I'm on a diet! : อย่าท้า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน [END]

ตอนที่ 37 : ครั้งที่ 33 จับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 120,290
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,633 ครั้ง
    22 ม.ค. 62



ครั้งที่ 33 จับ

[หยาง]

“จอดรถแล้วเราต้องไปไหนต่อ?”

“ขึ้นหอประชุม”

“ไม่ต้องเข้าแถวใช่ไหม”

“อ่าฮะ เด็กมันเยอะ มีโรงเรียนอื่นเพิ่มมาตั้งหลายร้อยคนถ้าจะต้องเข้าแถวกูว่าวุ่นวายว่ะ อีกอย่างพวกมึงก็คงไม่อยากเข้าด้วย ถูกไหม”

“Yes กูไม่ชอบเข้าแถว” ผมเอ่ยขณะจอดนินจาไว้ข้าง yzf สุดที่รักของไอ้ธัน งงล่ะสิว่าทำไมผมถึงมาอยู่ที่โรงเรียนไอ้ธันทั้งๆ ที่ตอนนี้เป็นเวลา 7:20 น. ซึ่งปกติเวลานี้ผมต้องอยู่ที่โรงเรียนตัวเอง

เรื่องมันมีอยู่ว่าพวกผมเป็นนักเรียนชั้นม.5 และถ้าพวกคุณเคยผ่านช่วงเวลานี้มา เทอมสองแบบนี้มันก็มักจะมีบรรดาสถาบันกวดวิชา กระทรวง และองค์กรต่างๆ เข้ามาแนะแนวเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมและการสอบเข้าเสมอๆ ซึ่งความจริงเขามาเพื่อแนะแนวพี่ม.6 เมื่อวาน แต่สงสัยจะเห็นว่าไหนๆ อีกไม่กี่เดือนพวกเราก็จะม.6 แล้วดังนั้นก็เลยจัดการบรรยายพิเศษให้

นั่นแหละครับสาเหตุที่ทำให้ผมกับนักเรียนชั้นม.5 โรงเรียนข้างเคียงอีกสามโรงเรียนถึงมารวมกันอยู่ที่นี่

ความจริงเขาต้องไปทีละโรงเรียนแต่เนื่องจากทางวิทยากรต้องการประหยัดเวลาที่สุดเพราะต้องลงไปภาคใต้ต่อ พวกเราก็เลยต้องให้ความร่วมมือด้วยการมารวมกันที่เดียว และแน่นอนว่าห้องประชุมใหญ่ที่จะสามารถจุนักเรียนจำนวนมากมายขนาดนั้นได้ก็มีแค่ที่นี่เท่านั้น

ใช่ซี่ ~ โรงเรียนประจำจังหวัดนี่ ใช่ซี่ นักเรียนเยอะนี่ ใช่ซี่ ผอ.โรงเรียนมึงหนักกว่าผอ.โรงเรียนกูเกือบร้อยโลนี่

“ตอบแบบไม่คิดเลยนะมึง”

“อิอิ”

ตือดึง

Ton : มึงอยู่ไหนวะ กูกับพวกไอ้เทรนด์รอแล้วเนี่ย

Train : เออ รอตั้งแต่ไข่ตั้งจนไข่ย้อยแล้ว

จริงอะ อย่างพวกมึงเนี่ยนะมาก่อนกู ผมอ่านข้อความของเพื่อนสนิทอย่างไม่เชื่อสายตา ไอ้เทรนด์น่ะพอจะเชื่อได้แต่เจ้าชายสายเสมออย่างไอ้ต้นนี่ดิ

Yang : แต้ก่า? (แปล : จริงเหรอ)

Ton : ผ่อ! *ส่งภาพรวม* (แปล : ดู!)

สถานที่ในภาพคือหอประชุมใหญ่แห่งหนึ่ง เพื่อนๆ ของผม… เรียกได้ว่าเกือบจะทั้งสายชั้น พร้อมใจกันชูสองนิ้วมองกล้อง ไอ้เจ้าของโทรศัพท์ก็ยิ้มร้าย เลิกคิ้วขึ้นเหมือนอยากจะสื่อว่า ‘ไงล่ะ บ่าควายสตวง’

Yang : เออๆ กูกำลังไป

Ton : อยู่กับไอ้ธันทีไรไม่เคยรู้เวลาเลยมึงนี่ ใช้ไม่ได้ๆ

Yang : กูไม่ได้สาย พวกมึงสิมาเร็วเกิน สารภาพมาว่าทำไมถึงมาเร็ว

พวกมันไม่ขยันแบบไม่มีเหตุผลหรอก โดยเฉพาะไอ้คู่สนทนาคนนี้

Ton : ตั้งใจเรียน

Train : โกหกพ่อมึงตาย

Ton : กูอยากมาส่องผู้หญิง นานๆ ทีจะถูกรายล้อมด้วยสตรีมากหน้าหลายตา...

กูว่าแล้ว ไอ้พวกที่ชูสองนิ้วเป็นแบล็คกราวด์ให้มันก็คงคิดไม่ต่างกันหรอกมั้ง ถึงปกติพวกมันจะมาเข้าแถวตอนเช้าตลอดแต่มันก็ไม่ได้ทำหน้าตาแฮปปี้อย่างนี้ จะบอกว่าเป็นเพราะได้อยู่ห้องแอร์ตั้งแต่เช้าก็คงไม่ใช่ หน้าบานซะ

“พวกไอ้แคระมาละ?”

“อือ ครบองค์ประชุม ในสายชั้นน่าจะเหลือแค่กูคนเดียวที่ยังไม่ขึ้นไป”

“ตลกละ เพื่อนกูยังมาไม่ครบเลย รีบเหรอสัส กลัวหอประชุมวิ่งหนีรึไง”

“พวกมันไม่กลัวหอประชุมวิ่งหนีหรอก กลัวมาไม่ทันมองหน้านักเรียนหญิงโรงเรียนอื่นมากกว่า” ผมส่งภาพนิ้วกลางของตัวเองลงไปในแชทกลุ่มให้ไอ้เตี้ยก่อนจะเก็บโทรศัพท์ เลี้ยวขวาขึ้นบันไดเพื่อเข้าหอประชุมใหญ่

อื้อหือ... รองเท้าโคตรเยอะ เกลื่อนทั้งชั้น ทั้งพื้น ทั้งบันได เห็นแค่นี้ก็รู้แล้วว่าคนข้างในเยอะขนาดไหน...

“ฉิบหายละไง อย่างนี้จะวางรองเท้าไว้ไหนวะ” เจ้าของเรือนผมสีดำสนิทเกาหัวอย่างไม่รู้จะทำยังไง ขณะสาดส่องสายตามองไปทางซ้ายที ขวาทีเพื่อหาช่องว่างที่จะวางรองเท้า แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่มีสักที่

“เอาเข้าไปได้ไหมวะ”

“ไม่ได้ๆ”

เออ ลืมไปว่าที่นี่ครูเคร่ง

“งั้น… เอาไว้ตรงนี้ละกัน” ผมเอ่ยเมื่อเห็นที่ว่างพอจะวางรองเท้าของเราสองคน ความจริงมันไม่ใช่ที่ว่างบนพื้นหรอก มันเป็นที่ว่างบนเครื่องระบายความร้อนแอร์ที่ติดอยู่ทั่วหอประชุม ไม่สิ ต้องบอกว่าติดอยู่ที่หลังคาของชั้นล่าง ค่อนข้างอยู่ต่ำทีเดียว เพราะฉะนั้นทางเดียวที่ผมจะวางรองเท้าไว้บนนั้นได้ก็มีแค่การเอามือข้างหนึ่งเกาะระเบียงไว้ แล้วยื่นมืออีกข้างลงไปจนสุดเพื่อวางรองตีนอย่างสวยงาม ถามว่าเสี่ยงตกไหม ตอบเลยว่ามาก

สงสัยไอ้อุ๋งๆ ก็คิดอย่างนั้น

“เฮ้ย! เดี๋ยวตก”

มือขาวทั้งสองข้างยึดเสื้อบริเวณเอวของผมไว้แน่น มีการออกแรงดึงเพื่อให้ผมขึ้นมาด้วยนะ ท่าเราโคตรตลก ผมก้มสุดตัว ส่วนมันก็ดึงสุดแรง ฮะๆ

“ไม่ตกหรอกน่า ไม่เคยได้ยินเหรอ your boyfriend never dies”

“heroes never die เถอะไอ้ฉิบเหี้ย ขึ้นมา!”

“เออ ขึ้นแล้วๆ” สุดท้ายผมก็ต้องยอมแพ้แรงดึงจากคนข้างหลัง ยอมหันหลังไปมองหน้าเขาดีๆ สิ่งที่ผมพบเป็นอย่างแรกคือใบหน้าโล่งอก ขณะเดียวกันก็อยากด่าผมเต็มทน เห็นแล้วต้องอมยิ้มเลยล่ะ “เอารองเท้ามา จะวางให้”

“ไม่เอา เอารองเท้ามึงขึ้นมาด้วย ไปหาที่วางที่อื่นตรงนี้แม่งอันตราย”

“ใครบอกมึง ตรงนี้แหละปลอดภัยสุด ไม่มีทางสลับกับคนอื่นแน่นอน”

“ไม่ได้หมายความอย่างนั้น กูหมายความว่ามันอันตรายตอนก้มลงไปเอา ตรงนี้สูงจะตาย ตกลงไปไม่พิการก็เลี้ยงไม่โต ถึงจะมีหลังคาก็เถอะแต่มึงดูสภาพดิ เปราะ โปร่ง มอสขึ้น ตะไคร่เกาะ แหล่งเพาะเชื้อราขนาดนี้คิดว่ามันจะรับน้ำหนักควายเผือกอย่างมึงได้รึไง” ปากด่า หน้าโกรธ แต่มือปัดฝุ่นกับเศษกิ่งไม้ที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าและหัวไหล่ให้ผมอย่างเบามือ นี่แหละธันวา เมื่อก่อนดูแลผมดียังไง ตอนนี้มันก็ยังไม่เปลี่ยนแม้ว่าความรู้สึกของผมจะไม่เหมือนเดิมแล้วก็ตามที

“ฮะๆ”

“ขำหาพ่อมึงเหรอ… ไอ้เชี่ย ใครบอกให้มึงเอาเสื้อแนบระเบียงวะ เลอะหมดเลยเนี่ย” ไม่ว่าเปล่าแม่งตีแรงๆ ที่หน้าท้องผมด้วย ความจริงมันคงอยากปัดรอยเปื้อนออกนั่นแหละ แต่สงสัยจะใส่อารมณ์เข้าไปด้วย

“โอ๊ยๆ เจ็บ ดุว่ะ”

“กูดุได้มากกว่านี้อีก เอารองเท้ามึงขึ้นมา!”

“ไม่ กูจะวางไว้อย่างนี้แหละ ชิคดี อิอิ”

“...”

“อย่าทำหน้างี้ดิ ...ปกติหน้าตาก็ทุเรศอยู่แล้ว ทำหน้าแบบนี้หนักเลย อีกนิดเดียวจะด่าว่าอุบาทว์ได้ละเนี่ย” โห่ นี่ถ้าผมเป็นพินอคคิโอ จมูกผมคงยาวไปถึงพระธาตุดอยตุงเพราะโกหกคำโต ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างที่พูดเลย แต่ก็นะ คนเราไม่จำเป็นต้องชมคนที่เรารักทุกสถานการณ์หรอก ด่าบ้างก็ดี ชีวิตจะได้มีสีสัน

ได้บุญด้วย เราทำให้เขาได้แสดงสีหน้าอื่น กล้ามเนื้อหน้าจะได้ออกแรง

“ไอ้...”

ดูไอ้คนตรงหน้าผมเป็นตัวอย่าง ได้บริหารหน้าด้วยการขมวดคิ้วยังไม่พอ ได้ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแขนด้วยการง้างมือขึ้นมาจะต่อยผมอีก พระเจ้า ผมนี่โคตรประเสริฐ

“กูวางละ ไม่รู้ไม่ชี้ เข้าไปข้างในก่อนนะ บ๊ายบาย” ผมใช้จังหวะที่ร่างโปร่งเผลอ คว้ารองเท้าในมือมันไปวางไว้ข้างๆ กัน เมื่อเสร็จธุระแล้วก็ไม่รอให้โดนด่า รีบวิ่งเข้าไปภายในหอประชุมทันที แหม๊ ผู้กำกับสไปเดอร์แมนควรติดต่อให้ผมไปเป็นพระเอกได้แล้ว เมื่อกี้ผมเกาะราวแล้วก้มลงไปวางรองเท้าโคตรเร็ว ไม่ตกด้วย แต่แค่ได้รอยเปื้อนเพิ่มนิดหน่อยเท่านั้นเอง ฮะๆ

“ไอ้หยาง!”

