I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 42 : ครั้งที่ 38 สิทธิ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 43,821
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,689 ครั้ง
    22 ม.ค. 62






ครั้งที่ 38 สิทธิ

[ธันวา]

“พี่ตกลงได้แล้วนะว่าจะไปวันที่ 20 จองโรงแรม บอกเพื่อน เตรียมทุกอย่างแล้วเหลือแค่บอกไอ้ตุลย์”

“ดีพี่ บอกพรุ่งนี้เลยก็ได้”

“วันนี้มันไม่มา?”

“ช่าย ไปประชุมที่สำนักงานครับ” ตำแหน่งคุณคณินไม่ใช่ขี้ๆ เพราะฉะนั้นเวลามีงานใหญ่เข้ามาก็ต้องผ่านมือ มีประชุมก็ต้องไป ถึงเจ้าตัวจะไม่ค่อยชอบก็เถอะ… เรื่องกำหนดการนี่อย่าให้รู้ล่วงหน้า รู้ปุ๊บหนีปั๊บ เมื่อเช้าพี่แม็กซ์ก็ต้องมาลากถึงเตียงแบบไม่ให้ตั้งตัว น่าสงสารจริงๆ

“อ่อ โอเคๆ แล้วเออนี่ธันจะเข้าคณะอะไรอะ”

“ยังไม่แน่ใจเลย ฮะๆ”

“แน่ใจได้แล้วม.5 เทอม 2 แล้วเดี๋ยวไม่มีเวลาเตรียมตัว”

“ครับ ผมกำลังดูๆ อยู่” ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองอยากเรียนอะไร ปีหน้าว่าจะลองไปเข้าค่ายของหลายๆ คณะ มันต้องมีสักคณะแหละที่ใช่สำหรับผม แต่ถ้าให้เดาจากความชอบก็คงหนีไม่พ้นพวกศิลปะละมั้ง

“เลือกที่ตัวเองชอบเพราะสิ่งที่เรียนในมหาลัยจะอยู่กับแกไปตลอดชีวิต”

“ครับ”

“สถาปัตย์ ศิลปกรรม วิจิตรศิลป์ พี่ว่าแกไม่ไปไกลพวกนี้หรอก”

“ผมก็ว่างั้น ฮะๆ”

“ก็ดีนะ คณะพวกนี้เข้าไปแล้วแกจะเจอสิ่งมีชีวิตหลากหลายสปีชี่ส์ เฮฮาดี เวลาเลือกคบเพื่อนก็ไม่ต้องคิดเยอะหรอกเพราะมันบ้าเหมือนกันหมด ...และจงจำไว้ว่าอย่าเชื่อทุกอย่างที่ตาเห็นในวันรับน้อง สาวน้อยน่ารักอาจเป็นเดอะฮักปลอมตัวมาก็ได้” ทำไมฟังแล้วผมรู้สึกกลัวขึ้นมาตะหงิดๆ

“...”

“แล้วนักศึกษาคณะพวกนี้แปลกนะ ตอนเขียนแบบใจเย็นดั่งน้ำนิ่งแต่ชีวิตจริงเลือดร้อนดั่งนักเลง”

“จริงดิพี่”

“เออ ตีกันบ่อยจนพี่งงว่ามันเอาเวลาไหนไปมีเรื่องกัน เวลาทำงานยังไม่ค่อยมีเลย”

“ฮะๆ”

“คณะอื่นพี่ไม่ค่อยมีความรู้แต่มาปรึกษาพี่ได้ถ้าจะเรียนสถาปัตย์ ไม่ต้องไปถามพี่ชายแกนะ รายนั้นไม่เคยรู้เกี่ยวกับเรื่องเรียนสักนิด มันทำงานเป็นอย่างเดียว” จริง ถามเรื่องกระบวนวิชาหรือที่เกี่ยวกับคณะทีไรพี่ตุลย์ไม่เคยตอบได้เลย เอาแต่บอกว่า ‘กูเป็นเด็กกตัญญู จบแล้วคืนความรู้ให้ผู้สอน’

“ครับ”

“เออ แล้วมีอยู่สิ่งหนึ่งที่แกต้องจำไว้ให้ขึ้นใจเวลามีคนมาหาเรื่อง”

“?”

“เกลียดเด็กสถาปัตย์อย่าต่อยหน้ามัน เตะโมเดลมันให้พังก็พอ หึ”

“...”

รอยยิ้มร้ายกาจที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคู่สนทนาทำผมขนลุกซู่ บางอย่างบอกผมว่าพี่ภาเคยทำอย่างที่พูดมาแล้ว ...ผมเคยเห็นพี่ตุลย์ช่วงใกล้ส่งงาน อย่าเรียกว่ามนุษย์เลยเรียกว่ากายหยาบที่ขยับได้น่าจะถูกกว่า หัวกระเซิง ขอบตาคล้ำ เสียงแหบ ทุกอย่างเป็นผลมาจากการอดหลับอดนอนเพื่อตัดโม

แล้วคิดสภาพตอนมีคนมาเตะของที่เราทุ่มเททำสิ

ตอนแรกน่าจะโกรธ สักพักจะเสียใจและสุดท้ายจะสลบไปเพราะตรอมใจ คงไม่มีแรงลุกมาซัดคนทำหรอกเชื่อผมสิ… พี่ภาแม่งร้ายว่ะ

ปีศาจในร่างสาวแว่นยังคงฮัมเพลงขณะจิ้มเค้กเข้าปากอย่างมีความสุข เธอเพิ่งจ้างเชฟเพิ่มสองคนช่วงนี้ก็เลยว่างจนนั่งคุยกับผมได้เป็นชั่วโมง กรรม โต๊ะตัวนี้ก็เลยกลายเป็นของระดับ VIP ไปซะงั้น

“ธันลองกินเค้กไหม เมนูใหม่ของร้าน”

“ผมก็สงสัยอยู่ว่าพี่ไปเอาเค้กมาจากไหน” นึกว่าซื้อมาจากร้านอื่นซะอีก

“เชฟตั้มทำ เพิ่งใส่ในเมนูเมื่อวานนี้เอง ลองดูปะมีเยอะเลย”

“ครับ”

“เมย์พี่ขอเมนูให้ธันหน่อยจ้า อยากกินอะไรเลือกเลยเดี๋ยวพี่เลี้ยง” จบประโยคพี่พนักงานก็เอาสิ่งที่ต้องการมาวางไว้ โห นี่เขาทำเล่มแยกสำหรับของหวานโดยเฉพาะเลยเหรอ แต่ละอย่างก็น่ากินทั้งนั้น ขนาดผมไม่หิวยังน้ำลายสอเลย วุ้ว ไม่จัดไม่ได้แล้ว

“ไม่ต้องเลี้ยงหรอกพี่เดี๋ยวผมจ่ายเอง”

“ไม่เอาอะ พี่จะจ่ายให้ถือเป็นค่าตอบแทนที่แกช่วยพี่”

“อ่า งั้น...” ผมพิจารณาอาหารในรายการทีละชิ้น พูดตรงๆ ว่าตัดสินใจเลือกยากสัสๆ เพราะแต่ละชิ้นดึงดูดตาไปหมด ถ้าไม่เกรงใจคุณว่าที่พี่สะใภ้ผมคงสั่งทุกอย่างไปแล้ว ...อืม เอาอันนี้ก็แล้วกัน

“พี่เมย์ ผมเอา Zeppole ครับ”

“ไหนว่าช่วงนี้ลดน้ำหนัก”

เสียงที่แทรกบทสนทนาทั้งทุ้มนุ่มและคุ้นเคย แน่ล่ะ ก็เป็น ‘มัน’ นี่นา ผมเบิกตากว้างแทบเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นเพื่อนสนิทยืนอยู่ตรงหน้า เสื้อฮาวายสีดำปลดกระดุมสองเม็ดโชว์ไหปลาร้าเซ็กซี่กับลำคอระหง กางเกงขายาวขาดเข่ามีสไตล์ ปิดท้ายด้วยรองเท้าผ้าใบคู่โปรด

แต่งตัวมาฆ่ากู?

“มึงมาได้ไง”

“บังเอิญผ่านมา”

“จริง?” ตอแหลเห็นๆ ความบังเอิญไม่มีในโลกหรอกโดยเฉพาะกับคนอย่างมึง

“ให้ทาย”

“กูว่ามึงมาหากู”

“ถูก ฮะๆ” เฉลยจบก็ทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ วันนี้รู้สึกมันแต่งตัวจัดเป็นพิเศษ กลิ่นน้ำหอมสปอร์ตจางๆ คล้ายหนุ่มเจ้าสำอางกับผมที่เสยขึ้นเป็นทรงส่งให้ลุคแบดบอยนิดๆ ถ้าโกหกว่าเป็นดาราก็เชื่อ เรารุ่นเดียวกันจริงดิ มึงเหมือน David Beckham อะ ส่วนกูคือ Daw... ดาวขำมิน

“อะแฮ่มๆ นี่ใครจ๊ะธัน แนะนำให้พี่สาวรู้จักบ้าง” เจ้าของร้านกระแอมไอ นั่งตัวตรงดิ่งก่อนจะส่งซิกทางสายตาว่า ‘เร็วๆ เลยไอ้หนู มีผู้หล่อต้องรีบบอกต่อสาวโสด’ เดี๋ยว... พี่มีคนที่ชอบแล้วเว้ยอย่าลืม

“ชื่อหยางเป็นเพื่อนผมครับ”

“สวัสดีจ้า”

“สวัสดีครับ”

“มึงน่าจะรู้จักพี่-”

“คนนี้เหรอที่ธันบอกว่าดุ”

ก่อนที่ผมจะเอ่ยจบเจ้าของร้านอิตาเลียนก็ขัดขึ้น ส่งผลให้ทั้งโต๊ะตกอยู่ในความเงียบ ไม่เว้นแม้แต่ไอ้คนข้างๆ ที่ดูท่าทางจะเข้าใจว่า ‘ดุ’ ในที่นี่หมายถึงอะไรหลังจากที่ดวงตาภายใต้กรอบแว่นมองสำรวจร่างกายผ่านๆ ...พี่ภาเล่นกูแล้ว

“ร่างกายแข็งแรง กล้ามขาแน่น ท่อนแขนใหญ่ ท่าทางจะดุจริงๆ… อย่ารุนแรงกับธันมากล่ะ สงสารมันบ้าง”

“!”

ความร้อนจากทุกส่วนไหลมารวมกันที่แก้มทั้งสอง จังหวะการเต้นของหัวใจเร็วกะทันหัน เซ้นส์เตือนว่าต้องรีบปิดปากไว้ก่อนที่เธอจะร่ายยาวแต่ให้ตายสิ อายจนเครื่องรวนไปหมด ประโยคเมื่อกี้ไม่เคยหลุดออกมาจากปากผมสักหน่อย!

“...ไม่เห็นรู้เลยว่าคุยเรื่องนี้กับคนอื่นด้วย หึ”

“ไม่ใช่ คือกู-”

“พี่ชวนไปเที่ยวก็ไม่ไป บอกว่าไปภูกระดึงกับแกสำคัญกว่า พี่ขอไปด้วยก็ไม่ให้บอกว่าอยากไปกับแกสองคน”

“พี่ภา!”

“อะ พี่ต้องไปทำงานละ บ๊ายบาย” สาวเจ้าตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จได้ไม่นานก็ลุกหนีไปดื้อๆ มาทิ้งระเบิดไว้แล้วหนีไปได้ไง แพะรับบาปอย่างผมละโว้ย

พี่แม่งไม่ได้ใสจริงๆ ด้วย...

ผลลัพธ์จากคำให้การของปีศาจตัวร้ายส่งผลให้บริเวณรอบข้างเงียบสงัด แม้จะไม่ได้ล้อแต่เจ้าของดวงตาคมก็ยิ้มบางๆ เท้าคางมองผมตลอดเวลา เห็นอย่างนั้นผมก็ร้อนใจรีบอธิบายทุกอย่างก่อนที่มันจะเข้าใจผิด แม่งจะคิดว่าผมเป็นคนยังไงวะ จบกันภาพลักษณ์ที่ดีงาม

“เรื่องที่ได้ยินเมื่อกี้พี่ภาพูดเองทั้งนั้น กูไม่เคยบอกว่ามึงเย็_ดุ เรื่องไปเที่ยวกูก็แค่บอกว่ามีนัดก็เลยไปกับเขาไม่ได้ ไม่ได้พูดอะไรต่อ สาบานได้”

“หึ”

“จริงๆ!”

