I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 4 : ครั้งที่ 2 เหมือนกัน เหมือนเดิม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 64,206
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,988 ครั้ง
    22 ม.ค. 62




ครั้งที่ 2 เหมือนกัน เหมือนเดิม

[ธันวา]

“เฮ้อ”

“เป็นไรวะไอ้ธัน ถอนหายใจอยู่นั่นแหละ”

“เปล่า...”

“เออๆ ไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร วันนี้ไปฟิตเนสกันไหม?”

ฟิตเนสเหรอ... อาจเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็ได้ ถ้าออกกำลังกายอยู่บ้านแน่นอนว่าผมต้องไม่มีวินัยกับแรงผลักดัน ดีไม่ดีอาจจะกินเยอะกว่าเดิมเพราะห้ามใจไม่ไหว ดูของในบ้านสิ… ขนมเอย ข้าวเอย ให้ตายสิผมคงต้องเริ่มทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง วันนี้ต้องเอาขนมไปขังไว้ในห้องพี่ตุลย์ให้หมด

“เอาดิ...”

“!”

“ทำไมต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้นวะ?” ผมมองเพื่อนสาวที่เบิกตากว้างพร้อมกับเอามือทาบอก บ่งบอกว่าเจ้าตัวตกใจขนาดไหน เวอร์จริงๆ มึงเนี่ย

“ก็เมื่อกี้มึงบอกว่าจะไปฟิตเนสกับกู...”

“ก็ใช่ไง มีไร?” ทำไม การที่กูจะเข้าสถานที่แบบนั้นมันน่าตกใจมากเลยรึไง โด่ว ก็เคยไปหรอก ...ตั้งหนึ่งครั้ง

“นี่เอาจริงดิ ถึงมึงพูดเล่นกูก็จะลากไปนะ O_O”

“เออ บอกว่าไปก็ไปสิ”

“เชี่ย...” มันอ้าปากค้างก่อนจะค่อยๆ เลื่อนมือขึ้นมาเพื่อ...

แชะ

ถ่ายภาพผม

ตกใจคนเดียวไม่พอมีการถ่ายภาพกูส่งให้คนอื่นดูอีก คงไม่ต้องบอกหรอกเนอะว่าใคร จะใครล่ะถ้าไม่ใช่ไอ้คนที่เมื่อสามวันก่อนเพิ่งขอให้ผมช่วยจีบสาว เชื่อไหมว่าไอ้แพนดูเลวมากในสายตาผม มันไม่ได้ชอบหยางแต่ก็คุยด้วยตลอดเพราะอยากรู้วีรกรรมรั่วๆ ของผม เริ่มสงสารไอ้เพื่อนเก่าขึ้นมาตะหงิดๆ แล้วสิ เหอะๆ

“ไอ้หยางบอกว่า ‘ลดทำไม เป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว’ แหนะ... ดีพ่อมึงสิ” คนหนึ่งอยากรู้เรื่องเพื่อนตอนที่ยังเป็นเด็ก ส่วนอีกคนก็อยากคุยกับผู้หญิงคนที่อยากรู้เรื่องเพื่อนตัวเอง… วงจรนี้ช่างซับซ้อนซ่อนเงื่อน สิ่งเดียวที่เข้าใจง่ายที่สุดคือผมเป็นตัวแปรสำคัญ

“ช่างมันเถอะ ว่าแต่มึงจะไปฟิตเนสที่ไหน”

“ปกติกูไปฟิตเนสมหาลัย ใกล้แถมถูก”

“อือฮึ” ที่นั่นแหละฟิตเนสแห่งแรกที่ผมเข้า ในนั้นมีทุกอย่างเลยครับ ลู่วิ่ง เวท สารพัดเครื่องออกกำลังกายสำหรับคนเฮลตี้

“นี่ถามจริงทำไมวันนี้มึงยอมง่ายวะ ปกติเอาช้างมาฉุดยังไม่ยอมขยับเลย”

“ก็… เมื่อไม่นานมานี้เกิดเรื่องนิดหน่อย”

หลังจากวันนั้นพี่ตุลย์ก็ห้อยกุญแจรถ (ที่กำลังจะเป็น) ของผมไว้ที่กระเป๋ากางเกงตัวเอง คิดว่าพี่เขาใจดีเหรอ? ไม่ครับ ไอ้พี่ตุลย์จงใจแกล้งให้ผมดิ้นแดโดยต่างหาก พี่มันมักจะแกล้งทำตกตรงหน้าผม บางครั้งก็ทำนิตยสารรถตกลงมาพร้อมกัน แถมหน้านั้นยังเป็น yamaha yzf r250 อีก ไม่เรียกจงใจให้เรียกว่าอะไร แล้วฟังคำพูด ‘อุ๊ยตาย… หลุดมือ หึๆ’

ขนหอย!

“อะไร? โดนคนสวยสะบั้นรักเพราะน้ำหนักตัว? หรืออีตัวไม่ยอมขึ้นเตียงด้วยเพราะอ้วนจัด?” ทำไมสาวๆ รอยตัวผมถึงมีนิสัยทุเรศทุกคนวะ ขอแบบใสๆ บ้างไม่ได้เหรอ?

“บอกไปแล้วมึงต้องตกใจแน่เลย”

“อุ๊ฮูวว!!”

“ยังไอ้สัส ...เชี่ยแม่ง ไม่เล่าละ”

“โอเคๆ ว่ามาดิกูซ้อมตกใจเฉยๆ แหม ขึ้นง่ายจริงพ่อคุณ”

“พี่ตุลย์ซื้อ yzf r250 ให้กู”

“!” คู่สนทนาทำหน้าตกใจอีกครั้งแต่ครั้งนี้นิ่งไปนานเลยกว่าจะพูดต่อ เพื่อนสนิททุกคนรู้ดีว่าผมอยากได้รถคันนี้มากๆ แต่ตังไม่ถึงสักที ล่าสุดเงินเก็บเพิ่งถึงหลักร้อย “เชี่ย จริงดิ ซื้อให้ทำไมอะ คือมันแพงมากนะเว้ย กูมองราคาแล้วยังขนลุกเลย”

“อือ” คิดแล้วก็อดคลี่ยิ้มไม่ได้ เขารู้ได้ไงวะว่าผมอยากได้ ผมไม่เคยบ่นกับพ่อแม่สักครั้ง ไม่เคยโพสต์ลงเฟสหรือเพ้อในไลน์ด้วย มีแต่แอบมองคอลัมเล็กๆ ในนิตยสารเท่านั้น คุณคณินต้องใส่ใจน้องชายขนาดไหนถึงจะสังเกตเห็นนะ

“ก็ตกใจแหละแต่มันเกี่ยวกับเรื่องที่มึงยอมเข้าฟิตเนสตรงไหนวะ”

“ก็พี่ตุลย์สั่งให้กูลดน้ำหนักให้เหลือหกสิบสองก่อน รถถึงจะเป็นของกู”

“อ๊อออ กูพอจะเข้าใจละ ฮ่าๆ”

“กระซิก กูจิ cry”

“แค่นี้เหรอวะ มึงอยากได้รถก็จริงแต่กูว่ามีเหตุผลอื่นอีกมั้ง ไม่งั้นมึงคงไม่ทำหน้าเครียดขนาดนี้หรอก”

“ที่จริงก็…”

“มีคนที่ชอบ?”