กรรมๆ รีบวิ่งดีกว่ากู

ผมวิ่งเข้ามาข้างใน ซึ่งพอเข้ามาปุ๊บก็แอบเกร็งนิดหน่อยเพราะภายในถูกแบ่งเป็นสี่ฝั่ง โต๊ะยาวและเก้าอี้ถูกจัดเรียงให้เป็นสี่แถวใหญ่ โดยจะเว้นที่ตรงกลางไว้ให้เป็นทางเดินและเพื่อแยกโรงเรียน เก้าอี้เกือบจะเต็มทุกตัวแล้ว เหลืออีกแค่นิดหน่อยที่ว่างอยู่ ซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจว่าไอ้พวก 2T ต้องจองไว้ให้ผมแน่นอน… นั่นไง

“มาสักที”

“ยิ้มหน้าบานเชียวนะมึง”

“พยาบาล ขอที่ตรวจเยี่ยวด่วน เพื่อนผมมีอาการเสี่ยงติดยา”

“อาการเป็นยังไงคะคุณหมอ”

“เหม่อ ยิ้มกับตัวเอง หัวเราะคนเดียว แล้วก็มีปัญหาเกี่ยวกับสมอง น่าจะโดนยาเสพติดชนิดแรงกดประสาท” ไอ้พวกปากไวเริ่มทักหลังจากที่ก้นผมหย่อนถึงเก้าอี้แค่สองวินาที โดยเจ้าของเวสป้าแดงเล่นเป็นหมอ ส่วนไอ้เหล็กดัดรับบทพยาบาล มันก็พยายามเนอะ ดัดเสียงซะแหลมเชียว กูขอให้เหล็กเกี่ยวปากมึง

“กดประสาทเหรอคะ หมอรู้ได้ไง?”

“เพื่อนผมจำได้แค่เดือนเดียว มันไม่รู้จักมกรา กุมภา มีนา ...รู้จักแต่ธันวา ธันวา ธันวา” จบประโยคก็ทำหน้าทะเล้นไม่ต่างจากไอ้ตัวสูงที่นั่งอยู่ข้างกัน

“อ๋อ อาการแบบนี้คงไม่ใช่ติดยามั้งคะ ดิฉันว่าน่าจะเป็นติดใจมากกว่า”

“อ๋อออ ผมเข้าใจผิดเหรอ ขอโทษๆ”

หึ

ผมยิ้มรับ ไหวไหล่ไม่สนใจก่อนจะมองหานักเรียนชายต่างสถาบันที่เพิ่งนั่งลงเมื่อกี้ ไม่รู้ว่าตอนจองที่ไอ้แคระมันจงใจไหม เพราะตอนนี้ผมกับไอ้อุ๋งๆ นั่งแถวเดียวกันเลย ถึงจะมีโรงเรียนอื่นคั่นอยู่หนึ่งโรงเรียนก็เถอะ แต่ผมก็ยังสามารถมองเห็นมันได้ชัดเจน ดูขมวดคิ้ว ฮะๆ

“ยัง ห่างกันขนาดนี้ยังไม่เลิกมองเขาอีก เลิกมองไม่ได้เลยไง๊ ไม่ได้มองหน้าแล้วตาจะแห้ง จะเป็นต้อกระจก ต้อหิน ต้อดิน ต้อลมใช่ไหม?”

“กัดจริงไอ้นี่ โสดแล้วพาลเหรอ”

“แหม๊ คนที่ใช้ประโยคนี้ได้คือคนมีแฟนโว้ย ไม่ใช่คนที่อยู่ในสถานะแบบมึง”

“แบบไหน”

“โสดเหมือนกัน!”

“ไม่เหมือนสักหน่อย ของกูเรียกว่า ‘โสดไม่สนิท กำลังค่อยๆ อัพเกรด relationship กับคนในใจ’ ไม่ใช่โสดใสๆ ไร้คนคุยอย่างมึง”

“ไอ้… ไอ้หัวดอ!!!”

“อิอิ”

เราคุยเล่นกันไปเรื่อยจนในที่สุดคณะวิทยากรก็มา วิทยากรที่จะมาให้ความรู้เรื่องการสอบเข้าและติวภาษาอังกฤษให้พวกเรามีแค่คนเดียวครับ คือผู้ชายที่สะพายกระเป๋า gucci คนนั้น ส่วนที่เหลือคือพี่สันทนการที่จะมาให้ความสนุก สงสัยเขาจะกลัวพวกผมเบื่อมั้ง

(สวัสดีค่ะหนูๆ พวกพี่มาจากกระทรวงศึกษานะลูก วันนี้มาให้ความรู้พวกหนู ตั้งใจเด้อ ปีหน้าจะสอบเข้ามหาลัยกันแล้ว บอกเลยว่าวันนี้เรามาด้วยใจไม่ได้หวังเงินเลยสักบาทเดียว พี่มาด้วยใจ น้องก็ต้องเรียนด้วยใจเนอะ อย่าดื้อ อย่าคุย อย่าทำอะไรที่เป็นการทำลายอนาคตตัวเองนะลูก) เรียบๆ แต่พวกที่กำลังเล่นโทรศัพท์กับนอนหลับอยู่ข้างหลังคงสะดุ้ง

(ค่ะพี่ฟิม เรามาเริ่มด้วยการแนะนำตัวกันดีกว่าเนอะ)

“มึงว่ามีหญิงแท้ไหม”

“ไม่น่าจะมีนะ”

“เชรด ชายหมดเลยเหรอวะ โคตรเนียน” เสียงซุบซิบจากข้างหลังเริ่มดังขึ้นเมื่อพี่ๆ ที่อยู่รอบข้างมารวมตัวกันอยู่ที่หน้าเวที เชื่อไหมว่าพอยืนเรียงกันแล้วไม่มีใครเลยที่ดูเหมือนผู้ชาย ถ้าไม่ได้ฟังเสียงผมคงไม่รู้ว่าพวกเธอเคยเป็นเพศเดียวกับผมมาก่อน ทุกคนแนะนำตัวได้ตลกมาก ขนาดไอ้เทรนด์ที่เส้นลึกยังหลุดขำออกมาเบาๆ

(อะ ทีมสันแนะนำตัวหมดละ เหลือวิทยากรสุดสวยคนเดียวของเรา) ว่าแล้วร่างบางเจ้าของกระเป๋า gucci ใบหรูก็รับไมค์ไปถือ เขาเป็นคนเดียวที่ไม่แต่งหญิง ออกจะแต่งตัวมีสไตล์ตามแบบฉบับผู้ชายด้วยซ้ำ ทำไมเรียกว่าสุดสวยวะ

(จ้า พี่ชื่อครูพี่ทักนะคะ ชะนีเรียกพี่ทักเฉยๆ ก็พอ แต่สำหรับผู้ชายหล่อพี่ให้สิทธิพิเศษในการเรียกพี่ว่า ‘ทักรี่’ หรือจะเรียกว่าเบบี้พี่ก็โอเคค่ะ)

อ่อ ผมรู้ละทำไม... กูนี่ก็โง่จริง ผู้ชายที่ไหนมันจะถือกระเป๋า gucci สีเจ็บๆ แบบนั้นวะ

(เพื่อให้พวกน้องสนุก พี่ก็เลยอยากได้อาสาสมัครมาเล่นเกม… ไม่ดีกว่า พี่เลือกเอง พอบอกอาสาสมัครทีไรไม่เคยมีใครสมัครใจมาสักที งั้นกูลากละกัน) ร่างบางเท้าสะเอวพูดด้วยสีหน้าหมั่นไส้ก่อนจะสอดสายตามองไปทั่วหอประชุม (แหม๊ หลบหน้าหลบตาเชียวนะพวกมึง ก้มมองหาอะไร? ที่พื้นมีคนสวยกว่ากูเหรอคะ)

ดูประชด ฮะๆ

(นี่พวกแกนั่งแยกโรงเรียนกันแล้วถูกไหม)

“ช่าย”

(แล้วทำไมโรงเรียนนี้มีผู้ชายน้อยจังอะ?) นิ้วเรียวชี้ไปที่โรงเรียนไอ้อุ๋งๆ

“เป็นโรงเรียนหญิงล้วนค่ะ”

(อย่ามาสตอ หญิงล้วนจะมีผู้ชายได้ไง บอกมาไปลากพวกเขามาจากไหน) เธอเบะปาก มองบนให้กับหญิงสาวที่ตอบคำถาม ผมชอบหน้าพี่เขาว่ะ กวนตีนฉิบ

“เมื่อก่อนเป็นหญิงล้วนค่ะแต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสหะแล้ว”

(อ๋อ เป็นยุคแรกๆ ก็เลยมีผู้ชายกระหยุมกระหยิมว่างั้น? เออดีว่ะ หน้าเหี้ยยังไงก็ยังเป็นหนึ่งในผู้ชายที่หล่อที่สุดในโรงเรียนเพราะแม่งมีอยู่แค่นี้) วิทยากรคุยเล่นกับพวกเราไป สร้างสีสัน สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้ทุกคนในห้องประชุม พี่ทักก็ไม่ได้ทำอะไรมาก แค่เดินไปแหย่ผู้ชายคนนั้นคนนี้ มุขแต่ละอันโคตรเด็ด เด็ดจนผมอยากจะจดไว้เลย

(ตะ ตะ ต๊ายย พ่อเจ้าประคุณขา เสด็จลงมาจากฟ้า ฤ ไร ไฉนจึงรูปงามปานนี้)

ในขณะที่กำลังเดินวนเพื่อหยอกเย้าเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อยู่ๆ ดวงตาตี่ก็เบิกกว้าง รูจมูกขยาย ขาเรียวทั้งสองข้างก็รีบเดินจ้ำอ้าวไปที่เป้าหมายใหม่ด้วยความเร็ว จากตอนแรกที่กำลังขำจนตัวสั่นอยู่ ‘เป้าหมายใหม่’ ก็เปลี่ยนเป็นสะดุ้งแล้วรีบเอนหลังจนชิดพนักเก้าอี้ทันที ถ้าแทรกตัวเข้าไปได้มันก็คงทำ

“เชี่ยธันโดนแล้ว ฮะๆ”

“กูว่าแล้วมันต้องโดน”

“โดนพี่เขาจับไปเล่นเกม?”

“เปล่า โดนใจไอ้หยาง อิอิ” เป็นอีกครั้งที่พวกมันรับส่งมุขอย่างลื่นไหล วันนี้พวกมึงจะไม่หยุดใช่ไหมเพื่อน “เมียกำลังจะโดนแกล้ง ไม่ไปช่วยมันหน่อยเหรอ ไม่แน่น้า ถ้าทำตัวเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวตอนนี้มันอาจจะชอบมึงแบบปุบปับเลยก็ได๊”

“ไม่อะ กูไม่ชอบทำอะไรที่มันขัดกับสิ่งที่อยากทำ”

“เอ้าสัส แล้วตอนนี้มึงอยากทำอะไร”

“นั่งดูมันโดนแกล้ง หึ” ผมเท้าคางมองไปที่ไอ้ธัน มันกำลังเลิ่กลั่กมองหาตัวช่วยอย่างร้อนรนเมื่อพี่ทักแสร้งทำหน้าหื่นเหมือนจะจับมันกิน ตลก

“ไอ้ฉิบเหี้ย คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ”

แหม มึงก็พูดไป

(ชื่ออะไรคะตัวเอง กินอะไรมาหน้าตาถึงได้หล่อเหลาน่าเอาแบบนี้) ไม่พูดเปล่า มีการเอาหลังมือลูบแก้มใสเบาๆ ให้อีกฝ่ายขนลุกเล่น อื้อหือ ขนาดแค่มองผมยังขนลุกตามเลย ไอ้ธันจะช็อคตายไหมวะ

“เอ่อ...“

(ตอบค่ะลูก นับถึงสามถ้ายังไม่ตอบพี่จะปล้ำ ไม่ได้ปล้ำธรรมดาด้วย พี่จะจับเธอมัดแล้วลากไปข่มขืนที่แยกไฟแดงหน้าโรงเรียน จะเลือก location ที่กล้องวงจรปิดสามารถจับภาพได้แบบ full hd เอาให้เห็นยันชื่อจริงที่ปักอยู่ตรงอกไปเลย)

“ธันครับ ธันวา!”

(อุ๊ยยยยยย ชื่อเราคล้องจองกันเลย สงสัยจะเป็นเนื้อคู่ ตัวเองชื่อธันวา ส่วนพี่ชื่อทันทุกท่วงท่าลีลาถึงใจไม่นิยมถุงยางอนามัย ชอบแบบแตกใ_มากกว่า อั๊ยยย) กลัวแล้วจ้า กลัวแล้ว

“ไอ้อุ๋งๆ โดนจับทำผัวแน่เลยว่ะ ฮะๆ”

“ดูหน้ามัน ฮ่าๆ” คนกำลังโดนเต๊าะยิ้มแห้ง ขำไม่ออกเมื่อตัวเองเป็นฝ่ายถูกหยอด ปกติผมก็จีบมันนะ หยอดบ้าง เต๊าะบ้าง แต่ก็อย่างที่บอกว่าเพราะเราเป็นเพื่อนสนิทกันตอนผมจีบมันก็เลยไม่ค่อยต่างจากปกติมากนัก มันคงไม่ชินกับการโดนรุกหนักขนาดนี้

(สงสัยจะปิ๊งกูแล้ว โถ ดูสิปากสั่นเลย พูดอะไรหน่อยสิลูก)

“เอ่อ…”

(อะ ไม่ตอบไม่เป็นไรพี่คุยคนเดียวก็ได้ค่ะ พี่เก่ง… เนื่องจากหนูหล่อบาดใจพี่มากเพราะฉะนั้น หนูไปเล่นเกมกับพี่นะลูก)

“เฮ้ยพี่ ไม่เอา”

(หนูไม่เอาแต่พี่จะเอา ไป! ไปกับกู! เป็นผัวกูซะ!) ท้ายประโยคอีกฝ่ายทำเสียงใหญ่พร้อมกับออกแรงลากไอ้แมวน้ำที่กำลังทำหน้าไม่อยากไปสุดๆ ชอบๆ นานๆ ทีจะเห็นไอ้คีรินทร์ทำหน้าอย่างนี้ ตากล้องประจำโรงเรียนถ่ายหน้ามันไว้เปล่าวะ ผมอยากได้ทุกรูปเลย

ไม่ทราบว่าพี่เขาไปขนแรงมาจากไหนนักหนาถึงได้ลากไอ้เพื่อนรักของผมไปยืนอยู่บนเวทีจนได้ ตามสเตปคนขี้อายครับ มันเก้อมาก มือไม้อยู่ไม่เป็นสุข จับแขน ขับคอ ลูบท้ายทอย ตาก็มองโน่นนี่ ใบหน้าเริ่มเป็นสีชมพูอ่อนจากเลือดที่สูบฉีดขึ้นมา

โคตรน่าแกล้ง

(ธันวาลูก ถ้าหนูยังไม่เลิกทำหน้าตาน่ารักพี่จะลากไปกระทำชำเราหลังเวทีจริงๆ ด้วย)

“...”