“จ้า กูก็ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยทำไมต้องร้อนตัว” ไม่ได้ร้อนตัวโว้ยกูแค่ไม่อยากถูกมองเป็นพวกหื่น ผมอยากเถียงแต่ก็ตัดใจฟุบหน้าลงกับแขน ยิ่งโวยวายก็ยิ่งดูเหมือนแก้ตัว อยู่นิ่งๆ ไว้นี่แหละดี… พี่ภา เดี๋ยวเจอผมแกล้งคืนแน่

“...”

“เชื่อน่า กูรู้ว่ามึงเป็นคนยังไง”

ฝ่ามืออุ่นๆ ขยี้ศีรษะเบาๆ ทำอารมณ์ปั่นป่วนเมื่อครู่หายวับไปกับตา ผมนอนนิ่งรับสัมผัสอ่อนโยนอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งของหวานมาเสิร์ฟ เสิร์ฟโดยพี่ภา… วางจานแล้วยิ้ม ยิ้มแล้ววิ่งไปเลย เธอกำลังสนุกกับการแกล้งผมแหง

“ก็ดี...” ผมตอบเสียงอื้ออึงในลำคอ ตั้งหน้าตั้งตาจ้วงขนมเข้าปากทั้งที่ยังนอนทับแขนอยู่ กรรม ลำพังทุกวันนี้พี่ตุลย์ก็หยอกหนักอยู่แล้ว ถ้าได้พี่ภามาเป็นพี่สะใภ้จริงๆ ผมคงต้องหนีสองคนนี้ไปดาวอังคารเพราะดูท่าพวกเขาคงแท็กทีมกัน

“มาที่นี่ประจำเลยเหรอ”

“อือ”

“ครั้งหน้ากูมาด้วยได้ไหม”

“ก็ได้อยู่หรอก แต่มึง… ชอบอาหารอิตาเลียนตั้งแต่เมื่อไหร่?” เห็นหน้าคุณหนูแต่คุณหัสดินไม่กินชีสนะครับ เกลียดออริกาโน่ด้วย เจ้าตัวบอกว่ากลิ่นมันเหมือนยาหอมคนแก่ ได้กลิ่นแล้วจะอ้วก เมื่อกี้ที่เห็นมันในร้านผมถึงได้ตกใจไง

“ไม่ได้ชอบหรอกแต่อยากอยู่กับมึง”

“...”

“มึงชอบวาดรูปเพลินจนลืมกู ข้อความก็ไม่ตอบ โทรไปก็ไปรับ”

“มึงก็เลยมาอยู่ด้วยเลยว่างั้น”

“อือ ฉลาดไหม หึๆ” ผมเบะปากมองบนแทนคำตอบ ลงทุนสัส อุตส่าห์ขี่รถมาสิบกว่ากิโล ทนนั่งดมกลิ่นที่ตัวเองเกลียดเพียงเพราะน้อยใจที่ผมไม่สนใจ เอากับมันสิ

“แล้วไปไหนมา ทำไมวันนี้ดูแต่งตัวจัดเต็ม ฉีดน้ำหอมด้วย”

“ไม่ได้ไปไหนกูแค่อยากเปลี่ยนลุคบ้าง กลัวมึงเบื่อ”

“อ่อ จ้า” ส่วนผมก็ยังยึดมั่นในสโลแกนเสื้อยืดคอวีกางเกงขาจั๊มเช่นเคย ไม่ว่าเปลี่ยนไปกี่ยุคกี่สมัย my style ก็ไม่เปลี่ยนแปลง โว๊ะ เวลามานั่งข้างกันอย่างนี้อย่างกับโฮสต์อันดับหนึ่งกับเด็กประถมเลยว่ะ สาวในร้านมองมันไม่วางตา แม้แต่พนักงานก็ทำท่าละลายไปด้วย

“ตอนไปภูกระดึงเป็นช่วงลอยกระทงพอดีเดี๋ยวพาไปลอยกระทงนะ”

“จริงเหรอ”

“อือ อยากไปไหม”

“ไปๆ ไปลอยโคมด้วย… เขายังให้ลอยอยู่ปะ?” เห็นปีที่แล้วที่เชียงใหม่มีข่าวเรื่องปัญหาโคมเต็มฟ้าจนเครื่องบินขึ้นไม่ได้ บางส่วนก็ลอยไปตกบนหลังคาบ้านคนอื่น หลายคนก็เลยออกมาขอให้เลิก ไม่แน่ใจว่าจังหวัดเลยมีปัญหานี้ไหมเพราะเห็นมีประชากรเยอะบวกกับมีสนามบินเหมือนกัน

“ให้มั้ง ต้องรอดูข่าวอีกที”

“อ่า...”

ผมกัดช้อนค้างไว้ในปาก เสียใจนิดหน่อยที่ไม่ได้ลอยแต่ก็เข้าใจแหละ เรื่องแบบนี้ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เพียงแต่… ไปถึงเมืองวัฒธรรมเก่าแก่อีสานแล้วผมก็อยากให้สุด ได้ทั้งลอยกระทงทั้งลอยโคมไง หนึ่งปีมีแค่ครั้งเดียวเอง แถมนี่ก็ยังเป็นครั้งแรกที่ผมจะได้ไปด้วย

อะ

เหม่ออยู่สักพักสัมผัสที่หูก็เรียกให้ตื่นจากภวังค์ นิ้วเรียวเขี่ยเส้นผมที่ตกลงมาทัดหูให้ผมช้าๆ รอยยิ้มบางๆ ราวกับต้องการบอกว่าไม่เป็นไร

“เอาน่า ถ้าเขาไม่ให้ลอยขึ้นฟ้าเดี๋ยวกูไปหาเชือกมามัดโคมติดไว้กับอิฐ โคมจะได้ไม่ไปตกหลังคาบ้านใคร”

“ไอ้บ้า ฮะๆ”

“กูทำจริงนะ”

“เออเอาดิ ถ้ามึงกล้ากูก็กล้า” ชาวบ้านแถวนั้นคงตลกพวกเราไม่น้อย ไม่ดิ บางทีอาจทำตามก็ได้ กลายเป็นกระแสเลยงี้ ถ้าเป็นจริงไอ้หยางคือผู้บุกเบิกเลยนะเนี่ย

“อิอิ”

“แล้วนี่เป็นไงบ้าง หายเศร้าเรื่องที่มึงมโนไปเองรึยัง”

“อ่า… ก็ยังเศร้าอยู่นิดๆ”

เอ้า กูถามเล่นเสือกเศร้าจริงว่ะ

“ทำไม ก็เคลียร์กันไปแล้วนี่”

“มันเป็นแผลใจ แต่ไม่ต้องห่วงหรอกสองสามวันก็น่าจะหายแล้ว ...แค่ช่วยอยู่ใกล้ๆ ให้กูรู้สึกว่ามึงไม่ได้ไปไหนก็พอ” ฝ่ามือใหญ่กุมมือผมไว้ อาการสั่นเล็กน้อยที่สังเกตได้ทำผมรู้สึกไม่ดี ยิ่งเห็นนัยน์ตาวูบไหวคู่นั้นผมก็ยิ่งไม่ชอบ ไอ้เทรนด์เล่าช่วงที่มันมาอยู่บ้านแล้ว หงอย ล่องลอย เหม่อ ไร้วิญญาณจนน่าใจหายเลย

ควาย ทำเป็นพระเอกไปได้

ผมเอนหัวลงพิงไหล่กว้าง กระชับมือที่กุมกันไว้ อีกฝ่ายถึงกับชะงักกับสิ่งที่ผมทำ… แม้จะแค่นิดเดียวแต่ก็อยากให้มันรู้สึกดีขึ้น ใจผมไม่แข็งขนาดที่ทนเห็นท่าทางหมาหงอยแบบนี้ได้หรอก ใจแม่งหวิวแปลกๆ ผมไม่อยากให้มันเศร้า…

“ปลอบเหรอ น่ารักจัง”

“เออ เอ๊ะ อย่าขยี้หัว”

“ฮะๆ” เสียงหัวเราะทำลายบรรยากาศอึมครึม เออหัวเราะสักที ไม่รู้รึไงว่าหน้าเศร้าไม่เหมาะกับคนกะล่อนอย่างมึง ...จะว่าไปมีเรื่องหนึ่งที่ผมสงสัยมาตลอดแต่ยังไม่ได้ถาม

“ทำไมแค่คำพูดของพนักงานกับการเห็นกูให้ดอกไม้พี่ภาถึงทำให้มึงเชื่อสนิทใจว่ากูเป็นแฟนเขา” เท่าที่รู้จักมันก็ไม่ใช่คนโง่ที่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ นี่หว่า

“...”

“เงียบทำไม”

“ไม่ใช่แค่นั้นหรอก”

“?”

“ก่อนหน้านั้นมีคนมาหากูที่โรงเรียน เขาบอกว่าที่มึงยอมให้กูจีบเพราะเราเป็นเพื่อนกัน มึงอึดอัด มึงลำบากใจ แล้วก็มีความลับที่ไม่กล้าบอกกู… พอกูมาถึงร้านทุกอย่างก็ลงตัวไปหมด มันยากที่จะเชื่อว่าไม่มีอะไร” สิ่งที่เพิ่งได้ยินทำผมนิ่ง ขมวดคิ้วเป็นปม ไอ้บ้านั่นมันเป็นใครวะ ดูมันไม่อยากให้ไอ้หยางเข้าใกล้ผมเลย “อีกอย่างเขาก็เป็นคนที่ใกล้ชิดกับมึง”

“ใคร-”

ปึง!

“สรุปว่ามึงเลือกทางนี้เหรอไอ้หยาง”

อยู่ๆ เสียงเย็นเฉียบของใครบางคนก็ดังขึ้นพร้อมเสียงทุบโต๊ะ ทำลูกค้าในร้านสะดุ้งหันมามองต้นเสียงเป็นตาเดียว ความจริงผมนี่แหละที่สะดุ้งแรงกว่าใครเพราะ ‘เขา’ ตบโต๊ะตัวนี้ แถมข้างผมด้วย ทำอะไรของพี่เนี่ยพี่ตุลย์คนอื่นเขาตกใจนะเว้ย

“ครับ ผมเลือกทางนี้”

“...มึง”

“คุยอะไรกัน แล้วพี่ทำเสียงดังทำไมรบกวนชาวบ้าน” ผมลุกเพื่อตำหนิพี่ชายตัวดีแต่กลับโดนอีกฝ่ายคว้ามือไว้ซะงั้น อ่าวเฮ้ย

“กลับบ้าน”

“ห้ะ”

“เราจะกลับไปคุยเรื่องนี้กันที่บ้าน” ไม่รอให้เสียเวลาไปมากกว่านั้นสถาปนิกหนุ่มก็ลากผมออกจากร้านท่ามกลางสายตาสงสัยใคร่รู้จากทุกคน นี่มันเรื่องอะไร... เดี๋ยวสิ หรือว่า

“พี่ตุลย์”

ก่อนที่ผมจะถูกยัดเข้าไปในรถ ร่างสูงที่ก่อนหน้านี้ได้แต่ยืนมองเหตุการณ์ก็เข้ามาขวางไว้ทำให้เราทั้งสามยืนประจันหน้ากัน ความกดดันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ถ้าเอามือมาจับอกจะรู้เลยว่าหัวใจผมทำงานหนักขนาดไหน เมื่อก่อนผมชอบให้พี่ชายจับมือมากเพราะรู้สึกอุ่นใจทุกครั้ง แต่ครั้งนี้แตกต่างที่ผมรู้สึกหายใจลำบาก สาเหตุมาจากแรงบีบรวมทั้งความกดดันที่ส่งผ่านมาทางฝ่ามือที่คุ้นเคย

ไม่ชอบเลย...