“ไม่” สาบานเลยว่าเหตุผลที่อยากลดไม่มีเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยวเลย ผมไม่เคยสนใจเรื่องนี้และไม่เข้าใจว่า ‘ความรัก’ สำคัญกับชีวิตยังไง เฮ้ยๆ บอกไว้ก่อนนะว่าไม่ใช่พวกแอนตี้ความรัก แค่ยังไม่พร้อมจะมีในวัยเรียน อีกอย่างใครมันจะมาชอบหนุ่มอ้วนตุ้ยนุ้ยแบบนี้วะ

แหม ความจริงอ้วนก็ดีเหมือนกันนะ… พ่อแม่จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องจะได้หลานก่อนวัยอันควร

“แล้วอะไร”

“กูอยากผอมก่อนจบม.ปลาย อยากสุขภาพดีจะได้ไม่ตายไว”

“...เออ มันต้องแบบนี้สิวะ เดี๋ยวกูช่วยมึงลดเอง! ตั้งแต่วันนี้เรียกกูว่าเทรนเนอร์แพนซะไอ้หนู”

“ไอ้...”

“พวกมึงคะ ช่วยเงียบแล้วฟังที่กูกำลังพูดหน่อยได้ไหม -   -”

เสียงตะโกนทรงพลังดังมาจากอิม หัวหน้าคณะสีของพวกเรา ตอนนี้เรากำลังใช้คาบว่างเพื่อประชุมกันเรื่องภาระงานอันยิ่งใหญ่ บอกแล้วเนอะว่าอีกหกเดือนโรงเรียนจะมีกีฬาสี แล้วสตาฟก็คือม.5 อย่างพวกผม

โรงเรียนผมเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดที่มีนักเรียนเกือบสองพันคน เนื่องจากจำนวนประชากรมีมากจึงต้องแบ่งออกเป็นห้าคณะสีใหญ่ๆ เพื่อกระจายคนให้เท่ากัน อย่างม.5 สีผมก็มีห้อง 5 กับห้อง 6

ทั้งห้าสีประกอบด้วย สีส้มกรรณิการ์ สีเหลืองสุพรรณิการ์ สีเขียวลดาวัลย์ สีฟ้าอัญชัน และสีม่วงราชาวดีโดยชื่อพวกนี้มาจากดอกไม้ทั้งหมด ...ผมอยู่สีฟ้าครับ ก็ไม่ค่อยอยากจะอวยคณะตัวเองเท่าไหร่หรอกแต่ปีนี้ผมมีแววสุดแล๊วว

“เราจะคุยกันเรื่องเสื้อสตาฟนะ ตกลงอยากได้เสื้อแบบไหนกัน คือเราอยากได้ความเห็นจากทุกคนจะได้ไม่มีปัญหาละแคะละคายละม้ายละมุ้ยกันเนอะ ให้สิทธิทุกคน อยากได้เสื้อแบบไหนออกแบบมาเลย เดี๋ยวจะมาโหวตกันอีกที”

“อิมกูมีข้อเสนอ”

“ว่าไงๆ”

“กูอยากให้เป็นเสื้อยืดสกรีน มันจะได้ถูกเพราะยังไงก็ใช้แค่สองวัน ไม่ต้องลงทุนมากหรอก” ผมเห็นด้วยกับไอ้แพนนะ ทุกคนไม่ได้รวยมาก อีกอย่างตอนนี้เราก็ยังขอเงินพ่อแม่ใช้ อะไรประหยัดได้ก็ควรประหยัดเพราะต้องผ่านด่านละลายทรัพย์อีกหลายด่านเลยกว่าไอ้มหกรรมแตกแยกแลกขนมปี๊บจะจบ

“อ่าฮะ มีใครเสนออีกไหม”

“อยากได้กางเกงยีนส์”

“กูไม่เห็นด้วย”

สองประโยคหลังห่างกันเพียงเสี้ยววินาที ประโยคแรกเป็นของเพื่อนห้องหกที่ชื่อหลิง น่ารักดีครับแต่ปากจัดไปนิดนึง ส่วนคนที่พูดทีหลังคือมิวเพื่อนสนิทผม ไอ้นี่ก็ปากจัดพอกัน สองคนนี้ไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่ เห็นว่าไม่ลงรอยกันมาตั้งแต่ประถมแล้ว ดูท่าจะจริง… ทุกครั้งที่ประชุมสีไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่พวกเธอไม่ขัดกัน ถ้าคนหนึ่งออกความเห็นอะไร อีกคนหนึ่งก็จะตามมาค้านตลอด แต่ส่วนตัวผมว่าไอ้มิวค่อนข้างมีเหตุผล

“แต่กูอยากได้ มันใส่แล้วสวย”

“กูรู้ว่าสวยแต่อากาศร้อนจะตายห่าเรายังต้องทนใส่กางเกงหนักๆ ที่เก็บความร้อนอีกเหรอวะ” นี่ไง ผมบอกแล้วว่ามิวมีเหตุผล

“ไอ้ธัน มึงว่าพวกมันจะตบกันไหม” ไอ้แพนสะกิดไหล่พร้อมกระซิบเบาๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน

“ไม่หรอก ไอ้มิวใจเย็นจะตาย”

“มึงต้องแยกเป็นกรณี ปกติมันอาจจะใจเย็นแต่ถ้าอยู่กับอีหลิงแม่งจะกลายเป็นคนหัวร้อนทันที”

“ไม่หรอก เชื่อกูดิ” ผมเท้าคางมองสองสาวโต้วาทีกัน ถ้าให้พูดจริงๆ ผมไม่อยากใส่ยีนส์เหมือนกัน แม่งหาไซส์ยาก

“ทำไมวะ ไหนว่าประชาธิปไตย นี่เผด็จการชัดๆ เหอะ”

“โอเคๆ พวกมึงอย่าทะเลาะกันค่ะ กูจะเก็บความคิดเห็นของมึงไว้นะ ใครมีข้อเสนอแนะอีกไหม” เมื่อเห็นท่าไม่ดีประธานคณะสีจึงออกมายืนห้ามทั้งคู่ สงสารอิมจริงๆ ที่ต้องคอยปรามไอ้พวกนี้ตลอด

“กู”

“เอ่อ... ว่าไงไอ้มิว”

“กูไม่อยากใส่ยีนส์” คนพูดกอดอกเอียงหน้ามองร่างเล็กกว่าอย่างท้าทาย

“อะไรของมึงเนี่ย! ไหนลองบอกมาซิว่าทำไมไม่อยากใส่” สักวันผมจะเปิดเวทีมวยให้พวกมัน กูตั้งฉายาให้ด้วยอะ ‘ตะโก้ ล.หลิง ณ ระนองระยองยะลา’ กับ ‘น้องมิวดาวคะนองยิม เดชสมิงเดือดกระทิงดุ’ ใครชนะไม่รู้แหละ กูรู้แค่ว่าคนพากย์หมดลมตายห่าก่อนแน่นอน

“เอ๊ะไอ้สัส กูก็บอกไปแล้วว่าอากาศร้อน นี่กีฬาสีโว้ยไม่ใช่งานเปิดตัวนางฟ้าวิคตอเรียซีเครท สนามหญ้าก็ไม่ใช่แคทวอล์คด้วย สตาฟบางคนก็ต้องลงกีฬาให้คณะ มึงไม่เห็นใจกูก็เห็นใจคนอื่นบ้าง”

“ก็ให้เตรียมกางเกงวอร์มมาเปลี่ยนสิ”

“ไอ้หลิง มันไม่ได้มีแค่คนสองคน อีกอย่างสตาฟที่น้ำหนักมากก็มีตั้งเยอะ หาไซส์กางเกงยีนส์ยากจะตาย”

“เรื่องของมันสิจะไปสนใจทำไม อยากอ้วนเอง... เหอะ ไหนเยอะวะ กูเห็นแค่ไอ้ธันคนเดียวแหละที่อ้วนจนหากางเกงใส่ไม่ได้”

โคตรเจ็บ...