พูดปุ๊บนิ่งปั๊บ น่าสงสารว่ะ ฮะๆ

(พี่จะอธิบายกติกาการเล่นเกมให้ฟังนะคะ เกมนี้ง่ายม๊าก ทำไม่ได้พี่ให้เอารองเท้ามาตบหน้าพี่เลย… รองเท้าตุ๊กตาบาร์บี้นะ เบอร์ใหญ่กว่านั้นตบมากูตบกลับด้วยถาดข้าวจริงๆ ด้วย อะ! กติกามีอยู่ว่าถ้าพี่ร้องเพลงแล้วบอกชื่ออวัยวะบนร่างกายอะไร น้องต้องแตะของตัวเองกับของอีกฝ่าย เช่นถ้าพี่บอกว่าจู๋ หนูก็ต้องเอาจู๋มาถูจู๋พี่นะ) เธอพูดทีเล่นทีจริง สั่นอกสั่นเอวแล้วยิ้มเยาะพวกผู้หญิงอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่า

“ผมไม่เล่นได้ไหมครับ…”

(หนูกลัวพี่ขนาดนั้นเลยเหรอ)

“ไม่ครับ ผมแค่...”

(ขนาดนี้แล้ว บอกพี่มาเถอะว่าหนูกลัวมาก) เกิดเสียงหัวเราะครืนขึ้นอีกครั้ง บางคนถึงกับยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิป ไอ้แพนน่ะตัวดี สั่งให้ตากล้องถ่ายไว้ทุกช็อต (พี่ล้อเล่น เราไม่ได้กลัวพี่จริงๆ หรอก ธันแค่เขินพี่เท่านั้นแหละ เห็นแก่ความน่ารัก พี่จะหาคู่ให้หนูกะด้ะ)

“ขอบคุณครับ”

(ไหนดูซิ ใครเหมาะที่จะมาคู่กับสามีน้อยของพี่น้า-)

“เลือกเพื่อนผมครับๆ”

ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะพูดจบ คนใกล้ตัวของผมก็ป้องปากตะโกนขึ้นเสียงดัง ตอนแรกคนอื่นก็หันมามองเพื่อจะดูว่าใครคือเจ้าของเสียง พอรู้เท่านั้นแหละ ต่างคนต่างยิ้ม ต่างคนต่างกรี๊ด ไม่รู้เหมือนกันว่ากรี๊ดเพราะไอ้แคระหรือกรี๊ดเพราะรู้ว่ามันจะเสนอใคร

(เพื่อนเธอมีดีอะไรทำไมพี่ต้องเลือก แล้วทำไมทุกคนต้องกรี๊ดกร๊าดออกหน้าออกตา ทำไมต้องหยิกแขนกันไปมา แหม๊ พวกแกรู้รึไงว่าเพื่อนเขาคือคนไหน เขาเพิ่งบอกว่า ‘เพื่อนผมๆ’ ยังไม่ได้บอกชื่อเลย)

“รู้!”

(ว๊ายอีพวกชะนีพลังแกร่งกล้าสามารถ รู้ได้ยังไงยะ ถ้าคนที่เขาบอกไม่ใช่คนเดียวกับที่พวกแกคิดนะ ฉันจะหยิกอวัยวะสืบพันธ์ของพวกแกเรียงตัวเลย!) ชายหนุ่ม (?) เท้าสะเอวชี้นิ้วกราดหน้าทุกคน (อะ ไหนบอกซิว่าเพื่อนคนไหนที่เธออยากให้พี่เลือก)

“คนนี้ครับๆ”

(มองไม่ค่อยเห็นเลยอะ สงสัยต้องลงไปมองใกล้ๆ) ว่าแล้วก็กระโดดลงมาจากเวที วิ่ง 100x100 มาหาผม เมื่อสิบวินาทีก่อนเราห่างกันจนผมมองหน้าพี่เขาไม่ชัดแต่ ณ ตอนนี้ผมสามารถมองเห็นไรฝุ่นบนขนคิ้วพี่เขาได้ด้วยตาเปล่า ใกล้ไปแล้วเฮ้ย

“มองแล้วเป็นไงบ้างครับพี่ ถูกใจไหม คนนี้เพิ่งมาใหม่เลยแต่ราคาแพงหน่อยนะ ของดี” ไอ้สัส พูดซะกูเป็นของฝากจากสระบุรี

(เอาจริงไหมแก… ทำไมผู้ชายที่นี่หล่อกันจังวะ ขอห่อกลับบ้านได้ไหม ครั้งหน้าไม่ต้องจ้างแล้วนะถ้าจะให้มาสอนภาษาอังกฤษอีก ขอแค่มีธันวากับพ่อหนุ่มอาหารตาคนนี้ บอกเลยกูมาฟรี จะมาตลอดด้วย) เหมือนจะล้อเล่นแต่มันมีแววจริงจังในดวงตาของพี่ทัก (ขอทราบชื่อเสียงเรียงนามหน่อยค่ะคนดีของพี่ บอกราคาด้วย)

“หยางครับ ...ราคาแล้วแต่ความพอใจ พอใจมากให้มากแต่ถ้าไม่พอใจเดี๋ยวผมจะทำจนกว่าพี่จะพอใจ”

“กรี๊ดดดดดดด”

บรรดาแม่ยกทั้งกรีดร้องและยกมือปิดหน้ากันไปมา คู่สนทนาเองก็ทำเช่นเดียวกัน ขำๆ ครับ ถ้าผมไม่เล่นบ้างก็สงสารพวกพี่ๆ ดูสิเนี่ย ไอ้แมวน้ำก็ขี้อาย คนก่อนหน้านั้นก็ทำหน้าตายเหมือนอยู่คนเดียวบนโลก ไม่มีอารมณ์ร่วมเล๊ย

(ต๊ายตาย เขินแบบธันพี่ก็ชอบนะ แต่กล้าอย่างน้องพี่ก็ชอบเหมือนกัน มาเป็นผัวพี่ไหมลูก)

“ไม่ครับ ตำแหน่งผัวของผมติดจองอยู่” ขณะที่กล่าวก็ยักคิ้วให้เจ้าของริมฝีปากกระจับน่าฟัดที่กำลังเบ้ปากมองมาทางผมอย่างหมั่นไส้ มีการขยับปากด่าผมว่า ‘ไม่ต้องจองให้กู ยกให้พี่ทักไปเลย กูเต็มใจ’ ด้วยนะ มึงเต็มใจแต่กูไม่ไงไอ้เวร

(เอ้าอีนี่ แล้วจะมาอ่อยกูทำไมเนี่ย)

“แค่จองไงพี่ ยังไม่ได้เป็นผัวจริงๆ อีกอย่างเขาก็ไม่ได้อยากจะจองมันหรอกแต่มันเสร่อจองให้เขาเอง” เชี่ยเทรนด์...

(อ๋อ รักข้างเดียวว่างั้น)

“ประมาณนั้น”

(โถๆ คงจะเศร้าน่าดูนะลูก พี่จะบอกอะไรดีๆ ไว้เป็นข้อคิด… ถึงพี่จะไม่มีนมให้ซุก แต่พี่มีความสุขให้นะ) ว่าพลางถูนิ้วเป็นท่าประกอบ ไม่รู้ทำไมเห็นแล้วคำว่า shut up and take my money แม่งลอยมาเลย

ขออนุญาตเกลียดครับ

(อะๆ เข้าเรื่อง นี่ฉันลืมไปแล้วนะว่าต้องรีบ หนูสมยอมจะไปเล่นเกมกับพี่ปะ ถ้าไม่พี่จะได้ไปหาคนอื่นมาคู่ธันวา) ต้องถามด้วยเหรอว่าผมจะตอบว่าอะไร

“เล่นครับ”

“ไงมึง ข้างบนแอร์เย็นเหรอหน้าซีดเชียว” ผมโบกมือทักทายคนตรงหน้าที่กำลังกอดอกมองผมหน่ายๆ ทำเป็นเล่นไป แอร์เย็นจริงว่ะ

“จัญไร”

“ฮะๆ”

(รู้จักกันด้วยเหรอ ดีๆ เวลาเรา threesome กันพวกหนูจะได้ไม่ทะเลาะกันเพื่อแย่งพี่)

“ฮะๆ”

(อะ พี่จะทวนกติกาอีกทีนะ ถ้าพี่พูดว่าเอามือจับ… ก็ให้น้องเอาอวัยวะนั้นไปถูของเพื่อน อย่างพี่บอกว่า ‘เอามือจับเข่า’ พวกหนูก็ต้องเอาเข่าถูกัน) เขาทำให้ดูเป็นตัวอย่างด้วยการลากพี่สันทนาการคนหนึ่งมาเป็นคู่แล้วก็เขยิบเข้าไปใกล้เพื่อที่จะเอาเข่าถูกัน (เท่านี้แหละ ว๊ายอีฟิม! นมมึงดันอกกู เอาออกไปเลยผัวกูหวง)

“จะซ้อมปะ” ผมเลิกคิ้วถามคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากำลังเขินสายตาคนทั้งหอประชุม น่าแกล้งโว้ย

“ไม่”

“ใจเด็ดว่ะ”

“เหอะ”

(ถ้าพร้อมแล้วพี่จะเริ่มเลยนะลูก บอกไว้เลยนะถ้าพวกหนูทำผิดพี่จะให้ทำวนไปอยู่อย่างนี้ทั้งวันจนกว่าจะถูก ...กูไม่ไปละภาคตงภาคใต้ อยู่ภาคภูมิใจกับเด็กไทยที่นี่ดีกว่า เอ้าเริ่ม!)

ตึง!

สิ้นเสียงสั่ง มือกลองก็ตีจังหวะเร็วๆ เพื่อเร่งให้น่าตื่นเต้น เพื่อนคนอื่นที่นั่งดูอยู่ก็ปรบมือตามจังหวะพร้อมกัน ไม่นานนักพี่ทักก็เริ่มร้องเพลงโดยมีพี่ๆ คนอื่นเป็นเสียงซ้อน ฟังแล้วไม่ขัดหูเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจผมได้มากเท่ากับเรียวคิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันอย่างประหม่า นี่มึงไม่อยากเล่นขนาดนั้นเลยเหรอวะ ฮะๆ

(ทำได้ไหม มีใครทำได้รึเปล่า จับตรงโน้น จับตรงนี้พอทำได้รึเปล่า ...เอามือจับหัวศอก เอามือจับไหล่ อย่ามัวอายเลยนะเธอมาทำด้วยกัน) เหมือนประสาทสัมผัสมันตอบรับเอง เมื่อได้ยินชื่ออวัยวะใดส่วนนั้นเราก็จะขยับเข้าไปหากันเองเหมือนนัดกันไว้ ถือว่าเริ่มได้ดีทีเดียว นอกจากจะทำถูกแล้วยังพร้อมกันอีก พวกคนดูปรบมือกันใหญ่ ผมชอบนะจนกระทั่ง...

(เอามือจับหน้าผาก)

พอได้ยินว่าต่อไปต้องแตะอะไรเราก็ชะงัก ผมเคยบอกมันไปแล้วว่าจะไม่เข้าใกล้เกินไป จับไหล่จับศอกเมื่อกี้มันยังไม่เท่าไหร่แต่หน้าผากนี่คงไม่ไหวว่ะ

ปึก

“เฮ้ย!”

กรี๊ดดดดด

แรงผลักจากด้านหลังทำให้ผมเซเข้าหาร่างโปร่งอย่างไม่ทันตั้งตัว ระยะห่างของเราลดลงอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพียงแผ่นอกที่แนบชิด แต่หน้าผากก็สัมผัสกัน วินาทีที่ทุกอย่างเกิดขึ้นผมรู้สึกเหมือนหูหนวกไปชั่วขณะ ไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงหัวใจตัวเอง

ไอ้ธันเองก็คงได้ยินเสียงหัวใจผม เพราะ...

ตึกตึก ตึกตึก

แม่งเต้นแรงมาก

ผมไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปนาน รีบผละตัวออกมาทันที ...ครับ คงทำได้สำเร็จถ้าไม่มีคนมาดันหลังของผมกับไอ้อุ๋งเอาไว้

“หนุ่มๆ ถูกันเร๊ว”

“พี่ครับ ผมว่า...”

“ถ้าน้องไม่ทำพี่ก็ไม่ปล่อยนะ อิอิ” พูดแล้วก็หันไปขอเสียงเชียร์จากรอบข้าง ทุกคนในห้องประชุมดูสนุกกับเกมนี้มากโดยเฉพาะพวกเพื่อนผม ส่งเสียงร้องให้ความร่วมมือดีซะจนน่าเตะ

เวรเอ๊ย... ตอนแรกก็กะจะเล่นขำๆ แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นเรื่องขำไม่ออกซะงั้น

“ทำไปเหอะ แค่เกมกูไม่ถือ”

“เอางั้นเหรอวะ...”

