I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 43 : ครั้งที่ 39 ตุลา ธันวา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27,330
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,420 ครั้ง
    22 ม.ค. 62




ครั้งที่ 39 ตุลา ธันวา

[ตุลย์]

“ตอนเย็นจะมีต้นเก็ดถะหวามาลง เอาไปใส่กระถางสวยๆ แล้ววางไว้ที่หน้าประตูนะ ...อ่าว ไงไอ้พี่น้องคู่นี้ ไปเคลียร์กันแล้วใช่ไหม”

“เสือก”

“เออก็เสือกไงถึงได้ถามเนี่ย”

“การเสือกไม่ใช่เรื่องแย่ แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่เรื่องของมึง” ผมยักคิ้วให้เจ้าของร้านอาหารอิตาเลียนก่อนจะกอดคอพาน้องชายไปนั่งที่ประจำ สาวเจ้าก็ไม่ได้สะทกสะท้านวิ่งตามมาติดๆ ตาตี่ๆ พยายามเบิกกว้างให้เห็นประกายความอยากรู้อยากเห็น ลืมตาสิภาอย่าหลับตาเดิน หึ

“เอาดีๆ”

“ท่าไหนล่ะ missionary หรือ doggy”

“กูไม่ปลื้มท่ามาตรฐาน ขอ hard position กว่านี้หน่อยได้ไหม” มันเท้าคางเอ่ยดื้อๆ จนผมเองนี่แหละที่เป็นฝ่ายยอม เชื่อแล้วว่าเพื่อนสนิทต้องศีลเสมอกันจริงๆ ถึงจะอยู่ด้วยกันได้ ตอนทำบุญผมไม่กล้าขอให้คนเหี้ยๆ ออกไปจากชีวิตเลยนะ ...กลัวเพื่อนหายหมด

“ฮะๆ”

“ขำอะไรธัน แล้วตกลงว่าไง”

“ครับ เคลียร์กันแล้ว”

“ดีๆ ตั้งแต่วันนั้นพวกแกก็ไม่มาที่ร้านเลยพี่เป็นห่วงแทบตาย จะไปหาที่บ้านก็เกรงใจ”

“เกรงใจทำไม๊ พ่อแม่ผมชอบพี่จะตาย ชมให้ฟังอยู่เรื่อยว่าน้องภาน่ารักอย่างนั้น น้องภาน่ารักอย่างนี้ คงแอบหวังให้พี่มาเป็นลูกสะใภ้สักวัน” ผมมองภาพความสนิทสนมของทั้งคู่เงียบๆ ...ก็สนิทกันเร็ว มีรสนิยมคล้ายกัน เข้ากันได้ดี ทั้งๆ ที่ผมปักใจเชื่อว่ายังไงพวกมันก็ต้องลงเอยกันแท้ๆ แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด

“มาเป็นก็ดี”

“...”

“แต่งกันสิพวกมึงน่ะ ถึงจะบ้าๆ บอๆ แต่เพื่อนกูดีไม่น้อยไปกว่าไอ้หยางนะ ลองคิดดูอีกทีสิอ้วน”

“เฮ้อ”

หืม

ผมเลิกคิ้วเป็นเชิงไม่เข้าใจเมื่อจบกล่าวทั้งโต๊ะก็ไร้เสียง นักเรียนม.ปลายทำหน้าเบื่อโลกในขณะที่สาวแว่นเท้าคางเซ็งๆ นี่ผมพูดอะไรผิดรึเปล่า ก็เห็นชอบคุยกันเรื่องสะใภ้ตลอดฝ่ายหญิงเองก็เห็นดีเห็นงามร้องแหมๆ ทุกครั้ง แล้วทำไมพอผมสมทบบ้างกลับได้ผลตรงกันข้าม?

พรึ่บ

“พี่ไปช่วยงานในครัวก่อนนะ” อ่าว ห้ามไม่ทัน แม่งไปซะแล้ว ...จ้างคนงานเพิ่มตั้งหลายตำแหน่งยังมีงานให้มึงทำอีกเหรอ ทุกวันนี้กูเห็นเหลือแค่คนซับเหงื่อเชฟกับคนเปิดประตูแหละที่ยังไม่มี

“มันจะโหมงานเพื่ออะไรวะ”

“...ความรู้สึกช้าเป็นกรรมพันธุ์เหรอเนี่ย”

“ห้ะ?” ไม่ได้ยินเลย เสียงกริ่งร้านดังแทรกพอดี

“เปล่า ธันบอกว่าวแปลกนะที่วันนี้พี่ไม่เอานิโคตินเข้าปอด”

“ไม่แปลกหรอก กำลังจะไปนี่ไง” ว่าแล้วก็เดินออกไปนอกร้านทันที คู่สนทนาถึงกับทิ้งหัวลงกับโต๊ะดังปึง ริมฝีปากกระจับพึมพำคำด่าไม่ขาด ผมรู้ว่ามันอยากให้เลิกบุหรี่แต่ให้ทำไงได้ล่ะผมติดไปแล้ว ถ้าไม่ได้สักมวนก่อนทำงานสมองมันตื้อจริงๆ

ฟู่

ผมปล่อยควันสีขาวพวยพุ่งในอากาศ ช่วงเวลาที่สิ่งเหล่านั้นลอยเคว้งคว้างเป็นรูปร่างนับว่าน่าพิศมัยไม่น้อย อืม อาจจะสูบมากไปอย่างที่ไอ้ธันบอกก็ได้ สูบจนกลิ่นสารพิษอ่อนๆ กลายเป็นกลิ่นประจำตัวผมไปแล้ว ทุกวันนี้ก็พยายามเลือกยี่ห้อนำเข้าที่กลิ่นคล้ายผลไม้ ไม่งั้นคงเหม็นตัวเองตายห่า

กริ่ง

“พี่ตุลย์ธันขอไปหาไอ้หยางได้ปะ” ยังไม่ทันที่ผมจะได้หันไปมองว่าใครเปิดประตู ร่างโปร่งก็วิ่งเข้ามากอดรัดคอ ชิ ไอ้เด็กนี่อีกแล้ว

“ไปทำไม”

“ไปกินข้าว”

“ทำไม ไม่มีมึงแล้วมันแดกข้าวไม่ลงว่างั้น” ผมเบะปากประชด ดูมัน เก็บสมุดวาดรูปสะพายกระเป๋าเรียบร้อย จะถามกูทำไมถ้าสภาพมึงพร้อมขนาดนี้

“ไม่ได้มีแค่ธัน มีเพื่อนไปอีกตั้งเยอะ”

“ใครบ้าง”

“หยางธันหยางธันหยางธันหยางธัน นี่ไงตั้งแปดคนตั้งวงลิเกได้สบาย โอ๊ย!” ผมจัดการตบหัวน้องชายไปฉาบใหญ่ข้อหากวนตีนไม่เข้าเรื่อง ฝ่ายนั้นเองก็ยู่ปากลูบหัวตัวเองปรอยๆ “โห่แค่นี้ก็ต้องรุนแรง ธันล้อเล่นเอง มีไอ้เทรนด์กับไอ้ต้นไปด้วย”

“ไม่ให้ไป”

“จะไป”

“เดี๋ยวนี้หัด-”

“ความจริงธันยังไม่หายโกรธพี่นะรู้ไหม คราวก่อนที่ยอมก็แค่หลงกลวิธีง้อน่ารักๆ ...แต่พอตื่นเช้ามาอารมณ์เคืองมันก็ยังไม่หายไปไหน” เจอคำขู่เย็นๆ เล่นเอาขนอ่อนผมลุกซู่ เสียวสันหลังวาบ ก็พอจะรู้อยู่หรอกว่าการจุ๊บเหม่งมีผลข้างเคียงไม่นาน

“...”

“จงยอมศิโรราบซะคุณคณิน ไม่อย่างนั้นธันจะทำเรื่องโหดร้ายที่สุด”

“อะไร”

“จะยุให้เมียในอนาคตของพี่ไปชอบคนอื่น”

“ใคร?”

