I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 44 : ครั้งที่ 40 ใจกล้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35,501
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,288 ครั้ง
    22 ม.ค. 62




ครั้งที่ 40 ใจกล้า

[ธันวา]

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด

“อืม...”

เสียงนาฬิกาปลุกที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องน่ารำคาญจนต้องลุกขึ้นมาปิด กะว่าจะนอนต่อตามปกติแต่ข้อความที่กำกับไว้บนหน้าจอดันเป็นตัวขัดขวาง

‘ไปภูกระดึงโว้ย’

...เดินทางวันนี้แล้วนี่หว่า

สี่เดือนผ่านไปเร็วชะมัด คิดพลางเท้าคางมองสิ่งที่อยู่บนกระจก ภาพรอยยิ้มของเด็กน้อยคนหนึ่งทำให้ผมคิดย้อนกลับไปว่าเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง จุดที่เคยสนิทกันมาก เคยเกือบเลิกเป็นเพื่อนกัน เคยตัวติดกันเหมือนตังเม ไล่มาจนถึงตอนนี้ ตอนที่มันไม่ได้อยากเป็นแค่เพื่อนกับผมอีกต่อไป

“ตาถั่วนะมึง ผู้หญิงมีเป็นล้านดันไม่ชอบ เสือกมาชอบกู”

ผมใช้นิ้วดีดจมูกไอ้เด็กในภาพเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นไปจัดการตัวเอง ทั้งอาบน้ำ แต่งตัว กินข้าวเสร็จภายในเวลาครึ่งชั่วโมง พอถึงตีสามครึ่งผมก็ไปรอเพื่อนร่วมทางที่หน้าบ้าน

“ตรงเวลาดีว่ะ”

ไม่นานหลังจากนั้นเสียงล้อรถก็เคลื่อนมาใกล้ทำให้ผมรู้ว่ามันมาถึงแล้ว พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นแท้ๆ แต่ผมกลับเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน วันนี้มันใส่เสื้อยืดสีขาวคลุมทับด้วยเสื้อยีนส์ กางเกงขายาวสีดำขาดเข่า ปิดท้ายด้วยรองเท้าผ้าใบคู่โปรด ประทานโทษนะครับ ถ้าจะไปเมืองคานส์รบกวนจองตั๋วเครื่องบินก่อน

“แน่นอน กูตรงต่อเวลาเสมอ”

“ไปกันยัง”

“อือ แล้วไปยังไงวะ”

“อ้าว กูยังไม่ได้บอกเหรอ”

“เออดิ” ตั้งแต่เริ่มทริปไอ้หยางก็ประกาศชัดว่า ‘กูจัดการทุกอย่างเอง มึงแค่ตามกูมาก็พอ’ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่รู้แพลนอะไรเลย จะเดินทางไปด้วยยานพาหนะอะไรผมก็ยังไม่รู้ แต่น่าจะเป็นรถทัวร์มั้ง นี่เตรียมยาเมารถมาเรียบร้อยละ เผื่อ...

“ขี่รถไป”

ห้ะ...

“ขอโทษเมื่อกี้กูอาจจะหูฝาด มึงบอกใหม่ซิว่าเราจะไปกันยังไงนะ”

“ขี่รถไป”

“มึงเอาจริงดิ”

“Yes”

“เอ่อ มึง... ขึ้นรถทัวร์ไปไม่ดีกว่าเหรอ ถึงจะห่างกันแค่จังหวัดเดียวแต่ระยะทางไม่ใช่เล่นๆ นะ” เมื่อกี้ผมลองเช็ค google map ดูละ จากบ้านผมไปเลยเป็นระยะทาง 241 กิโลเมตร นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือเส้นทางสีน้ำเงินที่แสดงบนหน้าจอต่างหาก สาบานว่านี่คือถนน กูคิดว่าลำไส้เล็ก คดเคี้ยวฉิบหาย

“ไม่อะ กูอยากพามึงไปซึมซับธรรมชาติ”

“ซึมซับไปคนเดียวเถอะ”

“เอาน่ามึงซ้อนกูก็ได้ ไม่ต้องขี่ไปตั้งสองคันหรอก”

“ไม่เอาโว้ยเบาะมันสูง นั่งนานๆ กูปวดตูด”

“แล้วขี่ไม่ปวดกว่าเหรอวะ” ผมครุ่นคิดสถานการณ์ปัจจุบัน ไอ้ห่านี่เป็นคนหัวดื้อถ้าวางแผนไว้แล้วมันคงไม่ยอมเปลี่ยนง่ายๆ เผลอๆ ไม่ยอมเปลี่ยนด้วยซ้ำ ฉิบเหี้ยละไง… ทำไงดีวะผมไม่อยากหนาวตาย นี่เดือนพฤศจิกานะเว้ย หน้าหนาวอะมันรู้จักไหม

“มึงจะขี่รถไปจริงดิ”

“เออ มึงกลัวอะไรวะเราไปแต่ตัวไม่มีสัมภาระสักหน่อย กระเป๋าเสื้อผ้าก็ส่งไปถึงบ้านย่ากูหมดแล้ว สบายใจได้ไอ้น้อง” อาทิตย์ก่อนคุณหัสดินบอกให้ผมเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋ามันจะเอาไปส่งไปรษณีย์ ตอนนั้นผมก็คิดว่ามันคงไม่อยากให้เกะกะการเดินทาง ไม่ได้คิดว่ามันจะขี่รถไปเลย ไม่เคยคิดจริงๆ…

พลาดแล้วกู

“เฮ้อ… เออก็ได้แต่กูจะไปรถตัวเอง”

“หลายชั่วโมงนะ มึงเคยขี่นานขนาดนี้เหรอ”

“ไม่เคยแต่คิดว่าไม่เป็นไร”

“ทางชัน ซิกแซก แถมยังเป็นหลุม อากาศหนาว ลมแรง บางทีก็อาจจะมีฝนหลงฤดู ในป่ามีกวางวิ่งตัดหน้ารถ ทางชนบทอาจเจอหมี จะขี่ไปเองจริงๆ เหรอ” ดูแม่งอ้าง…

“เออ”

“ซ้อนกูเหอะ...”

“ทำไมต้องซ้อนมึงด้วยล่ะ”

ถึงจะเป็นประโยคที่อยากถามแต่เมื่อกี้ไม่ใช่เสียงของผม… คนพูดคือชายที่กำลังเดินมาข้างหลัง กลุ่มผมสีควันบุหรี่ไหวตามลมพร้อมควันสีขาวที่ลอยอ้อยอิงตามตัว เอานิโคตินเข้าปอดแต่เช้าเลยพี่ชายผม ถ้าตายก่อนวัยอันควรจะไม่สงสัยเลยว่าเพราะอะไร

“พี่ตุลย์สวัสดีครับ”

“หึ” เจ้าของชื่อทำเสียงขึ้นจมูกไม่สนใจรับไหว้ ทำเมินคำทักทายของไอ้หยางแล้วหันมาเสยผมตัวเองแทน ครับ รู้แล้วว่าหล่อ พอได้แล้วครับ

“พี่มาพอดีเลย ธันยืมเสื้อกันหนาวหนาๆ หน่อยสิ”

“เอาไปทำไม”

“จะขี่รถไปเลย”

“อ่อ ไปเอาดิ เหมือนจะพาดไว้ที่โซฟา”

พอได้รับคำอนุญาตผมก็พยักหน้ารับ วิ่งไปเอาของด้วยความเร็วแสงเพราะรู้ดีว่าการทิ้งสองคนนี้ไว้ลำพังไม่ใช่เรื่องดี และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ทันทีที่ผมกลับมาภาพแรกที่เห็นคือคุณสถาปนิกหนุ่มใช้มือข้างหนึ่งกระชากคอเสื้อไอ้หยาง ส่วนมืออีกข้างก็ล้วงกระเป๋าตัวเอง สายตาหาเรื่องสุดตีน ผู้เคราะห์ร้ายที่น่าสงสารก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ

เดิมทีก็มีแค่พี่ตุลย์นี่แหละที่เป็นฝ่ายหาเรื่อง

“พอ แยก”

“...” ยัง ยังไม่ปล่อยอีก

“พี่ตุลย์...”