“หลีก”

“คุยกันที่นี่ได้ไหมครับ”

“กูอยากคุยกับน้องแค่สองคน”

“แต่ผมว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับผม”

“จะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกูเป็นคนตัดสินใจเอง อย่าเสือก” การพูดจานอบน้อมและแสดงความเคารพไม่สามารถลดรังสี ‘ไม่เป็นมิตร’ ของพี่ตุลย์ได้ เขายังกอดอกมองต่ำลงมาเพื่อคุยกับคู่สนทนาอย่างหาเรื่อง “ได้ยินชัดแล้วก็หลีกไป”

“ผมทำไม่ได้”

“ทำไม แค่ขยับส้นตีนไปก้าวเดียวมันยากขนาดนั้นเลย?”

“...พี่ตุลย์ คุยกันดีๆ เถอะ” ดวงตาสองคู่จ้องกันไม่วาง ความอึดอัดที่มีมากอยู่แล้วเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่ทนมองต่อไม่ได้ ถ้าปล่อยไว้เรื่องต้องเลยเถิดแน่ เพราะงั้นผมจึงปรามอย่างกล้าๆ กลัวๆ หวังว่ามันจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นบ้าง

“หุบปากซะธัน”

“...”

...แต่สิ่งที่ได้กลับมาไม่ได้ใกล้เคียงเลย

“ผมต้องทำยังไงพี่ถึงจะยอมคุยดีๆ” ทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังแย่เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มก็ยังหันมายิ้มให้ผมพร้อมกับขยับปากพูดไม่มีเสียงว่า ‘ไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยวจัดการให้’ ไอ้สัส… ถ้าว่ากันตามสถานภาพมึงลำบากกว่ากูเยอะ ยังจะพูดแบบนี้อีก

“ง่ายมาก แค่หลีกแล้วไม่ต้องมายุ่งกับน้องกูอีก”

“...”

จบประโยคก็ไม่มีใครปริปาก รอบกายเรามีเพียงเสียงลมที่พัดเอากลิ่นหอมของหมู่มวลดอกไม้มา แปลกที่ผมไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายไปกับมัน ไม่สิ ถ้าให้ว่ากันตามตรงถึงตอนนี้มีเงินจำนวนมหาศาลมากองตรงหน้าผมก็ไม่รู้สึกดีหรอกถ้ายังเป็นแบบเดิม

บุคคลภายนอกให้ความสนใจเรื่องนี้มากพอตัว ลูกค้าในร้านถึงขั้นชะโงกหน้าออกมาดูเลยทีเดียว พนักงานก็... อะ เออดีพี่เมย์ ไปตามพี่ภามาเร็วๆ เผื่อจะช่วยได้

“พี่โกรธเรื่องอะไร”

“ยังจะถามอีกเหรอวะ” ไอ้พี่คนนี้ก็ยัวะเก่งจัง ไปเร็วๆ ครับพี่เมย์ ไปตามเทพีเสรีภาพมาเร็ว ขอเถอะผมห้ามทัพไม่ไหวแล้ว

“เรื่องที่ผมจีบไอ้ธันเหรอ”

“เออดิ ไอ้ควาย!”

เฮ้ย!

ขณะที่กำลังลุ้นว่าหญิงสาวผู้มีอิทธิพลต่อพี่ชายจะมาทันไหม เจ้าของเรือนผมสีควันบุหรี่ก็จงใจใช้ไหล่ชนอีกฝ่ายผละถอยหลังไปหลายก้าว เขาใช้จังหวะนั้นยัดผมเข้าไปในรถก่อนจะรีบตามขึ้นมานั่งฝั่งคนขับโดยไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายไว้

“ตามที่กูบอก เลิกยุ่งกับน้องกู”

ฟ้าต้องแกล้งผมอยู่แน่ๆ

แทบจะทันทีกับที่กล่าวจบสาวแว่นก็วิ่งออกมาจากร้าน ...แต่ไม่ทันไรรถคันหรูก็ออกตัวด้วยความเร็วน่ากลัว ร่างของเพื่อนสนิทและพี่สาวคนสวยห่างตาผมเรื่อยๆ เพียงเวลาไม่อึดใจก็มองไม่เห็น ใบหน้าสุดท้ายของหยางเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย ดวงตาว่างเปล่า มือทั้งสองข้างกำแน่น

ผมรู้ว่ามันไม่ได้อยากปล่อย

แต่มันไม่ใช่คนโง่ แค่มองผ่านๆ ก็รู้ว่าพี่ตุลย์อารมณ์ไม่ดีขนาดไหนเพราะฉะนั้นการปล่อยไปก่อนเป็นวิธีที่ดีที่สุด อีกอย่างมันก็น่าจะยังไม่รู้ว่าตอนนี้ควรต่อกรยังไง

ผมก็เหมือนกัน

บรรยากาศภายในรถเงียบสงัด จากที่ระยะทางกลับบ้านไกลอยู่แล้วตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนอยู่คนละทวีป ใช้เวลาเดินทางนานเป็นชั่วโมง ...บ้าชะมัด หายใจไม่ออกเลย มาถึงจุดนี้ผมก็แน่ใจแล้วว่าพี่ชายคนนี้รู้เรื่องของผมกับไอ้หยาง รู้มาตลอดและที่พยายามพาผมมาผูกมิตรกับพี่ภาก็คงเพราะไม่อยากให้คบกับผู้ชาย ถ้าเดาจากบทสนทนาเมื่อครู่คนที่ไอ้หยางพูดถึงก็น่าจะเป็นพี่ตุลย์นี่แหละ

ไม่คิดว่าพี่จะกล้าทำขนาดนี้

“ตอนนี้พวกมึงยังไม่ได้คบกันใช่ไหม”

“อ... อื้อ”

คำถามที่ถูกถามปุบปับทำผมสะดุ้งตัวแข็งทื่อ ไม่ได้มองกันแท้ๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายจ้องทุกวินาที ไม่ชินกับโหมดนี้เลย

ขอออกตัวก่อนเลยว่าผมเป็นน้องชายที่ดีมาก ถ้าอ่านมาตั้งแต่แรกจะรู้เลยว่าผมรักพี่ชายสุดๆ ถึงจะแอบด่าในใจบ้างแต่ก็ไม่ได้จริงจัง ตั้งแต่เกิดมาผมทำพี่ตุลย์โกรธไม่กี่ครั้ง เพราะรู้ไงว่าถ้าเขาโกรธแล้วจะเป็นอย่างนี้ ผมจึงเลี่ยงทุกทางที่จะทำให้เขาโกรธ

“งั้นก็ดี ต่อไปนี้ก็อย่าไปยุ่งกับมัน”

ห้ะ...

“ให้เลิกยุ่งไปเลยมันออกจะเกินไปรึเปล่าพี่ตุลย์” ประโยคนี้ไม่ได้ผ่านการไตร่ตรองจากสมอง มันเกิดจากความไวของปากที่ฟังแล้วตอบทันที คนโบราณเรียกสิ่งนี้ว่าพูดไม่คิด ยายผมก็บอกว่ามันไม่ดีแต่นักวิชาการบอกว่ามันไม่ได้แย่เพราะทุกคำพูดที่เกิดจากความพูดไม่คิด คือสิ่งที่เราอยากพูดจริงๆ

“เกินไปตรงไหน”

“...”

“กูไม่ได้ให้พวกมึงตัดเพื่อนกัน ก็แค่ให้ห่างกันจนกว่ามันจะเลิกสนใจมึง ไอ้หยางไม่ได้รักมึงจริงหรอก แม่งอยากรู้อยากลองตามสมัยนิยม มันคงไปเห็นพวกหนังเกย์กับคู่รักชายรักชายมาแล้วก็สงสัยละมั้งว่าดียังไง ทำไมถึงได้มีแต่คนชอบ กู-”

“ไม่ใช่”

“...”

“มันไม่คิดอย่างนั้นหรอก” นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมกล้าขัดตอนพี่ตุลย์โกรธ แน่นอนว่าใจผมยังคงกลัว แต่... ผมยอมให้มีคนมาพูดถึงมันแบบเสียๆ หายๆ ไม่ได้ เพราะเป็นเพื่อนกันก็หนึ่งเหตุผล แต่เหตุผลที่สำคัญคือมันไม่ใช่คนแบบนั้น

เรื่องครั้งก่อนก็พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นยังไง

“มึงโดนมันตอแหลใส่มาล่ะสิ”

“คำพูดอาจจะหลอกคนได้แต่ความจริงใจหลอกกันไม่ได้นะพี่ตุลย์ และความจริงก็คือไอ้หยางไม่ได้เป็นอย่างที่พี่พูด” ทุกการกระทำพิสูจน์แล้วว่าอีกฝ่ายจริงจัง ทั้งตอนกีฬาสีหรือแม้กระทั่งก่อนหน้านี้ ความจริงมันเลยขอบเขตของคำว่าจริงจังไปแล้วด้วยซ้ำ

“...”

“หยางเป็นเพื่อนสนิทที่ดีมากและมันก็คงไม่ใช่แฟนที่แย่”

“...”

“ตอนนี้ธันยังไม่แน่ใจ แต่บางทีธันอาจจะ-”

“ธันวา ถ้ามึงยังไม่หยุดพูด กูจะเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อแม่”

กึก

“พ่อแม่เราอาจจะไม่ซีเรียส ...แต่ฝั่งไอ้หยางล่ะ เขาจะโอเคกับเรื่องนี้รึเปล่าที่ลูกชายคนเดียวของบ้านจะมีแฟนเป็นผู้ชาย” หัวใจผมคล้ายจะหยุดเต้นไปดื้อๆ คำขู่นี้ทำให้ทั้งกลัวและโกรธในเวลาเดียวกัน โกรธที่เขาเอาเรื่องนี้มาขู่

...แต่จริง

เป็นไปได้มากว่าพวกเขาจะรับไม่ได้

ลุงฟงกับป้าบัวค่อนข้างมีปมเรื่องมีลูกยาก เขาสองคนจะบินไปอเมริกาเพื่อทำกิฟท์อยู่บ่อยครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จสักที เพราะอย่างนั้นทั้งสองคนจึงคาดหวังให้ลูกๆ มีหลานให้ตัวเองอุ้มเยอะๆ โดยเฉพาะลูกชายคนโตและคนเดียว

...อย่างไอ้หยาง

“พี่จะทำจริงเหรอ”

“กูจะไม่ทำ ถ้ามึงทำตามที่กูบอก” ดวงตาคมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผม มันไม่มีแววล้อเล่นเลยสักนิด นั่นแหละที่ทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิด

“พี่จะให้ผมทำอะไร”

“เลิกยุ่งกับไอ้หยางซะ”

“...”

“แค่เชื่อและทำตามที่พี่บอก ทุกอย่างจะดีเอง”

สัมผัสอ่อนโยนที่ลูบศีรษะแผ่วเบาไม่สามารถทำให้ความรู้สึกในใจผมสงบลงได้ โกรธ กลัว เสียใจ ทุกอย่างมันตีกันไปหมด อยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ไขให้เรื่องดีขึ้นแต่ผมก็ทำไม่ได้สักอย่าง แม้แต่จะเถียงคนตรงหน้าผมยังทำไม่ได้เลย

เวรเอ๊ย...