ตึง!

“เฮ้ย พูดอะไรคิดถึงความรู้สึกคนอื่นบ้างอีหลิง มึงดูหน้าเพื่อนแต่ละคนด้วยมีใครเขาอยากใส่ยีนส์กับมึงรึเปล่า ถ้าอยากใส่มากมึงก็ใส่ไปเดินนาคนเดียวไปไอ้เหี้ย”

“แพน อย่า” ผมจับแขนเพื่อนสนิทก่อนที่เธอจะลุกขึ้นเดินไปหาคู่กรณี เสียงตบกำแพงดังสนั่นบ่งบอกถึงอารมณ์ไม่พอใจอย่างมากของเจ้าตัว สายตาและน้ำเสียงเองก็เช่นกัน มันเป็นคนชิลๆ ง่ายๆ กับทุกเรื่องยกเว้นเรื่องเพื่อน ไม่มีครั้งไหนเลยที่ผมโดนด่าแล้วมันจะไม่โกรธแทน

“ก็ดูปากมันดิ น่าไหมล่ะ”

“เหอะ”

“ยัง …ยังไม่สำนึก” ผู้หญิงเวลาโกรธคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลก เวลานี้พวกเธอจะมีแรงมหาศาลขนาดที่สามารถสะบัดแรงช้างๆ ของผมได้... นั่น แม่งวิ่งไปหาหลิงละ มิวก็ด้วย ตอนนี้กลางห้องจึงมีมนุษย์สามคนยืนประจันหน้ากันอยู่ด้วยอารมณ์เดือดสุดๆ

“ขอโทษเพื่อนกู”

“อะไร กูไม่ได้เจาะจงสักหน่อยว่าพูดถึงใคร”

“ตอแหล ขอโทษเพื่อนกูซะก่อนที่พวกกูจะโกรธกว่าเดิม”

“ไม่”

“สงสัยปากจะแข็งมาก คงต้องทำให้ปากอ่อนสักหน่อย… มิว จับมัน” มาถึงจุดนี้แล้วผมกับเพื่อนคนอื่นรีบวิ่งไปห้ามทัพทันที ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้เป็นเรื่องใหญ่แน่ สายตาพวกมันไม่ได้ล้อเล่นเลยสักนิด เมื่อกี้ไอ้มิวก็ตั้งท่าจะเข้าไปล็อคตัวหลิงจริงๆ

“พอๆ เอาเป็นว่าวันนี้พอแค่นี้ พรุ่งนี้ค่อยมาคุยกันใหม่ ใครอยากได้แบบไหนก็ออกแบบมาแล้วกัน”

“พอได้ไงมันด่าเพื่อนกู”

“เออ ปล่อย!”

“แค่นี้ทำเป็นขึ้น ถ้ากูบอกว่ามันเหมือนรถถังพวกมึงจะไปเผาบ้านกูปะ หึ”

“มึงจะไม่หยุดใช่ไหม!”

“อีเหี้ยนี่แม่งต้องเจอจริงๆ ว่ะ ปล่อยกู!” เหตุการณ์น่าอึดอัดใจเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน เสียงด่าทอโวยวายลั่นลานกว้าง คนเดินผ่านไปมาถงกับหันมามอง

ไม่ชอบเลย

“ไม่เป็นไร” ประโยคของผมทำลายเสียงดังทั้งหมด ทุกคนหันมามองผมเป็นตาเดียวโดยเฉพาะมิวกับแพน ผมรู้ว่าพวกมันคิดอะไรอยู่... แต่ผมไม่ชอบให้ใครทะเลาะกัน ไม่ชอบเสียงดังและไม่ชอบเห็นเพื่อนทำหน้าโกรธ เพราะงั้นถ้าเลี่ยงได้ก็อยากเลี่ยง

“มึงยอมมันทำไมวะ!”

“กูไม่อยากให้มีเรื่อง พอเหอะ...”

“ไอ้... โว้ย!”

“มึงไม่ควรห้ามกู ห่า” แพนยังคงขมวดคิ้วยุ่งบ่งบอกว่าอารมณ์ไม่ดีสุดๆ ตั้งแต่คาบนั้นมาก็ผ่านมาสองคาบแล้วแต่เพื่อนผมยังไม่หายหงุดหงิดเลย ไอ้มิวเองก็หงุดหงิดไม่แพ้กัน มันไม่พอใจถึงขั้นหนีไปเล่นบาสให้สงบลงเลย แอบรู้สึกผิดนิดๆ แต่ผมว่านี่คือทางออกที่ถูกต้องแล้ว

“เอาน่า ที่เขาพูดก็ความจริงนี่”

“ไม่ได้พูด มันด่า!”

“ชู่ อย่าดังๆ โอ๋ๆ ไม่ต้องหงุดหงิดนะเดี๋ยววันนี้คีรินทร์จะเลี้ยงขนมเพลงพิณเอง” ผมแกล้งเอาหัวอีกฝ่ายมาแนบหน้าอก (ที่เต็มไปด้วยไขมัน) ก่อนที่มันจะโวยวายไปมากกว่านี้

“ไอ้เชี่ย! อ้วนจะตายอยู่แล้วยังจะแดกอีก อีกอย่างวันนี้เราก็ต้องไปฟิตเนสกัน… กูจะรีดไขมันมึงออกให้หมดเลยไอ้อ้วนธัน!”

“ดังเหี้ยไรของพวกมึง หาววว งึ่มๆ อะกรอกไซส์เสื้อกับกางเกงด้วย” หัวหน้าคณะสีคนเดิมเพิ่มเติมคือมีกระดาษวัดไซส์เสื้อกับกางเกง

“อ้าว ยังไม่ได้แบบเสื้อเลยมึงรีบจดไซส์ไปทำไมวะ”

“เขียนไว้ก่อน เผื่อบางคนไปแข่งศิลปหัตถกรรม กูรู้สันดานคนพวกนี้ดี ไอ้พวกมือวาดแม่งชอบขี้ลืมแล้วก็ไม่ค่อยมีเวลาว่าง... อย่างเช่นมึง ไอ้ธันวา” ครับ นอกจากอีกห้าเดือนจะเป็นกีฬาสีแล้วยังมีการแข่งขันที่เรียกว่าศิลปหัตถกรรมด้วย แน่นอนว่าเด็กที่โดนคัดไปแข่งจะไม่ค่อยมีเวลาว่างเท่าไหร่ ไม่สิ… ไม่ว่างเลยต่างหาก

“บ้า ปีนี้กูไม่ได้แข่ง”

“อย่ามา กูเห็นศิลปหัตถกรรมทีไรมีแต่ครูศิลปะมาดึงตัวมึงไปทุกที”

“ปีนี้ไม่แข่งจริงๆ กลัวงานเยอะ” อย่างที่ได้ยิน ผมเป็นคนชอบวาดรูปครับ ฝีมือไม่ได้ดีอะไรหรอกแต่ครูชอบลากไปแข่งโน่น แข่งนี่อยู่เรื่อย ชื่อของผมก็เลยอาจจะฟังคุ้นหูใครหลายคนเพราะพอได้รางวัลเขาก็ประกาศผ่านทางเสียงตามสาย เขินสัส

“ดี”

“ดีคือ?”