“ชิ” ถึงจะส่งเสียงจิ๊ปากขัดใจแต่คราวนี้เขาก็ยอมปล่อยมือแล้วเดินมายืนข้างๆ สีหน้าดูไม่พอใจมากแต่พอมาคิดดูดีๆ พี่มันก็ทำหน้าแบบนี้ตลอดแหละถ้ามีไอ้หยางอยู่ด้วย

“จะไปแล้วเหรอ”

“อื้อ กลับมาแล้วธันจะซื้อของมาฝากนะ อยู่บ้านดูแลตัวเองกับพ่อแม่ด้วย อย่าหักโหมทำงานมากเหนื่อยก็พัก”

“อือ”

“แล้วก็เลิกบุหรี่สักทีเถอะ ธันไม่ชอบ” เอ่ยพร้อมดึงมวนที่เขาคาบไว้ในปากออกมา จัดการโยนทิ้งบนพื้นแล้วขยี้ซ้ำจนไฟมอด ให้ตายสิผมล่ะเกลียดกลิ่นมันจริงๆ ไม่รู้สูบกันไปได้ยังไง นอกจากเหม็นแล้วยังแพงอีก “ต่อไปนี้ให้สูบได้วันละมวน”

“ทำไม่ได้ ไม่สูบแล้วคิดงานไม่ออก”

“อย่าอ้าง พี่ก็แค่ติดมันเท่านั้นแหละ”

“ก็อาจจะใช่” เอ้า เสือกยอมรับอีก

“เฮ้อ งั้นธันไปแล้วนะ” ขืนอยู่ต่อมีหวังเหนื่อยใจตายแน่

“อือ”

หือ...

“อะไร พี่เป็นเด็กเหรอ” ไม่รู้จะขำดีไหมที่ไอ้พี่ชายตัวดียื่นหน้ามาใกล้คล้ายจะบอกเป็นนัยว่า ‘หอมแก้มกูซะ’ ตั้งแต่จบเหตุการณ์เมื่อคราวก่อนผมก็คิดว่าเขาจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่เปล่า กลายเป็นว่าพี่มันตัวติดผมมากกว่าเดิม แถมยังชอบทำอะไรที่ไอ้หยางทำไม่ได้ (ต่อหน้ามัน) ด้วย วงเล็บเลยนะว่าต่อหน้าเท่านั้น ลับหลังก็ทำนั่นแหละแต่ไม่ได้บ่อย

“เร็วๆ”

จุ๊บ

“ถึงแล้วธันจะโทรหา”

“อือ ไปดีมาดี” คู่สนทนาปิดท้ายประโยคด้วยการประทับริมฝีปากอุ่นบนหน้าผาก มีการยักคิ้วให้ไอ้คนข้างหลังก่อนจะเดินเข้าบ้านไปด้วย คุณคณินกลายเป็นเด็กขี้อวดไปแล้วครับ ล่าสุดเขาส่งรูปตอนนอนกอดผมไปให้ไอ้หยางพร้อมข้อความว่า ‘ที่บ้านมึงไม่มีธันวาล่ะสิ’ โอ้โห… เอากับเขาสิ

“พี่ตุลย์เกลียดกูขนาดนั้นเลยเหรอวะ เหอะๆ”

“กูก็ไม่รู้ มึงเคยไปแย่งแฟนเขารึเปล่า ทำไมพี่กูดูไม่ชอบขี้หน้ามึง”

“เท่าที่รู้ก็ไม่มีนะ แต่กูว่าไม่เกี่ยวกับแย่งแฟนหรอก”

“งั้นทำไม”

“มีน้องชายน่าฟัด ใครก็หวง เป็นกู... อั่ก!” ผมปล่อยหมัดเข้าที่กลางท้องมันหนึ่งครั้งก่อนที่จะพูดจบ ลองพูดอีกสิพ่อจะซัดให้น่วมเลย น่าฟัดอะไร ดูสารรูปกูด้วย มีแต่มึงนี่แหละที่คิดว่าน่าฟัด

การเดินทางของพวกผมเริ่มตอนตีสี่ เวลานี้ท้องฟ้ายังเป็นสีน้ำเงินอ่อนๆ พระอาทิตย์ยังไม่ตื่นมาทักทาย มีเพียงลมหนาวเท่านั้นที่พร้อมต้อนรับเราตลอดเวลา บรื๋อ หนาวโว้ย นี่ขนาดกลับไปเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่มิดชิดและหนาที่สุดเท่าที่จะหาได้แล้วนะ

“ไหวไหมน้อง สนใจซ้อนพี่ไหมจ๊ะ”

เจ้าของนินจาสีเขียวเปิดบังลมหมวกกันน็อคออก ยักคิ้วถามอย่างยียวน แน่นอนว่ามันสร้างความไม่พอใจให้เบื้องพระบาทของผมมาก ผมจึงบิดคันเร่งเกือบมิดเพื่อนำหน้าไปก่อน ไม่ต้องห่วงครับตอนนี้บนถนนไม่มีรถสักคัน ผมจะใช้ความเร็วเท่าไหร่ก็ได้

“ห้าวเหรอ”

“ทำนองนั้น”

“เฮ้ย” ร่างสูงเริ่มไม่สบอารมณ์เนื่องจากบิดตามทีไรผมก็เพิ่มความเร็วหนี จนล่าสุดคงทนไม่ไหวจริงๆ ถึงได้ใช้สกิลนักซิ่ง บิดคันเร่งสุดแรงเพื่อแซงหน้า ไม่ว่าผมจะเบี่ยงไปด้านซ้ายหรือด้านขวามันก็จะดักทางไว้ไม่ให้ผมขึ้นหน้าได้ เป็นอย่างนี้อยู่นานพอสมควรกว่าที่ผมจะโบกมือยอมแพ้ลดความเร็วลงเป็นความเร็วปกติ ไม่ใช่อะไรหรอก กลัวจะมาตายกันก่อนจะได้ขึ้นภูกระดึง

“แว๊นนะมึง”

“ก็ไม่เท่าไหร่ กูขี่ได้เร็วกว่านี้อีกอยากลองดูไหม”

“ลองดิ พ่อจะบีบให้จมูกขาดเลย” ไม่พูดเปล่า นิ้วเรียวยื่นมาดีดบังลมของผมสองครั้งเหมือนจะขู่ว่าจะบีบจริง เอาซี่ ใส่หมวกกันน็อคอยู่มึงคงทำได้หรอก “ตอนนี้ไม่มีรถแต่อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถ้าอยู่ๆ มีรถสิบล้อโผล่มาตัดหน้ามึงจะเป็นไง”

“ตายสิ”

“เออไง รู้แล้วก็ขี่เบาๆ ไม่ต้องรีบ สัส… หัวใจกูจะวาย”

“ฮะๆ”

“ขำหาพ่อมึงเหรอ ไม่ตลกโว้ย” ผมอมยิ้มให้กับท่าทางหงุดหงิดของเพื่อนร่วมทาง เดาว่าใต้หมวกกันน็อกสีดำริมฝีปากบางต้องกำลังบ่นอุบอิบหรือไม่ก็ด่าผมอยู่แน่ๆ ให้ตายสิ ผมกำลังจะกลายเป็นโรคจิตที่ชอบเห็นคนหงุดหงิด

...ไม่สิ ไม่เชิงชอบหรอกแค่มองแล้วรู้สึกว่าตลกดี

เราเลิกคุยแล้วเปลี่ยนมาตั้งใจขี่รถแทน เวลาผ่านไปตามระยะทางที่เพิ่มขึ้น พอพ้นประตูเมืองจังหวัดก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่พระอาทิตย์ขึ้น แสงแดดยามเช้าอบอุ่นรู้สึกดีสุดๆ ความจริงผมรู้สึกกังวลนิดหน่อยเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมไปเที่ยวกับเพื่อนแค่สองคน แถมยังไปด้วยตัวเองอีก

แต่ผมรู้ว่าทุกอย่างจะโอเค

“พักสักครึ่งชั่วโมงละกัน”

“ดี กูปวดตัวฉิบ...”

ขณะนี้  8:01 น. เราตกลงกันว่าจะหยุดพักกันที่ร้านข้าวซอยชื่อดังจังหวัดข้างๆ สงสัยจะเป็นร้านประจำของพวกนักเดินทางละมั้งคนถึงได้แน่นร้านขนาดนี้ หน้าร้านก็มีรถทัวร์จอดอยู่ตั้งสามคัน ...อ่า แต่เวลานี้ผมไม่ได้หิวข้าวว่ะ อยากนวดมากกว่า

“หยาง”

“หือ?”

“แถวนี้มีเก้าอี้นวดหยอดเหรียญไหมวะ ทางขึ้นเนินเมื่อกี้ทำกูเกร็งแขนจนปวดไหล่เลย” ไม่สิ ปวดทั้งตัวเลยมากกว่า โห่ ถ้ารู้ว่าจะทรมานขนาดนี้ผมซื้อแพรมาแล้วปล่อยตัวเองลอยไปตามน้ำดีกว่า ยังไงน้ำก็ไหลไปจังหวัดเลยอยู่แล้ว ระหว่างทางแพรล่มบ้างก็ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นอรรถรส คล้ายๆ ล่องแก่งงี้

“มี อยู่หน้าร้านกาแฟตรงนั้นอะ จะไปนวดไหม”

“อือ ไม่ไหวละ”

ว่าแล้วเพื่อนร่วมทางก็พาผมเดินไปสถานที่ดังกล่าว คนเยอะมากแต่ผมไม่สนอะไรทั้งนั้น มาถึงปุ๊บก็นั่งจุ้มปุ๊กลงกับเครื่องแล้วหยอดเหรียญปั๊บ

คลืน คลืน

“เอื้อออ สวรรค์...”