“คนไง ช่างเรื่องนี้เถอะ ตกลงว่ายอมให้ไปไหม”

“เออ จะไปไหนก็ไป อย่าดึกล่ะไม่งั้นกูตามถึงที่” แม้จะจำใจปล่อยแต่ก็ไม่ลืมที่จะชี้หน้าคาดโทษไอ้ตัวดี เด็กพวกนี้รวมตัวกันทีไรเถลไถลทุกที นี่ก็กลัวอยู่ว่าวันไหนมันจะพากันแว๊นเพลินไปถึงลำพูน แม่งเอ๊ย... ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้เจ๊กหยาง

“ไม่เกินหกโมงเย็นแน่นอนครับ”

“ขี่รถดีๆ อย่าแซงรถสิบล้อ”

“ธันไม่เคยทำสักหน่อย ไปเล่า” มันแลบลิ้นทิ้งท้ายไว้ก่อนจะโบกมือลา พ้นบันไดฝ่ามือขาวก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู ไม่ต้องถามก็รู้ว่าปลายสายคือใคร ก็มีคนเดียวแหละที่ทำให้มันยิ้มแป้นหัวเราะคิกคักได้ ...บอกตามตรงว่าผมไม่อยากปล่อย แต่ก็ต้องยอมถอยเพราะนัยน์ตาคู่สวยสะท้อนบางอย่าง บางอย่างที่ผมไม่สามารถห้ามได้แม้จะต้องการเพียงใด

ผมพ่นควันสีขาวออกมาอีกครั้ง ตาจับจ้องแผ่นหลังบางที่ค่อยๆ ห่างไกล มองเส้นผม มองลำคอ สุดท้ายมองฝ่ามือขาวที่แกว่งไปมาตามจังหวะการเดิน จู่ๆ ภาพเด็กชายตัวเล็กก็ซ้อนทับอีกฝ่าย อืม ถ้าบอกว่าเมื่อก่อนผมเคยทิ้งขว้างมัน

พวกคุณจะเชื่อไหม

“ไอ้ตุลย์ เย็นนี้ไปเตะบอลกันไหม”

“เดี๋ยวตามไป พวกมึงไปก่อนเลย”

“ทำไมวะ ไม่ไปพร้อมกันอะ”

“รับไอ้ธัน” ผมตอบขณะเก็บยางลบเข้ากระเป๋าสะพาย ข้างในไม่มีอะไรหรอก เพื่อนร่วมชั้นยังลงความเห็นกันว่าเป็นกระเป๋าที่เบาที่สุดในโรงเรียนเลย เอ้า จะเอาอะไรมามากมายล่ะ ถึงคาบเรียนผมก็หลับ ขี้เกียจก็โดด รวมๆ แล้วอย่างมากหนึ่งวันได้เรียนสองวิชาเอง

“อีกละ”

“เออดิ”

“ทำไมไม่ให้มันขึ้นรถประจำทางวะจะได้สะดวก”

“พ่อแม่ไม่ยอม บอกว่ามีรถก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์” นี่ก็สองปีกว่าแล้วที่พวกเขาซื้อรถมอเตอร์ไซค์ให้ผม ไม่สิ จะให้ถูกต้องใช้คำว่าจำใจซื้อให้มากกว่าเพราะผมเป็นฝ่ายที่ร้องขอด้วยความเอาแต่ใจ เฮ้อ แต่ก็เหมือนกรรมตามสนอง พอได้รถมาก็มี ‘รับน้อง’ เป็นอีกหนึ่งหน้าที่

ผมไม่เคยอยากทำ

เด็กมัธยมที่ไหนจะอยากเสียเวลาว่างหลังเลิกเรียนกับอะไรที่ไม่สนุก วันนี้ยังดีที่พ่อกับแม่อยู่บ้าน ไปส่งมันแล้วผมก็สามารถไปเที่ยวต่อได้เลยแต่ถ้าวันไหนโชคร้ายพ่อแม่ไปซื้อผ้าไหมต่างจังหวัดก็ต้องเป็นผมนี่แหละที่อยู่เฝ้ามัน

นานมากกว่าที่ผมจะมาถึงที่หมาย เกลียดโว้ย เกลียดที่ต้องเสียเวลาร่วมชั่วโมงไปกับการฝ่าขบวนรถผู้ปกครองคนอื่น ไหนจะต้องหาที่จอดรถอีกสิบนาที แม่งเป็นแบบนี้ทุกวัน ไอ้ห่านี่แหละเหตุผลใหญ่ๆ ที่ทำให้ผมไม่ชอบการมารับไอ้ธัน

“อย่า ฮ่าๆ”

“ไปจับคนอื่นเลย อย่าวิ่งมาทางนี้”

“กรี๊ด ฮะๆ”

น่าเบื่อฉิบหาย

ภาพเด็กวิ่งเล่นกันเป็นสิ่งที่เห็นจนชิน ก็ไม่ได้เกลียดแล้วก็ไม่ได้พิศวาสหรอก กับน้องชายแท้ๆ ผมก็เฉยๆ เหมือนกันถ้าให้พูดตามตรงเราไม่ได้สนิทกันนัก ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายไม่อยากสนิท เป็นผมเองนี่แหละที่ตีตัวออกห่างเพราะไม่อยากให้มันโตมาเป็นเด็กเกเรแบบตัวเอง ...คำกล่าวที่ว่าเด็กเหมือนผ้าขาวเป็นเรื่องจริงนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยไอ้ธันกำลังซึมซับพฤติกรรมคนรอบข้าง

มันควรซึมซับคนดีๆ

นี่อาจเป็นความคิดที่ดีอย่างเดียวของผมในฐานะพี่ชายก็ได้

“พี่มึงมาแล้วไอ้ธัน”

ณ ใต้ถุนหอสมุดนักเรียนชั้นประถมหลายคนตั้งวงเล่นไพ่ยูกิกันอยู่ เสียงใสของหนึ่งในพวกนั้นปลุกให้ผมตื่นจากภวังค์ เจ้าของเสียงไม่ใช่ใครที่ไหน ไอ้เจ๊กเพื่อนสนิทน้องชายผมนั่นเอง ...เหอะ ดูมอง ถ้าจะมองขวางขนาดนี้มึงเดินมาต่อยกูเลยไหมล่ะไอ้หยาง

“มีไรก็พูดมาไอ้เด็กขี้เก๊ก”

“ทำไมพี่ชอบมาช้า ผมไม่ชอบให้เพื่อนรอนาน”

“กูก็มีธุระต้องไปทำตามภาษาผู้ใหญ่”

“ในหนังสือบอกว่าผู้ใหญ่อายุ 20 ปีขึ้นไป ...ดูจากสารรูปแล้วพี่น่าจะยังไม่ถึงมั้ง” คู่สนทนาแสยะยิ้มร้ายกาจ เปรยหางตามองผมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าขณะเดียวกันก็กรีดไพ่ลงบนกอง กวนตีนที่หนึ่ง ปากดีที่สอง น่าเตะที่สาม สาบานเลยว่าจะเฝ้ารอวันที่มึงโต… แล้วกูนี่แหละจะเป็นคนแรกที่ซัดมึง

“เหอะ ถ้าไม่อยากให้รอก็บอกเพื่อนมึงสิว่าให้พ่อมารับ”

“ไม่เอา ธันจะให้พี่ตุลย์มารับ”

บุคคลที่สามพูดแทรกเข้ามาทำเอาทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียว ผมฟังประโยคนี้จนเบื่อ ไม่ว่าจะพยายามคิดขนาดไหนก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมมันถึงอยากให้ผมมารับ ช้าก็ช้า ปากก็หมา หน้าก็ไม่เป็นมิตร อยู่ด้วยแล้วน่าอึดอัดจะตาย

“กูมีอะไรดีวะ มึงถึง-”

“ไอ้ธันอะนี่กระเป๋า มึงจะกลับบ้านไปดูการ์ตูนช่องเก้าไม่ใช่เหรอรีบไปดิเดี๋ยวจบก่อนหรอก” ยังไม่ทันที่ผมจะได้ถามจบ เพื่อนอีกคนที่ชื่อไอ้ยูก็ตัดบทด้วยการยื่นกระเป๋าสะพายให้เจ้าของชื่อ สายตาไม่ได้น่าเตะอย่างไอ้หยาง แต่รอยยิ้มที่มันส่งให้ผมน่าจับทุ่มลงดินเป็นที่สุด

พวกเด็กเปรต

“งั้นไปนะ ขอบคุณพวกมึงมากที่รอเป็นเพื่อน”

“เออ เจอกันพรุ่งนี้”

“เจอกันๆ” เด็กชายคีรินทร์บอกลาเดอะแก๊งเสร็จก็เดินนำผมไปที่รถ …ชิ ฝากไว้ก่อนเถอะมึงสองตัว

ระหว่างทางเดินไปโรงจอดรถเงียบสนิทไร้ซึ่งบทสนทนาใดๆ หลังจากที่อีกฝ่ายกล่าวทักทาย คุณจะด่าว่าผมเป็นพี่ที่เย็นชาก็ได้นะ ทุกวันนี้เวลามารับมันจะพูดว่า ‘สวัสดีครับ’ ตลอด แต่ผมก็ไม่เคยตอบอะไร ...ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่เลิกทำ แปลกไหมล่ะ

“พี่ตุลย์ ขอจับมือได้ปะ”

“อะไรของมึง ไม่เอา ร้อนจะตายห่า”

“อือ”

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความแปลก ทำไมไม่จำบ้างวะว่าขอที่ไรกูก็ปฏิเสธทุกที เหนื่อยเปล่าแถมเปลืองน้ำลายมึงน่าจะพอได้แล้ว เฮ้อ

“พ่อแม่สวัสดีครับ”

“จ้า”

“พ่อแม่หวัดดี”

“อือฮึ ไปไหนต่อล่ะเรา” เจ้าของบ้านเอ่ยถามหลังอุ้มลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ส่วนพ่อน่ะเดินหนีไปตั้งแต่รับไหว้จบแล้ว เขาไม่ค่อยอยากคุยกับลูกชายเจ้าปัญหาหรอก คงกลัวจะตีกันจนบ้านแตกละมั้ง คราวที่แล้วผมก็เล่นซะหน้าต่างแตกไปหลายบาน