รู้สึกเหมือนจะตาย

หลังจากจำใจตกปากรับคำพี่ตุลย์ก็ตามติดผมอย่างกับอินซิเดียส ไปส่งที่โรงเรียนทุกเช้า มานั่งรอก่อนเลิกเรียนทุกวัน มานอนด้วย โทรศัพท์ไม่ให้เล่น คอมไม่ให้เปิด เป็นแบบนี้มาหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ อึดอัดอกแทบแตกอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามตั้งแต่วันนั้นผมก็มักเลี่ยงที่จะคุยกับเขา นอกจากต่อหน้าพ่อแม่แล้วผมก็ไม่ปริปากสักพยางค์ ถ้าเป็นคุณจะไม่โกรธเหรอ เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวไม่ควรมีใครเข้ามาก้าวก่ายด้วยซ้ำ ถึงจะเป็นพี่ชายแท้ๆ แต่ผมก็ไม่เว้นหรอกถ้าเขาทำนิสัยไม่ดี

“เป็นไรวะหน้าเครียดๆ”

“เออ เหมือนโดนพ่อแม่จับได้ว่าท้องในวัยเรียนเลย กูบอกแล้วใช่ไหมถ้าจะซะบะดะเฮ้กับใครให้ใส่ถุง เดี๋ยวนี้เด็กเกิดง่ายอย่างกับผลัดเซลล์หนังกำพร้าออกจากตัว”

“...หึๆ”

“มึงฝืนขำมากจ้า เป็นไรวะ”

“โอเคไหม”

“โอเคดิ” ผมพิงหัวลงกับไหล่ไอ้แพน หลุบตาลงต่ำมองอาหารในจานอย่างเหม่อลอย อยากปั้นหน้ายิ้มไม่ให้เพื่อนกังวลแต่เกินความสามารถว่ะ ในหัวคิดแต่เรื่องทางออกของปัญหา วินาทีนี้ผมเครียดจะแย่ เครียดจนล้าทั้งกายใจทั้งที่ช่วงนี้ไม่ได้เรียนหนักหรือออกแรงมาก

เพิ่งเข้าใจอารมณ์นักโทษในคุก

“ตอแหลไอ้สัส เป็นไรก็บอกเพื่อนบ้าง”

“เออ เก็บไว้แลกแต้มรึไงไอ้เหี้ย ความรู้สึกนะไม่ใช่แสตมป์เซเว่น” ผมก็ยังคงขำฝืนๆ ต่อ …ผมไม่อยากเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเพราะไม่ว่าจะโกรธแค่ไหนพี่ตุลย์ก็ยังเป็นพี่ชายที่ผมรัก ผมไม่อยากให้เขาถูกมองว่าเป็นคนนิสัยไม่ดี ถึงความจริงมันจะเป็นอย่างนั้นก็ตาม

“ทำไม ไอ้หยางมันแอบมีน้อยเหรอ”

“อย่างมันน่ะเหรอจะกล้า” ผมคิดภาพมันเดินเข้าไปจีบผู้หญิงหรือใครคนอื่นไม่ออกแล้วด้วยซ้ำ

“ฮู้ยยยยย เอาเรื่องว่ะ ออร่าเมียที่ยิ่งใหญ่ฉายแววออกมาเลยมึง”

“อู้ววว บูเช็คเทียนปะ จอมนางเหนือแผ่นดินผัวไปอีก”

“เออ มองปุ๊บไอ้หยางคงไม่กล้าชายตามองแม้แต่จิ้งจกตัวเมีย” คำล้อของไอ้ดาทำให้ผมหลุดขำจนได้ ไอ้บ้า ถ้าขนาดนั้นกูว่าต้องหามมันไปส่งหมอผีแล้วล่ะ แม่งไม่ได้รักกูหรอก น่าจะโดนเล่นของมากกว่า

“ยิ้มได้สักทีนะมึง ตกลงเป็นไร”

“เออ เล่ามาเลย เก็บไว้ในใจมันไม่ดีต่อสุขภาพจิต”

“ไม่ดีต่อต่อมความเสือกของพวกกูด้วย”

พวกจัญไร...

“กูไม่รู้จะเริ่มเล่าจากตรงไหนดี” อย่างที่คิด ยังไงก็เลี่ยงไม่ได้ ...ผมไม่รู้ว่าต้องเริ่มตรงไหน ไม่รู้ด้วยว่าควรจะยกเรื่องไหนมาเป็นประเด็นการสนทนาครั้งนี้ ดูเหมือนพวกมันจะรู้นะครับว่าผมรู้สึกยังไง สามสาวถึงได้ผลัดกับลูบไหล่บ้าง ลูบแขนบ้างเพื่อปลอบให้ใจเย็น อยู่กับพวกมันแล้วผมสบายใจจริงๆ นั่นแหละ

“ค่อยๆ คิด ค่อยๆ เล่ามาก็ได้ พวกกูเก่งฟังรู้เรื่องอยู่แล้ว”

“แต่ถ้ามาเป็นรหัสมอร์สก็ไม่ไหวนะไอ้ธัน ขอแบบเป็นคำที่พวกกูพอเรียงเป็นประโยคได้แบบสมบูรณ์”

“ภาษาสะอื้นร้องไห้ก็ไม่เอานะมึง”

ผมยิ้มบางๆ ก่อนจะเปลี่ยนมาเท้าคางพิจารณาว่าควรตัดตรงนั้นรึเปล่า ข้ามเรื่องพี่ตุลย์ไปเลยดีไหม… และก็ได้ข้อสรุปว่าไม่ได้ เอาวะ เล่าแม่ง

“พี่ตุลย์รู้แล้วว่าไอ้หยางจีบกู”

“อู้ว”

“แล้วไงต่อ”

“พี่ตุลย์ไม่ชอบ ตอนนี้ก็เลยกำลังพยายามให้กูห่างจากมันที่สุด”

“กูถึงว่าทำไมช่วงนี้ไม่เห็นไอ้หยางมาส่งที่หน้าโรงเรียน”

“อือ...” อย่าว่าแต่มาส่งที่โรงเรียนเลย ผมไม่ได้เจอหน้า ไม่ได้ยินเสียง แม้แต่คุยทางโทรศัพท์ก็ไม่เคย ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณคณินใช้วิธีไหนกีดกัน ตลกชะมัด ผมทำยังไงก็หลบหน้ามันไม่พ้น แต่พี่ชายผมสามารถซ่อนผมจากมันได้ หึ

“แล้วมึงว่าไง”

“ว่าไงอะไร”

“ที่ตอนนี้มึงไม่ทำอะไรเลยเพราะเห็นด้วยกับพี่ตุลย์ หรือว่าที่กำลังนั่งซึมอยู่ตอนนี้เพราะอยากเจอไอ้หยาง” คู่สนทนานั่งไขว่ห้างถามผมด้วยท่าทีสบายๆ แต่เต็มไปด้วยความจริงจัง เพื่อนคนอื่นเองก็มีท่าทางไม่ต่างกัน ความรู้สึกตอนนี้...

“ไม่ใช่อย่างแรก”

“งั้นก็อย่างที่สอง?”

“...”

อยากเจอไอ้หยางเหรอ…

ทันทีที่ได้ฟังประโยคนั้นสมองผมก็หวนคิดถึงใบหน้าของบุคคลที่เรากำลังพูดถึง จะว่ายังไงดี ช่วงที่ไม่ได้เจอกันหน้ามันมักจะชอบผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอยู่เรื่อย ตอนนอนบางวันผมก็ฝันเห็นมัน นี่เป็นผลกระทบจากความเครียดสะสมรึเปล่า

“ไม่ตอบว่ะ”

“ปากหนักนะเรา”

“แล้วไงต่อ ถ้าไม่เห็นด้วยกับพี่ตุลย์ทำไมมึงไม่ปฏิเสธไปล่ะ”

“โดนขู่ดิ พี่มันบอกว่าถ้าไม่อยู่เฉยๆ จะเอาเรื่องกูกับไอ้หยางไปบอกพ่อแม่” พูดแล้วก็เซ็งจนต้องถอนหายใจออกมาหนักๆ ไอ้พี่บ้า คุณรู้ไหมเวลาอยู่ด้วยกันมันจ้องผมทุกๆ สองวินาที เวลาจะนอนก็ล็อคประตูกับหน้าต่างอย่างแน่นหนาอย่างกับกลัวว่าจะมีปีเตอร์แพนมาพาหนี โว้ย ผมไม่ใช่วินดี้ นี่ถ้ามัดผมไว้กับเตียงได้พี่มันก็คงทำมั้ง

“หุ๊ ทำไมคนหล่อชอบทำตัวเหี้ยวะ”

“เร้าใจมั้งกูชอบนะ อิอิ”

“ไอ้ดามึงนี่นะ” แพนส่ายหัวอย่างปลงๆ ก่อนจะหันมาถามต่อ “แล้วจะทำไง”

“กูว่าตอนนี้ทำอะไรไม่ได้หรอกนอกจากยอมๆ ไปก่อนเพราะเรายังไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้ ถ้าคิดออกแล้วค่อยว่ากันอีกที พี่ตุลย์ถือไพ่เหนือเรามากจะทำอะไรต้องไตร่ตรองให้ดี คิดให้รอบคอบ” ผมเห็นด้วย เรื่องครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนถ้าผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจเกิดปัญหาใหญ่ สัส ทำอะไรก็ไม่ได้

“กูว่ามีทางเดียวแล้วล่ะ”

“?”

“หนีตามกันไปเลยมึง ขายบิ๊กไบค์พวกมึงสักคัน ไม่นินจาก็ yzf ขายคันเดียวพวกมึงอยู่กันได้สบายๆ รับรองไม่อดอยาก”

“กูเพิ่ง ม.5 นะชีวิตกูต้องดราม่าขนาดนั้นเลยเหรอแพน”

“เอ้า สีสันชีวิต”

“ไอ้บ้า...”

ความอ่อนล้าทำให้ผมปิดเปลือกตาลง ไม่เคยรู้สึกเหี้ยขนาดนี้มาก่อน อยากลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่ามันเป็นแค่ความฝัน อยากให้ทุกอย่างเป็นเรื่องโกหก เหมือนอย่างที่ไอ้หยางเข้าใจผิดไปเองเรื่องผมกับพี่ภา

อยากเจอหน้ามันชะมัด…

น่าเบื่อ

ผมจ้องกระดานวาดรูปในมือขณะกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียง ตัวอยู่นี่แต่ใจกับสติกลับอยู่ห่างออกไปไกลแสนไกล พักหลังผมใช้ชีวิตราวกับสัตว์ที่รอวันตาย ไม่มีความรู้สึก ขนาดมานั่งทำสิ่งที่ตัวเองรักยังไม่สนุก ครั้งที่แล้วไอ้หยางคงรู้สึกประมาณนี้ละมั้ง สงสารตัวเอง… แต่ที่มากกว่าคือสงสารคนขี้อ่อย

เดาไม่ได้เลยว่าสภาพมันจะเป็นยังไง

ผมเฝ้าคิดถึงเรื่องนี้ทั้งเช้าเย็น อยากเจอแทบบ้าแต่ก้าวขาออกจากบ้านยังทำไม่ได้ เหตุผลเพราะมีผู้คุมนั่งอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา จะกินข้าว จะนอน จะทำอะไรพี่ตุลย์ก็อยู่ข้างกายเสมอ เขาไม่พูด ไม่มอง ไม่ขยับแต่บอกด้วยภาษากายว่า ‘เป็นเด็กดีซะ’

เฮ้อ

ผมลุกขึ้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ โยนกระดานลงบนโต๊ะข้างเตียงเสียงดังไม่สนใจว่าคนข้างๆ จะว่าไหม ผมอึดอัด อึดอัด อึดอัด อึดอัดจะตายแล้วทำไมเขาไม่เข้าใจสักที ปล่อยผมอยู่คนเดียวบ้างไม่ได้เหรอวะ น้องนะเว้ยไม่ใช่นักโทษ

หมับ

“...ปล่อย ธันจะไปนอนที่อื่น”

“นอนที่นี่”

“ธันอยากอยู่คนเดียว” คู่สนทนาไม่ตอบโต้ กระชากผมกลับมานอนบนเตียงก่อนจะกดหัวผมลงบนตัก นิ้วเรียวเกากีตาร์เป็นจังหวะคลอเบาๆ น่าหงุดหงิดแต่ผมก็เลิกขัดขืน หนีไปก็เปล่าประโยชน์ยังไงก็จับได้อยู่ดี… ดูแขนขาเก้งก้างนี่สิ ก้าวเดียวของเขาเท่ากับสามก้าวของผมเชียวนะ

เสียงทุ้มต่ำเริ่มประสานกับทำนอง เสียงร้องนุ่มนวลชวนฝันราวกับกำลังกล่อมให้ผมหลับ คล้ายร้องส่งๆ ไม่จริงจังแต่เนื้อเพลงได้บอกทุกอย่าง

“Lately I’ve been thinkin’,

I know it was hard,

It was all that we knew, yeah

I wish that I could give you what you deserve…

ช่วงนี้ผมได้แต่คิด

ผมรู้ว่ามันทำใจลำบาก

เราทั้งคู่รู้เรื่องนี้ดี

ผมเพียงแค่อยากมอบสิ่งที่คุณสมควรได้รับ”

“...ใครเป็นคนตัดสินว่าสมควรหรือไม่สมควร”

“สังคม”

“ผมรู้จักพวกเขาเหรอ”

“...”