“หน้ามึงตลกว่ะ ฮะๆ”

“F*ck you พวกกล้ามเยอะไม่มีวันเข้าใจความเจ็บปวดนี้หรอก” ขณะที่ผมยกนิ้วกลางด่าคู่สนทนาเครื่องก็ทำงานต่อไปตามหน้าที่ ลูกกลมๆ ภายในเก้าอี้นวดลากลงมาตามแนวกระดูกสันหลัง รู้สึกดีจนเผลอหลับตาลงเพื่อรอรับแรงสั่นจากเครื่อง แม่งฟินจริง คุณต้องลองดูสักครั้ง

“จ้าๆ งั้นเดี๋ยวกูไปกินข้าวก่อนนะ เมื่อเช้าลืมกิน”

“อือ...”

“...”

หือ

“อะไร ไหนบอกว่าจะไป” แม้จะหลับตาผมก็ยังรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ไปไหน ซึ่งพอลองเปิดตามาดูก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ มันยังยืนมองผมไม่วางตา

“มองมึงตอนนี้แล้วรู้สึกเหมือนเห็นมึงเมื่อก่อนเลย”

“ยังไง”

“เหนียง...” มือใหญ่จับเนื้อส่วนใต้คางของผมออกมา มันไม่ได้มีเยอะแต่ตอนนี้ผมนอนเอียงคอ บวกกับเครื่องนวดมันสั่น น้องเหนียงที่มีอยู่น้อยนิดก็เลยออกมา say hello to โลกกว้าง โอ๊ยๆๆ ไอ้สันดานหยาง บีบแรงอีกแล้วนะมึง กูนึกออกแล้วว่าทำไมเมื่อก่อนกูตัวช้ำกลับบ้านทุกวัน “ฮึ่ย มันเขี้ยว”

“พอๆ เจ็บโว้ย”

“แก้มก็น่าบีบ”

“ไอ้สัส โอ๊ยๆ บีบหาพ่อมึงเหรอ”

“ไหนร้องอุ๋งๆ ซิ” คนกระทำไม่ได้สะทกสะท้านกับการโวยวายของผมเลยสักนิด ตรงกันข้ามมันกลับรู้สึกสนุก ยิ้มกว้างแล้วบีบแรงกว่าเดิม ภาพการโดนทารุณกรรมสมัยที่ยังตุ้ยนุ้ยแม่งย้อนกลับมาเป็นฉากๆ เริ่มจากตอนที่มันดึงเหนียงผมเล่นกลางฟิตเนส ไล่ไปจนถึงตอนที่มันกัดแก้มผม เหี้ย ความทรงจำที่เลวร้าย...

“อุ๋งกับผีน่ะสิ ปล่อย!”

“อุ๋งซิ”

“ไอ้หยางงงงง”

“ร้องเร็ว ไม่ร้องกูไม่ปล่อย” มันกระตุกยิ้มร้ายกาจอย่างคนเหนือกว่า มึง!... มึงคือปีศาจที่มีชีวิต เป็นโรคจิตในคราบเทพบุตร เป็นอมนุษย์ที่ไร้หัวใจ เป็นคนไทยที่ใจร้ายมากไอ้หัสดิน! จำไว้เลยนะมึง… จำไว้ว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่กูยอมมึง

“อุ๋งๆ”

“ฮะๆ น่ารัก”

ขอเตะสักดอกเถอะ

สงสัยมันอ่านความคิดผมออกถึงได้หลบทันแล้วยิ้มเยาะขนาดนั้น ผมกะว่าจะลุกไปเตะให้โดนแต่ไอ้บ้านั่นก็โบกมือลาแล้ววิ่งหนีไปซะก่อน บ้าชะมัด มึงบีบกูจนช้ำแต่กูทำอะไรมึงไม่ได้เลยเนี่ยนะ โลกแม่งไม่ยุติธรรมจริงๆ นั่นแหละ แม่ง… ผมจะไปทำบุญเพิ่ม รู้สึกแต้มบุญเราต่างชั้นกันเกินไป

อ่า ช่างมันเถอะ

พอไม่มีมารพจญช่วงเวลาบนเก้าอี้นวดก็มีความสุขขึ้นมาทันตาเห็น

ผมพาร่างกายที่เบาหวิวไปที่โต๊ะของไอ้อ้อยหลังจากที่นวดไปสองรอบใหญ่ ตั้งใจจะต่ออีกสักรอบแต่เหรียญดันหมดซะได้ อีกอย่างก็ไม่อยากให้เสียเวลาไปมากกว่านี้แล้ว มันก็กินข้าวหมดแล้วด้วย เสียดายจัง สาบานเลยถ้ามีตังผมจะซื้อเก้าอี้มาไว้ที่บ้าน

“หมดเวลาแล้วเหรอ”

“อื้อ”

“จะเดินทางต่อเลยไหม”

“ต่อเลย อยากถึงเร็วๆ” ไม่ได้ขยันเล๊ยผมแค่อยากนอนแล้ว ดูจากเวลาน่าจะอีกประมาณสามชั่วโมงกว่าๆ ถ้าเราไม่แวะที่ไหน

“งั้นขอไปเข้าห้องน้ำกับดื่มน้ำแป๊บ เดี๋ยวมา”

“อือฮึ”

ได้ข่าวว่าช่วงนี้เลยหนาวมาก หนาวขนาดที่ว่าแปดโมงเช้าหมอกก็ยังปกคลุมไปทั่วจนเห็นทุกอย่างเป็นสีขาว คงน่าหลงใหลน่าดู โดยเฉพาะแถวบ้านย่าไอ้หยางเพราะที่นั่นตั้งอยู่ตีนเขา ล้อมรอบไปด้วยบ่อน้ำ ผืนป่าและต้นไม้ มันเคยเล่าว่าดึกๆ บางคืนจะมีหิ่งห้อยด้วยล่ะ อยากเห็นชะมัด

“ป้าครับ น้ำตรงนี้ดื่มได้ไหม”

“ได้เลยจ้า ป้าเอาไว้ให้ลูกค้าดื่มนี่แหละแต่ลืมเขียนป้ายบอก”

“โห ใส่ใบเตยด้วยเหรอครับ”

“ใช่ลูก จะได้หอมๆ”

ผมนอนทับแขนตัวเอง มองร่างสูงสนทนากับเจ้าของร้านอย่างเป็นมิตร กะจะเรียกให้ตักมาเผื่อบ้างแต่พอมันทำบางสิ่งผมก็ลืมสิ้น ลืมว่ากำลังจะพูดอะไร ลืมว่าคิดอะไรอยู่ ทุกความสนใจพุ่งไปที่มันคนเดียว

ร่างสูงยกน้ำใบเตยขึ้นดื่มหลายอึก หยดน้ำใสบางส่วนไหลผ่านริมฝีปากบางลงมาเลอะตามลำคอขาว แม้จะถูกหลังมือเช็ดออกไปในเวลาต่อมาแต่ก็ยังเห็นว่าผิวบริเวณนั้นเปียกชุ่ม สะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นภาพที่ชวนมองซะจนผมไม่อาจละสายตาไปไหน

...ก็มีเสน่ห์จริงๆ นั่นแหละ

“มองคนอื่นด้วยสายตาแบบนี้หมายความว่าไง”

อะ

ผมตื่นจากภวังค์เหมือนฟองสบู่ที่โดนจิ้มจนแตก วินาทีนั้นเองที่ผมเพิ่งรู้ตัวว่าไอ้หยางกลับมานั่งที่เดิมแล้ว เชี่ย… ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่เรื่องผิดแต่หัวใจผมกลับเต้นแรงด้วยความอาย เมื่อกี้ผมจ้องหน้ามันตั้งนาน ...ด้วยสายตาแบบไหนก็ไม่รู้ตัวอีก สติกูไปไหนวะ

“...อะไร”

คู่สนทนาไม่อยากซ้ำเติมจึงไม่ได้เอ่ยอะไร ทำเพียงแค่เท้าคางประสานสายตากลับ ดวงตาคมฉายแววมีความสุข พอๆ กับรอยยิ้มบางบนใบหน้าหล่อ ผมไม่สามารถสู้สายตาของคนตรงหน้าได้อีกต่อไป หัวใจก็เต้นไม่เป็นจังหวะ สงสัยผมยังอายเรื่องเมื่อครู่...