“เตะบอลกับเพื่อน”

“อยู่บ้านบ้างก็ได้ ออกทุกวันเลย”

“แม่อย่ามา ตอนเย็นผมก็กลับมานอนที่บ้านทุกวันไม่เคยออกไปแล้วไม่กลับเลย”

“ยอกย้อนเหรอไอ้ลูกคนนี้ เดี๋ยวแม่ก็ตีซะหรอก” ทำท่าขู่ไปงั้นแหละไม่เห็นจะกล้าตีจริงๆ สักที เพราะอย่างนี้ไงผมถึงไม่กลัว แต่ก็โทษเขาไม่ได้หรอกที่ผมเหี้ยขนาดนี้เพราะตัวผมเองครอบครัวไม่มีส่วนผิดทั้งสิ้น “แล้วนี่ไปโดนอะไรมา ไปมีเรื่องกับคนอื่นอีกแล้วใช่ไหม”

ปลายนิ้วเรียวแตะรอยแผลที่ผมเพิ่งได้มาตอนกลางวัน บังเอิญไปต่อยกับรุ่นน้องในโรงเรียนนิดหน่อย… ช่วยไม่ได้ มันวอนหาเรื่องเอง

“ถ้าบอกว่าชนเสาแม่จะเชื่อไหม”

“เชื่อก็ควายละไอ้ลูกบ้า แม่กินข้าวโว้ยไม่ได้กินหญ้า”

“งั้นก็อย่างที่แม่คิดนั่นแหละ”

“แม่จะด่ายังไงให้แกกลับบ้านมาสมบูรณ์ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่ด่าทุกวันก็ยังได้แผลทุกวัน” หึๆ ไม่มีทาง เรื่องชกต่อยเป็นของคู่วัยรุ่นเลือดร้อน อีกอย่างผมจะหยุดได้ยังไงในเมื่อยังมีคนด่าเพื่อนรักผมอยู่...

ตุบ

หืม?

ทะเลาะกันได้ไม่นานร่างเล็กๆ ก็กระโดดลงจากอ้อมแขนผู้เป็นแม่ ทำเอาบทสนทนาหยุดชะงักไปชั่วขณะ เสียงฝีเท้าวิ่งขึ้นบันไดเบาลงเรื่อยๆ ในที่สุดก็เงียบลง ตามด้วยเสียงปิดประตู สงสัยจะรีบไปดูการ์ตูนละมั้งก่อนหน้านี้ไอ้เด็กยูเคยพล่ามๆ ไว้นี่

“แปลก ช่วงนี้น้องไม่เคยเหลือเงินค่าขนมสักบาท” เธอเอามือจับคางมองบางอย่างด้วยความสงสัย สิ่งนั้นคือขวดเงินเก็บของธัน ก็แปลกจริงๆ นั่นแหละ เมื่อก่อนพอกลับบ้านมามันก็จะรีบวิ่งเอาเงินที่เหลือมาหยอดใส่ขวดทุกวันแต่พักหลังมานี้กลับไม่เฉียดเข้าใกล้เลย

“นั่นสิ หรือจะเอาไปกินขนมจนหมด?” พ่อโผล่มาจากไหนวะ

“ไม่นะคะ วันนี้ฉันไปตลาดมา แม่ของหยางบอกว่าช่วงนี้ลูกเราไม่ค่อยกินอะไรเลย”

“ทำเงินหายรึเปล่า”

“ใครจะไปทำเงินหายทุกวันกันคะคุณ หรือว่า… ลูกคงไม่ได้ไถเงินน้องใช่ไหมตุลย์”

“แม่! ไถตังเด็กป.3 เนี่ยนะ ผมไม่ได้เลวขนาดนั้น” อีกอย่างมันก็ได้ตังไปโรงเรียนแค่วันละ 20 บาทเอง ถ้าผมไถแล้วมันจะเอาอะไรกิน ผมก็มีจรรยาบรรณเหมือนกันนะครับคุณ โห่ โบ้ยความผิดมาให้ผมซะงั้น

“แม่ก็ถามเฉยๆ เผื่อลูกจะทำไง”

“มันก็คงโดนเพื่อนที่โรงเรียนแกล้งละมั้ง หรือไม่ก็กำลังเก็บตังซื้ออะไรไร้สาระอยู่” ผมทิ้งท้ายไว้เท่านั้นก็ออกจากบ้านมาเลย ไม่รู้พวกเขาจะห่วงกันทำไม ก็รู้อยู่ว่าเด็กคนนี้ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง ส่วนเรื่องแกล้ง… เดี๋ยวครูประจำชั้นก็จัดการเองแหละ

แย่ที่สุด

ผมไม่สามารถหยุดคิดเรื่องไอ้ธันได้เลย จากที่ไม่มีสมาธิเรียนอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ตัวอักษรบนกระดานดำแทบไม่เข้าหัวผมสักนิด ถ้ามันโดนแกล้งจริงๆ จะทำไงดีวะ ไอ้น้องบ้าของผมยิ่งไม่สู้คนอยู่ด้วยถ้าโดนขู่แม่งคงไม่กล้าบอกใคร

“พวกมึง เมื่อวานกูไปซื้อลูกมาใหม่ อิอิ”

“เหยดด ได้ไง ใครซื้อให้”

“ก็ไม่อยากจะอวดหรอกแต่… กูเก็บตังซื้อด้วยตัวเอง หึๆ สามอาทิตย์ที่ต้องทนแดกมาม่าต้ม สามอาทิตย์ที่ต้องนั่งมองของหวานอย่างหิวโหยมันจบแล้วโว้ย!”

...ซื้อเองงั้นเหรอ

“เป็นไรไอ้ตุลย์ ทำไมมองกูแบบนั้น”

“มีอะไรบ้างวะที่เด็กประถมยอมอดขนมเพื่อซื้อ” ผมเท้าคางถามเพื่อนสนิท ไอ้กันต์ก็มีน้องสาวเหมือนกันเห็นมันหลงน้องอย่างกับอะไรดี ซื้อของขวัญให้ทุกวันจนวันเกิดไม่สำคัญสำหรับน้องแล้ว แม่งต้องรู้บ้างแหละว่าเด็กวัยนี้ต้องการอะไร

“ห้ะ มามุขไหนของมึง”

“ถามเฉยๆ”

“ถ้าเป็นผู้หญิงก็คงบาร์บี้ ถ้าเป็นผู้ชายก็คงเป็นของเล่น หุ่นยนต์ ก็อตซิล่า แบงค์กาโม่ เกรียนหน่อยก็ถุงตดละมั้ง” สิ่งที่มันร่ายมาไม่ต่างจากที่ผมคิดไว้เท่าไหร่

“เหรอ”

“ทำไม น้องชายมึงกำลังเก็บตังซื้อของเหรอ”

“งั้นมั้ง ช่างมันเถอะ” คงไม่ต้องห่วงหรอกผมลืมไปว่ามันมีเพื่อนเป็นโขง เด็กพวกนั้นโอ๋มันจะตายขนาดผมแค่มารับช้ายังโดนเหม็นขี้หน้าขนาดนี้ ถ้ามีคนมาแกล้งไอ้ธันจริงๆ พวกมันคงไม่ปล่อยไว้ โดยเฉพาะไอ้หยาง ...ถึงขั้นวิวาทชัวร์ๆ พนันได้เลย

“วันนี้เล่นบาสกันไหม ถือว่าเจิมลูกไอ้กันต์”

“เออเอาดิ พวกมึงเอาไปเล่นเลย”

“เอ้า แล้วมึงจะไปไหน”

“วันนี้เพื่อนเก่ากูเรียกไปหา มันอยากซื้อโน๊ตบุ้คแต่ไม่มีความรู้ก็เลยอยากให้กูไปแนะนำ” ไอ้กันต์รอบรู้เรื่องพวกนี้ครับเพราะบ้านมันเปิดกิจการเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด เปิดเป็นศูนย์ใหญ่เลยนะ มีหลายสาขาซะด้วย เพื่อนผมนี่นายน้อยดีๆ นี่เอง

“เชี่ย ไม่เอาดิ เล่นกับพวกกูนี่แหละไม่ต้องไปหามันหรอก”

“เออ เป็นเจ้าของไม่มาเจิมได้ไงวะ”

“โถ ไอ้เหี้ย ทำเป็นพูดดี คนไม่พอล่ะสิ”

“อิอิ บ๊า”

“เฮ้อ โทษทีโว้ย ยังไงก็ไม่ได้ว่ะ แม่งเป็นลูกชายเพื่อนพ่อกูด้วย ถ้ากูไม่ไปเดี๋ยวแม่งจะเป็นเรื่องทีหลัง”

“เออก็ได้วะ แล้วมึงอะไอ้ตุลย์ อยู่เล่นบาสกับพวกกูเปล่า”

“ไม่ว่ะ”

“ทำไมอะ พวกกูรอมึงไปรับน้องได้นะเว้ย”