“อือ ทำให้มันเสร็จๆ ไปดีกว่าต้องมาโดนลงโทษแล้วน่าอายมากกว่าเดิม...”

แต่มันจะดีเหรอวะ

คงเพราะเข้าใจความคิดของผม คนตรงหน้าจึงเป็นฝ่ายดันหน้าผากเข้ามาหาผมเอง แถมยังถูเองด้วย… อย่างกับแมว โคตรน่ารัก ผมนี่ยกมือขึ้นมาเกาแก้มเลย ลำพังแค่มันยืนอยู่ใกล้ๆ ใจผมก็เต้นไม่เป็นจังหวะอยู่แล้ว พอมันทำอย่างนี้ผมรู้สึกเหมือนก้อนเนื้อจะกระเด็นออกมาจากอกยังไงยังงั้น

ไอ้บ้า...

(อ๊ายยย อีเหี้ย กูจะร้องต่อไม่ได้แล้วพวกมึง) ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่เธอก็ยังประคองสติแล้วขยับปากร้องเพลงต่อด้วยเสียงสั่นๆ มือไม้ก็สะบัดไปมา (จับหู จับแก้ม)

พวกผมทำตามที่เธอสั่งไปเรื่อยๆ ทุกอย่างปกติจน... ขณะที่แก้มเราถูกันอยู่นั้น นอกจากความนุ่มแล้วผมยังสัมผัสได้ถึงอีกสิ่งที่ทำให้อมยิ้มได้

ความร้อนจากใบหน้าอีกฝ่าย

“หน้าแดง”

“เรื่องของกู”

“เขินเหรอ”

“จิ๊”

ถ้ามึงเงยหน้ามามองสักนิด มึงจะเห็นเลยว่ากูก็ไม่ได้มีสภาพต่างจากมึงเท่าไหร่

(สุดท้ายแล้ว! จับตรงโน้น จับตรงนี้พอทำได้รึเปล่า เอามือจับ… จมูก)

คู่สนทนาของผมชะงักอีกครั้งเมื่อรู้ว่าอวัยวะสุดท้ายคืออะไร แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง อย่างเช่นอยากรีบทำให้มันจบ ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย และอะไรทำนองนั้นทำให้มันเงยหน้าขึ้น เอาปลายจมูกถูกับของผมเบาๆ มีการขยับปากด่าว่า ‘หน้ามึงเอ๋อมาก’ แล้วถูจมูกหนักๆ สองทีก่อนจะผละออกไป

ใจผม…

(อีเหี้ยยยยยยย ถามจริง พวกแกเป็นแฟนกันปะเนี่ย)

“ไม่ใช่” ผมให้ทายว่าใครตอบ ระหว่างไอ้อุ๋งๆ ไอ้คีรินทร์ ไอ้ธัน หรือไอ้แมวน้ำ

(จริงอะ ถ้าไม่ใช่พี่จับหยางทำผัวนะโว้ย)

“เอาไปเลย… ไม่ได้อยากได้สักหน่อย” คนโดนแกล้งโบกมือไล่ผม ตีหน้าปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไอ้ผู้ร้ายหน้าซื่อ

(อะๆ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ กลับไปนั่งที่ตัวเองได้ค่ะ ขอเสียงปรบมือให้ทั้งคู่ด้วยลูก)

เราทั้งสองคนยกมือไหว้รับเสียงปรบมือจากทั้งอาจารย์และนักเรียน โรงเรียนผมแม่งเล่นใหญ่ตลอด พวกมันกรี๊ดกร๊าดทำท่าทางกระดี๊กระด๊ายิ่งกว่าผู้หญิง แถมยังพร้อมใจกันชูหน้าจอมือถือที่มีข้อความเขียนว่า ‘พี่หยางขา’ ด้วย พวกจัญไรเอ๊ย ฮะๆ

(สนุกพอละเนอะ ถือว่าเมื่อกี้เป็นการเรียกเลือดให้สูบฉีดทั่วร่าง มาๆ เริ่มกันเลยดีกว่าเดี๋ยวไม่ทันการ ทุกคนเปิดชีทหน้าที่หนึ่ง) พี่เขาเปิดสไลด์ไปพร้อมกับเริ่มอธิบายเรื่องคำนาม กริยาและคำช่วยต่างๆ แต่เริ่มได้ไม่นานเธอก็หยุด ทุกคนในห้องประชุมก็เงียบ ทุกสายตาค่อยๆ จ้องมองมาทางเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย (...หยาง เบลอเหรอคะคนดีของพี่ ที่แกอยู่ฝั่งโน้น ทำไมไม่กลับไปนั่งที่ตัวเองล่ะลูก)

อ้าว รู้ด้วยเหรอ ผมว่าตัวเองเนียนแล้วนะ

อย่างที่เธอพูดครับ ตอนนี้ผมไม่ได้กลับไปนั่งที่เดิมแต่ย้ายมานั่งข้างๆ ไอ้ธัน ที่มันว่างตั้งแต่แรกแล้ว สงสัยไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าเข้ามานั่งใกล้มันมั้ง ถือเป็นโชคดีของผมก็แล้วกัน

“ผมชอบตรงนี้มากกว่าครับ”

“ไอ้ตอแหล ชอบตรงนี้หรือชอบคนนี้” แทบจะทันทีที่ผมพูดจบ เสียงใสของสาวสวยก็ดังขึ้นอย่างประชดประชัน สีหน้ามันก็กวนตีน จะมีสักวันไหมที่มึงไม่ขัดกู ดีแล้วล่ะที่ตอนนั้นกูไม่ได้เป็นแฟนกับมึง ไม่อย่างนั้นกูคงเสียใจตายห่า

“หึ อะไรเป็นอะไรก็รู้กันอยู่”

(ยังไงเนี่ย ตกลงแฟนกันปะวะ ถ้าใช่พี่จะได้ทำใจที่โดนเทแบบซุปเปอร์กระจาด โดนเทแบบแพ็คคู่ แถมคนที่เทพี่ทั้งสองคนก็หันไปแดกกันเองอีก)

“ไม่ใช่ครับพี่! ผมไม่ใช่แฟนมัน”

(ธันก็ ‘ไม่ๆ’ ตลอดอะ พี่อยากฟังหยางตอบบ้าง เอาเลยลูก ชัดๆ บอกพี่มาตามตรงไม่ต้องโกหก ไม่ต้องกลัวพี่เสียใจ)

“ครับ ไม่ใช่แฟน”

(อ่อ ค่อยยังชั่ว-)

“ไม่ใช่แฟนเพราะผมจีบมันอยู่”

“โฮ่ววววววววว มันเอาว่ะ” เพื่อนๆ จากโรงเรียนผมพร้อมใจกันส่งเสียงแซวอย่างออกหน้าออกตา ผมก็รับมุขด้วยการลุกขึ้นแล้วโบกมือให้พวกมันเหมือนประธานาธิบดีที่ออกมาพบปะประชาชน

(โอเค๊ กูเข้าใจละ พอ เลิก เรียนได้!)

ฮะๆ

[ธันวา]

(งั้นช่วงเช้าพอแค่นี้ก่อน ไปแดกข้าวได้ เดี๋ยวมาเจอกันตอนบ่ายโมงโอเคไหม… ถึงพวกแกบอกว่าไม่โอเคก็ต้องโอเคแล้วล่ะ ฉันหิว ฉันอยากพักผ่อน อยากเดินส่องครูพละโรงเรียนนี้ เมื่อเช้าเดินผ่านแล้วฟีโรโมนคลุ้งกระจาย ใจจริงอยากจะกระโดดปล้ำซะตอนนั้นเลยแต่เกรงใจศาลตายายหน้าโรงเรียน) คนพูดมีสีหน้าเสียดายอย่างสุดซึ้ง พูดไปพลางเก็บของใส่กระเป๋าไปพลาง พี่ทักสอนสนุกมาก ขอเกริ่นก่อนว่าปกติภาษาอังกฤษจะเป็นวิชาที่ผมเรียนแล้วไม่ค่อยอยากฟังเท่าไหร่ แม่งยาก แต่เธอสามารถทำให้ผมกับนักเรียนอีกหลายร้อยชีวิตตั้งใจฟังได้ ที่สำคัญคือเข้าใจเกือบทุกบทเรียน ต้องยกมงให้แล้วล่ะ

“แดกข้าวไหมมึง”

“แดกๆ”

“ในที่สุดวันที่พวกเราจะได้แดกข้าวก่อนเด็กม.ต้นก็มาถึง กูจะร้องไห้...” ไอ้ดาแสร้งยกมือขึ้นเช็ดหยดน้ำตาปลอมเปลือกของตัวเอง

อย่างที่มันพูดครับ เหมือนว่าผอ.จะสงสารเด็กตาดำๆ อย่างเรา ประกอบกับอยากอำนวยความสะดวกให้แขกทั้งหลาย (รวมทั้งนักเรียนต่างสถาบัน) เขาจึงจัดการให้เราทานข้าวคาบสี่ แล้วย้ายให้น้องๆ ชั้นอื่นไปทานคาบห้ากับหก ซึ่งถือว่าดีม๊ากกก เพราะปกติกว่ไอ้แก่อย่างพวกผมจะได้มาต่อแถวซื้ออาหาร สิ่งที่พอจะเหลือในร้านข้าวก็มีไม่กี่อย่าง เผลอๆ ก็ไม่เหลือเลย วันนี้ก็คือต้องแดกข้าวคลุกน้ำปลาอะ

“งั้นรีบไปเหอะ เดี๋ยวคนเยอะ-”

“จะไปไหน เป็นเจ้าบ้านภาษาอะไรปล่อยให้พระอาคันตุกะหาทางไปโรงอาหารเองวะ” ก่อนที่พวกเราจะได้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เสียงทุ้มนุ่มก็ทักขึ้นข้างหลังพร้อมกับเงาคนจำนวนหนึ่งที่ซ้อนทับลงมาที่โต๊ะตัวยาว หนึ่ง สอง เอ๊ะ สามสิ ไอ้เงาหลุมดำที่เตี้ยกว่าชาวบ้านนี่คนใช่ไหม ผมคิดว่าหัวไหล่ใครซะอีก

ฮะๆ กูไม่ได้ตั้งใจจะด่าเด้อต้น

“กูจะพาคนอื่นไป แต่สำหรับมึง… คลำๆ ทางเอาเอง มีความสามารถก็ได้แดก ถ้าไม่มีก็อดแดก”

“กูมีความสามารถในการเดินตามมึงไปแน่นอน หึ”

“ชิ ไอ้เหี้ย กูเกลียดหน้ามึงว่ะ เบื่อด้วย เมื่อไหร่มึงจะออกไปจากชีวิตเพื่อนกูสักทีวะ กูจะแยกพวกมึงเอง”

“คงยาก ความสัมพันธ์ระหว่างกูกับไอ้ธันยากแท้หยั่งถึง มนุษย์ที่เปรียบเสมือนดอกบัวไม่พ้นน้ำ ติดอยู่ใต้โคลนตมก้นบ่อลึกอย่างมึงไม่มีวันแยกเราได้หรอก” คู่สนทนากอดอกเอ่ยด้วยสีหน้าที่เรียกได้ว่ากวนประสาทที่สุด ผลลัพธ์ของการกระทำนี้คือการที่ไอ้แพนเดือดจัด เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ บ่งบอกว่าเจ้าตัวอารมณ์พุ่งขนาดไหน

“มึงจะเอาใช่ไหมไอ้หยาง”

“ไม่เอามึง กูจะเอาธัน หึ”

“เหอะ มันไม่ให้มึงเอาหรอก”

“แล้วถ้ามันให้ล่ะ มึงจะยอมเป็นคนรับใช้กูกี่เดือน”

“เดือน?... หึ ถ้ามันยอมให้มึงเอานะ กูยอมเป็นเบ๊มึงยันเรียนจบหลักสูตรมหาลัยเลยไอ้เหี้-”

โป๊ก!

“พวกสันดาน พูดจาไม่ให้เกียรติกูแล้วยังพูดต่อหน้ากูอีก” ผมยกมือขึ้นตบกระบาลมันทั้งคู่คนละที ผู้ชายก็ปากดี ผู้หญิงก็ปากหมา พอๆ กันเลยพวกมึง แล้วพูดเรื่องอะไรให้มันสร้างสรรค์กว่านี้หน่อยได้ไหม พูดจาอุบาทว์จริงๆ โว้ย “ไปแดกข้าวได้แล้ว มัวแต่ลีลาเดี๋ยวข้าวก็หมดจริงๆ หรอก”

ไม่รอให้ไอ้บ้าสองตัวนั้นเดินออกมา ผมก็เป็นฝ่ายกอดคอไอ้เทรนด์กับไอ้ต้นเดินออกมาจากหอประชุมเลย ส่วนพวกไอ้มิว ไอ้ดาก็เดินตามมาติดๆ เช่นกัน ไส้ผมจะขาดแล้ว หิว!

“เหมือนไม่ได้เจอมึงนานเลยว่ะไอ้แมวน้ำ ทำไมช่วงนี้ไม่ค่อยเข้าฟิตเนสเลยวะ”

“อยากไปแต่การบ้านดิ อย่างเยอะ” สงสัยผมจะคิดผิดที่ว่าม.5 เทอมสองต้องชิล… นอกจากสอบย่อยถี่ยิบ งานเยอะ การบ้านแยะ โครงงานตรึมแล้วคาบว่างก็โดนจองเสมออีก ชีวิตโคตรอนาถ

“พวกกูก็มีแต่ไม่ทำ”

“จ้า พ่อเจ้าประคุณทั้งสอง”

“อ้วนขึ้นปะมึงอะ” ร่างบางเลิกคิ้วถาม มือเล็กลูบหน้าท้องผมอย่างเบามือ ไอ้ตัวสูงข้างๆ มันก็ทำเช่นเดียวกัน ทำไมต้องลูบแล้วขมวดคิ้ว น้องพุงกูไม่น่ารักเหรอ

“จริงดิ กูว่าไม่ค่อยแดกอะไรแล้ว-”

“อย่ามาสตอ ช่วงนี้มึงแดกอย่างกับห่าลง!”