“เรื่องความสัมพันธ์มันเป็นเรื่องของคนสองคน สังคมมาเกี่ยวอะไรด้วย” เป็นอีกครั้งที่ผมไม่ได้รับคำตอบ มีเพียงเสียงเพลงที่นำพาสู่ประตูห้วงฝัน จากนั้นผมก็ไม่รับรู้อะไรอีก นอนก็ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องทนอึดอัด อย่างน้อยในฝันก็ไม่มีพี่ชายแบบนี้

อาจจะเพราะความสงสารคืนนี้พี่ตุลย์จึงกลับไปนอนห้องตัวเอง ห้องนอนที่ไร้ซึ่งเงาผู้คุมขังทำให้ผมหายใจออกขึ้นมาเล็กน้อย แต่ยังไงบ้านหลังนี้ก็ยังเป็นกรงอยู่ดี

…นอนไม่หลับว่ะ

ผมกลิ้งไปมาบนเตียงหลายท่าแต่ก็ยังไม่ง่วง ก็เลยหาอะไรทำฆ่าเวลา… แน่นอนว่าไม่ใช่การเล่นโทรศัพท์หรือเล่นคอม ทุกอย่างโดนยึดไปหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ก็เห็นจะมีเสื้อผ้ากับเฟอร์นิเจอร์นี่แหละ

อ่อ มีรูปอีกอย่าง

ในกรอบรูปคือภาพวัยเด็กของผม ข้างกายมีเด็กน้อยที่ตัวเล็กกว่า ซึ่งเขาจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเด็กชายหัสดิน เกือบลืมไปเลยว่าเมื่อก่อนผมสูงกว่าแถมยังโดนเพื่อนเรียกว่าผัวมัน เอาแน่เอานอนกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ไม่ได้จริงๆ

“อยู่ดีๆ มึงก็ตัวใหญ่ขึ้น ...เป็นเปรตเหรอ หึ”

ผมเอ่ยขณะไล้เรียวนิ้วไปตามรูปหน้าขาว ดวงตาโฟกัสแค่ตรงนั้นเพื่อเปรียบเทียบรายละเอียดรูปหน้าที่เปลี่ยนแปลง ดวงตาโตแค่ไหน ริมฝีปากยิ้มแล้วมีเสน่ห์เหมือนตอนนี้รึเปล่า ผมคงบ้าจริงๆ นั่นแหละที่จู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาถูรูปภาพ นี่ถ้าเป็นตะเกียงวิเศษคงมียักษ์ตัวฟ้าออกมาทักทายแล้ว

แปะ

ในขณะที่ผมกำลังเหม่อ เสียงของแข็งกระทบกระจกก็ดังขึ้นไม่ไกลนัก ส่งผลให้ผมยืนตัวแข็งทื่อ ...ตอนนี้เที่ยงคืนสิบห้า มันจะมีอะไรมากระทบกระจกได้วะ

จะบอกว่าผมโชคร้ายมากที่เมื่อวานพี่ตุลย์ไม่อยากให้ผมว่าง ก็เลยเปิดคลิปแคสเกมของเกมเมอร์คนหนึ่งให้ดู ซึ่งเป็นเกมผีฝีมือคนไทย แม่มึงเอ๊ย สะดุ้งทุกวิ มีทั้งเปรต สัมภเวสี ผีสาว หลังจากดูจบสารภาพจากใจว่าผวาทุกครั้งที่ได้ยินเสียงแปลกๆ จิตชอบมโนไปเองว่ามันใช่

แปะ

แบบนี้...

ผมเกลียดกลไกร่างกายมนุษย์ตรงที่แม้จะไม่เห็นแต่ก็รู้ว่ามีคนกำลังมอง นัยน์ตาจ้องเขม็งตรงมาจากเงาตะคุ่มสูงใหญ่บริเวณหน้าต่าง เสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกันยิ่งเป็นใจสร้างบรรยากาศให้น่าพิศวง ไม่อยากฟุ้งซ่านแต่ตัวเองดันเป็นคนจินตนาการสูง สมองเห็นภาพชายร่างยักษ์สวมโจงกระเบนยืนอยู่ไม่ไกล ผิวแทน หน้าตาดุดัน ทรงผมโบราณตามแบบฉบับทาสสมัยก่อน

แปะ

ครั้งที่สามแล้ว คงไม่ใช่ลมแน่ๆ

คิดว่าผมกล้าหันไปมองไหมว่าต้นเสียงคืออะไร... ไม่เหรอ ครับคุณคิดถูก ผมรีบทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กระโดดขึ้นเตียงนอนเนียนๆ ถ้าผิวปากได้ก็จะทำแต่นี่ทำไม่เป็นก็เลยได้แค่ฮัมเพลงกลบเกลื่อนความกลัว พยายามคิดเรื่องตลกๆ ไว้จะได้ไม่บ้า ทาสอะไรของมึงไม่มีหรอกไอ้ธัน คิดมากว่ะไอ้เหี้ย กูบอกแล้วใช่ไหมว่าให้เลิกอ่านการ์ตูนผีไทยในเว็บ

“...ธันวา”

โดยทั่วไปหากมีวัตถุประหลาดกระทบกระจก ตามมาด้วยเสียงเรียกชื่อยามวิกาลคนอื่นคงกรี๊ดแล้ววิ่งหนี ...แต่ผมไม่ ถึงจะแผ่วเบาเกือบจะกลายเป็นกระซิบแต่ผมก็เชื่อหูตัวเองว่ามันต้องเป็นเสียงของเขา ผมลืมเรื่องน่ากลัวไปจนหมดสิ้น ลืมไปว่าก่อนหน้านี้กลัวสิ่งใด ลืมทุกอย่างเมื่อเปิดหน้าต่างออกมาเจอเขาจริงๆ

“มึง!”

“...ชู่ว ไอ้ควาย”

ใต้เงาดำของต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา มีชายคนหนึ่งกำลังยืนอยู่บนกิ่งใหญ่ที่ใกล้หน้าต่างที่สุด เขายกนิ้วชี้ขึ้นมาจุ๊ปาก ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้แสงไฟเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีคนอื่นอยู่ ความปิติยินดีเอ่อล้นพาให้ผมคลี่ยิ้มดีใจ รีบวิ่งเข้าไปเกาะขอบหน้าต่างทันที ใช่จริงๆ ด้วย

“มาได้ไง”

“ปีน” รอยยิ้มสดใสที่คุ้นตาเผยให้เห็น เขาย่อตัวลงนั่งบนกิ่งมะม่วง แสงไฟจากในห้องส่องให้เห็นคู่สนทนาชัดขึ้น ตอนนั้นเองที่สิ่งผิดปกติปรากฏขึ้น ตามข้างแก้มและหลังมือใหญ่มีรอยขีดข่วนคล้ายโดนเปลือกไม้แหลมๆ บาด มีบางที่ที่มีเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาดูน่าจะเจ็บไม่น้อย

“ไอ้บ้า ต้นมะม่วงบ้านกูไม่ได้เตี้ยนะเว้ย” ที่ผมยืนอยู่คือชั้นสอง ส่วนมันอยู่บนต้นไม้ที่สูงเทียบเท่ากัน ไม่ใช่แค่ต้นไม้อย่างเดียวแต่รั้วบ้านผมก็สูง นอกจากสูงแล้วมันยังเป็นแบบเหล็กแหลม ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าตกหรือเหล็กเกี่ยวเสื้อผ้าจะเป็นยังไง

“ไม่ใช่ปัญหาน้อง ดูระดับพี่... โอ๊ย เจ็บๆ”

“เฮ้ย เป็นไร”

“...สงสัยจะขยับตัวมากไปแผลที่โดนเหล็กบาดก็เลยเจ็บมั้ง”

“เข้ามาข้างใน เดี๋ยวทำแผลให้”

“ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวกูจะไปแล้ว” เจ้าของดวงตาคมยิ้มโชว์ฟันครบทุกซี่อย่างขี้เล่น กลบเกลื่อนความรู้สึกภายในใจ ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนที่กูง่วงจนมองไม่เห็นหน้ามึง มึงรู้จักกู กูรู้จักมึง เรารู้กันทำไมกูจะดูไม่ออกว่าความจริงแล้วมันไม่ใช่อย่างที่ได้ยิน

“มา”

“ไม่เอา ดึกแล้ว ปีเตอร์แพนต้องกลับวันเดอร์แลนด์ เวนดี้ก็นอนได้แล้ว”

“ไอ้เซินเจิ้น รู้ไว้ซะว่าปีเตอร์แพนไม่เคยทิ้งเวนดี้”

“...”

“เข้ามาเร็วๆ”

“กูไม่เป็นไรจริงๆ เดี๋ยวกลับบ้านค่อย ...เฮ้ย ธัน!” มันร้องเสียงหลงหลังผมปีนขอบหน้าต่างแล้วทำท่าจะกระโดดไปหาที่กิ่งมะม่วง ในเมื่อมันไม่มาผมก็จะไปหาเองนี่แหละ “อย่า! ไม่ทำอย่างนี้ดิ มึงไม่เคยปีนเดี๋ยวก็ร่วงหรอก”

“ถ้างั้นก็เข้ามาสิ”

“...กู”

ผมยื่นมือออกไปหาอีกฝ่าย แสงจันทร์ส่องให้เห็นว่ามันกำลังทำหน้าลำบากใจขนาดไหน มันกลัวผมจะปีนไปหา ถึงอย่างนั้นก็ลังเลที่จะยื่นมือมาจับผมไว้ แต่ไม่รอดหรอก… สุดท้ายมันก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างยอมแพ้ก่อนจะยื่นมือมาหา

“เออ แป๊บเดียวนะ”

“ก็ขึ้นอยู่กับสภาพ”

“ไอ้...”

ผมลากเพื่อนสนิทเข้ามาในห้อง เริ่มใช้สำลีชุบน้ำล้างแผลจนสะอาดต่อด้วยการเช็ดรอบแผลด้วยแอลกอฮอล์ อันตรายของบาดแผลประเภทนี้คือการติดเชื้อเพราะฉะนั้นเราต้องระมัดระวังที่สุด แล้วนี่ปีนต้นไม้หรือไปฟัดกับเม่นมา แผลเหล็กบาดแม่งเป็นทางยาวเกือบเท่านิ้วก้อยเลย... กูจะด่ามึงว่าอะไรดีวะ

“มีตรงไหนอีกไหม”

“ฮึ มีแค่นี้แหละ”

“เจ็บรึเปล่า”

“ไม่นะ สงสัยกูเป็นคนเหล็ก”

“สัส มึงอย่าทำแบบนี้อีกนะ” ผมขมวดคิ้ว จงใจลงแรงแปะพลาสเตอร์ให้มันซี๊ดปากเล่น วินาทีที่เห็นมันบนต้นไม้ใจผมแทบวาย ถึงจะดีใจแต่ความกลัวมันมีมากกว่าเยอะ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอีกฝ่ายชอบทำอะไรเกินตัว ไอ้เหี้ย ลำบากกูต้องมาคอยใจหายใจคว่ำไหม

“ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็ไม่ได้เจอมึงสิ”

“...”

“มึงหายไปอีกแล้ว ไม่บอกไม่กล่าวไม่มาเจอหน้ากันทำเหมือนหนีหน้ากู มีแต่พี่ตุลย์ที่มาหาที่บ้าน มาบอกกูว่ามึงเลือกที่จะเป็นเพื่อน”

“...”