“วันนี้พ่อกับแม่กูไม่อยู่บ้าน เฮ้อ” ไปเชียงรายอีกแล้ว ไปจนผมสงสัยว่าทำไมไม่สร้างบ้านที่นั่นซะเลย ผมรู้จักจังหวัดนั้นดีกว่าบ้านเกิดตัวเองซะอีก นี่บอกได้หมดอะว่าผับอยู่ตรงไหน ร้านเหล้าอยู่แถวไหน ที่สังสรรค์ที่ไหนเด็ดสุด รู้ยันบ้านเมียน้อยนายก

“เอาน่า เล่นบาสกับพวกกูก่อนก็ได้น้องมึงก็คงเล่นกับเพื่อนอยู่นั่นแหละ”

“ไม่เอาเว้ย”

“ตอนนี้หน้าโรงเรียนน้องมึงรถติดมากไม่ใช่เหรอ”

“เออ ถือซะว่าเล่นรอเวลาก็แล้วกัน”

อืม ก็จริงอย่างที่พวกมันพูด…

“เอางั้นก็ได้”

สรุปผมก็วิ่งตามเพื่อนไปเล่นบาสที่สนาม ความสนุกทำผมลืมทุกเรื่อง ตอนแรกกะว่าจะเล่นแค่ครึ่งชั่วโมงแต่ไปๆ มาๆ ก็เพลินกับการแย่งลูกกลมๆ พอเงยหน้าขึ้นมองอีกทีท้องฟ้าที่เคยสีฟ้ากระจ่างก็แปรเปลี่ยนเป็นสีส้มเป็นที่เรียบร้อย ฉิบหายละ พ่อด่ากูแน่!

“กูต้องไปแล้วเจอกันพวกมึง!”

“ไรว้า เพิ่งแป๊บเดียวเอง”

“แป๊บพ่อมึงสิ ถ้าพ่อกูโทรไปถามครูประจำชั้นแล้วรู้ว่าไอ้ธันยังไม่ถึงบ้านนะมึง ...เป็นเรื่องแน่” ผมรู้ว่าพวกคุณก็เป็นเวลาโดนแม่ด่าจะไม่สะทกสะท้านแต่พอพ่อด่าจะเจ็บจี๊ดไปถึงหัวใจ ผมว่าตัวเองกลัวพ่อ 90 กลัวแม่ 10 อะ คนนิ่งๆ เวลาโมโหแล้วโคตรน่ากลัว

“เออๆ ก็ได้วะ”

ข้าวของเครื่องใช้ถูกผมเก็บเข้ากระเป๋าอย่างลวกๆ เพื่อประหยัดเวลาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในหัวไม่ได้คิดเรื่องไอ้ธันเลย มีแต่เรื่องจะโดนด่าไหมล้วนๆ

เสร็จแล้วโว้ย

“เฮ้ยพวกมึง! รุ่นน้องกูบอกว่าเห็นไอ้กันต์โดนพวกเด็กช่างรุมอยู่ที่ลานเก่า”

ยังไม่ทันที่ผมจะได้ขึ้นไปนั่งบนรถ เสียงตะโกนของเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งก็ดังขึ้น ทำบรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เอาอีกแล้วเหรอวะ ไอ้พวกนี้มันจะไม่เลิกจริงๆ ใช่ไหม

“พวกมึง… ตามกูมา”

หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นพวกคุณคงรู้ใช่ไหม

กลุ่มนักเรียนม.ปลายทั้งหมดที่อยู่ตรงนั้นพากันไปที่เกิดเหตุ พอมาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง มีมือซัดด้วยมือ มีของก็ซัดด้วยของ เสียงที่ได้ยินบริเวณนี้จึงมีเพียงเสียงกู่ร้อง เสียงหมัดกระทบเนื้อและเสียงเหล็ก มันจะไม่หยุดดังจนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแพ้หรือไม่...

อีกฝ่ายก็ต้องชนะ

และแน่นอนว่าพวกผมไม่มีวันยอมแพ้แน่

“กูยอมใจเลยว่ะ แพ้ทุกรอบยังกล้ากลับมาหาเรื่องตลอด” ไอ้แม็กซ์บ่นขณะใช้มือปัดฝุ่นที่ติดตามตัว ก็เป็นไปตามคาด พวกมันเป็นฝ่ายหนีไปเพราะสู้ไม่ไหวขนาดมีทั้งมีดกับท่อนเหล็กยังอ่อนขนาดนี้ ถ้าตัวต่อตัวพวกมันคงไม่เหลือสภาพ ทุเรศว่ะ

“มึงเป็นไงบ้างวะกันต์”

“คันๆ”

“วุ๊ เบื่อพวกหนังเหนียว”

“กูเหรอหนังเหนียว ไอ้ตุลย์เพื่อนมึงโน่น ดูดิ ขนาดโดนรุมหน้ามันยังหล่ออยู่เลย มีแค่รอยช้ำจิ๋วๆ กับรอยข่วนนิดหน่อยเอง”

“คนมันเก่ง” ผมยักคิ้วให้เป็นท่าประกอบ ไม่ลืมที่จะกางแขนออกแล้วหมุนตัวให้พรรคพวกดูสภาพ ผมไม่ได้เก่งหรอก ไอ้พวกนั้นมันอ่อนเองต่างหาก แต่เอ๊ะ… หรือผมจะเก่งนะ มีเรื่องกับใครที่ไรแผลที่ได้ก็จะประมาณนี้ตลอด หึๆ

“หมั่นไส้โว้ย”

“เออ แล้วเป็นไงมาไงพวกมันถึงมารุมมึงได้ ไหนตอนแรกว่าจะไปหาเพื่อนเก่าไง” เออ ผมก็สงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน

“โว๊ะ พูดแล้วขึ้น ไอ้เหี้ยเพื่อนเก่ากูนั่นแหละตัวดี แม่งเป็นหลอกกูมา”

“อย่างนี้มึงต้องบอกพ่อไหม ว่าลูกชายเพื่อนพ่อเป็นเด็กจัญไร สมควรส่งไปโรงเรียนดัดสันดาน”

“ไม่ต้องอะ กูจัดการกระทืบมันไปหลายรอบละสันดานคงดีขึ้นมาบ้าง หึ”

“ดีมาก สมแล้วที่เป็นเพื่อนกู”

“แล้วนี่ไปไหนต่อดี”

“ไปแดกข้าวกันปะ กูหิวอยากกินหมูกะทะอะ” ไอ้แม็กซ์คนเดิมกอดคอพวกเราไว้ก่อนจะแสร้งทำหน้าหิวปานจะขาดใจ คนฟังพร้อมใจกันเบะปากโดยไม่ได้นัดหมาย บางคนก็ขยี้หัวมัน บางคนก็เตะพร้อมกับด่าว่า ‘ไอ้หมู’ ถุ้ย! ก่อนจะมาที่นี่กูเห็นมึงนั่งแดกเค้กปอนด์เท่าควาย เอาอะไรมาหิววะ

“ฮะๆ”

ชอบที่จะได้ยินเสียงหัวเราะ ชอบเวลาที่เราไม่ทิ้งกันเวลามีเรื่องอะไรก็ช่วยกันเสมอ ระหว่างเรามันเกินคำว่าเพื่อนไปแล้ว

ผมเรียกคนเหล่านี้ว่า ‘ครอบครัว’ เป็นบ้านหลังที่สอง ส่วนหลังแรกคือครอบครัวทางสายเลือดจริงๆ เห็นอย่างนี้ผมก็รักครอบครัวนะคุณ ไม่ได้รักเพื่อนมากกว่าพ่อแม่เลย... อาจจะน้อยกว่านิดหน่อย แต่ยังไงบุพการีก็คือที่หนึ่งในใจ

“โอ๊ยๆ ไอ้พวกเหี้ย ตกลงจะแดกไหมหมูกระทะเนี่ย”

“เอาดิ กูก็หิวเหมือนกัน วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้านกูกลับดึกได้” ความจริงมันก็ดีนะที่ได้มีเวลาว่างทำอะไรที่อยากทำโดยที่พ่อแม่ไม่ด่า ทำไมเมื่อก่อนผมถึงไม่ชอบวะ

“เย่ ในที่สุดก็มีวันนี้สักที”

“เออ กูซึ้งมาก คิดว่าเพื่อนกูจะไม่ได้ออกมาเปิดโลกกับเขาซะแล้ว...”