“ดีไง เพราะมึงต้องอยู่ทำคัทเอาท์ให้สี”

“อ้าว คัทเอาท์ไม่ได้วาดตอนปิดเทอมเหรอวะ”

“ใช่ แต่ถ้ามึงไปศิลปหัตถกรรม ช่วงปิดเทอมมึงก็ต้องไปซ้อมแข่งใช่ไหมล่ะ”

“เออจริง ดีละที่ปีนี้กูไม่ลงแข่ง ไม่งั้นคงไม่มีเวลามาทำคัทเอาท์แน่”

เผื่อใครยังไม่รู้ คัทเอาท์คือไอ้ป้ายใหญ่ๆ บนอัฒจันทร์เชียร์เด้อไม่ใช่คัทเอาท์ไฟ

เนื่องจากโรงเรียนมีนโยบายประหยัดงบ ครูก็เลยห้ามเราจ้างคนนอกวาดให้โดยเด็ดขาด นอกจากนี้ยังห้ามใช้ไม้อัด ห้ามใช้โฟม แล้วก็ยังให้นักเรียนวาดเองเท่านั้นด้วย ซึ่ง...มันไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะขนาดคัทเอาท์ไม่เล็กเลย แต่ดีหน่อยที่คณะผมมีพวกวาดรูปเก่ง 8-9 คน

“อือ อะ เขียนไซส์แล้วส่งต่อไป กูจะไปขี้” อี๋ ไม่ต้องบอกก็ได้ไหมอะ

“กูใส่ไซสต์อะไรดีวะ”

“S มั้ง”

“น่าจะ S เอ๊ะ ไม่เอาดีกว่าว่ะ เอา M เผื่อไว้เวลาวิ่งจะได้ไม่อึดอัดนม” โอ้ ไอ้นี่ก็อีกคน

“แล้วมึงว่ากูใส่ XL หรือ XXL ดีวะ” ผมกำลังพิจารณาตัวเองที่หน้ากระจก เมื่อปีที่แล้วใส่ XL แต่… ปีนี้คงต้อง XXL แล้วมั้ง เฮ้อ อ้วนขึ้นทุกปีเลยกูเอ๊ย... ฟุดฟิดๆ ใครแกะขนมแดกในห้อง กูได้กลิ่นนะเว้ย วันนี้กูจะปล่อยมึงไป อย่าให้มีคราวหน้าอีกนะไอ้สัส

“กูว่า… M”

...

“อะไรของมึง ขยี้ตาหน่อยครับเพื่อน กูน้ำหนักแปดสิบสี่” ไม่ว่าเปล่า ผมดีดหน้าผากมันไปหนึ่งแปะให้ตาสว่าง อากาศร้อนแล้วตาพล่าเหรอวะ

“กูจะเขียนว่า  M แล้วมึงก็ห้ามเปลี่ยนด้วย” พูดจบร่างบางก็ก้มลงไปเขียนอย่างที่พูดจริงๆ เฮ้ย!

“เฮ้ย ไอ้แพน”

“กูไม่ชอบให้เพื่อนตัวเองโดนใครหน้าไหนด่า”

“...”

“อีกหกเดือนจะกีฬาสี กูขอสั่งให้มึงลดน้ำหนักให้ได้”

“ไอ้บ้า! เกิดมาสิบเจ็ดปีกูไม่เคยลดสักโลเลยนะเว้ย เวลาแค่หกเดือนจะไปลดได้ยังไง!” ผมเป็นประเภทไม่มั่นใจในตัวเอง ยิ่งเป็นเรื่องที่มั่นใจว่าทำไม่ได้ผมก็จะยิ่งไม่มั่นใจสุดๆ อย่างเช่นเรื่องนี้ คือ… พี่ตุลย์ให้เวลาผมประมาณเก้าเดือน ซึ่งถือว่าเยอะมาก ขนาดเยอะมากแล้วผมยังไม่มั่นใจเลยว่าจะลดได้ตามที่พี่ต้องการรึเปล่า แล้วนับภาษาอะไรกับหกเดือนเล่า ยังไงก็ไม่ได้!

“กูจะช่วยเอง”

“บ้า กูทำไม่ได้หรอกมึง”

“ที่พูดเนี่ยมึงลองรึยัง”

“...”

“ไม่รู้แหละถ้าน้ำหนักไม่ลดมึงก็ใส่เสื้อสตาฟไม่ได้ พอใส่ไม่ได้มึงก็ไม่ใส่ พอไม่ใส่คณะสีเราก็จะโดนตัดคะแนนเพราะสตาฟไม่มีวินัยใส่ชุดอื่นเข้ามาในงาน ดีไม่ดีมึงอาจจะโดนตัดคะแนนความประพฤติด้วย หรือไม่ก็อาจจะโดนเพื่อนบางคนด่า”

“งั้นมึงก็เปลี่ยนไซส์สิโว้ย”

“ไม่เปลี่ยน เพราะกูรักมึงนะถึงได้ทำแบบนี้… ต่อจากนี้เป็นเวลาหกเดือน อย่างน้อยมึงต้องลดให้เหลือหกสิบแปด” ไอ้เชี่ย!

“ตามนี้เนอะ พวกมึงไม่มีใครเปลี่ยนไซส์แล้วใช่ไหม” ประธานคณะสีชูกระดาษขึ้นขณะหันซ้ายหันขวาถามเพื่อนทั้งห้อง กู... กูอยากเปลี่ยนมากแต่ทำไม่ได้

“อ่าฮะ”

“ไอ้ธัน… มึงเอาจริงดิ” อิมมองมาที่ผมอย่างลำบากใจ มันคงกลัวผมจะไม่มีเสื้อผ้าใส่เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ อยากจะบอกมากว่า ไม่โว้ย! ไม่เอา ไม่จริง ไม่อะไรทั้งนั้นแต่

“เออ มันเอาจริง” แต่ไอ้เหี้ยนี่มันไม่ยอม

“กูว่าเอาตามไซส์ปัจจุบันดีกว่าไหม กูไม่ได้อะไรนะเว้ยแต่...”

“มันลดได้แน่”

“แพน... กูสงสารเพื่อน”

“ถ้ามึงสงสารมันจริงๆ มึงต้องเห็นด้วยกับกู เพราะถ้ามันยังอ้วนอยู่อย่างนี้มันจะโดนอีหลิงด่าอีก แล้วก็จะเปHนโรคอ้วนด้วย”

“...มึงว่าไงธัน”

“ก็… เฮ้อ แล้วแต่ไอ้แพน” สุดท้ายผมก็ยอมให้กับความมุ่งมั่นของเธอ เอาวะ คิดซะว่ายังไงผมก็ต้องลดน้ำหนักอยู่แล้ว ถ้าจะลดเวลาลงสักเดือนสองเดือนคงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง

“เย่!”

แชะ

“ธัน จะ ลด น้ำ หนัก…” การถ่ายรูปผมไปให้ไอ้หยางดูกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของไอ้แพนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เหอะๆ

ตือดึง

Yang : วันนี้มึงกลับบ้านกี่โมงวะ

โอ้ว เพื่อนเก่าทักผมมาครั้งที่สองในรอบหลายปี แถมทักมาถามว่าจะกลับบ้านกี่โมงด้วย

Thanwa : เย็นๆ มั้ง ต้องอยู่ทำงานกลุ่มที่หน้าทูบีก่อน ถามไมวะ?