“...บ๊า จริงเหรอวะ ทำไมกูไม่รู้ตัว”

“จริง กูเป็นพยานให้ไอ้ดาได้ ช่วงนี้มึงแดกเยอะจริงๆ” มิว อย่าเผาเพื่อนดิ...

“ถ้ากลับมาอ้วนอีกทีกูจะตีให้” หนุ่มเหล็กดัดยกมือขึ้นมาขู่พร้อมกับทำเสียง ‘เดี๊ยะๆ’ เบาๆ คล้ายตอนที่คุณทำผิดแล้วแม่ด่า โห่วววว หน้าก็โหด นิสัยยังจะโหดอีก ไม่น่ารักเลยอะน้องเทรนด์ คิดว่ากูจะกลัวเหรอวะ... เออดิ ผมจัดให้มันอยู่อันดับต้นๆ ของคนที่น่ากลัวในชีวิตผมเลย

แต่ขอเหน็บสักหน่อยเถอะ

“ดุว่ะ เป็นพ่อเหรอ”

“ถ้ามึงกลับไปอ้วนอีกที พ่อมึงไม่กล้าตีมึงเหมือนที่กูกล้าหรอก… เชื่อกูสิ” ไม่ว่าเปล่า สายตาคมตะหวัดมองผมอย่างคาดโทษ มันเป็นการกดดันไปในตัว สายตาก็ไม่ได้โหดเท่าไหร่แค่มองแล้วสะดุ้งเอง...

“...ไอ้เหี้ย ขู่กู”

“กูพูดจริงทำจริง”

“ให้มันอ้วนไปเถอะ ตั้งแต่มันผอมแล้วผู้หญิงไม่ค่อยสนใจกูเลย สนใจแต่มัน เหอะ แดกเยอะๆ นะอุ๋งๆ กลับไปเป็นแมวน้ำเหมือนเดิมนั่นแหละดีแล้ว” นี่มันสลับกันปะต้น มึงเป็นเทรนด์เนอร์ลดน้ำหนักให้กูนะ มึงสิที่ควรจะพูดประโยคก่อนหน้านี้ แล้วมึงก็ควรเป็นคนที่ไม่สนับสนุนให้กูแดกด้วย

“กูไม่กลับไปอ้วนหรอกสัส”

“อย่าทำเป็นได้ใจ๊ ความอ้วนมันจะมาเงียบๆ… เผลออีกทีมึงอาจจะกลับมามีหุ่นเป็นกระสอบทรายเหมือนเดิมแล้วก็ได้” มันกล่าวขณะสวมรองเท้า คนอื่นก็ทำเช่นเดียวกัน

เอ้า รองเท้าผมไปไหนวะ...

“ทิ้งกูแล้วก็ทำหน้าแบบนั้น มึงลืมสินะว่าเอารองเท้าไว้ไหน”

ในขณะที่ผมกำลังสาดส่องสายตาเพื่อมองหา อยู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนว่ามีคนมายืนอยู่ข้างๆ และสิ่งที่ผมตามหาก็ถูกเขายื่นมาให้เหมือนอีกฝ่ายรู้ว่าผมกำลังคิดอะไร เชรดโด้

“เออว่ะ แต๊งกิ้ว”

“มึงนี่นะ” โห แค่นี้มึงส่ายหัวใส่กูเลยเหรอหัสดิน

“แหม่ไอ้เชี่ย คนเรามันก็ต้องมีหลงๆ ลืมๆ กันบ้างเป็นธรรมดา มึงไม่เคยลืมไง๊”

“หึ” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำเสียงที่ประชดประชันอย่างกวนตีน หรือท่าทางการเชิดหน้าถามอย่างกวนประสาทของผมที่ทำให้ร่างสูงส่ายหัวขำๆ ยกมือขึ้นดันหัวผมอย่างมันเขี้ยว มีการส่งเสียงร้องว่า ‘...มันเขี้ยว’ เบาๆ ด้วย สงสัยจะอยากบีบแก้มผมมั้ง ...ไม่ได้แดกกูหรอกไอ้สัส “รีบใส่รองเท้าได้แล้วจะได้รีบไปแดกข้าว ไหนบอกว่าหิว”

“เออว่ะ ป่านนี้คนเต็มโรงอาหารแล้วมั้ง”

“พวกมึงวางรองเท้าไว้ไหนกันวะทำไมกูไม่เห็นเลย” คุณคงด่าไอ้ต้นอยู่ในใจว่า ‘ถึงมันวางอยู่ตรงนี้มึงก็หาไม่เจอหรอก รองเท้ามันก็เหมือนกันทุกคู่ มองแค่ตาจะไปรู้ได้ไงว่าคู่ไหนเป็นของใคร’

โนวว โนวว โนวครับ หยุดความคิดของคุณไว้ตรงนั้นเลย

เพราะรองเท้าไอ้อ้อยไม่เหมือนใคร เมื่อสามวันก่อนแม่งถ่ายเอกสารบัตรประชาชนมาแปะเอาไว้ ผมจะไม่มีปัญหาเลยถ้าร้านที่มันไปถ่ายไม่ใช่ร้านในโรงเรียนซึ่งถ่ายแบบสีไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะหล่อแค่ไหนเจอขาวดำเข้าไปหน้าก็บังคลาเทศทุกคน ผิวงี้ดำเหี้ยม รูจมูกชัดเวอร์ ปากคล้ำ คนไหนคิ้วบางก็ขาวโพลนไร้คิ้วไปเลย คนไหนคิ้วหนาแบบไอ้หยางก็เหมือนปิงอเมซอนที่ดูดเลือดช้างมาจนตัวอ้วน

ผมรับไม่ได้

แต่ไอ้หยางสนใจที่ไหน พอตัดเป็นรูปบัตรได้แล้วมันก็เอามาแปะกับรองเท้า ส่วนตัวผมกล้าพูดคำว่าทุเรศออกมาได้อย่างไม่กระดาก แต่ไอ้คนทำกลับหัวเราะคิกคักชอบใจกับผลงานตัวเอง ขออนุญาตจัดมันเข้าไปในจำพวกหล่อแต่ชอบทำตัวทุเรศนะครับ

“ตกลงมึงวางรองเท้าไว้ไหน?”

“บนเครื่องระบายความร้อนแอร์”

“...เข้”

“ขอพูดอะไรสักนิดได้ไหม ...นี่มึงกลัวคนอื่นแดกรองเท้ามึงเหรอ หรือกลัวหนูมาคลอดลูกใส่” หลังจากนั้นเรื่องสถานที่เก็บรองเท้าของไอ้หัสดินก็กลายเป็นหัวข้อหลักของการสนทนาพวกเรา แม่งพูดกันตั้งแต่อยู่ข้างบนจนลงมาแดกข้าว ตอนนี้จะกินข้าวหมดจานแล้วเรายังเม้าท์เรื่องนี้กันอยู่เลย

ตือดึง

พี่ตุลย์ : วันนี้มีแนะแนวที่โรงเรียนมึง?

ป๊าด ขอแคปไว้ให้ลูกหลานดูหน่อยได้ไหม ไม่ใช่บ่อยๆ นะครับที่พี่ชายผมจะทักไลน์มาแบบนี้ เวลาของพี่ตุลย์เป็นเงินเป็นทองจะตาย เขาไม่เสียเวลามานั่งพิมพ์หรอก… อย่าเศร้าครับเขาไม่ได้พิมพ์แต่เขาโทรมา

Thanwa : ช่ายยยย

พี่ตุลย์ : เห็นว่ามีโรงเรียนอื่นไปด้วยเหรอ

Thanwa : ช่าย โรงเรียนไอ้หยางก็มา

พี่ตุลย์ : เหรอ ตอนนี้ก็คงอยู่กับมันล่ะสิ

Thanwa : ถูกต้องละครับผม *ส่งรูปหยางกำลังกินข้าว*

ผมกดถ่ายภาพคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามไปหนึ่งรูปด้วยความเร็ว ไม่เน้นสวยครับ เน้นเป็นประกอบการสนทนาเฉยๆ ภาพที่ออกมาก็เลยมีสภาพดังนี้ ไอ้หยางตาปรือ อ้าปากกว้างกำลังจะกินข้าวที่อยู่บนช้อน มีพื้นหลังเป็นไอ้ต้นที่เลิกคิ้วมองมัน เชี่ย ได้ว่ะ ฮะๆ

“ค่าตัวกูหลักแสนนะ แต่ถ้ายอมเป็นแฟนจะลดเหลือแค่หอม”

คนที่ผมกำลังนินทาในใจเอ่ยทั้งๆ ที่ยังก้มหน้ากินข้าวเหมือนไม่สนใจ เหอะ ฟังแล้วอยากจะกระทืบเท้ามันจริงๆ เนี่ย พอดีเลยผมสัมผัสได้ว่าไอ้รองเท้าจัญไรของมันห่างจากเท้าผมไม่เท่าไหร่ เหยียบได้ไหมวะ

“กูไม่จ่าย ไม่หอมด้วย”

“อะไร แอบถ่ายกูแล้วไม่จ่ายค่าตัวได้ไง นิสัยเสียว่ะ”

“ถ้ายังพูดอีกกูจะกระทืบตีนมึงแล้วนะ”

“อารมณ์ร้อนนะเรา เมนส์ไม่มาเหรอเมื่อก่อนไม่เห็นเป็นงี้... หรือจะท้องลูกกู?” นักเรียนชายต่างสถาบันยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ผมกำลังจะด่ามันอีกรอบแต่ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยอะไรสักพยางค์ เรียวขาก็รับรู้ได้ถึงความอุ่น รวมถึงผิวเนื้อที่ปัดผ่านเบาๆ ...แต่ชัดทุกสัมผัส

เฮ้ย ขามึง

“ตลกเหรอหยาง เอาขาออกไป”

“ออกไปไหน?”

“เอา ออก ไป จาก ขา กู ...ไปอยู่ที่ดีๆ น่ะไอ้สัส” ผมลดเสียงลงให้ได้ยินกันแค่สองคนเนื่องจากไม่อยากให้คนอื่นในโต๊ะหันมาสนใจ น่าอายฉิบเหี้ย ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าพวกไอ้ต้นเห็นเข้าจะล้อหนักขนาดไหน ดีที่ตอนนี้พวกมันหิวจัดก็เลยสนใจเรื่องปากท้องก่อนเป็นอันดับแรก

อะ

“ก็นี่แหละที่ดีๆ ของกู”

จากเดิมที่ขาเราแค่พิงกัน ตอนนี้อีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นแยกขาตัวเองทั้งสองข้างออก ก่อนจะดันขาของผมให้เข้าไปอยู่ตรงกลาง หลังจากนั้นหนุ่มหล่อที่กำลังกลั้นยิ้มกับผลงานตัวเองก็จงใจเกร็งขาเอาไว้ไม่ให้ผมหนี ถ้าคุณนึกภาพไม่ออกก็ให้นึกถึงแซนวิช ขาไอ้หัสดินเป็นขนมปัง ส่วนขาผมเป็นไส้ข้างใน

ค_ย... ยิ่งกว่าเดิมอีกไอ้คนสันดาน

“ไอ้หน้าด้าน ปล่อยกู”

“ธัน... แค่นี้เอง ต่ำกว่ามือตั้งหลายเท่า ครั้งก่อนเราสัญญากันว่าจะเริ่มจากการจับมือแล้วค่อยๆ เขยิบขึ้นไปไม่ใช่เหรอ ถ้ากูเลื่อนต่ำลงมาที่ขาแบบนี้มึงต้องไม่ด่าสิ เนี่ย ขาดทุนเห็นๆ” กล่าวจบคนนิสัยเสียก็ตีหน้าเศร้ามองข้าวในจานตัวเอง ขอโทษเถอะ ถ้ามันมีหางกับหูเหมือนหมา ผมพนันเลยว่าถึงจะทำหน้าเศร้าขนาดไหนแต่หางกับหูของมันจะกระดิกดิ๊กๆ เพราะภายในใจมันกำลังเริงร่า แล้วขาดทุนพ่อมึงสิ นี่เขาเรียนกำไรล้วนๆ

“ดีๆ นับถึงสามถ้ายังไม่ปล่อยกูจะแทงด้วยส้อมให้ถึงกระดูกดำเลย...”

“มึงไม่ทำหรอก”

“1”

“...”

“2” ผมลดมือที่ถือซ้อมลงไปใต้โต๊ะ ขณะเดียวกันก็สบตาอีกฝ่ายไม่ลดละ ...ขาเดี้ยงไปซะมึง

“ฮ...เฮ้ย อุ๋งๆ”

“สะ-”

“เออๆ ยอมๆๆๆๆๆ ยอมแล้วโว้ย” หนุ่มหล่อยกมือยอมแพ้ ขณะเดียวกันก็รีบปล่อยให้ขาผมเป็นอิสระ มันพูดดังรัวๆ จนเพื่อนๆ ที่นั่งกินข้าวอยู่หันมาเลิกคิ้วสงสัยเลย “ถามจริง มึงพันธุ์อะไรวะ บางแก้วหรือล็อกไวเลอร์ ดุฉิบหาย”

“ภูมิใจซะสิ กูดุกับมึงแค่คนเดียว”

“แม่ง...”