“สัส เวอร์นะมึง หึ” ผมชูนิ้วกลางแจกจ่ายให้หลายคนที่ทำทีเป็นร้องไห้ ถึงจะไม่เคยอยู่ถึงสองทุ่มแต่ยังไงก็ถือว่ากูออกมาหาพวกมึงทุกวันไหมล่ะไอ้ด๋อย แม่กูยังบอกเลยว่ากูอยู่กับพวกมึงมากกว่า…

อะ

ทันทีที่สมองคิดอะไรออก เท้าของผมก็หยุดชะงัก เป็นเวลาเดียวกับที่ไอ้ภาสน์ช่วยเตือนความจำว่าผมได้ลืมอะไรไป อะไรที่เป็นอีกความสำคัญที่บางทีผมก็ไม่ได้คิดถึงแต่ยังไงเขาก็เป็นคนสำคัญในครอบครัว

“ไอ้ตุลย์… ธันวาล่ะ”

ตุบ

“กูไปรับน้องก่อนนะ พวกมึงไปกินหมูกระทะกันเลย” ผมโยนของในมือทิ้งทั้งหมด หัวใจเต้นระรัวคล้ายจะหลุดออกมาจากอก ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในเวลาเดียวกับความเป็นห่วง ตอนนี้ก็สามทุ่มแล้วท้องฟ้ามืดจนเห็นดาวชัดเจน ฉิบหาย มึงลืมน้องได้ไงวะไอ้ควายตุลย์!

“ไม่ พวกกูจะไปด้วย”

“เออ พวกกูก็มีส่วนผิดที่ชวนมึงเล่นบาสจนเกินเวลา”

“กูด้วย เพราะกูมีเรื่องมึงเลยต้องมาช่วย กูจะไปหาน้องด้วย”

“ไปๆ อย่ามัวแต่โทษใคร ก็ผิดกันทั้งหมดนี่แหละ ถ้าน้องเป็นอะไรไปเตรียมรับผิดชอบร่วมกันเลยไอ้พวกบ้า” เป็นไอ้ภาสน์คนเดิมที่ปรามไว้พร้อมกับเตือนสติว่าวินาทีนี้ควรจะทำอะไรเป็นอันดับแรก ผมไม่ได้สนใจฟังบทสนทนาดังกล่าวเลยเพราะตอนนี้จิตใจว้าวุ่นคิดอะไรไม่ออก ผมลืมน้อง ผมทิ้งน้องไว้โรงเรียนคนเดียว ผมเหี้ยมาก...

           

“น้องจะอยู่เหรอวะ”

“เอ้า ทำไมถามโง่ๆ แบบนั้นล่ะไอ้แม็กซ์ ก็นี่โรงเรียนไอ้ธันถ้าไม่ให้มันอยู่นี่แล้วจะให้ไปอยู่ไหน”

“ไม่ใช่ กูหมายความว่าปกติไอ้ธันมันมีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่งไม่ใช่เหรอ ไอ้เด็กหน้าหล่อที่บ้านมันอยู่ใกล้กันอะ”

“ไอ้หยางทำไม?”

“ฟังแล้วคิดตามนะ ถ้ามึงเป็นพ่อไอ้หยาง มึงมารับลูกชายตอนเย็นๆ แต่พี่ชายของเพื่อนสนิทลูกยังไม่มารับสักที มึงจะไม่ไปส่งบ้านหน่อยเหรอ” สิ่งที่ร่างบางกล่าวฟังดูมีเหตุผล จริงของมัน เวลาผมมาช้าทีไรผู้ปกครองไอ้เจ๊กก็จะขอพากลับก่อนตลอด ...แต่ทุกครั้งที่ทำแบบนั้นเขาจะฝากครูโทรมาบอกผม

“โทรไปถามดีไหมตุลย์”

“ไม่มีเบอร์ว่ะ”

“งั้นเดี๋ยวกูขี่รถไปดูให้ กูจำบ้านมันได้”

“ไม่เป็นไร”

“มันจะได้ประหยัดเวลาไง”

“กูว่าธันวายังไม่ไปไหนหรอก” จบประโยคก็ไม่มีใครเอ่ยอะไรต่อ ไม่มีอะไรมารับประกันเลยว่าความคิดของผมจะเป็นความจริง แต่… นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่ผมมีเซ้นส์ความเป็นพี่ชาย ในหัวผมมีแต่ภาพอีกฝ่าย เสียงใสๆ ยังก้องอยู่ในหูเหมือนยืนพูดอยู่ข้างๆ

‘ไม่เอา ธันจะให้พี่ตุลย์มารับ’

เนื่องจาก ณ ตอนนี้ไม่มีคนในโรงเรียนเลยเสียงฝีเท้าของเราจึงดังกึงก้อง สะท้อนกลับไปมาน่าขนลุกไม่น้อย ประกอบกับบรรยากาศหนาวๆ ยามวิกาลแล้วยิ่งทวีความน่ากลัวเข้าไปอีก ผมบอกได้เลยว่าถ้าผมเป็นเด็กแล้วต้องมาอยู่ในสถาการณ์แบบนี้คนเดียว... ผมคงกลัวจนตัวสั่น

“แฮ่ก ไอ้ตุลย์… เราจะไปไหนกัน”

“หอสมุด” ที่นั่นคือสถานที่ประจำที่ธันชอบไปนั่งรอผม ถ้าเลิกเรียนแล้วมันจะรออยู่ตรงนั้นตลอดไม่เคยลุกไปไหน ขนาดปวดฉี่อยากเข้าห้องน้ำมากก็ยังไม่ลุกเพราะกลัวผมทิ้ง ผิดที่ผมเองที่นิสัยเสีย มีครั้งหนึ่งผมหงุดหงิดที่มาแล้วไม่เจอมัน ผมก็เลยขู่ไว้ว่าถ้ามาแล้วไม่เจอจะทิ้งไว้ที่นี่

ยิ่งพูดก็ยิ่งเห็นว่าตัวเองแย่ขนาดไหน

“ถึงละ แฮ่ก… อยู่ไหนวะ”

หลังจากวิ่งมาสักพักเราก็มาถึงจุดหมาย ผมคาดหวังว่าสิ่งที่คอยต้อนรับคือน้องชายที่นั่งหน้างออยู่แถวโต๊ะหินอ่อน จะด่า จะโกรธ จะต่อยยังไงก็ได้ขอแค่มันยังอยู่ ...แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ากลับไม่ใกล้เคียงเลย มันไม่ใช่เลยสักนิด มันมีเพียงความว่างเปล่า

“...ฉิบหายละไง”

“อยู่ไหนวะ”

ผมสาดส่องสายตาไปทุกหนทุกแห่ง หันซ้าย หันขวา วิ่งไปดูที่โต๊ะ ใต้ต้นไม้ ทุกๆ ที่ที่อาจจะมีคนที่ผมตามหา แต่ไม่ว่าที่ไหนก็ไร้เงา ก้อนเนื้อที่อกข้างซ้ายบีบตัวสร้างความเจ็บปวดอย่างมาก เส้นประสาทที่ขมับเองก็เต้นแรงไม่แพ้กัน อาการปวดหัวเริ่มคุกคามเข้ามาจนต้องยกมือขึ้นมากุมขมับ เชี่ยเอ๊ย…

“กูไปแจ้งความตอนนี้ได้ไหม สถานีตำรวจยังเปิดอยู่รึเปล่า”

“เปิด แต่ว่า-”

“งั้นเดี๋ยวกูมา กูไปแจ้งความก่อน”

“ไอ้ตุลย์ใจเย็นๆ ฟังที่กูพูดก่อน ...สถานีตำรวจเปิด 24 ชั่วโมงแต่ว่าถ้ามึงจะไปแจ้งความคนหายอย่างน้อยมันต้องครบหนึ่งวันก่อน ไม่อย่างนั้นร้อยเวรไม่รับเรื่องหรอก” กันต์รั้งไหล่ไว้ สีหน้าลำบากใจที่จะพูด อะไรวะ... มีเรื่องจัญไรแบบนี้ด้วยเหรอ

“ทำไมต้องรอ ถ้าน้องกูโดนลักพาตัวไปฆ่ากูก็ต้องรอจนมันฆ่าหั่นศพเรียบร้อยแล้วเหรอถึงจะไปแจ้งความได้”

“มึง ใจเย็นดิ”

“จะให้เย็นยังไงกฎหมายเหี้ยไรโคตรหละหลวมเลย ไม่อยากหาคนก็บอกเถอะสัส”

“ใจเย็นที่มึงพูดมันก็อาจจะถูก แต่ที่ต้องตั้งกฎหมายไว้แบบนั้นเพราะมันมีบางกรณีที่คนไม่ได้ถูกลักพาตัวไง บางทีเขาก็แค่หนีออกไปเที่ยวโดยไม่ได้บอกพ่อแม่ ถ้าตำรวจรับเรื่องมาแล้ว หาแล้ว แต่อยู่ๆ คนที่มาแจ้งความโทรมาบอกว่า ‘เจอลูกแล้วนะ เพิ่งกลับมาจากกินเหล้า’ อย่างนี้ทำไงวะ ที่ทำไปก็เหนื่อยฟรีเลยดิ แล้วมึงคิดดูดิว่าหนึ่งวันเขารับมากี่คดี”

“...”

