่ายรูปด้วยซ้ำ จะว่าไป ฉัน Snapchat รูปเขาไปหน่อยดีกว่า

            จังหวะที่ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ไฟก็ดับลง แล้วมีไฟส่องมาที่ชายคนนั้นขึ้นแทน บนหน้าจอใหญ่ เป็นพรีเซนท์เทชั่นที่มีชื่อว่า ‘To be Eccentrically Creative’ หรือว่า การมีความคิดสร้างสรรค์อย่างบ้าคลั่ง เสียงซุบซิบที่เคยดัง กลับเงียบลงฉับพลัน ราวกับถูกปิดสวิตช์ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ดีไซน์เนอร์หนุ่มชื่อดังตรงหน้า ที่เริ่มเอ่ยขึ้นมา

            “I’m pretty sure that you all have heard so many speeches about being creative. And it was quite boring to hear this thing over and over, isn’t it? (ผมค่อนข้างชัวร์นะ ว่าพวกคุณน่าจะเคยฟังการบรรยายเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์หลายครั้งมาก่อน แล้วมันคงน่าเบื่อที่จะฟังเกี่ยวกับมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าสินะ?)”

            ประโยคแรกของเขาก็เรียกเสียงเห็นด้วยและเสียงหัวเราะขึ้นเบาๆ เชส ยางาว่าจึงยิ้มแล้วเอ่ยต่อ

            Well, that’s why I’m not gonna talk about this topic the same way as how other people do. As you can see, I added the word, ‘eccentrically’ to the title. To be honest, it doesn’t sound to be so different from just the word ‘creative’ alone. But well, I just love this word and it’s what makes me who I am today. (อย่างว่านะ เพราะงั้นผมจะไม่พูดเรื่องนี้เหมือนกับคนอื่นๆหรอก ก็เหมือนที่คุณเห็น ผมเพิ่มคำว่า ‘บ้าคลั่งลงไปในชื่อหัวข้อ พูดตามตรง มันก็ไม่ได้ทำให้คำว่า’มีความคิดสร้างสรรค์เดี่ยวๆแตกต่างไปจากเดิมซักเท่าไหร่หรอก แต่ว่า ผมก็แค่รักคำนี้และมันทำให้ผมกลายเป็นผมในวันนี้)”

            ให้ตายเถอะ เวลาที่เขาพูด มันดูมีเสน่ห์ชะมัด ถึงแม้ว่าเนื้อหาของสิ่งที่เขาพูดไม่ได้หวือหวาหรือน่าสนใจมากก็ตาม แต่วิธีพูด น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขา สำเนียงอเมริกันฝั่งอีสท์โคสต์เข้มๆและบุคลิคของเขาทำให้เขาแผ่คาริสม่าออกมา ทำให้ทั้งห้องเงียบสนิท จับจ้องแต่ผู้ที่มาบรรยาย หน้าจอโทรศัพท์ในมือของฉันเป็นเชส ยางาว่าที่กำลังบรรยายอยู่ด้านล่าง ฉันแตะที่หน้าของเขาเพื่อปรับโฟกัส แต่ก่อนที่จะได้สแนป ก็มีหน้าจอ Line Call ที่แสดงชื่อคนที่โทรเข้ามาว่า ‘Dad’ ขึ้นตัดมาซะก่อน

  เฮ้อ! ฉันต้องรับจริงๆแล้วสินะ

            ดีนะที่ปิดเสียงเอาไว้ ฉันกระซิบบอกฟาบริเซียให้รู้ว่าฉันจะไปรับสาย ก่อนจะย่องออกไปนอกห้องเงียบๆ เพื่อที่จะได้กดรับสายซักที

            “ฮัลโหล..?

            (เลิกงี่เง่าซักทีได้มั้ย)

            เพียงแค่ประโยคแรกจากปลายสายก็ไม่น่าฟังแล้ว และอย่างนี้จะหวังให้ฉันทำตัวดีๆได้ไง!