หึ กูคิดว่าจะแน่

พี่ตุลย์ : อือ

อ้าว ลืมไปว่าคุยกับพี่ตุลย์อยู่

Thanwa : พี่มีไรรึเปล่า อยากได้รูปสาวๆ วัยมัธยมเหรอ… ติดคุกนะโว้ย แต่ถ้าพี่จ้างธันจะถ่ายให้ก็ได้นะ

พี่ตุลย์ : ไอ้หน้าเงิน

Thanwa : 55555

พี่ตุลย์ : ไม่มีอะไรหรอก ก็ถามไปงั้นแหละ

Thanwa : เค แล้ววันนี้พี่นอนบ้านไหมเนี่ย

กี่วันแล้ววะที่คุณคณินไม่ได้มาเหยียบเรือนนอนของตัวเอง หม่อมแม่บ่นคิดถึงทุกวันจนนกเอี้ยงข้างบ้านจะพูดตามได้อยู่แล้ว เด็จพ่อก็เกือบจะลืมหน้าเขาไปแล้ว ดีๆ มรดกจะได้เป็นของคุณคีรินทร์คนเดียว ส่วนคุณคณินก็เอาหนี้ไป แฟร์ๆ อิอิ

พี่ตุลย์ : ดูก่อน งานเยอะ *ส่งภาพ*

ในภาพคือแบบแปลนที่มองแล้วลายตาไปหมด ผมมองไม่เป็นว่ะ ถึงจะมีความรู้เรื่องศิลปะบ้างแต่มันก็วนๆ อยู่แค่พวกสีน้ำ เรื่องแบบบ้านหรืองานที่เป็นการใช้สมองเพื่อการค้าอย่างนี้ผมไม่ถนัด รู้แค่ว่ามันทำให้พี่ชายผมเหนื่อยมาก ทำให้เราไม่ได้เจอกันบ่อยด้วย

Thanwa : คิดถึง

พี่ตุลย์ : อ้อนเหรอมึง เออ เดี๋ยวกลับ

มันต้องอย่างนี้สิ

Thanwa : น่ารักที่สุดดด มาจุ๊บเหม่งที *ส่งภาพตัวเองทำปากจู๋*

พี่ตุลย์ : อะ *ส่งภาพตัวเอง*

ภาพที่ส่งมาคือสภาพเบ้าหน้าของอีกฝ่าย ณ ตอนนี้ แม้จะยังดูหล่อแต่ก็ถือว่าโทรมลงไปเยอะพอสมควร ใบหน้าที่เคยกระจ่างใสแลดูหมองคล้ำ ใต้ตาดำเล็กน้อย ผมยุ่ง เมื่อบวกกับบุหรี่ที่ปากแล้วยิ่งทำให้เขาดูเหนื่อยล้ามาก ถามจริง พี่ได้นอนวันละกี่ชั่วโมง

Thanwa : อี้ววววว จุ๊บไม่ลง

พี่ตุลย์ : เดี๋ยวจะเจอ เออกูไปละ ตั้งใจเรียนด้วยอย่าให้รู้นะว่าโดดเรียน

Thanwa : ครับ รักซ์

พี่ตุลย์ : อือ เหมือนกัน

วันนี้สงสัยผมต้องกลับไปทำความสะอาดห้องให้สักหน่อย พี่เขากลับมาจะได้นอนได้เลย ผมเคยบอกพวกคุณไหมว่าห้องคุณสถาปนิกหนุ่มเป็นยังไง... มันแย่มาก ถึงจะถูกตกแต่งอย่างโมเดริ์นดูสะอาดตาแค่ไหนแต่เศษกระดาษก็เกลื่อนทุกตารางวา เหอะๆ

“คุยกับใคร”

“จำเป็นต้องบอกเหรอ” ผมยักคิ้วกวนตีน

“ไม่จำเป็นหรอกแค่อยากรู้เฉยๆ กูไม่ได้ขี้เสือกขนาดนั้น” กล่าวไปพลาง เท้าคางมองโทรศัพท์ผมไปพลาง ไม่นานนักก็สบตาผมดังเดิม “พี่ตุลย์?”

“เฮ้ย รู้ได้ไงวะ”

“นอกจากเพื่อนแล้วก็มีแค่พี่ชายนี่แหละที่มึงแชทด้วยนานๆ แถมยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอด”

“...” เออว่ะ

“หึ”

“ขำอะไร” ผมมองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามเซ็งๆ โด่ว รู้อีกละ เพราะแม่งเป็นเพื่อนสนิทผมนั่นแหละ เวลาผมอยากแกล้งมันทีไรก็เลยไม่ได้ผลทุกที

“ตลกมึง ดูทำหน้าเข้า นินทากูอยู่ในใจล่ะสิ”

“เปล่านี่ ปกติ๊”

“ตอแหล”

“เชี่ย ด่าแรงว่ะ”

“เปล่านี่ ปกติ๊” ยอกย้อนเหรอมึง...

คุย (ทะเลาะ) กับมันอีกแป๊บนึงพวกไอ้มิวก็ชวนทั้งโต๊ะคุย กลายเป็นว่าเราตั้งวงเม้าท์กันเมามันจนลืมไปเลยว่าต้องขึ้นไปบนหอประชุม พอคิดได้ก็รีบวิ่งขึ้นมาทันที เกือบเป็นกลุ่มสุดท้ายที่เข้ามาแล้ว พี่ทักมีบทลงโทษสำหรับคนที่มาทีหลังด้วยนะครับ บรื๋อ ขอบคุณพระเจ้าที่พวกเรามาทัน

หือ สงสัยเหรอว่าก่อนหน้านี้พวกเราคุยเรื่องอะไรกัน?

เรื่องกีฬาครับ ไม่ใช่เรื่องผมกับไอ้หยางอย่างที่คุณมโนกันหรอก

ความจริงตั้งแต่รู้ว่าไอ้หัสดินจีบผมทุกคนก็เลิกล้อพร่ำเพรื่อ พวกมันจะเลือกแค่เวลาที่สมควรหรือเวลาที่ไอ้หยางทำตัวเสี่ยวจริงๆ เท่านั้น ซึ่ง… ก็ถือว่าเป็นบุญของผมที่ไอ้บ้าหยางไม่ได้ทำตัวเสี่ยวมากนัก ถ้าให้ระบุนิสัยของมันเป็นเปอร์เซ็นต์ ความเสี่ยวจะมีแค่ 10 ที่เหลือเป็นความสุภาพบุรุษ 30 ความกวนตีน 10 และความหื่น 50

อะไรนะ ทำไมหื่นเยอะจังน่ะเหรอ?

เหอะ คุณก็สังเกตจากมุขที่มันชอบเล่นสิ แม่งจะลงใต้สะดือทุกอัน อีกอย่างสายตาที่มันมองผมก็ไม่ได้ใสเลย ถ้าเข้ามาเลียได้คงทำไปแล้ว ไอ้คนสัปดน...

ฟู่

เชี่ย ขนลุก

ยังไม่ทันที่จะได้คิดจบ ลมเย็นๆ ก็พัดเอากลิ่นของน้ำหอมปรับอากาศกับความเย็นมากระทบผิว พาให้ผมต้องยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองอัตโนมัติ บรื๋อ ทำไมเราต้องมานั่งหน้าแอร์ด้วยวะ ไอ้แพน ไอ้เพื่อนชั่ว เลือกที่เองแล้วก็เป็นคนเดียวที่มีเสื้อกันหนาว

“หนาวเหรอ” ร่างสูงข้างๆ เอ่ยถามเมื่อสังเกตพฤติกรรมของผม

“อือ นี่ห้องประชุมหรือตู้เย็น”

“ฮะๆ”

“แม่ง...”

“กูไม่ได้เอาเสื้อกันหนาวมาซะด้วยสิ”

“ไม่เป็นไร กูถึก” ความจริงมันก็ไม่ได้หนาวมากหรอก… ถ้าให้เปรียบก็คงเป็นความเย็นระดับแม่คะนิ้งเกาะปลายขนตา หนาวเหลือคณาน่องขาเย็นเฉียบ ถ้าทาแป้งเย็นมานี่คือสูญสิ้นความเป็นคนแน่นอน ต้องเปลี่ยนสปีชีส์ไปเป็นนกเพนกวินแทน

“เบาแอร์ได้ไหม”

“ไม่ได้ ถึงตรงนี้แอร์จะเย็นก็เถอะแต่ตรงคนอื่นมันอาจจะไม่โดน อีกอย่างรีโมทก็อยู่ที่ห้องประชุมเล็ก” ถ้าถามว่าห้องที่ว่าอยู่ตรงไหน ผมตอบได้เลยว่าห่างจากที่นี่สี่ตึก ไม่รู้เหมือนกันว่าผอ.คิดอะไรอยู่ถึงได้แยกตัวควบคุมกับตัวเครื่องออกจากกัน เวลาจะเปิดปิดหนึ่งครั้งนี่โคตรลำบากเถอะ ต้องอินดี้ตลอดเหรอ ธรรมดาโลกไม่จำงี้

“เอางี้”

หือ?

บางสิ่งที่เบาบางคุมหน้าขาผมไว้โดยฝีมือของชายหนุ่มผู้ที่ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจในผลงานตัวเอง...

“ตลกมากไหมมึง...”

“ไม่นะ”

“ถ้าจะเอาผ้าเช็ดหน้ามาคลุมเท่านี้ก็อย่าคลุมเลย ไม่ต่างจากตอนไม่มีหรอกไอ้ด๋อย” ผมใช้สองนิ้วคีบเจ้าผ้าเช็ดหน้าลายโล่กัปตันอเมริกาขึ้นมาโบกสองสามครั้งแล้วส่งคืนให้เจ้าของ ผมชื่นชมที่มันพยายามแม้ทุกอย่างจะไม่อำนวย แต่ผ้าผืนนี้ใหญ่กว่าฝ่ามือผมนิดหน่อยเอง คลุมไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร

“ฮะๆ งั้นย้ายไปนั่งกับเพื่อนกูกันเถอะ”

“แล้วเพื่อนกูล่ะ?”

“เรื่องของเพื่อนมึงสิ”

“อีหยาง เดี๋ยวกูตีไข่ยุบ” แพนที่นั่งนิ่งมานานเริ่มเข้าร่วมวงสนทนาอีกครั้ง เธอได้ยินทุกอย่างมาตลอด ไม่ใช่แค่มันหรอก ทั้งไอ้มิว ไอ้ดา ทุกคนได้ยินหมดแหละแต่ที่ไม่แทรกเพราะตั้งใจเรียนอยู่ “จะเอาลูกกูไปแล้วยังสันดานเสียอีก”

“จะทำไมล่ะ”

“กูจะพาไอ้ธันหนีไปให้ไกลจากคนอย่างมึง”

“ลองดิ กูต่อยปากแตกจริงๆ ด้วย”

“ชิชะ อีนี่ กูเป็นสตรีเพศนะ รู้จักไหมเพศแม่น่ะ! พูดจาชาติชั่วแล้วกริยายังเลวทรามอีก คนอะไร ไม่เหมาะกับบุตรชายที่แสนจะเพียบพร้อมของกูเลย” ว่าแล้วก็ลูบหัวผมปรอยๆ นี่ผมคุยกับไอ้อ้อยจนลืมไปเลยนะว่ากำลังติวพี่ทักอยู่ น้อยใจไปแล้วมั้งที่มีเด็กไม่ตั้งใจเรียนอยู่สองคน

“อย่างมึงจัดอยู่ในเพศหญิงด้วยเหรอ”

“ต้องโดนตบสักทีใช่ไหม ปากมึงถึงจะดี”

“ตกลงอยากให้ปากดีหรือไม่อยากให้ปากดีกันแน่” ร่างสูงเลิกคิ้วถามกวนๆ จงใจแคะเล็บบ้าง แคะหูบ้างเพื่อเพิ่มความน่าถีบ

“ไอ้-”

(อะไรจ๊ะตรงนั้น นี่ฉันสอนจนจะเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่พวกเธอยังมีกระจิตกระใจมาทะเลาะกันแย่งผู้ชายอีกเหรอ ให้เกียรติฉันแล้วส่งนังหนูธันมา นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน คิดดูนะ ถ้าหยางได้ไปนังสวยนั่นก็จะเสียใจ แต่ถ้านังสวยนั่นได้ไปหยางก็จะทุกระทมขมขื่นกับชีวิตถูกไหม เพราะงั้นส่งมาให้ฉัน ฉันจะดูแลอย่างดี)

ไม่ครับ ไม่ใช่ทางที่ดีสำหรับผมเลย

การแนะแนววันนี้ก็จบลงด้วยการที่พี่ทักเกือบฉุดผมไปภาคใต้ด้วยแต่ดีที่ได้เพื่อนๆ ช่วยลากกลับมาผมก็เลยรอด... เพิ่งเข้าใจว่าโจรฆ่าข่มขืนน่ากลัวยังไง

“อากาศดีฉิบ มึงไม่ออกไปวาดรูปอะ”

“ที่ไหน the forest?”

“เออ ที่นั่นก็ได้”

“พี่จะไปด้วยเหรอ” ผมถามเจ้าของเรือนผมสีควันบุหรี่ที่กำลังวุ่นอยู่กับการใช้คัตเตอร์เหลาดินสอ EE ของตัวเอง วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่อากาศดีมาก ดีตั้งแต่เช้าเลย ตื่นมาปุ๊บ นกกระจอกก็มาร้องจิ๊บๆ อยู่ที่นอกหน้าต่างของผมปั๊บ มันจะดูโลกสวยมากถ้าไอ้นกกระจอกตัวนั้นไม่ปิดท้ายการทักทายผมด้วยการฉกจิ้งจกตัวใหญ่ไว้ในปาก เท่านั้นไม่พอ มันยังเอียงหน้าเอียงตามองผมผ่านหน้าต่างด้วย เชี่ยยยยย จิ้งจกบ้านกู ไอ้นกจัญไร!