“มึงนั่งนิ่งๆ แล้วรออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวกูโทรให้รุ่นน้องที่อยู่แถวบ้านมึงไปดูให้ว่าธันอยู่ที่บ้านรึเปล่า”

“ให้ไปดูที่บ้านไอ้หยางด้วย”

“เออๆ”

ผมโดนกดไหล่ให้นั่งลงตรงทางเท้า อากาศข้างนอกเย็นยะเยือกแต่เหงื่อไม่ยอมหยุดไหลสักที ผมได้แต่จมอยู่ในห้วงความคิด มันตัวเล็กนิดเดียวถ้าโดนพวกแก๊งลักพาตัวเด็กจับไปจริงๆ จะทำยังไง จะสู้ได้ไหม จะโดนทำร้ายร่างกายรึเปล่า…

ผมไม่สามารถห้ามตัวเองให้ฟุ้งซ่านได้ เพียงแค่จินตนาการว่าอีกฝ่ายโดนปลายมีดแตะต้องผิวหนังใจผมก็แทบขาด ปวดร้าวไปตั้งตัว ข่าวที่เห็นบ่อยๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์วนเวียนตอกย้ำถึงความโหดร้ายของมนุษย์ มันจะโดนพาไปเป็นขอทานรึเปล่า

“อย่าเพิ่งเครียด บางทีแม่ไอ้หยางอาจจะรับไปแล้วจริงๆ ก็ได้”

“แล้วถ้ามันไม่ใช่ล่ะ ...กูมีน้องแค่คนเดียว ถ้ามันเป็นอะไรขึ้นมากูจะทำยังไง”

“...”

“กูเหี้ยฉิบหาย”

ผมไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้จริงๆ ก่อนหน้านี้ผมน่าจะมารับมันเรื่องแบบนี้จะได้ไม่เกิดขึ้น… คิดแล้วก็พาลหงุดหงิดขอบตาร้อนผ่าว น้ำใสๆ เอ่อล้นทำประสิทธิภาพในการมองเห็นลดลงฮวบฮาบ นับเป็นครั้งแรกเลยที่ผมแสดงความอ่อนแอให้เพื่อนเห็น ไม่ได้ฟูมฟาย ไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้นแต่เป็นการร้องไห้ที่ผมเจ็บปวดที่สุด

กึก กึก

คลืน

เสียงประหลาดเกิดขึ้นไม่ไกล ฟังคล้ายวัตถุมีมวลมากกระทบกับอะไรบางอย่าง ตามมาด้วยเสียงลากของแผ่นไม้ ถึงจะร้องไห้อยู่ผมก็ยังคิดเลยว่าเสียงที่เพิ่งได้ยินน่าขนลุกจนตัวเกร็ง อ่า เวลานี้ไม่มีภารโรงแน่นอน หมาแมวก็ถูกจับเข้ากรงหมดแล้ว จะเหลือก็แต่...

“เอาแล้วไง”

“อย่าบอกนะว่าเราเจอ… อื้อ!”

“สัสกันต์ โบราณท่านว่าไว้ถ้าเห็นหรือได้ยินอะไรตอนกลางคืนให้เงียบปาก”

“เออ กูก็ว่างั้น”

กึก

คลืน

ตึง!

ยังไม่ทันที่จะได้ลุกไปไหนเสียงเดิมก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังกว่าและชัดกว่าเพราะมันมีเสียงของหนักตกกระทบพื้นด้วย ไม่รู้ฟ้าแกล้งหรือสภาพอากาศเป็นใจอยู่ๆ ลมแรงถึงกรรโชกหนัก เร็วและแรงพอจะทำให้กระดิ่งหน้าห้องเรียนทุกชั้นประสานเสียงกัน

กรุ๊งกริ๊ง

กรุ๊งกริ๊ง

ถ้ามีผีโผล่มาตอนนี้ผมจะไม่แปลกใจเลย

“เราไปกันเถอะเพื่อนๆ...”

“กูก็ว่างั้น ไปหาน้องที่อื่นกันดีกว่า”

“ถ้าเจอน้องแล้วกูสัญญาเลยว่าจะซื้อขนมมาให้กิน ช่วงนี้เห็นเริ่มกินเก่งแล้วนี่หว่า ใช่ไหมไอ้ตุลย์ ฮะๆ”

เพื่อนร่วมชะตากรรมแสร้งทำตัวปกติขณะดึงผมลุกขึ้นเนียนๆ ผมเองก็กลัว… แต่ไม่รู้อะไรดลใจให้เปรยตาไปที่ช่องระบายอากาศใต้บันได ซึ่งเป็นสถานที่ต้นกำเนิดเสียงน่าขนลุกนั่น ผมไม่ใช่คนมีสัมผัสพิเศษไม่ได้อยากเห็นอะไรที่คนธรรมดามองไม่เห็นด้วย ที่ทำไปทั้งหมดเป็นแค่การกระทำโดยจิตใต้สำนึกล้วนๆ

กึก

“หยุดทำไมไอ้… เฮ้ยมึ๊ง มองทำเหี้ยอะไร” ไอ้ภาสน์เกาะแขนผมแน่นหลังเห็นว่าผมยืนมองใต้บันไดไม่วางตา เพื่อนคนอื่นเองก็พยายามออกแรงลากเช่นกัน แต่ผมไม่สนใจ สะบัดมือพวกมันออกแล้วตรงไปที่นั่นทันที ยิ่งเดินเข้าไปใกล้เท่าไหร่เสียงกระดิ่งลมก็ยิ่งดังขึ้นเท่านั้น

ช่างมันสิ

สิ่งที่ผมสนใจมีเพียง...

“ธันวา”

ใต้บันไดหอสมุดมีร่างเล็กของเด็กชายคนหนึ่งกำลังกอดเข่านอนอย่างสบายใจ ข้างกายมีแผ่นกระดานวางอยู่ ถ้าให้เดา… เสียงกึกกึกที่พวกผมได้ยินน่าจะเกิดจากการที่น้องเหยียดขา เสียงคลืนก็น่าจะเป็นเสียงของแผ่นกระดานลากพื้นไปตามแรงดันของธัน

“ไอ้เชี่ยยยย ตกใจหมดเลย”

“กูคิดว่ามึงเห็นอย่างอื่น กำลังจะกรี๊ดเลยไอ้ฉิบหาย”

“เออ ทำไมไม่บอกพวกกูก่อนวะว่าเจอแล้ว… หัวใจกูจะวาย” คนอื่นๆ ทิ้งตัวลงนั่ง ไม่นานนักพวกเราก็พร้อมใจกันหัวเราะออกมาเสียงดัง ตลกว่ะ ความจริงมันก็แค่เสียงเด็กถีบกระดานจนล้มแต่มโนของพวกผมคิดไปไกลว่าแม่งเป็นอะไรที่โคตรน่ากลัว

“อื้อ…”

อะ ตื่นแล้ว

“มาแล้วเหรอพี่ตุลย์ หาว...”

“ทำไมมาอยู่ตรงนี้”

ผมคุกเข่าลงตรงหน้าคู่สนทนา บรรจงปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าออกให้จนสะอาด ผมได้รู้อะไรบางอย่างจากการทำแบบนั้น… ตัวธันเย็นมาก เย็นจนผมต้องถอดเสื้อกันหนาวออกมาคลุมตัวให้ เย็นจนน่าใจหาย เย็นจนประเมินไม่ได้เลยว่าน้องนอนอยู่ตรงนี้มานานแค่ไหนแล้ว

“อ่า หาไม่เจอสินะ ขอโทษครับ พอดีแม่หยางจะพาธันกลับบ้านให้ได้ ธันก็เลยต้องมาซ่อนตรงนี้แล้วก็เขียนโน๊ตโกหกไปว่าพี่มารับแล้ว”

“ไอ้โง่ ทำไมไม่กลับไปกับเขาละวะ” ก็ว่าอยู่ว่าทำไมคนอย่างไอ้หยางถึงทิ้งเพื่อนไว้คนเดียว ปกติมันไม่มีทางยอมหรอก

“ก็บอกไปแล้วไงว่าถ้าไม่ใช่พี่ตุลย์ ธันก็ไม่กลับบ้านด้วยหรอก”

“มึงนี่มัน” ผมขมวดคิ้วจ้องอีกฝ่ายตาเขม็ง ถ้ากูนึกไม่ออกว่าต้องมารับมึงแล้วไปแดกหมูกระทะกับพวกไอ้แม็กซ์ล่ะจะเป็นยังไง ถ้าเกิดคืนนี้ฝนตก ลมแรง หรือมีคนบ้าที่ไหนเข้ามาเจอมึงล่ะจะทำยังไง ถ้ามันจับมึงไปทำเรื่องไม่ดีล่ะ

กูจะทำยังไงวะ...

“ไอ้ตุลย์ คุยกับน้องดีๆ”

“...”