            “ถ้าจะโทรมาว่าเจส จะวางแล้วนะ เจสต้องไปเรียน”

            (ห้ามวางนะ! คุยกับป๊าดีๆก่อน) คนจากปลายสายร้องห้าม ฉันจึงถอนลมหายใจออก ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงห้วน

            “แล้วป๊ามีอะไรจะพูดกับเจสล่ะคะ ถ้าเรื่องที่จะบังคับเจสไปอินเทิร์นกับบริษัทเพื่อนป๊า เจสก็ขัดไม่ได้อยู่แล้วนี่คะ”

            (ทำไมทำเสียงแบบนั้น)

            ฉันพ่นลมหายใจออก ก่อนจะพยายามปรับเสียงให้เป็นปกติ

            “ขอโทษค่ะที่ทำให้ไม่พอใจ แล้วป๊ามีอะไรจะพูดอีกมั้ยคะ”

            (เจส!) เสียงแหบตะเบ็งขึ้นอย่างโกรธเกรี้ยว (อย่าทำแอททิจูทแบบนี้อีกนะ! โตได้แล้ว ฉันลงทุนไปกับแกตั้งเยอะ ส่งไปเรียนถึงนอก อย่างน้อยก็ทำตัวให้มีประโยชน์ซะบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ทำตัวไร้สาระไปวันๆ คิดถึงแต่ความสนุกของตัวเอง!)

            ถ้อยคำต่อว่าของคนเป็นพ่อบาดลึกไปถึงจิตใจ ฉันจิกมือตัวเองแน่น พยายามข่มกลั้นอารมณ์ในขณะที่เสียงตวาดยังดังขึ้นไม่หยุด

            (เรื่องเที่ยวจะไปตอนไหนก็ได้ในเวลาว่าง ไม่ใช่ในเวลาที่มีหน้าที่ต้องทำ

            “แต่เจสไม่ได้ไปเที่ยว เจสไปเรียน!

            (เรียนทำอาหารบ้าบอคอแตกเนี่ยนะ? เรียนไปแล้วมันจะทำให้ชีวิตแกดีขึ้นงั้นเหรอ? ช่วยแกหาเงินได้เท่าที่แกใช้เหรอ?)

            “...”

  (เสียเวลาไปมากเท่าไหร่กับเรื่องพวกนี้ เลิกคิดแต่หาเรื่องไร้สาระทำได้แล้วก็คิดเรื่องหางานดีๆทำได้แล้ว ถ้ายังไม่เอาไหนอยู่อย่างนี้ แล้วฉันจะยกบริษัทให้แกได้ยังไง)

 ...แล้วเคยถามฉันมั้ย ว่าฉันอยากได้มันหรือเปล่า?

 ฉันกลืนสิ่งที่อยากจะพูดลงคอ แล้วพยายามตอบด้วยเสียงที่นิ่งที่สุด

           “เข้าใจแล้วค่ะ”

           (เข้าใจแล้วก็ทำให้เห็นด้วย รู้ใช่มั้ยว่าที่ป๊าทำทั้งหมดน่ะก็เพื่อตัวลูกเอง)

           “ค่ะ.. เจสเข้าใจดี” ฉันตอบเสียงเย็นชา “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เจสวางนะคะ มีเรียนต่อ”

            ฉันกดวางสาย ก่อนมือที่ถือโทรศัพท์จะตกลงอย่างเหนื่อยล้า ถ้อยคำเย็นชาเหล่านี้เป็นเหมือนมีดกรีดคมหลายเล่มที่พุ่งตรงมาเสียบฉัน แต่ความชินชาที่สั่งสมมานานเอง ก็เป็นเหมือนเกราะที่กำบัง ทำให้ฉันยังคงมีสติ ยืนหยัดได้เหมือนตอนนี้

           พ่อของฉันเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ชีวิตของเขามีระเบียบแผนเป็นขั้นตอน ชีวิตของฉันเองก็ถูกเขาวางแผนให้ทั้งหมดเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเรียนอะไร มหาวิทยาลัยที่ไหนหรือว่าจบมาแล้วจะทำอะไรต่อ แต่ว่าฉันกลับรู้สึกว่างโหวงกับชีวิตมาโดยตลอดและพยายามตามหาสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆโดยการเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างตั้งแต่ภาษายันงานอดิเรกอย่างเย็บปักถักร้อย จนมาถึงทำอาหาร ทว่าพ่อไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของฉันเลยแม้แต่น้อยและคิดว่าทุกอย่างที่เขาแพลนให้ฉันสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว จึงมีปฏิกิริยาเวลาฉันขอไปลองทำกิจกรรมที่เขาคิดว่าไร้สาระ’รุนแรงแบบนี้