“ไม่ กูอยากนอนอยู่บ้าน”

“เอ้า พี่เสนอแต่จะให้ธันไปเนี่ยนะ พี่ต้องไปด้วยดิ”

“ก็อยากแต่ขี้เกียจไง เลยส่งมึงไปเป็นตัวตายตัวแทน ถ้าถึงแล้วก็วีดิโอคอลมาด้วยละกัน เอาอากาศที่นั่นใส่ถุงมาให้กูด้วย กูอยากได้กลิ่นธรรมชาติ หรือถ้าจะให้ดีมึงก็ควรโค่นต้นก้ามปูมาให้กูนะ กูจะได้รู้สึกอินเข้าไปอีกหนึ่งระดับ” โอ้โห ทั้งร้านมีต้นก้ามปูอยู่ต้นเดียว ครับ ต้นที่มันเป็นร้านนั่นแหละ ไอ้เหี้ย บอกเลยว่าถ้าโค่นก้ามปูลงมาจริงๆ เจ้าของร้านได้ก้านคอผมแน่ อีกอย่างไอ้เจ้าของร้านที่เรากำลังพูดถึงก็ไม่ใช่คนใหญ่คนโตอะไร แค่ผู้ว่าราชการจังหวัดเอง… แค่เจ้าของสวนผลไม้รายใหญ่ แค่ลูกชายเป็นนักการเมือง แค่พี่ชายเขาเป็นเจ้าสัว ก็แค่นั้นเองครับ จะไปมีอะไรน่ากลัว

“ธันไม่มีทางทำแบบที่พี่ขอแน่นอน”

“เอาน่า เพื่อพี่ชายแค่นี้ทำไม่ได้เหรอวะ”

“ไม่ได้ ไม่ไปด้วย”

“โห่ อ้วน...” คุณสถาปนิกหนุ่มส่งเสียงตัดพ้อพร้อมกับฟุบหน้าลงกับแขน ปากพึมพำไปเรื่อยเปื่อยเหมือนพยายามเรียกร้องความสนใจ ไม่ว่าจะโหดขนาดไหนแต่พี่ทุกคนต้องมีโมเมนต์แบบนี้ มันน่ารักนะครับ มองแล้วผมยังขำเลยแต่ก็ไม่ทำตามที่มันขออยู่ดี จะบ้ารึไง ใครจะกล้าวะ อย่างน้อยๆ เลยผมว่าต้องโดนซ้อมจนม้ามแตก นี่คือน้อยนะ แล้วคิดดูดิว่าถ้ามากจะขนาดไหน

“ธันจะไปปั่นจักรยานเล่นแถวๆ นี้ ไปด้วยกันไหม”

“ไม่”

“พี่ตุลย์ แค่แถวนี้เอง เท่านี้พี่ก็ขี้เกียจเหรอ”

“โว๊ะ อย่าว่าแต่แถวนี่เลย แค่จะเดินไปเข้าห้องน้ำกูยังไม่อยากไปเลยสัส ถ้าเป็นไปได้กูก็อยากจะซื้อวีลแชร์ติดบ้านไว้สักตัว เวลาเหนื่อยหรือขี้เกียจเหมือนตอนนี้จะได้คลานขึ้นไปนั่ง ทีนี้จะไปไหนก็สะดวกสบายหายห่วง”

แม่ง… ต้องขี้เกียจขนาดไหนวะถึงจะมีความคิดพรรค์นี้ผุดขึ้นมาในหัว

“งั้นธันไปละ พี่ก็อยู่นี่แล้วกัน”

“เอาลมกับกลิ่นหญ้าใส่ถุงมาด้วย กูชอบความสดชื่น ไอดินกลิ่นฝน”

ได้สิ ผมจะเอาใส่มาให้... ให้เยอะด้วย จะถอนหญ้ามาทั้งทุ่งเลย พอมัดถุงแล้วผมก็จะขยี้ๆ บี้ๆ ให้แม่งมีน้ำออกมา คราวนี้แหละมึงเอ๊ย พอดมแล้วกลิ่นต้องขึ้นสมองแน่นอน หึๆ

ผมคิดแผนชั่วขณะลากขาออกมาจากบ้าน ไม่ลืมที่จะพกสีน้ำกับสมุดวาดภาพออกมาด้วย

เหมือนเคยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นเลยว่ะ จำได้เลยว่าตอนนั้นผมยังเป็นแมวน้ำอยู่เลย ไอ้พี่ตุลย์ไล่ผมไปวาดรูปเล่นแบบนี้แหละ แล้วมันก็ไม่ไปแบบนี้แหละ ต่างกันนิดหน่อยที่วันนี้ผมไม่ได้ไปร้านของผู้ว่า

แสงแดดอ่อนๆ บวกกับลมเย็นพาให้ผมรู้สึกเคลิ้มจนอยากจะปั่นจักรยานกลับไปเอาเสื่อที่บ้านมา เจอพื้นที่ว่างๆ มุมดีๆ ตรงไหนก็ปูนอนให้รู้แล้วรู้รอด จอดวาดรูปตรงไหนดีวะ ไม่ใช่ว่าเอาสมุดวาดภาพมาแล้วเป็นหมันไม่ได้วาดนะ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงผมจะสงสารน้องสมุดมาก น้องสีน้ำด้วย

พรึบๆ

เสียงหน้ากระดาษพลิกไปตามลมที่อยู่ๆ ก็พัดแรงขึ้นทำให้ผมชำเลืองมองสมุดวาดภาพที่ตะกร้าหน้ารถ กระดาษถูกพลิกหน้าแล้วหน้าเล่า ผมสามารถมองเห็นทุกสิ่งที่ตัวเองเคยวาดไว้ ไม่ได้เปิดดูนานเกือบลืมไปแล้วนะว่าวาดอะไรลงไปบ้าง ส่วนมากจะเป็นต้นไม้กับวิว ผมไม่ค่อยถนัดวาดคนเท่าไหร่…

พรึบ

ยังคิดไม่ทันจบ ลมที่เคยกรรโชกก็หยุดพัดไปดื้อๆ มันเหมือนเรื่องตลกที่หน้าล่าสุดที่เปิดไว้มีแต่รูปไอ้หยาง เหมือนลมกำลังจะเถียงผมว่า ‘อย่ามาสตอ ถ้าไม่ชอบวาดคนแล้วนี่อะไร’ ...เอ้า ผมบอกว่าไม่ค่อยชอบ ไม่ค่อยวาด ไม่ได้หมายความว่าไม่เคยวาดซะหน่อย

จำสองภาพนี้ได้ไหมครับ ภาพแรกผมวาดตอนที่ไป the forest ที่ไอ้หยางนั่งอยู่หลังกระจกแล้วมีผีเสื้อเกาะไหล่มัน ส่วนอีกภาพคือตอนที่ผมนอนเล่นอยู่คหกรรมแล้วจู่ๆ มันก็เข้ามาเป็นจุดโฟกัสของภาพ ไม่หรอก ...ต้องบอกว่าทุกครั้งเลยต่างหากที่มันเข้ามาเป็นจุดเด่น ทั้งที่ตอนแรกผมสนใจอย่างอื่นแท้ๆ

จะว่าไป

“วาดสวยเหมือนกันนะกู”

“หลงตัวเองแต่เช้าเลยคนเรา”

“!”

เฮ้ย

โครม!

จักรยานของผมเสียหลักชนต้นกล้วยข้างทางโดยไม่ทันตั้งตัว สาเหตุเกิดจากตกใจเสียงไอ้คนในภาพ ประกอบกับดวงซวย ล้อจักรยานเหยียบโดนก้อนหินจังๆ ถ้าถามถึงสภาพตอนนี้ ผมนอนหงายท่ามกลางต้นกล้วยนับสิบ ขาขวาเกี่ยวจักรยาน ขาซ้ายพาดหน่อกล้วย ถ้ามองอีกมุมมันก็ดูป๋านะ ...ป๋ากล้วย (ป่ากล้วย)

โถ่ ชีวิตกู

“ไงไอ้น้อง หิวกล้วยมากเหรอ”

“ไอ้หยาง จำไว้เลยนะมึง” ผมด่าร่างสูงที่อยู่อีกฟากของรั้วบ้าน ก่อนจะลุกขึ้นแล้วปัดฝุ่นที่ติดตามตัว แม่ง ไม่เหลือสภาพฮิปสเตอร์เลยกู

“เอ้า กูผิดอะไรอะ”

“จะทักทำไมไม่บอกก่อน”

“ยังไงวะ คือถ้ามึงปั่นจักรยานมาแล้วกูก็เจอมึงเหมือนเมื่อกี้ กูต้องตะโกนบอกมึงก่อนร้อยเมตรว่า ‘ธันๆ เดี๋ยวกูจะทักมึงนะ เตรียมตกใจด้วยไอ้สัส’ แล้วพอมึงมาถึงหน้าบ้านกูก็ค่อยทักอีกทีว่า ‘หวัดดีมึง’ ... งี้เหรอ”

“เออ”

“มึงมันบ้า ...แล้วนี่จะไปไหน?” มันกอดอกถาม ตามองของที่ผมเพิ่งเก็บแล้วเอาไปวางไว้ที่ตะกร้าหน้ารถดังเดิม เมื่อกี้เราห่างกันพอสมควร มันมองไม่เห็นภาพที่ผมวาดหรอก ไม่ดิ น่าจะเห็นแว่บๆ แหละแต่ต่อให้ตาดีแค่ไหนก็มองไม่ออกหรอกว่าวาดอะไร

โชคดีไป

“หาที่วาดรูปเล่น”

“เหรอ”

“เออ กูไปละ ตากผ้าไปเลยมึง” ผมเตรียมจะปั่นออกไปเพื่อหาที่ร่มๆ ต่อ แต่ยังไม่ทันที่เท้าจะได้แตะบันไดจักรยาน หนุ่มหล่อที่กำลังทำหน้าที่พ่อบ้านก็เบรคไว้ซะก่อน

“มาวาดข้างในนี้ไหม”

“ในไหน บ้านมึง?”

“อือ หญ้าบ้านกูสะอาดนอนวาดได้นะ อากาศก็ดี ต้นไม้ที่แม่กูปลูกไว้ก็สวยๆ ทั้งนั้น แถวบ้านเราไม่มีที่ไหนเหมาะไปมากกว่านี้แล้วเชื่อกูสิ”

“อืม เอาไงดีวะ...”

“กูไม่แอบมองภาพมึงหรอกสัญญาเลย ถ้าเข้ามาเดี๋ยวกูเอาขนมกับน้ำส้มมาให้ด้วย”

“ทำไมพูดจาล่อลวงจังวะ” ผมขำกับท่าทางกระตือรือร้นให้เข้าไปข้างในของคู่สนทนา มันก็ไม่ได้อยากให้ผมเข้าไปเท่าไหร่หรอกแค่ตอนนี้แม่งวิ่งมาเปิดประตูและมายืนอยู่ตรงหน้าผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำไมลูกชายบ้านนี้ใจง่ายจัง เดี๋ยวต้องฟ้องพ่อมึงสักหน่อยละ แย่ๆ ใช้ไม่ได้ๆ

“บ้าคิดมาก ก็พูดปกติ” ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่บนใบหน้ามันมีรอยยิ้มประดับอยู่ตลอดเวลา ตอแหลที่สุด

“อ่อ เหรอ งั้นไม่เข้าละ”

“เฮ้ย! ไม่ได้ดิ อะไรของมึงเนี่ย ชอบให้ล่อลวงเหรอไอ้บ้า” อีกฝ่ายสะดุ้งพร้อมกับรีบใช้มือรั้งผมไว้ทันทีที่เห็นว่าผมทำท่าจะปั่นจักรยานออกไป หน้าโคตรตลก

“ฮะๆ”

“เหี้ย กูไม่รอมึงตอบละ” จบประโยคมันก็ออกแรงดันหลังจักรยานของผมไปข้างหน้า ก่อนไปไม่ลืมที่จะใช้เท้าปิดรั้วให้สนิทกันผมหนีด้วย

“ทำไมเผด็จการจังล่ะ ฮะๆ”

“พระเอกก็ต้องแบบนี้แหละ เผด็จการ โรคจิต ซาดิสม์ สารเลว ถ้าแสนดีมีมารยาทก็เป็นได้แค่พระรอง กูอ่านนิยายมา เพราะงั้นอย่าหวังเลยว่ากูจะแสนดีกับมึง”

“...”