“ขอโทษด้วย พวกกูก็จะขอโทษเหมือนกัน” ภาสน์เริ่มบทสนทนาด้วยการลูบกลุ่มผมสีดำสนิทอย่างอ่อนโยน ตามมาด้วยเพื่อนที่เหลือ “ไอ้ธัน พวกพี่ขอโทษนะเว้ย พอดีมันมีเรื่องนิดหน่อยก็เลยมารับช้า ไม่สิ ก่อนหน้าที่จะมีเรื่องพวกพี่นิสัยไม่ดีเองที่รั้งพี่แกไว้”

“กลัวไหม”

“ไม่ครับ ผมหลับตลอดก็เลยไม่กลัวอะไร ฮะๆ”

“เก่งจังวะ เป็นกูคงร้องไห้หาแม่ไปแล้ว”

รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าเล็กทำให้ผมอุ่นใจ ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผมปวดใจเช่นกัน ผมรู้ว่าประโยคเมื่อกี้มีแต่คำโกหก จริงอยู่ที่ว่าพอหลับแล้วก็ไม่รู้สึกกลัวแต่… มันเป็นเด็กที่หลับยากจะตาย ยิ่งไปกว่านั้นก็มีนิสัยกลัวสิ่งลี้ลับ ...ผมว่าอย่างมากมันก็เพิ่งนอนได้แค่หนึ่งชั่วโมงหรือไม่ก็อาจจะน้อยกว่านั้น

แล้วห้าชั่วโมงก่อนหน้านั้นล่ะ จะทรมานขนาดไหน

“ธัน...”

“?”

“...”

ผมเกาศีรษะอย่างหัวเสีย ขอโทษพูดง่ายจะตายไอ้เหี้ย สองพยางค์สั้นๆ พูดไปดิวะ ...ปากผมไม่ยอมเอ่ยสิ่งที่ต้องการ อาจจะเป็นเพราะตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยขอโทษมันเลย ไม่เคยมานั่งจ้องตากันเป็นเวลานานแบบนี้ แล้วก็ไม่เคยห่วงมันขนาดนี้มาก่อน

“ว่าไงพี่ตุลย์?”

“กู...”

มึงจะมาปากหนักอะไรตอนนี้วะ!

“อย่าเกร็ง ไม่ต้องเครียด แค่พูดสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา” ในตอนที่เครียดที่สุดเพื่อนของผมก็ยังเป็นตัวช่วยที่ดีเสมอ ผมพยักหน้าทำตามสิ่งที่พวกมันแนะนำ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปล่อยให้หัวใจเป็นคนพูด มันไม่ใช่คำพูดเลิศหรู ไม่ได้ฟังแล้วอยากร้องไห้แต่ทั้งหมดมันออกมาจากใจผมจริงๆ

“กูขอโทษ จะต่อยก็ได้ กูรู้ตัวว่าตัวเองแย่ขนาดไหน”

“แก้ม...”

“เออ ต่อยที่แก้มก็ได้”

ผมปิดเปลือกตาลง รอรับแรงที่จะกระทบลงมา สมควรแล้วครับที่ผมจะโดนต่อย

ทั้งๆ ที่คิดอย่างนั้น

แต่สิ่งที่เขาทำกลับตรงกันข้ามกับที่ผมคิดโดยสิ้นเชิง สิ่งที่มาแทนที่แรงต่อยคือความอบอุ่นจากมือเล็กทั้งสองข้าง นักเรียนชั้นประถมคนนี้กำลังลูบแก้มของผมอย่างอ่อนโยน เขาเขย่งเท้าเพื่อทำให้ตัวเองมองได้ชัดกว่าเดิม ไม่นานนักก็ล้วงเอาบางสิ่งออกมาจากกระเป๋า

            “แก้มพี่เป็นแผลอีกแล้ว แปะไว้ พี่จะได้ไม่โดนพ่อแม่ด่า”

“...”

รู้สึกเหมือนโดนใครสักคนขโมยกล่องเสียงไป สิ่งที่ผมทำได้มีเพียงมองการกระทำของคนตรงหน้า มองมือเล็กๆ หยิบพลาสเตอร์ออกมาจากกระเป๋า แปะลงบนแผลของผมทีละอัน ทีละอัน มันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนแผลทั้งหมดที่ผมมี ถ้าเป็นคนอื่นเวลาน้องชายมาทำแบบนี้ให้พวกเขาคงดีใจ ...แต่หัวใจของผมกลับเจ็บปวด

“พี่เภสัชบอกว่าถ้าแปะแล้วก็พยายามอย่าให้โดนน้ำ ไม่อย่างนั้นเชื้อโรคจะเข้าไปในแผล”

“...อือ”

“แล้วก็ต้องเปลี่ยนทุกวันด้วยนะ”

“อือ… ซื้อมาเหรอ” ผมนิ้วชี้ไปที่กล่องสีขาวพวกนั้น มันไม่ได้มีแค่กล่องเดียว ในกระเป๋าสีเหลืองของเขายังมีกล่องที่หน้าตาเหมือนกันอยู่อีกประมาณสิบกล่อง รวมแล้วไม่ใช่ราคาที่เด็กประถมจะซื้อได้เลย

“อื้อ ก็พี่มีแผลตลอด ธันก็เลยเก็บเงินซื้อให้”

“...”

...ผมไม่คิดว่าของที่เขาเก็บเงินซื้อจะเป็นสิ่งนี้ ไม่เคยคิดจริงๆ

“วันนี้เยอะกว่าเมื่อวานอีก”

“อือ วันนี้คนเยอะ”

“เหรอ แล้วพี่เจ็บไหม”

“ไม่”

“ดีแล้วเพราะถ้าพี่เจ็บธันคงไม่รู้จะทำยังไง ธันใช้เงินเก็บทั้งหมดไปกับการซื้อพลาสเตอร์หมดแล้ว ถ้าจะพาพี่ไปหาคุณหมอธันคงต้องไปกู้เงินธนาคารมา” ผมคลี่ยิ้มบางๆ กับประโยคเมื่อครู่ ยกนิ้วขึ้นดีดปลายจมูกเล็กๆ ด้วยความมันเขี้ยว

“หึๆ กู้ได้ที่ไหน มึงอายุแค่นี้เอง”

“งั้นพี่ตุลย์ก็เป็นคนกู้สิ”

“อายุกูก็ยังไม่ถึง”

“งั้น.... งั้น”

“...”

“งั้นพี่ก็...”

คนที่อายุน้อยที่สุดในวงสนทนาก้มหน้าลงมองเท้าตัวเอง ฝ่ามือเล็กกำแน่นจนเห็นได้ชัดว่ากำลังสั่น ทั้งผม ทั้งเพื่อนต่างเงียบเพื่อรอฟังว่าข้ออ้างต่อไปที่มันจะใช้คืออะไร เมื่อก่อนผมคิดว่าผู้หญิงคือสิ่งที่สวยงามและน่ารักที่สุด แต่ตอนนี้คงต้องเปลี่ยนความคิด

เพิ่งรู้ว่าสิ่งที่สวยงาม น่ารัก น่าทะนุถนอมที่สุดคือน้องชายของผมเอง

“ว่าไง?”

“พี่...”

“...”

“พี่ก็เลิกไปมีเรื่องสิ ถ้าไม่ไปมีเรื่องพี่ตุลย์ก็จะไม่มีแผล ไม่โดนพ่อแม่ด่า ไม่… ไม่เจ็บ แล้วก็ไม่ทำให้ธันวาเป็นห่วงด้วย”

“...”

“ธันเป็นห่วงพี่”

“...”

“พี่ไม่มีแผลแล้วได้ไหม”

ความรู้สึกคล้ายฟ้าผ่าลงกลางใจเป็นอย่างนี้นี่เอง

อาการประหม่าพูดตะกุกตะกักไม่ได้ขัดหูขัดตาผมเลย มันคงรวบรวมความกล้ามากกว่าจะเอ่ยออกมาได้ น่ายินดีนะ ผมเพิ่งรู้ว่าภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มซ่อนอะไรไว้ เพิ่งรู้ว่ามันเป็นห่วงผม เพิ่งรู้ว่ารักผมขนาดนี้ ผมต้องสนใจความรู้สึกน้องมากกว่านี้แล้วล่ะ

“ถ้าไม่ให้ไปมีเรื่องแล้วจะให้กูทำอะไร”

“พี่ก็ไปเล่นบาสกับพวกพี่ภาสน์สิ หรือมาเล่นกับธันก็ได้”

“อยากให้เล่นด้วยเหรอ”

“อื้อ อยากให้จับมือด้วย”

“ถ้าจับแล้วกูจะไม่ปล่อยเลยนะ ยังอยากให้จับอยู่ไหม”

“...ไม่ปล่อยเลยเหรอ”

“อือ”

“ไม่เป็นไร ไม่ปล่อยก็ไม่เป็นไร” เจ้าของเสียงใสยิ้มกว้าง เป็นฝ่ายเอื้อมมือมากุมมือผมไว้แน่น ผมรู้ได้ทันทีว่าตั้งแต่วินาทีนี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป เขาจะสำคัญที่สุดในชีวิตผม เป็นดั่งแก้วตาดวงใจที่น่าทะนุถนอม เป็นที่พึ่งยามจิตใจว้าวุ่น

เป็นทุกอย่าง

ผมยังคงจำความอบอุ่นจากครั้งนั้นได้ดีแต่ดูตอนนี้สิ… เป็นเขาเองที่ปล่อยมือ

โป๊ก!

“โอ๊ย ใครวะ!”