           ฉันพยายามรวบรวมสติ ข่มความรู้สึกทางลบที่ปั่นป่วนไปทั่วกายโดยแวะไปเข้าห้องน้ำ ก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปห้องบรรยาย การออกไปครั้งนี้ กินเวลาไปพอสมควร ทำให้ฉันจึงพลาดเนื้อหาไปบางส่วน

            “หายไปนานเลยนะ” ฟาบริเซียแกล้งแขวะเบาๆ ฉันจึงฉีกยิ้มให้เธอ แล้วมองไปข้างหน้า ฟังการบรรยายต่อ ทุกคนดูตั้งใจฟังกันอย่างสุดๆ เพราะเชส ยางาว่าเป็นคนที่คุยสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อเทียบกับภาพลักษณ์เข้าถึงยากของเขา โดยเฉพาะเวลาที่เขายิ้ม ตาของเขาหยีลงอย่างน่ารัก ทำให้เวลาที่ยาวนาน สั้นลงและไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด เผลอครู่เดียว การบรรยายของเขาก็จบลงอย่างสวยงาม เรียกเสียงปรบมือดังกระหึ่มห้องประชุม หัวหน้าคณะอาจารย์จึงเดินออกมามอบดอกไม้และของที่ระลึก แล้วถ่ายรูป เพื่อจบการบรรยายกับแขกกิตติมศักดิ์อย่างสวยงาม

 


  Chase’s Eyes:

            พูดตรงๆนะ การตระเวนมามหาลัย แล้วพูดพล่ามเกี่ยวกับชีวิตของตัวเองปาวๆ เป็นชั่วโมงไม่เคยอยู่ในความคิดของผมเลย และผมไม่คิดว่าทุกคนจะสามารถจินตนาการผมทำอะไรแบบนี้ได้ แต่ก็นะ ผมคงไม่มีวันมาทำอะไรแบบนี้หรอก ถ้าหัวหน้าคณะอาจารย์จะไม่ใช่ลุงของผม..

            “ขอบใจมากนะ ที่อุตส่าห์มาช่วยบรรยายให้นักศึกษาของลุง” ไรอัน ยางาว่า เอ่ยขึ้นมาในขณะที่เดินเข้ามาหาผม ท่ามกลางเสียงปรบมือยังดังไม่หยุด  ผมยังคงปั้นหน้ายิ้มแล้วพยักหน้าเป็นเชิงขอบคุณให้กับบรรดาผู้ฟัง จนทุกคนเริ่มเดินออกไปกัน ผมจึงเดินกลับไปหาลุงที่กำลังคุยกับโปรเฟสเซอร์คนอื่นอย่างยิ้มแย้ม

            “เป็นไง พอใจแล้วใช่มั้ย คราวหน้าผมไม่มีทางแพ้พนันลุงแน่” เมื่อเขาแยกตัวออกมาได้ ผมก็เอ่ยขึ้นกับเขาด้วยน้ำเสียงท้าทาย

            “ฮ่าๆๆ หลานรัก นายไม่มีทางดวงดีไปกว่าลุงอยู่แล้วล่ะ” ลุงของผมหัวเราะอย่างชั่วร้าย แล้วกอดคอผมอย่างสนิทสนม ถูกต้องแล้ว ที่ผมมาที่นี่ในวันนี้ ไม่ใช่เพราะว่าผมรักลุงมาก ถึงขนาดยอมสละเวลาอันทีค่ากับการอบรมนักศึกษาที่ไม่ใช่จากสถาบันเดียวกับผมด้วยซ้ำ แต่เป็นเพราะแพ้พนันเขานั่นเอง!