“ไปนวดเป็นไงบ้าง”

“...ก็ดี แต่เจ็บแก้มที่มึงบีบ”

“ฮะๆ”

“กูเจ็บจริงนะ”

“ไหน มาให้ดูหน่อย”

“จัญไร อย่ามาตบหัวแล้วลูบหลัง เอามือออกไปไกลๆ เลยมึง” ผมก็ใช้หลังมือตัวเองปัดออกไปเมื่อเห็นว่าฝ่ามือใหญ่ทำท่าจะสัมผัสแก้ม

“ขอโทษๆ มาให้ดูเร็ว ฮะๆ”

“ไม่เอา กูจะไปแล้ว”

“ขอดูก่อน”

“ไม่โว้ย” ผมหนีไอ้บ้าที่เดินตามมาต้อยๆ ด้วยการขึ้นรถแล้วขี่ออกไปเลย เหมือนมันจะตกใจไม่น้อยที่ผมกล้าทำอย่างนั้น แต่หลังจากอึ้งอยู่ไม่นานก็ขี่ตามมาติดๆ ชนิดที่ว่าเหมือนออกจุดสตาร์ทพร้อมกัน

ที่ทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะผมโกรธเรื่องแก้ม

...ผมรู้สึกแปลกๆ ก็เลยไม่อยากสู้หน้ามันต่างหาก

“ปู่ย่าสวัสดีครับ”

“สวัสดีครับ”

“จ้า ไหว้พระเถอะลูก”

“มาๆ เพิ่งมาถึงเหนื่อยๆ ดื่มน้ำดื่มท่าก่อนเร็ว” คุณปู่ยกน้ำมาให้เราคนละแก้ว ผมหิวน้ำมาตั้งนานแล้วก็เลยรับมายิ้มๆ แล้วดื่มเลย กลิ่นหอมของดอกมะลิลอยขึ้นจมูกรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก ตาผมก็ชอบเอาดอกมะลิใส่ในกระติกน้ำ ท่านบอกว่าสดชื่นดี

“ขอบคุณมากครับ”

“จะไปนอนพักกันก่อนไหมลูก หรือจะไปไหนกัน”

“เอาไง กูยังไงก็ได้” หลานชายเจ้าของบ้านหันมาถามความเห็นผมที่ตอนนี้กำลังสะลึมสะลือตาพร้อมปิดทุกเมื่อ แน่นอนว่าคำตอบของผมคือ...

“นอนได้ไหมอะ ง่วง”

“เอาสิ”

“เดี๋ยวตื่นแล้วผมจะมาช่วยเป็นลูกมือทำข้าวเย็นนะครับ”

“จ้า เอ้อ ตอนนี้บนบ้านมันอากาศไม่ถ่ายเท ไปนอนบนศาลาที่ขอบสระดีกว่า ปู่เอาหมอนกับผ้าห่มวางไว้แล้ว ไปนอนได้เลย”

“ขอบคุณครับ”

เมื่อตกลงกันเสร็จผมกับไอ้หยางก็เดินไปที่ดังกล่าว พอถึงปุ๊บก็ไม่รอช้ากระโดดขึ้นไปนอนทันที หมอนอย่างนุ่ม อากาศอย่างดี ลมอย่างเย็น กลิ่นไผ่อย่างหอม ไม่มีอะไรกล่อมได้ดีกว่านี้อีกแล้ว สติของผมค่อยๆ ล่องลอยนำพาสู่ห้วงนิทราตามระบบความเหนื่อยล้าของร่างกาย มันคงเป็นการนอนที่มีความสุข

ถ้าไม่...

“ธัน”

“อื้อ...” มึงนี่กวนกูจัง

“ทำไมกูไม่ง่วงวะ”

“กูจะไปรู้มึงเหรอ”

“คุยเป็นเพื่อนหน่อยดิ ถ้ากูหลับแล้วมึงค่อยหลับ” คู่สนทนาที่ผมนอนหันหลังให้ ใช้มือจิ้มแขนจึกๆ จนหัวคิ้วผมเริ่มขมวด คึกอะไรของมันวะ ขี่รถมาตั้งหกชั่วโมงยังไม่เหนื่อยอีก ข้าวซอยแม่งใส่กัญชาแน่ๆ ต้องเรียกให้กระทรวงมาตรวจสักหน่อย

“อย่ายุ่งกับกู ไปไกลๆ เลย”

“โหยหาความรักความเมตตา...”

การก่อกวนไม่สามารถห้ามความง่วงได้จริงๆ ผมยังคงหลับตานอนต่อไม่สนใจ ขอเหอะ ตอนนี้ร่างกายกูต้องการการพักผ่อนจริงๆ รอตื่นแล้วจะมาเล่นด้วยละกัน ยอมรับเลยว่าหลังจากเห็นอีกฝ่ายนิ่งผมก็แอบคิดว่าจะได้นอนสงบๆ ...แต่ไม่นานผมก็รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหว ร่างที่นอนซ้อนอยู่เขยิบเข้ามาใกล้ ฝ่ามืออุ่นดึงเสื้อบริเวณหลังจนยืด… นี่มัน อายุเท่าไหร่เนี่ย

“ทำอะไร”

“เหงา…”

“แต่กูง่วง”

“งั้นก็นอนไป เหนื่อยแล้วเดี๋ยวกูก็เลิกเองแหละ” ผมพยักหน้ารับ ปล่อยให้เด็กชายหัสดินวัย 5 ขวบเล่นกับหลังของผมต่อ มันไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการรบกวนมาก แค่ดึงเสื้อไว้อย่างนั้นเหมือนตอนคุณนอนกับแม่แล้วอยากแน่ใจว่าแม่ยังอยู่ ไม่ได้ทิ้งคุณไปกลางดึก ผมลอบยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

แม้จะผ่านมาหลายเดือนแล้วแต่มันก็ยังไม่เปลี่ยน

มันไม่เคยล้ำเส้นที่ตัวเองขีดไว้เลย มากที่สุดที่มันเคยทำคือการกอดผม ผมรู้ว่ามันอยากทำมากกว่านั้นแต่ห้ามตัวเองเอาไว้ บางทีผมก็สงสาร แล้วบางทีผมก็ชอบที่เป็นอย่างนั้น ทุกสิ่งแสดงให้ผมเห็นว่าอีกฝ่ายมีมากกว่าความต้องการจริงๆ

“นี่”

“หือ...”

“มาเล่นวาดหลังกัน”

“อะไร”

“ที่เราเล่นกันบ่อยๆ ตอนเด็กไง กูจะวาดภาพบนหลังมึง มึงก็ทายว่ากูวาดอะไร” เด็กน้อยในร่างหมีควายชะเง้อหน้ามาถามด้วยดวงตาระยิบระยับ แสดงออกชัดเจนว่าอยากเล่นมากๆ… ไอ้เหยาง มึงเห็นสภาพกูปะเนี่ย แค่มีแรงคุยก็ถือว่ามหัศจรรย์แล้ว

“ไม่เอาโว้ย กูง่วง...”

“น่า ทายถูกกูให้รางวัล”

“อะไร”

“ได้ใช้นามสกุลกู”

“กูอยากใช้มากเลยมั้ง จารุรัตน์เนี่ย” ผมส่งเสียงอู้อี้ จงใจดันให้มันกลับไปนอนดังเดิม… เชื่อไหมว่าปฏิเสธเสียงแข็งขนาดนี้คุณหัสดินเขาก็ยังไม่สะทกสะท้าน ทันทีที่ล้มตัวลงนอนนิ้วเรียวก็ลากผ่านแผ่นหลังของผม ...โอ้โห พอกูไม่เล่นด้วยก็ฉายเดี่ยวเลยเหรอ เออ เต็มที่เลยเพื่อน เอาที่มึงสบายใจ

“ไม่อยากใช้เหรอ นามสกุลสวยนะ”

“...ไม่อยากครับ หาว”

“นี่รูปอะไร” ไหนดูซิ มีก้าน มีกลีบ ...ตรงนั้นใบใช่ไหม ใหญ่เกิ๊น กูนึกว่ากระด้ง

“ดอกไม้”

“ถูก แล้วอันนี้ล่ะ”

“พอๆ เลิกกวนกูสักทีไอ้เจ๊ก...”

“โหย กูเกลียดคำนี้ว่ะ นี่มึงติดพี่ตุลย์มาใช่ไหม” คนโดนด่าถึงกับดีดหลังผม ...พี่ตุลย์ใช้คำนี้เรียกมันมาตั้งแต่อนุบาลแล้วครับ แต่หลังจากที่พี่เขาเปลี่ยนนิสัยก็เลิกเรียก จนเมื่อเร็วๆ นี้แหละที่กลับมาใช้คำนี้อีกครั้ง สงสัยเงื่อนไขในการเรียกแม่งขึ้นอยู่กับความหมั่นไส้ว่ะ ฮะๆ

“อือ”

“กูไม่ใช่เจ๊กสักหน่อย”

“ปู่มึงเป็นคนจีน”

“ปู่ทิ้งสัญชาติจีนไปแล้ว ตอนนี้เป็นคนไทยใจอีสานเต็มตัว พูดไทยชัดกว่ามึงอีกไอ้หน้าอ่อน” โห ทิ้งเลยเหรอวะ

“ทำไมปู่ทำงั้นอะ”

“ประชดที่บ้าน”

“ห้ะ”

“ก็ตอนที่ตกลงกันว่าจะแต่งงานปู่กูบินไปคุยกับที่บ้าน แต่พวกเขาไม่ค่อยปลื้มย่า ดูถูกว่าเป็นคนจากประเทศด้อยการพัฒนาอะไรสักอย่างนี้แหละ พอกลับมาปุ๊บปู่กูก็ทิ้งสัญชาติจีนเลย”

“เชรด คนจริง...”