“ครั้งนี้กูมาถามก่อนเพราะไม่อยากมโนไปเองเหมือนครั้งที่แล้ว… เป็นอย่างที่เขาพูดจริงไหม” กรรม ผมลืมไปเลยว่ายังไม่ได้บอกไอ้หยางเรื่องข้อตกลง ตอนอยู่โรงเรียนก็เอาแต่เหม่อดันโง่ไม่ใช้โทรศัพท์ไอ้แพนทักไปหา แต่… ดีที่มันเริ่มฉลาดขึ้นแล้ว

“อืม”

“อืมคืออะไร”

“อืม มึงน่าจะรู้ได้แล้วว่าไม่ควรเชื่อคำพูดพี่ชายกู”

“…กูคิดถึงมึง”

คู่สนทนาดึงฝ่ามือผมไปแนบใบหน้า เราสบตากันท่ามกลางความเงียบ ...นี่เป็นครั้งแรกในรอบอาทิตย์กว่าๆ ที่ไม่ได้เห็นหน้าชัดๆ ไม่ได้สนทนา ไม่ได้จ้องตากันแบบนี้ รู้สึกหัวใจพองโตอย่างบอกไม่ถูก ผมไม่สามารถห้ามให้ปากคลี่ยิ้มได้เลย ดูเหมือนอีกฝ่ายก็เช่นกัน

“พี่ตุลย์ขู่ว่าถ้ายังอยู่ใกล้มึงอีกจะฟ้องพ่อกับแม่มึง”

“...อ่า”

“กูก็เลยทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งเฉยๆ กำลังคิดหาวิธีอยู่แต่ก็คิดไม่ออกสักที”

“ทำไมถึงเป็นพ่อแม่กู ไม่เป็นพ่อแม่มึง?”

“เพราะพ่อแม่กูไม่น่าจะด่า”

“แต่พ่อกับแม่กูไม่แน่สินะ… เออ ก็จริง” หลายเดือนก่อนตอนที่ยังอ้วนเวลาผมไปบ้านอีกฝ่ายมักจะได้ยินทั้งสองคนบ่นให้ฟังเสมอว่าอยากให้หยางเลิกนิสัยเจ้าชู้จะได้มีแฟนที่ดี ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้คบคนเดียวไปจนจบ แต่งงาน มีลูก สร้างครอบครัวสุขสันต์ด้วยกัน

สำหรับพวกเขาคงเหมือนโดนพังความฝัน

“แต่ไม่ต้องไปสนใจหรอก ปล่อยพี่มึงฟ้องไปก็ได้”

ห้ะ

“เฮ้ย ไม่ได้!”

ถ้าพิจารณาคุณจะรู้ว่าภายใต้รอยยิ้มที่สดใสมีความกังวลซ่อนอยู่ ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่ยอมให้มันทำอย่างนั้น เห็นอย่างนี้แต่ลุงฟงเป็นนักมวยเก่านะเว้ย นิสัยดุใจร้อนมือหนักนี่เป็นที่เลื่องชื่อฤๅชาไปชั่วซอย เขารู้กันทั้งนั้นว่าที่เปลี่ยนไปขนาดนี้เพราะมีลูกสาว ...แต่ถ้าโกรธขึ้นมาคงไม่ออมมือ หยางก็คงไม่สู้พ่อตัวเองด้วย

“กูคิดไว้นานแล้วว่าจะบอกเรื่องนี้กับครอบครัว ...ไม่สิ ความจริงจะบอกตอนคบกับมึงแล้วต่างหาก กูเผื่อไว้เพราะถ้าอกหักจากมึงกูคงไม่รักผู้ชายอีก ฮะๆ”

“...ไม่กลัวโดนพ่อต่อยเหรอ”

“ไม่ ต่อยได้ถ้าเขาผิดหวังในตัวกู”

“ถ้าโดนมากกว่านั้นล่ะ”

“กูทนได้ ยังไงก็พ่อแม่”

“ไม่เอาอะ มึงโดนเพราะกูแบบนี้แม่งรู้สึกผิดฉิบหายเลย”

“เราเลิกคุยเรื่องนี้กันเถอะ มันเป็นเรื่องอนาคตอย่าเอามารกสมองเลย” คู่สนทนาลูบศีรษะเบาๆ ไม่นานก็ผละออกไป มันคงอยากเปลี่ยนเรื่องคุยให้ไม่เครียด ผมเองก็ไม่ได้คะยั้นคะยอจะคุยต่อเพราะมีแต่จะทำให้บรรยากาศเสีย “นี่ก็จะตีหนึ่งแล้วกูไปนะ”

“เดินลงบันได ห้ามปีนหน้าต่าง”

“ไม่ได้”

“ทำไมจะไม่ได้” ผมไม่ยอมให้ไอ้ห่านี่ไปเสี่ยงตายหรอก ตอนกระโดดเข้ามาน่ะง่ายแต่ตอนกลับนี่สิ แม่งจะกระโดดยังไงให้ลงกิ่งไม้พอดี พลาดนิดเดียวคืออาการสาหัสแน่นอน ถึงจะรอดตรงนี้ไปได้แม่งก็ต้องไปหวาดเสียวกับรั้วแหลมอีกรอบ นักเรียนครับไม่ใช่สปาย ชีวิตไม่จำเป็นต้องเสี่ยงตายขนาดนี้

“ไม่ได้…”

“กูให้เลือก นอนนี่หรือจะออกทางประตู?”

“...”

อารมณ์ตอนนี้เหมือนผมเป็นแม่ที่เพิ่งจับได้ว่าลูกสาวคบกับเด็กแว๊นสารชั่วมั่วผู้หญิง ผมมีทางเลือกให้มันสองทางคือเลิกกับทำยังไงก็ได้ให้มันเปลี่ยนตัวเอง ไม่ว่าทางไหนก็น่าลำบากสำหรับคนตัดสินทั้งนั้น ดูหน้ามันสิ คิ้วงี้ขมวด เหงื่อนี่ตกเชียว

“โอเค กูยอม” เยี่ยม...

“นอน? ประตู?”

“เดี๋ยวกูจะไปคุยกับพี่ตุลย์”

“เฮ้ย!”

ไม่รู้ว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่ผมอุทานออกมาทั้งยังเบิกตากว้าง ยิ่งเห็นร่างสูงเดินจ้ำอ้าวไปคว้าลูกบิดประตูก็ยิ่งตกใจ ต้องรีบวิ่งไปซ้อนทับมือมันไว้ไม่ให้เปิด ไอ้ควาย กูมีให้เลือกสองชอยส์โว้ยอย่ามาเพิ่มเองแบบนี้สิวะ!

“เรื่องจะได้จบ พรุ่งนี้กูจะไปคุยกับพ่อแม่อีกที”

“อย่า! ...โอเคๆๆๆ นอนนี่เถอะอย่ากลับบ้านเลย อย่าไปหาพี่ตุลย์ด้วย” แม้จะจนปัญญาผมก็ไม่ยอมให้มันกลับบ้านทางหน้าต่าง

“ปล่อย กูจะไปคุยแล้วจะได้กลับบ้าน”

“ไม่! มึงทำแบบนั้นไม่ได้”

“ทำไมจะไม่ได้”

ไม่ได้ก็คือไม่ได้ไงไอ้หรรม!

อยากตะโกนอัดไปแบบนั้นแต่คงไม่ทำให้เรื่องดีขึ้น ผมจึงคิดหาวิธีรั้งที่ฉลาดที่สุด… แรงเราต่างกันเกินไปผมคงต่อยให้มันสลบไม่ได้ พูดเรื่องเหตุผลมันก็คงไม่ฟัง โกหกว่าฝนตกก็ดูโง่ไปเพราะข้างนอกท้องฟ้ากระจ่างจันทร์เจ้าเคียงคู่ดาวและก้อนเมฆมาก ไม่มีวี่แววการแปรปรวนของสภาพอากาศสักนิด

“ถ้าไม่มีเหตุผลกูจะไปแล้วนะ” เฮ้ย

“ใจเย็นดิไอ้เหี้ย”

“ฝันดี”

“โอเคๆๆๆ ฟังก่อนๆ กูอยากนอนกับมึง”

“...”

“นะ นอนด้วยกัน” ผมเอ่ยเสียงแผ่ว เพิ่มแรงบีบฝ่ามือใหญ่เล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่ผมขอเรื่องนี้ เมื่อก่อนเคยก็จริงแต่ตอนนั้นสถานะเรายังเป็นเพื่อนที่สนิทใจกัน ตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้วไงพอผมเอ่ยปากชวนเองแบบนี้มันก็ออกจะดู… น่าอาย

“ร้ายนะ ใครสอนให้พูดจาแบบนี้”

“ค้างที่นี่เถอะ...”

นิ้วเรียวเอื้อมมาบีบปลายจมูกผมเบาๆ ริมฝีปากบางพึมพำเป็นประโยคไม่ได้ศัพท์แต่พอจับใจความได้ประมาณว่า ‘ถ้าจะทำแบบนี้ฆ่ากูเถอะ’

“รู้ตัวไหมว่าทำอะไรอยู่”

“รู้แต่กูไม่อยากให้มึงไป…”

“น่ารักมากๆ กูจะตายเอานะ”

“อือ ตายไปเลย แต่ต้องตายเพราะอย่างอื่นนะ จะกัดลิ้นหรือกลั้นหายใจก็ได้ ขอแค่หมอไม่เขียนสาเหตุการตายของมึงว่า ‘เพราะธันวา’ ก็พอ” อีกฝ่ายคลี่ยิ้มกับคำตอบของผม นิ้วยังคงวนเวียนอยู่แถวปลายจมูกเหมือนอยากบีบแต่ก็ไม่กล้า หน้าตามันเขี้ยวเต็มทน

“ปล่อยเถอะ กูจะรีบไปจัดการให้เรื่องมันเสร็จๆ ไป”

“ไม่เอา...”

“กูกำลังทำเพื่อมึงนะ”

“กูก็ทำเพื่อมึง” มึงจะได้ไม่ถูกพ่อแม่ด่า มีปัญหากับครอบครัวตั้งแต่อายุ 17 ไม่ใช่เรื่องตลกนะว่าไหม ถ้าเกิดมันเลวร้ายถึงขั้นไล่ออกจากบ้านล่ะจะทำยังไงในเมื่อมึงต้องเรียน ค่าใช้จ่ายก็สูง คณะที่มึงจะเข้าก็ไม่ใช่คณะค่าเทอมถูก

“ธัน... ไม่ทำอย่างนี้สิ”

“...”

“ไม่อึดอัดเหรอที่ต้องอยู่แบบนักโทษ กูกำลังจะทำให้มึงเป็นอิสระนี่ไง” ถ้าแลกกับเรื่องของมึงกูก็ไม่อยากได้หรอก อิสระอะไรนั่น

ผมทำหูทวนลมไม่สนใจสิ่งที่คู่สนทนาพล่าม ใช้มือทั้งสองข้างโอบรอบเอวสอบ เล่นหูเล่นตาแลบลิ้นให้มันหลุดยิ้มเป็นการก่อกวน สงสัยจะกวนมากไปหน่อยผมก็เลยหลุดยิ้มไปด้วย กลายเป็นว่าเรายืนยิ้มให้กันซะงั้น แต่ช่างเถอะ ไอ้หยางหยุดพล่ามแล้ว

“มึงนี่จริงๆ เลย หึๆ”

“หึ”

“ปากยื่นดีจัง กัดให้ขาดซะดีไหม”

“ลองสิ” ผมเป็นฝ่ายยื่นหน้าเข้าไปใกล้และต้องเป็นฝ่ายตกใจเองเพราะเผลอออกแรงมากไป ปลายจมูกของเราจึงสัมผัสกัน ริมฝีปากที่ว่าก็ห่างกันไม่ถึงคืบ นัยน์ตาสองคู่ประสานกันท่ามกลางความเงียบ หัวใจที่สงบนิ่งเริ่มเต้นโครมครามไม่หยุด

“...เอ่อ”

ลมหายใจอุ่นเป่ารดกันไปมาจนยากที่จะแยกว่าของใครเป็นของใคร เราทั้งคู่ประหม่าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อตั้งสติได้ก็รีบผละออกจากกันทันที คนหนึ่งแกล้งเกาหัว ส่วนอีกคนแกล้งไอ ใบหน้าขึ้นสีพอกันน่าตลกชะมัด ดูไม่เนียนเอาซะเลย

“โทษที”

“ไม่หรอก กูผิดเอง” ผมโบกมือปัด เสมองทางซ้ายทีขวาทีอย่างไม่รู้จะโฟกัสที่ตรงไหน หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการเก้อต่างๆ ทำให้ร่างกายผิดปกติไปหมด เมื่อกี้ขนตาชนกันด้วยแฮะ เคยใกล้กันขนาดนี้แค่ตอนที่เสียจูบแรกไปเอง

มันต่างจากครั้งนั้นนิดหน่อยรึเปล่านะ…

“ธัน กูจะออกไปเซเว่น… เอา… อะไรไหม”

ฉิบหาย

ทำไมพี่ชอบมาเห็นเวลาแบบนี้ตลอด แขกใหม่ตาค้างเมื่อเปิดประตูมาพบผมกับไอ้หยาง ราวกับได้ยินเสียงแตกหักของความอดทน เขาเดินเข้ามากระชากมือผมอย่างแรงแขนแทบหลุดติดมือไป ในห้องน่าอึดอัดขึ้นทันตา โอ๊ย... เจ็บ

“กูแยกพวกมึงไม่ได้เลยใช่ไหม… มานี่!”