            “ลุงแก่แล้ว ดวงลุงเดี๋ยวก็แย่ลงเรื่อยเองแหล่ะ”

            “เดี๋ยวนะ ไอ้เด็กนี่ อย่าให้ปากขลังๆของฉันแช่งแกนะ แล้วอย่าหาว่าไม่เตือน” ลุงขู่ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ สลัดแขนที่โอบรอบคอผมออกอย่างนุ่มนวล แล้วเอ่ยลา

            “เอาเถอะ จะทำอะไรก็แล้วแต่ลุง ผมไปละ”

            “ไปเถอะ แล้วเจอกัน” ลุงจึงเอ่ยตอบ แล้วตบบ่าผมอีกครั้ง ผมจึงหันไปอีกทาง แล้วกดโทรศัพท์หาแดเนียล ผู้ช่วยของผมให้มารับ พลางมองไปที่ประตู ซึ่งยังเต็มไปด้วยพวกนักศึกษาเดินต่อแถวยาวเรียงกันไปอยู่ เฮ้อ.. งั้นคงต้องรอจนกว่าเด็กพวกนี้ออกไปกันหมดสินะ

            (สวัสดีครับ มิสเตอร์ยางาว่า) เสียงจากปลายสายดังขึ้น ผมจึงกรอกเสียงออกคำสั่งลงไป

            “แดเนียล ช่วยเอารถมารับผมที่หน้าตึก XX ได้มั้ย อีก 7 นาที”

            (แน่นอนครับ แล้วเจอกัน)

            “อืม” ผมส่งเสียงตอบรับ ก่อนจะยกโทรศัพท์ลง พร้อมจะตัดสาย ทว่า กลับมีอะไรบางอย่างที่คุ้นตาจากตรงประตู ทำให้ผมต้องเหลียวกลับไปมอง

            เดี๋ยวนะ นั่นมัน..

            “เดี๋ยวก่อนแดเนียล นายอยู่ไหน

            (..ผมรออยู่ในรถครับ) แดเนียลตอบเสียงงง เพราะอยู่ๆผมก็ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงรีบร้อน

            “ช่วยลงไปดักคนบางคนให้หน่อยได้มั้ย ที่หน้าตึก”

            (..ครับ?)

            “เธอเป็นผู้หญิงเอเชีย ผมสีดำตรงยาวถึงกลางหลัง ไม่มีหน้าม้า ผิวขาวจัด จมูกโด่งมากๆ สูงประมาณ 170  สวมเสื้อโค้ทสีกากี เร็วๆนะ อย่าให้เธอหายไปได้”

            (อ่อ ได้ครับๆ)

            ผมยกโทรศัพท์ลง หยิบแว่นตากันแดดขึ้นสวม แล้วเดินฝ่าฝูงนักศึกษาออกไปทันที ถึงผมไม่ชอบการเดินฝ่ากลุ่มเด็กสาวที่เอาแต่พยายามจะถ่ายรูปผมใกล้ๆก็เถอะ แต่ยังไงผมก็ไม่มีทางยอมให้ผู้หญิงที่ติดอยู่ในหัวคนนั้นหายไปง่ายๆหรอก!

  กว่าจะฝ่าฝูงชนออกไปได้ ผมก็เห็นเพียงแค่หลังของคนเลี้ยวหายไปอีกฝั่งไกลๆ ไม่นะ!

            “มิสเตอร์ยางาว่า ฉันขอถ่ายรูปกับคุณได้มั้ยคะ” เมื่อฝ่าด่านหนึ่งไป ก็ยังคงเหลืออีกหลายด่าน เด็กสาวอีกกลุ่มหนึ่งกำลังยืนดักรอบตัวผม ขวางทาง ในมือของทุกคนมีโทรศัพท์ พร้อมที่จะกดถ่ายตลอดเวลา แต่ว่าผมไม่มีเวลามากพอขนาดนั้น!

            “ขอโทษนะครับ ผมกำลังรีบอยู่” ผมเอ่ยปฏิเสธเสียงนุ่ม พร้อมยิ้มเป็นเชิงขอโทษเล็กน้อย ก่อนจะรีบเดินเลี่ยงออกไป โชคดีที่พวกเธอมีมารยาทพอที่จะเปิดทางให้ผมอย่างโดยดี ผมรีบเดินแกมวิ่ง ตามไปยังฝั่งที่ผู้หญิงคนนั้นเดินไป แต่เธอเดินเร็วมาก จนผมคลาดสายตาไปจากเธอ ผมจึงยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู พูดกับสายที่ยังไม่ถูกตัด

            “แดเนียล ยังอยู่มั้ย? นายอยู่ไหน?

            (ผมอยู่ที่หน้าตึกแล้วครับ)

            “นายเจอเธอแล้วยัง?