“มามะ มาให้กูจับมัดกับราวตากผ้าเร็ว กูจะพามึงเปิดโลกใหม่”

“โลกใหม่พ่อมึงสิไอ้เงี่ยงปลาดุก ถ้ามึงเข้ามาใกล้กว่านี้กูตบด้วยสันมือจริงๆ ด้วย”

“ฮะๆ” นานพอสมควรกว่าที่เราจะสงบศึกกันได้ จักรยานเกือบล้มหลายรอบมาก ก็ไอ้หยางนั่นแหละ อยู่ดีๆ ก็กระโดดขึ้นมาซ้อนผมทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองไม่ได้เบาเป็นขนนก เท่านั้นยังไม่พอ มันยังเล่นบ้าๆ จะจับผมไปมัดที่ราว คิดว่าผมจะทำยังไงล่ะครับถ้าไม่เบี่ยงตัวหลบเต็มที่ จักรยานงี้เซไปซ้ายทีขวาที

“อะ ขนมกับน้ำส้ม”

“ไม่ขอบคุณนะ ไม่ชอบขี้หน้าคนเอามาให้”

“ใจร้ายว่ะ อุตส่าห์เดินตั้งไกล”

“เหอะ” ผมทำเสียงขึ้นจมูกขณะนอนมองทัศนียภาพรอบด้าน ตอนนี้ผมกำลังนอนหงายอยู่บนสนามหญ้าหน้าบ้านไอ้หัสดิน ไม่มีเสื่อ ไม่มีผ้ารองทั้งนั้น นี่แหละที่เขาเรียกว่าซึมซับธรรมชาติ แต่ต่อให้ธรรมชาติกว่านี้ยังไงผมก็วาดภาพไม่ออกอยู่ดีเพราะมีคนอยู่ใกล้ๆ

ถึงไอ้หยางจะบอกว่าไม่มองก็เถอะ ...ผมอายว่ะ

เพราะงั้นผมก็เลยล้มเลิกความคิดที่จะวาดภาพแล้วเปลี่ยนมานอนโง่ๆ มองท้องฟ้าแทน สบายสัส นอนนิ่งๆ มีอาหาร บรรยากาศดี อีกหนิดผมจะเคลิ้มหลับละ

พรึ่บ พรึ่บ

เสียงสะบัดผ้าดังขึ้นไม่ไกล ส่งผลให้ผมเหลือบตาไปมองแผ่นหลังของร่างสูงที่กำลังตั้งใจตากผ้า จะว่าไป ผมเพิ่งเคยเห็นมันตอนทำงานบ้านแฮะ ปกติเวลามาที่นี่ทีไรก็จะเห็นมันเล่นเกม กินข้าวหรือไม่ก็นอน ตอนที่ตั้งใจทำอะไรแบบนี้เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเลย

หือ

“ไอ้รูปบัตรประชาชนมึงหายไปไหน”

ผมเอ่ยถามตอนเห็นเพื่อนสนิทวางรองเท้านักเรียนไว้บนเก้าอี้ข้างราวตากผ้าแล้วไม่เห็นสิ่งที่สมควรจะติดอยู่บนนั้น ไม่สิ ถ้าว่ากันตามตรงไอ้รูปสยองนั่นไม่สมควรอยู่บนนั้นเลยแต่ไอ้หยางติดจนผมมองว่าแม่งคือซิกเนเจอร์ของรองเท้ามันไปแล้ว เหอะๆ

“กูเอาไปซักแล้วลืมว่ามีมันแปะอยู่ กระดาษก็เลยยุ่ยจนดูไม่ได้ เฮ้อ สงสัยต้องไปถ่ายเอกสารอีกรอบ” มันหันมาตอบผมด้วยใบหน้าเสียใจ

“ขอเถอะ อย่าเลย”

“ไม่ได้ๆ รองเท้านักเรียนมีเยอะจะตาย เราต้องทำสัญลักษณ์ดิ ไม่งั้นคนอื่นจะรู้เหรอว่าเป็นของใคร”

“เอาเป็นอย่างอื่นไม่ได้เหรอ” การเอารูปบัตรประชาชนมาแปะมันทุเรศมากเลยนะความจริง ผมเกลียดมากเลยโดยเฉพาะเวลาที่ไอ้หยางมองอย่างภาคภูมิใจ

“อย่างเช่น?”

“เขียนชื่อดิ เบสิคสุด”

“มันจะไม่ธรรมดาไปหน่อยเหรอวะ อีกอย่างคนชื่อหยางก็ไม่ได้มีแค่กูคนเดียว”

“ก็หาเอกลักษณ์ให้ชื่อมึงสิ จะตวัดเป็นลายไทยหรืออะไรก็ได้” เด็กโรงเรียนผมเก๋สุด แม่งวาดสัญลักษณ์ไนกี้ด้วยลิขวิด ถึงมันจะเบี้ยวมากแต่ผมก็ให้คะแนนความพยายามน้องร้อยคะแนนเต็ม หัวโคตรครีเอท ยอมใจๆ

“เออว่ะ งั้นเขียน YA ไว้ข้างซ้าย NG ไว้ข้างขวาละกัน เอกลักษณ์สุดๆ ไม่มีใครทำตามแน่นอน”

“ไม่ได้ มึงต้องเขียนให้มันเหมือนกัน ถ้าเป็นชื่อก็ต้องชื่อเดียวกันทั้งคู่”

“ทำไมวะ”

“คนอื่นจะได้รู้ว่าคู่กันไงไอ้ควาย” ถ้าเขียนคนละแบบแล้วโดนคนอื่นเตะจนแยกกันนี่ไม่มีใครรู้เลยนะว่ามันเป็นรองเท้าคู่เดียวกัน ลองนึกสภาพเหตุการณ์นี้เกิดที่หน้าห้องสมุดสิ ...ไม่มีวันได้คืนแน่ บรรณารักษ์เอาไปทิ้งชัวร์

“อ่อ เข้าใจละๆ งั้นกูไปก่อนนะ” ว่าแล้วแม่งก็เดินไป อ้าวเฮ้ย

“ไปไหน ไปเอาลิขวิดมาเขียนชื่อ?”

“เปล่า ไปอำเภอ”

“ห้ะ ไปทำไม”

“ไปเปลี่ยนชื่อ”

“เดี๋ยวๆ ค_ยไรไอ้สัส แค่จะเขียนชื่อลงบนรองเท้ามึงต้องไปที่อำเภอเลยเหรอ”

“เปล่า กูไปเปลี่ยนชื่อตัวเอง”

?

“เปลี่ยนทำไมวะชื่อหัสดินก็ดีอยู่แล้ว”

“ดีแต่ใช้ไม่ได้”

“อะไรของมึง ถ้าชื่อนี้ใช้ไม่ได้แล้วชื่อไหนใช้ได้” ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยเห็นชื่อไหนเพราะไปมากกว่านี้แล้ว ไม่สิ มันก็มีนั่นแหละแต่ไม่มีชื่อไหนเข้ากับไอ้หยางไปมากกว่านี้แล้ว จะมีชื่อไหนอีกวะที่แค่อ่านชื่อก็รู้สึกว่าอยากเห็นหน้าเจ้าของชื่อ แล้วมีชื่อไหนอีกวะที่แค่อ่านชื่อก็รู้สึกว่าเจ้าของหล่อ

“คีรินทร์ไง”

...

“ตลกเหรอมึง จะเปลี่ยนเป็นชื่อกูทำxอะไร”

“ก็มึงบอกเองว่าถ้าเป็นชื่อก็ต้องชื่อเดียวกันทั้งคู่ คนอื่นจะได้รู้ว่าคู่กัน”

“...”

“หรือมึงจะเปลี่ยนชื่อเป็นหัสดินล่ะ” คู่สนทนาเดินกลับมานั่งยองๆ ตรงหน้าผม การได้มองใบหน้าคมคายจากมุมนี้ไม่ได้ทำให้มันดูแย่ลงเลยสักนิด เหนือสิ่งอื่นใดคือสิ่งที่มันเพิ่งพูดเมื่อกี้แอบทำผมเหวอนิดหน่อย กล้าเล่นนะมึง พวกปากหมาที่สามแยกปากหวานยังไม่กล้าเล่นมุขแบบนี้เลย

“...ไอ้เวร กูไม่เปลี่ยนอะไรทั้งนั้นแหละ”

“ว้า แต่ไม่เปลี่ยนก็ดีละ เดี๋ยวลูกเราจะสับสนว่าทำไมพ่อกับแม่ชื่อเหมือนกัน”

“หือ ไม่คิดว่ามึงจะรุกน้องกูขนาดนี้”



_______________________________________________________________________________________

แหนะ หายไปนานอีกแล้ว555555


เอาจริงๆคือสมองตันเพราะกำลังจะสอบเข้ามหาลัยแล้ว

แต่ยังไม่รู้ว่าจะเรียนคณะอะไร

ก็เลยไปเข้าค่ายเพื่อหาตัวเอง แต่ก็ยังไม่เจอ ตอนนี้มันก็เลยกลายเป็นว่านอกจากจะต้องคิดว่าอยากเรียนคณะอะไรแล้วยังต้องโดนอัดความรู้ทุกวัน (ซึ่งมันก็ดีนะเว้ยแต่อีนี่อาจจะโง่55555)


หยางธันเราอยากแต่งมากแต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่างที่แม่งทิ้งไม่ได้

เราก็เลยไปแบบต่อนยอนมาก บอกเลยว่านั่งเขียนพล็อตเรื่องคล่าวๆ

 ทุกอย่างไว้แล้ว ตอนนี้อย่างนี้ ตอนต่อไปอย่างนี้ 

อยากทำให้พวกแกยิ้ม ขำ อ่านแล้วรู้สึกว่ามันดี

แต่แม่งเรียบเรียงคำเป็นภาษาไม่ออกเพราะสมองมันไม่ไปพร้อมความอยาก

ทรมานเด้อ อยากทำอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง


รอก่อนได้ไหม

พวกแกจะรอฉันได้รึเปล่า


สุดท้ายนี้... ขอโทษค่ะ . _ .


18/ต.ค/60


++++++++++++++++++++++++++++++++++

เดี๋ยวพรุ่งนี้มาต่อ วันนี้พี่แต่งได้แค่นี้ไอ้น้องเอ้ย55555
ไม่ต้องตกใจเปอร์เซ็นต์ ฉันกะไม่ได้เพราะยังแต่งไม่จบตอน แค่ดูตามเลขหน้า 

นี่ก็หน้าที่ 9... แต่ยังไม่ถึงเนื้อเรื่องหลักก็เลยตีไปสักเท่านี้
ไอ้ 35% ที่เหลืออาจจะยาวพอๆ กับไอ้ 65% ตอนนี้มั้ง
...เผลอๆ มากกว่าด้วยซ้ำ55555



22/ส.ค./60

-Mommae-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.633K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30,011 ความคิดเห็น

  1. #29669 MoRO66 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 02:39
    พ่อมาาา
    #29,669
    0
  2. #29668 Pangrumm01 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 02:07
    หวงน้องงแล่ววๆๆๆๆๆๆงื้ออออ
    #29,668
    0
  3. #29500 Fl2●$T (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 05:20
    R.I.P หยางล่วงหน้า //โทรจองวัด
    #29,500
    0
  4. #29484 pwdpws (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 21:24
    เอาแล้ววว หยางโดนแน่
    #29,484
    0
  5. #29032 KK-Cloudy (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 22:24
    พี่ตุลย์วิญญาณตามติดที่แท้
    #29,032
    0
  6. #28674 ชากุหลาบอุ่นอุ่น (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 11:01
    😊😊😊
    #28,674
    0
  7. #28661 Kmmbs may (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 15:55
    พี่ตุลย์ อย่าขัดน้องงงง55555
    #28,661
    0
  8. #28480 Chimmyn (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 23:38

    อิพี่ตุลยยย์ หยั่มมาเป็นมารน้องงงง

    #28,480
    0
  9. #28449 Nggggggg (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 19:35
    พี่ตุลย์มาแล้ววพี่ตุลย์มาไงเนี่ย5555555
    #28,449
    0
  10. #28429 Callmeyou (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:28
    อูยยยย อีหยางงานเข้า
    #28,429
    0
  11. #28380 diizzpop2107 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:02
    555 พี่ตุลย์มาแว้วววว
    #28,380
    0
  12. #28305 greentealatte ♡ (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 19:47
    พี่ตุลมาโว้ยยยยยๆๆๆๆ
    #28,305
    0
  13. #28158 VKK42 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 24 มกราคม 2562 / 14:59
    พี่ตุลย์ ทูนหัวของบ่าวววววว
    #28,158
    0
  14. #28156 VKK42 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 24 มกราคม 2562 / 14:59
    พ่อมาล่ะ 55555
    #28,156
    0
  15. #27819 Phoenix_9854 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 20:08
    ❤️❤️❤️❤️❤️❤️
    #27,819
    0
  16. #27300 Kanyaphat fong (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 00:13
    Oh my quad พิตุลย์
    #27,300
    0
  17. #27249 Choco'l Pis (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 / 17:52
    555555555เอาละเหวยยยยย
    #27,249
    0
  18. #27198 loocbomb (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 / 01:26

    พี่ตุลลลลล

    #27,198
    0
  19. #26943 กษิดิศ ปักษี (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 20:48
    จะรอดมั้ยเนี่ย555
    #26,943
    0
  20. #26436 Nanthara (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2561 / 12:33
    อ้าวๆๆๆๆพี่หวงน้องมาแล้ว5555555555555
    #26,436
    0
  21. #26352 momark (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 11:36
    ชอบพี่ตุลย์อ่ะ แง้งงงงง น่าย้ากกกกกก
    #26,352
    0
  22. #25387 TUANG_PUT (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 11:45
    ดูจากการให้กำลังใจนักเขียนตอนนี้เยอะสุดล่ะ55555
    #25,387
    0
  23. #25337 cb_my_love (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 23:10
    ชิบหาย!!!
    #25,337
    0
  24. #25157 Real_cyyyyy (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 14:21
    หม่อม คืออิฉันรอคุณพี่ได้คร๊ รอมาตลอดเลยคร๊
    #25,157
    0
  25. #25037 Vinega_13xz (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 23:12
    ธันคะ จะชมว่าพี่เค้าน่ารักใด้แต่! ห้าม!! ยํ้าว่า ห้าม!! หวั่นไหวนะ เกบความหวั่นไหวใว้ให้หยางน้าา
    #25,037
    0