Yang : เปล่า กูไปละ

หือ อะไรของมัน

หรือว่า… ไม่หรอกมั้ง

จะว่าไป ส่องเฟสมันสักหน่อยดีกว่า เผื่อมันกับไอ้แพนแอบได้เสียเป็นเมียผัวกันก่อนแล้วผมจะได้เตรียมตัวมีหลาน

Yang

คิดถึงจังเลย :)

ไม่รู้ผมเป็นคนเดียวรึเปล่าที่มักจะหมั่นไส้ไอ้พวกหล่อแล้วหล่อ… คือแม่งหล่อ โพสต์อะไรก็ดูหล่อ ถ่ายรูปออกมาก็หล่อ ทำอะไรก็หล่อ ดูดิ แค่สี่พยางค์ก็สามารถทำให้สาวๆ มาคอมเม้นท์ได้ถึงเกือบร้อย แต่ละคอมเม้นท์ก็...

‘คิดถึงใครคะ อิอิ’

‘อยากเป็นคนที่หยางคิดถึงจัง’

...ขนลุก

อีกละ โตขึ้นผมต้องไม่มีครอบครัวแน่เลยให้ตายสิ มีผู้ชายประเภทเดียวกับผมบ้างไหม ผู้ชายที่ไม่ชอบผู้หญิงเจ้าชู้เพราะกลัวรักกันไม่ยั่งยืน ไม่ชอบผู้หญิงสวยเพราะกลัวเธอจะไปมีคนใหม่และไม่ชอบผู้หญิงสูบบุหรี่ ข้อสุดท้ายสำคัญมาก จำไว้ว่าคุณต้องรักตัวเองก่อนที่จะรักคนอื่น

ตือดึง

พี่ตุลย์ : ลดน้ำหนักไปถึงไหนแล้ว นี่วันที่สามแล้วนะ

โถ่พี่ตุลย์ สามวันนะไม่ใช่สามปี รีบรึไง

Thanwa : ยังไม่ลดสักขีดเลย แต่วันนี้ธันจะไปฟิตเนสกับไอ้แพน

พี่ตุลย์ : ที่ไหน?

Thanwa : ฟิตเนสมหาลัย xx

พี่ตุลย์ : ไม่ไปที่ Exclusive Gym ล่ะวะ มีสระน้ำด้วย

ฟิตเนสที่อีกฝ่ายพูดถึงอยู่ไม่ห่างจากที่ที่ไอ้แพนจะพาไปเท่าไหร่ ผมก็ไม่เคยเข้าไปเหมือนกัน เคยได้ยินแต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าข้างในมีครบทุกสิ่งที่คนสุขภาพดีต้องการ แถมคนที่มาใช้บริการก็มีแต่พวกหุ่นปึ๋งปั๋ง ...แม่งเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ดีๆ นี่เอง

Thanwa : ไม่เอาอะ ถึงยังไงธันก็ไม่ลงไปว่ายอยู่แล้ว อีกอย่างที่นั่นก็แพง เปลืองตัง

พี่ตุลย์ : ว่ายน้ำแล้วผอมเร็วนะเว้ย... ถ้ามึงอยากเข้าแต่ไม่มีตังก็มาหากู

Thanwa : พี่จะให้ตัง?

พี่ตุลย์ : เปล่า กูจะจูงมือมึงไปขอตังพ่อแม่5555

Thanwa : โถ่5555

ว่าแล้วว่าพี่เขาต้องตอบประมาณนี้ ก็แหม... ซื้อรถให้ผมก็หมดตูดเหลือตังในบัญชีแค่ยี่สิบสามบาทแล้วนี่

“อะนี่เนื้อหา กรรไกรกับกาวอยู่ในกล่องดินสอกู” มิววางอุปกรณ์ลงใกล้ๆ กับที่ผมนั่ง ตอนนี้ผม ไอ้แพน ไอ้มิว ไอ้ดากำลังตั้งวงทำงานอยู่หน้าห้องทูบี ที่นี่สงบและไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ ส่วนมากที่เข้ามาจะเป็นพวกเต้น cover ซะส่วนใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ผม

“อ้าว ของตกแต่งไปไหนวะ” เออจริง...

“เออ ลืมซื้อว่ะเดี๋ยวกูไปซื้อให้ๆ”

“กูไปซื้อให้เอาไหม” ผมเสนอ จากที่นี่ไปสหกรณ์ใช้เวลาไม่นาน เดินไปจะได้ออกกำลังกายด้วย

“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวกูไปซื้ออย่างอื่นด้วย”

“เออๆ แล้วแต่ละกัน” พวกผมที่เหลือนั่งตัดเนื้อหารอไอ้มิวไปเรื่อย ที่กำลังทำอยู่นี่คืองานหน้าที่พลเมืองครับ ไม่ได้ทำอะไรมากหรอกแค่ให้จับกลุ่มสี่คน หาข้อมูลปัญหาวัยรุ่นในปัจจุบันแล้วเอามาแปะลงบอร์ด

“มึงว่าเทอมหน้าเราจะได้เรียนเขียนโปรแกรมหรือเกษตร” ไอ้ดา เพื่อนสนิทอีกคนเอ่ยขึ้นขณะนอนยกขาตัดกระดาษ นี่เป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ ผู้หญิงสมัยนี้ไม่ค่อยห่วงภาพลักษณ์ตัวเองเลย แต่ผมชอบนะ เรียลดี

“กูอยากเรียนเกษตร กูไม่ชอบเขียนโปรแกรม”

พูดนี่จากใจจริงผมเป็นพวกโง่ไอทีสุดๆ โปรแกรมง่ายๆ ที่คนอื่นทำได้จะกลายเป็นเรื่องยากมากถ้ามาอยู่ในมือผม ไม่รู้ว่ะ แม่งยากอะ

“เหมือนกูเลย ฮ่าๆ”

“กูยอมตากแดด ถือพลั่วพรวนดินจนตัวดำดีกว่าไปนั่งอ๊องในห้องแอร์ ตอนม.4 ที่ได้เรียนนะมึงเอ๊ย กูแทบร้องไห้ ครูสอนไม่เข้าใจหรือกูโง่ที่ตามไม่ทันวะ”

“ถ้ามึงโง่กูก็โง่เหมือนกัน”

“กูก็ด้วย… แต่เพื่อนคนอื่นเขาเข้าใจนะเว้ย”

“ช่างเขาเถอะ เราเกาะกลุ่มโง่กันสามตัวก็ได้เพื่อน… กระซิก เออไอ้ธัน มึงจะลดน้ำหนักเหรอวะ”

“อือ เชี่ยแพนบังคับกู” ผมเท้าคางมองออกไปนอกช่องว่างของรั้วโรงเรียน กลิ่นนี้ ควันสีขาวอ่อนนั่น… ไก่ทอด! เชี่ย อยากกิน!!

“บังคับอะไร๊ มึงเต็มใจไม่ใช่เหร๊อ”

“เหอะๆ”

“ไอ้แพน ครูเรียกเราไปหาอะ” ไอ้มิวที่เพิ่งเดินกลับมาสะกิดไอ้เสียงสูงเมื่อกี้ อ้าว... เมื่อกี้ขาดหนึ่ง พอหนึ่งมาทีนี้ไปสองเลย อาถรรพ์งานกลุ่มเหรอวะ

“ห้ะ กูกับมึง?”