หมับ

“อย่าครับ”

“เสือก หลีกไป”

“ไม่” หยางดึงตัวผมกลับมาก่อนจะดันไปยืนข้างหลัง การกระทำนั้นสร้างความไม่พอใจให้พี่ชายผมอย่างมาก เขาถึงกับเลือดขึ้นหน้าจ้องตาเขม็ง เชี่ยเอ๊ยความวัวไม่ทันหายความควายดันเข้ามาแทรกซะงั้น… เสียงทะเลาะกันดังกึกก้องถ้าพ่อแม่อยู่คงวิ่งมาดูแล้ว แต่วันนี้พวกท่าไปดูผ้าไหมที่เชียงราย ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่

“กูไม่อยากต่อยเด็กนะ”

“ผมก็เหมือนกัน”

“เอาน้องชายกูมา”

“ไม่ครับ เราต้องคุยกันก่อน”

“กูไม่มีเรื่องจะคุยกับมึง”

“แต่ผมมีเยอะเลย ครั้งที่แล้วผมอาจจะยอมยืนเฉยๆ แต่ครั้งนี้ไม่มีทาง เราต้องพูดกันให้รู้เรื่องวันนี้ ตอนนี้และเดี๋ยวนี้” ฝ่ามือใหญ่แผ่ความอบอุ่นออกมาเผื่อแผ่ผม น่าไว้ใจจนผมเผลอไผลผ่อนคลายความเกร็งที่หัวไหล่ลง พิงหน้าผากกับแผ่นหลังกว้างอย่างหมดแรง ปวดหัวจัง...

“หึ ปากดี”

“ผมจะจีบธันและพี่ไม่มีสิทธิห้าม”

ผมเมินหน้าไปทางอื่นแสร้งทำเป็นไม่สนใจประโยคเมื่อครู่ มือซ้ายขยำเสื้อบริเวณอกไว้ ส่วนมือขวาก็ล้วงกระเป๋ากางเกง ทำทีตีหน้าเรียบเฉย... ต่างจากชีพจรที่ถี่รัวโดยสิ้นเชิง ความรู้สึกอธิบายยากนี่มันอะไรกัน ตัวร้อนไปหมดน่ารำคาญชะมัด

“มึงไม่มีสิทธิ”

“ผมมี”

“ใครเป็นคนให้สิทธิ!”

พี่ชายตัวดีชี้หน้าเถียงอย่างไม่ลดละ วาจาที่พรั่งพรูออกมาจากริมฝีปากทำผมขมวดคิ้วแน่นเรื่อยๆ จนในที่สุดเมื่อถึงจุดหนึ่งของอารมณ์ ความพยายามที่จะไม่ตอบโต้ก็พังทลาย ความอดทนแตกเป็นเสี่ยงๆ เส้นเลือดที่ขมับขยับเหมือนมีชีวิต

...ไม่ไหวแล้วโว้ย

“ธันนี่แหละเป็นคนให้สิทธิมันเอง”

“...”

ผมเดินออกมาจากหลังเพื่อนสนิท ยืนประจันหน้าไอ้หัวเทาโดยไม่มีความกลัวใดๆ เขาเองถึงกับตกใจเพราะผมไม่เคยมีท่าทีแบบนี้มาก่อน คำก็สิทธิ สองคำก็สิทธิอ้างอยู่นั่นแหละ รำคาญโว้ย

“ธันจะให้สิทธิมันทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น มันจะจูบ จะกอด จะมีอะไรกับธันก็ยังได้เลยถ้าธันยอม นี่ตัวธัน ความพอใจธัน หัวใจก็เป็นของธัน พี่นั่นแหละที่ไม่มีสิทธิ”

“ระวังปากมึงหน่อย มันเป็นผู้ชาย!!”

“จะผู้หญิงหรือผู้ชายแล้วยังไงเพศไม่ใช่ตัวกำหนดนิสัยใจคอสักหน่อย ตั้งแต่เกิดมาธันยังไม่เคยเห็นผู้หญิงที่นิสัยดีเท่ามันเลย พลิกหาทั้งโลกจะหาผู้หญิงที่รักธันมากเท่านี้ได้รึเปล่าก็ไม่รู้! นอกจากพ่อแม่แล้วก็มีมันนี่แหละที่รักธันมาก”

“กูก็รักมึง รักมากกว่ามันด้วย!”

“ถ้าพี่รักธันจริงจะไม่ทำแบบนี้เลย”

“...”

“ธันยังยืนยันคำเดิมกับตอนที่เราเคยคุยกันบนรถนะ” หวังว่าเขาจะจำได้ ‘หยางเป็นเพื่อนสนิทที่ดีมากและมันก็คงไม่ใช่แฟนที่แย่’ หลังระบายความอัดอั้นออกมาจนหมดก็รู้สึกโล่ง แต่ไม่รู้ทำไมถึงมีความเสียใจปนอยู่ด้วย มึงก็ไม่ผิดนะเว้ยจะเสียใจทำไมวะธัน...

“เดี๋ยวกูจัดการเอง มึงไม่ต้องพูดแล้ว”

หยางลูบไหล่ให้ผมใจเย็นลง อายนิดๆ ที่ต้องให้คนนอกมาเห็นการทะเลาะกันของพี่น้อง... ก็แค่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องกีดกันขนาดนี้ทั้งที่ยังไม่ได้คบกันเลย ประกอบกับน้อยใจนิดหน่อย ตอนพี่มันทำนิสัยเพลย์บอยผมเคยเข้าไปห้าม ขอทุกวันให้มันเลิกนิสัยแบบนี้ ตีกันแทบตายแต่สุดท้ายคนชนะก็ไม่ใช่ผม ผมยุ่งเรื่องของเขาไม่ได้แต่เขายุ่งเรื่องของผมได้งั้นสิ?

ความยุติธรรมอยู่ตรงไหน

“ผมเข้าใจว่าพี่หวงมันแต่กีดกันขนาดนี้มันเกินไปหน่อยมั้ง เราดูใจกันอยู่ครับไม่ได้พากันไปติดยา เรื่องเพศผมก็ไม่มีอะไรจะพูดเพราะธันพูดไปหมดแล้ว”

“...”

“ผมจริงจังมาก ไม่ได้แค่อยากมีมันแต่อยากปกป้องและดูแลธันให้ดีที่สุด”

“หึ พูดอย่างกับเป็นแฟนกันแล้ว”

“ก็คงอีกไม่นานหรอก” ความหมั่นไส้สั่งให้ผมกอดอกเอ่ยถ้อยคำประชดประชัด ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่คาด เจ้าของเรือนผมสีควันบุหรี่ถึงกับอึ้ง หึ ให้มันได้อย่างนี้สิ ...แต่เอ้า ทำไอ้หยางอึ้งไปด้วยซะงั้น ผมถึงกับต้องกระแอมไอแก้เก้อ หน้าแดงนิดๆ จากความอายตัวเอง ไอ้สัส อย่าจ้องมากสิวะ

“พูดต่อดิไอ้บ้า...”

“อ่า อือ… ผมก็เลยอยากขอร้องให้พี่ดูอยู่ห่างๆ”

“...”

“สัญญาว่าจะไม่ทำเรื่องเสียหาย ไม่พามันไปทำเรื่องเหี้ยๆ ถ้าได้คบกันผมจะรักษาไว้อย่างดีแต่ถ้าระหว่างเราไปต่อไม่ได้ผมก็จะพอ จะยอมรับทุกอย่างไม่ดันทุรังต่อ เพราะฉะนั้นพี่ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้หรอกผมลูกผู้ชายพอ” ผมลอบมองเสี้ยวหน้าของชายหนุ่ม อยากล้อเหมือนกันแต่รู้สึกว่าถ้าล้อแล้วผมนี่แหละที่จะเป็นฝ่ายตกที่นั่งลำบาก

“...”

“ครับ ผมมีเรื่องจะพูดแค่นี้”

“กูขอคุยกับน้องสองคน”

“ไม่” ขอไอ้หยางแต่ผมตอบ ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์จะคุยกับพี่

“แป๊บเดียว ไม่ตายหรอก” ไวเท่าคำพูด สถาปนิกหนุ่มลากคอผมไปห้องข้างๆ ด้วยแรงมหาศาล เร็วจนแขกของบ้านก็ตามไม่ทัน เฮ้ย พี่คิดว่าผมเป็นปอมเมอเรเนียนเหรอที่คิดจะขังก็ขัง คิดจะลากก็ลาก นี่จะสั่งให้เห่าไหมจะได้เตรียมวอร์มเสียงไว้ ห้ะ

“ปล่อยธัน”

“ก็ปล่อยแล้วนี่ไง” ห้องที่อีกฝ่ายพามาคือห้องเก็บผ้าไหม พื้นที่ไม่ได้มากนักบวกกับจำนวนผ้าทำให้ตอนนี้... เกือบจะขี่คอกันอยู่แล้วครับ

“พี่ตุลย์มีอะไร-”

“รักมันรึเปล่า”

ห้ะ

ประโยคที่โผลงขึ้นไม่ทันตั้งตัวทำเครื่องผมรวน ไม่คิดว่าจะลากมาถามเรื่องแค่นี้ ...ไม่ดิ ความจริงแม่งก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ หรอก ถามสั้นๆ แค่สี่พยางค์แต่กว่าจะได้คำตอบนี่โคตรยาก

“ว่าไง”

“พี่จะรู้ไปทำไม”

“แค่อยากรู้”

“...ก็ไม่ได้เกลียด”

“ไม่เคลียร์ กูอยากได้คำตอบว่ารักหรือไม่รัก นอกเหนือจากนั้นกูถือว่ามึงพึมพำ” คู่สนทนาไหวไหล่ท่าทางไม่ค่อยยี่หระ รักไหมเหรอ... คำถามนี้ตอบยากพอๆ กับเรื่องการเมืองเลยทีเดียว

“ยังไม่รู้”

“เหรอ งั้นทำไมมึงดูปกป้องมันจัง”

“เรื่องนั้น...”

“ช่างเถอะกูถามเรื่องอื่นก็ได้... สมมติว่าถ้าวันข้างหน้าพวกมึงคบกันจริงๆ มึงจะทนสายตาคนอื่นได้ไหม ชีวิตจริงไม่ได้เหมือนนิยายที่จะมีแต่คนชอบนะ โลกมันโหดร้ายกว่าเยอะ กูเห็นมากับตาว่ารักร่วมเพศมีจุดจบยังไง และกูจะไม่ยอมให้น้องชายของกูเป็นแบบนั้นแน่”

อ่า

อีกฝ่ายคงกำลังพูดถึงเพื่อนสนิทสมัยมัธยมปลาย ผมรู้จักนะ เขาชื่อพี่กันต์ เป็นคนสดใสร่าเริงนิสัยเฮฮาเหมือนวัยรุ่นชายทั่วไป ที่ไม่เหมือนคือมีแฟนเป็นผู้ชาย เป็นที่รู้กันดีว่าสมัยก่อนรักร่วมเพศไม่ได้เป็นที่ยอมรับ พอมีคนกล้าเปิดตัวคนอื่นจึงพร้อมใจกันรังเกียจ

จากที่แค่โดนล้อเฉยๆ ก็เริ่มรุนแรงขึ้น โดนกลั่นแกล้ง โดนทำร้ายจนสภาพร่างกายบอบช้ำสภาพจิตใจสาหัส

ช่วงนี้แหละที่พี่ตุลย์เกเร ทำตัวเสเพลต่อยตีกับชายบ้านไปทั่ว เด็กวัยเดียวกันมองว่าก้าวร้าวแต่ไม่ใช่หรอก อาจจะคิดไปเองก็ได้แต่ผมว่าพี่เจ็บปวดไม่น้อยไปกว่าเพื่อน เขาต้องทนมองเพื่อนโดนรังแกทุกวัน แม้จะเข้าไปช่วยทุกครั้งก็ไม่ได้ทำให้เรื่องดีขึ้นเพราะศัตรูคือสังคม

...นี่ฝังใจเหรอ

“มึงห้ามความคิดคนพวกนั้นไม่ได้หรอก... ไม่มีทาง”

“ผมไม่สน”

“มึงต้องสน!”