“คำว่าทิ้งของปู่คือทิ้งทุกอย่างจริงๆ ...นี่แหละเหตุผลที่ว่าทำไมบ้านกูไม่เคยมีเทศกาลหรือจัดพิธีกรรมของจีนเลย คำเรียกคนในครอบครัวยังไม่ใช้ป๊า ม๊า หมวยเลยด้วยซ้ำ”

“...ท่าทางปู่จะโกรธจริงว่ะ”

“เออดิ”

“...”

“แต่เมื่อยี่สิบปีก่อนเขาก็คืนดีกับที่บ้านแล้วนะ เห็นว่าปู่ทวดมาง้อถึงที่นี่เลย พ่อกูบอกว่ายกญาติมาเป็นขโยงด้วย ตอนนี้ปู่ก็เลยไม่ได้เคืองอะไร” เสียงทุ้มนุ่มค่อยๆ เบาลงทีละนิดเช่นเดียวกับสติที่เริ่มเลือนลาง สงสัยจะถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ ...โทษทีไอ้หยาง เดี๋ยวกูตื่นมาฟัง

“...”

“ไอ้ธัน”

“...”

“เอ้า หลับซะละ กูชวนคุยให้ตื่นนะเว้ยไม่ได้กล่อมให้มึงหลับ… เฮ้อ ฝันดี”

“ไอ้อ่อนไปป์”

“พี่โกงอะ”

“กูโกงยังไง”

“พี่ตัวสูงกว่า”

“เขาไม่ได้เรียกว่าโกงโว้ย”

“อื้อ...” เสียงเจี๊ยวจ๊าวปลุกให้ผมตื่น สิ่งแรกที่เห็นคือภาพเพื่อนสนิทกำลังถือไม้แบตมินตัน ข้างกายมีเด็กชายที่จัดว่าหน้าตาดียืนอยู่ด้วย น่าจะเป็นไปป์ ลูกพี่ลูกน้องที่มันเคยเล่าให้ฟัง ถึงจะอายุแค่สิบสามแต่น้องก็ค่อนข้างสูง ถ้าไม่บอกผมคงคิดว่าอายุสิบหก ตระกูลนี้เขามาแนวนี้หมดเลยเหรอ

“พี่หยางขี้โกง!... อะ เพื่อนพี่ตื่นแล้ว”

พอได้ยินเท่านั้นร่างสูงก็เดินมานั่งข้างๆ ก่อนจะใช้ไม้แบตเขี่ยผมที่ปลกลงมาบนหน้าให้ เขี่ยใบไผ่ที่ติดอยู่บนเสื้อให้ด้วย ดูจากสภาพเหงื่อแล้วผมว่าทั้งสองคนน่าจะเล่นกันมานานพอสมควร มันนอนแล้วตื่นมาเล่นกับน้องหรือว่ายังไม่ได้นอนวะ?

“มึงนอนไปสองชั่วโมงเต็มๆ เลย ปวดหัวปะ”

“ฮึ ไม่แต่มึนนิดหน่อย...”

“งั้นหิวข้าวไหม”

“ย่าทำแล้วเหรอ กูบอกเขาว่าจะไปช่วย” ผมตาตื่นทันที เวรเอ๊ย บอกว่าจะไปช่วยแต่ดันหลับกินบ้านกินเมืองตื่นไม่ทัน ตายๆ โดนมองว่าเป็นเด็กขี้เกียจไปแล้วมั้ง

“เปล่า ยังไม่ได้ทำ ตอนนี้กำลังเตรียมของทำข้าวเย็นอยู่” อ่อ...

“ตรงไหนอะ”

“ในครัว เดี๋ยวพาไป ตอนนี้ไปล้างหน้าล้างตาก่อน” ผมทำตามที่มันบอก พอทำอะไรเสร็จเรียบร้อยมันก็แนะนำให้ผมรู้จักกับลูกพี่ลูกน้อง บ้านน้องอยู่หลังถัดไปนี่เองครับ นอกจากไปป์ก็ยังมีลุงๆ ป้าๆ อีกหลายคนที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ มีทั้งเจ้าของสวนกล้วย เจ้าของสวนลำไย มันบอกว่าว่างๆ จะพาผมไปเที่ยวด้วยล่ะ

“ย่า ผมช่วยครับ”

“ตื่นแล้วบ่ลูก” นี่คือความน่ารักของผู้หญิงคนนี้ เธอพยายามพูดภาษากลางทั้งๆ ที่ไม่ถนัด ไอ้หยางบอกว่าย่ากลัวผมไม่เข้าใจ เฮ้ย ความจริงผมก็ฟังออกอยู่นะแต่ตอบกลับไม่ได้แค่นั้นเอง ทั้งเหนือทั้งอีสานเลย แต่ภาษาใต้นี่ต้องขอเวลาศึกษาอีกนิด

เคยเล่าไหมว่าไอ้ไผ่เป็นคนใต้

ตอนเด็กๆ มันเพิ่งย้ายมา พูดภาษากลางไม่ได้สักคำแต่พวกผมทั้งห้องก็ต้องการจะ make friend ไอ้ยูก็เลยอาสาเป็นล่ามให้ จำได้เลยว่าช่วงนั้นวุ่นวายฉิบหาย ไอ้ไผ่พูดอะไรมาไอ้ยูก็แปลมั่วไปหมด มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ไอ้ไผ่บอกว่า ‘เจ็บขี้’ ซึ่งไม่ใช่คำร้ายแรงอะไร มันแปลว่าปวดขี้ธรรมดาๆ แต่ไอ้เหี้ยยู ...ไอ้นักเรียนนอกที่เสร่อไปเรียนภาษาไทยที่เวียดนามคนนั้นแหละ

มันทำหน้าตื่นตระหนกแล้วตะโกนลั่น ‘ไอ้ไผ่เจ็บริดสีดวงจะแตกแล้ว พามันไปหาหมอเร็ว!!!’

ไอ้เหี้ย พวกผมก็หูเบา ช่วยกันจับเด็กใต้นั่งเก้าอี้แล้วแห่ลงมาจากตึกเรียนอย่างกับนางแมว แม่งพูดแต่เจ็บขี้ๆ พวกผมก็คิดว่าริดซี่จะแตก

ไอ้สัสยู เพราะมึงเลย

“ครับ ยังไม่ได้แนะนำตัวเลย ผมชื่อธันวานะครับ” กล่าวแล้วก็ยกมือไหว้อีกครั้งอย่างนอบน้อม

“คนนี้รึเปล่าที่เป็นเพื่อนแต่เล็กแต่น้อย”

“ใช่ย่า คนนี้แหละ”

“ไหนว่าอ้วน”

“ลดน้ำหนักครับ”

“อ๋อ ก็ว่าทำไมหล่อจัง” อู้หูว คนอื่นชมไม่รู้สึกแต่พอโดนผู้ใหญ่ชมแล้วตัวนี่ลอยเลย ขอเอฟเฟคปีกเทวดากับแสงฟรุ้งฟริ้งหน่อยครับพี่

“ขอบคุณครับย่า แต่ความจริงผมก็หล่อมาตั้งนานแล้ว อิอิ”

“ไอ้เด็กคนนี้มันตลกดีจริง ฮะๆ”

“ย่า อย่างนี้ไม่ได้เรียกว่าตลก เขาเรียกว่าหลงตัวเอง” อ่าว วอนซะแล้วไอ้ห่า

“เงียบไปเลยมึงอะ”

“อะๆ อย่าทะเลาะกันลูก มาช่วยย่าหั่นผักหน่อยเร็ว เดี๋ยววันนี้จะทำแกงป่ากับปลาปิ้งให้กิน” พูดแล้วย่าก็ยกผักมาให้เราคนละกะละมัง บ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้สองชั้นธรรมดาที่ตั้งอยู่บนเนินสูง ไอ้ครัวที่เรากำลังสิงสถิตอยู่ตอนนี้ความจริงมันคือระเบียงไม้ใหญ่ๆ ซึ่งเป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากตัวบ้าน เวลามองลงไปนอกระเบียงจะเห็นบ่อน้ำสีใสกับกอบัวเล็กๆ

โคตรดี

เราสามคนคุยกันไปพลางทำอาหารไปพลาง ถึงจะไม่ค่อยมีความรู้และประสบการณ์แต่การหั่นผักก็เป็นอะไรที่เบสิคสัสๆ ไม่ต้องห่วงว่ามื้อนี้จะล่มเล๊ย เรามีแม่ครัวมือฉมังอยู่ด้วย ถ้าผมกับไอ้หยางทำอะไรผิดเดี๋ยวเธอก็แก้ไขให้เองแหละ อิอิ

“หยาง ธัน เอาปลาไปปิ้งให้ย่าหน่อย”

“ครับ”

ปลานิลสามตัวถูกหญิงชราล้างจนสะอาด ควักเครื่องในออก ทาเกลือบนตัวแล้วยัดสมุนไพรเข้าไปข้างใน กลิ่นหอมซะจนผมแอบชำเลืองมองบ่อยครั้ง นี่ขนาดยังไม่ย่างยังหอมขนาดนี้ ถ้าย่างแล้วจะขนาดไหน พูดแล้วท้องก็ร้องวุ้ย

“ตาเป็นมันเลยนะมึง”

แซวเก่ง...

ผมแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินประโยคล้อเลียนจากร่างสูง รีบเดินไปหยิบถาดปลามาแล้วพุ่งไปหาเตาถ่านตรงริมสุดระเบียง อื้อหือ… เสียวไส้เลยเชี่ย สาบานได้ว่าเมื่อกี้ผมได้ยินเสียงไม้กระดานลั่น พิจารณาจากกายภาพแล้วระเบียงนี้น่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบปี

“ไม้จะไม่หักใช่ปะ”

“ถ้าเป็นมึงเมื่อก่อนก็อาจจะหัก ตอนนี้สบายใจได้ กูต้องห่วงด้วยซ้ำว่าลมมาแล้วมึงจะปลิว”

“ไม่ขนาดนั้นมั้งไอ้เวอร์”

นักเรียนม.ปลายต่างสถาบันยิ้มบางๆ หันไปสนใจเตาถ่านตรงหน้าแทน ผมกะจะบอกว่า ‘มึงไปช่วยย่าเถอะ ปิ้งปลาแค่สามตัวกูทำได้’ แต่พอมองเตาแล้วผมก็เปลี่ยนความคิดเนื่องจากมันว่างเปล่า ไร้ซึ่งความร้อน ไร้ซึ่งไฟ ...มันเป็นแค่เตาเปล่าๆ

“ต้องก่อไฟเองเหรอ”

“อ่าฮะ หยิบไม้ให้หน่อย”

“จะทำอะไร?”

“ก่อไฟดิ”

“มึงทำเป็นด้วยเหรอ” ผมเบิกตากว้างอย่างตกใจ ไม่คิดว่าหนุ่มหล่อมาดคุณหนูที่วันๆ เอาแต่ขี่นินจาล่อนไปทั่วจังหวัดอย่างมันจะมีสกิลดำรงชีวิตวิถีชาวบ้าน เข้ จริงเหรอวะ กูรู้สึกแพ้ยังไงไม่รู้...

“ดู”

พอยิ้มร้ายแล้วเจ้าตัวก็หยิบกิ่งไม้ ยาง ไฟแช็คออกมา เริ่มแรกมันใช้มีดผ่ากิ่งไม้ให้เป็นท่อนพอเหมาะ ต่อด้วยการนำยางออกมาจุด วางลงบนเตาแล้วตามด้วยการเอากิ่งไม้ที่เตรียมไว้วางทับลงไป ผมตื่นตากับสิ่งที่เพิ่งเห็นมากเพราะเป็นครั้งแรกที่เห็นเพื่อนสนิททำ

ควันสีเทาลอยออกมาจากกองกิ่งไม้ เยอะขึ้น เยอะขึ้น ควันเยอะ… แต่ไฟไม่ติด

“หืม เมื่อกี้ว่าไงนะ ‘ดู’ เหรอ”

“ก... ก็กูไม่ได้ทำนานแล้วมันก็ต้องมีพลาดบ้าง”

“เหรอ”

“ขออีกรอบ รับรองครั้งนี้ได้” ใบหน้าหลานเจ้าของบ้านขึ้นสีด้วยความอาย ผมก็อยากจะขำอัดเหมือนกันแต่คิดไปคิดมาก็สงสาร ก็เลยยิ้มล้อเฉยๆ

“ไม่ๆ หลีกไปเลยกูจะลองบ้าง”

“ไม่”

“เหรอ”

“เออ เฮ้ย!”

ผมใช้จังหวะที่ไอ้คนขี้โม้เผลอแย่งไฟแช็คมาถือไว้เอง มืออีกข้างเขี่ยผลงานที่ผิดพลาดออกให้พ้นทาง ใส่ยางเข้าไปใหม่ กำลังจะจุดแล้ว อีกแค่นิดเดียว… ถ้าไม่ติดว่ามีมือใหญ่มาขัดขวางไว้ก่อน ดีนะที่เบี่ยงหลบทันไม่งั้นคงโดนแย่งไฟแช็คไป

“อย่า กูจะจุดเอง”

“ไม่ได้หรอก ขืนปล่อยให้คนที่ทำไม่เป็นแบบมึงทำนะ บ้านคงไฟไหม้”

“เหออออ งั้นต้องรอให้คนมากประสบการณ์แต่จุดไม่ติดอย่างมึงทำเหรอ โถ่ วันนี้คงได้แดกปลาหรอก”

“นี่ไง กูขอลองอีกรอบ ถ้าครั้งนี้ไม่ติดมึงก็จุดเลย” เสียง ‘ฟึด’ จากการที่ฝ่ามือใหญ่วืดลมเพราะจับผมไม่ทันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระนั้นเจ้าตัวก็ยังไม่ยอมแพ้เป็นเหตุให้เกิดสงคราม ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เราหันหน้าเข้าหากัน และตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่มันใช้สองมือในการไล่ล่าผม ไอ้สัส มึงขี้โกงนี่หว่า!

“กูอยากลองทำบ้าง”

“เอามาให้กู เดี๋ยวไฟแช็คร่วง”

“ไม่ร่วงหรอกน่า...”

ฟิ้ว

จุ๋ม!

ยังไม่ทันจบประโยควัตถุสีฟ้าในมือผมก็กระเด็นออกไปนอกระเบียง ทิ้งไว้เพียงความทรงจำและสัมผัสเย็นๆ ส่วนตัวมันลงไปเล่นน้ำป๋อมแป๋มเสียงดังจุ๋มซะแล้ว ราวกับต้องการจะบอกว่า ‘กูเห็นนะ’ ทั้งป่าจึงตกอยู่ในความเงียบ ได้ยินแม้กระทั้งเสียงอีกากระพือปีก เอ่อ…

“เชี่ย...”

“ตายห่าแล้วไง...”

ไอ้ฟ้าลูกพ่อ เอ็งไปเร็วจังละโว้ย

ภาพการสวิงตัวลงน้ำช้าๆ ของไอ้ฟ้าตอกย้ำความโง่ของผม เสือกลงท่าสวยอีกไอ้เหี้ย เอ็งนี่อายุสั้นฉิบหายเลยถ้าอยู่ต่ออีกหน่อยพ่ออาจจะส่งเอ็งไปชิงแชมป์นักว่ายน้ำโอลิมปิกนะเว้ย ขึ้นมาเถอะบักxน้อย ฮื่อ

“พวกพี่เล่นไรกัน”

ขณะที่ผมกับเพื่อนสนิทกำลังมองลึกลงไปในบ่อด้วยความอาลัยรักก็มีเสียงใสดังมาจากทางประตู ต้นเสียงคือไปป์ที่ยืนกอดอกเอียงคอถามอย่างต้องการคำตอบ

“ไอ้ไปป์ พี่ทำไฟแช็คหล่นว่ะ”

“เห็นแล้ว เห็นตั้งแต่พี่จุดไฟไม่ติดแล้วก็แย่งกันจนมันกระเด็น ผมถึงได้ถามไงว่าพวกพี่เล่นอะไรกัน แค่จุดไฟเนี่ย”

...จ๋อยเลยสิมึง โดนเด็กด่า

“หลีกไปเดี๋ยวผมทำเอง”

ว่าแล้วน้องก็เข้ามาจัดการให้ทุกอย่าง ทั้งจุดไฟ ทั้งปิ้งปลาโดยมีพวกผมนั่งหงอยอยู่ไม่ไกล พวกผมขอปิ้งปลาเองแล้วนะเว้ยแต่น้องบอกว่าเอาไว้วันหลังเพราะตอนนี้เกือบจะค่ำแล้ว นี่มันข้ออ้างชัดๆ มันกลัวเราทำปลาไหม้แหงเลย… โห่ อดโชว์ฝีมือเลยกู

มึงไม่รู้ซะแล้วว่าพ่อกูเป็นพรานป่า ไปพบรักกับแม่ที่ถ้ำเอราวัณ เรื่องดำรงชีวิตในพงไพรนี่ขอให้บอกไม่ว่าจะโหนต้นไม้ เก็บมะพร้าวหรือล่าหมูป่ากูก็ทำได้ทั้งนั้น... ถุ้ย กูโกหกครับ มึงคิดถูกแล้วที่ไม่ปล่อยให้กูปิ้งปลา ( . _ . )

เมื่ออาหารพร้อมย่าก็เรียกทุกคนมาทานข้าว ที่โต๊ะวันนี้มีปู่ ย่า ไปป์ หยางแล้วก็ผม หยางบอกว่าปกติมีคนเยอะกว่านี้แต่เพราะอีกไม่กี่วันจะมีงานบุญ หมู่บ้านก็เลยเกณฑ์คนไปช่วยจัดงาน ปู่สัญญาว่าจะพาเราไปด้วยล่ะโชคดีจังที่ยืมกล้องพี่ตุลย์มา