“เออ เห็นว่าจะคุยเรื่องวิชาการอะไรสักอย่าง”

“โว๊ะ อีกละ เดี๋ยวกูมานะพวกมึง” โอดครวญครู่เดียวมันก็จูงมือกันเดินไปที่ห้องวิชาการเซ็งๆ เหลือทิ้งไว้เพียงผมกับดาวรินทร์ คุณคงแปลกใจสินะว่าทำไมคนรอบตัวผมถึงมีแต่ผู้หญิง เหตุผลง่ายมาก ก็ผมเป็นผู้ชายคนเดียวในห้องและเป็นหนึ่งในผู้ชายสองร้อยคนในโรงเรียนหญิงเกือบล้วนแห่งนี้ด้วย น่าภูมิใจชะมัด

ตอนแรกผมกะว่าจะเข้าโรงเรียนเดียวกับไอ้หยาง (โรงเรียนชายล้วนข้างๆ) แต่ดันเด๋อ กดสมัครสอบผิดโรงเรียน แถมมารู้ตัวอีกทีก็วันที่หมดสิทธิ์สมัครสอบแล้ว ฮื่ออ

“ตอนนี้มึงหนักเท่าไหร่วะ” ไอ้คนที่นอนกินขนมอยู่เอ่ยถามขึ้น เชี่ยดาก็เป็นอีกคนที่น่าอิจฉา แดกเหมือนห่าลงแต่น้ำหนักไม่กระเตื้องสักขีด

“แปดสิบสี่” ผมตอบทั้งๆ ที่ตายังมองไปที่ควันสีขาว ร้านนั้นเป็นร้านประจำผมเลยนะ...

“เออสู้ๆ นะเว้ย! ง่วงฉิบหาย… พวกมันมาแล้วปลุกกูด้วย”

“เออๆ...” ที่พูดน้อยไม่ใช่เพราะอะไรนะ...

โครก

“หิวสัส...” ท่องไว้ว่ากินอะไรไม่ได้ ตอนนี้เกินสี่โมงเย็นแล้ว มึง ห้าม แดก

“หิวเหรอ... กินปะ ซื้อมาให้”

เสียงทุ้มต่ำมาพร้อมความเย็นที่ข้างแก้มทำให้ผมสะดุ้งหันไปมอง เจ้าของเสียงมีรูปร่างสูง ผิวขาวจัด ปากกระจับ ดวงตาเรียวคม ...ตอนเด็กๆ หน้าก็เป็นแบบนี้แหละแต่รู้สึกว่าตอนนี้มีบางอย่างต่างออกไป ทั้งคิ้วที่เข้มขึ้น ทรงผมที่ถูกตัดให้เข้ากับรูปหน้าคมคาย ที่สำคัญคือส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ เท่าไหร่เนี่ย... ร้อยแปดสิบห้าหรือมากกว่านั้น?

“เฮ้ยไอ้หยาง มาทำไรวะ หาไอ้แพน?” ถึงจะตกใจแต่เรื่องนี้ผมคิดเผื่อไว้แล้วว่าน่าจะเกิดขึ้นเพราะเดาจากตอนที่โดนถามว่าจะกลับบ้านกี่โมง อ่านง่ายเกิ๊นไอ้หนู

“บ้า กูก็มาหาเพื่อนเก่าบ้างอะไรบ้าง” อีกฝ่ายยิ้มกลับมาพร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิข้างผม ถ้ามันไม่ได้จีบเพื่อนผมอยู่ผมก็คงเชื่อประโยคเมื่อกี้ไปแล้ว เหอะๆ

“เหรอ”

“...”

“...”

ไร้ซึ่งคำพูดใดต่อจากนั้น เนื่องจากความสัมพันธ์ของเรายังคงก้ำกึ่งระหว่างคำว่าสนิทกับไม่สนิท... คือแม่งคุยยาก ผมไม่รู้จะชวนคุยดีไหม ไม่รู้ด้วยว่าถ้าดีแล้วจะชวนคุยเรื่องอะไร ผมดีใจนะเว้ยที่เจอมันอีกครั้งแต่ตลอดห้าปีที่ผ่านมาเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย ถึงเราจะเป็นหยางกับธันวาคนเดิมแต่ก็เหมือนไม่ใช่

อึด อัด ฉิบ หาย

“มึง… สบายดีไหมวะ” เป็นไอ้หยางที่เริ่มชวนคุย

“ถ้าไม่นับเรื่องน้ำหนักก็สบายดีนะ มึงอะ”

“สบายดี แล้วนี่… อยู่กันแค่สองคนเหรอ” ประโยคนี้มีความหมายแฝงว่า ‘ไม่มีคนอื่นอยู่แล้วเหรอ’ หรือ ‘แพนไปไหน’ เหอ ปากบอกไม่ได้มาหาแต่ตานี่มองหาแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า ตลกจริงๆ

“ไอ้แพนไปหาครู อีกสักพักคงกลับมา”

“อันนี้กูไม่ได้ถามนะ มึงบอกเอง”

“แต่มึงก็อยากรู้ ถูกไหม?”

“หึๆ”

“...”

“...”

ปกติสิ่งที่เพื่อนเก่าควรทำหลังจากกลับมาเจอกันคืออะไรวะ ผมควรเซิร์ชหาจากกูเกิ้ลไหม ...โอ๊ยเชี่ยหยางกูอึดอัด ถ้าจะถามอะไรก็ถามมาเลยดิวะ ทำไมต้องมองนิ่งๆ แบบนั้นด้วย

“…มึงน้ำหนักเท่าไหร่”

“ทำไมวันนี้มีแต่คนถามน้ำหนักวะ… แปดสิบสี่”

“ตอนป.4 มึงหนักแค่ยี่สิบห้าเอง อ้วนขึ้นตั้งเยอะแหนะ” พอพูดจบก็จิ้มนิ้วลงมาที่ไขมันช่วงแขนของผม ไม่สิแม่งจิ้มทุกที่เลยต่างหาก แขน ขา พุง ...โอ้โห มึงจะหยามคีรินทร์มากไปละหัสดิน

“เหอะ ทีมึงอะ ตอนนี้หนักเท่าไหร่”

“หกสิบห้า”

“เมื่อก่อนมึงก็หนักแค่ยี่สิบสองเอง อ้วนขึ้นเหมือนกันนั่นแหละ”

“...”

“...”

“จำได้ด้วยเหรอวะ ฮะๆ”

“มึงก็จำได้”

“อือ จำได้ดิ… คิดถึงมึงว่ะอ้วน” ร่างสูงขยับเข้ามากอดตัวผมเอาไว้หลวมๆ เขาไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าการอยู่เฉยๆ บางทีการได้กลิ่นเก่าๆ สัมผัสเก่าๆ จากคนที่ไม่ได้เจอกันมานานก็ทำให้เราคิดถึงเมื่อก่อนได้เหมือนกันแฮะ

“เราไม่ได้เจอกันมานานแค่ไหนวะ ...ห้าปี สี่เดือน?” ยังคงเป็นไอ้หยางที่ต่อบทสนทนา มันออกแรงโยกตัวเราทั้งสองคนไปซ้ายทีขวาทีเหมือนเด็กๆ มีการบีบไขมันที่แขนผมอย่างมันเขี้ยวด้วยนะ เฮ้ยๆ อย่าบีบน้องเซลลูไลท์ลูกกู

“อือ”

“นมใหญ่ขึ้นนะเรา ฮะๆ”

“ส้นตีน ออกไปได้ละกูร้อน” ผมใช้มือดันไอ้หล่อตรงหน้าออกไป แน่นอนว่าทำได้โดยง่ายเพราะแรงผมเยอะกว่าหลายเท่า ไอ้กุ้งแห้งเอ๊ย

“อะไรวะ กูอุตส่าห์ทำซึ้ง”

“กูร้อน มึงไม่อ้วนไม่เข้าใจหรอก =  =” อย่าว่าแต่กอดเลย แค่อยู่เฉยๆ กูก็ร้อนแล้วครับ

“เออ แพนบอกว่ามึงจะลดน้ำหนัก?”