            (ยังเลยครับ)

            “ถือสายไว้ก่อนนะ ผมกำลังไปที่นั่น”

            ระหว่างที่ผมกำลังลงลิฟต์ไปข้างล่าง เสียงจากปลายสายก็ดังขึ้นมา

            (มิสเตอร์ยางาว่า ผมเจอเธอแล้วครับ เธอกำลังเดินออกไป)

            “ตามไปหยุดเธอไว้! อย่าคลาดกับเธอนะ

            (ครับ)

            ผมมองตัวเลขตรงเหนือประตูที่ลดลงเรื่อยๆ ให้ตายเถอะ ช้าชะมัด ห่วยจริ!

            ติ๊ง! ในที่สุด ประตูลิฟต์ก็เปิดออกที่ชั้นล่างสุด ผมรีบพุ่งตัววิ่งออกไปทันที

            “มิสเตอร์ยางาว่า ขอโทษจริงๆแต่ผมคลาดกับเธอแล้วครับ!”

            (ว่าไงนะ นายอยู่ไหน?!) ใจของผมหล่นวูบลงไปทันที ไม่จริงน่า.. ครั้งนี้ ผมก็จะคลาดกับเธออีกแล้วเหรอ แล้วถ้าไม่มีครั้งหน้า ไม่มี‘ความบังเอิญ’อย่างนี้อีกแล้วล่ะ?

            “ผมอยู่ด้านนอก เลี้ยวมาทางขวา 300 เมตร”

            (รอก่อนนะ!) ผมรีบวิ่งออกมาจากตึกไป ตรงทางที่แดเนียลบอก ไม่นาน ผมก็เห็นร่างของผู้ช่วยของผมในชุดสูทพร้อมเนคไทสุดเนี้ยบของ CHASE YAGAWA และแว่นตากรอบเหลี่ยม ทันทีที่เขาเห็นผม เขาก็ชี้ไปทางซ้ายแล้วตะโกน

            “เธอหายไปทางนั้น เหมือนจะไปที่ซับเวย์

            “โอเค!” ผมจึงไม่หยุด แล้ววิ่งตรงไปทางที่แดเนียลชี้อย่างไม่สนสายตาของใคร ขอร้องเถอะ! จะพระเจ้าหรือใครก็ได้ อย่าให้เธอหายไปอีกเลย!

            ผมวิ่งจนลงมาถึงที่ซับเวย์ ซับเวย์ในตอนนี้ก็เหมือนเดิม มืดๆ ทึมๆ อับๆ คนเดินพลุ่งพล่านไปมา ผมกวาดตามองหาเธอไปทั่ว แต่ก็ไม่เจอ หรือว่าเธอจะผ่านประตูเช็คตั๋วไปแล้วนะ?

            ผมตัดสินใจสแกนบัตรผ่านของผมเข้าไปข้างใน แต่ปัญหาของผม ก็คือผมไม่รู้ว่าเธอไปขึ้นรถไฟทางไหน หรือถ้าแย่กว่าก็คือเธออาจจะขึ้นรถไฟไปแล้วน่ะสิ

            แต่ผมไม่อยากยอมแพ้ง่ายๆ งั้นลองใช้เซ้นส์แล้วกัน ผมถนัดมือซ้าย ฉะนั้น ผมจะไปทางซ้ายเมื่อเลือกได้แล้ว ผมก็ไม่รอช้า วิ่งไปทางที่เลือก ได้โปรดเถอะ! ขอให้มันยังไม่มา!

            …

            …

            วืช…….

            ลมแรงจากการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงของยานพาหนะปะทะเข้ากับหน้าผมอย่างจังจนต้องหรี่ตาลง

            ไม่ทันซะแล้ว.. กวาดตามองไปอีกฝั่ง เธอเองก็ไม่ได้อยู่ที่นั่นเช่นกัน

            คลาดกันอีกแล้วสินะ..