“ผมไม่สน ฟังนะพี่ตุลย์เดี๋ยวนี้โลกเปิดกว้างมาก โอเค มันก็ยังมีพวกเหยียดเพศอยู่แต่แล้วไงวะ ถ้าเราไม่ยุ่งเขาก็ไม่มาหาเรื่องหรอก อีกอย่างผมก็ไม่ได้คบค้าสมาคมกับคนประเภทนั้นสักหน่อย” ตรงกันข้ามเลย เพื่อนผมแต่ละตัวหัวสมัยใหม่ทั้งนั้น แถมถ้ามีคนมาระรานผมพวกมันก็คงพร้อมรบโดยผมไม่ต้องร้องขอ

“ถ้ามึงโดนทำร้ายร่างกายล่ะ!”

“พี่รู้จักสิ่งนามธรรมที่เรียกว่ากฎหมายไหม”

“...”

“ถึงจะอ่อนแอไปบ้างแต่ก็ยังมีอยู่นะ ไอ้กฎหมายเนี่ย”

ถ้าโดนทำร้ายร่างกายผมจะลากคู่กรณีไปแถวกล้องวงจรปิดหรือไม่ก็แถวชุมชนให้มีพยานเห็นเหตุการณ์เยอะๆ จากนั้นก็สบ๊าย เอาภาพกับพยานไปแจ้งความที่โรงพัก รอดูหนังหน้าไอ้บ้านั่นตอนมันติดคุก อ้อ รอรับเงินด้วย

“...”

“ถ้าถูกด่าก็แค่ทำเมิน ถ้าถูกทำร้ายก็แค่แจ้งความ ยากตรงไหน” เขาคิดเยอะไปจนมองข้ามเรื่องพื้นฐานรึเปล่า

“เออ ก็จริง...”

“พี่จะเอาเมื่อก่อนมาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้ หลายๆ อย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว” ก็เห็นใจอยู่หรอกที่เขาผ่านเรื่องเลวร้ายมาแต่อย่างที่บอก ทุกวันนี้โลกหมุนเร็วมาก มีหลายสิ่งที่พัฒนาขึ้นเช่นเดียวกับทัศนคติมนุษย์ ไม่มีใครเก็บเรื่องจิ๊บจ๊อยของคนอื่นมาคิดมากหรอกมันรกสมอง แค่เรื่องตัวเองก็มีให้คิดเยอะแล้ว อย่างเช่นว่าเรียนจบแล้วจะทำงานอะไร จะพอกินไหม

“อือ”

“เท่านี้ใช่ไหมที่พี่จะคุย”

“ไม่”

“มีอะไรอีกล่ะ”

“...ขอโทษ”

ฝ่ามืออุ่นรั้งผมเข้าไปในอ้อมแขน กดคางแหลมลงวางบนลาดไหล่ กิริยาออดอ้อนไม่สามารถทำให้ใจผมอ่อนได้เมื่อคิดถึงสิ่งที่เขาทำไว้ก่อนหน้านี้ ใจร้าย นิสัยเสีย เหี้ยที่สุด ผมเอาไปแจ้งความข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวได้เลยพี่รู้ไหม

“ยกโทษให้พี่นะ พี่ทำไปเพราะห่วงเรา”

“พี่ทำธันโกรธ”

“พี่รู้...”

“ธันโกรธมากๆ ธันเกือบร้องไห้ด้วย”

“พี่ขอโทษนะคนดี ยกโทษให้พี่ได้ไหมครับ”

จุมพิตอ่อนโยนประทับลงบนเหม่งของผม จูบซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นจนหัวโคลน กำแพงที่ตั้งตระหง่านเขียนคำว่า ‘ไม่ยกโทษให้โว้ย’ เริ่มสั่นคลอน รอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นทีละนิดจนในที่สุดก็นับไม่ถ้วน กำแพงดังกล่าวค่อยๆ พังลงมาด้วยฝีมือไอ้บ้าตรงหน้า

เป็นงี้ตลอด... ไม่แฟร์เลย

“พี่จะไม่ทำแบบนี้อีก สัญญาเลย”

“...แค่ครั้งนี้นะ”

“อือ”

ผมพยักหน้าหงึกๆ กับแผ่นอกกว้าง นิ้วก้อยเกี่ยวกันไว้เป็นเหมือนการลงนามทำพันธะสัญญา สัสเอ๊ย... เอาเข้าจริงผมก็ไม่เคยโกรธเขาได้นานเกินสิบวัน อีกฝ่ายต้องแอบคิดว่าผมหงอแน่เลย ความจริงไม่ใช่นะเว้ย ก็พี่มันชอบง้อแบบนี้แล้วจะให้ผมทำไง

ก็อก ก็อก

“...เอ่อ ขอโทษนะ ไม่อยากขัดหรอกแต่ไหนบอกว่าจะคุยกันแป๊บเดียวไง”

เอ้ากรรม ลืมไปเลยว่าทิ้งมันไว้คนเดียว





________________________________________________________________________________

ตอนนี้ยาวนะเนี่ย5555555

ส่วนตัวเราชอบพี่ตุลย์มากเลย ไม่อยากให้พวกเธอเกลียดกันน้า

นางรักน้องนะเหวย บราค่อนน่ะรู้จักไหมพวกเธอ


พี่ตุลย์ : ฉันก็รักของฉันเข้าใจบ้างไหม

//เพลงมา!


อ่าว ผิดเพลง


+++++++++++++++++++++++++++++++

มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง :

เมื่อวานเดินผ่านเด็กประถมกลุ่มหนึ่ง

หัวโจกกำลังอวดว่าพ่อแม่ซื้อไอโฟนเท็นให้ เพื่อนก็ตื่นตาตื่นใจอิจฉากันไป

เราก็แอบมองหน้าอกน้องว่าป.อะไร สรุปป.3

ตอนนั้นก็คิดว่า เชี่ย ทำไมพ่อแม่ซื้อให้เร็วจังน้องยังไม่จำเป็นต้องใช้เลย

สักพัก... น้องก็คุยกันต่อ

"แต่เครื่องมันร้อนเร็วมากเลย กูก็เลยต้องถอดแบตออกมาเป็นพักๆ"

ถอดแบต

ถอดแบต...



ถอดแบต....!!!!!!!!!!!


มีม - การค้นหาในทวิตเตอร์


นว้องงงงง พ่อแม่ไปซื้อไอโฟนมาจากไหนนนนน

สำเพ็งเรอะ!!

ทำไมเครื่องร้อน ทำไมถอดแบตได้อีเหี้ยยยยย555555555555555


23/05/2018

-Mommae-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.689K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #30008 chickeppp (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 / 09:48
    เรื่องพี่ตุลย์ไม่เห็นจะน่าให้อภัยเลยสักนิด ธันก็ตามพี่เก่ง หยางก็เจ็บไปดิ โมโห-คู่พี่น้องโว้ยยยยยยย
    #30,008
    0
  2. #29999 thanaporn0 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2563 / 02:16
    คนหล่อมันแบดจังวะ ชอบบ
    #29,999
    0
  3. #29725 BACHA (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 17:35
    หาพี่สุดที่รักอย่างนี้ได้จากไหนบ้างคะ
    #29,725
    0
  4. #29682 Pangrumm01 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 13:43
    ไอพี่ตุลย์หล่อเลววว
    #29,682
    0
  5. #29678 MoRO66 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 04:32
    พี่ตุลย์ทำหนูเปียกปอนนนน
    #29,678
    0
  6. #29527 Bea1_ (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 01:16
    การถอดแบตเอ่อ...แย่งซีน!!!ทำไมกันนะ! ตอนนี้อยากให้พี่ตุลย์ลืมเรื่องที่เราด่าเทอ555555
    #29,527
    0
  7. #29436 tbuykeid37 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 20:01
    พี่ยอมแล้วววว
    #29,436
    0
  8. #29303 Sun_Kun (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 19:45
    เราเข้าใจพี่ตุลย์นะเว้ย คนเรามันผิดพลาดกันได้...
    #29,303
    0
  9. #29299 Nicha582 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 00:29
    ฉันโกรธเธอไปแล้วพี่ตุลและฉันจะไม่หายโกรธเธอด้วยเข้าใจมั้ยสิ่งที่เธอทำมันฝังใจ
    #29,299
    0
  10. #29222 Dong-dy (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 15:35
    ไหนๆก็ไหนๆละ ขอพี่ตุลล์เหอะนะธันวา เธอจะควบคนหล่อทั้งคู่ไม่ได้นะ เเบ่งฉันม๊างงงง
    #29,222
    0
  11. #28721 Shipnielong (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 21:48
    นั่นใช่ไอโฟนของจริงรึเปล่าวะน้อง5555 ไอโฟนเซินเจิ้นรึเปล่า//ยังไงก็ยังไม่หายโกรธพี่ตุลย์อ่ะ แบบนี้มันเหมือนพาลคนอื่นเพราะเรื่องอดีตเลยนะเห้ย เปิดใจบ้างดิเพ่!
    #28,721
    0
  12. #28679 ชากุหลาบอุ่นอุ่น (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 19:29
    😊😊😊
    #28,679
    0
  13. #28573 rosayrai (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 10:33
    อิผีขอให้แกโดนน้องธันเอาคือโดยการยุให้ว่าที่เมียแก(เจ๊ภา)แกล้งแก หลังจากที่พวกแกรักกันแล้วอ่ะนะ
    #28,573
    0
  14. #28434 Callmeyou (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:23
    ก็คือถอดแบตได้ 55555 คือกำลังอินข้างบนเลยกู
    #28,434
    0
  15. #28311 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 21:03
    นึกว่าจะเคลียร์กันไม่ได้แล้ว
    #28,311
    0
  16. #28286 tongtongaraya (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 07:38
    ทำไมกูขำ ไอโฟนถอดแบตได้ อิเ*ยๆๆๆกูจะไปซื้อด้วยคน555555555(หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง)
    #28,286
    0
  17. #27829 ดอกหญ้าในป่าสน (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 22:42
    อ่านตอนนี้แรกๆเกลียดพี่ตุลไปเลย แต่ก็รู้ว่าทำเพราะห่วงน้องแล้วก็มีปม แต่มันยังแอบก่ดอยู่นิดๆ หึ้ยย
    #27,829
    0
  18. #27740 Tofu_Jcbsmm (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 23:32
    น่ารักมากก ฮือ
    #27,740
    0
  19. #27643 น้ำหยดดด (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 14:34
    อิเห้ไอโฟนถอดแบตไม่ได้!!!!!
    #27,643
    0
  20. #27268 Fktay (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 11:05
    อร้ากกก โล่งอก แงๆๆๆๆๆ
    #27,268
    0
  21. #27153 emptyq_ (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 13:39
    ชอบทอล์ค บันเทิงเว่อ5555555
    #27,153
    0
  22. #27148 กษิดิศ ปักษี (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 10:33
    เอ๋?....ถอดแบต....ถอดแบตได้?....อืมมมม นะ5555
    #27,148
    0
  23. #27045 Tk0954519300 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 / 17:33
    ฮาตรงถอดแบต 55555555
    #27,045
    0
  24. #26968 Nuchjareat1994 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 / 02:26
    เค้าร้องไห้อะะะ ฮื้ออออ
    #26,968
    0
  25. #26922 _jh408 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 15:32
    ลงเรือผีได้มั้ยสายบาปเราก็ได้นะตุลย์ธันงี้อือหือออออ /ไม้พายในมือสั่น
    #26,922
    0