กำปั้นหนักๆ ทุบลงมาบนกบาลไม่ออมแรง เจ็บจี๊ดจนต้องหันไปมองว่าไอ้เหี้ยตัวไหนมันทำ แล้วผมก็ได้อ้าปากค้างเพราะรอบกายเต็มไปด้วยเพื่อนๆ ทั้งไอ้ภาสน์ ไอ้ภา ไอ้แม็กซ์ แม้กระทั่งไอ้กันต์เองก็ยังอยู่ เฮ้ย มาได้ไง นี่ร้านไอ้ภานะไม่ใช่งานเลี้ยงรุ่น

“มายืนเก๊กอยู่หน้าประตูแบบนี้คิดว่าตัวเองหล่อนักเหรอมึง”

“เห็นแล้วจะอ้วก กูเดาเลยว่าตอนนี้มึงต้องคิดว่า ‘เขาปล่อยมือผมไปแล้ว’ หรือไม่ก็ ‘เขาจะไม่กลับมาจับมือผมอีก’ ใช่ไหมไอ้ควายบึง!”

“...”

“พวกกูรู้เรื่องจากไอ้ภาหมดละ ไอ้ฉิบหายยยยย”

“ด่าอีกไอ้กันต์ด่ามันอีก ด่าให้เขางอกออกมาจากหัวมันเลย”

“ถึงไอ้ธันจะติดหนุ่มก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่กลับมาหามึงสักหน่อย กลับบ้านไปความเป็นพี่น้องของมึงสองคนก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้หรอก ครอบครัวก็ส่วนครอบครัว คนรักก็ส่วนคนรักดิ”

“ยังไม่ใช่แฟน!”

“เออนั่นแหละ เรื่องนี้ก็ด้วย” ร่างบางชี้หน้าคาดโทษ เขยิบเข้ามาใกล้จนเห็นได้ชัดถึงแววตาโกรธเคือง “ได้ข่าวว่ามึงทำเรื่องเหี้ยๆ ลงไป”

“ก็...”

“มึงเหยียดเพศ?”

“ไม่ได้เหยียด” ถ้าเหยียดจริงๆ กูจะไม่ปกป้องมึงจนตัวเกือบตาย เมื่อก่อนก็คงเข้าไปผสมโรงกับพวกที่มาหาเรื่อง บอกเลยว่ามึงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้หรอก “กูเคลียร์เรื่องนี้จบแล้วน่าไม่ต้องยกมาขยี้หรอก เข้าใจแล้วว่าต้องปล่อยให้ไอ้ธันเลือกเอง กูไม่ยุ่งแล้ว”

“เออดี”

“เบื่อพวกชอบทำตัวเป็นพระรองว่ะ หลีกไปดิ๊ไอ้สัส กูจะไปเยี่ยว”

“อย่าคิดจะทำเรื่องแบบนี้อีกนะไอ้เหี้ย จับได้เมื่อไหร่กูหนุมานถวายแหวนแน่บอกเลย” ไม่พูดเปล่า ไอ้ภายกมือขึ้นมาทำท่าประกอบด้วย เพื่อนๆ เดินผ่านผมที่ยืนอยู่ข้างประตูทีละคน ทุกคนมีท่าทางต่างกันไปแต่ล้วนแล้วจะพึมพำเรื่องเดียวกันว่า

“ไอ้ปัญญาอ่อน”

“ไอ้หล่อแค่ค_ย รวยแต่ควาย ทำอะไรไร้สาระตลอด กูก็เหนื่อยที่จะต้องคิดเรื่องมึงนะไอ้ห่าราก”

“จะสร้างกำแพงปิดกั้นน้องจากความรักทำไม เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างเหรอมึง”

หึๆ

นั่นสิ ผมนี่บ้าจริงๆ

ไอ้ธันไม่ได้จะปล่อยมือจากผมสักหน่อย มันก็แค่ใช้มืออีกข้างที่ยังว่างอยู่… จับมือใครอีกคนเท่านั้นเอง





_________________________________________________________________________________

พี่ตุลย์คือสามี

นุ้งธันคือแฟน

หยางคือผัว

ลำบากใจจริงๆ ที่มีหนุ่มมารุมรักขนาดนี้

สงสัยต้องเขียนนิยาย All x Mommae สักครั้งแล้วล่ะ

//โดนตบ555555555

-Mommae-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.42K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #30005 Titlesmt (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 / 11:39
    🤍🤍🤍🤍🤍🤍🤍🤍🤍🤍
    #30,005
    0
  2. #29943 zenandzun (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 17:36
    น้ำตาไหลพราก ร้องไห้จนเจ็บอก

    น้องธันช่างน่ารักน่าเอ็นดู เป็นน้องที่ดีอะไรอย่างนี้
    #29,943
    0
  3. #29942 zenandzun (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 17:35
    น้ำตาไหลพราก ร้องไห้จนเจ็บอก

    น้องธันช่างน่ารักน่าเอ็นดู เป็นน้องที่ดีอะไรอย่างนี้
    #29,942
    0
  4. #29941 zenandzun (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 17:34
    น้ำตาไหลพราก ร้องไห้จนเจ็บอก

    น้องธันช่างน่ารักน่าเอ็นดู เป็นน้องที่ดีอะไรอย่างนี้
    #29,941
    0
  5. #29940 zenandzun (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 17:34
    น้ำตาไหลพราก ร้องไห้จนเจ็บอก

    น้องธันช่างน่ารักน่าเอ็นดู เป็นน้องที่ดีอะไรอย่างนี้
    #29,940
    0
  6. #29939 zenandzun (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 17:34
    น้ำตาไหลพราก ร้องไห้จนเจ็บอก

    น้องธันช่างน่ารักน่าเอ็นดู เป็นน้องที่ดีอะไรอย่างนี้
    #29,939
    0
  7. #29938 zenandzun (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 17:33
    น้ำตาไหลพราก ร้องไห้จนเจ็บอก

    น้องธันช่างน่ารักน่าเอ็นดู เป็นน้องที่ดีอะไรอย่างนี้
    #29,938
    0
  8. #29937 zenandzun (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 17:33
    น้ำตาไหลพราก ร้องไห้จนเจ็บอก

    น้องธันช่างน่ารักน่าเอ็นดู เป็นน้องที่ดีอะไรอย่างนี้
    #29,937
    0
  9. #29936 zenandzun (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 17:33
    น้ำตาไหลพราก ร้องไห้จนเจ็บอก

    น้องธันช่างน่ารักน่าเอ็นดู เป็นน้องที่ดีอะไรอย่างนี้
    #29,936
    0
  10. #29747 0981411742 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 22:23
    ร้องไห้เลย 😭
    #29,747
    0
  11. #29735 Gantea (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 21:51
    อิบอายแล้ว กูจะคิดบาปให้พี่น้องได้กันเองไม่ด้ายย
    #29,735
    0
  12. #29727 BACHA (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 17:55
    อินมาก ฮือออ พี่ตุลย์น้องเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงเปย์น้องธันขนาดนั้น พี่ตุลย์ค้าบบ น้องธันค้าบบบบ ฮือออออ น่ารักๆๆๆๆ
    #29,727
    0
  13. #29707 gooteoy (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 23:25
    กลับมาอ่านกี่รอบ ก็ร้องทุกรอบ
    #29,707
    0
  14. #29680 MoRO66 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 05:05
    พี่ตุลย์ทำหนูร้องไห้ไม่หยุดดด แงงง กอดนะคะ
    #29,680
    0
  15. #29664 Me.R (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 19:58
    ร้องไห้จริง ขนาดไม่มีน้องหรือพี่ยังรู้สึกอินและรักขนาดนี้เลย ฮือ
    #29,664
    0
  16. #29528 Bea1_ (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 02:00
    ตอนนี้แบบร้องไห้หนักมากฮืออ
    #29,528
    0
  17. #29505 N_jkp (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 15:21
    ร้องไห้ไปด้วยกันนะแก
    #29,505
    0
  18. #29473 0988687528 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 12:21
    จะกับมาอ่านกี่ครั้งก็ร้องไห้ตลอดเลยฮื่ออ
    #29,473
    0
  19. #29437 tbuykeid37 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 20:16
    ฮือ ร้องไห้เลยอ่ะ
    #29,437
    0
  20. #29430 damndamnkung (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 08:18
    ขโมยธันได้ไหม55
    #29,430
    0
  21. #29300 tiwww (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 09:45
    ร้องไห้เลน
    #29,300
    0
  22. #29289 ming1214 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 11:48
    พี่น้องเค้ารักกันดี
    ตัดภาพมาที่พี่เรา ชวนน้องกินข้าวเช้าตอน6โมงเย็น😒
    #29,289
    0
  23. #29279 Min (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 20:45

    พี่ตุลนู๋ขอโทษตอนที่แล้วด่าพี่ไว้เยอะ5555

    #29,279
    0
  24. #29246 pick-17 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 08:29
    มีน้องอย่างธันนี่ประเสริฐจริงๆนะพี่เอ้ยย อยากได้~
    #29,246
    0
  25. #29213 มินชูก้า (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 11:13
    อ่านกี่รอบก็ร้องอ่ะพูดเลยตอนนี้ ฮื่อออออ
    #29,213
    0