            ความรู้สึกผิดหวังเอ่อล้นขึ้นในใจพร้อมกับความหงุดหงิด ผมกำมือแน่นไม่ให้แสดงอารมณ์ออกมา ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นกดหาผู้ช่วยที่กำลังรอผมอยู่

            “แดเนียล ช่วยเอารถไปรอที่เดิมละกัน ผมกำลังกลับไป”

            (ครับ มิสเตอร์ยางาว่า)

            เมื่อได้ยินเสียงตอบรับ ผมก็กดตัดสาย แล้วสอดโทรศัพท์ลงกลับไปในกระเป๋ากางเกง ผมเดินกลับขึ้นไป แล้วออกจากสถานีซับเวย์เพื่อไปหาแดเนียลที่รถ หลังจากนี้ ผมคงต้องกลับไปเคลียร์งานที่สตูดิโอต่ออีกหน่อย ยังมีออเดอร์สั่งตัดพิเศษจากลูกค้า V.I.P ที่ผมต้องไปดีลด้วยอยู่ งานพวกนี้ จะรอช้าไม่ได้ แต่พอคิดถึงงาน ผมก็พาลคิดไปถึงเธอคนนั้น แล้วก็ไลน์เสื้อผ้าผู้หญิงที่ไม่มีอะไรคืบหน้าอีก โธ่เว้ย!

            ผมนึกคำสบถทุกอย่างในโลกออกมาทั้งหมด เพื่อระบายความหงุดหงิดในหัว จนแทบจะแร็พ ออกมาเป็นเพลงฮิปฮอปได้ บางที ผมคงควรจะมองหามิวส์คนใหม่ ในโลกนี้ มีผู้หญิงที่น่าสนใจอีกตั้งหลายคน อย่างเช่น.. ผมกวาดตามองดูรอบด้าน

            ป้าหมอดูยิปซีคนนั้น =_=

            ผมหยุดมองไปที่มนุษย์เพศหญิงคนแรกที่จับจองที่นั่งอยู่ตรงม้านั่งในจตุรัส ตรงหน้ามีป้ายเขียน ‘Psychic, Learn about your concealed future with Mama Simza 'หมอดูญานทิพย์ เรียนรู้เกี่ยวกับอนาคตที่ถูกซ่อนไว้กับมาม่าซิมซ่า

            เอ่อ.. แกก็ดูเก๋ดีนะ ดูหินหลากสีและลวดลายแพทเทิร์นบนชุดแซ็คก็ดูฮิปปี้ ดีมั้ง? เอ่อ.. บางที ผมอาจจะคิดธีมเกี่ยวกับพวกความเชื่อ ญานทิพย์ โบฮีเมียน futuristic อะไรประมาณนี้ เอ่อ.. นี่ผมเบลอขนาดมาพยายามมองโลกให้สวยงามเลยเหรอ..?

            สงสัย ผมจะเหม่อนานเกิน จนป้าแกสังเกตเห็นผม ก่อนที่ผมจะแกล้งเมินทัน ด้วยความไวสูงสุด ตามประสาผู้มีญานทิพย์ (?) ป้าแกก็โผล่มาตรงหน้าแล้วดึงผมไปที่ซุ้มของแกอย่างเร็วไว ยิ่งกว่ารถไฟใต้ดิน!
           
“สวัสดี พ่อหนุ่ม.. ข้ามองเห็นบางอย่างในตัวเจ้า ข้ามองเห็นมัน มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก.. มันเป็นอะไรที่พิเศษกว่าที่ใครคนอื่นมี”

            ป้าหมอดูกดผมลงนั่งแล้วยื่นใบหน้ามาใกล้ผมพร้อมเบิกตากว้างจนถลน จ้องลึกเข้ามาในตาผม ใกล้มาก...จนผมได้กลิ่นตุๆจากป้าแก =.=

            “มันช่างยิ่งใหญ่มากเหลือเกิน โอ้ว พ่อหนุ่ม ข้าอยากบอกเจ้าเหลือเกิน”

            เอ้า ก็ว่ามาสิ.. มันคืออะไรกันแน่ล่ะ

  ผมตั้งใจรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ แต่ว่า...

            “ทว่าการแหกกฎธรรมชาติ จำต้องมีค่าใช้จ่าย เจ้ายินยอมจะเสียสละมันหรือไม่” นัยน์ตาของแกลุกวาวอย่างกับแม่มด ทว่าภายในลูกตาสีมัวนั่น ผมรู้สึกได้ว่ามันกำลังร้องเรียกสิ่งที่เรียกว่า

            ‘เงิน! เงิน! เงิน! เงิน!’