“ลองกินอันนี้ดูไอ้หนุ่ม อร่อยอย่าบอกใคร”

“มันคืออะไรครับ”

“ห่อหมกปลา”

ผมลองตักมากินตามคำแนะนำ อร่อยว่ะ ถึงจะกินลำบากนิดนึงก็เถอะ ...เนื่องจากที่นี่คือภาคอีสานและคนบ้านนี้ก็ถนัดอย่างนี้ ที่โต๊ะจึงมีแค่กระติบข้าวเหนียวกับกับข้าว ไม่มีช้อนส้อม ไม่มีจานข้าวส่วนตัวทั้งนั้น ที่มีก็แค่ช้อนกลางกับมือ โคตรได้อารมณ์

“แล้วจะขึ้นภูวันไหนลูก”

“ยังไม่รู้ครับ ไอ้ธันมึงอยากไปวันไหน”

“แล้วแต่มึงอะ”

“ไปป์ว่าค่อยไปอาทิตย์หน้าดีไหม อยู่ร่วมงานทอดกฐินก่อน มีโรงทานด้วย” หนุ่มน้อยออกความคิดเห็น ซึ่งคำพูดนั้นก็ทำให้ผมตาวาวจนคนข้างๆ หลุดยิ้ม

“มีโรงทานด้วยเหรอไปป์”

“ใช่พี่ บ้านเราแจกลูกชุบ”

“ทำเองปะ หรือซื้อเอา”

“ทำเอง พี่อยากทำไหม”

“ทำๆๆๆ” ผมรีบตอบรับ อยากลองปั้นลูกชุบมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสสักที โห มาทีเดียวผมได้หลายอย่างเลยนะเนี่ย เที่ยว วาดภาพ ทำบุญ ทำอาหาร ลอยกระทง คุ้มจริงๆ ว่ะ ...ตื่นเต้นได้ไม่นานผมก็เริ่มนึกเรื่องสำคัญออก “แต่พี่ไม่เคยทำนะ ไม่รู้จะไปเกะกะรึเปล่า”

“เกะกะอะไรพี่มันไม่ได้ยากขนาดนั้น เดี๋ยวผมสอนเอง”

“ไม่เป็นไร กูสอนมันเอง” เงียบมานานเด็กชายหัสดินวัย 5 ขวบก็พูดแทรกขึ้นพร้อมกับออกแรงปั้นข้าวเหนียวในมือให้เป็นก้อนกลม เอาใบโหระพามาแปะ ใส่ก้านปิดท้ายด้วยการยกขึ้นมาอวด เหอ ไอ้เด็กขี้โม้เอ๊ย

“อย่างพี่น่ะเหรอ”

“กูปั้นเก่งจะตาย เนอะปู่เนอะ”

“เออเก่ง ให้ปั้นมังคุดแต่ออกมาเหมือนมะเขือม่วง เก่งจริงๆ ไอ้x” พอคิดภาพตามผมก็ขำพรืด ต้องมีความสามารถขนาดไหนวะถึงปั้นให้มันเพี้ยนได้ขนาดนั้น ฮะๆ

“เรื่องนั้น… ผมตั้งใจต่างหาก เห็นมังคุดเยอะแล้วก็เลยกลัวคนจะเบื่อไง เลยปั้นอย่างอื่นบ้าง”

“เหรอ”

“ใช่สิ”

“งั้นที่ปู่ให้แกปั้นส้มแต่ออกมาเป็นแตงกวาล่ะจะว่ายังไง”

“...”

จอดสนิท

ร่างสูงเถียงไม่ออกจนต้องแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก้มหน้ากินข้าวต่อเนียนๆ แต่ก็โดนลูกพี่ลูกน้องล้อจี้จุดอีกครั้ง คราวนี้ยาวเลยครับ ปู่กับย่าคอยปรามบ้าง คอยยุบ้างอย่างสนุกสนาน มองภาพครอบครัวตรงหน้าแล้วอุ่นหัวใจนึกถึงคนที่บ้านเลย

“แล้วทำไมหยินไม่มาด้วยอะพี่”

“มันขี้เกียจ โอ๊ย ไอ้ธัน”

“ไอ้ห่า ใส่ร้ายน้อง” ผมฟาดมันไปหนึ่งครั้งข้อหาปากเปราะ ถึงจะไม่รู้แต่ผมก็มั่นใจว่าเหตุผลต้องไม่ใช่ข้อนี้ หนึ่งวันก่อนจะมาที่นี่หยินยังมองภาพปู่ย่าตาละห้อยอยู่เลย เจ้าตัวคงอยากมาแต่มีเหตุจำเป็นนั่นแหละ

“โถ่ ก็แค่พูดเล่นเอง”

“ตกลงทำไมไม่มาอะ”

“มันลงเรียนซัมเมอร์ไว้”

“นี่มันเรียนเอาโล่เหรอ อย่างนี้ต้องไปจัดการสักหน่อย…” ไปป์ทำหน้าเศร้า บ่นอุบอิบไม่ได้ศัพท์ ท่าทางจะผิดหวังไม่น้อยที่สาวเจ้าไม่มาด้วย ไอ้หยางแอบกระซิบบอกผมว่าสองคนนี้เป็นเพื่อนซี้ต่างวัย พักหลังหยินเอาแต่เรียนก็เลยไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่... อ๋อ เข้าใจๆ

“เอาน่า เดี๋ยวปีใหม่มันก็มาแล้ว”

“จริงเหรอ”

“อือ วางทริปเรียบร้อย”

“มายังไง?”

“ขึ้นเครื่องมาคนเดียว”

“ดี...”

“เอ้า แล้วพ่อแม่มึงละ ไม่คิดจะมาหาพวกกูบ้างเหรอ” พอปลอบคนหนึ่งให้หายเศร้าสำเร็จ อีกคนก็โวยวาย สรุปแล้วครอบครัวนี้เขาขี้น้อยใจทั้งบ้าน โดยเฉพาะต้นตระกูล

“พ่อมาเดือนกุมภา แม่มามีนา”

“ห้ะ แล้วเป็นเหี้ยอะไรทำไมต้องมาทีละคน มาด้วยกันมันจะตายเหรอ?”

“ไม่ใช่อย่างนั้นปู่ ก็ว่างไม่พร้อมกันไง... มาทีละคนดีกว่าไม่มาเลยนะเว้ยปู่”

“เออ… แม่ง”

โอ๊ย สงสาร ฮะๆ

จบมื้อเย็นไปป์ก็ขอตัวกลับ เราก็แยกย้ายไปอาบน้ำอาบท่าเตรียมนอน บ้านหลังนี้ไม่ได้ใหญ่โตเพราะฉะนั้นผมกับหลานเจ้าของบ้านจึงต้องนอนห้องเดียวกัน

“เอานี่ไปกินนะลูก” หญิงชรายืนส่งผมที่ห้องนอนพร้อมจานใบหนึ่ง ในนั้นประกอบด้วยข้าวเหนียวก้อนยักษ์ น้ำตาลทรายแล้วก็เผือกต้ม ของพวกนี้คืออะไรหว่า “เวลากินให้เอาเผือกแปะข้าวเหนียวแล้วโรยน้ำตาลนิดหน่อย อร่อย กินเล่นเป็นขนม”

“โห ขอบคุณครับ”

“ย่าอย่าไปให้มันกินมาก แปรงฟันแล้ว”

“เอ๊ะ ไอ้นี่ แปรงแล้วก็แปรงใหม่ได้โว้ย” ผมเตะหน้าแข้งคนข้างๆ ไปหนึ่งทีข้อหาเสียมารยาท คนเขาอุตส่าห์ทำมาให้ ดูซิเนี่ย เดินมาส่งถึงห้องด้วยย่ามันจะน่ารักไปไหน

“แต่ก็อย่ากินเยอะนะไอ้น้องธัน เดี๋ยวจะปวดท้องเอา”

“ครับ”

“กินแล้วหยางก็เอาไปเก็บที่ครัวด้วยล่ะ”

“ครับ ย่าไปนอนได้แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นมาไม่สวย”

“โถ่ จะสวยไปทำไม๊ อายุก็ปูนนี้แล้ว ผัวก็มี ลูกก็เยอะ หลานก็แยะ” เธอส่ายหัวยิ้มๆ แล้วโบกมือลาพวกเรา “ย่าไม่กวนละ ฝันดีลูก”

“ครับ”

คนบ้านนี้น่ารักจังเลย ย่าใจดีสุดๆ ไปป์ก็เป็นกันเอง ส่วนปู่ถึงจะดูดุแต่ความจริงก็ใจดีไม่แพ้กัน พวกเขาเอาใจใส่ทั้งๆ ที่ผมไม่ใช่ลูกหลาน แถมยังชวนคุยซะจนผมไม่รู้สึกเกร็งเลย ถ้าเป็นอย่างนี้วันกลับผมต้องงอแงแล้วก็คิดถึงคนที่นี่มากแน่

“จบงานบุญค่อยขึ้นภูเนอะ”

“เอางั้นก็ได้ งึ่มๆ” โอ้ ไอ้เผือกนี่อร่อยชะมัด

เวลา 21:00 น. ณ จังหวัดเลยเรานั่งดูทีวีด้วยกันบนฟูก ห้องนี้เป็นห้องกว้างที่ไม่ค่อยมีเฟอร์นิเจอร์ มีแค่โทรทัศน์ ฟูกขนาดใหญ่ โต๊ะตัวเล็กกับตู้เสื้อผ้า ทุกอย่างคุมโทนสีขาวเรียบง่ายสุดๆ ผมชอบบบ ชอบทั้งห้องทั้งขนมเลย ง่ำๆ แซ่บอิหลี!