“อ่าฮะ”

“ก็ดีนะ จะลดกี่โลอะ” ไอ้หยางหยิบแก้วชาเขียวปั่นขึ้นมาดูดเป็นท่าประกอบ เอ้าไอ้นี่ ไหนตอนแรกบอกซื้อมาให้กูแดก

“ไอ้แพนบังคับยี่สิบโลก่อนกีฬาสี”

“เฮ้ย ไม่ใช่น้อยๆ นะนั่น”

“เออดิวะ กูยังกลุ้มอยู่เลย” ผมเท้าคางมองออกไปที่… ร้านไก่เจ้าเดิม เฮ้อ อยากกินว่ะ

“ถ้ามึงลดไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้นวะ?”

“ก็ไม่มีอะไรหรอก กูแค่จะใส่เสื้อสตาฟไม่ได้เพราะไอ้แพนเขียนไซส์ M ไป แล้วก็อาจจะโดนตัดคะแนนคณะสี โดนตัดคะแนนความประพฤติแล้วก็อาจจะโดนเพื่อนด่า”

“แพนร้ายนี่หว่า”

“ยิ่งกว่าร้ายอีก”

“อืมมม เอางี้ เพื่อเป็นกำลังใจ ถ้ามึงลดได้กูจะ… พามึงไปบ้านย่ากูที่ภูกระดึง ตอนเด็กๆ มึงเคยบอกว่าอยากไปวาดภาพที่นั่น กูจำได้” ผมเลิกคิ้วก่อนจะเอี้ยวหน้าไปมองเพื่อนเก่า คือบ้านย่าไอ้หยางอยู่ที่จังหวัดเลยครับ มันก็เลยได้ไปเที่ยวบ่อยๆ ผิดกับผมที่ปู่ย่าตายายอยู่ที่จังหวัดเดียวกันหมดก็เลยไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนบ่อย

ก็จริงอยู่ที่กูเคยพูดแต่มันนานมากแล้วนะ

อีกอย่างตอนนั้นกูก็พูดเพราะเราสนิทกัน แต่ตอนนี้...

“เอาปะ”

“มึงพูดจริงหรือหยอกเล่น?”

“จริงดิไอ้ห่ากูจะเล่นเพื่อ ตกลงเอาปะเนี่ย” นัยตาสีเข้มฉายแววจริงจังทำให้รู้ว่าสิ่งที่กล่าวมาเป็นความจริงทุกประการ ถ้างั้น… ปล่อยให้น้ำหนักในอนาคตเป็นตัวตัดสินละกัน

“เออ ถ้ากูลดได้นะ”

“ได้ดิ แต่ความจริงไม่ต้องลดก็ได้นะ อ้วนๆ ก็น่ารักดีอยู่แล้ว”

“อี๋ไอ้หยาง มึงเก็บมุขไว้หยอดเชี่ยแพนเถอะ” ผมทำหน้าหมั่นไส้สุดตีน คว้าเศษกระดาษแถวนั้นเขวี้ยงใส่ร่างสูงด้วย

“ฮ่าๆ”

คุยกันแบบนี้แล้วค่อยหายใจโล่งท้องขึ้นมาหน่อย…

“อ้าว หยางมาได้ไงเนี่ย” เสียงทักดังมาจากสาวผมสั้นเพื่อนสนิทผม นี่ๆ ดู่ดู๊ดู ดูหน้าไอ้คนที่บอกว่ามาหาผม พอเห็นไอ้แพนปุ๊บก็ยิ้มกว้างปั๊บ แหม๊ ทำมาเป็นโกหกว่ามาหากู น่าเตะจริงๆไอ้เพื่อนคนนี้

“เดินมาตามเสียงเรียกหัวใจ” แค่กๆ ขออ้วกได้ไหม…

“เหอะๆ แล้วมาหาใคร” ถามเสร็จร่างบางก็จูงมือให้ไอ้มิวนั่งลงข้างๆ คล้ายว่าพวกเธอจะมีปฏิกิริยาที่ต่างจากปกติเมื่อมีไอ้หัสดินมานั่งอยู่ตรงนี้ เพิ่งรู้ตัวว่าไอ้ดาตื่นแล้วแถมยังนั่งตัวตรงดิ่ง ไม่ใช่เพียงเท่านี้… คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็แอบเหล่มองมาทางนี้เช่นกัน

What นี่เชี่ยหยางมันมีอิทธิพลกับสาวๆ ขนาดนี้เลยเหรอ

“มาหาธัน”

“เหรอ ไม่เห็นมันบอกว่าแกจะมา”

“จะบอกได้ไง กูก็เพิ่งรู้เนี่ย” ผมพูดความจริง ตาก็มองร้านไก่ทอดเจ้าเดิม หิวสัสๆ แต่ผมไม่ควรกินใช่ไหม?

“เซอร์ไพรส์ไง… แล้วนี่กำลังทำอะไรกันอะ” หนุ่มหล่อหนึ่งเดียว (ไม่นับผม เพราะตอนนี้ผมยังไม่หล่อ) ในวงสนทนาชะเง้อหน้าเพื่อมองบอร์ดงานชัดๆ

“งานหน้าที่พลเมือง”

หลังจากนั้นพวกเขาสี่คนก็คุยอะไรกันไม่รู้ ประสาทหูผมไม่สามารถรับเสียงอะไรได้ทั้งนั้นเพราะ...

ซืดดดด

อ่าห์ กลิ่นไก่ทอดอันหอมหวนนี้…

“ไอ้ ธัน วา”

“ห... ห้ะ?”

ผมสะดุ้งเฮือกหันไปมองต้นเสียงทันที เอ่อ... สงสัยเมื่อกี้จะออกอาการมากไปว่าอยากกินไก่ทอด คุณแพนเพื่อนรักถึงได้มองด้วยตาเขม็ง

“เมื่อกี้มึงทำอะไร...”

“เปล๊า กูก็แค่มองว่าเออควันสีขาวมันลอยสูงดีเนอะ” นอกจากลอยสูงแล้วยังกลิ่นหอมด้วย

“แถฉิบหาย พอเลยมึงหันหน้ามาทางนี้ไอ้อ้วน!” ในขณะที่ไอ้หยางไม่สามารถสู้แรงผมได้ คุณผู้หญิงตรงหน้ากลับดันร่างกลมๆ นี่ให้หันกลับเข้าไปในวงสนทนาได้ด้วยมือเดียว ไอ้เชี่ย! มึงจะสตรองเกินไปแล้วเพลงพิณ

“มึงงงง วันนี้แดกไก่หนึ่งน่องไม่ได้เหรอ กูหิวอะ… สัญญาว่าพรุ่งนี้จะไม่กินข้าวเย็น นะๆๆ” ผมกอดแขนเล็กอย่างออดอ้อน ทุกทีทำแบบนี้ก็ไม่เคยได้ผลหรอกแต่ก็ทำไว้เผื่อฟลุ๊ค

“ได้”

“เฮ้ยจริงดิ O_O”

“ถ้าแดกวันนี้มึงต้องลดให้เหลือหกสิบกิโลภายในหกเดือน...”