            เดี๋ยวนะ! ไม่ใช่ละ! ผมว่านี่มันไม่ใช่อย่างร้ายแรง! ก่อนที่ผมจะตั้งสติ แล้วลุกหนีออกไปได้ ก็มีเสียงใสๆของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง พร้อมแรงดึงให้ผมลุกขึ้นมา

            “เฮ้ มานั่งอะไรอยู่ตรงนี้

            !!!

            “พวกเราต้องรีบแล้ว ไปเร็ว!

            มือเล็กนั่นจับแขนเสื้อของผมให้เดินออกไปจากซุ้มนั่น จนผมต้องก้าวตามไปด้วยความงงงวย ผมได้ยินเสียงด่าทอจากป้ายิปซีคนนั้นจากด้านหลัง แต่เธอก็ยังเดินต่อไปโดยไม่ปล่อยแขนเสื้อ จนกระทั่งเราพ้นจากละแวกนั้น

            “ขอโทษนะคะที่แกล้งทำเป็นรู้จักคุณแล้วลากออกมาอย่างนั้น”

            “...”

            “อ่า ฉันเคยถูกป้าคนนั้นดึงเข้าไปเหมือนกัน ถ้าคุณอยากดูดวง ฉันแนะนำที่อื่นให้ดีกว่าค่ะ ป้าคนนี้มันสิบแปดมงกุฏ ฉันเคยโดนรีดไปตั้ง 20 เหรียญคราวก่อน เลยทนไม่ได้ถ้าเห็นคนถูกแกรีดเงินไปอีก”

            เสียงใสนั่นอธิบายต่อ ปล่อยมือที่จับแขนเสื้อผมออก พร้อมกับหยุดเดิน โดยที่ยังมองตรงที่พื้นอย่างหงุดหงิด ผมอ้าปากจะเอ่ยขอบคุณนานแล้ว แต่ที่ค้างไปก็เพราะว่า...

            ใบหน้านั่น.. มันเทพธิดาของผมนี่หว่า!!!

            ผมถอดแว่นกันแดดออก เพื่อจะได้ชัวร์ว่าไม่ได้มองผิด แต่มันน่าจะผิดหรอก

            ผมสีดำสนิทยาวสลวย นัยน์ตาทรงอัลมอนด์สีดำสนิทคู่สวย จมูกโด่งๆนั่น ผิวขาวจัด เสื้อโค้ทแบบเดียวกับที่เห็นในห้องบรรยาย

            มันใช่เธอจริง!!!

            “อ่า ขอโทษนะคะที่จู่ๆก็ลากมาถึงนี่เลยโดยไม่ได้บอก” เธอขอโทษอีกครั้งโดยหันมาทางผม แต่ก็ยังไม่สบตากันอยู่ดี เพราะน่าจะประหม่า ผมที่กำลังรู้สึกดีใจ ตื่นเต้น จนชาไปทั้งตัวจึงพยายามเอ่ยปลอบขึ้นสั้นๆ

            “ไม่เป็นไรครับ”

            เธอจึงยิ้มเขินเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นมา กำลังจะอ้าปากเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ชะงักค้างไว้ ดวงตารูปอัลมอนด์สีดำสนิทนั่นเบิกขึ้นกว้าง คล้ายผมเมื่อ 10 วินาทีที่แล้ว แต่ดูเว่อร์กว่าหน่อย เธอหลุบตาลงไปกะพริบตาถี่เหมือนไม่เชื่อสายตา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผมใหม่ แล้วมองผมด้วยนัยน์ตาที่เบิกกว้างกว่าเดิม เธออุทานเสียงดัง

            “ช..เชส ยางาว่า???!!

 


 
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

216 ความคิดเห็น

  1. #14 Farella (@roria) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 / 18:15
    รอต่อนะไรท์ 
    #14
    1
  2. #13 dragon200 (@yugifsy2000) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 / 11:57
    รอออออออ 
    #13
    1
  3. #12 My little rose (@rosetidarat) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:44
    เจิม? เจิม? ?เจิมมม????????
    #12
    1
  4. #10 Heart of Sissi <3 (@heartofsissi) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:33
    เจิมมมมม ป.ล. มากรี๊ดฮโยยอน >< 5555
    #10
    1
  5. #9 BBMTT (@BBMTT) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:23
    เจิม เจิม เจิม เจิม จิม เจิม เจิม เจิม เจิม เจิม เจิม เจิม
    #9
    1