“จะนอนกี่วัน”

“งึ่มๆ ยังไงก็ได้”

“อุ๋งๆ หยุดกินแล้วออกความเห็นหน่อยสิ กูพามึงมาเที่ยวนะเว้ยไม่ได้พาตัวเองมาเที่ยว”

“เอ้า ก็ ‘ยังไงก็ได้’ ไงความเห็นกู”

ตึง

อีกฝ่ายทิ้งตัวลงนอนบนฟูกเซ็งๆ คล้ายกับอยากบอกว่า ‘กูเหนื่อยที่ต้องสรรหาคำมาสนทนากับมึงแล้วไอ้ควาย’ โห เถื่อนว่ะคนเรา นี่แหกคุกมาจากเรือนจำไหนเนี่ย งึ่มๆ

“อะไรอะ”

“กูอยากตามใจแต่มึงไม่เข้าใจกูเลย”

“เข้าใจ แต่กูก็บอกแล้วไงว่ายังไงก็ได้”

“หงุดหงิดว่ะ”

“เป็นอะ... โอ๊ย!”

ผมร้องเบาๆ เมื่อโดนไอ้บ้าข้างๆ คว้านิ้วไปกัด ไม่แรงมากนักแต่เขี้ยวคมๆ ก็ทำให้ผิวของผมเป็นรอยแดงอย่างชัดเจน ในตอนแรกคนทำยิ้มพอใจกับผลงานตัวเอง… แต่ยิ้มได้ครู่เดียวก็เปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วก่อนจะทำหน้ารู้สึกผิด หันมาลูบรอยที่ตัวเองทำอย่างอ่อนโยนแทน

“บางทีกูก็คิดนะว่ากูถนอมมึงมากไปรึเปล่า”

“มากไป”

“...”

“พอมาคิดดูแล้วมึงไม่เคยรุนแรงกับกูเลย เป็นไรวะ กลัวกูเหรอ” ผมเห็นมันต่อยไอ้เทรนด์ ตีไอ้ต้น กระโดดถีบหยินแต่มันไม่เคยทำแบบนั้นกับผมเลย นอกจากบีบกับกัดแก้มที่ดูไม่แรง ...ไม่สิ ความจริงก็แรงนั่นแหละแต่มันดูเด็กน้อย ดูไม่รุนแรงอะ

“บ้า ใครกลัวมึง”

“งั้นทำไมไม่-”

โป๊ก!

โดยไม่ทันตั้งตัวผมก็โดนสันมือฟาดลงมากลางกบาล เจ็บจนร้องไม่ออก ใจหนึ่งก็อึ้งที่โดนฟาดกะทันหัน อีกใจก็กำลังงงกับสถานการณ์ตอนนี้ สมองผมนี่รวนไปหมดเลย ไอ้เชี่ย… กูนี่เลิกสนใจเผือกในมือเลยครับ

“บอกแล้วว่าไม่ได้กลัวกูแค่ไม่มีโอกาสได้ทำ มึงเป็นเด็กดีตลอดอะจะเอาที่ไหนไปตี ...แต่กูก็อยากลองทำสักครั้งมานานละ ดีเลยที่มึงพูดขึ้นมา ถือว่าเมื่อกี้มึงขอนะ อิอิ”

“ไอ้หยาง”

“...”

“มึง...”

“...ใกล้สิ้นเดือนแล้วพ่อบ้านใจกล้าโว้ย”

“ใจกล้ามากๆ ระวังจะตายไม่รู้ตัว”

“ล้อเล่นเด้อ ใจเย็นเด้อ ...หนีก่อนเด้อ”





__________________________________________________________________________________

รู้สึกว่าไม่มีโมเม้นท์มานานมาก...

มาก มากๆ มากๆๆ มากๆๆๆๆๆๆๆๆ

มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เป็นสัญญาณว่าหยางธันกำลังมีความสัมพันธ์ที่ดีงาม!!!!!!

ฮื่อออออ ดีใจ5555555

แต่งเรื่องนี้เหมือนเขียนชีวิตให้ลูกจริงๆ พอลูกดราม่าแม่ก็ตรอมใจ พอลูกแฮปปี้แม่ก็หน้าชื่นตาบาน

.สุดท้ายนี้ ..ได้กันสักทีเถอะลูก




1 / ก.ค. / 2018

-Mommae-


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.288K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #29688 Nampiy.P (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 02:50

    โม้เก่งทั้งคู่55555555

    #29,688
    0
  2. #29681 MoRO66 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 12:37
    น่ารักๆๆๆ
    #29,681
    0
  3. #29087 J.YNg (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 08:53
    คิดถึงมากๆเลยนะ
    #29,087
    0
  4. #29042 S'neez (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 00:53

    อ่านจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยจ้าตอนนี้

    #29,042
    0
  5. #28927 Baitoey115 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 23:51
    เปิดเรื่องแล้ว เริดมากแม่
    #28,927
    0
  6. #28753 0902280236 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 10:37
    อ่านไม่ได้ทำงัยค่ะ..แนะนำหน่อยค่ะฟินนน
    #28,753
    0
  7. #28722 Shipnielong (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 22:01
    พ่อบ้านใจกล้าก็มา5555//ธันรับหยางเป็นสามีแล้วใช่มั้ยคะ อิอิ
    #28,722
    0
  8. #28681 ชากุหลาบอุ่นอุ่น (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 22:47
    😊😊😊
    #28,681
    0
  9. #28563 Callmeyou (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 08:09
    พ่อบ้านใจกล้าตีแฟน
    #28,563
    0
  10. #28444 +[-BloodsKy-]+ (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:58
    อยากให้มีเทรน ต้น ต่อง่า
    #28,444
    0
  11. #28314 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 21:37
    พ่อบ้านใจกล้าเหรอหยาง555555555
    #28,314
    0
  12. #27875 23805577 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 14:21
    เขียนต่อถึงมหาลัยเลยไม่ได้หรอออออ เปิดเทรนต้นอีกสักเรื่องก็ดีลร์นะเธอว์ รักซ์ไรท์จ้า สู้ๆเนอะ
    #27,875
    0
  13. #27775 Tofu_Jcbsmm (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2561 / 08:23
    โอ้ยยยยย น่ารักมากก
    #27,775
    0
  14. #27236 Little-Karin (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2561 / 11:52
    555555 ร้ากอ่ะอั๊ยยยย
    #27,236
    0
  15. #27232 ชื่ออะไรก็ได้โตแล้ว (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2561 / 12:34
    คิดถึงจนต้องกลับมาอ่านอีกรอบ ฮือน่าร้าก
    #27,232
    0
  16. วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 / 23:11
    ความพ่อบ้านใจกล้านี้55
    #27,216
    0
  17. #27209 emie2001 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2561 / 02:34
    รอลุ้นต่อไป
    #27,209
    0
  18. #27207 ULTRATIC (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 / 20:54
    เห้อคิดถึงมากเลย ขอโมเม้นจ้าาาาา
    #27,207
    0
  19. #27172 Kyoheizing (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 17:18
    หยางมีความถนอมว่าที่แฟนมากเวอร์
    #27,172
    0
  20. #27157 กษิดิศ ปักษี (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 18:10
    ...โมเมนต์นี้มันอะไรกัน?!?!?!?!?....ไม่ได้อิจฉาเลยยย!!!
    #27,157
    0
  21. #27140 Real_cyyyyy (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 05:54
    ได้กันเมื่อไหร่โทรเรียกป้านะลูก
    #27,140
    0
  22. #27132 White// (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2561 / 22:51
    อือออออ หยางมีความเขินนนน่ารักเกินไปแล้วลูก///ธันก็น่ารักก
    #27,132
    0
  23. #27131 NVAddict (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2561 / 22:34
    น่ารัก ลูกเป็นคนใสๆ ใช่มั้ยหม่อมแม่
    #27,131
    0
  24. #27105 pplismluvx2hh (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2561 / 02:46
    ขอให้เสียตัวอยู่เลย5555555
    #27,105
    0
  25. #27066 FairyP718 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 / 19:35
    ถ่อวหยางงง
    #27,066
    0