“โอเคครับ กูยอม... ไม่แดกก็ได้”

“เหอะ ออกไปได้ละกระดูกกูจะหัก” ไม่รอให้ผมขยับออกไป สาวเจ้าออกแรงดันผมออกด้วยตัวเอง... อ้วนๆ อย่างผมยังกลิ้งได้ แรงควายแค่ไหนถามใจเธอดู

“โถ่… ชิ้นเดียวก็ไม่ได้เหรอวะ”

“เออไม่ได้ อย่าให้กูเห็นว่ามึงมองเชี่ยไก่นั่นอีกนะ แม่จะเผาให้เกลี้ยงเลย” นี่มึงกำลังหึงกูกับน้องไก่ใช่ไหม ทำไมมึงหึงโหดแบบนี้...

“ตลกอะ ฮ่าๆ”

“ตรงไหนวะสัส เงียบไปเลยไอ้หยาง” แม่ง มึงแดกอะไรก็ได้นี่...

“กูชอบนะ มองแล้วคิดถึงเมื่อก่อนตอนที่เราอยู่ด้วยกัน” ร่างสูงเท้าคางมองมาที่ผม สายตาและรอยยิ้มของเขายังเหมือนเดิม เหมือนกับตอนที่เรายังเด็ก

“กู... ก็คิดถึงเหมือนกัน”






_______________________________________________________________________________

เอ่อ...

ไม่ได้ตั้งใจจะลงเวลานี้นะ แต่มันแต่งเสร็จตอนนี้พอดี5555

เอออ่ะ ตอนนี้น้องธันยังอ้วนอยู่นะเว้ย

จดจำภาพการกินพวกนี้ไว้ซะ...


โอ้ว #หม่อมแม่23.59 กลับมาแล้ว5555




หยางบอกว่าธันนมใหญ่5555






4/10/59

-Mommae-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.988K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #29919 sillnapp (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 18:36
    เอ๊ะๆๆๆ
    #29,919
    0
  2. #29809 เจ้ากระต่ายจมูกหมู (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 14:45
    เกลียดความมีมนมใหญ่ พี่หยางบูลลี่น้อง
    #29,809
    0
  3. #29700 chom2345 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 21:49
    รูปสุดท้ายมันเเปลกๆเน้อออ
    #29,700
    0
  4. #29490 Mr.Kimm (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 23:13
    เขาคิดถึงกันค่ะแม่!! แงงงง
    #29,490
    0
  5. #29197 M🍳 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 23:45
    เเอเเง เกลียดความทักว่า"นมใหญ่ขึ้นนะ" ฮือ อย่าบุลลี่น้อง55555
    #29,197
    0
  6. #29196 Thitaree Huayhongthog (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 23:44
    คิดถึงชีวิตมัธยมจัง🥺
    #29,196
    0
  7. #29172 นักโทษหมายเลข0 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 12:05
    บรรยากาศโรงเรียนคุ้นจริง 55555
    #29,172
    0
  8. #29095 MimiminMi (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 09:51
    เหนือสิ่งอื่นใดคือบรรยากาศโรงเรียน 555555 คุ้นๆนะ
    #29,095
    1
  9. #29067 HunAunSun (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 01:46
    ธันรูกแม่ สู้เข้ารูก
    #29,067
    0
  10. #28993 psunrise (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 21:35
    น้องธันสู้ๆ ! เพื่อปู้ชาย แค่กๆ !
    #28,993
    0
  11. #28836 pam005 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 11:31
    เหมือนเห็นตัวเอง(แค่เราไม่อ้วน)ไปแข่งศิลปหัตถกรรมเหมือนกัน กากเรื่องเขียนโปรแกรมอีก ต่างกันตรงอายุเนี่ยแหละ เรา15 ธันวา17
    #28,836
    0
  12. #28781 dear1093 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 20:34
    ความคิดเค้าคล้ายๆธันวาเลย เรื่องความรัก เรื่องไม่ชอบการทะเลาะ
    #28,781
    0
  13. #28690 Shipnielong (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 09:26
    หยางงงงงง แหมมม ชั้ลรู้นะว่าเธอคิดอะไรอยู่น่ะ
    #28,690
    0
  14. #28630 HunAunSun (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 เมษายน 2562 / 17:22
    ธันเธอต้องทำได้ แหมคุณหยาง เข้าทางเพื่อนหลอ?
    #28,630
    0
  15. #28219 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 10:22
    ไอ่หยางคนบ้า55555555 ส่าน้องธัรนมใหญ่ได้ไง มันเซนซิทีฟ!
    #28,219
    0
  16. #27902 Design (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มกราคม 2562 / 23:12
    นี่หยางชอบธันป่ะเนี่ย
    #27,902
    0
  17. #27870 Riwpare (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 19:03
    อิม..... นั้นมันชื่อหนู!! เป็นรองหัวหน้าห้องคะ...(หัวหน้าห้องงานกองหัวสูงยิ่ฃกว่าภูเขา มากยิ่งกว่าดิน )
    #27,870
    0
  18. #27836 rattanalak44 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 16:23
    ถ้าธันหล่อแล้วหยางจะชอบมั้ย5555
    #27,836
    0
  19. #27444 inggy2550 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 17:15
    สีฟ้าเหมือนกันธันๆ ฟฟฟ
    #27,444
    0
  20. #27352 itineraryic (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กันยายน 2561 / 06:05
    อ่านแล้วเจอคำว่าหยางทีไรในหัวมันจะเติมคำท้ายไปว่าฮยองซอกโดยอัตโนมัต5555
    #27,352
    1
    • #27352-1 Realpcyyjej(จากตอนที่ 4)
      23 ตุลาคม 2561 / 07:26
      นึกว่าคิดไปคนเดียว55555555
      #27352-1
  21. #27151 jengzkungZ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 12:09
    ความคิดถึงอดีตไปอีก555555
    #27,151
    0
  22. #26772 loocbomb (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2561 / 23:47
    น่ารักอะ มีความเพื่อนเก่า ชอบความมีอดีตตต
    #26,772
    0
  23. #26454 Kim-kibom (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2561 / 12:44
    เหมือนหยางมาจีบธันมากกว่า
    #26,454
    0
  24. #26408 SPDDP Dayn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 / 18:05
    บอกไม่เจาะจงแต่พูดคำว่าธันเต็มปากเลยนะหลิน...
    #26,408
    0
  25. #26057 ciavaai (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 / 01:20
    คุณทั้งสองคิดถึงเหมือนกัน ส่วนเราก็เขินเช่นกัน
    #26,057
    0
  26. วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 / 20:10
    คล้ายๆโรงเรียนเราเลย แต่คงเหมือนๆกันละมั้ง
    #26,015
    1
    • #26015-1 Shotika Promkham(จากตอนที่ 4)
      2 มิถุนายน 2561 / 00:36
      รู้สึกเหมือนกันเลยย รร.เราอยู่ใกล้ มธ รังสิต ใช่ป่าวหว่าาา ธค
      #26015-1